​ทีมนศ.อาชีวะคว้า 8 รางวัล การประกวดนวัตกรรมและการทำสื่อออนไลน์สู่ตลาดจีน

​ทีมนศ.อาชีวะคว้า  8 รางวัล การประกวดนวัตกรรมและการทำสื่อออนไลน์สู่ตลาดจีน

​ทีมนศ.อาชีวะคว้า 8 รางวัล การประกวดนวัตกรรมและการทำสื่อออนไลน์สู่ตลาดจีน

วันพุธ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆนี้ คณะผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้เดินทางไปเข้าร่วมพิธีเปิดการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ โครงการ Botok Cup 2025 การประกวดนวัตกรรมและการทำสื่อออนไลน์สู่ตลาดจีน สำหรับนักศึกษาระดับอาชีวศึกษา ปีที่ 5 ประจำปี 2568 ณ วิทยาลัยเทคโนโลยีอาชีวศึกษาเศรษฐศาสตร์และการค้ากวางสี เมืองหนานหนิง  มณฑลกว่างสี  สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง สอศ. และคณะกรรมการขับเคลื่อนการสอนอาชีวศึกษาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ สาธารณรัฐประชาชนจีน ศูนย์สภาพัฒนาโครงการ E-Commerce Valley “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และบริษัท ปักกิ่งป๋อเต่า เทคโนโลยีสารสนเทศ อนาคต จํากัด 

โดยในปี 2025 นี้ มี 14 ทีมนักศึกษาจากสถานศึกษาสังกัด สอศ.ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ได้ผ่านรอบคัดเลือก เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ 50 ทีมสุดท้าย ซึ่งประกอบไปด้วยทีมต่างชาติจากฟิลิปปินส์ ทีมจีน และทีมผสมสัญชาติไทย-จีน

เลขาธิการ กอศ. กล่าวอีกว่า สำหรับรอบชิงชนะเลิศ จะเป็นการแข่งขันไลฟ์สด (Live) ได้แก่ การนำเสนอและปักตะกร้าขายสินค้า ซึ่งเกณฑ์การประเมินพิจารณาจากความเข้าใจในสินค้า การมีปฏิสัมพันธ์ทางการตลาด และการทำงานเป็นทีม 2.การแสดงวัฒนธรรม โดยนำเสนอวัฒนธรรมจีน-ไทย เช่น พิธีชงชาจีน การแสดงรำไทย มวยไทย ศิลปะการเขียนพู่กันจีน ฯลฯ และ 3.การกล่าวขอบคุณด้วยภาษาต่างประเทศเพื่อปิดการแสดง

โดยทีมนักศึกษาได้รับรางวัล ดังนี้ รางวัลที่ 1 ทีมรวมพลังมังกร–ช้าง– วิทยาลัยเทคโนโลยีฐานเทคโนโลยี โดยคว้ารางวัลร่วมกับ 3 ทีมจากประเทศจีน , รางวัลที่ 2 ได้แก่ ทีม SinoSiam Spark– วิทยาลัยเทคโนโลยีฐานเทคโนโลยี, ทีม 聚星JUXING – วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี , รางวัลที่ 3 ได้แก่ ทีม泰·韵华章 – วิทยาลัยเทคโนโลยีจรัลสนิทวงศ์, ทีม 明明 MingMing – วิทยาลัยการอาชีพนครปฐม, ทีม R-tech 01– วิทยาลัยเทคโนโลยีรัตนโกสินทร์, ทีม Silk Siam Squad(丝路暹罗战队)– วิทยาลัยเทคโนโลยีจรัลสนิทวงศ์, ทีม GirlFinity – วิทยาลัยอาชีวศึกษาธนบุรี

ทั้งนี้ โครงการ Botok Cup เป็นโครงการในความร่วมมือด้านการศึกษาระดับนานาชาติรูปแบบใหม่ ที่บูรณาการการพัฒนาทักษะดิจิทัล ภาษา นวัตกรรม การเป็นผู้ประกอบการ และการแลกเปลี่ยน วัฒนธรรม ผ่านการแข่งขันเชิงปฏิบัติการตามแนวคิด PBL ที่จําลองสถานการณ์อีคอมเมิร์ซจริง ซึ่งได้รับการออกแบบเนื้อหาการแข่งขันให้สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของอุตสาหกรรมในภูมิภาคอาเซียน เพื่อยกระดับทักษะองค์รวมของเยาวชนระดับนานาชาติในด้านภาษาจีนและอีคอมเมิร์ซ ให้สอดคล้อง กับเงื่อนไขของภาคอุตสาหกรรมในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล และความต้องการด้านความร่วมมือระหว่าง ประเทศ และเพื่อสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะเชิงบูรณาการ สามารถสื่อสารทางภาษา ได้อย่างคล่องแคล่ว มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และมีทักษะที่ยอดเยี่ยม นอกจากนี้ โครงการ Botok Cup ยังร่วมมือกับบริษัทต่างๆ ในประเทศจีน ไทย และกลุ่มประเทศอาเซียน ในการพัฒนาโครงการ ปฏิบัติการอีคอมเมิร์ซ เพื่อส่งเสริมการบูรณาการระหว่างการศึกษากับภาคอุตสาหกรรม อีกทั้งยังมีการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างอาจารย์และนักศึกษา กิจกรรมสัมผัสวัฒนธรรม รวมถึง การจัดการอบรมก่อนการแข่งขันและการให้คําปรึกษาในระหว่างการแข่งขัน เพื่อให้เกิดผลในการ ส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านการแข่งขันอย่างแท้จริง ส่งเสริมให้อาจารย์และนักศึกษาอาชีวศึกษาในอาเซียน ได้รับผลประโยชน์ร่วมกันจากโอกาสทางดิจิทัล

ม.นครพนม จัดแสดง ‘เรือไฟโชว์’ ลำแรก เปิดม่านงานมหกรรมไหลเรือไฟโลก’68

ม.นครพนม จัดแสดง ‘เรือไฟโชว์’ ลำแรก เปิดม่านงานมหกรรมไหลเรือไฟโลก’68

ม.นครพนม จัดแสดง ‘เรือไฟโชว์’ ลำแรก เปิดม่านงานมหกรรมไหลเรือไฟโลก’68

วันพุธ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยนครพนม จัดพิธีเปิดโครงการมหาวิทยาลัยนครพนมสืบสานประเพณีไหลเรือไฟจังหวัดนครพนม ประจำปี 2568 และ ปล่อยเรือไฟโชว์ลำแรก ในงานมหกรรมไหลเรือไฟโลก จ.นครพนม ประจำปี 2568 โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม เป็นประธานในพิธี ณ ซุ้มวิถีคนเรือไฟ เทศบาลเมืองนครพนม และมหาวิทยาลัยนครพนม (บริเวณหน้าโรงเรียนสุนทรวิจิตร) ริมฝั่งแม่น้ำโขง จ.นครพนม

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธวัชชัย กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติและภาคภูมิใจที่มหา’ลัยได้นำศักยภาพของบุคลากรเข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และสืบสานประเพณีไหลเรือไฟ ซึ่งเป็น Soft Power สำคัญขอ งจ.นครพนม ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างชื่อเสียงสู่ระดับสากล พร้อมขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมสนับสนุนให้การจัดสร้าง “เรือไฟโชว์มหาวิทยาลัยนครพนม” สำเร็จตามแผนงานที่กำหนด

สำหรับ เรือไฟมหาวิทยาลัยนครพนม ประจำปี 2568 ได้รับการรังสรรค์ขึ้นอย่างวิจิตรตระการตา มีความยาวทั้งสิ้น 52 เมตร และสูง 15 เมตร ประดับประดาด้วยดวงประทีปหรือตะเกียงไฟมากถึง 5,999 ดวง ส่องแสงเจิดจ้าเปล่งประกายดุจแสงศรัทธา ท่ามกลางสายน้ำโขงยามราตรี

การออกแบบเรือไฟครั้งนี้เกิดจาก แนวคิดของ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม ผู้เป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการกำหนดทิศทางและสื่อความหมายของลวดลายให้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของจังหวัดนครพนม ตลอดจนความผูกพันระหว่างมหาวิทยาลัยกับสังคม โดยมี นายพนิต แพงดี (นิก) ช่างศิลป์นครพนม ศิลปินผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะพื้นถิ่น เป็นผู้ออกแบบและถ่ายทอดแนวคิดดังกล่าวอย่างประณีตลงบนเรือไฟ

ลวดลายเรือไฟปีนี้เน้นการสื่อความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่ลึกซึ้ง ตัวเรือจำลองเป็น เรือสุพรรณหงส์ อันงดงามโอ่อ่า ภายในประกอบด้วยสัญลักษณ์อันทรงคุณค่าหลากหลาย ได้แก่ พระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และ พระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประดิษฐานอย่างสง่างาม โดยมี องค์พระธาตุพนม ส่องรัศมีแห่งศรัทธาอยู่ระหว่างกลาง แสดงถึงความเลื่อมใสศรัทธาของพุทธศาสนิกชนทั่วสารทิศ มีพญาศรีสัตตนาคราช สัญลักษณ์แห่งพลังศรัทธา ความเชื่อ และการคุ้มครองของชุมชนสองฝั่งแม่น้ำโขง ภาพหอประชุมวชิรบพิตร มหาวิทยาลัยนครพนม อันเป็นสิ่งปลูกสร้างสำคัญที่ได้รับพระราชทานนามจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีความหมายว่า “หอประชุมที่สร้างขึ้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้เป็นพระบรมราชบพิตร” อันเป็นเกียรติยศสูงสุดของมหาวิทยาลัย

นอกจากนี้ ยังปรากฏสัญลักษณ์ต่างๆ ที่สื่อถึงมหาวิทยาลัยนครพนม พร้อมข้อความ “มหาวิทยาลัยนครพนม” ประดับเด่นบริเวณด้านล่างของตัวเรือ และตัวอักษร “20th NPU” ที่สื่อถึงการเฉลิมฉลอง ครบรอบ 20 ปีแห่งการสถาปนามหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 เสริมด้วยซุ้มประตูสี่ทิศ (เส้นตรงปลายแหลม 5 เส้น) ดัดแปลงจากส่วนหนึ่งของตราสัญลักษณ์มหาวิทยาลัย แทนความหมาย “ประตูแห่งการศึกษา” ทั้งสี่ทิศที่เปิดโอกาสให้บุคคลเข้ามาแสวงหาองค์ความรู้

บริเวณท้ายเรือยังประดับตราสัญลักษณ์ของ หอการค้าจังหวัดนครพนม, บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (PEA ENCOM), เทศบาลเมืองนครพนม และ AIS ผู้สนับสนุนการจัดงานในครั้งนี้

นอกจากความตระการตาของเรือไฟแล้ว กิจกรรมในค่ำคืนเปิดงาน ยังเต็มไปด้วยความครื้นเครง โดยมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมจาก คณะกลองยาวบ้านดงติ้ว และการแสดงชุด “ชมพูทวีป” จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม มอบความสนุกสนานแก่ผู้ร่วมงาน ขณะเดียวกันยังมีการเชิญชวนนักท่องเที่ยวร่วม จุดตะเกียงไฟของเรือไฟโชว์ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเฉลิมฉลองประเพณีอันทรงคุณค่านี้อีกด้วย

ทั้งนี้ เรือไฟมหาวิทยาลัยนครพนม จะจัดแสดงโชว์ไหลเป็นเวลา 6 วัน 6 คืน ได้แก่ วันที่ 27, 29 กันยายน และ 2, 4, 6, 8 ตุลาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป นอกจากนี้ บริเวณ ซุ้มวิถีคนเรือไฟ ยังมีการแสดงดนตรีและศิลปวัฒนธรรมจากนักศึกษาและบุคลากรมหาวิทยาลัยนครพนม ร่วมกับเทศบาลเมืองนครพนม ตลอด 12 วัน 12 คืน เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้สัมผัสมนต์เสน่ห์ประเพณีไหลเรือไฟอย่างเต็มอิ่ม

​ผนึกกำลังปั้นนักออกแบบรุ่นใหม่ สู่อนาคตแห่งความยั่งยืน

​ผนึกกำลังปั้นนักออกแบบรุ่นใหม่ สู่อนาคตแห่งความยั่งยืน

​ผนึกกำลังปั้นนักออกแบบรุ่นใหม่ สู่อนาคตแห่งความยั่งยืน

วันพุธ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โคเวสโตร ประเทศไทย ร่วมมือกับ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ (SoA+D) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) สร้างสรรค์โครงการ Creative Solutions for Circularity Awareness เพื่อผลักดันการเรียนรู้ด้านการออกแบบเพื่อความยั่งยืน และแนวคิด เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ให้เป็นรูปธรรมให้กับนักศึกษา มจธ. ที่เข้าร่วมโครงการ

โครงการนี้ผสมผสานองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับประสบการณ์จริงจากภาคอุตสาหกรรมและการออกแบบ ผ่านกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ อาทิ การบรรยายโดยผู้เชี่ยวชาญ การศึกษาดูงานนอกสถานที่ และเวิร์กช็อปเชิงปฏิบัติ โดยมีโคเวสโตรร่วมสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดหลักสูตร เช่น การให้ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญจากโคเวสโตร และการนำน้องๆ ไปทัศนศึกษาที่ศูนย์การผลิตโคเวสโตร มาบตาพุด และชุมชนใน จ.ระยอง นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้แสดงศักยภาพผ่านการประกวด “Creative Design for Sustainability Contest 2025” โดยมีโจทย์หลักคือการออกแบบภายใต้คอนเซปท์ Circularity ซึ่งโคเวสโตรได้สนับสนุนรางวัลเป็นทุนการศึกษารวม 60,000 บาท มีผลงานส่งเข้าประกวดกว่า 50 ชิ้น ซึ่งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากคณาจารย์และจากโคเวสโตร ได้ร่วมกันคัดเลือก 3 ผลงานที่โดดเด่นที่สุด โดยพิจารณาจากความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ความเป็นไปได้ในการใช้งานจริง และการออกแบบที่สอดคล้องกับหลักการความยั่งยืน รวมถึงการนำเสนอและการสื่อสารได้อย่างเหมาะสม

ผลงานที่โดดเด่นและคว้ารางวัลชนะเลิศ Best Design Award ได้แก่ “Coral Wave” จากนักศึกษาหลักสูตรสถาปัตยกรรมศาสตร์ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลที่ต้องเผชิญกับปัญหาขยะพลาสติก ผลงานนี้ออกแบบเป็นพื้นที่เชิงประสบการณ์ที่มี “สิ่งกีดขวาง” เพื่อจำลองความยากลำบากของสัตว์ทะเลในการดำรงชีวิตในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยมลพิษพร้อมกระตุ้นให้ผู้ใช้งานตระหนักถึงปัญหาขยะพลาสติกและการฟอกขาวของปะการัง โดยใช้ขวดพลาสติกรีไซเคิลเป็นวัสดุหลัก เป็นการหมุนเวียนการใช้ประโยชน์และลดขยะพลาสติกตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยรางวัลรองชนะเลิศ Design Excellence Award เป็นผลงาน “Reform – Plastic Waste into Wearable Art”  จากนักศึกษาหลักสูตรการออกแบบนิเทศศิลป์ (Communication Design) ที่นำขยะพลาสติกมาสร้างสรรค์เป็นเครื่องประดับเชิงศิลปะ สะท้อนแนวคิดการเปลี่ยนของเหลือใช้ให้กลายเป็นงานออกแบบที่มีคุณค่าและสามารถสวมใส่ได้ และรางวัลที่สาม Distinction Award ได้แก่ผลงาน “Second Nature” จากนักศึกษาหลักสูตรสถาปัตยกรรมศาสตร์ โดยออกแบบเป็นโครงสร้างลักษณะ modular สามารถพับเก็บและเคลื่อนย้ายได้ง่าย พร้อมนำถุงพลาสติกใช้แล้วนำมาตัด ถัก และดัดแปลงอย่างสร้างสรรค์ และใช้เป็นร่มบังแดดได้ สะท้อนแนวคิดเกี่ยวกับธรรมชาติและผลกระทบที่เกิดจากมนุษย์ โดยผลงานที่ได้รับการคัดเลือกทั้งหมดนี้ ได้รับทุนการศึกษาจากโคเวสโตร เป็นจำนวน 20,000, 15,000 และ 10,000 บาท ตามลำดับ และนอกจากนี้ยังมีรางวัลชมเชยพร้อมทุนกันศึกษารางวัลละ 5,000 บาท

ผศ.วราลักษณ์ แผ่นสุวรรณ คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มจธ. กล่าวว่า การออกแบบอย่างยั่งยืนถือเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนการสอนของคณะเรา ความร่วมมือกับโคเวสโตรในครั้งนี้ช่วยให้นักศึกษาได้เรียนรู้เรื่องการออกแบบเชิงหมุนเวียน การเลือกใช้วัสดุ และการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญสำหรับการเป็นนักออกแบบที่มีความรับผิดชอบ

“ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแข่งขัน แต่เป็นเวทีในการพัฒนาคนรุ่นใหม่ด้านการออกแบบอย่างยั่งยืน การทำงานร่วมกับ มจธ. ช่วยให้นักศึกษาเชื่อมโยงความรู้ในห้องเรียนกับผลกระทบในโลกจริง และเตรียมความพร้อมในการสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมและอุตสาหกรรมในอนาคตได้” กวิสรา วรรธนะพิศิษฐ์ หัวหน้าฝ่ายสื่อสารองค์กร บจก.โคเวสโตรฯ กล่าวเพิ่มเติม

​เปิดตัวโปรแกรม ‘Pathway’ หนุนนศ.ไทยก้าวสู่มหา’ลัยระดับโลก

​เปิดตัวโปรแกรม ‘Pathway’ หนุนนศ.ไทยก้าวสู่มหา’ลัยระดับโลก

​เปิดตัวโปรแกรม ‘Pathway’ หนุนนศ.ไทยก้าวสู่มหา’ลัยระดับโลก

วันพุธ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Study Group เดินหน้าสนับสนุนครอบครัวไทย ท่ามกลางความท้าทายด้านต้นทุนด้านการศึกษาที่สูงขึ้น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของนโยบายระดับโลก ที่ส่งผลต่อภูมิทัศน์ของการศึกษาในต่างประเทศ ผ่านการเปิดตัวโครงการใหม่ภายในงาน Study Group’s Global Agent Conference 2025 เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาไทยและนักเรียนจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถเข้าถึงมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกได้อย่างมั่นใจและคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น

โดยข้อมูลล่าสุดจาก YouTrip ระบุว่า ครอบครัวไทยมีการใช้จ่ายด้านการศึกษาต่อต่างประเทศเพิ่มขึ้นถึง 70% ในปีนี้ สะท้อนถึงความยืดหยุ่นและความมุ่งมั่นของครอบครัวไทยที่มีต่อการลงทุนด้านการศึกษาในระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง

แม้จะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน ครอบครัวไทยยังคงมุ่งมั่นลงทุนในการศึกษาต่อในต่างประเทศให้กับบุตรหลานของตนอย่างต่อเนื่อง และเรานับถือในความมุ่งมั่นนี้เป็นอย่างยิ่ง เอียน ไครช์ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Study Group กล่าว พันธกิจของเราคือการมอบการศึกษาในต่างประเทศที่มีคุณภาพ ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน ซึ่งเราเชื่อว่าจะเป็นสิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของนักศึกษาได้อย่างแท้จริง และเราดำเนินภารกิจนี้ผ่านโปรแกรม Pathway ที่ถูกออกแบบมาให้ตอบโจทย์ความต้องการของนักศึกษา และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในภูมิภาค เพื่อให้การศึกษาต่อในสถาบันชั้นนำในต่างประเทศมีคุณภาพ เข้าถึงได้ง่าย และสอดคล้องกับบริบทในโลกยุคปัจุบัน เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนไทยก้าวสู่สถาบันชั้นนำระดับโลก และต่อยอดสู่เส้นทางอาชีพที่มีคุณค่าทั้งต่อตัวเองและต่อสังคม

ท่ามกลางช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอน งานวิจัยของ Study Group ชี้ให้เห็นถึง 4 ปัจจัยสำคัญ ที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนการตัดสินใจของครอบครัว ได้แก่ ความคุ้มค่าในการลงทุนทางการศึกษา เส้นทางการศึกษาที่ชัดเจน ระบบสนับสนุนที่แข็งแกร่ง และรูปแบบการเรียนรู้ที่มีความยืดหยุ่น ซึ่งล้วนมีส่วนช่วยในการลดความเสี่ยงในการศึกษาต่อต่างประเทศ

หัวใจสำคัญของความมุ่งมั่นของ Study Group คือหลักสูตร International Year One (IY1) ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ใช้สิ่งอำนวยความสะดวกภายในวิทยาเขตและทรัพยากรต่างๆ ของมหาวิทยาลัย เช่นเดียวกับนักศึกษาที่เข้าเรียนโดยตรง ขณะเดียวกันยังมีระบบสนับสนุนที่ครอบคลุม ทั้งด้านวัฒนธรรม วิชาการ และภาษา เพื่อเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้านและเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จทางการเรียน นอกจากนี้ โปรแกรม Pathway ยังมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะมนุษย์ควบคู่ไปกับเทคโนโลยีที่กำลังก้าวหน้าในอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเน้นทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 เช่น การคิดเชิงวิพากษ์ การทำงานร่วมกันข้ามวัฒนธรรม ภาวะผู้นำ ความมั่นใจ ความสามารถในการปรับตัว และความฉลาดทางอารมณ์ (EQ)

ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI ความได้เปรียบในการแข่งขันนั้นขึ้นอยู่กับทักษะความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นทักษะที่เรามุ่งปลูกฝังให้นักศึกษาผ่านการมอบประสบการณ์การเรียนรู้ระดับนานาชาติที่มีโครงสร้างชัดเจนในโปรแกรม Pathway ของเรา” Elena Rodriguez-Falcón อธิการบดีและหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการของ Study Group กล่าว เรามุ่งเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาไม่เพียงแค่สำหรับการเรียนในมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการก้าวสู่โลกของการทำงานในระดับโลกอีกด้วย

งานวิจัยจากศูนย์การศึกษาระดับอุดมศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ระบุว่า นักศึกษาที่เข้าศึกษาผ่านหลักสูตรเตรียมความพร้อม มักจะมีผลการเรียนที่ดีกว่านักศึกษาที่ผ่านการคัดเลือกโดยตรงจากมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้รับการเตรียมตัวอย่างตรงจุด ซึ่งช่วยลดช่องว่างในด้านหลักสูตร ภาษา และทักษะที่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้ในระดับอุดมศึกษา

ในขณะที่การศึกษาระดับนานาชาติยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง นักศึกษาไทยและนักเรียนจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถใช้ประโยชน์จากโปรแกรม Pathway ของ Study Group ในการเตรียมความพร้อมทั้งด้านวิชาการและทักษะมนุษย์ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในการประสบความสำเร็จทั้งในมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก และในสายอาชีพในอนาคต

เปิดตัวห้องปฏิบัติการพาวเวอร์อิเล็กทรอนิกส์ ขับเคลื่อนนวัตกรรม – พัฒนาทักษะแห่งอนาคต

เปิดตัวห้องปฏิบัติการพาวเวอร์อิเล็กทรอนิกส์ ขับเคลื่อนนวัตกรรม - พัฒนาทักษะแห่งอนาคต

เปิดตัวห้องปฏิบัติการพาวเวอร์อิเล็กทรอนิกส์ ขับเคลื่อนนวัตกรรม – พัฒนาทักษะแห่งอนาคต

วันอังคาร ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)  ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีเพื่อเปิดตัวห้องปฏิบัติการพาวเวอร์อิเล็กทรอนิกส์ของเดลต้า ณ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดยนับเป็นห้องปฏิบัติการพาวเวอร์อิเล็กทรอนิกส์แห่งที่ 6 ที่เดลต้าได้ร่วมก่อตั้งในสถาบันการศึกษาของประเทศไทย สะท้อนถึงพันธกิจเดลต้าในการเชื่อมโลกวิชาการเข้ากับการทำงานจริงในอุตสาหกรรม พร้อมเสริมสร้างทักษะสำหรับอนาคตให้แก่วิศวกรรุ่นใหม่

นายวิคเตอร์ เจิ้ง ประธานฯ บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า การเปิดห้องปฏิบัติการแห่งใหม่นี้ มีเป้าหมายมากกว่าแค่การจัดหาอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็น แต่เป็นการเสริมสร้างโอกาสให้วิศวกรไทยรุ่นใหม่สามารถเชื่อมทฤษฎีกับการทำงานจริงได้ การเปิดโอกาสให้เยาวชนที่มีความสามารถได้เข้าถึงเทคโนโลยีอันทันสมัยจะช่วยบ่มเพาะให้พวกเขามีทักษะทางเทคนิคควบคู่ไปกับทักษะการปรับตัวและการแก้ไขปัญหา ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการอย่างมากในอุตสาหกรรมต่างๆ นอกจากนี้ การผสมผสานความรู้ความสามารถในทักษะทั้งสองด้าน จะช่วยเตรียมความพร้อมให้เยาวชนเข้ามาเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนและนำพาอุตสาหกรรมไทยไปสู่อนาคต ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวอีกด้วย

โครงการฯ มีเป้าหมายในการสร้างห้องปฏิบัติการพาวเวอร์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีมาตรฐานระดับโลกให้กับสถาบันการศึกษาด้านวิศวกรรม โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายมหาวิทยาลัยพันธมิตรของเราที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยบูรพา เพื่อร่วมกันมอบโอกาสให้นักศึกษาทั่วประเทศสามารถเข้าถึงสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ทันสมัย ซึ่งช่วยส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมและเสริมสร้างทักษะการปฏิบัติงานในอุตสาหกรรม

ผศ.ดร.มณฑิรา นพรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายอุตสาหกรรมและภาคีความร่วมมือ มจธ. กล่าวว่า ห้องปฏิบัติการพาวเวอร์อิเล็กทรอนิกส์แห่งนี้ จะช่วยให้นักศึกษาสามารถเปลี่ยนความรู้ในห้องเรียนมาเป็นนวัตกรรมที่สร้างประโยชน์ได้จริง พร้อมทั้งเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ และความมั่นใจในตนเอง

“เราเชื่อว่าความร่วมมือครั้งนี้จะยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับบัณฑิตของเรา และเตรียมพร้อมให้พวกเขาก้าวหน้าต่อไปทั้งในระดับประเทศไทยและบนเวทีโลก

ม.กรุงเทพ ต่อยอดงานวิจัย พัฒนา ‘ปืนแอนตี้โดรน’ มอบให้กองทัพ

ม.กรุงเทพ ต่อยอดงานวิจัย พัฒนา ‘ปืนแอนตี้โดรน’ มอบให้กองทัพ

ม.กรุงเทพ ต่อยอดงานวิจัย พัฒนา ‘ปืนแอนตี้โดรน’ มอบให้กองทัพ

วันอังคาร ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ประสบความสำเร็จในการคิดค้นพัฒนาปืนแอนตี้โดรนหรือที่เรียกว่า Anti-Drone Gun” ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมเทคโนโลยีการป้องกันที่ตอบสนองความต้องการเร่งด่วนในการรับมือกับภัยคุกคามทางอากาศ ความสำเร็จในครั้งนี้เป็นผลจากการทุ่มเทของทีมนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์นวัตกรรมเฉพาะทาง มหาวิทยาลัยกรุงเทพ Center of Specialty Innovation (CoSI) ที่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีปืนแอนตี้โดรนได้สำเร็จและมีประสิทธิภาพในระดับสากล

เทคโนโลยีเบื้องหลังปืนแอนตี้โดรนนี้ มีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูงด้วยการใช้หลักการการรบกวนสัญญาณในช่วงคลื่นความถี่ 2.4 และ 5.8 GHz ซึ่งเป็นย่านความถี่หลักที่โดรนทั่วไปใช้ในการสื่อสารกับระบบควบคุมทางไกล เมื่อปืนแอนตี้โดรนปล่อยสัญญาณไปยังโดรนเป้าหมาย จะเกิดสัญญาณการรบกวนซึ่งจะตัดขาดการเชื่อมโยงระหว่างโดรนเป้าหมายกับผู้ปฏิบัติการที่บังคับผ่านรีโมทคอนโทรล ส่งผลให้โดรนสูญเสียการควบคุมทันที และจะดำเนินการตามโปรแกรมที่ถูกตั้งไว้ ไม่ว่าจะเป็นการลงจอดในจุดที่อยู่ปัจจุบันหรือบินกลับสู่จุดควบคุมโดยอัตโนมัติ

ความโดดเด่นของปืนแอนตี้โดรนที่พัฒนาขึ้นนี้ยังรวมถึงระยะการทำงานที่สามารถยิงได้ไกลสูงสุดถึง 1 กิโลเมตร ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นปืนแอนตี้โดรนนี้ได้ผ่านการทดสอบการใช้งานจริงในสภาพแวดล้อมปฏิบัติการที่จังหวัดสุรินทร์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ ปืนแอนตี้โดรนที่ทีมนักวิจัยจากศูนย์นวัตกรรมเฉพาะทางฯ ได้พัฒนาขึ้นยังมีความคุ้มค่าในด้านต้นทุนการผลิต เพราะปัจจุบันปืนแอนตี้โดรนที่มีจำหน่ายในท้องตลาดนั้นมีราคาสูงและมีขนาดที่ใหญ่ไม่สะดวกต่อการใช้งาน แต่ปืนตัวนี้สามารถผลิตได้ด้วยต้นทุนที่ประหยัดและมีมาตรฐานเทียบเท่าระดับสากล พร้อมทั้งมีความสะดวกในการใช้งานและการเคลื่อนย้ายในพื้นที่ปฏิบัติการจริง

ดร.ปณพงศ์ ส่งสุขถวัลย์ อาจารย์ประจำสายวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการศึกษา กล่าวว่า “ปืนแอนตี้โดรน ได้รับการออกแบบให้มีลักษณะพกพาสะดวก มีน้ำหนักเบา และเหมาะสำหรับการใช้งานในพื้นที่ชายแดน ความโดดเด่นของอุปกรณ์นี้คือความสามารถในการรบกวนสัญญาณได้ 2 ความถี่หลัก พร้อมด้วยระบบแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนาน และสามารถเชื่อมต่อกับสถานีชาร์จพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งตามแนวชายแดน ด้านความปลอดภัย อุปกรณ์มีระบบล็อกการใช้งานเพื่อป้องกันการใช้งานโดยบุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาต โดยในอนาคตวางแผนที่จะปรับปรุงให้สามารถติดตั้งร่วมกับอาวุธประจำกายของทหารชายแดน โดยสามารถถอด-ประกอบได้ง่าย

“การผนึกกำลังความเชี่ยวชาญของทั้งสองฝ่ายส่งผลให้เกิดนวัตกรรมที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศ อีกทั้งนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการนี้ต่างรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้สร้างผลงานที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง และมีส่วนร่วมในการปกป้องความมั่นคงของชาติ

เมื่อผ่านการทดสอบและการใช้งานจริงเสร็จสิ้นแล้ว ม.กรุงเทพได้ส่งมอบปืนแอนตี้โดรนจำนวน 3 กระบอก พร้อมด้วยโดรนชี้เป้า 1 ตัว ให้แก่หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศกองทัพบก (นปอ.) โดยมี ดร.สุพงษ์ ลิ้มธนากุล รองอธิการบดีอาวุโสด้านกิจการภายนอก ม.กรุงเทพ เป็นตัวแทนในการส่งมอบให้กับ พันเอก กำธร เกิดท่าไม้ รองผู้บัญชาการกองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน เพื่อนำไปใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ป้องกันภัยทางอากาศโดยทันที

พันเอก กำธร เกิดท่าไม้ รอง ผบ.พล.ปตอ. กล่าวว่า สำหรับความร่วมมือที่กองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานกับมหาวิทยาลัยกรุงเทพในครั้งนี้ มุ่งเน้นไปที่ปืนแอนตี้โดรนและเทคโนโลยีโดรน ซึ่ง 2 สิ่งนี้ถือเป็นยุทโธปกรณ์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการรับมือกับภัยคุกคามทางความมั่นคงในปัจจุบัน ต้องขอขอบคุณทางคณาจารย์และทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพที่ได้นำความรู้และความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่มีประโยชน์ต่อสังคม และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถต่อยอดความร่วมมือนี้ให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและก่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดต่อการป้องกันประเทศในอนาคต

ความสำเร็จของโครงการนี้เกิดขึ้นจากการร่วมมือวิจัยระหว่างศูนย์นวัตกรรมเฉพาะทาง ม.กรุงเทพ (CoSI) และ นปอ. ซึ่งได้ร่วมกันทำงานมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 ปืนแอนตี้โดรนที่ส่งมอบในครั้งนี้ถือเป็นรุ่นแรกของการพัฒนาซึ่งในอนาคตทั้งสองหน่วยงานมีแผนในการหาทุนสนับสนุนการวิจัยเพิ่มเติม เพื่อยกระดับและพัฒนาเทคโนโลยีให้มีความก้าวหน้าและทันสมัยยิ่งขึ้น

นวัตกรรมนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความสามารถที่โดดเด่นของนักวิจัยศูนย์นวัตกรรมเฉพาะทาง มหาวิทยาลัยกรุงเทพเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยเสริมสร้างและเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันประเทศด้านความมั่นคงแห่งชาติ ลดการพึ่งพิงและการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้ความรู้ทางวิชาการและงานวิจัยมาแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรมเพื่อประโยชน์ของสังคมและความเจริญก้าวหน้าของประเทศ

นำร่อง รร.ทุ่งเหียงพิทยาคม สร้าง ‘เกษตรการค้า’ เพิ่มเยาวชนเข้าภาคการเกษตร

นำร่อง รร.ทุ่งเหียงพิทยาคม สร้าง ‘เกษตรการค้า’ เพิ่มเยาวชนเข้าภาคการเกษตร

นำร่อง รร.ทุ่งเหียงพิทยาคม สร้าง ‘เกษตรการค้า’ เพิ่มเยาวชนเข้าภาคการเกษตร

วันอังคาร ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายไพศาล หงษ์ทอง รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารธนาคาร ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินโครงการโรงเรียนเกษตรธนากร ณ โรงเรียนทุ่งเหียงพิทยาคม ต.หมอนนาง อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี 1 ใน 18 โรงเรียนนำร่องจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ที่ได้รับการคัดเลือกจาก ธ.ก.ส. ให้เข้าร่วมโครงการดังกล่าว ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อสร้างเยาวชน รวมถึงทายาทของเกษตรกรให้เข้าสู่ภาคการเกษตรทดแทนเกษตรกรสูงวัยให้ได้รับทักษะความรู้ ประสบการณ์ และความเข้าใจการทำ เกษตรการค้า ทั้งในด้านการบริหารการเงิน การออม การลงทุน การจัดจำหน่าย และการตลาด ผ่านกิจกรรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อให้เยาวชนสามารถก้าวเข้าสู่การเป็นเกษตรกร หัวขบวน หรือผู้ประกอบการในภาคการเกษตรได้ต่อไปในอนาคต

โดยที่โรงเรียนทุ่งเหียงพิทยาคม มีนักเรียนเข้าร่วมโครงการกว่า 200 คน เริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2568 ด้วยเงินทุนสนับสนุนของธนาคาร เพื่อพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานในการทำการเกษตรภายในโรงเรียนให้มีสภาพที่เหมาะสม ทั้งการก่อสร้างและปรับปรุงโรงเรือน แปลงปลูกพืชผัก สวนครัว เพาะเห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า และผักไฮโดรโปนิกส์ ซื้อปัจจัยการผลิต อาทิ เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย อาหารสัตว์ รวมถึงยังได้พัฒนาพื้นที่นาข้าวภายในโรงเรียนให้สามารถเลี้ยงปลาดุกในนา การปลูกกล้วยในแปลงสาธิต ตลอดจนการเลี้ยงไก่ไข่อารมณ์ดี และการทำปุ๋ยหมักจากเศษพืชผักและใบไม้ ซึ่งผลผลิตทางการเกษตรที่ได้โรงเรียนได้นำไปจัดจำหน่ายในตลาดชุมชนใกล้โรงเรียน รวมถึงจำหน่ายให้แก่ผู้ปกครองและชาวบ้านในพื้นที่ เพื่อสร้างรายได้เสริมให้กับนักเรียนนำกลับมาเป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อพัฒนากิจการด้านการเกษตรของโรงเรียน และนำมาเก็บออมตามแนวทางโครงการโรงเรียนธนาคารของ ธ.ก.ส. เพื่อให้นักเรียนมีทักษะด้านการบริหารเงิน ออมเงินอย่างสม่ำเสมอ สร้างนิสัยการใช้เงินแบบมีเป้าหมาย ลดโอกาสในการเกิดภาระหนี้สินที่ไม่จำเป็นในอนาคต 

ทั้งนี้ โครงการโรงเรียนเกษตรธนากร ธ.ก.ส. จะให้การสนับสนุนโรงเรียนทั้ง 4 มิติ ได้แก่ 1.ด้านเงินทุน แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน และเงินทุนหมุนเวียน 2.การส่งเสริมองค์ความรู้ ด้านการเกษตรในรูปแบบต่างๆ โดยพนักงานของ ธ.ก.ส. และสื่อสังคมออนไลน์ทาง “Facebook : โรงเรียนเกษตรธนากร” 3.การพัฒนาระบบการออม ตามแนวทางโครงการโรงเรียนธนาคารของ ธ.ก.ส. และ 4.ช่องทางการตลาด และการจัดจำหน่าย อาทิ การนำผลิตภัณฑ์สินค้าของโครงการไปจำหน่ายที่ BAAC Branch Outlet ในที่ทำการสาขาของ ธ.ก.ส. ทั่วประเทศ ตลาด BAAC Farmer Market ที่ ธ.ก.ส. สำนักงานใหญ่ โดยในปีบัญชี 2568 ธ.ก.ส. เดินหน้านำร่องโครงการ จำนวน 27 โรงเรียน แบ่งเป็นโรงเรียนเกษตรธนากร จำนวน 18 โรงเรียน และโรงเรียนสาธิตเกษตรธนากร จำนวน 9 โรงเรียน ครอบคลุมเยาวชนที่จะได้รับความรู้และประสบการณ์ตรงกว่า 7,795 คน โดยมุ่งหวังว่าโครงการโรงเรียนเกษตรธนากรจะช่วยปลูกฝังให้นักเรียนมีใจรักการเกษตร เห็นคุณค่าและศักยภาพของอาชีพเกษตรกร พร้อมต่อยอดเป็นอาชีพสร้างรายได้ที่มั่นคงในอนาคต

นครนายกติดตามผล ‘นักเรียนทุนฯ ม.ท.ศ.’ เน้นย้ำความประพฤติ-วางแผนศึกษาต่อ

นครนายกติดตามผล ‘นักเรียนทุนฯ ม.ท.ศ.’ เน้นย้ำความประพฤติ-วางแผนศึกษาต่อ

นครนายกติดตามผล ‘นักเรียนทุนฯ ม.ท.ศ.’ เน้นย้ำความประพฤติ-วางแผนศึกษาต่อ

วันจันทร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568, 18.22 น.

ผู้ว่าฯนครนายกห่วงใย! นำทีมติดตามผล ‘นักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ.’ รุ่น 13-16 เน้นย้ำความประพฤติและวางแผนศึกษาต่อ

วันที่ 29 กันยายน 2568 นายชานน วาสิกศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก ในฐานะประธานคณะกรรมการคัดเลือกฯ พร้อมด้วยคณะกรรมการ ได้ลงพื้นที่ดำเนินงาน ติดตามดูแลนักเรียนทุนการศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (ม.ท.ศ.) ครั้งที่ 4 ประจำปีการศึกษา 2568 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อติดตามผลการเรียนและความประพฤติของนักเรียนทุนฯ พร้อมทั้งให้กำลังใจแก่นักเรียนในการวางแผนการศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี

การลงพื้นที่ครั้งนี้ได้ตรวจเยี่ยมนักเรียนที่ได้รับทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 13 – 16 จำนวน 3 ราย ได้แก่ นตท.ชนาธิป นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 ตอน 1 โรงเรียนเตรียมทหาร , น.ส.อรุณกมล นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนปิยชาติพัฒนา ในพระราชนูปถัมภ์ และ น.ส.กฤตวรรณ นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนนายกวิทยาคม

โครงการทุนการศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (ม.ท.ศ.) ก่อตั้งขึ้นตามพระราชดำริของพระองค์ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อมอบโอกาสทางการศึกษาให้แก่ เยาวชนไทยที่มีความประพฤติดี ขาดแคลนทุนทรัพย์ แต่มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการเรียน

โดยโครงการเริ่มดำเนินการในปี พ.ศ. 2552 มีเป้าหมายสำคัญคือการสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม ส่งเสริมศักยภาพเยาวชน และปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม เพื่อให้นักเรียนทุนฯ เติบโตไปเป็นพลเมืองที่ดีและมีคุณภาพของประเทศชาติในอนาคต ///-026

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนเยาวชนประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์กว่า 12.5 ล้านบาท

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนเยาวชนประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์กว่า 12.5 ล้านบาท

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนเยาวชนประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์กว่า 12.5 ล้านบาท

วันจันทร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.16 น.

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนเยาวชนประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์กว่า 12.5 ล้านบาท

29 กันยายน 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ คณะกรรมการมูลนิธิฯ และผู้ช่วยกรรมการมูลนิธิฯ ร่วมในพิธีมอบทุนการศึกษาทุกระดับปีสุดท้าย และทุนการศึกษาต่อเนื่องทุกระดับชั้น ประจำปี 2568 ให้แก่นักเรียน นักศึกษาที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในระดับชั้นมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา รวม 156 สถาบัน จำนวน 910 ทุน รวมเป็นจำนวนเงิน 12,615,000 บาท โดยมี เยาวชน และผู้แทนจากสถาบันการศึกษา เป็นตัวแทนรับมอบ ณ ห้องประชุมชั้น 2  อาคาร 2 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ เปิดเผยว่า การมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน นิสิต และนักศึกษา เยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เป็นหนึ่งในนโยบายหลักในงานสังคมสงเคราะห์ของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ดำเนินการมาแล้วเป็นเวลากว่า 50 ปี สนับสนุนให้เยาวชนมีโอกาสเท่าเทียมทางการศึกษา สร้างเยาวชนให้เป็นคนดีของสังคม

เมื่อเดือนมิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ได้ดำเนินการมอบทุนฯ แก่เยาวชนในระดับชั้นประถมศึกษาไปแล้ว 1,500 ทุน  และในวันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568  มูลนิธิฯ กำหนดลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อมอบทุนการศึกษาในส่วนภูมิภาค (ทุนสัญจร) แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษาในภาคเหนือ 5 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง และ แม่ฮ่องสอน รวม 53 สถาบัน 265 ทุน เป็นลำดับต่อไป รวมงบประมาณการมอบทุนการศึกษาแก่เยาวชน นิสิต นักศึกษา ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ประจำปี 2568 เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 17,870,000 บาท

‘ส.ผู้จัดพิมพ์หนังสือไทยฯ’ชง 3 ข้อหนุนรบ.เดินหน้า‘คนละครึ่ง’ ซื้อหนังสือ-อุปกรณ์การเรียนได้

‘ส.ผู้จัดพิมพ์หนังสือไทยฯ’ชง 3 ข้อหนุนรบ.เดินหน้า‘คนละครึ่ง’ ซื้อหนังสือ-อุปกรณ์การเรียนได้

‘ส.ผู้จัดพิมพ์หนังสือไทยฯ’ชง 3 ข้อหนุนรบ.เดินหน้า‘คนละครึ่ง’ ซื้อหนังสือ-อุปกรณ์การเรียนได้

วันจันทร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.56 น.

‘นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือไทยแห่งประเทศไทย : PUBAT’ สนับสนุน‘รัฐบาลอนุทิน’เดินหน้าโครงการ‘คนละครึ่ง’ กระตุ้นเศรษฐกิจไทยฟื้น พร้อมเปิดโอกาสให้เด็ก-เยาวชน คนไทยใช้จ่าย ซื้อหนังสือและอุปกรณ์การเรียนได้ หลังวิจัยพบ เด็กรุ่นใหม่เลือกซื้อหนังสือและอ่านหนังสือเพิ่มขึ้น พร้อมสร้างรายได้ผู้ประกอบการ SMEs ส่งเสริมกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ

29 กันยายน 2568 นายณัฐกร วุฒิชัยพรกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) เปิดเผยว่า สมาคมฯ เชื่อมั่นว่ารัฐบาลชุดใหม่ มีศักยภาพ มีความพร้อมกำหนดแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าอย่างมั่นคง โดยสมาคมฯ เห็นว่ามาตรการที่จะเกิดผลจริงต้องครอบคลุม  ตรงเป้า และเห็นผลชัดเจน ไม่เพียงช่วยผู้บริโภค แต่ยังสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs และธุรกิจทุกระดับ เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้  เพิ่มกำลังซื้อ และกระตุ้นการหมุนเวียนของเงินในระบบ

สมาคมฯ จึงขอเสนอแนวคิดในการส่งเสริมและสนับสนุนให้รัฐบาลเดินหน้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในทุกภาคส่วน และสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้

1. ส่งเสริมให้เกิดโครงการ “คนละครึ่ง” : สมาคมฯ เห็นว่ามาตรการ “คนละครึ่ง” จะเป็น “ยาแรง” ที่ช่วยอัดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างทั่วถึง และเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ชะลอตัวมาอย่างยาวนาน โดยสามารถกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนและกระจายรายได้อย่างทั่วถึง และเพื่อส่งเสริมด้านการอ่านต่อสังคม ควรกำหนดให้ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง” สามารถใช้จ่ายซื้อหนังสือ สื่อการเรียนการสอน ตลอดจนอุปกรณ์การเรียน ได้

2. โครงการ “Easy e-Receipt” ช้อปลดหย่อนภาษี เฟส 2 เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายช่วงไฮซีซั่น สำหรับการซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าที่ลงทะเบียนในระบบ ระยะเวลาโครงการ 3 เดือน (ตุลาคม-ธันวาคม) โดยปรับเงื่อนไขให้เข้าร่วมสะดวกขึ้น ครอบคลุมหมวดสินค้าทั่วไป สินค้า OTOP หนังสือและอุปกรณ์การเรียนการสอน และสินค้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งคาดว่าจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 100,000 ล้านบาท เพิ่มรายได้ให้ร้านค้า และส่งเสริมให้ร้านค้า เข้าสู่ระบบภาษีและระบบดิจิทัลซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

3. โครงการส่งเสริมการจัดซื้อหนังสือสำหรับห้องสมุด เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็กและเยาวชน ตลอดจนประชาชนสามารถเข้าถึงการอ่านหนังสือได้อย่างเต็มที่ จึงอยากนำเสนอให้รัฐบาลและสถานศึกษา จัดสรรงบประมาณในการจัดซื้อหนังสือเพื่อให้บริการแก่นักเรียนและผู้ใช้บริการทั่วไปในห้องสมุด ทั้งในสถานศึกษา สถานที่ราชการ หรือจุดอ่านหนังสือของชุมชน เพื่อให้เป็นแหล่งค้นหาความรู้มากขึ้น เพราะหนังสือเป็นรากฐานของภูมิปัญญา

ทั้งนี้จากการสำรวจ ความพึงพอใจของนักอ่านที่เข้าร่วมงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 53 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 23 ในปี 2568 จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 4,314 ตัวอย่าง พบว่า กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีอายุ 15-18 ปี นิยมอ่านหนังสือแบบเล่ม แบบเสียค่าใช้จ่ายสูงถึง 86% ถัดมาเป็นกลุ่มที่มีอายุ 23-28 ปี สัดส่วน 84% อายุ 12-14 ปี สัดส่วน 83% และกลุ่มอายุ 19-22 ปี และ 29-35 ปี สัดส่วน 82% เท่ากัน ขณะเดียวกันจะเห็นว่าการผ่านหนังสือแบบรายตอนผ่านแอพพลิเคชั่น/เว็บไซต์ เริ่มมีกลุ่มเด็กลง คืออายุระหว่าง 12-28 ปีมากขึ้น บ่งชี้ให้เห็นว่า เด็กและเยาวชน ให้ความสนใจเลือกซื้อหนังสือและอ่านหนังสือมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะที่การสำรวจพฤติกรรมการอ่านและการซื้อหนังสือของคนไทย ในปี 2567 พบว่า คนไทยมีการอ่านหนังสือเฉลี่ย 50.77 นาที/วัน โดยเป็นการอ่านในรูปแบบกระดาษ 51.37 นาที/วัน และการอ่านทุกอย่างบนแพลตฟอร์มออนไลน์ 152.10 นาที/วัน โดยรูปแบบหนังสือที่คนไทยนิยมอ่าน ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ 56.13% หนังสือกระดาษ 26.16% และ หนังสือเสียง 15.76%

สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมหนังสือไทยในปี 2568 มีมูลค่ารวมกว่า 20,000 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 3.5% ต่อปี  โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจ ได้แก่ 1.ปัจจัยทางการเมือง จากนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ ที่หนังสือเป็น 1 ใน 11 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ  2. ปัจจัยด้านกฎหมาย/กฎระเบียบ 3.ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ที่ไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้ากระดาษจากต่างประเทศ 4.ปัจจัยด้านสังคม จากวัฒนธรรมการอ่าน ค่านิยมการเรียนรู้  5. ปัจจัยทางเศรษฐกิจ เป็นต้น

“สมาคมฯ เชื่อมั่นว่า การส่งเสริมให้เด็กและเยาวชน ตลอดจนคนไทยได้อ่านหนังสือ จะส่งผลต่อการดำเนินชีวิตและการนำไปใช้ต่อยอดในชีวิตประจำวัน ตลอดจนการสร้างงานเป็นอาชีพ รวมถึงผู้ประกอบการทุกภาคส่วน ซึ่งจะส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย โดยสมาคมฯ พร้อมสนับสนุนและผลักดันให้มาตรการต่างๆ เหล่านี้ เข้าถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งและเติบโตอย่างยั่งยืน” นายณัฐกร กล่าว