‘สพฐ.’ประกาศใช้ผลประเมิน CEFR ยกระดับภาษาอังกฤษ

'สพฐ.'ประกาศใช้ผลประเมิน CEFR ยกระดับภาษาอังกฤษ

‘สพฐ.’ประกาศใช้ผลประเมิน CEFR ยกระดับภาษาอังกฤษ

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.27 น.

สพฐ. ประกาศแนวทางการนำผลการประเมินตามกรอบมาตรฐาน CEFR ไปใช้ในสถานศึกษา ยกระดับสมรรถนะภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสารของเด็กไทย

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2568 ตนได้ลงนามในประกาศสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เรื่อง แนวทางการนำผลการประเมินตามกรอบมาตรฐานความสามารถทางภาษาอังกฤษที่เป็นสากล (Common European Framework of Reference for Languages : CEFR) ไปใช้ในสถานศึกษา เพื่อให้สถานศึกษาที่จัดการศึกษาโดยใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 สถานศึกษานำร่องในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาที่จัดการศึกษาโดยใช้หลักสูตรสถานศึกษา ตามมาตรา 20 (4) และมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 สถานศึกษาที่จัดการศึกษาโดยใช้หลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนต้น (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 3) พ.ศ. 2568 สามารถนำผลการประเมินตามกรอบ CEFR ไปใช้วัดและประเมินผลความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของผู้เรียนตามหลักสูตรสถานศึกษาแต่ละแห่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำผลการประเมินไปใช้ในการเทียบโอนความรู้ในระบบธนาคารหน่วยกิต ซึ่งในการเทียบโอนความรู้ ผู้เรียนจะต้องได้รับผลการทดสอบจากชุดข้อสอบที่เป็น Proficiency test โดยผลการประเมินตามกรอบมาตรฐาน CEFR มีระยะเวลาของการรับรองผลไม่เกิน 2 ปี นับจากวัน เดือน ปีที่ระบุในใบรับรองผลการประเมิน

“ กระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะด้านภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสาร โดยมีประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง นโยบายการปฏิรูปการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ พ.ศ. 2557 ที่กำหนดให้ใช้กรอบมาตรฐาน CEFR เป็นกรอบความคิดหลักในการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษของประเทศไทย ทั้งในการออกแบบหลักสูตร การพัฒนาการเรียนการสอน การทดสอบ การวัดผล การพัฒนาครู รวมถึงการกำหนดเป้าหมายการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษสื่อสาร เป็นเครื่องมือเข้าถึงองค์ความรู้และก้าวทันโลก เป็นพื้นฐานการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ รวมถึงพัฒนาตนเองเพื่อนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ดังนั้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว สพฐ.จึงออกประกาศนี้ เพื่อให้สถานศึกษามีแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจน เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียน ”

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวด้วยว่า ประกาศ สพฐ. ฉบับนี้ มีแนวทางการพิจารณาแบบทดสอบตามกรอบมาตรฐาน CEFR โดยสถานศึกษาสามารถพิจารณาคุณสมบัติของแบบทดสอบ หรือ แบบวัดความสามารถทางภาษาอังกฤษ ที่สอดคล้องกับบริบทสถานศึกษาและความต้องการจำเป็นของผู้เรียน ดังนี้ 1. แบบทดสอบหรือแบบวัดฯ มีผลคะแนน ระดับ หรือคำอธิบายความสามารถที่ได้รับการรับรองเทียบเคียงกับกรอบมาตรฐาน CEFR และต้องได้รับการรับรอง หรือ ผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ (Validation) ตามกรอบมาตรฐานทางภาษาจากองค์กร หรือหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือระดับสากล หรือที่เกี่ยวข้องกับการทดสอบวัดผลทางด้านภาษา หรือเทียบเท่า

2. แบบทดสอบหรือแบบวัดฯ จัดสอบได้ทั้งในรูปแบบกระดาษ (Paper-based Test) รูปแบบคอมพิวเตอร์ (Computer-based Test) หรือรูปแบบออนไลน์ (Internet-based Test) โดยจัดสอบที่ศูนย์สอบ หรือ หน่วยสอบมาตรฐานที่ได้รับการรับรอง หรือ รูปแบบออนไลน์ ที่มีผู้ให้บริการทดสอบภาษารับรองแพลตฟอร์ม และมีระบบการยืนยันตัวตนของผู้สอบออนไลน์ และมีระบบการกำกับควบคุมการสอบแบบออนไลน์ (Remote Proctoring)

3. แบบทดสอบหรือแบบวัดความสามารถทางภาษาอังกฤษ ต้องวัดระดับความสามารถที่แสดงให้เห็นถึงทักษะการฟัง การอ่าน ส่วนการวัดทักษะการเขียน ต้องเขียนหรือพิมพ์เพื่อบรรยายหรืออธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ตามหัวข้อที่กำหนด ไม่ใช่การเลือกตอบแบบปรนัย หรือการเติมคำในช่องว่างของประโยคสั้น ๆ สำหรับการวัดทักษะการพูด ต้องพูดบรรยายภาพ สถานการณ์ หรือตอบคำถาม อธิบาย ตามหัวข้อที่กำหนด หรือสนทนากับบุคคลจริง หรือกับระบบคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่การอ่านออกเสียงตามประโยคและข้อความ

4. แบบทดสอบหรือแบบวัดฯ ต้องมีคำอธิบายแบบทดสอบ ตัวอย่าง หรือรายละเอียดที่ผู้สอบสามารถดาวน์โหลดโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ได้จากเว็บไซต์ของผู้ให้บริการทดสอบภาษาโดยตรง หรือตัวแทนที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ โดยผู้สอบและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบผลคะแนน ระดับ และคำอธิบายความสามารถทางภาษาของผู้สอบย้อนหลังได้.

ผู้ว่าฯเชียงราย เชิญสิ่งของพระราชทาน มอบแก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัย

ผู้ว่าฯเชียงราย เชิญสิ่งของพระราชทาน มอบแก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัย

ผู้ว่าฯเชียงราย เชิญสิ่งของพระราชทาน มอบแก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัย

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.38 น.

ผู้ว่าฯเชียงราย เชิญสิ่งของพระราชทาน มอบแก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัย เนื่องจากฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวันจากอิทธิพลพายุ “วิภา” ในพื้นที่อำเภอเชียงของ

18 กันยายน 2568 นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานพิธีเชิญสิ่งของพระราชทาน จากศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสาวงควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โปรดให้ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ดำเนินการมอบถุงยังชีพพระราชทานจำนวน 1,000 ชุด เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ณหอประชุมเทศบาลตำบลห้วยซ้อ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย โดยมี นางสินีนาฏทองสุข นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย รอง ผอ.รมน.จังหวัดเชียงราย ผู้แทนนายอำเภอเชียงของ ผู้แทนนายอำเภอขุนพญาเม็งราย และนายอำเภอเทิง หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียงกัน

โอกาสนี้ นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานอัญเชิญสิ่งของพระราชทาน มอบแก่ นายอำเภอ ผู้แทนนายอำเภอ พร้อมล่าวสำนึกในพระกรุณาธิคุณของ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสาวงควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ที่ทรงมุ่งหวังในราษฎรมีความเป็นอยู่ที่ดี พระองค์ทรงห่วงใยความเป็นอยู่ของราษฎรที่ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง เมื่อราษฎรในจังหวัดเชียงรายได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัย ในห้วงวันที่ 27 มิถุนายน – 12 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา จึงทรงพระกรุณาโปรดให้ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ติดตามความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ และโปรดให้เชิญถุงยังชีพพระราชทาน จำนวน 1,000 ชุด มอบให้กับราษฎรผู้ประสบภัยในพื้นที่อำเภอเชียงของ อำเภอพญาเม็งราย และอำเภอเทิง เพื่อบรรเทาความทุกข์ให้กับราษฎรผู้ประสบภัย อีกทั้งยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจกับผู้ประสบอุทกภัยในครั้งนี้อีกด้วย

ในการนี้ นายฤทธิเดช จรรยาพงษ์ ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครองอำเภอเชียงของ ได้รายงานสถานการณ์อุทกภัยในระหว่างวันที่ 20 – 29 กรกฎาคม2568 เนื่องจากมีฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน และประกอบกับได้รับอิทธิพลจากพายุ“วิภา” ส่งผลให้เกิดนำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ 7 ตำบล 80 หมู่บ้าน มีครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบมากกว่า 4,400 หลังคาเรือน ประชาชนกว่า 10,384 คนบ้านเรือนเสียหายบางส่วนกว่า 2,146 หลัง พื้นที่การเกษตร นาข้าว พืชไร่ และพืชสวนเสียหายกว่า 27,407 ไร่ บ่อปลาเสียหายกว่า 614 บ่อ ถนน สะพาน ฝาย และตลิ่งถูกกัดเซาะเสียหายกว่า 56 จุด รวมถึงวัดและสถานที่ราชการหลายแห่งได้รับผลกระทบ และได้รับความเสียหายอย่างหนัก ทางอำเภอเชียงของจึงได้เร่งบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานราชการ ท้องที่ ท้องถิ่น และประชาชนจิตอาสา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ซ่อมแซมบ้านเรือน สิ่งสาธารณประโยชน์ และฟื้นฟูพื้นที่การเกษตรให้กลับคืนสู่สภาพปกติดดยเร็ว ขณะเดียวกันได้มีการดำเนินการสำรวจความเสียหายเพื่อให้ความช่วยเหลือตามอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ต่อไป..

012

‘สอวช.-APEC CTF’จับมือ 12 หน่วยงาน จัดตั้ง‘ภาคีเครือข่ายการคาดการณ์อนาคตแห่งประเทศไทย’

‘สอวช.-APEC CTF’จับมือ 12 หน่วยงาน จัดตั้ง‘ภาคีเครือข่ายการคาดการณ์อนาคตแห่งประเทศไทย’

‘สอวช.-APEC CTF’จับมือ 12 หน่วยงาน จัดตั้ง‘ภาคีเครือข่ายการคาดการณ์อนาคตแห่งประเทศไทย’

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 08.52 น.

‘สอวช.-APEC CTF’จับมือ 12 หน่วยงาน จัดตั้ง‘ภาคีเครือข่ายการคาดการณ์อนาคตแห่งประเทศไทย’ ด้าน‘ปลัด อว.’ชี้เป็นกุญแจสำคัญขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ท่ามกลางโลกพลิกผันเร็ว

บ่ายวานนี้ (17 กันยายน 2568) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับศูนย์คาดการณ์เทคโนโลยีเอเปค (APEC Center for Technology Foresight: APEC CTF) จัดพิธีลงนามแสดงเจตจำนง (Letter of Intent) จัดตั้ง “ภาคีเครือข่ายการคาดการณ์อนาคตแห่งประเทศไทย” (Thailand Foresight Alliance) โดยมีผู้แทนจาก 12 หน่วยงานเข้าร่วมลงนาม เพื่อสร้างความร่วมมือในการพัฒนาระบบนิเวศด้านการคาดการณ์อนาคตของประเทศ ณ ห้อง Infinity 2 โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ กรุงเทพฯ โดยมี  ศาสตราจารย์ ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานกล่าวเปิดงาน

ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวถึงความสำคัญของการคาดการณ์อนาคร (Foresight) ว่า เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ช่วยสร้างภาพใหญ่ เพื่อใช้กำหนดทิศทางและตอบโจทย์การบริหารประเทศในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากเทคโนโลยีดิสรัปชัน แม้ว่าจะอาจไม่ถูกต้อง 100% เพราะปัจจัยที่คาดไม่ถึง เช่น กรณีนโยบาย 2.0 ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ที่ตัดงบวิจัยของหน่วยงานสำคัญอย่าง NSF, NIH รวมถึงงานด้านอวกาศ (SPACE) ทำให้การลงทุนวิจัยในสหรัฐฯ หดตัว และนักวิจัยจำนวนมากมีแนวโน้มย้ายออกนอกประเทศ ส่งผลต่อการแข่งขันด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมระดับโลกที่เริ่มเปลี่ยนขั้ว

“Foresight ไม่ใช่เรื่องที่ทำครั้งเดียวแล้วใช้ยาว 5 ปี แต่เป็นกระบวนการที่มีความเป็นพลวัต ต้องปรับตัวต่อเนื่อง เพราะเมื่อมีปัจจัยใหม่เข้ามา ทิศทางก็เปลี่ยนได้ทันที และในอนาคตจะมีการบูรณาการคาดการณ์อนาคาร หรือ Foresight เข้ากับการพยากรณ์ล่วงหน้า หรือ Forecast ผ่านการจัดทำ “taxonomy” ของเทรนด์ที่แม่นยำขึ้นจากการรวมเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ” ปลัดกระทรวง อว.กล่าว

ศ.ดร.ศุภชัย ย้ำว่า ประเทศไม่สามารถพึ่งพา Foresight เพียงอย่างเดียว แต่ต้องวิเคราะห์ลึกลงไปจนกลายเป็นการไกด์ไลน์เชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ว่ากระทรวงควรมุ่งไปในเรื่องใด และควรตั้งเป้าหมายความสำเร็จไว้ตรงไหน ขณะที่การมีเครือข่ายร่วมมือจะช่วยสร้างพลังเสริมที่นำไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่และการขับเคลื่อนประเทศต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. และ Executive Director, APEC CTF ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งภาคี โดยชี้ว่าการคาดการณ์อนาคต (Foresight) เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในยุคแห่งความไม่แน่นอน โครงการ “Thailand Foresight Alliance” มีเป้าหมายหลักเพื่อเสริมสร้างความพร้อมของประเทศต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการวางแผนเชิงกลยุทธ์ พัฒนาศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม และสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่ยั่งยืนระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา

สำหรับภาคีเครือข่ายทั้ง 12 หน่วยงานที่เข้าร่วมลงนาม ได้แก่ สอวช. และ APEC CTF, สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.), สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน), คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล, สถาบันอาณาบริเวณศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม (STIPI) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, โปรแกรมการคาดการณ์อนาคตเชิงยุทธศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า), หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) และวิทยาลัยพหุวิทยาการและสหวิทยาการ (MIdS) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ภายในงานยังมีการเปิดตัวโครงการ “HORIZON 2030” ซึ่งเป็นกรอบการจัดทำรายงานเชิงยุทธศาสตร์เพื่อกำหนดทิศทางนโยบายอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของประเทศไทย โดยนำเสนอแนวโน้ม ฉากทัศน์ และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับอนาคต

นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอผลงานคาดการณ์อนาคตจากหลากหลายหน่วยงานและนักวิชาการที่สำคัญ ได้แก่ นายภาวัต ผ่องใส ศูนย์อนาคตศึกษา สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ ผศ.ดร.พบสุข ช่ำชอง สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รศ.ดร.ณัฐสิทธิ์ เกิดศรี วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ผศ.ดร.ธันยพร สุนทรธรรม สถาบันอาณาบริเวณศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดร.แบ๊งค์ งามอรุณโชติ STIPI มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ผศ.ดร.รักษ์พงศ์ วงศาโรจน์ นิด้า ดร.ชัยธร ลิมาภรณ์วณิชย์ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ และ ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม บพท. และวิทยาลัยพหุวิทยาการและสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งได้นำเสนอวิสัยทัศน์และแนวทางการประยุกต์ศาสตร์ Foresight เพื่อกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศไทย แต่ละหน่วยงานสะท้อนภาพอนาคตในบริบทขององค์กร พร้อมมุ่งสร้าง “เข็มทิศอนาคต” เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน มีศักยภาพในการแข่งขัน และสามารถรับมือกับความท้าทายในเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และนวัตกรรมได้อย่างรอบด้าน

การจัดตั้ง “Thailand Foresight Alliance” นับเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการศักยภาพของหน่วยงานชั้นนำ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถใช้เครื่องมือ Foresight ได้อย่างมีประสิทธิภาพในการวางแผนอนาคต และสร้างผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญในการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยอย่างยั่งยืน

ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เยี่ยมอำลากองทัพเรือ ในโอกาสเกษียณอายุราชการ

ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เยี่ยมอำลากองทัพเรือ ในโอกาสเกษียณอายุราชการ

ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เยี่ยมอำลากองทัพเรือ ในโอกาสเกษียณอายุราชการ

วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 20.54 น.

ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เยี่ยมอำลากองทัพเรือ เนื่องในโอกาสเกษียณอายุราชการ

วันที่ 17 กันยายน 2568 พลเรือเอก ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เดินทางไปเยี่ยมอำลากองทัพเรือ เนื่องในโอกาสเกษียณอายุราชการ บนเรือหลวงอ่างทอง ซึ่งจอดเทียบบริเวณท่าเรือแหลมเทียน การท่าเรือสัตหีบ ฐานทัพเรือสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยมี พลเรือเอก จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ และนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพเรือให้การต้อนรับ พร้อมทั้งจัดพิธีเพื่อเป็นเกียรติ

เมื่อผู้บัญชาการทหารสูงสุดเดินทางขึ้นเรือหลวงอ่างทอง พลเรือเอก ณัฏฐพล เดี่ยววานิช ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ได้เรียนเชิญขึ้นแท่นรับความเคารพ โดยมีเรือหลวงปิ่นเกล้ายิงสลุตจำนวน 19 นัด เพื่อเป็นเกียรติ จากนั้นผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้ลงนามในสมุดเยี่ยมของเรือหลวงอ่างทอง ก่อนขึ้นแท่นรับการสดุดีจากผู้บัญชาการทหารเรือ

โดยผู้บัญชาการทหารเรือ ได้กล่าวสดุดีใจความสำคัญว่า “ตลอดระยะเวลา 2 ปี ที่กองทัพไทยอยู่ภายใต้การนำของท่าน ที่เปี่ยมด้วยความเป็นผู้นำ ปฏิบัติหน้าที่โดยยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญจนเป็นที่ประจักษ์ และยอมรับนับถือโดยทั่วกัน กองทัพเรือมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้การบังคับบัญชา ซึ่งที่ผ่านมาท่านได้สนับสนุนการเสริมสร้างและพัฒนากองทัพเรือทั้งในด้านองค์บุคคลและองค์วัตถุให้มีความพร้อม และเข้มแข็งเป็นอย่างดียิ่ง”

ในโอกาสนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้ให้โอวาท และกล่าวอำลาชีวิตราชการ พร้อมทั้งขอบคุณกองทัพเรือที่ได้จัดพิธีเพื่อเป็นเกียรติในครั้งนี้ โดยผู้บัญชาการทหารเรือได้มอบของที่ระลึกแด่ผู้บัญชาการทหารสูงสุด

สำหรับพิธีในวันนี้ มีการจัดกำลังพลจากกองเรือยุทธการ กองการบินทหารเรือ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน และหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยาน และรักษาฝั่ง ร่วมกับกำลังทางเรือในท่าเรือแหลมเทียน เข้าร่วมพิธี ประกอบด้วย เรือหลวงตากสิน เรือหลวงนเรศวร เรือหลวงสายบุรี เรือหลวงแรด เรือหลวงตาชัย เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ เรือหลวงคีรีรัตน์ เรือหลวงรัตนโกสินทร์ เรือหลวงสัตหีบ เรือหลวงมันกลาง เรือหลวงจุฬา เรือหลวงทองหลาง เรือหลวงชลบุรี เรือหลวงภูเก็ต และเรือหลวงตากใบ
 

รมว.นฤมล นำ ศธ.จับมือ OECD มุ่งพัฒนาทักษะคนไทย สร้างแรงงานคุณภาพ ตอบสนองตลาดโลก

รมว.นฤมล นำ ศธ.จับมือ OECD มุ่งพัฒนาทักษะคนไทย สร้างแรงงานคุณภาพ ตอบสนองตลาดโลก

รมว.นฤมล นำ ศธ.จับมือ OECD มุ่งพัฒนาทักษะคนไทย สร้างแรงงานคุณภาพ ตอบสนองตลาดโลก

วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.49 น.

“รมว.นฤมล” นำ ศธ.จับมือ OECD มุ่งพัฒนาทักษะคนไทย สร้างแรงงานคุณภาพ ตอบสนองตลาดโลก ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCGพร้อมเป็นต้นแบบประเทศอาเซียน

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม (กธ.) เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาเปิดตัวรายงานโครงการ Developing Skills Strategy in Thailand ภายใต้โครงการ Country Programme ระยะที่ 2 ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทย และองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) โดยมี นายแอนดรูว์ เบลล์ รองหัวหน้าศูนย์ทักษะ OECD, ผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตฟินแลนด์ประจำประเทศไทย, หอการค้าบริติช-ไทย, ผู้แทนหอการค้าอังกฤษ, หอการค้าเยอรมัน-ไทย, หอการค้าไอร์แลนด์, ประธานอนุกรรมกานความร่วมมือภาครัฐและเอกชน เพื่อการพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา กลุ่มความร่วมมือระหว่างประเทศ, สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, เลขาธิการคณะกรรมกาาส่งเสรอมการศึกษาเอกชน, เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม, กระทรวงแรงงาน, ผู้ทรงคุณวุฒิ, และผู้แทนจากกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงาน ในการนี้  นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวรายงาน ณ โรงแรมออร์คิด เชอราตัน ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ

ศ.ดร.นฤมล กล่าวเปิดประชุมว่า การเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยี ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย การก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลทำให้ทักษะแบบดั้งเดิมไม่เพียงพอต่อความต้องการ ขณะที่ความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ และการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเป็นความท้าทายสำคัญต่อโครงสร้างการจ้างงานและระบบสังคม อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสถานการณ์โควิด-19 ก็สร้างแรงกดดันใหม่ต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า รัฐบาลไทยโดยกระทรวงศึกษาธิการ มุ่งมั่นยกระดับคุณภาพการพัฒนามนุษย์อย่างต่อเนื่องให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560–2579 โดยการศึกษาต้องไม่เป็นเพียงกลไกผลิตบัณฑิต แต่ต้องเป็น “เครื่องมืออันทรงพลัง” ที่เตรียมประชาชนให้พร้อมเผชิญการเปลี่ยนแปลง และเป็นแรงขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ การสร้างทักษะยุคใหม่ คือการเสริมสมรรถนะคนไทยในศตวรรษที่ 21 ทั้งความรู้เท่าทันดิจิทัล ความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน และการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป้าหมายดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ โดยเฉพาะ SDG เป้าหมายที่ 4 ด้านการศึกษาที่มีคุณภาพ และเป้าหมายที่ 8 ว่าด้วยการจ้างงานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ

สำหรับประเทศไทย การพัฒนาทักษะถือเป็นหัวใจสำคัญในการผลักดันโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ที่เน้นการเติบโตควบคู่ความยั่งยืน ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต สร้างแรงงานที่พร้อมรองรับการเกษตรสมัยใหม่ อุตสาหกรรมสีเขียว พลังงานสะอาด และบริการเชิงสร้างสรรค์ที่ขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้ ซึ่งจะเป็นฐานสำคัญของการยกระดับเศรษฐกิจไทยในอนาคต

“ความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงมีประโยชน์ต่อประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นต้นแบบให้แก่ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียนที่กำลังเผชิญความท้าทายในแบบที่คล้ายคลึงกัน การสร้างระบบทักษะที่เข้มแข็งจะสำเร็จได้ต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐในการกำหนดนโยบาย ภาคเอกชนในฐานะผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ องค์กรวิชาชีพในการกำหนดมาตรฐาน ภาคประชาสังคมที่สร้างความตระหนักรู้ ตลอดจนพันธมิตรนานาชาติที่ถ่ายทอดองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ ๆ ”ศ.ดร.นฤมล กล่าว 

รมว.ศธ. กล่าวทิ้งท้ายว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยสร้างระบบทักษะที่พร้อมรับอนาคต เสริมเศรษฐกิจฐานความรู้ และนำพาประเทศไทยไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ดิฉันขอขอบคุณ OECD และพันธมิตรทุกฝ่าย สำหรับความทุ่มเทและความร่วมมือในการขับเคลื่อนโครงการสำคัญนี้  ทั้งนี้  OECD จะมาช่วยสนับสนุน โดยการเป็นพาร์ทเนอร์ในการทำงานร่วมกัน จะสนับสนุนในการให้คำปรึกษา ให้คำแนะนำในการพัฒนาสกิลเซ็ต โดยจัดลำดับความสำคัญว่าจะทำเรื่องใดก่อนหลัง เพื่อพัฒนากำลังคนของเราให้พัฒนารองรับตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไป   

ด้าน นายแอนดรูว์ เบลล์ รองหัวหน้าศูนย์ทักษะ OECD กล่าวว่า ความร่วมมือ OECD–Thailand ภายใต้โครงการ OECD Skills Strategy ได้ทำงานร่วมกับรัฐบาลไทยเพื่อมุ่งเน้นประเด็นนโยบายด้านทักษะที่สำคัญ และพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่เหมาะสม เพื่อเสริมสร้างระบบทักษะของประเทศ ผ่านการวิจัยเชิงเอกสารและการมีส่วนร่วมกับรัฐบาลและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในหลายภาคส่วนตลอดระยะเวลา 19 เดือน ระหว่างปี 2023 ถึง 2025 โครงการนี้ส่งผลให้เกิดข้อเสนอแนะ 20 ประการ ใน 3 พื้นที่สำคัญ ที่มุ่งให้ทิศทางเชิงกลยุทธ์ด้านนโยบายสำหรับประเทศไทย โดยเสนอแนะ 3 นโยบายหลัก ได้แก่ นโยบายที่ 1 การเสริมสร้างทักษะของเยาวชนในระบบการศึกษาเริ่มต้น นโยบายที่ 2 การส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้ใหญ่ และนโยบายที่ 3 การเสริมสร้างการกำกับดูแลระบบทักษะ

และย้ำว่าไทยกำลังเผชิญความท้าทายสำคัญ ทั้งการเข้าสู่สังคมสูงวัย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเป้าหมาย Net-zero ปี 2065 รวมถึงความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งล้วนต้องการทักษะใหม่ ๆ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง การลงทุนในทักษะ คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยเพิ่มนวัตกรรม ผลิตภาพ และการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน           

“สกิลก็เป็นทักษะที่จำเป็นในทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ใช่เฉพาะสำหรับผู้เรียนในห้องเรียน แต่ทุกคนต้องมีทักษะด้วย โดยเฉพาะในโลกของการเปลี่ยนแปลง ซึ่งประเทศไทยมุ่งเน้นการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ สกิลจึงมีความสำคัญเฉพาะตัวบุคคลเพื่อเศรษฐกิจของประเทศ จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ OECD วิจัยใจเรื่องนี้ให้ประเทศไทย เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ในการพัฒนาประเทศ” นายแอนดรูว์ กล่าว

ขณะทึ่ นายยศพล กล่าวว่า รัฐบาลไทย โดยสํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ดําเนินโครงการ Country Programme Phase II ร่วมกับองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ภายหลังการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2566 ณ สํานักงานใหญ่ OECD กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ภายใต้แผนการดําเนินงานของ OECD ได้พัฒนาข้อเสนอโครงการ Developing Skills Strategy in Thailand ซึ่งอยู่ในกรอบความร่วมมือด้านการสร้างสังคมที่ครอบคลุมและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะด้านการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการได้ให้การรับรองโครงการดังกล่าว พร้อมกับมีหน่วยงานร่วมเป็นเจ้าภาพ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน และสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมโครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้ต่อสาธารณชนเกี่ยวกับการเสริมสร้างระบบทักษะแห่งประเทศไทย นำเสนอการประเมินจุดแข็งและความท้าทายของระบบทักษะ พร้อมข้อเสนอเชิงนโยบายที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศ และเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และองค์การระหว่างประเทศ ตลอดจนกำหนดแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม เพื่อผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายสู่การปฏิบัติจริง 

“สอศ.ได้พัฒนาทักษะของผู้เรียนให้สอดคร้องกับหลักของ OECD และนโยบายของ รมว.ศึกษาธิการ โดยการพัฒนาทักษะของผู้เรียนอาชีวะฯให้ตอบโทย์ความต้องการของผู้ประกอบการ ซึ่งก็เป็นพื้นฐานของ OECD ที่ศึกษา ซึ่งสมรรถนะอาจจะไม่ตรอง สอศ.ก็จะนำผลวิจัยข้อเสนอแนะมาพัฒนาสรรถนะในรูปแบบทวิภาคีอย่างเข้มข้นให้ตรงความต้องการ” นายยศพล กล่าว
 

สมศ. จัดประชุมวิชาการ ‘2025 ONESQA Forum’ ขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาไทยด้วยกลไกการประเมิน

สมศ. จัดประชุมวิชาการ ‘2025 ONESQA Forum’ ขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาไทยด้วยกลไกการประเมิน

สมศ. จัดประชุมวิชาการ ‘2025 ONESQA Forum’ ขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาไทยด้วยกลไกการประเมิน

วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. นำโดย ศ.ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ สมศ. จัดการประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ ประจำปี 2568 ครั้งที่ 1 (2025 ONESQA Forum) ภายใต้หัวข้อ “Beyond Assessment: Driving Educational Change – ขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาไทยด้วยกลไกการประเมิน ประกาศเจตนารมณ์สำคัญในการปฏิวัติบทบาทขององค์กร เปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ตัดสินคุณภาพ” ไปสู่การเป็น “ผู้ผลิตข้อมูลคุณภาพ” และกล่าวบรรยายในหัวข้อ จากข้อมูลสู่การขับเคลื่อนคุณภาพ : วิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์ และเครื่องมือใหม่ของ สมศ.

พร้อมรวมพลังจากทุกภาคส่วนในวงการการศึกษา เพื่อร่วมกันยกระดับมาตรฐานคุณภาพการศึกษาไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน ด้วยกลไกการประเมินคุณภาพภายนอก โดยได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ เป็นประธานในพิธีและกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ บทบาทของการประเมินเพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพการศึกษาไทย โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 300 คน ประกอบด้วย ผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการ ผู้กำหนดนโยบาย ผู้แทนหน่วยงานต้นสังกัด ผู้บริหารองค์กรภาครัฐและเอกชน คณะกรรมการและที่ปรึกษาของ สมศ. นับเป็นเวทีหมุดหมายสำคัญที่รวมพลังจากทุกภาคส่วนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้ก้าวไกลและยั่งยืน

Dek69 เช็กเลย! TCAS’69 มวล. รอบ Port เปิดรับ 5 รอบย่อย

#Dek69 เช็กเลย! TCAS’69 มวล. รอบ Port เปิดรับ 5 รอบย่อย

#Dek69 เช็กเลย! TCAS’69 มวล. รอบ Port เปิดรับ 5 รอบย่อย

วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ กำลังดำเนินการเปิดรับสมัครคัดเลือกบุคคลเพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ระบบ TCAS รอบที่ 1 Portfolio ประจำปีการศึกษา 2569 ผ่านเว็บไซต์ https://entry.wu.ac.th จำนวนรวมทั้งสิ้นกว่า 3,499 คน ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2568- 19 มกราคม 2569 โดยในรอบ Portfolio จะมีการเปิดรับสมัคร จำนวน 5 รอบย่อย ดังนี้ รอบที่ 1.1 รับสมัคร ระหว่างวันที่ 9-22 ก.ย.68  ชำระเงินค่าสมัคร 9-23 ก.ย.68 ประกาศผลการคัดเลือก 29 ก.ย.68 , ส่วนรอบที่ 1.2 รับสมัคร ระหว่างวันที่ 1-27 ต.ค.68 ชำระเงินค่าสมัคร 1-28 ต.ค.68  ประกาศผลการคัดเลือก 3 พ.ย.68 , ขณะที่รอบ 1.3  รับสมัคร ระหว่างวันที่ 1-24 พ.ย.68 ชำระเงินค่าสมัคร 1-25 พ.ย.68  ประกาศผลการคัดเลือก 1 ธ.ค.68

สำหรับรอบที่ 1.4 รับสมัคร ระหว่างวันที่ 1-22 ธ.ค.68 ชำระเงินค่าสมัคร วันที่ 1-23 ธ.ค.68 ประกาศผลการคัดเลือกในวันที่ 29 ธ.ค.68 และรอบที่ 1.5 รับสมัคร ระหว่างวันที่ 1-19 ม.ค.69 ชำระเงินค่าสมัคร วันที่ 1-20 ม.ค.69 ประกาศผลการคัดเลือกในวันที่ 26 ม.ค.69

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถเข้าไปศึกษารายละเอียด พร้อมทั้งกรอกใบสมัครออนไลน์ ผ่านทางเว็บไซต์ https://entry.wu.ac.th และปฏิบัติตามขั้นตอนที่แจ้งไว้ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริการการศึกษา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เพจเฟซบุ๊ก : สมัครเรียน ม.วลัยลักษณ์ https://www.facebook.com/entrywalailak หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0-7567-3101-12 (ในวันและเวลาราชการ)

ชวนน้องๆโชว์ไอเดียการตลาด กับ ‘J-MAT Award’ ครั้งที่ 34 ชิงโล่พระราชทานฯ

ชวนน้องๆโชว์ไอเดียการตลาด กับ ‘J-MAT Award’ ครั้งที่ 34 ชิงโล่พระราชทานฯ

ชวนน้องๆโชว์ไอเดียการตลาด กับ ‘J-MAT Award’ ครั้งที่ 34 ชิงโล่พระราชทานฯ

วันอังคาร ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด ผนึกกำลัง บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) – SCGP และสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT) จัดการประกวดแผนการตลาดระดับประเทศ J-MAT Award ครั้งที่ 34 ชวนนิสิต นักศึกษา จากทั่วประเทศมาประชันไอเดียด้านการตลาด และออกแบบบรรจุภัณฑ์ โดยใช้แบรนด์ยาสีฟันสมุนไพร Hi-Herb เป็นโจทย์หลักในการสร้างสรรค์ สะท้อนแนวทางการทำตลาดยุคใหม่ ที่ต้องผสานพลังของผลิตภัณฑ์–แผนการตลาด–บรรจุภัณฑ์ รวมถึงเทคโนโลยี เข้าด้วยกัน ชิงโล่พระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 500,000 บาท

น.ส.ฐิติมา จตุรงคเวทย์ ผู้จัดการส่วนธุรกิจ ไอ.ซี.ซี. บจก.ไลอ้อนฯ กล่าวว่า บริษัทฯ ได้ร่วมกับ SCGP และ MAT จัดโครงการ “J-MAT Award ครั้งที่ 34” การประกวดแผนการตลาดระดับประเทศภายใต้หัวข้อ “Packaging Speak Out: The Power of Premium Herbs” เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาได้แสดงศักยภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และทักษะการตลาด ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงกับโจทย์ที่ท้าทายและใกล้เคียงสถานการณ์ธุรกิจจริงมากที่สุด การแข่งขันครั้งนี้สะท้อนแนวทางการตลาดยุคใหม่ที่ผสานพลังของ ผลิตภัณฑ์ – แผนการตลาด – บรรจุภัณฑ์ – เทคโนโลยี เข้าด้วยกัน โดยมี แบรนด์ยาสีฟันสมุนไพร Hi-Herb เป็นโจทย์หลักในการสร้างสรรค์ผลงาน ทีมที่ชนะเลิศจะได้รับโล่พระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 500,000 บาท

“Hi-Herb ไม่ได้เป็นเพียงยาสีฟันสมุนไพรทั่วไป แต่เป็น Premium Herbal Toothpaste ที่ผสานพลังสมุนไพรคุณภาพ ผ่านการวิจัยและพัฒนาด้วย Smart Technology เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง รสชาติดี ไม่เฝื่อน ไม่แสบปาก ภายใต้แนวคิด ‘สมุนไพรดี ไม่จำเป็นต้องแรง’ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพช่องปาก ควบคู่ไปกับความมั่นใจในทุกไลฟ์สไตล์ การนำ Hi-Herb มาเป็นโจทย์ในการประกวด J-MAT Award จึงไม่เพียงเป็นการส่งเสริมการตลาดเชิงสร้างสรรค์ แต่ยังตอกย้ำเจตนารมณ์ของไลอ้อน ประเทศไทย ที่มุ่งเชื่อมโยงธุรกิจกับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” น.ส.ฐิติมา กล่าว

ขณะนี้ โครงการ J-MAT Award x Hi-Herb เปิดรับสมัครทีมผู้เข้าแข่งขัน ทีมละ 3–10 คน สำหรับนิสิต นักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 2–4 โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษาทีม โดยสิ้นสุดรับสมัครไปเมื่อวันที่ 10 ก.ย.68 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ ส่งผลงานภายใน 30 ก.ย.68 และคัดเลือกผลงานในเดือน ต.ค.68 จะประกาศผลรางวัลในเดือน พ.ย.68

​เปิดรั้ว’68 CRA โชว์หลักสูตร นวัตกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

​เปิดรั้ว’68 CRA โชว์หลักสูตร นวัตกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

​เปิดรั้ว’68 CRA โชว์หลักสูตร นวัตกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

วันอังคาร ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เปิดรั้วเป็นครั้งแรกต้อนรับปีการศึกษา 2568 สำหรับ คณะวิทยาศาสตร์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โชว์หลักสูตรนวัตกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มุ่งผลิตบัณฑิตที่มีทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ สามารถสร้างสรรค์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในเชิงเศรษฐกิจและสังคม ตามปรัชญาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ “เป็นเลิศเพื่อทุกชีวิต” และในปีการศึกษาล่าสุดนี้ได้เปิด 2 หลักสูตรใหม่ วิศวกรรมชีวการแพทย์ และ เทคโนโลยีอาหารทางการแพทย์และสุขภาพ เติมเต็มบุคลากรออกสู่ตลาดแรงงานด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ โดยครั้งนี้ ได้เปิดให้เยี่ยมชมห้องการเรียนการสอนและห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ณ อาคารวิจัยและการเรียนรู้ เฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดโครงการแนะนำหลักสูตรใหม่สายวิทยาศาสตร์สุขภาพ นำโดย รศ.น.สพ. ดร.จตุพร กระจายศรี รักษาการคณบดีคณะวิทยาศาสตร์ ได้กล่าวถึงภาพรวมของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นสถาบันการศึกษาที่มีพันธกิจสำคัญในด้านการวิจัย สร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านสุขภาพ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีทางการแพทย์ การสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศและสังคม โดยส่งเสริมและสนับสนุนการทำวิจัยของบุคลากรในประเด็นที่มุ่งแก้ไขปัญหาสุขภาพต่างๆ มุ่งสร้างความเป็นเลิศด้านการวิจัยและนวัตกรรมเชิงสุขภาพอย่างยั่งยืน สืบสานพระปณิธาน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ที่ทรงมุ่งหวังให้ประชาชนชาวไทยทุกคนมีสุขภาพที่ดี พร้อมแนะนำหลักสูตรใหม่ระดับปริญญาบัณฑิต 3 หลักสูตรตามพระปณิธาน ได้แก่ หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชานวัตกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ และ หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีอาหารทางการแพทย์และสุขภาพ ประกอบด้วย

อาจารย์ ดร.ปิยะวัฒน์  ปิติกุลธรรม รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะวิทยาศาสตร์ บรรยายแนะนำ หลักสูตรวิทยาศาตรบัณฑิต สาขาวิชานวัตกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งมีรูปแบบการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีกระบวนการคิดวิเคราะห์และสร้างนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงวิชาการหรือต่อยอดในเชิงพาณิชย์อุตสาหกรรมได้ นอกจากนี้นักศึกษาในชั้นปีที่ 4 ยังได้มีการฝึกปฏิบัติงานวิจัยทั้งภายในและภายนอกสถาบันรวมระยะเวลา 1 ปีเต็ม เพื่อเสริมสร้างทักษะทางด้านการวิจัย นำไปสู่การสร้างนวัตกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาสามารถทำงานเป็นผู้ช่วยวิจัย นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ หรือนวัตกรด้านการแพทย์ และสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้ไปศึกษาต่อในหลักสูตรวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องในระดับที่สูงขึ้นได้

ผศ.ดร.พรภพ นัยเนตร หัวหน้าโครงการจัดตั้งคณะวิศวกรรมศาสตร์ บรรยายแนะนำหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ โดยความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นหลักสูตรใหม่ พ.ศ.2568 ของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางการแพทย์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากร สนับสนุนระบบสาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเป็นศาสตร์ที่บูรณาการองค์ความรู้ผสมผสานหลักการของวิศวกรรมเข้ากับชีววิทยาและการแพทย์เข้าด้วยกัน ทำให้สามารถออกแบบพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย รักษา และฟื้นฟูสุขภาพของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลักสูตรมีจุดเด่นที่ครอบคลุมงานทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ในทุกมิติ เช่น งานเครื่องมือแพทย์ งานวิศวกรรมโรงพยาบาล งานวิจัย รวมถึงงานด้านระเบียบข้อบังคับมาตรฐานทางด้านเครื่องมือแพทย์ นักศึกษาจะได้ฝึกจากห้องปฏิบัติการเรียนรู้ผ่านการแก้ปัญหาจริงทางการแพทย์ รวมทั้งเพิ่มโอกาสสร้างเครือข่ายผ่านการเรียนแบบโมดูล โดยการเปิดโอกาสให้นักศึกษาเรียนร่วมกับบุคลากรภายนอกในสายวิชาชีพวิศวกรชีวการแพทย์ อีกทั้งเพิ่มโอกาสในการทำงานผ่านระบบการฝึกงานระยะยาว 3 เดือน ในช่วงของปี 4 เทอม 2 เป็นการเพิ่มโอกาสให้ได้ทำงานต่อหลังจากฝึกงานเสร็จ

รศ.ดร.วาณี ชนเห็นชอบ หัวหน้าโครงการจัดตั้งคณะอุตสาหกรรมเกษตร แนะนำหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีอาหารทางการแพทย์และสุขภาพ บรรยายถึงภาพรวมของหลักสูตรฯ จากที่ปัจจุบันอาหารทางการแพทย์และสุขภาพมีแนวโน้มการเติบโตอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ประเทศไทยยังต้องพึ่งพาต่างประเทศในด้านนี้อยู่มาก จึงจำเป็นต้องพัฒนาบุคลากรและสร้างองค์ความรู้อย่างเร่งด่วน เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน ให้สามารถตอบสนองความต้องการของคนไทยได้อย่างแท้จริง จึงได้ออกแบบหลักสูตรเทคโนโลยีอาหารทางการแพย์และสุขภาพ โดยได้รับการอนุมัติและเปิดรับนักศึกศึกษาในปีการศึกษา 2568 เป็นปีแรก เป็นหลักสูตรความร่วมมือระหว่างราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ซึ่งโดดเด่นด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และสุขภาพ กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งโดดเด่นด้านอุตสาหกรรมเกษตรและเทคโนโลยีอาหาร เพื่อสร้างองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีอาหารทางการแพทย์และสุขภาพ อันจะนำไปสู่การสร้างงานวิจัยและนวัตกรรม พัฒนาผลิตภัณฑ์ และควบคุมคุณภาพอาหารทางการแพทย์และสุขภาพ ซึ่งจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและประชาชนทั่วไป สู่การสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสังคมตามพระปณิธาน

ทั้งนี้ สถานที่จัดการเรียนการสอนของ 3 หลักสูตรใหม่ ตั้งอยู่ที่อาคารอาคารวิจัยและการเรียนรู้ เฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ จัดสร้างขึ้นในโครงการเฉลิมพระเกียรติ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ในโอกาสที่ทรงพระเจริญพระชันษาครบ 5 รอบ ในวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ.2560 เพื่อสนองพระปณิธานและสนับสนุนการดำเนินงานตามวิสัยทัศน์และพันธกิจสำคัญ ในการเป็นศูนย์รวมการวิจัยสร้างองค์ความรู้ และสร้างนวัตกรรมที่มุ่งเป้าตามแนวทางของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ รวมทั้งเป็นสถานที่จัดศึกษาเพื่อสร้างบัณฑิตที่เป็นผู้นำและนักวิจัยทางวิชาชีพด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ เทคโนโลยี การแพทย์ และการสาธารณสุข ภายในอาคารได้กำหนดการแบ่งพื้นที่ใช้สอยให้กับหน่วยงานที่มีหน้าที่สนับสนุนด้านการศึกษา วิชาการ วิจัย และนวัตกรรมให้กับส่วนงานต่างๆ ของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ประกอบด้วย ชั้น 1 – 3 พื้นที่การเรียนรู้ อาทิ ออดิทอเรียม โถงนิทรรศการ ห้องสมุด ห้องเรียน ห้องประชุม ห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ พื้นที่อเนกประสงค์ และ พื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกัน , ชั้น 4 – 6 พื้นที่การทำวิจัยและพัฒนานวัตกรรม อาทิ ห้องปฏิบัติการวิจัยเฉพาะทาง ห้องปฏิบัติการเพื่อความเป็นเลิศด้านการคิดค้นยา ห้องปฏิบัติการชีวสารสนเทศเพื่อการวิเคราะห์ยีโนม ห้องปฏิบัติการจุลชีววิทยาคลินิกเชิงระบบ และ ห้องนิทรรศการแสดงผลงาน และชั้น 7 – 9 พื้นที่สำหรับจัดตั้งขึ้นใหม่ตามพระปณิธาน ประกอบด้วย คณะวิทยาศาสตร์ โครงการจัดตั้งคณะวิศวกรรมศาสตร์ และโครงการจัดตั้งคณะอุตสาหกรรมเกษตร

​จุฬาฯ ชวนร่วมงาน ‘วันที่ระลึกวันทรงดนตรี’ สมทบทุนมูลนิธิอานันทมหิดล

​จุฬาฯ ชวนร่วมงาน ‘วันที่ระลึกวันทรงดนตรี’ สมทบทุนมูลนิธิอานันทมหิดล

​จุฬาฯ ชวนร่วมงาน ‘วันที่ระลึกวันทรงดนตรี’ สมทบทุนมูลนิธิอานันทมหิดล

วันอังคาร ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เชิญชวนร่วมงาน “วันที่ระลึกวันทรงดนตรี” ในวันเสาร์ที่ 20 กันยายน 2568 เวลา 14.00 – 17.00 น. ณ หอประชุมจุฬาฯ

โดยงาน “วันที่ระลึกวันทรงดนตรี” ปีนี้มีการแสดงของวงดนตรี CU Band วงดนตรีพี่เก่า OCU Band ร่วมด้วยการแสดงวงโยธวาทิต จากโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม ขับขานบทเพลงพระราชนิพนธ์ทรงคุณค่าในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงพระราชนิพนธ์ และบทเพลงต่างๆ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผู้สนใจเข้าชมฟรี และขอเชิญร่วมบริจาคสมทบทุนมูลนิธิอานันทมหิดล โดยบริจาคผ่านธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ชื่อบัญชี “สมทบทุนอานันทมหิดล วันที่ระลึกวันทรงดนตรี” บัญชีเลขที่ 045-2-98139-9

“วันทรงดนตรี” เกิดจากพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล     อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานแก่คณาจารย์และนิสิตจุฬาฯ ที่ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายพระพรแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ ที่ประสูติเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2500 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นิสิตจุฬาฯ เข้าเฝ้าฯ เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2500 ณ เวทีลีลาศสวนอัมพร ต่อมาได้รับสั่งกับนายสันทัด ตัณฑนันทน์ หัวหน้าวงดนตรีสากล สโมสรนิสิตจุฬาฯ สมัยนั้น ว่าจะนำวงลายครามมาบรรเลงที่จุฬาฯ งานวันทรงดนตรีที่จุฬาฯ จึงเริ่มขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2501

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จฯ มาทรงดนตรีที่จุฬาฯ ระหว่างปี 2501 – 2516 เนื่องจากทรงมีพระราชภารกิจเพิ่มขึ้นจึงไม่ได้เสด็จฯมาทรงดนตรีที่มหาวิทยาลัยอีก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้จัดงานวันที่ระลึกวันทรงดนตรีในวันที่ 20 กันยายนของทุกปีโดยกำหนดไว้ในปฏิทินกิจกรรมของมหาวิทยาลัย เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรเสด็จฯ มาทรงดนตรีที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง Line Official วันที่ระลึกวันทรงดนตรี https://www.facebook.com/cuband , สำนักบริหารกิจการนิสิต จุฬาฯ โทร. 0-2218-7041ศูนย์สื่อสารองค์กร จุฬาฯ โทร. 0-2218-3364-6 หรือติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง Facebook : CU Band