พลิกเกมสู้! สพฐ.งัดกฎหมายฟัน’ผู้ร้อง’ ปมหลักสูตรใหม่-เช่าสื่อดิจิทัล ชี้ข้อมูลคลาดเคลื่อนหลายจุด

พลิกเกมสู้! สพฐ.งัดกฎหมายฟัน'ผู้ร้อง' ปมหลักสูตรใหม่-เช่าสื่อดิจิทัล ชี้ข้อมูลคลาดเคลื่อนหลายจุด

พลิกเกมสู้! สพฐ.งัดกฎหมายฟัน’ผู้ร้อง’ ปมหลักสูตรใหม่-เช่าสื่อดิจิทัล ชี้ข้อมูลคลาดเคลื่อนหลายจุด

วันอังคาร ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.07 น.

“นฤมล” สั่ง “สพฐ.” ดูข้อกฏหมาย นายกสมาคมครูชนบทชัยภูมิ แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ เป็นการแจ้งเท็จ หมิ่นประมาทหรือไม่

9 กันยายน 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ และประเด็นการร้องเรียนการปรับหลักสูตรการศึกษาเพื่อรองรับการเช่าซื้อสื่อดิจิทัล ณ ห้องประชุม สพฐ.1 อาคาร สพฐ.4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ 

โดย นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. และนายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานการศึกษา สพฐ. และว่าที่ รองเลขาธิการ  กพฐ. ได้รับมอบหมายจาก ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. แถลงกรณี นายกสมาคมครูชนบทชัยภูมิ เข้าแจ้งความที่ สถานีตำรวจนครบาลดุสิต เมื่อวันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมา  ร้องทุกข์กล่าวโทษว่าการปรับหลักสูตรการศึกษาเพื่อรองรับการเช่าซื้อสื่อดิทัล โดยได้ร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานระดับสูงของรัฐตามมาตรา 157 กระทำผิดฐานละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ในการกระทำหรืองดเว้นต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการในการปรับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อรองรับการเช่าซื้อสื่อดิจิทัล  นั้น ตนขอชี้แจงเพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน ว่า ในประเด็นที่หนึ่ง ที่กล่าวหาว่า สพฐ. ได้ปรับปรุงหลักสูตรระดับปฐมวัย และหลักสูตรระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานเฉพาะ ป. 1 -ป.3 เอื้อประโยชน์กับคนใดบุคคนหนึ่ง นั้น ซึ่งในประเด็นนี้ ตนขอให้นายวิษณุ ในฐานะมีหน้าที่รับผิดชอบตรงนี้ได้ชี้แจงในประเด็นดังกล่าว

นายวิษณุ กล่าวว่า เนื่องจากตนเป็นหนึ่งในรายชื่อทีาถูกร้อง ซึ่งขณะนั้นตนดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา มีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องของหลักสูตรใหม่ 2568 จึงขอชี้แจงในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตร ว่า ได้ทำหลักสูตรเป็นไปตามบทบาทอำนาจหน้าที่หรือไม่ ซึ่งถ้าดูใน พรบ.การศึกษาแห่งชาติ 2542 ในมาตรา 27  กำหนดให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีบทบาทหน้าที่ในการพัฒนาหลักสูตรแกนกลาง ที่ตอบสนองความเป็นไทย ความเป็นพล ความเป็นเอกภาพของชาติ และการพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุคุณภาพ และถ้าดูในท้ายของมาตรา ได้มอบอำนาจให้สถานศึกษามีหน้าที่ทำหลักสูตรสถานศึกษาเป็นแกนสาระเพิ่มเติมของโรงเรียนทให้สอดรับกับหลักสูตรแกนกลาง และสอดคล้องกับบริบทความต้องการ ความจำเป็น และจุดเน้นของสถานศึกษาได้ ดังนั้น คณะกรรมการ กพฐ. จึงมีหน้าที่ในการพัฒนาตัวหลักสูตร สำหรับหลักสูตรใหม่เมื่อประกาศใช้ในปี 2568 ให้กับโรงเรียนที่ทดลองใช้ในปี 2568 คณะกรรมการ กพฐ. ได้มีมติให้ สพฐ.

โดยสำนักวิชาการฯ มีหน้าที่คิดออกแบบหลักสูตรฉบับใหม่ขึ้นมา ซึ่งเราทำใน 2 ช่วงชั้น คือ ระดับชั้นอนุบาล (อายุ3-6 ปี) กลับระดับชั้นประถมฯต้น (ป.1-ป.3)โดยมติของคณะกรรมการ กพฐ.ขณะนั้น เนื่องจากสภาวการณ์ที่ต้องการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้มุ่งตอบสนองช่วงวัยของผู้เรียน และมีสมรรถนะที่จำเป็นเกิดการเปลี่ยนแปลง ดังนั้น เป้าหมายคุณภาพของผู้เรียนต้องตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ก็เห็นควรให้มีการคิดหลักสูตรที่อิงหลักสูตรฐานสมรรถนะ แล้วให้ประกาศใช้กับกลุ่มโรงเรียนที่มีความพร้อมและสมัครใจ จะเห็นว่าในปี 2568 มีการใช้หลักสูตรฉบับใหม่ภายใต้บทบาทหน้าที่ของ กพฐ. และภายใต้อำนาจของสำนักวิชาการฯ ซึ่งเขียนไว้ในกฎกระทรวงว่ามีหน้าที่ในการพัฒนาหลักสูตรที่สอดคล้องกับสภาวการณ์ และในการพัฒนาหลักสูตรฉบับนั้น ผ่านคณะทำงานหลายฉบับและหลายชุดมาก ตามคำสั่งซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการลงนามในคณะขับเคลื่อนในการทำหลักสูตร ที่มีทั้งคณะกรรมการยกระดับคุณภาพ คณะกรรมการ กพฐ. คณะทำงานของ สพฐ. ที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายในการขับเคลื่อน

“ในการทำหลักสูตรฉบับนี้ นอกจากเป็นไปตามอำนาจ เป็นไปตามบทบาทหน้าที่มและความรับผิดชอบ  ส่วนที่มีประเด็นกล่าวหาว่า หลักสูตรนี้ไปเอื้อให้เกิดการใช้การเช่าแท็บเล็ต นั้น ซึ่งถ้าเรามองในหลักสูตรฉบับใหม่ ที่ประกาศใช้ ครูสามารถเลือกใช้สื่อได้จากทุกแหล่งเรียนรู้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ มีการสอนเรื่องทักษะเทคโนโลยี แต่ส่วนใหญ่เน้นการอ่าน เขียน คิดคำนวณ ครูจะมีหน้าที่ที่จะหยิบสื่อต่างๆหลากหลาย ดังนั้น จึงไม่ได้ไปตอบสนองตอบสนองใครคนใดคนหนึ่ง แล้วจะเห็นได้ว่าหลักสูตรใหม่นี้ เราใช้กับเด็กอนุบาลและชั้นประถมต้น  ในขณะที่โครงการ Anyway Anytime เป็นนโยบายส่งเสริมกับนักเรียนในระดับชั้นมัธยมฯ ดังนั้น จึงเป็นคนละกลุ่มเป้าหมาย และสิ่งที่ สพฐ.ทำ ไปตามบทบาทหน้าที่ และคำนึงถึงผู้เรียน คำนึงถึงคุณภาพผู้เรียน ไม่มีอะไรที่มิชอบ หรือทำผิดเกินบทบาทหน้าที่“ นายวิษณุ กล่าว

นายพัฒนะ กล่าวถึงในประเด็นที่ 2 ที่ถูกกล่าวหาว่า การเช่าแท็บเล็ต โน๊ตบุ๊ก โครมบุ๊ค ทำให้เกิดความเสียหายต่อนักเรียนจำนวนถึง 13 ล้านคน นั้น ตนขอชี้แจงว่า นักเรียนในสังกัด สพฐ. ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล อายุ 3 ขวบ ถึง อายุ 18 ปีบริบูรณ์ จากข้อมูล 10 มิถุนายน 2568 สพฐ.มี นักเรียนในสังกัดเพียง 6,300,000 กว่าคน และโครงการเช่าอุปกรณ์การเรียนการสอนนั้น สพฐ. เช่าให้เฉพาะนักเรียน ม.ปลาย หรือ ม.4-ม.6เท่านั้น ซึ่งมีอยู่ประมาณ 600,000 คน ดังนั้น ข้อมูลการกล่าวหา สพฐ.นั้น จึงไม่ถูกต้อง  ส่วนงบประมาณที่ได้รับการจัดสรร ก็อยู่ใน พรบ.งบประมาณ ประจำปี 2568 ซึ่งในการจัดซื้อจัดจ้าง ทาง สพฐ. ก็ได้จัดสรรงบประมาณไปให้ทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทั้ง 118 เขตพื้นที่ฯ โดยให้แต่ละสำนักงานเขตพื้นที่ฯ ประกาศเชิญชวนบริษัทต่างๆเข้าระบบอีบีดดิ้ง ซึ่งทางส่วนกลางไม่ได้ระบุให้เขตพื้นที่ว่าจะต้องเช่าซื้อกับบริษัทใดบริษัทหนึ่ง และสถานประกอบการในแต่ละจังหวัด ก็มีไม่เหมือนกัน จึงเป็นอำนาจของเขตพื้นที่ฯ ในการดำเนินการสรรหาหรือหาผู้รับเหมารับจ้างเป็นผู้ให้การเช่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ให้กับนักเรียน  และจะเห็นได้ว่าปัจจุบันนี้นักเรียน ที่อยู่ในเมือง ในกรุงเทพ ฯ หรือปริมณฑล ส่วนใหญ่ร้อยละ 90 ผู้ปกครองได้ซื้ออุปกรณ์การเรียนให้กับนักเรียนแทบจะทุกคนอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ สพฐ. ทำ เป็นการเติมช่อง ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้กับนักเรียน โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ต่างจังหวัด หรือตามอำเภอที่ผู้ปกครองมีฐานะยากจน เด็กไม่มีโอกาสมีอุปกรณ์เหล่านี้มาใช้ในการเรียนการสอนได้ เราจึงจัดหาเพื่อให้นักเรียนสามารถนำไปใช้นอกจากใช้ในการเรียนการสอนในห้องเรียนแล้ว นักเรียนยังสามารถนำกลับไปใช้ที่บ้านได้เพื่อค้นคว้าหาความรู้ในการจัดการการศึกษาได้ตามโครงการ Anyway Anytime ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการจัดการศึกษากับนักเรียน เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในภาพรวมของประเทศชาติ ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งเลย 

“สพฐ. และ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศธ. มีความห่วงใย ว่าโครงการนี้ เราจะดำเนินการต่อเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติอย่างแท้จริง และในส่วนของ สพฐ. และ รมว.ศธ. ได้มอบหมายให้ สพฐ. ไปดูระเบียบข้อกฎหมายว่าสิ่งที่ผู้ร้อง ที่ไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ กับสถานีตำรวจนครบาล ดุสิต นั้น ว่ามีข้อความ เป็นการแจ้งเท็จหรือไม่ หมิ่นประมาทหรือไม่ หรือว่าเป็นการนำเอาข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งขณะนี้ เลขาธิการ กพฐ.ได้มอบหมายให้สำนักนิติการ สพฐ.ไปดูระเบียบข้อกฎหมายต่างๆว่าจะดำเนินการอย่างไรกับผู้ที่ไปร้องทุกข์กล่าวโทษต่อไป“ 

ม.กาฬสินธุ์ ฉลองครบรอบ 10 ปี มุ่งสู่มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

ม.กาฬสินธุ์ ฉลองครบรอบ 10 ปี มุ่งสู่มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

ม.กาฬสินธุ์ ฉลองครบรอบ 10 ปี มุ่งสู่มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.35 น.

คึกคัก! ม.กาฬสินธุ์จัดงานฉลองครบรอบ 10 ปีอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมรับการปาฐกถาพิเศษจาก พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ที่ได้ให้คำมั่นว่าจะรักษาสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ด้วยชีวิต และยังได้กล่าวให้โอวาทแก่นักเรียนให้เป็นคนดีของชาติ

วันที่ 9 กันยายน 2568 มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์จัดงานฉลองวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 10 ปี โดยมีรองศาสตราจารย์สุพรรณ สุดสนธิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ และดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี นายกสภามหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ นำคณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง

ภายในงานมีพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ทำบุญตักบาตร และพิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติแก่ผู้ทำคุณประโยชน์แก่มหาวิทยาลัยและประเทศชาติ ซึ่งในโอกาสนี้ มหาวิทยาลัยได้มอบโล่เชิดชูเกียรติแก่หลวงตาสินทรัพย์ จรณธัมโม และพลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2

พลโทบุญสิน พาดกลาง ได้ขึ้นปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ ‘ความจงรักภักดี ต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์’ โดยย้ำความภาคภูมิใจและยืนยันว่าจะรักษาและปกป้องสถาบันหลักของชาติด้วยชีวิต

ก่อนเข้าร่วมงานที่มหาวิทยาลัย พลโทบุญสินได้เดินทางไปพบปะกับครูและนักเรียนที่โรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์ โดยได้กล่าวให้โอวาทแก่นักเรียนให้ยึดมั่นในสถาบันหลักของชาติ ทั้ง ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความเสียสละของทหารที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ และยังฝากให้ครูสอนวิชาประวัติศาสตร์และจริยธรรมแก่นักเรียนเพื่อปลูกฝังการเป็นคนดีของชาติ ///-026

เปิดตัว ‘LOOM PHU’ วิชชาลัยผ้าทอของหนองบัวลำภู ชูใยบัวหลวงสู่แฟชั่นรักษ์โลก

เปิดตัว 'LOOM PHU' วิชชาลัยผ้าทอของหนองบัวลำภู ชูใยบัวหลวงสู่แฟชั่นรักษ์โลก

เปิดตัว ‘LOOM PHU’ วิชชาลัยผ้าทอของหนองบัวลำภู ชูใยบัวหลวงสู่แฟชั่นรักษ์โลก

วันอังคาร ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.43 น.

ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานวิชชาลัยผ้าทอหนองบัวลำภู (วิชชาลัย LOOM PHU) ซึ่งเป็นแหล่งรวมช่างทอผ้าท้องถิ่น พร้อมชื่นชมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองที่ผสานนวัตกรรมใยบัวหลวงเข้ากับแนวคิดแฟชั่นรักษ์โลก

วันที่ 9 ก.ย. 2568 นายสุรศักดิ์ อักษรกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู พร้อมคณะ ได้เข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานของวิชชาลัยผ้าทอหนองบัวลำภู (วิชชาลัย LOOM PHU) ณ ตำบลเมืองใหม่ อำเภอศรีบุญเรือง ซึ่งเป็นวิชชาลัยแห่งที่ 5 ของจังหวัด โดยมีนายดอกดิน ต้อมทอง พัฒนาการจังหวัดฯ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมต้อนรับ

‘วิชชาลัย LOOM PHU’ มีจุดเด่นอยู่ที่การออกแบบและตัดเย็บผ้าทอพื้นเมืองให้มีความทันสมัย สวมใส่ง่าย ภายใต้แนวคิด Sustainable fashion หรือแฟชั่นยั่งยืน โดยมีการคิดค้นนวัตกรรมเส้นใยธรรมชาติจากใยบัวหลวง ซึ่งถือเป็นวัตถุดิบใหม่ในการผลิต

ผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ได้รับฟังการนำเสนอแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากกลุ่มสมาชิก ซึ่งมุ่งเน้นการใช้สีจากธรรมชาติเพื่อความยั่งยืน, การพัฒนาความหลากหลายของเส้นใยและลวดลาย, การปรับรูปแบบผลิตภัณฑ์ให้เข้ากับความต้องการของตลาด รวมถึงการขยายช่องทางการจำหน่ายสู่ตลาดออนไลน์

สำหรับชื่อ LOOM PHU มีความหมายที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของโครงการ โดย L หมายถึง Legacy (มรดก), O หมายถึง Organic (ออร์แกนิก) และ Originality (ความเป็นต้นตำรับ), M หมายถึง Mindful (ใส่ใจ), P หมายถึง Preservation (การอนุรักษ์), H หมายถึง Harmony (ความสมดุล) และ U หมายถึง Unity (ความร่วมมือ) แสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นไปพร้อมกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ///-026

‘ASSUMPTION EXPO 2025’ อัสสัมชัญจัดมหกรรมโชว์วิสัยทัศน์การศึกษาเพื่ออนาคตยั่งยืน

'ASSUMPTION EXPO 2025' อัสสัมชัญจัดมหกรรมโชว์วิสัยทัศน์การศึกษาเพื่ออนาคตยั่งยืน

‘ASSUMPTION EXPO 2025’ อัสสัมชัญจัดมหกรรมโชว์วิสัยทัศน์การศึกษาเพื่ออนาคตยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2568, 10.13 น.

โรงเรียนอัสสัมชัญ จัดงาน ASSUMPTION EXPO 2025 : Education for Sustainable Futures มหกรรมการศึกษาอัสสัมชัญ 2025 “สร้างอนาคตยั่งยืนด้วยการเรียนรู้”

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 ภราดา ดร.มณฑล  ประทุมราช รักษาการประธานมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย เป็นประธานเปิดงาน “ASSUMPTION EXPO 2025 : Education for Sustainable Futures” มหกรรมการศึกษาอัสสัมชัญ 2025 สร้างอนาคตยั่งยืนด้วยการเรียนรู้ โดยมี ภราดา ดร.เดชาชัย  ศรีพิจารณ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญ, ภราดาพัชรปกรณ์  ลังบุบผา รองผู้อำนวยการโรงเรียน/ประธานจัดงาน, ภราดามานิต สกนธวัฒน์ ผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญ แผนกประถม คุณพิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด คุณสมกมล  จิราธิวัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด คุณพิณรัตน์ กิติเวชกุล ผู้จัดการทั่วไป ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ และแขกผู้มีเกียรติ ร่วมงาน ณ ห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัลเวิร์ด (Central World) ถ.เพลินจิต เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ

ภายหลังพิธีเปิด เป็นการเสวนาในวันแรกที่สนใจ คือ การเสวนา หัวข้อ “Sustain Your Dream : ฝันให้ไกล…และทำให้ยั่งยืน” โดย ดร. กฤษณะ วจีไกรลาศ รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย/กรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (อัสสัมชนิก รุ่น 97) คุณฐาปน  สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) (อัสสัมชนิก รุ่น 107) คุณไพรัช  เอื้อผดุงเลิศ (อัสสัมชนิก รุ่น 112) CO-FOUNDER, EXECUTIVE CREATIVE DIRECTOR บริษัท ชูใจ กะ กัลยาณมิตร, คุณศิริชัย จิระพงษ์พันธ์  Manager, PTTGC/Commercial Department Manager, Envicco (อัสสัมชนิก รุ่น 113), คุณชัย เทอดผดุงชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพย์อิทฟอร์เวิร์ด จำกัด  (อัสสัมชนิก รุ่น 109) ร่วมเสวนา 

สำหรับงาน ASSUMPTION EXPO 2025 : Education for Sustainable Futures มหกรรมการศึกษาอัสสัมชัญ 2025 “สร้างอนาคตยั่งยืนด้วยการเรียนรู้” จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อนำเสนอแนวคิดการศึกษาเพื่อความยั่งยืน (Education for Sustainable Futures) การศึกษาที่ดีไม่ใช่แค่การสร้าง “เด็กเก่ง” แต่ต้องสร้าง “คนเก่งที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและโลก” กาารแสดงศักยภาพของนักเรียนและหลักสูตรโรงเรียนอัสสัมชัญ ที่หลักสูตรไม่ได้สอนเพียงวิชาการ แต่ยังบ่มเพาะ Soft Skills และ Future Skills, สร้างพื้นที่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Knowledge Sharing) จุดประกายแรงบันดาลใจสู่อนาคต 

ภายในงาน ASSUMPTION EXPO 2025 : Education for Sustainable Futures มหกรรมการศึกษาอัสสัมชัญ 2025 แบ่งออกเป็น

โซน 1 เป็นโซนการเรียนรู้ที่ผสมผสานความรู้และคุณธรรม เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน (Introduction & Sustainable Education Zone) 

โซน 2 เป็นโซนพลังความคิดสร้างสรรค์ (Impact Invest Zone) จากผลงานจริงของนักเรียน Dream Maker Space, Education Beyond Tomorrow การแสดงนวัตกรรม และ บริษัทจำลอง

โซน 3 เป็นโซนเวิร์กช็อปและการแบ่งปันที่จะปลุก Future Skills ให้เด็ก ๆ และผู้ปกครองพร้อมรับอนาคต (Knowledge Sharing & Workshops) 
โซน Knowledge Sharing & Workshops ณ CraftStudio ชั้น 5

กิจกรรมบนเวที ประกอบด้วย การเสวนา หัวข้อ “Sustain Your Dream: ฝันให้ไกล…และทำให้ยั่งยืน”, หัวข้อ “Global Citizenship & Youth Responsibility: จตุรมิตรสี่พี่น้องประครองรัก รักษ์โลกให้ยั่งยืน”, หัวข้อ “InnovationxSustainability”, หัวข้อ “InnovationxSustainability” การแสดงบนเวทีของนักเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญ งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-9 กันยายน 2568 ณ ห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัลเวิร์ด (Central World) ถ.เพลินจิต เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.facebook.com/AssumptionCollege1885

ม.นอร์ทกรุงเทพ จัดงานปาฐกถา ’50 ปีไทย-จีน’ ชี้ช่องทางร่วมทุนสื่อบันเทิงสู่ตลาดโลก

ม.นอร์ทกรุงเทพ จัดงานปาฐกถา '50 ปีไทย-จีน' ชี้ช่องทางร่วมทุนสื่อบันเทิงสู่ตลาดโลก

ม.นอร์ทกรุงเทพ จัดงานปาฐกถา ’50 ปีไทย-จีน’ ชี้ช่องทางร่วมทุนสื่อบันเทิงสู่ตลาดโลก

วันจันทร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.45 น.

มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ จับมือ China Movie Channel จัดงานปาฐกถา “50 ปี ไทย-จีน สัมพันธ์” พร้อมฉายภาพยนตร์สัปดาห์พิเศษ หวังเป็นสะพานเชื่อมวัฒนธรรมและสร้างโอกาสทางธุรกิจในอุตสาหกรรมบันเทิง

วันที่ 8 กันยายน 2568 มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ ร่วมกับ China Movie Channel และภาคีเครือข่าย จัดงานปาฐกถาในหัวข้อ “50 ปี ไทย-จีน สัมพันธ์: โอกาสและศักยภาพของสื่อบันเทิงบนความร่วมมือระหว่างประเทศ” พร้อมกิจกรรม Chinese Film Week เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สิทธิพร ประวัติรุ่งเรือง อธิการบดีมหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างศักยภาพของสื่อบันเทิงให้เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม เป็นสะพานเชื่อมผู้คนและสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่แข็งแกร่งและยั่งยืนยิ่งขึ้น

ภายในงานได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ 2 ท่าน ได้แก่ รองศาสตราจารย์ ดร.ปรีดา อัครจันทโชติ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหม่อมราชวงศ์เฉลิมชาตรี ยุคล ผู้เชี่ยวชาญด้านภาพยนตร์ ที่มาร่วมกันถ่ายทอดมุมมองและจุดประกายความคิดทางธุรกิจใหม่ๆ ในแวดวงสื่อบันเทิง

คุณถังเคอ รองประธานบริหาร China Movie Channel เปิดเผยว่า ปีนี้เป็นวาระสำคัญทั้งการครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน, 130 ปีการกำเนิดภาพยนตร์โลก, 120 ปีภาพยนตร์จีน และ 30 ปี China Movie Channel โดยชี้ว่าความร่วมมือด้านภาพยนตร์ไทย-จีนปัจจุบันครอบคลุมทั้งการจัดเทศกาล การสัมมนา และการสร้างภาพยนตร์ร่วมกัน ซึ่งจีนมีจุดแข็งด้านตลาดและเงินทุน ส่วนไทยมีทำเลถ่ายทำที่สวยงามและทีมงานสร้างสรรค์ ซึ่งจุดแข็งที่เกื้อหนุนกันนี้จะเป็นแรงผลักดันความร่วมมือในอนาคต

นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรม Chinese Film Week ฉายภาพยนตร์จีน 4 เรื่องตลอด 2 สัปดาห์ ซึ่งรวมถึงภาพยนตร์เรื่อง “The Composer” ที่เป็นผลงานร่วมทุนสร้างระหว่างจีนและคาซัคสถาน ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นกรณีศึกษาเพื่อสะท้อนแนวทางการสร้างผลงานภาพยนตร์ระดับนานาชาติที่ประสบความสำเร็จ และสามารถนำมาปรับใช้กับความร่วมมือระหว่างไทยและจีนในอนาคต

การจัดงานครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นการเฉลิมฉลอง แต่ยังเป็นเวทีสำคัญที่เปิดประตูสู่ความร่วมมือเชิงสร้างสรรค์ในอุตสาหกรรมสื่อบันเทิงของทั้งสองประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับภาพยนตร์ไทย-จีนสู่เวทีโลก สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ สร้างงาน และส่งเสริมการทูตทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน ///-026

มูลนิธิศรีเทพไทยฯ แสดงความยินดีประเทศไทยคว้า 3 เหรียญกีฬาคนหูหนวกซีเกมส์

มูลนิธิศรีเทพไทยฯ แสดงความยินดีประเทศไทยคว้า 3 เหรียญกีฬาคนหูหนวกซีเกมส์

มูลนิธิศรีเทพไทยฯ แสดงความยินดีประเทศไทยคว้า 3 เหรียญกีฬาคนหูหนวกซีเกมส์

วันจันทร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.43 น.

มูลนิธิศรีเทพไทยฯ แสดงความยินดีประเทศไทยคว้า 3 เหรียญกีฬาคนหูหนวกซีเกมส์

นายสรสินธุ ไตรจักรภพ ประธานกรรมการมูลนิธิศรีเทพไทย ร่วมแสดงความยินดีสมาคมกีฬาคนหูหนวกไทย เป็นตัวแทนประเทศไทยลงแข่งขันกีฬาคนหูหนวกซีเกมส์ครั้งที่ 2 ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 20-26 สิงหาคม 2568 ณ กรุงจาการ์ต้า ประเทศอินโดนีเซีย โดยประเทศไทยสามารถทำผลงานจบอันดับที่ 4 คว้าเหรียญรางวัลทั้งหมด 3 เหรียญ ประกอบด้วย 1 เหรียญทอง จากกีฬาฟุตซอลหญิง และ 2 เหรียญทองแดง จากกีฬาฟุตซอลชาย และแบดมินตันชายคู่ โดยได้รับเกียรติจากนายบุญเลิศ ฆนาพรวรกาญจน์ นายกสมาคมกีฬาคนหูหนวกไทย และทีมงาน เข้าแสดงความขอบคุณและมอบเหรียญรางวัลที่ระลึกสำหรับการสนับสนุนจากมูลนิธิศรีเทพไทย ในวันที่ 4 ก.ย. 2568 ณ อาคารบางนาธานี กรุงเทพฯ

นายสรสินธุ ไตรจักรภพ ประธานกรรมการมูลนิธิศรีเทพไทย กล่าวว่า “ในนามมูลนิธิศรีเทพไทยขอแสดงความยินดีกับสมาคมกีฬาคนหูหนวกไทย ที่สามารถนำทัพนักกีฬาผู้พิการทางการได้ยินนำชัยชนะอันดับที่ 4 กลับมายังประเทศไทย อีกทั้งมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้สนับสนุนเงินจำนวน 300,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการการแข่งขัน ซึ่งถือเป็นการสนับสนุนผู้พิการให้มีเวทีแสดงศักยภาพเชิงสร้างสรรค์ เพื่อยกระดับทักษะความสามารถของนักกีฬา และเป็นการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ ให้ผู้พิการสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีคุณค่าและมีความสุข”

นายบุญเลิศ ฆนาพรวรกาญจน์ นายกสมาคมกีฬาคนหูหนวกไทย กล่าวผ่านล่ามภาษามือว่า “ทางสมาคมกีฬาคนหูหนวกไทยขอขอบคุณมูลนิธิศรีเทพไทยที่ให้การสนับสนุน และเห็นความสำคัญของนักกีฬาผู้พิการทางการได้ยิน ซึ่งการมาในครั้งนี้ทางเราได้นำเหรียญรางวัลที่ระลึกมามอบให้เพื่อแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจ โดยทางสมาคมฯพอใจผลงานของนักกีฬาผู้พิการทางการได้ยินในครั้งนี้ที่สามารถทำผลงานจบอันดับที่ 4 และคว้า 1 เหรียญทอง จากกีฬาฟุตซอลหญิง และ 2 เหรียญทองแดง จากกีฬาฟุตซอลชาย และแบดมินตันชายคู่ ซึ่งนักกีฬาสามารถทำผลงานได้ดีในกีฬาที่เป็นทีม แม้นักกีฬาเราพบอุปสรรคที่เกิดขึ้นในระหว่างการแข่งขัน เช่น การแพ้อาหาร แต่เราก็สามารถผ่านมาได้ และนักกีฬาทุกคนได้แข่งขันอย่างเต็มความสามารถ เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย”

นางสาวสุชาดา เพียขันทา ผู้ช่วยกัปตันทีมฟุตซอลทีมหญิง กล่าวผ่านล่ามภาษามือว่า “รู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่สามารถคว้าเหรียญทองในกีฬาฟุตซอลทีมหญิงกลับมาให้ประเทศไทย เป็นสมัยที่ 2 ซึ่งชัยชนะนี้เกิดจากความตั้งใจและความสามัคคีของคนในทีม แม้จะเหน็ดเหนื่อยและซ้อมอย่างหนัก แต่เราดีใจเป็นอย่างมากสำหรับผลงานที่คว้าเหรียญทอง ซึ่งสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย”

นายสุภาพ โสธรา  นักกีฬาแบดมินตันชายคู่  กล่าวผ่านล่ามภาษามือว่า “ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่สามารถคว้าเหรียญทองแดงในกีฬาแบดมินตันชายคู่ ซึ่งผมและเพื่อนร่วมทีมได้ทำอย่างเต็มที่ ถึงแม้ว่าจะมีอุปสรรคจากระยะทางที่ผมมาจากเชียงใหม่ แต่เพื่อนร่วมทีมอยู่ที่กรุงเทพฯ ทำให้โอกาสการซ้อมร่วมกันน้อยเกินไป อีกทั้งความเสียเปรียบทางด้านอายุที่เรามีอายุมากกว่าคู่แข่งมาก ทำให้คู่แข่งมีแต้มต่อทางด้านพละกำลัง แต่ผมก็ดีใจและภาคภูมิใจที่สามารถคว้าเหรียญทองแดงนี้มาได้”

นายชาคริต นานุบี ผู้ฝึกสอนฟุตซอลทีมหญิง –ทีมชาย กล่าวว่า “ภูมิใจกับผลงานของนักกีฬาทีมฟุตซอลทั้งทีมหญิงชาย ซึ่งในปีนี้สามารถทำผลงานได้ดีเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ โดยนักกีฬามีความมุ่งมั่นตั้งใจฝึกซ้อมเป็นอย่างมาก แม้จะพบอุปสรรคแต่ก็ยังสามารถคว้าชัยชนะได้ โดยนักกีฬาฟุตซอลทีมหญิงสามารถคว้าเหรียญทองเป็นสมัยที่ 2 และฟุตซอลทีมชายคว้าเหรียญทองแดง กลับมาให้ประเทศไทย ซึ่งเรามีความตั้งใจอย่างมากที่จะพัฒนาทักษะความสามารถทางการแข่งขันของนักกีฬาให้สามารถครองแชมป์และรักษาอันดับเหรียญทองได้ในปีถัดไป”

ศธ.ติดตามงานการศึกษาที่จ.ราชบุรี

ศธ.ติดตามงานการศึกษาที่จ.ราชบุรี

ศธ.ติดตามงานการศึกษาที่จ.ราชบุรี

วันจันทร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.21 น.

“พิเชฐ โพธิภักดี” รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการชื่นชม “รร.ดรุณาราชบุรี” ต้นแบบจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning GPAS 5 Steps “ทึ่ง” นวัตกรรมนักเรียนสุดว้าว เล็งเห็นก้าวต่อไป สพฐ.เน้นความร่วมมือกับภาคเอกชน

วันนี้ (8 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ดร.พิเชฐ โพธิภักดี รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนดรุณาราชบุรี อ.เมือง จ.ราชบุรี เพื่อติดตามการพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ สู่การปฏิบัติจริงในสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ โดยมี พระสังฆราช ซิลวีโอ สิริพงษ์ จรัสศรี ประมุขสังฆมณฑลราชบุรี บาทหลวง ผศ.ดร.อภิสิทธิ์ กฤษเจริญ ผู้อำนวยการโรงเรียนดรุณาราชบุรี ผู้บริหาร ครู นักเรียน โรงเรียนดรุณาราชบุรี ให้การต้อนรับ     

ดร.พิเชฐ เปิดเผยภายหลังการตรวจเยี่ยมห้องเรียนระดับอนุบาล และเข้าชมนวัตกรรมของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ว่า จากการเยี่ยมชมการเรียนการสอนระดับชั้นอนุบาล ทางโรงเรียนให้เด็กเรียนว่ายน้ำทุกคนตั้งแต่ชั้นอนุบาล โดยเป็นการจัดการเรียนการสอนแบบ Active  Learning ซึ่งเด็กจะได้เรียนรู้ทฤษฎี มีการฝึกปฏิบัติซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะที่ผ่านมาเด็กไม่น้อยต้องเสียชีวิตในช่วงปิดภาคเรียนเพราะไปเล่นน้ำโดยไม่มีทักษะว่ายน้ำ แต่โรงเรียนดรุณาราชบุรี ได้สอนให้เด็กทุกคนของโรงเรียนนี้ว่ายน้ำเป็นช่วยเหลือตัวเองได้ ซึ่งต้องขอชื่นชมผู้บริหารโรงเรียนที่ได้จัดกิจกรรมเตรียมเด็กไทยให้มีทักษะชีวิตที่ดี

รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า จากนั้นได้เยี่ยมชมห้องเรียนมอนเตสเซอรี่ซึ่งเป็นการฝึกเด็กตั้งแต่ชั้นอนุบาลให้เข้าใจและฝึกปฏิบัติให้มีทักษะชีวิต ทั้งทักษะการฟัง ปฏิบัติ และร่วมกันประเมินผล โดยจะเห็นว่าครูมีการเอาใจใส่นักเรียนเป็นอย่างดี รวมถึงห้องเรียนภาษาอังกฤษที่มีครูต่างชาติมาสอนด้วย ทำให้เด็กกล้าพูดภาษาอังกฤษกล้าแสดงออก การสอนของโรงเรียนก็มีความชัดเจน มีแบบฝึกหัดให้เด็กฝึกการนำเสนอ ซึ่งทำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของโรงเรียน

ดร.พิเชฐ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังได้ดูห้องเรียนของเด็ก ม. 6 ที่มีนวัตกรรมโครงงานที่เด็กได้คิดร่วมกัน โดยมีครูเป็นโค้ชช่วยจุดประกายความคิดให้กับเด็กแล้วให้เด็กรวมกลุ่มกันคิดวิเคราะห์ว่าควรจะทำโครงงานอะไรที่จะเป็นประโยชน์ ซึ่งหลายกลุ่มทำให้เรารู้สึกทึ่งในความคิด เช่น กลุ่มที่ทำเรื่องวิเคราะห์ความเครียด เด็กๆ สามารถทำให้เรารู้ลักษณะท่าทางว่า แบบไหนเป็นลักษณะของความเครียด ซึ่งจะสามารถบอกได้ว่าลักษณะนี้เครียดมากน้อยแค่ไหน แล้วก็มีวิธีแก้ปัญหาเพื่อลดความเครียดนั้นอย่างไร เช่นเครียดขนาดนี้ให้ไปออกกำลังกาย เครียดขนาดนี้ให้ไปอาบน้ำ หรือ ต้องไปปรึกษาครูหรืออาจต้องไปหาจิตแพทย์เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นวิธีการที่เกิดจากการระดมสมองของเด็กที่คิดเองโดยมีครูเป็นที่ปรึกษาจนเกิดเป็นภาพความสำเร็จออกมา และยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่คิดนวัตกรรมจากการที่ครูต้องเดินจากตึกไกล ๆ มาสอน ซึ่งครูก็มีโรคประจำตัว แต่เด็กได้คิดช่วยครูขนย้ายสิ่งของในการมาสอน ซึ่งเป็นความคิดที่น่าทึ่งมากเพราะเด็กเหล่านี้มีจิตวิญญาณที่ดีงาม มีคุณธรรมในใจเห็นคนอื่นเดือดร้อนก็หาวิธีแก้ปัญหาให้ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ได้รับทราบว่าโรงเรียนได้ร่วมมือกับสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ(พว.)โดย พว. ได้ส่งวิทยากรมาอบรมการสอน Active  Learning ให้ครู เพื่อให้ครูมีกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps มีความรู้ความเข้าใจทั้งในระดับตนเอง ระดับห้องเรียนและระดับวิชาการ แล้วไหลลงมาสู่เด็ก ซึ่งเป้าหมายและหัวใจสำคัญของการเรียนรู้คือการให้เด็กเป็นคนดี เป็นคนเก่ง มีทักษะชีวิตและสามารถที่จะทำหน้าที่ตามที่ยูเนสโกกำหนด คือ เด็กก็มีความรู้  รู้แล้วปฏิบัติได้ มีอนาคตที่ตัวเองชอบ และ ต้องอยู่กับคนอื่นได้ อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ซึ่งโรงเรียนดรุณาราชบุรีสามารถทำได้

“ผมเชื่อว่าโรงเรียนในกลุ่มดรุณาราชบุรีสามารถเป็นต้นแบบที่ดีได้ในเรื่องการใช้ ai เทคโนโลยีในการสร้างคนให้เรียนรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล และนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ ที่จะให้เด็กเป็นศูนย์กลาง โดยโรงเรียนสามารถทำได้ชัดเจนว่า ให้ผู้เรียนมีความสำคัญแทบทุกเรื่อง เด็กสามารถคิดโครงงานเองทั้งหมดโดยมีครูเป็นที่ปรึกษา และมีหลายกิจกรรมที่สามารถไปขยายผลให้กับโรงเรียนอื่นๆได้ เพื่อทำให้เด็กคิดเป็นทำเป็น แก้ปัญหาเป็น และ เท่าที่ทราบโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ส่วนหนึ่งก็ได้นำแนวคิด Active Learning ไปใช้อย่างเป็นระบบแล้ว และค่อนข้างจะมีความสำเร็จ ในฐานะที่จะเข้ารับตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ .)ในเดือนตุลาคม นี้ ก็ขอชื่นชมและขอบคุณผู้บริหารโรงเรียนที่นำไปสู่การปฏิบัติ” ดร.พิเชฐ กล่าว

ส่วนโรงเรียนอื่นๆ ที่อยากเรียนรู้ว่าโรงเรียนอื่นประสบความสำเร็จอย่างไร ก็สามารถมาดูต้นแบบได้ที่โรงเรียนดรุณาราชบุรี หรือโรงเรียนอื่นๆ ในสังกัด สพฐ.ที่ทำได้ดี เป็นต้นแบบได้เพื่อจะได้ไปพัฒนาเด็กในโรงเรียนตามปณิธานของพวกเรา คือ เด็กต้องดีเก่งสุด โรงเรียนทุกโรงก็ยังต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยพัฒนาจากครูด้วยกันในชั้นเรียน ผู้บริหารโรงเรียนช่วยดูแล ศึกษานิเทศก็มีส่วนร่วมได้ รวมถึงภาคเอกชนที่จะร่วมมือกันเพื่อให้เรามีเด็กที่ดีและเก่งที่สุดต่อไป และที่สำคัญก้าวต่อไปของ สพฐ.จะเน้นการมีส่วนร่วมของเครือข่าย ภาคเอกชน เพราะถ้าเราร่วมมือพัฒนาการศึกษาไปด้วยกันแล้ว เชื่อว่าเราจะสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพ

015

มจพ.ร่วมกับซีพีออลล์เปิดโครงการวิจัยและพัฒนาตู้รับขวดพลาสติกติดตั้งตู้ ReBorn ตู้รับขวดรักษ์โลก

มจพ.ร่วมกับซีพีออลล์เปิดโครงการวิจัยและพัฒนาตู้รับขวดพลาสติกติดตั้งตู้ ReBorn ตู้รับขวดรักษ์โลก

มจพ.ร่วมกับซีพีออลล์เปิดโครงการวิจัยและพัฒนาตู้รับขวดพลาสติกติดตั้งตู้ ReBorn ตู้รับขวดรักษ์โลก

วันจันทร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568, 11.47 น.

มจพ.ร่วมกับซีพีออลล์เปิดโครงการวิจัยและพัฒนาตู้รับขวดพลาสติกติดตั้ง “ตู้ ReBorn” ตู้รับขวดรักษ์โลก เพื่อผลิตเป็นเสื้อนักเรียนมอบให้กับนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน

บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารร้านเซเว่น อีเลฟเว่น และ เซเว่น เดลิเวอรี่ ประสานความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ร่วมจัดกิจกรรมเปิด “โครงการวิจัยและพัฒนาตู้รับขวดพลาสติก”เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนและสังคมควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

นางปรางรัตน์  เกียรติทรงศักดิ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ซีพี ออลล์  มีความรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้ประสานความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ร่วมจัดกิจกรรมเปิด “โครงการวิจัยและพัฒนาตู้รับขวดพลาสติก” ในการติดตั้ง “ตู้ ReBorn” ตู้รับขวดรักษ์โลก ในครั้งนี้

ซีพี ออลล์ ดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ด้วยความมุ่งมั่นที่จะร่วมพัฒนาชุมชนและสังคมควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ภายใต้นโยบาย “เซเว่น โก กรีน” (7 Go Green) เพื่อสิ่งแวดล้อม 24 ชั่วโมง  และ กลยุทธ์ 2 ลด ได้แก่ ลดพลาสติก และ ลดพลังงาน  ของซีพี ออลล์  โดยมีเจตนารมณ์เพื่อมุ่งสร้างความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมให้กับชุมชน สังคมและประเทศชาติ

ทั้งนี้ “โครงการวิจัยและพัฒนาตู้รับขวดพลาสติก” มุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมเพื่อจัดการขยะอย่างยั่งยืน โดยทุกครั้งที่มีผู้นำขวดพลาสติกสะอาดมาใส่ที่ตู้รับขวด หรือ “ตู้ReBorn” จะได้รับการสะสมคะแนนเพื่อแลกเป็นของรางวัลที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ที่ร่วมโครงการตามระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าให้กับขวดพลาสติกหลังการบริโภคอีกด้วย ทั้งนี้ขวดพลาสติกที่ได้รับจากโครงการฯ ซีพี ออลล์ จะนำเข้าสู่กระบวนการ Upcycling นำไปผลิตเป็นเสื้อนักเรียนเพื่อมอบให้กับนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน 7 แห่ง จำนวน 1,100 ตัว  โดย “ตู้ ReBorn” ตู้รับขวดรักษ์โลก นี้จะนำไปติดตั้งใน 5 พื้นที่ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ,  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (รังสิต) , มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน , ธารา สแควร์ และ อาคารซีพี ทาวเวอร์ (สีลม)

ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.ธานินทร์ ศิลป์จารุ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ กล่าวถึงโครงการนี้ว่า  ในนามของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ขอชื่นชมและขอบคุณทีมวิจัยและพัฒนาทุกคน ที่ทุ่มเททำงาน อย่างหนักด้วยความมุ่งมั่นและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อผลักดันโครงการนี้ให้เกิดขึ้นได้จริง เพราะโครงการนี้ไม่ใช่แค่การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ แต่เป็นการ ตอบโจทย์ความท้าทายที่สำคัญของสังคม นั่นก็คือ “ปัญหาขยะพลาสติก”

“โลกของเรากำลังเผชิญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่รุนแรง และขยะพลาสติกคือหนึ่งในต้นตอสำคัญ โครงการนี้จึงเป็นก้าวสำคัญที่เราจะได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหานี้อย่างยั่งยืน “ตู้รับขวดพลาสติก” ที่พัฒนาขึ้นนี้ จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การแยกขยะเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคนและจะช่วยให้สามารถนำขวดพลาสติกกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยความเชื่อมั่นว่า “นวัตกรรม” ไม่ได้เป็นเพียงแค่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ แต่ต้องเป็นนวัตกรรมที่สามารถสร้างคุณค่าและส่งผลดีต่อสังคมได้อย่างแท้จริง โครงการนี้สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ ที่มุ่งมั่นในการเติบโตทางธุรกิจควบคู่ไปกับการสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ผมหวังว่าโครงการนี้จะจุดประกายให้เกิดความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป เพื่อสร้างสังคมที่ตระหนักถึงความสำคัญของการรักษ์โลก และร่วมกันสร้างโลกที่น่าอยู่สำหรับคนรุ่นต่อไป”

“โครงการวิจัยและพัฒนาตู้รับขวดพลาสติก” ในการติดตั้ง “ตู้ ReBorn” ตู้รับขวดรักษ์โลก นับเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือที่มีคุณค่าและจะช่วยยกระดับการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ผ่านนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในสังคม ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของซีพี ออลล์ ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจในโอกาสนี้ ผลักดันและสนับสนุนโครงการฯ เพื่อเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของประเทศต่อไป

DPU จับมือ สสจ.สุพรรณบุรี ยกระดับ ‘นักศึกษาพยาบาล’ สู่บุคลากรคุณภาพ

DPU จับมือ สสจ.สุพรรณบุรี ยกระดับ 'นักศึกษาพยาบาล' สู่บุคลากรคุณภาพ

DPU จับมือ สสจ.สุพรรณบุรี ยกระดับ ‘นักศึกษาพยาบาล’ สู่บุคลากรคุณภาพ

วันจันทร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568, 09.54 น.

วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์ DPU จับมือ สสจ.สุพรรณบุรี ยกระดับการเรียน-วิจัย-ฝึกปฏิบัติ พัฒนาศักยภาพนักศึกษา สู่บุคลากรพยาบาลคุณภาพ รองรับความต้องการสาธารณสุขไทย

วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ดรุณี รุจกรกานต์ คณบดีวิทยาลัยพยาบาลศาสตร์ และ นายแพทย์รัฐพล เวทสรณสุธี นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุพรรณบุรี ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านวิชาการ วิจัย และการปฏิบัติการพยาบาล ระหว่างมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์กับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568  ณ ห้องประชุมการบูร 1 ชั้น 2 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุพรรณบุรี บรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่นสะท้อนถึงความตั้งใจร่วมกันในการพัฒนาบุคลากรพยาบาลให้มีคุณภาพ

รองศาสตราจารย์ ดร.ดรุณี เปิดเผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการยกระดับคุณภาพการผลิตบุคลากรพยาบาลของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ให้ได้มาตรฐานตามเกณฑ์การรับรองสถาบันการศึกษาวิชาพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. 2566 โดยเน้นการพัฒนาศักยภาพนักศึกษาอย่างรอบด้าน ทั้งด้านการเรียนการสอนเชิงวิชาการ การฝึกปฏิบัติจริงในสถานบริการสุขภาพ และการสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ผ่านงานวิจัย นอกจากนี้ยังครอบคลุมถึงการให้อาจารย์จาก DPU ลงพื้นที่เพื่อให้ความเชี่ยวชาญร่วมให้บริการด้านสุขภาพแก่ประชาชนในจังหวัดสุพรรณบุรี

“บันทึกข้อตกลงดังกล่าวครอบคลุมโรงพยาบาลเครือข่ายในจังหวัดสุพรรณบุรี ได้แก่ โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 17 , โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช , โรงพยาบาลบางปลาม้า , โรงพยาบาลด่านช้าง , โรงพยาบาลอู่ทอง โรงพยาบาลดอนเจดีย์ และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล (รพ.สต.) โดยโรงพยาบาลเหล่านี้ล้วนเป็นสถานพยาบาลที่มีมาตรฐาน สามารถรองรับนักศึกษาพยาบาลในการฝึกปฏิบัติได้อย่างเหมาะสม โดยนักศึกษาจะเริ่มดำเนินการฝึกจริงตั้งแต่ปีการศึกษา 2570 ขณะเดียวกันจะมีการเตรียมความพร้อมของพื้นที่ บุคลากร และระบบสนับสนุนต่าง ๆ ในช่วงเวลาก่อนหน้านั้น เพื่อให้การฝึกเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ” คณบดีวิทยาลัยพยาบาลศาสตร์ DPU กล่าว

ทั้งนี้หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตของ DPU ยังถูกออกแบบให้การเรียนการสอนผสานทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยนักศึกษาจะเริ่มฝึกตั้งแต่ชั้นปีที่ 2 เพื่อคุ้นเคยกับการทำงานจริงตั้งแต่ต้น ซึ่งจะครอบคลุมการพยาบาลทุกช่วงวัย ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ การพยาบาล จิตเวช การพยาบาลสตรีตั้งครรภ์ และการทำคลอด โดยในพื้นที่มีสถิติการคลอดเฉลี่ยเดือนละกว่า 30 รายจะทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริงอย่างต่อเนื่อง การฝึกปฏิบัติการพยาบาลจะทำให้นักศึกษาเข้าใจมิติสุขภาพทั้งในระดับบุคคลและครัวเรือน ครอบคลุมระบบบริการสุขภาพ ตั้งแต่ปฐมภูมิ ทุติยภูมิ จนถึงตติยภูมิ

รองศาสตราจารย์ ดร.ดรุณี ย้ำด้วยว่า วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์มุ่งเน้นให้นักศึกษาได้สัมผัสประสบการณ์จริงทั้งในชุมชนเมืองและชนบท เพื่อเปิดโอกาสให้ค้นพบศักยภาพและความถนัดของตนเอง ควบคู่กับการเสริมสร้างทักษะเฉพาะด้าน อาทิ การสื่อสาร การคิดสร้างสรรค์ และการพัฒนานวัตกรรมด้านการพยาบาล เพื่อให้นักศึกษาสามารถนำความรู้และประสบการณ์ไปต่อยอด สร้างผลงานหรือวิธีการใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพของสังคมได้อย่างแท้จริง ความร่วมมือกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุพรรณบุรีจึงไม่เพียงช่วยให้นักศึกษามีแหล่งฝึกปฏิบัติที่มั่นคงและมีคุณภาพ แต่ยังเป็นการสร้างเครือข่ายบุคลากรทางการพยาบาล รองรับความต้องการที่ยังขาดแคลน และเปิดโอกาสให้นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาได้กลับมาทำงานในโรงพยาบาลเครือข่ายต่อไป

อย่างไรก็ตามในอนาคตทั้งสองฝ่ายยังมีแผนที่จะพัฒนางานวิจัยร่วมกัน โดยใช้ปัญหาสุขภาพจริงของคนในชุมชนจังหวัดสุพรรณบุรีเป็นแกนกลาง เพื่อให้การวิจัยตอบโจทย์พื้นที่และสามารถนำไปใช้ได้จริง รวมถึงการจัดบริการวิชาการแก่ชุมชนในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ การให้ความรู้ด้านสุขภาพ การจัดโครงการส่งเสริมสุขภาพเฉพาะกลุ่ม ตลอดจนการทำงานร่วมกันระหว่างพยาบาลวิชาชีพ อาจารย์ และบุคลากรสาธารณสุขในพื้นที่ โดยจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานร่วมกันและประชุมอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

คณบดีวิทยาลัยพยาบาลศาสตร์ DPU ทิ้งท้ายว่า ขอบคุณสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุพรรณบุรีที่ให้การสนับสนุนและร่วมลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ ซึ่งไม่เพียงเป็นหลักประกันว่านักศึกษาจะได้ฝึกปฏิบัติในแหล่งที่มีคุณภาพและมาตรฐานเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการต่อยอดสู่การทำวิจัยร่วมกัน การพัฒนานวัตกรรม และการให้บริการวิชาการที่ตอบสนองต่อความต้องการของพื้นที่นำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาและการดูแลสุขภาพประชาชนได้อย่างยั่งยืน

พกฉ.จับมือ ARDA จัดประกวด ‘นวัตกรรมเกษตรรุ่นใหม่’ ชิงเงินรางวัล 5.3 แสนบาท

พกฉ.จับมือ ARDA จัดประกวด ‘นวัตกรรมเกษตรรุ่นใหม่’ ชิงเงินรางวัล 5.3 แสนบาท

พกฉ.จับมือ ARDA จัดประกวด ‘นวัตกรรมเกษตรรุ่นใหม่’ ชิงเงินรางวัล 5.3 แสนบาท

วันเสาร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.12 น.

สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ (พกฉ.) ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (ARDA) เปิดตัวโครงการ Young Agri Future 2025 เวทีสำหรับเยาวชนและคนรุ่นใหม่ที่มุ่งสร้างสรรค์ผลงานด้านนวัตกรรมเกษตรสมัยใหม่ เพื่อยกระดับภาคการเกษตรไทยและร่วมชิงรางวัลมูลค่ารวมกว่า 530,000 บาท พร้อมโอกาสต่อยอดสู่ทุนวิจัย

วันที่ 6 กันยายน 2568 ณ ห้องประชุมศาสตร์พระราชา อาคารสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จ.ปทุมธานี สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) หรือ พกฉ. ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ Young Agri Future 2025 เวทีสำคัญที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจและสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านการเกษตร

นายสำราญ สาราบรรณ์ ประธานกรรมการ พกฉ. กล่าวว่า โครงการนี้เปิดโอกาสให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา ได้นำแนวคิดสร้างสรรค์และองค์ความรู้มาต่อยอดสู่ผลงานที่เป็นรูปธรรม โดยแบ่งออกเป็น 2 โครงการหลัก ได้แก่ โครงการประกวดภาพยนตร์สั้นตามรอยพระยุคลบาทด้านการเกษตรของในหลวงรัชกาลที่ 9 ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 260,000 บาท และโครงการประกวดผลงานนวัตกรรมและเทคโนโลยีภาคการเกษตร ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 530,000 บาท ซึ่งผู้ชนะยังมีโอกาสได้รับทุนวิจัยจาก ARDA รวมกว่า 20 ล้านบาท เพื่อนำไปพัฒนาผลงานให้ใช้งานได้จริง

ด้าน พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย ผู้อำนวยการ พกฉ. กล่าวเสริมว่า โครงการนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยส่งเสริมและสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนเท่านั้น แต่ยังเป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญระหว่างภาครัฐและเอกชนที่เล็งเห็นว่าพลังของคนรุ่นใหม่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป

ขณะที่ นางสาวศิริกร วิวรวงษ์ รองผู้อำนวยการ ARDA กล่าวว่า ARDA มีภารกิจหลักในการส่งเสริมงานวิจัยและนวัตกรรมด้านการเกษตร การร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะผลักดันเยาวชนให้ก้าวสู่แวดวงวิจัยและนวัตกรรม เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่ตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงทางอาหาร และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมประกวดได้ใน 2 ระดับ ได้แก่ ระดับพื้นฐาน (มัธยมศึกษา-ปวช.) และ ระดับอุดมศึกษา (ปวส.-อนุปริญญา-ปริญญาตรี) ภายใต้หัวข้อ ‘นวัตกรรมเกษตร: เพิ่มประสิทธิภาพและมูลค่าการผลิต เกษตรไทยยั่งยืน’ โดยสามารถส่งผลงานได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 25 กันยายน 2568 สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.wisdomking.or.th หรือ โทร. 0-2529-2212 และ 065-093-6979 ///-026