งานบุญใหญ่แห่งปี! กาฬสินธุ์เตรียมจัดงาน ‘ตักบาตรเทโวโรหณะ’ 8-12 ต.ค.นี้

งานบุญใหญ่แห่งปี! กาฬสินธุ์เตรียมจัดงาน 'ตักบาตรเทโวโรหณะ' 8-12 ต.ค.นี้

งานบุญใหญ่แห่งปี! กาฬสินธุ์เตรียมจัดงาน ‘ตักบาตรเทโวโรหณะ’ 8-12 ต.ค.นี้

วันพุธ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2568, 11.17 น.

อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์ ร่วมกับคณะสงฆ์และทุกภาคส่วน เตรียมจัดงานประเพณี ‘ตักบาตรเทโวโรหณะ สักการะพระประชาชนบาล นมัสการพระพรหมภูมิปาโล’ ครั้งที่ 21 ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 8-12 ตุลาคมนี้ โดยหวังจะสืบสานประเพณีอันดีงามและฟื้นฟูเศรษฐกิจในชุมชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศาลาสันติวิหาร วัดไตรภูมิ-ภูสิงห์ อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์ พระครูสิริพัฒนนิเทศก์ (ดร.) เจ้าคณะอำเภอสหัสขันธ์ พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันแถลงข่าวความพร้อมการจัดงานประเพณีตักบาตรเทโวโรหณะฯ ซึ่งถือเป็นงานบุญใหญ่ของชาวอำเภอสหัสขันธ์และจังหวัดกาฬสินธุ์ที่จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 21

งานประเพณีนี้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมพระพุทธศาสนาและสืบสานประเพณีให้คงอยู่สืบไป รวมถึงเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยการจำลองเหตุการณ์ในพุทธประวัติที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์หลังเทศนาโปรดพุทธมารดา โดยอาศัยภูมิประเทศของ วัดพุทธาวาสภูสิงห์ ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาและเชิงเขาภูสิงห์เป็นสถานที่จัดงาน

พระครูสิริพัฒนนิเทศก์ (ดร.) กล่าวว่า งานปีนี้ยังคงสืบสานประเพณีที่คงความศรัทธาของพุทธศาสนิกชน โดยจะมีการถือศีล 8 ปฏิบัติธรรมบนยอดเขาภูสิงห์ และพิธีขอขมาพระพรหมภูมิปาโล พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง นอกจากนี้ยังมีการตักบาตรเทโวโรหณะในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันออกพรรษาตามพุทธประวัติ

การจัดงานครั้งนี้เน้นความ ‘เรียบง่าย ได้ประโยชน์’ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจชุมชน โดยจะเปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้นำสินค้ามาค้าขาย ทั้งจากตลาดชุมชนและกลุ่มสินค้า OTOP ซึ่งคาดว่าจะมีพุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวมาร่วมงานจำนวนหลายหมื่นคน ///-026

สกุ๊ปพิเศษ : จุฬาฯ ใช้กล้อง – AI วิเคราะห์ขยะในแม่น้ำ หวังแก้วิกฤต จัดการขยะก่อนออกทะเล

สกุ๊ปพิเศษ : จุฬาฯ ใช้กล้อง - AI วิเคราะห์ขยะในแม่น้ำ หวังแก้วิกฤต จัดการขยะก่อนออกทะเล

สกุ๊ปพิเศษ : จุฬาฯ ใช้กล้อง – AI วิเคราะห์ขยะในแม่น้ำ หวังแก้วิกฤต จัดการขยะก่อนออกทะเล

วันพุธ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จุฬาฯ ร่วมมือ The Ocean Cleanup และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งนำร่องใช้เทคโนโลยีกล้องถ่ายภาพและ AI วิเคราะห์ปริมาณขยะในแม่น้ำเจ้าพระยา มุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและผลักดันนโยบายการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในภาคพื้นดินและในแหล่งน้ำ

หากคุณคิดว่าขยะที่คุณทิ้งในวันนี้ จะหายไปจากชีวิตตลอดกาล คุณอาจต้องคิดใหม่

จากการตรวจสอบฉลากของขยะพลาสติกที่พบบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยา เราพบขยะที่มีอายุย้อนไปถึง 10 ปี! ศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ เผยข้อค้นพบจากโครงการวิจัยกำจัดขยะพลาสติกจากแม่น้ำเจ้าพระยาในกรุงเทพฯ ที่นักวิจัยจุฬาฯ ใช้กล้องและเทคโนโลยี AI ดักและติดตามขยะในแม่น้ำเจ้าพระยามาตั้งแต่ปี 2564 ถึง 2567

ปัจจุบัน ประเทศไทยติดอันดับ Top 10 ของโลก ด้านการจัดการขยะที่ไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดมลพิษทางทะเลในระดับสูง ศ.ดร.สุชนากล่าว

ที่ผ่านมา หลายองค์กรและภาคส่วนต่างๆ ได้พยายามรณรงค์สร้างจิตสำนึก ออกแนวนโยบายและมาตรการต่างๆ เพื่อลดและกำจัดขยะทั้งในภาคพื้นดินและในน้ำอย่างต่อเนื่องเพื่อลดขยะในทะเล โครงการนำร่องล่าสุดก็เช่นกัน โครงการวิจัยกำจัดขยะพลาสติกจากแม่น้ำเจ้าพระยาในกรุงเทพฯ เป็นความร่วมมือระหว่างจุฬาฯ สถานทูตประเทศเนเธอร์แลนด์ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรุงเทพมหานคร และภาคเอกชน ภายใต้การดำเนินงานของ The Ocean Cleanup องค์กรไม่แสวงหากำไรด้านวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมจากประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่มีเป้าหมายในการสำรวจปริมาณขยะในมหาสมุทรทั้ง 5 แห่งของโลก โดยทีมงานในโครงการฯ ประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร นักออกแบบ และอาสาสมัคร ที่ร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อจัดการปัญหาขยะในทะเล

ปัญหาขยะในแม่น้ำและทะเลไทย

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งคาดการณ์ปริมาณขยะทะเล โดยรวบรวมข้อมูลปริมาณขยะมูลฝอยชุมชนและสัดส่วนของการจัดการขยะรายจังหวัดในพื้นที่่ติดชายฝั่่งทะเลจำนวน 23 จังหวัด ผลการประเมินในปี 2565 พบว่ามีปริมาณขยะมูลฝอยเกิดขึ้นรวม 11.60 ล้านตัน ในจำนวนนี้เป็น ขยะพลาสติก ราว 302,389 ตัน (หรือ 0.30 ล้านตัน) ซึ่งร้อยละ 10 -15 ของขยะพลาสติกเหล่านี้้มีโอกาสตกค้างบริเวณชายหาดและถูกพัดพาลงทะเล กลายเป็น ขยะทะเล ราว 30,239-45,358 ตัน หรือประมาณ 0.03-0.45 ล้านตัน

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้ดำเนินการจัดโครงการบริหารจัดการขยะทะเลต่างๆ อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีงบประมาณ 2560 โดยมีเป้าหมายในการสร้างจิตสำนึก ช่วยลดปริมาณขยะในทะเลและชายฝั่ง รวมถึงป้องกันการเกิดขึ้นใหม่ของขยะทะเล โดยจัดเก็บขยะตกค้างในระบบนิเวศที่สำคัญ ระบบนิเวศชายหาด ปะการัง และป่าชายเลน 21 จังหวัดชายฝั่ง แบบมีส่วนร่วมผ่านเครือข่ายภาคประชาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาครัฐ ภาคเอกชน และอื่นๆ แต่ขยะมูลฝอยและขยะพลาสติกก็ยังคง ลอยนวล อยู่ในแหล่งน้ำและท้องทะเล ซึ่งหากไม่จัดการปัญหาขยะในแหล่งน้ำ จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสัตว์น้ำ เสี่ยงต่อสุขภาพมนุษย์ สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ ทั้งการประมงและท่องเที่ยว และกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศในระยะยาว

กล้องและ AI ส่องปริมาณและเส้นทางขยะในแม่น้ำ

ศ. ดร.สุชนา กล่าวว่าในโครงการวิจัยกำจัดขยะพลาสติกจากแม่น้ำเจ้าพระยาในกรุงเทพฯ ทีมนักวิจัยจากจุฬาฯ รับหน้าที่ศึกษาและเก็บข้อมูลปริมาณขยะในแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ปี 2564 จนถึง 2567 โดยมีเป้าหมายเพื่อวิเคราะห์ปริมาณขยะที่ไหลลงสู่ทะเล และศึกษาประสิทธิภาพของเรือเก็บขยะระบบอัตโนมัติแบบใช้พลังงานแสงอาทิตย์ (Interceptor) ในการลดขยะก่อนที่จะออกสู่มหาสมุทร

ทีมนักวิจัยจุฬาฯ ติดตั้งกล้องตรวจจับขยะบริเวณสะพานสำคัญ แห่ง ได้แก่ สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า สะพานอรุณอมรินทร์ และสะพานภูมิพล ซึ่งเป็นจุดที่ขยะจากต้นน้ำจะไหลผ่าน กล้องเหล่านี้จะบันทึกภาพทุก 15 นาที เพื่อให้สามารถติดตามปริมาณขยะได้ตลอด 24 ชั่วโมงอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการสังเกตด้วยตาเปล่า ศ.ดร.สุชนาอธิบายการเก็บภาพและวิเคราะห์ข้อมูลขยะ

จากนั้น AI ของ The Ocean Cleanup จะช่วยประมวลผลภาพถ่าย วิเคราะห์ปริมาณและประเภทของขยะที่ลอยผ่านใต้สะพาน พร้อมทั้งติดตามเส้นทางการเคลื่อนที่ของขยะ และประเมินประสิทธิภาพของเครื่องดักขยะว่าดักขยะได้มากน้อยเพียงใด

ผลการศึกษาและแนวทางในอนาคต

ศ.ดร.สุชนา เผยผลการศึกษาเบื้องต้นว่า ขยะพลาสติก ยังคงเป็นขยะหลักที่พบในแม่น้ำเจ้าพระยา และการใช้เครื่องดักขยะพลังงานแสงอาทิตย์ช่วยลดปริมาณขยะที่ไหลลงทะเลได้อย่างมีนัยสำคัญ

เรือดักขยะสามารถเก็บขยะได้สูงถึง 6-7 ตัน โดยมีข้อจำกัดที่ปริมาตรของขยะมากกว่าน้ำหนัก ปกติแล้วเรือจะใช้เวลาประมาณ 2-3 วันในการเก็บจนเต็ม ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ โดยเฉพาะในช่วงที่มีฝนตก หลังจากนั้น ขยะที่รวบรวมได้จะถูกนำไปคัดแยกและกำจัดอย่างถูกต้องตามขั้นตอน

ในเบื้องต้นข้อมูลที่ได้จากการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ด้วย AI จะถูกนำไปใช้เป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ซึ่งมีเป้าหมายที่จะดำเนินโครงการต่อเนื่องไปอีก 3 ปี ศ. ดร.สุชนาหวังและเชื่อมั่นว่าหากผลการวิเคราะห์การติดตามขยะเสร็จสมบูรณ์ น่าจะได้แนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการกำจัดขยะได้เพิ่มขึ้น

ผลการศึกษานี้จะเป็น ฐานข้อมูลสำคัญ” ที่สามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาแผนจัดการขยะในแม่น้ำเชิงระบบให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ช่วยให้เราสามารถวางนโยบายการจัดการขยะที่แม่นยำและยั่งยืนมากขึ้น ทั้งในระดับพื้นที่และระดับประเทศ เช่น ระบุจุดที่มีการทิ้งขยะมากเพื่อนำไปวางแผนป้องกัน พัฒนานโยบายหรือมาตรการลดการทิ้งขยะลงน้ำ หรือส่งเสริมการจัดการขยะต้นทางในชุมชน ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ในระยะยาว ศ.ดร.สุชนา กล่าวและเสริมว่า การใช้เทคโนโลยีกล้องถ่ายภาพและ AI จะช่วยให้เราระบุจุดที่ยังต้องการการจัดการขยะ ไม่ว่าจะมีเครื่องดักขยะหรือไม่ และยังช่วยประเมินประสิทธิภาพของโครงการจัดการขยะที่มีอยู่ของภาครัฐและเอกชนได้อีกด้วย

สุดท้ายแล้ว ปัญหาขยะ” ไม่มีพรมแดน ทุกภาคส่วนจึงต้องตระหนักและร่วมกันแก้ไข

การแก้ปัญหาขยะเป็นความรับผิดชอบของทุกภาคส่วน ความร่วมมือจากต่างชาติที่เกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นภาพว่าขยะที่เราคิดว่าอยู่เพียงในประเทศ อาจถูกพัดพาออกสู่ทะเลและกระทบต่อประเทศอื่น ดังนั้น การจัดการขยะจึงไม่ใช่เพียงปัญหาระดับชาติ แต่เป็นปัญหาระดับโลกที่ทุกประเทศต้องร่วมมือกัน ศ.ดร.สุชนา กล่าวทิ้งท้าย

MOUครั้งใหญ่! โคราชจับ 20 สถานประกอบการ ดันหลักสูตรตอบโจทย์ตลาดแรงงาน

MOUครั้งใหญ่! โคราชจับ 20 สถานประกอบการ ดันหลักสูตรตอบโจทย์ตลาดแรงงาน

MOUครั้งใหญ่! โคราชจับ 20 สถานประกอบการ ดันหลักสูตรตอบโจทย์ตลาดแรงงาน

วันอังคาร ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.03 น.

จ.นครราชสีมา จัดพิธีลงนาม MOU โครงการขับเคลื่อนความร่วมมือการจัดการอาชีวศึกษา ระหว่างวิทยาลัยเทคนิคนครโคราช กับสถานประกอบการเอกชนกว่า 20 แห่ง เพื่อยกระดับหลักสูตรการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน

วันที่ 23 ก.ย. 68 ที่ห้องฮอลล์ 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล อำเภอเมืองนครราชสีมา นายคณัสชนม์ ศรีเจริญ ปลัดจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) โครงการขับเคลื่อนความร่วมมือการจัดการอาชีวศึกษา ระหว่างภาครัฐและเอกชน ประจำปีการศึกษา 2568 โดยมี นายสุดชาย บุตรแสนลี ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคนครโคราช พร้อมด้วยตัวแทนจากสถานประกอบการเอกชนกว่า 20 แห่งเข้าร่วม

โครงการนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ 1.พัฒนาหลักสูตรอาชีวศึกษาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและความต้องการของกำลังคนในปัจจุบัน 2. สนับสนุนการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนและการใช้อุปกรณ์ที่ทันสมัยร่วมกับสถานประกอบการ และ 3.ส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนแบบทวิภาคีเพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติงานจริง

การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างบุคลากรอาชีวศึกษาที่มีคุณภาพให้กับจังหวัดนครราชสีมา โดยจะเป็นการเชื่อมโยงระหว่างสถานศึกษาและภาคธุรกิจให้สามารถผลิตกำลังคนที่มีทักษะตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน ลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานฝีมือ และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ///-026

วัดพระธรรมกายจัดใหญ่! ดึง 60 ประเทศร่วมปฏิบัติธรรม เนื่องในวันสันติภาพสากล

วัดพระธรรมกายจัดใหญ่! ดึง 60 ประเทศร่วมปฏิบัติธรรม เนื่องในวันสันติภาพสากล

วัดพระธรรมกายจัดใหญ่! ดึง 60 ประเทศร่วมปฏิบัติธรรม เนื่องในวันสันติภาพสากล

วันอังคาร ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.41 น.

วัดพระธรรมกายได้ร่วมกับเครือข่าย จัดงาน ‘สมาธิ-จุดประทีปเพื่อสันติภาพ’ เนื่องใน ‘วันสันติภาพสากล’ (International Day of Peace) ณ เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของสันติภาพโลก

วันที่ 23 กันยายน 2568 พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส, ดร. ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย เปิดเผยว่า ได้มีการจัดงาน ‘สมาธิ-จุดประทีปเพื่อสันติภาพ’ (Light of Peace Bali 2025) ขึ้นที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อเฉลิมฉลองวันสันติภาพสากล โดยงานนี้จัดขึ้นโดย วัดพุทธบาหลี และสหภาพพระธรรมทูตไทยในแอฟริกา-ตะวันออกกลาง มีผู้เข้าร่วมกว่า 2,000 คน จากกว่า 60 ประเทศทั่วโลก

ภายในงาน พระราชวิเทศวชิรเวที ได้กล่าวปาฐกถาธรรมในหัวข้อ ‘สันติภาพภายนอกเริ่มต้นจากสันติสุขภายใน’ โดยเน้นย้ำว่า จิตเดิมแท้ของมนุษย์บริสุทธิ์ แต่ถูกครอบงำด้วยความโลภ โกรธ หลง การทำสมาธิจึงเป็นการคืนจิตสู่ความสว่างเดิมแท้ ทำให้เกิดเมตตาและสันติภาพที่แท้จริง .

พระมหาวีรวัฒน์ วีรวัฑฒโก เจ้าอาวาสวัดพุทธบาหลี กล่าวเสริมว่า สงครามและความวุ่นวายของโลกล้วนมีจุดเริ่มต้นจากจิตใจของมนุษย์ การทำสมาธิจึงเป็นการจัดระเบียบใจ เมื่อใจทุกคนสงบ โลกก็จะสงบและเกิดสันติภาพได้จริง

หลังจากนั้น พระครูธีรญาณวิเทศ ได้นำผู้เข้าร่วมทำสมาธิภาวนา และผู้เข้าร่วมจำนวนมากต่างรายงานว่าได้สัมผัสถึงความสุขภายใน เห็นแสงสว่าง และรู้สึกถึงการแผ่เมตตาออกไปทั่วโลก

กิจกรรมครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเฉลิมฉลองวันสำคัญของโลก แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่าศาสนาและการปฏิบัติธรรมสามารถนำมนุษย์กลับสู่ความสงบในจิตใจ ลดความขัดแย้ง และสร้างสังคมที่อยู่บนพื้นฐานของความเมตตาและความเข้าใจร่วมกันได้ สันติภาพโลกเป็นเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ แต่สามารถเริ่มต้นได้จากใจที่สงบของทุกคน ///-026

​‘The Final Start Concert 2025’ ปล่อยของคนเยาวชนคนดนตรี ก้าวแรกสู่การเป็นศิลปินอาชีพ

​‘The Final Start Concert 2025’ ปล่อยของคนเยาวชนคนดนตรี ก้าวแรกสู่การเป็นศิลปินอาชีพ

​‘The Final Start Concert 2025’ ปล่อยของคนเยาวชนคนดนตรี ก้าวแรกสู่การเป็นศิลปินอาชีพ

วันอังคาร ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD จัดงาน The Final Start Concert 2025 ภายใต้โครงการ Talent Everywhere เปิดเวทีปล่อยของเยาวชนคนดนตรี ก้าวแรกสู่การเป็นศิลปินอาชีพ พร้อมปูทางไปไกลถึงเวทีระดับโลก พร้อมพิชิตทุนสนับสนุนรวมกว่า 5 แสนบาท

ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ กล่าวว่า สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทในการส่งเสริมเรื่องการเรียนรู้สาธารณะ รวมถึงการพัฒนาจัดการองค์ความรู้และทักษะด้านต่างๆที่จะเป็นส่วนสำคัญในเศรษฐกิจฐานความรู้ ที่ช่วยส่งเสริมระบบนิเวศของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ในส่วนของการพัฒนาองค์ความรู้และทักษะที่เกี่ยวข้องในด้านดนตรีนั้น ได้มุ่งเน้นในการเปิดโอกาสและยกระดับการเรียนรู้ให้เยาวชนและผู้ที่สนใจ รวมทั้งเป็นตัวกลางในการเชื่อมเยาวชนกับเครือข่ายด้านการเรียนรู้และฝั่งอุตสาหกรรม  เพื่อเป็นการปูทาง และสร้างโอกาสในการเข้าอุตสาหกรรม

การจัดเวที The Final Start Concert 2025 นับเป็นกิจกรรมปิดท้ายของโครงการ Talent Everywhere ซึ่งเป็นโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพและส่งเสริมการพัฒนาทักษะที่เกี่ยวข้องด้านดนตรีให้กับเยาวชน โดยการจัดงาน The Final Start Concert 2025 ภายใต้โครงการ Talent Everywhere มีกำหนดจัดในวันที่ 20 กันยายน 2568 ณ TRUEICON HALL ชั้น 7 ICON SIAM เปิดเวทีปล่อยของเยาวชนคนดนตรี ก้าวแรกสู่การเป็นศิลปินอาชีพ พร้อมปูทางไปไกลถึงเวทีระดับโลก

ภายในงานมีเยาวชน 10 วงที่ผ่านการคัดเลือกมาอย่างเข้มข้นจากทั่วประเทศ นอกจากจะมีความสามารถมากมายแล้วนั้น ยังมาพร้อมกับเสน่ห์ ในการทำโชว์ ที่สามารถพัฒนาสู่การเป็นศิลปินได้ในอนาคต โดยประกอบไปด้วย วง Zkool, วง YL.R, วง illleeder, THE MONSTER ATTACK, วง Xsociate, วงหอมป้อมเป้อ, วง The Elemyst, วง One La more, วง N’DUO, วงอี๊ด แอ๊ด อู๊ด โดยมีกรรมการกิตติมศักดิ์ อาทิ อภิชาติ พรมรักษา (หมู Big Ass), ธนดล ช้างเสวก (ปิ๊ด Bodyslam), พงศ์นรินทร์ อุลิศ (จ๋อง Cat Radio) เข้าร่วมการตัดสินในครั้งนี้

ด้าน นายวิเชียร ฤกษ์ไพศาล ที่ปรึกษาโครงการ Talent Everywhere  อดีตประธานอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านดนตรี  ผู้ก่อตั้ง Genie Records และอดีตรองกรรมการผู้อำนวยการสายงานมิวสิค บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมดนตรีถือเป็นหนึ่งในกลไกการขับเคลื่อนที่สำคัญในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยข้อมูลจากรายงาน Global Music Report 2024 พบว่าอุตสาหกรรมดนตรีของประเทศไทยปี 2023 ทำรายได้ได้ถึง 107.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตขึ้นประมาณ 6.32% จากปี 2022 ซึ่งมีขนาดตลาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ของเอเชีย เวที The Final Start Concert 2025 จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นที่จะจุดประกายความฝันครั้งใหญ่ให้เยาวชนไทยทั่วประเทศที่มีใจรักดนตรี ให้ก้าวเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้แบบมืออาชีพอย่างไม่เคยมีมาก่อน สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนา Soft Power ไทย รวมทั้งยังเป็นเวทีที่เชื่อมต่อสู่อุตสาหกรรม สร้างเครือข่ายพันธมิตรระหว่างสถาบันการศึกษา ศิลปิน ค่ายเพลง และผู้ประกอบการในวงการดนตรี เปิดช่องทางสู่โอกาสในระดับมืออาชีพอย่างแท้จริง

“ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผมคลุกคลีกับวงการดนตรี รู้สึกว่าประเทศไทยยังมีการส่งเสริมการศึกษาในการพัฒนาด้านดนตรีน้อยมาก เด็กไทยจำนวนมากมีพรสวรรค์ แต่ขาดโอกาสเข้าถึงความรู้เชิงลึกและขาดเส้นทางที่ชัดเจนสู่การเป็นมืออาชีพ โครงการ “Talent Everywhere” จึงไม่ใช่เป็นการประกวดร้องเพลงหรือเล่นดนตรีทั่วไป แต่เป็นโครงการที่ช่วยพัฒนาเยาวชนและศิลปินรุ่นใหม่ของไทย ด้วยรูปแบบการเรียนรู้ที่มีการออกแบบและสอนโดยผู้เชี่ยวชาญ ศิลปิน และคนในวงการตัวจริงเสียงจริง”

ภายในงานนอกเหนือจากการชมการแสดงจากวงเยาวชนทั้ง 10 วง ยังมีโชว์จากศิลปินรุ่นพี่ อย่างวง SHERRY คู่ดูโอ้อินดี้ป๊อป เจ้าของเสียงร้องละมุนและดนตรีอบอุ่นติดหู และปิดท้ายด้วยวงรุ่นใหญ่ KLEAR ศิลปินกลุ่มมากความสามารถสังกัด Genie Records ในเครือ GMM Grammy โดยเปิดให้เข้าชมฟรี เพียงลงทะเบียนก่อนเข้างาน

และห้ามพลาด สำหรับกิจกรรมสุดพิเศษ ร่วมโหวตวงดนตรีที่คุณชื่นชอบทางเพจ OKMD พร้อมลุ้นรางวัลดังนี้  รางวัลสำหรับวงที่ได้ผลโหวตมากที่สุด ได้รับทุนสนับสนุนพิเศษ 10,000 บาท และรางวัลของผู้ที่ร่วมโหวตจะได้ที่นั่งติดขอบเวทีเพื่อชมการแสดงจำนวน 50 ที่นั่ง และสุ่มถ่ายภาพกับวง KLEAR จำนวน 3 คน

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลหรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  FB Page: OKMD

ไทยพีบีเอส แลกเปลี่ยน กมธ.วุฒิสภาเตรียมพร้อมรับโจทย์ใหญ่หลังสิ้นสุดใบอนุญาตทีวีดิจิทัลปี 2572

ไทยพีบีเอส แลกเปลี่ยน กมธ.วุฒิสภาเตรียมพร้อมรับโจทย์ใหญ่หลังสิ้นสุดใบอนุญาตทีวีดิจิทัลปี 2572

ไทยพีบีเอส แลกเปลี่ยน กมธ.วุฒิสภาเตรียมพร้อมรับโจทย์ใหญ่หลังสิ้นสุดใบอนุญาตทีวีดิจิทัลปี 2572

วันจันทร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.49 น.

ไทยพีบีเอส แลกเปลี่ยน กมธ.วุฒิสภาเตรียมพร้อมรับโจทย์ใหญ่หลังสิ้นสุดใบอนุญาตทีวีดิจิทัลปี 2572

กมธ.วุฒิสภา รุกแลกเปลี่ยนกับไทยพีบีเอส เผยทิศทางการทำงานของสื่อสาธารณะ เตรียมพร้อมรับโจทย์ใหญ่หลังสิ้นสุดใบอนุญาตปี 2572 เป็นกลไกหลักที่ช่วยขับเคลื่อนและปรับตัวให้สอดรับกับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมสื่อ ดัน OTT ‘VIPA’ ส่งเสริมการเติบโตของสื่อใหม่และสร้างความเข้มแข็งให้กับสื่อภาคพลเมือง

คณะอนุกรรมาธิการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ในคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา ร่วมกับคณะกรรมการบริหารองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส เปิดเวทีหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น 4 ประเด็น คือ 1. การเตรียมความพร้อมกรณีใบอนุญาตโทรทัศน์ดิจิทัลจะหมดอายุ พ.ศ. 2572 2. การให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล 3. แนวทางพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีสารสนเทศขององค์กร 4. ข้อจำกัดหรืออุปสรรคด้านกฎหมายในการประกอบกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ เพื่อบริการสื่อสาธารณะ เมื่อวันที่ 19 ก.ย. ที่ผ่านมา

อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ด้านเทคโนโลยี เปิดเผยถึงทิศทาง วิสัยทัศน์ และยุทธศาสตร์การดำเนินงานของไทยพีบีเอสว่า ทีมผู้บริหารชุดใหม่ ได้วางแผนดำเนินงานภายใต้วาระ 4 ปี โดยมีภารกิจสำคัญคือการเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์การสิ้นสุดใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ดิจิทัลในปี 2572  ในยุคที่สื่อกระแสหลักกำลังเผชิญกับความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงในหลายมิติ บทบาทของไทยพีบีเอสในฐานะสื่อสาธารณะจึงมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในการเป็นกลไกหลักที่ช่วยขับเคลื่อนและปรับตัวให้สอดรับกับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมสื่อ

ไทยพีบีเอส มีความพร้อมในการพัฒนาแพลตฟอร์มใหม่ ๆ โดยเฉพาะ OTT ‘VIPA’ ซึ่งจะเป็นอีกก้าวหนึ่งในการส่งเสริมการเติบโตของสื่อใหม่และสร้างความเข้มแข็งให้กับสื่อภาคพลเมือง ทั้งนี้ แม้ไทยพีบีเอสจะมีศักยภาพในการพัฒนาและขยายบทบาทให้กว้างขึ้น แต่ยังคงมีข้อจำกัดทางด้านกฎหมาย เช่น การจัดหารายได้จากค่าสมาชิก ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาเพื่อให้การดำเนินงานของสื่อสาธารณะมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น

รอง ผอ.ส.ส.ท. ด้านเทคโนโลยี กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษารูปแบบและบทบาทของสื่อสาธารณะในต่างประเทศ โดยเฉพาะกรณีศึกษาจากสหราชอาณาจักร ซึ่งมีแนวทางการเปลี่ยนแปลงและแผนระยะยาวที่ชัดเจนเกี่ยวกับบทบาทของโทรทัศน์ภาคพื้นดิน ทั้งนี้ เพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย พร้อมผลักดันให้ไทยพีบีเอสก้าวสู่การเป็น “พื้นที่สาธารณะเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง” ในยุคดิจิทัล

ด้าน สุทนต์ กล้าการขาย รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง และประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม กล่าวว่า รู้สึกประทับใจที่ ไทยพีบีเอส ดำเนินงานมาเป็นเวลา 17 ปี พร้อมกับการวางรากฐานที่มั่นคง และสามารถปรับตัวเข้าสู่โลกดิจิทัลได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างด้านเทคโนโลยีที่ดี

แพลตฟอร์ม VIPA ถือเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจและมีศักยภาพสูง ซึ่งสามารถพัฒนาให้กลายเป็น ‘แพลตฟอร์มแห่งชาติ’ ได้ในอนาคต นอกจากนี้ อยากเห็นไทยพีบีเอสก้าวขึ้นมาเป็น ‘ผู้นำด้านการแจ้งเตือนภัยพิบัติ’ ของประเทศ เพราะมีทั้งเทคโนโลยี แพลตฟอร์ม และบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญพร้อมอยู่แล้ว และหากมีการทดสอบระบบแจ้งเตือนภัยระดับชาติอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยเดือนละครั้ง จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

สำหรับเวทีการแลกเปลี่ยนมีคณะผู้บริหาร ส.ส.ท. ในสาขาที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ได้แก่ พิเศษ จียาศักดิ์ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ด้านบริหาร, สมชัย พุทธจันทรา รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ด้านสร้างสรรค์เนื้อหา, กนกพร ประสิทธิ์ผล ผู้อำนวยการสำนักสื่อดิจิทัล นำเสนอในหัวข้อ “การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และแพลตฟอร์มสื่อสมัยใหม่ และบทบาทในการเป็นสื่อสาธารณะภายใต้ระบบดิจิทัล” อมร ศรีแก้ว ผู้จัดการฝ่าย Network Operation Center สำนักวิศวกรรม หัวข้อ “การเตรียมความพร้อมกรณีใบอนุญาตโทรทัศน์ดิจิทัลจะหมดอายุ ปี 2572” และ “การให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล”, สมพร เจียสารัมย์ ผู้จัดการฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ แนวทางพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีสารสนเทศขององค์กร (สำนักวิศวกรรม) นอกจากนี้ คณะ กมธ. วุฒิสภา ยังได้เข้าเยี่ยมชมกระบวนการทำงานด้านกิจการโทรทัศน์และดิจิทัลของ ส.ส.ท. อาทิ กระบวนการผลิตรายการ การออกอากาศ การผลิตและบริหารจัดการสื่อดิจิทัล รวมถึงระบบวิศวกรรมและโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดิน

ไม่พลาดทุกข่าวสาร สาระความรู้ และคอนเทนต์คุณภาพ ติดตามไทยพีบีเอสทุกช่องทางออนไลน์ ได้ที่

▪ Website : www.thaipbs.or.th   
▪ Application : Thai PBS
▪ Social Media Thai PBS : Facebook, YouTube, X , LINE, TikTok, Instagram, Threads, Linkedin

‘บาหลี’จัด‘สมาธิเพื่อสันติภาพ’ เฉลิมฉลอง‘วันสันติภาพโลก’ 60 ประเทศ 2,000 กว่าคนร่วมงาน

‘บาหลี’จัด‘สมาธิเพื่อสันติภาพ’ เฉลิมฉลอง‘วันสันติภาพโลก’ 60 ประเทศ 2,000 กว่าคนร่วมงาน

‘บาหลี’จัด‘สมาธิเพื่อสันติภาพ’ เฉลิมฉลอง‘วันสันติภาพโลก’ 60 ประเทศ 2,000 กว่าคนร่วมงาน

วันจันทร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.01 น.

‘บาหลี’จัด‘สมาธิเพื่อสันติภาพ’ เฉลิมฉลอง‘วันสันติภาพโลก’ 60 ประเทศ 2,000 กว่าคนร่วมงาน

วัดพุทธบาหลี – ศูนย์สมาธิบาหลี BMC Bali Meditation Center และสหภาพพระธรรมทูตไทยในแอฟริกา – ตะวันออกกลาง (ส.ธ.อ.ต.)  THE UNION OF THAI DHAMMADUTA IN AFRICA – THE MIDDLE EAST (UTAM) ร่วมกันจัดงาน “สมาธิ-จุดประทีปเพื่อสันติภาพ”  Light of Peace Bali 2025 A Global Meditation Gathering for World Peace ในวันสันติภาพสากล International Day of Peace ณ ห้องประชุมสิงหาราชาจา ศูนย์การประชุมนูซาดัว บาหลี อินโดนีเซีย เนื่องในโอกาสวันสันติภาพสากล International Day of Peace และเพื่อให้นานาชาติได้มาเรียนรู้การปฏิบัติธรรม ”สมาธิทางสายกลาง“ Middle way Meditation เพื่อให้เข้าถึงสันติสุขภายใน การปฏิบัติธรรมทางสมาธิภาวนา และจุดประทีป ภาวนาอธิษฐานจิต ให้เกิดสันติภาพโลก

ภายในงาน พระราชวิเทศวชิรเวที (บัณฑิต วรปญฺโญ,ดร.) ประธานสหภาพพระธรรมทูตไทยในแอฟริกา-ตะวันออกกลาง, เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายสกอตแลนด์ สหราชอาณาจักร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เป็นประธานสงฆ์ กล่าวในหัวข้อ สันติภาพภายนอกเริ่มต้นจากสันติสุขภายใน ว่า จิตเดิมแท้ของมนุษย์ทุกคนเหมือนกัน คือเป็นจิตประภัสสร มีความสว่างไสวในตัว แต่ที่ผ่านมา มีกิเลสคือความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นเครื่องเศร้าหมองครอบงำจิตใจ การทำสมาธิเป็นการทำให้มนุษย์กลับเข้าไปสู่จุดเดิมแท้ความสว่างภายใน สันติสุขภายใน ที่มาพร้อมกับความเมตตา ความปรารถนาดี และทำให้มนุษย์อยู่ร่วมกันได้อย่างมีสันติสุขและสันติภาพ, พระมหาวีรวัฒน์ วีรวัฑฒโก (ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดพุทธบาหลี กล่าวถึงความสำคัญของสมาธิต่อสันติภาพโลกว่า สงครามและความวุ่นวายของโลกเริ่มจากจิตใจของมนุษย์ การทำสมาธิเป็นการจัดระเบียบ และสร้างความสงบ ของจิตใจ ใจทุกคนสงบโลกก็จะสงบและเกิดสันติภาพได้

พระครูธีรญาณวิเทศ เจ้าอาวาสวัดภาวนาบาหลี นำปฏิบัติธรรมเจริญสมาธิภาวนา ด้วยการให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทำใจหยุดใจนิ่ง ผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ วางใจสบายๆ ที่ศูนย์กลางกาย โดยในช่วงท้ายได้สอบถามประสบการณ์ในการปฏิบัติธรรม ซึ่งผู้ร่วมงานปฏิบัติธรรมทั้งห้องได้สัมผัสถึงความสงบภายใน หลายท่านได้เข้าถึงความสุขภายใน  หลายเห็นแสงสว่างภายใน บางท่านตัวขยาย หลายท่านใจขยายแผ่เมตตาและความปรารถนาดีไปยังเพื่อนมนุษย์ทั่วโลกได้

สำหรับผู้ร่วมปฏิบัติธรรม มีกลุ่มเยาวชนอินโดนีเซีย เข้าร่วม กว่า 500 คน และผู้สนใจจากนานาชาติเข้าร่วมกว่า 2,000 คน จากกว่า 60 ประเทศ จาก Albania, Argentina, Armenia, Australia, Belarus, Belgium, Bolivia, Brazil, Bulgaria, Cambodia, Canada, China, Colombia, Denmark, Egypt, Indonesia, France, Germany, Greece, Hungary, India, Iran, Ireland, Italy, Japan, South Korea, Latvia, Lebanon, Lithuani, North Macedonia, Malaysia, Mexico, Moldova, Morocco, Netherlands, New Zealand, Norway, Peru, Philippines, Poland, Portugal, Romania, Russia, Serbia, Singapore, Slovenia, South Africa, Spain, Sweden, Switzerland, Syria, Thailand, Turkey, Ukraine, United Arab Emirates, United Kingdom, United States, Uruguay, Venezuela

กิจกรรมครั้งนี้ เป็นการแบ่งปันความรู้ผ่านธรรมะภายในตัว สอดคล้องกับพุทธพจน์ที่ว่า “สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ“ การให้ธรรมะชนะการให้ทั้งปวง และตามคำที่หลวงพ่อธัมมชโย วัดพระธรรมกาย ให้ไว้ว่า สันติสุขภายในเริ่มจากสันติภาพภายนอก World Peace through Inner Peace

ทั้งนี้ สำหรับ วันสันติภาพสากล (International Day of Peace) ตรงกับวันที่ 21 กันยายนของทุกปี องค์การสหประชาชาติ (UN) กำหนดขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1981 และเริ่มจัดอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1982 เพื่อเป็นวันหยุดสากลที่ทุกประเทศทั่วโลกหยุดยิง หยุดความรุนแรง และหันมาส่งเสริมสันติภาพ

ในปี ค.ศ. 2001 สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้กำหนดให้วันที่ 21 กันยายน เป็น “วันแห่งการหยุดยิงและการไม่ใช้ความรุนแรงทั่วโลก” (day of global ceasefire and non-violence) โดยมุ่งหวังให้มนุษย์ทุกชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม ร่วมกันสร้างบรรยากาศแห่งความสงบสุข

กิจกรรมในวันนี้มักประกอบด้วยการนั่งสมาธิ การภาวนา การประชุมเสวนา การเดินขบวนเพื่อสันติภาพ และการจัดงานรณรงค์ต่าง ๆ ที่มุ่งย้ำเตือนว่าความสงบภายนอกต้องเริ่มจากสันติสุขภายใน

วันสันติภาพสากลจึงไม่ใช่เพียงสัญลักษณ์ แต่เป็นการเชื้อเชิญให้ทุกคนทบทวนตนเอง ลดความขัดแย้ง และร่วมกันสร้างสังคมที่ตั้งอยู่บนความเมตตา การให้อภัย และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

วันสันติภาพสากล (21 กันยายน) จึงเป็นสัญลักษณ์แห่งการหันกลับมาทบทวนตนเองว่า สันติภาพภายนอกจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อมนุษย์ทุกคนเข้าถึง สันติสุขภายใน ดังที่ พระพุทธเจ้าตรัสว่า “นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ” สุขอื่นยิ่งกว่าใจสงบ ใจหยุดใจนิ่งไม่มี หมายถึง ความสงบในจิต คือความสุขที่แท้จริง และเป็นฐานของความสุขทั้งหมด เมื่อใจสงบ โลภ โกรธ หลง จางคลาย ความขัดแย้งย่อมดับลง ความสัมพันธ์ในครอบครัว ชุมชน และสังคม ก็จะเปี่ยมด้วยความเมตตาและความเข้าใจ ดังนั้น การนั่งสมาธิ การเจริญสติ หรือการแผ่เมตตา ไม่ใช่เพียงการปฏิบัติส่วนบุคคล แต่คือการสร้างพลังแห่งสันติสุขที่จะขยายออกไปสู่คนรอบข้าง และต่อเนื่องสู่ความสงบสุขของโลกทั้งโลก

วันสันติภาพสากลจึงสอดคล้องอย่างลึกซึ้งกับคำสอนที่ว่า “สันติภาพโลก ต้องเริ่มต้นจากสันติสุขในใจ”

WOW! 57 ผลงานอาชีวะสุดเจ๋ง ปิดงาน OVEC Expo แบบปังๆ พร้อมต่อยอดไอเดียธุรกิจระดับ 5 ดาว

WOW! 57 ผลงานอาชีวะสุดเจ๋ง ปิดงาน OVEC Expo แบบปังๆ พร้อมต่อยอดไอเดียธุรกิจระดับ 5 ดาว

WOW! 57 ผลงานอาชีวะสุดเจ๋ง ปิดงาน OVEC Expo แบบปังๆ พร้อมต่อยอดไอเดียธุรกิจระดับ 5 ดาว

วันจันทร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.33 น.

วันที่ 22 กันยายน 2568 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้จัดงาน “OVEC Expo มหกรรมผลิตภัณฑ์อาชีวะ ชิม ช้อป ใช้” ภายใต้โครงการประเมินผลการดำเนินงานศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษา ระดับชาติ ประจำปีงบประมาณ 2568 ระหว่างวันที่ 20–21 กันยายน 2568 ณ ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ ฉะเชิงเทรา

        
นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวแสดงความยินดีกับทีมที่ได้รับรางวัลระดับ 5 ดาว จำนวน 20 ทีม และรางวัลระดับ4 ดาว จำนวน 37 ทีม ภายใต้การประเมินผลการดำเนินงานศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษา ระดับชาติ ที่สะท้อนถึงความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์ และความตั้งใจของนักเรียน นักศึกษาอาชีวะอย่างแท้จริง ขณะเดียวกันทุกผลงานที่นำมาจัดแสดงล้วนมีคุณค่า และคือบทพิสูจน์ถึงพลังของเยาวชนอาชีวะที่พร้อมจะก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการในอนาคต

       
เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อว่า อาชีวศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทย โดยการสร้างกำลังคนที่มีคุณภาพและทักษะตรงกับความต้องการของภาคประกอบการ สอศ. จึงเดินหน้าส่งเสริมศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษา เพื่อผลักดันนักเรียน นักศึกษาให้ก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ที่มีศักยภาพ สามารถสร้างธุรกิจและนวัตกรรมได้อย่างยั่งยืน


”ซึ่งการจัดงาน “OVEC Expo มหกรรมผลิตภัณฑ์อาชีวะ ชิม ช้อป ใช้” ครั้งนี้ มีการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการจากนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษาทั่วประเทศที่ผ่านการคัดเลือกระดับภาค รวมทั้งสิ้น 57 ทีม ครอบคลุมทั้งประเภทอาหารและผลิตภัณฑ์ โดย ผลงานที่ได้รับรางวัลนำไปสู่ต่อยอดความสำเร็จของศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษา ของสถานศึกษา  จากการบูรณาการการเรียนการสอนกับทักษะเชิงปฏิบัติจริง เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมและการตลาด เพื่อให้นักเรียน นักศึกษาสามารถเรียนรู้เพื่อเป็นผู้ประกอบการ และเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ รวมถึงพร้อมแข่งขันในเวทีระดับนานาชาติ“ เลขาธิการ กอศ. กล่าว
ทั้งนี้ สามารถติดตามผลงานผลิตภัณฑ์และรายละเอียดผลรางวัลได้ที่ Facebook Page : ประชาสัมพันธ์สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

สืบสานตำนาน! เพชรบูรณ์เปิดงานประเพณี ‘อุ้มพระดำน้ำ’ ประจำปี 2568

สืบสานตำนาน! เพชรบูรณ์เปิดงานประเพณี 'อุ้มพระดำน้ำ' ประจำปี 2568

สืบสานตำนาน! เพชรบูรณ์เปิดงานประเพณี ‘อุ้มพระดำน้ำ’ ประจำปี 2568

วันจันทร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2568, 11.56 น.

สืบสานตำนาน! เพชรบูรณ์เปิดงานประเพณี ‘อุ้มพระดำน้ำ’ ประจำปี 2568

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณหน้าวัดไตรภูมิ อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ ประจำปี 2568 โดยได้อัญเชิญองค์ พระพุทธมหาธรรมราชา พระคู่บ้านคู่เมืองของชาวเพชรบูรณ์ขึ้นประดิษฐานบนรถบุษบก เพื่อแห่รอบเมืองอย่างยิ่งใหญ่และตระการตา

ในขบวนแห่มีการแสดงศิลปะวัฒนธรรมที่สะท้อนประวัติศาสตร์และความรุ่งเรืองของเมืองเพชรบูรณ์ สร้างความประทับใจและความคึกคักให้กับนักท่องเที่ยวและประชาชนที่มาร่วมชมอย่างเนืองแน่นตลอดสองฝั่งถนน

สำหรับงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำปีนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17 – 26 กันยายน 2568 โดยมีกิจกรรมหลากหลาย ได้แก่ การแสดงแสงสีเสียง, งานอาหาร, การแสดงดนตรี, และการแข่งขันพายเรือทวนน้ำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสืบสานประเพณีที่มีมาอย่างยาวนาน

สำหรับพิธีสำคัญจะเกิดขึ้นในวันที่ 22 กันยายน 2568 เวลา 10.09 น. โดยผู้ว่าราชการจังหวัดจะนำคณะประกอบพิธี “อุ้มพระดำน้ำ” อันศักดิ์สิทธิ์ โดยอัญเชิญองค์พระพุทธมหาธรรมราชาลงเรือทวนน้ำจากท่าน้ำวัดไตรภูมิไปยังท่าน้ำวัดโบสถ์ชนะมาร ซึ่งเป็นพิธีที่เชื่อว่าหากได้ประกอบพิธีนี้แล้วจะทำให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาลและบ้านเมืองสงบสุข

ตำนานอุ้มพระดำน้ำ เป็นเรื่องเล่าขานสืบต่อกันมาว่า เดิมทีชาวประมงได้พบพระพุทธรูปลอยขึ้นเหนือน้ำในแม่น้ำป่าสัก ก่อนจะอัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดไตรภูมิ แต่ในวันสารทไทยของปีถัดมา พระพุทธรูปกลับหายไปและพบว่ากำลังดำผุดดำว่ายอยู่กลางแม่น้ำ ชาวบ้านจึงอัญเชิญกลับมาอีกครั้ง และตั้งนามว่า “พระพุทธมหาธรรมราชา” จากนั้นเป็นต้นมา ประเพณีการอัญเชิญองค์พระดำน้ำจึงได้ถูกสืบทอดมาจนกลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญของจังหวัดเพชรบูรณ์ในปัจจุบัน ///-026

​มวล.เจ้าภาพจัดเวทีวิชาการ ‘พฤษศาสตร์พื้นบ้าน’ ต่อยอดองค์ความรู้พืชสมุนไพร กระตุ้นเศรษฐกิจไทยสู่สากล

​มวล.เจ้าภาพจัดเวทีวิชาการ ‘พฤษศาสตร์พื้นบ้าน’ ต่อยอดองค์ความรู้พืชสมุนไพร กระตุ้นเศรษฐกิจไทยสู่สากล

​มวล.เจ้าภาพจัดเวทีวิชาการ ‘พฤษศาสตร์พื้นบ้าน’ ต่อยอดองค์ความรู้พืชสมุนไพร กระตุ้นเศรษฐกิจไทยสู่สากล

วันจันทร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.06 น.

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยอุทยานพฤกษศาสตร์ ร่วมกับองค์การสวนพฤกษศาสตร์  และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง  จัดโครงการประชุมวิชาการพฤกษศาสตร์พื้นบ้านแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 3 ภายใต้แนวคิด “พฤกษศาสตร์พื้นบ้าน สืบสานภูมิปัญญา ต่อยอดคุณค่า พัฒนาเศรษฐกิจไทย ก้าวไกลสู่สากล” (The 3rd Ethnobotany Conference of Thailand) โดยในพิธีเปิด ได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน โดยมี รศ.ดร.ฉัตรชัย กัลยาณปพน รักษาการแทนผู้อำนวยการอุทยานพฤกษศาสตร์ นายอดุลวิทย์ ริยาพันธ์ หัวหน้างานจัดนิทรรศการและศิลปกรรม องค์การสวนพฤกษศาสตร์ อาจารย์ ดร.จันทรารักษ์ โตวรานนท์ หัวหน้าโครงการสวนพฤกษศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา มหาราชา ผู้บริหาร คณาจารย์ ผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ นักวิจัย นักเรียน นักศึกษา เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ณ ห้องประชุมบุษราคัม อาคารพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเทพรัตนราชสุดาฯ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ กล่าวว่า การประชุมวิชาการในครั้งนี้นับเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ผลงานวิจัย และประสบการณ์ด้านพฤกษศาสตร์พื้นบ้านของนักวิชาการ นักวิจัย ผู้ประกอบการ นักเรียน นักศึกษา ตลอดจนประชาชนทั่วไป รวมถึงเป็นโอกาสในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการและวิชาชีพ ที่จะนำไปสู่การต่อยอดคุณค่าและการใช้ประโยชน์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ทั้งในเชิงวิชาการและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเทพรัตนราชสุดาฯ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์แห่งนี้ มีการจัดแสดงนิทรรศการตามแนวคิด “ตามรอยเจ้าฟ้าจากยอดเขาสู่ใต้ทะเล” เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยตัวอาคารตั้งอยู่ภายในอุทยานพฤกษศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ รองรับการบริการวิชาการและเป็นแหล่งเรียนรู้ตามอัธยาศัยให้แก่นักเรียน นักศึกษา บุคคลทั่วไปเข้ามาใช้บริการ รวมถึงการดำเนินการเป็นแหล่งท่องเที่ยวให้กับจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ เส้นทางศึกษาธรรมชาติ หอชมฟ้า Bota Sky Tower สถานเพาะพันธ์สัตว์ป่า เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านสัตว์ป่า ให้นักท่องเที่ยวสามารถชมความน่ารักของสัตว์ต่าง ๆ เช่น คาปิบารา, เก้ง, เนื้อทราย, และกวางดาว โดมกระบองเพชร เรือนไม้เมืองหนาว สวนสมุนไพร และกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมาย

กิจกรรมภายในงานมีการบรรยายพิเศษ เรื่อง “พฤกษศาสตร์พื้นบ้านกับการพัฒนาชุมชน”โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ชูศรี ไตรสนธิ ผู้นำการศึกษาพฤกษศาสตร์พื้นบ้านในประเทศไทย การบรรยายพิเศษ เรื่อง “อพ.สธ.กับงานพฤกษศาสตร์พื้นบ้าน” โดย ดร.ปิยรัษฎ์ ปริญญาพงษ์ เจริญทรัพย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ อพ.สธ. และเลขานุการคณะกรรมการโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดาริฯ การเสวนา“พฤกษศำสตร์พื้นบ้าน สืบสานภูมิปัญญา ต่อยอดคุณค่า พัฒนาเศรษฐกิจไทย ก้าวไกลสู่สากล” โดย พระมหาขวัญชัย อัคคชโย รองศาสตราจารย์ ดร.ชูศรี ไตรสนธิ อาจารย์ ดร.อุษา กลิ่นหอม และดร.ปิยรัษฎ์ ปริญญาพงษ์ เจริญทรัพย์ การนำเสนอบทความวิชาการ 19 บทความ แบ่งเป็น การนำเสนอภาคบรรยาย 10 บทความ และ การนำเสนอภาคโปสเตอร์ 9 บทความ

งานประชุมวิชาการพฤกษศาสตร์พื้นบ้าน จัดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ.2559  โดย องค์การสวนพฤกษศาสตร์เป็นเจ้าภาพ ภายใต้หัวข้อ “พฤกษศาสตร์พื้นบ้านไทยมองไกลสู่อนาคต และครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ.2561  โดย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ภายใต้หัวข้อ “พฤกษศาสตร์พื้นบ้าน รากฐานการพัฒนา สู่นวัตกรรมและความยั่งยืน”  และในครั้งที่ 3 นี้  มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพ โดยรูปแบบการจัดประชุม ประกอบด้วยการบรรยายพิเศษ การนำเสนอผลงานวิจัยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา นิสิต นักศึกษา คณาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการ ในสาขาที่เกี่ยวข้องกับพฤกษศาสตร์พื้นบ้าน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ ตลอดจนความร่วมมือทางวิชาการ วิชาชีพ และการต่อยอดทางธุรกิจ ที่เกี่ยวข้องกับพฤกษศาสตร์พื้นบ้าน ตลอดจนเป็นการส่งเสริมการศึกษาวิจัย พัฒนาใช้ประโยชน์ รวมถึงการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้ได้ผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน