‘รมว.นฤมล’เปิดงาน’บุญกระธูปออกพรรษา ชี้ช่องต่อยอดเทศกาล-ดึงดูดนักท่องเที่ยว

'รมว.นฤมล'เปิดงาน'บุญกระธูปออกพรรษา ชี้ช่องต่อยอดเทศกาล-ดึงดูดนักท่องเที่ยว

‘รมว.นฤมล’เปิดงาน’บุญกระธูปออกพรรษา ชี้ช่องต่อยอดเทศกาล-ดึงดูดนักท่องเที่ยว

วันศุกร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 21.39 น.

“รมว.นฤมล” ร่วมเปิดงานประเพณีบุญกระธูปออกพรรษา ปี 68 หนุน เยาวชนเรียนรู้และรักษารากเหง้าวัฒนธรรมท้องถิ่น

3 ต.ค.68 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม (กธ.)ร่วมเป็นประธานเปิดงานประเพณีบุญกระธูปออกพรรษา ประจำปี 2568  ณ ที่ว่าการอำเภอหนองบัวแดง  อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ โดยมี น.ส.กาญจนา จังหวะ สส.ชัยภูมิ,นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ สส.ชัยภูมิ และ นายปรีดา บุญเพลิง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม ให้การต้อนรับ 

โดย ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า งานบุญกระธูปออกพรรษา เป็นประเพณีเก่าแก่ที่สะท้อนถึงความรัก ความสามัคคี และวิถีชีวิตที่ผูกพันกับพระพุทธศาสนา งานบุญนี้ไม่เพียงช่วยรักษารากเหง้าวัฒนธรรมของท้องถิ่น แต่ยังสามารถต่อยอดเป็นเทศกาลที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมให้เยาวชนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าของภูมิปัญญา และยังได้เรียนรู้รากเหง้าวัฒนธรรมของตัวเอง 

ทั้งนี้ ประเพณีดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-6 ตุลาคม 2568 โดยถือเป็นการรวมพลังศรัทธาของชาวชัยภูมิที่สืบสานเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น อันทรงคุณค่า
 

เริ่มแล้ว ‘งานประเพณีรับบัว ประจำปี ๒๕๖๘’ ๑ เดียวในโลก ๓-๖ ตุลาคม ณ ที่ว่าการอำเภอบางพลี

เริ่มแล้ว ‘งานประเพณีรับบัว ประจำปี ๒๕๖๘’ ๑ เดียวในโลก ๓-๖ ตุลาคม ณ ที่ว่าการอำเภอบางพลี

เริ่มแล้ว ‘งานประเพณีรับบัว ประจำปี ๒๕๖๘’ ๑ เดียวในโลก ๓-๖ ตุลาคม ณ ที่ว่าการอำเภอบางพลี

วันศุกร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.39 น.

จังหวัดสมุทรปราการ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ ร่วมกับ อำเภอบางพลี องค์กรปกครองท้องถิ่น หน่วยงานความร่วมมือ และเครือข่ายชุมชน ร่วมสืบสาน จัดงานประเพณี รับบัว ๑ เดียวในโลก ในวันที่ ๓-๖ ตุลาคม ๒๕๖๘ ณ ที่ว่าการอำเภอบางพลี และ วัดบางพลีใหญ่ใน พระอารามหลวง จังหวัดสมุทรปราการ

สายน้ำแห่งศรัทธา หลั่งไหล น้อมใจสักการะหลวงพ่อโต มหัศจรรย์ “รับบัว” หนึ่งเดียวในโลก

“งานประเพณีรับบัว ประจำปี ๒๕๖๘”  ประเพณีเก่าแก่ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณ ของชาวอำเภอบางพลี ที่แสดงถึงความมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ต่อคนต่างถิ่นที่มาอาศัยอยู่ในอำเภอบางพลี แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิต ความผูกพันกับสายน้ำ ที่มีมาแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และได้รับการประกาศเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ โดย กระทรวงวัฒนธรรม ประเพณีรับบัว จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยในวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๑ ซึ่งปีนี้ตรงกับจันทร์ที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๖๘ จะมีการอัญเชิญหลวงพ่อโตจำลอง ลงเรือแห่ไปตามลำคลองสำโรง เพื่อให้ประชาชนที่อยู่อาศัยบริเวณสองฝั่งคลอง และที่มาร่วมพิธีได้ร่วมสักการบูชา โดยการโยนดอกบัวลงไปในเรือที่องค์หลวงพ่อโต ประดิษฐานอยู่ เชื่อกันว่า หากสามารถโยนดอกบัวไปในเรือ แล้วอธิษฐานสิ่งใดไว้ จะประสบความสำเร็จสมหวังทุกประการ

การจัดงานในปีนี้ ท่านจะได้สัมผัสกับบรรยากาศงานสุดยิ่งใหญ่ รวมถึงกิจกรรมทางวัฒนธรรมอีกมากมาย บริเวณที่ว่าการอำเภอบางพลี  ระหว่างวันที่ ๓ – ๖ ตุลาคม ๒๕๖๘

โดยช่วงเช้า ได้มีพิธีเปิดงานประเพณีรับบัว ประจำปี ๒๕๖๘ อย่างยิ่งใหญ่ ณ วัดบางพลีใหญ่ใน พระอารามหลวง  และวันในวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๖๘ ช่วงเวลา ๑๖.๐๐ น. จะมีพิธีเปิดลานวัฒนธรรม ณ ที่ว่าการอำเภอบางพลี  โดยจะมีพิธีโยนบัวในวันที่ ๖ ตุลาคม เชิญชวนทุกท่านชมขบวนแห่เรือหลวงพ่อโตทางน้ำ และร่วมบุญในพิธีโยนบัว ตลอดริมคลองสำโรง จากวัดบางพลีใหญ่ใน พระอารามหลวง ถึง วัดบางพลีใหญ่กลาง และตลอดการจัดงานทั้ง ๔ วัน ณ ที่ว่าการอำเภอบางพลี 

เริ่มแล้ววันนี้ กับ โซนนิทรรศการ ลานวัฒนธรรม วิถีชีวิตชาวบางพลีในอดีต วิถีชีวิตชาวนา ชาวมอญ ลาน Soft Power  ซุ้มข้าวต้มมัด แจกฟรี ตลอดงาน รวมถึง การแสดง แสง สี เสียง ม่านน้ำ ตระการตา  ๒ เวทีกิจกรรมทั้งด้านหน้า และด้านหลังอำเภอ ซึ่งจะมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมต่างๆ มากมาย จากสถาบันการศึกษา เขตอำเภอบางพลี และเครือข่ายชุมชน การแสดงมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินที่มีชื่อเสียง ตลอดจนกิจกรรมการประกวด แข่งขัน อาทิ การประกวดหนุ่ม-สาว รับบัว, การแข่งขันมัดข้าวต้ม, แข่งขันบาสโลบ, ประกวดร้องเพลง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการออกร้านสินค้าพื้นเมือง-ชุมชน (OTOP) กว่า ๗๐ ร้านค้า

ปิดท้ายทุกค่ำคืน กับศิลปินชื่อดัง ๒๑.๓๐ น. เป็นต้นไป

๓ ต.ค. เต๋า ภูศิลป์ วารินรักษ์ / ๔ ต.ค. นภัทร อินทร์ใจเอื้อ / ๕ ต.ค. ไรอัล กาจบัณฑิต จำปาศิลป์ / ๖ ต.ค. (๑๓.๐๐ น.) ก้านตอง ทุ่งเงิน

เชิญทุกท่านมาร่วมเก็บเกี่ยวความประทับใจ สัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งสายน้ำและศรัทธา และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสืบสานประเพณีรับบัว ๑ เดียวในโลก พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยวด้านวัฒนธรรมของจังหวัดสมุทรปราการ ไปด้วยกัน

‘วัดชนะสงคราม’ ออกหนังสือเตือน ‘พระมหาอุเทน’ หยุดก่อวิวาทะ-พาดพิงฆราวาส

'วัดชนะสงคราม' ออกหนังสือเตือน 'พระมหาอุเทน' หยุดก่อวิวาทะ-พาดพิงฆราวาส

‘วัดชนะสงคราม’ ออกหนังสือเตือน ‘พระมหาอุเทน’ หยุดก่อวิวาทะ-พาดพิงฆราวาส

วันศุกร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.25 น.

วันที่ 3 ตุลาคม 2568 พระราชวัชรกิจจาภรณ์ เจ้าคณะ 9 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม กรุงเทพมหานคร ออกหนังสือคำสั่งตักเตือน ลงวันที่ 2 ตุลาคม โดยมีเนื้อหา ดังนี้

ตามที่ได้มีข่าวปรากฏในสื่อทั้งโทรทัศน์ วิทยุ รวมถึงสื่อสังคมออนไลน์ เกี่ยวกับพระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์ วัดชนะสงคราม ได้ก่อวิวาทะ กล่าวพาดพิงถึงฆราวาสด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย ไม่เหมาะสม เหยียบย่ำความเป็นมนุษย์ของฆราวาส ถือเป็นพฤติกรรมก้าวร้าว ไม่สมควรอย่างยิ่งแก่ผู้ที่เป็นสมณะ และไม่ต้องโดยพระพุทธภาษิตว่า “อนูปวาโท อนูปฆาโต” สร้างความวุ่นวายในสังคม

จนก่อความเดือดร้อนมาถึงพระสงฆ์ สามเณรวัดชนะสงคราม รวมถึงพระบวรพุทธศาสนา ต้องถูกด่าทอ บริภาษ รุกรานด้วยวาจาหยาบคาย อันเป็นวจีทุจริตจากบุคคลทั่วไปผู้รู้เท่าไม่ถึงการณ์ เป็นเหตุให้วัดชนะสงครามได้รับความเสื่อมเสียอย่างรุนแรงจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้เหตุการณ์เช่นนี้ได้เกิดขึ้นมาแล้วคราวหนึ่ง วัดชนะสงครามได้ว่ากล่าวตักเตือนด้วยวาจา จนทำให้เรื่องสงบลงได้ บัดนี้พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์ ได้ก่อเหตุเช่นเดียวกันนี้ขึ้นซ้ำอีก 

จึงมีคำสั่งให้ พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์ หยุดพฤติกรรมไม่สมควรดังกล่าวโดยทันที รวมถึงห้ามก่อวิวาทะและวิพากษ์วิจารณ์เรื่องราวของฆราวาส ซ้ำอีก เพื่อความอยู่เป็นสงบของพระภิกษุ สามเณร วัดชนะสงคราม รวมถึงเพื่อความเป็นสมณะของท่านสืบไป 

จัดใหญ่ที่นิวยอร์ก! ‘HTC 2025’ ค้นหาสันติสุขจากภายใน ผ่านพลังสมาธิ-ความกรุณา

จัดใหญ่ที่นิวยอร์ก! ‘HTC 2025’ ค้นหาสันติสุขจากภายใน ผ่านพลังสมาธิ-ความกรุณา

จัดใหญ่ที่นิวยอร์ก! ‘HTC 2025’ ค้นหาสันติสุขจากภายใน ผ่านพลังสมาธิ-ความกรุณา

วันศุกร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.49 น.

วัดธรรมกายจัดใหญ่ที่นิวยอร์ก! ‘HTC 2025’ เชื่อม 50 ประเทศ 6 ทวีป ค้นหา ‘สันติสุขจากภายใน’ ผ่านพลังสมาธิและความกรุณา

วันที่ 3 ตุลาคม 2568 พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ดร. ผู้อำนวยการสำนักสื่อสาร วัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี ได้เปิดเผยถึงการจัดงานประชุมระดับนานาชาติ Humanity Transformation Conference 2025 (HTC 2025) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568 ณ Tribeca นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา

การประชุม HTC 2025 จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงหัวใจของมนุษยชาติให้กลับมาพบกันที่จุดเริ่มต้นเดียวกัน คือ ‘สันติสุขจากภายใน’ โดยใช้พลังของ สมาธิ ปัญญา และความกรุณา เป็นเครื่องมือในการค้นหาคำตอบว่า มนุษย์จะสามารถสร้างโลกที่สงบสุขได้อย่างไร ท่ามกลางวิกฤตความไม่เข้าใจและความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก โดยมีผู้นำและประชาชนจาก 50 ประเทศ 6 ทวีป เข้าร่วม

กิจกรรมภายในงานเริ่มต้นด้วยการ ปฏิบัติธรรมบูชาธรรม ครบรอบ 108 ปี แห่งการบรรลุธรรมของหลวงปู่วัดปากน้ำ (พระมงคลเทพมุนี) และไฮไลต์สำคัญคือ พิธีจุดประทีปสันติภาพสว่างไสวไปทั่วโลก

นอกจากนี้ ยังมีการเสวนาทางปัญญาเพื่อการขยายพระพุทธศาสนาวิชชาธรรมกาย และกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ขบคิดลึกซึ้งผ่านการเสวนา ‘Inner Peace Forum’ การปรับร่างกายเพื่อเติมเต็มพลังจิตวิญญาณ และการขับร้องเพลงสันติภาพ

ช่วงเวลาสำคัญของการจุดประทีปสันติภาพโลกนั้น มีผู้นำด้านการพัฒนาจิตใจจำนวน 16 ท่าน จากหลากหลายภาคส่วนของสังคม ร่วมจับมือกับพลเมืองโลก แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ร่วมกันของผู้เข้าร่วมจากทั่วทุกมุมโลก ที่เลือกหนทางแห่งปัญญาและความกรุณา เพื่อก้าวข้ามความแตกแยกของโลก พร้อมสร้างความหวังและเยียวยาบาดแผลทั้งหลายผ่านสันติสุขภายใน จากจิตใจที่สว่างไสวของมนุษย์ทุกคน ///-026

‘รร.เจี้ยไช้’ราชบุรี จับมือ พว. พลิกประวัติศาสตร์การศึกษาไทย

'รร.เจี้ยไช้'ราชบุรี จับมือ พว. พลิกประวัติศาสตร์การศึกษาไทย

‘รร.เจี้ยไช้’ราชบุรี จับมือ พว. พลิกประวัติศาสตร์การศึกษาไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.19 น.

ประเทศไทยกำลังเผชิญ “วิกฤตการศึกษา” ที่ยืดเยื้อมานาน เด็กไทยเรียนหนัก แต่ยังถูกจัดอันดับ “คิดวิเคราะห์ไม่เป็น” อยู่ท้ายตารางโลก ครูถูกบังคับให้สอน  เพื่อสอบ ผู้เรียนกลายเป็นเหยื่อของตำราและข้อสอบซ้ำซาก ในขณะที่ประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเร่งพัฒนาไปข้างหน้าไม่หยุด            

แต่ท่ามกลางภาพสิ้นหวังนั้น… กลับมีโรงเรียนเอกชนการกุศลเล็กๆ ในจังหวัดราชบุรี ที่ลุกขึ้นมาเป็นหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ของการศึกษาไทย นั่นคือ โรงเรียนสอนภาษาจีน เจี้ยไช้

โดยเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมโรงเรียนเจี้ยไช้ ได้มีพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ ความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ระหว่างโรงเรียนเจี้ยไช้ กับสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) โดยมี นายมาโนชญ์ อรรฆภัทรโฆษิต ผอ.โรงเรียนเจี้ยไช้ และ ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร พว. ร่วมลงนามอย่างเป็นทางการ ข้อตกลงนี้ไม่ใช่แค่เอกสาร แต่คือ คำประกาศว่าจะปฏิวัติการเรียนรู้ในห้องเรียน ด้วยเครื่องมือที่ชื่อว่า Active Learning GPAS 5 Steps 

ผอ.มาโนชญ์ อรรฆภัทรโฆษิต กล่าวในพิธีลงนามว่า “เจี้ยไช้เป็นโรงเรียนการกุศลที่ไม่เก็บค่าเล่าเรียน แต่เราไม่หยุดเพียงการให้โอกาส เราจะสร้างเด็กที่เก่ง ดี และเป็นนวัตกรแห่งศตวรรษที่ 21 ผ่านการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับโลกจริง”

เขาชี้ชัดว่า โรงเรียนจะไม่ปล่อยให้เด็กเป็นเพียงผู้ท่องจำ แต่จะออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่ให้เด็กลงมือทำจริง เช่น โครงงาน การวิจัยย่อย หรือการเรียนรู้จากสถานการณ์จริง (Experiential Learning) ควบคู่กับการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และการกำกับตนเอง

ด้าน ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ กล่าวว่า “นี่ไม่ใช่ MOU ธรรมดา แต่คือการปลุกการศึกษาไทยที่กำลังหลับใหล เจี้ยไช้พิสูจน์ว่า แม้จะเป็นโรงเรียนการกุศลเล็กๆ ก็สามารถเป็นต้นแบบ Active Learning ได้จริง พว.พร้อมสนับสนุนทุกมิติ ทั้งครู บุคลากร และกระบวนการเรียนรู้ เพื่อทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นจริง”

หัวใจของความร่วมมือครั้งนี้ คือ กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ซึ่งถูกนำมาเป็นกลไกหลักในการออกแบบการเรียนรู้

1. Gathering – การรวบรวมข้อมูล ผู้เรียนไม่เริ่มจากการท่องจำ แต่ฝึกค้นคว้า รวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่ง ทั้งจากห้องเรียน โลกออนไลน์ หรือชีวิตจริง

2. Processing – การคิดวิเคราะห์เด็กจะถูกฝึกให้คัดกรอง แยกแยะ และเชื่อมโยงข้อมูล ไม่ใช่แค่จำ แต่เข้าใจแก่นของปัญหา และสรุปความรู้ ความคิดรวบยอด

3. Applying and Constructing the Knowledge – การประยุกต์ใช้และสร้างองค์ความรู้กับคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม สรุปเป็นองค์ความรู้โดยหลอมรวมความคิดรวบยอดผู้เรียนต้องนำสิ่งที่เข้าใจไปใช้จริง หรือสร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ ผ่านชิ้นงานหรือโครงงาน

4. Applying the Communication Skill – การนำองค์ความรู้และผลผลิตมาสื่อสารและนำเสนอ เด็กไม่เพียงทำได้ แต่ต้องสื่อสารความคิดอย่างมีประสิทธิภาพ ฝึกการนำเสนอ การเขียนรายงาน หรือการทำสื่อสารสร้างสรรค์

5. Self-Regulating – การกำกับตนเองขั้นตอนสูงสุด คือการที่เด็กฝึกกำกับการเรียนรู้ของตัวเอง คิดทบทวนการคิดของตัวเอง (Metacognition) — ซึ่งเป็นรากฐานของการเรียนรู้ตลอดชีวิต

สิ่งที่เจี้ยไช้กำลังทำ ไม่เพียงสร้างเด็กให้เก่งขึ้น แต่ยังสะท้อนความล้มเหลวของระบบการศึกษาไทยทั้งระบบ แล้วทำไมโรงเรียนรัฐที่มีงบประมาณมหาศาลถึงยังจมอยู่กับการสอนท่องจำ? 

ทั้งนี้ เจี้ยไช้เน้น Active Learning แต่โรงเรียนส่วนใหญ่ยังติดกับการสอนบรรยายหน้าเดียวที่เด็กนั่งฟังและจำ เด็กเจี้ยไช้ฝึกคิด วิเคราะห์ สร้างนวัตกรรม ในขณะที่เด็กส่วนใหญ่ยังถูกบังคับให้ก้มหน้าท่องสูตรและติวสอบ O-NET

นี่คือการตบหน้าระบบเก่าอย่างจัง และตั้งคำถามแรง ๆ ต่อสังคม : เราจะยอมปล่อยให้อนาคตของเด็กไทยทั้งประเทศถูกล็อกไว้กับข้อสอบไปอีกนานแค่ไหน? 

ความร่วมมือครั้งนี้มีกรอบเวลา 3 ปี (2568-2570) แต่สิ่งที่จะตามมาอาจยาวนานกว่านั้น เพราะนี่คือการพิสูจน์ว่า การปฏิรูปการศึกษาไม่จำเป็นต้องเริ่มจากกระทรวง หากแต่เริ่มได้จากโรงเรียนเล็กๆ ที่มีหัวใจใหญ่พอจะฝันและลงมือทำ

เจี้ยไช้จึงไม่ใช่เพียงโรงเรียนการกุศลที่สอนภาษาจีนฟรี แต่คือ ห้องทดลองการปฏิรูปการศึกษาของไทย คือประกายไฟเล็กๆ ที่กำลังลุกโชนเพื่อเผาระบบเก่าที่ล้าหลัง และคือความหวังใหม่ที่บอกกับสังคมว่า “เด็กไทยคิดเป็นได้ ถ้าเรากล้าเปลี่ยนวิธีสอน”

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนเยาวชนขาดแคลนทุนทรัพย์ 5 จังหวัดภาคเหนือ รวมกว่า 2.25 ล้านบาท

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนเยาวชนขาดแคลนทุนทรัพย์ 5 จังหวัดภาคเหนือ รวมกว่า 2.25 ล้านบาท

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนเยาวชนขาดแคลนทุนทรัพย์ 5 จังหวัดภาคเหนือ รวมกว่า 2.25 ล้านบาท

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.39 น.

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนเยาวชนขาดแคลนทุนทรัพย์ 5 จังหวัดภาคเหนือ รวมกว่า 2.25 ล้านบาท

2 ตุลาคม 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย  นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ พร้อมด้วย นายนิพนธ์ ลีละศิธร กรรมการ นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ และนางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย หัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ  นำทีมลงพื้นที่มอบทุนการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษา และทุนฯ ทุกระดับปีสุดท้าย (ทุนสัญจร) ประจำปี พ.ศ. 2568 แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่ประพฤติดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์  5 จังหวัดภาคเหนือ ประกอบด้วย จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง และ แม่ฮ่องสอน โดยมีจังหวัดเชียงใหม่เป็นจุดศูนย์กลางในการมอบทุนฯ รวม 53 สถาบัน 265 ทุน รวมเป็นเงินจำนวน 2,255,000 บาท เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมตามที่มุ่งหวัง เติบโตพร้อมมีวิชาความรู้ สร้างอนาคตของตนเองและครอบครัว เป็นคนดีของสังคมและประเทศชาติ อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง โดยมี นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะมูลนิธิเชียงใหม่สามัคคีการกุศล เป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี ณ ห้องประชุมโรงเรียนช่องฟ้าซินเซิงวาณิชบํารุง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่

นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ เปิดเผยว่า การมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน นิสิต และนักศึกษา เยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เป็นหนึ่งในนโยบายหลักในงานสังคมสงเคราะห์ของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ดำเนินการมาแล้วเป็นเวลากว่า 50 ปี สนับสนุนให้เยาวชนมีโอกาสเท่าเทียมทางการศึกษา โดยไม่ต้องละทิ้ง หรือยุติการศึกษาเพราะขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยในปี พ.ศ. 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้จัดสรรงบประมาณในการมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เป็นจำนวนเงินกว่า 17.8 ล้านบาท

‘เจ้าคณะอำเภอคลองหลวง’เปิดสอบ‘นักธรรมตรี’ปี68 ที่วัดพระธรรมกาย

‘เจ้าคณะอำเภอคลองหลวง’เปิดสอบ‘นักธรรมตรี’ปี68 ที่วัดพระธรรมกาย

‘เจ้าคณะอำเภอคลองหลวง’เปิดสอบ‘นักธรรมตรี’ปี68 ที่วัดพระธรรมกาย

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.15 น.

‘เจ้าคณะอำเภอคลองหลวง’เปิดสอบ‘นักธรรมตรี’ปี68 ที่วัดพระธรรมกาย

พระครูวิจิตรอาภากร เจ้าคณะอำเภอคลองหลวง เจ้าอาวาสวัดสว่างภพ เป็นประธานอ่านคำปราศรัยของเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม แม่กองธรรมสนามหลวง และเปิดการสอบธรรมสนามหลวง นักธรรมชั้นตรี ประจำปี 2568 สนามสอบอำเภอคลองหลวง ณ ห้องแก้วสารพัดนึก 2 สภาธรรมกายสากล วัดพระธรรมกาย อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

ในการนี้พระครูปลัดรัตนวีรวัฒน์ (รังสฤษดิ์ อิทฺธิจินฺตโก) เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย รองประธานกรรมการสนามสอบ ได้มอบหมายให้กองธรรม โรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดพระธรรมกาย จัดเตรียมพื้นที่สนามสอบและอำนวยความสะดวกแก่กรรมการคุมสอบโดยมีพระภิกษุ-สามเณรเข้าทำการสอบวัดความรู้จำนวน 301 รูป และได้รับความเมตตาจากพระราชมหาเจติยาภิบาล ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร เดินทางมาตรวจเยี่ยมและมอบกัปปิยภัณฑ์สนับสนุนการจัดสอบอีกด้วย

เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์แม่กองธรรมสนามหลวง มีคำปรารภความตอนหนึ่งว่า “วันนี้เป็นวันเปิดสอบธรรมสนามหลวงนักธรรมตรี ผู้ที่เข้าสอบได้ผ่านการเรียนมาแล้วจึงเข้ามาทดสอบความรู้หรือประเมินผลของความรู้ของตน ๆ จึงขอให้ผู้จัดและผู้เข้าสอบธรรมสนามหลวงในสนามสอบแห่งนี้ตั้งปณิธานว่าจะเป็นศาสนทายาทที่ดี เป็นศักดิ์ศรีของคณะสงฆ์ต่อไป กับทั้งขอเน้นถ้ำให้ทุกท่าน ขออนุโมทนากุศลจริยาของเจ้าคณะพระสังฆาธิการทุกระดับ ตลอดถึงสาธุชนผู้สนับสนุนกิจการของคณะสงฆ์ด้วยกุศลจิตและด้วยสามัคคีธรรม”

การสอบธรรมสนามหลวงมีที่มาจากคณะสงฆ์ไทยในสมัยรัชกาลที่ ๕ จัดสอบบาลีที่ท้องสนามหลวงในปี พ.ศ.2431 เพื่อเป็นมาตรฐานกลางในการวัดผลพระปริยัติธรรม ต่อมาคณะสงฆ์เล็งเห็นความจำเป็นที่จะให้พระสงฆ์–สามเณรทั่วประเทศมีพื้นฐานพระธรรมวินัยและการเทศน์สอนที่เป็นมาตรฐานเดียวกันในปี พ.ศ.2459 จึงได้ขยายเป็นการสอบนักธรรมสนามหลวงต่อมาจนถึงปัจจุบัน

​Let’s Earth, Let’s Care ม.กรุงเทพ ‘เปลี่ยนถุงผ้าเก่า สร้างคุณค่าใหม่’

​Let’s Earth, Let’s Care ม.กรุงเทพ ‘เปลี่ยนถุงผ้าเก่า สร้างคุณค่าใหม่’

​Let’s Earth, Let’s Care ม.กรุงเทพ ‘เปลี่ยนถุงผ้าเก่า สร้างคุณค่าใหม่’

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สร้างสรรค์ผลงานสุดพิเศษในกิจกรรม Let’s Earth, Let’s Care โดยคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ร่วมกับ DoBeDo Student Residence และมูลนิธิซ.โซ่อาสา ภายใต้แนวคิด SDGs – การใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน เพื่อลดการใช้พลาสติกและขยะที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ เปลี่ยนถุงผ้าใบเก่า กลายเป็นผลงานที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และคุณค่าทางใจ โดยมี อาจารย์ภูรัตน์ โอสถานุเคราะห์ อธิการบดี ม.กรุงเทพ ร่วมสร้างสรรค์ผลงานศิลปะจากถุงผ้าในผ่านกิจกรรม Creative Mix Media Art ที่เปิดพื้นที่ให้คุณตกแต่ง เติมแต่ง และแสดงตัวตนได้เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการเพ้นท์ วาดลวดลาย ปัก เย็บ ประดับกระดุม หรือลูกปัด ถุงผ้าเก่าก็สามารถกลับมาสวยงาม สดใส และใช้งานได้อีกครั้ง โดยถุงผ้าที่สร้างสรรค์ด้วยฝีมือของเราทุกใบมอบให้กับมูลนิธิ ซ.โซ่ อาสา

ครูโน้ต ธนาธิป พัวพรพงษ์ ประธานมูลนิธิ ซ.โซ่ อาสา กล่าวว่า “ซ.โซ่ อาสา ทำงานอาสาสมัครเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน เป็นพื้นที่ของการแบ่งปันและเรียนรู้ วันนี้ได้มาร่วมกับทางม.กรุงเทพ อบอุ่นเหมือนเคยในฐานะที่เป็นศิษย์เก่า ดีใจที่มาร่วมกันทำกิจกรรมจิตอาสา เชื่อว่าทุกคนที่เป็นผู้ให้และเด็กๆ ที่ได้รับต่างมีความสุขใจ”

ครูบอส กิตติศักดิ์ บุญพอ โรงเรียนสิงห์สมุทร กล่าวว่า “วันนี้ได้มาส่งต่อกำลังใจเล็กๆ ให้เด็กๆ ขอให้เป็นตัวเอง ปลดล็อกศัยกภาพของเราเอง Believe in yourself unlock your potential”

ครูแพง ภัทร์ไพลิน ด่านสุคนธ์ โรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) กล่าวว่า “กิจกรรมนี้เป็นไอเดียที่ดีได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ และส่งต่อกระเป๋าน่ารักๆ ให้น้องๆ ได้ใส่หนังสือใช้เป็นประโยชน์ต่อด้วย”

​สกร.เปิดโครงการเสริมสร้างศักยภาพและพัฒนาคุณภาพของบุคลากร’68

​สกร.เปิดโครงการเสริมสร้างศักยภาพและพัฒนาคุณภาพของบุคลากร’68

​สกร.เปิดโครงการเสริมสร้างศักยภาพและพัฒนาคุณภาพของบุคลากร’68

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เป็นประธานเปิดโครงการเสริมสร้างศักยภาพและพัฒนาคุณภาพของบุคลากรในสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 โดยมี นายเอกราช ชวีวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ นายสมชัย ไหลสุพรรณวงศ์ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายและวินัย กรมส่งเสริมการเรียนรู้ นายสนิท อาษาธง ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดขอนแก่น เข้าร่วม ณ ห้องประชุมโรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย อ.เมือง จ.ขอนแก่น

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดี สกร. กล่าวว่า โครงการเสริมสร้างศักยภาพและพัฒนาคุณภาพของบุคลากรในสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568  เป็นโครงการที่มุ่งเน้นการพัฒนาองค์ความรู้และทักษะที่จำเป็นต่อบุคลากรในสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ทั้งในด้านสิทธิประโยชน์การวางแผนทางการเงิน การดูแลสุขภาพกายและจิต ตลอดจนการศึกษาดูงานแหล่งเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการสร้างรายได้และมีคุณภาพชีวิตที่มั่นคง 

“การดำเนินโครงการนี้ มีกิจกรรมสำคัญคือ การศึกษาดูงานแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญทั้งในจังหวัดขอนแก่น และจังหวัดใกล้เคียง อาทิ การลงพื้นที่ศึกษาแหล่งเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงฟาร์มมิสเตอร์คอร์น ซึ่งเป็นศูนย์ทำการเกษตรปลอดภัยแบบผสมผสาน เยี่ยมชมและเก็บเกี่ยวผักสด เช่นพริกเกาหลีสีม่วง (Purple Reape) ข้าวโพดพันธุ์แก่นมณี 109 มีเมล็ดพันธุ์เป็นสีดำเข้ม เป็นข้าวโพดหวานสามารถกินสดได้ การศึกษาดูงานพิพิธภัณฑ์สิรินธรและสะพานเทพสุดาสะพานข้ามน้ำจืดเพื่อศึกษาแหล่งเรียนรู้ด้านการพัฒนาอาชีพประมง” อธิบดี สกร. ระบุ

ด้าน นายเอกราช ชวีวัฒน์ รองอธิบดี สกร. กล่าวว่า การดำเนินโครงการดังกล่าว นอกจากกิจกรรมการศึกษาดูงานตามแหล่งเรียนรู้ต่างๆ บุคลากรสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ยังได้รับฟังการบรรยายพิเศษโดยวิทยากรพิเศษจากธนาคารออมสิน ที่มาให้ความรู้ในด้านการออม การวางแผนทางการเงิน เพื่อเป็นการส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการดำรงชีวิตและการสร้างรายได้ให้แก่บุคลากรสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ต่อไป

‘เครือข่ายจัดการความรู้ฯ’ระดมพลังจัด Thailand KM Network Forum 2025 พลิกเกมองค์กรไทยฝ่าวิกฤตโลก

‘เครือข่ายจัดการความรู้ฯ’ระดมพลังจัด Thailand KM Network Forum 2025 พลิกเกมองค์กรไทยฝ่าวิกฤตโลก

‘เครือข่ายจัดการความรู้ฯ’ระดมพลังจัด Thailand KM Network Forum 2025 พลิกเกมองค์กรไทยฝ่าวิกฤตโลก

วันพุธ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 11.22 น.

‘เครือข่ายจัดการความรู้ประเทศไทย’ระดมพลังทุกภาคส่วน จัด‘Thailand KM Network Forum 2025 พลิกเกมองค์กรไทยฝ่าวิกฤตโลก’ 21 ต.ค.นี้ ที่‘กระทรวง อว.’ ลงทะเบียนร่วมงานฟรี‘ดร.ทวารัฐ’ชี้องค์กรที่ขาดการจัดการความรู้ ต่อไปจะอยู่ยาก

30 กันยายน 2568 ที่ OKMD ถ.วิภาวดีรังสิต – เครือข่ายจัดการความรู้ประเทศไทย (The Thailand Knowledge Management Network : TKMN) โดย สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD, สถาบันที่ปรึกษาด้านการจัดการความรู้และนวัตกรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (IKI-SEA), ทริส คอร์ปอเรชั่น (TRIS) และสถาบันคลังสมองของชาติ (KNIT) แถลงข่าวเตรียมจัดการงาน Thailand KM Network Forum 2025 ในวันอังคารที่ 21 ตุลาคม 2568  เวลา 8.30 – 12.00 น. ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์ประเสริฐ ณ นคร กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ถ.ศรีอยุธยา ภายในงานจะมีการปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “The New Global Order Unveiled Trends, Transformations and Leaderships” โดย ศ.(พิเศษ) ดร. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและนายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการ OKMD กล่าวว่า การบริหารจัดการความรู้และการสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต จะช่วยยกระดับศักยภาพในการแข่งขันและการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ ผ่านการเพิ่มอำนาจ (Empower) และการมีส่วนร่วมของประชาชน (Engagement)  ในการขับเคลื่อนสังคมและประเทศชาติไปในทิศทางที่เขาต้องการ ด้วยการพัฒนาและแก้ปัญหาที่มีคนและองค์ความรู้เป็นศูนย์กลาง สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ด้วยกลไกความร่วมมือของทุกภาคส่วนและการสร้างประชาชนที่มีความยืดหยุ่น (Rescilience) ที่สามารถปรับตัวและใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของโลกให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง สังคม และประเทศชาติ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้หากองค์กรใดไม่มีการจัดการองค์ความรู้ ต่อไปก็จะอยู่ไม่ได้

“การจัดงาน Thailand KM Network Forum 2025 ครั้งนี้ จึงเป็นเวทีแห่งความก้าวหน้าของการจัดการความรู้ ที่รวบรวมเครือข่ายนักจัดการความรู้องค์กร จากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทั้งในประเทศ และต่างประเทศมาเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และร่วมสร้างการรับรู้และความสนใจเรื่องการจัดการความรู้ในองค์กร โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือ การเสวนา Knowledge Management in Action : Navigating Uncertainty and Crisis “การจัดการความรู้เชิงปฏิบัติ : ขับเคลื่อนองค์กรฝ่าวิกฤตและความไม่แน่นอน ผู้เข้าร่วมประกอบไปด้วย ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการ OKMD ดร.อัมพร แสงมณี กรรมการผู้จัดการ TRIS รศ.ดร.บวร ปภัสราทร ผู้อำนวยการ KNIT และ ดร.จุลเทพ เสนียวงศ์ ณ อยุธยา อาจารย์และนักวิจัย จาก IKI-SEA มหาวิทยาลัยกรุงเทพ” ดร.ทวารัฐ กล่าว

รศ.ดร.วินเซนต์ ริเบียร์ กรรมการผู้จัดการ IKI-SEA มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดเผยว่า องค์กรในปัจจุบันกำลังเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่คาดเดาได้ยากและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอย่างต่อเนื่อง การจะปรับตัวและก้าวต่อไปได้ องค์กรจำเป็นต้องพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้ การเลิกยึดติด และการเรียนรู้ใหม่  โดยการสร้างและบริหารจัดการความรู้อย่างเป็นระบบไม่เพียงแต่เป็นทรัพยากรสำคัญ แต่ยังเป็นความสามารถที่ทุกองค์กรต้องเชี่ยวชาญอย่างยิ่ง ซึ่งงาน Knowledge Management Global Network (KMGN) Forum ที่จะจัดขึ้นในกรุงเทพฯ ครั้งนี้ จะเป็นเวทีที่ผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกมาร่วมกันแลกเปลี่ยนแนวทางการใช้การจัดการความรู้เพื่อนำพาองค์กรให้ก้าวผ่านความไม่แน่นอนและวิกฤติได้อย่างมั่นคง

รศ.ดร.วินเซนต์ กล่าวด้วยว่า อีกหนึ่งในไฮไลต์ของงานจะเป็นการจำลองสถานการณ์ “เกมการจัดการความรู้” โดยใช้นโยบาย KM รูปแบบใหม่ที่ตั้งเป้าหมายระยะ 3 ปี ทีมผู้จัดการความรู้ (Knowledge Manager) ต้องรวบรวมองค์ความรู้จากพนักงาน 40 คน (แทนด้วยหมากบนกระดาน) ท่ามกลางอุปสรรคมากมาย ทั้งการสูญเสียความรู้ การต่อต้านภายใน และการถูกดึงตัวโดยคู่แข่ง นอกจากนี้ยังมี ไพ่ปฏิบัติการ (Action Cards) กว่า 70 ใบ ที่พลิกเกมได้ทุกเมื่อ บางใบช่วยสนับสนุน KM แต่บางใบกลับสร้างแรงกดดันด้วยภาวะ “สมองไหล” (Brain Drain) คำถามคือ ผู้จัดการความรู้จะพิชิตภารกิจและรักษาทักษะสำคัญที่สุดไว้ได้หรือไม่ กลยุทธ์ใดที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ คือบทเรียนสำคัญที่ผู้เข้าร่วมทุกคนจะได้สัมผัสจากเกมนี้

“การบริหารจัดการความรู้เชิงระบบไม่เพียงเป็นทรัพยากรสำคัญ แต่ยังเป็นความสามารถที่ทุกองค์กรต้องเชี่ยวชาญอย่างเร่งด่วน งานครั้งนี้จึงถือเป็นเวทีระดับโลกที่ผู้เชี่ยวชาญด้าน KM จะมาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพื่อช่วยให้องค์กรก้าวข้ามวิกฤตได้อย่างมั่นคง” รศ.ดร.วินเซนต์ กล่าว

ด้านดร.อัมพร แสงมณี กรรมการผู้จัดการ TRIS  กล่าวว่า เทคโนโลยีได้เปลี่ยนแปลงขอบเขตการจัดการความรู้ในระดับฐานของความคิด โดยเปลี่ยนกรอบความรู้ขององค์กรจากที่มีลักษณะชัดเจนตายตัวเป็นกรอบความรู้ที่เป็นบริบทและมีความเป็นพลวัตสูง การเปลี่ยนแปลงการจัดการความรู้อย่างก้าวกระโดดนี้เกิดจากการประสานกันทางความคิดระหว่างมนุษย์และ AI องค์กรยุคใหม่ต้องมีความเป็นเลิศในการแลกเปลี่ยนวิธีคิดระหว่างกัน โดยให้ประสบการณ์ของมนุษย์ชี้นำบริบทแนวลึก AI และให้ AI ช่วยขยายหรือหมุนมุมมองของมนุษย์ เพื่อสร้างสรรค์ความรู้ใหม่เชิงลึกที่ไม่มีฝ่ายใดสามารถทำได้เพียงลำพัง เวที TKMN Forum 2025 ที่กรุงเทพฯ จะเป็นโอกาสให้องค์กรต่าง ๆ ได้เรียนรู้ร่วมกันในการรับมือกับภูมิทัศน์ความรู้ที่เปลี่ยนแปลงนี้ เพื่อผสานระหว่างประสบการณ์จริงกับเทคโนโลยีขั้นสูง ให้เป็นศักยภาพที่ใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ            

ขณะที่ รศ.ดร.บวร ปภัสราทร ผู้อำนวยการสถาบันคลังสมองของชาติ (KNIT) กล่าวว่า ท่ามกลางระเบียบโลกใหม่ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ความยืดหยุ่นไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่กลายเป็นความ จำเป็น การจัดการความรู้คือคลังความรู้ที่มีชีวิตขององค์กร ที่คอยนำพาให้องค์กรก้าวผ่านความพลิกพลัน และการ เปลี่ยนแปลงนานาประการ เมื่อความรู้มีการสะสม แบ่งปัน และต่อยอด วิกฤตจะกลายเป็นเส้นทางสู่การปรับตัวและ การเติบโต การมาถึงของปัญญาประดิษฐ์อาจสั่นคลอนสิ่งที่คุ้นเคย แต่ก็เปิดขอบฟ้าใหม่แห่งความเป็นไปได้ ด้วยการ ถักทอภูมิปัญญามนุษย์เข้ากับปัญญาเครื่องจักร การจัดการความรู้จึงแปรเปลี่ยนความพลิกพลันให้เป็นโอกาส และเป็น พลังที่ทำให้องค์กรไม่เพียงทนทานต่อความผันผวน แต่ยังสามารถเติบโตและกำหนดอนาคตของตนเองได้

ดร.อภิชาติ ประเสริฐ รองผู้อำนวยการ OKMD กล่าวว่า การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ จะเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ค้นพบวิธีการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อยกระดับการสื่อสารความรู้ได้ชัดเจน เข้าถึงง่าย และน่าติดตาม เน้นการใช้เครื่องมือที่ทุกคนสามารถใช้งานได้ทันที เช่น ChatGPT และแอปพลิเคชัน บนมือถือ เพื่อสร้างและนำเสนอข้อมูลให้น่าสนใจ เหมาะสม และตรงใจกลุ่มเป้าหมายอย่างลงตัว

ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงาน https://forms.gle/a7gFbpJ5r6mNcjE1A หรือ sacn QRcode ด้านล่าง  และสอบถามข้อมูลและติดต่อการลงทะเบียนที่ คุณพลอยณิชชา (09 8465 4429) และคุณภูวนัย (06 4596 1565)