ทายาท ‘เชคยะมาลุดดีน กุบรอ’ รวมญาติครั้งใหญ่-สานสายใยสร้างความสัมพันธ์

ทายาท 'เชคยะมาลุดดีน กุบรอ' รวมญาติครั้งใหญ่-สานสายใยสร้างความสัมพันธ์

ทายาท ‘เชคยะมาลุดดีน กุบรอ’ รวมญาติครั้งใหญ่-สานสายใยสร้างความสัมพันธ์

วันเสาร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2568, 12.20 น.

ลูกหลานและเครือญาติผู้สืบเชื้อสายจาก ‘เชคยะมาลุดดีน กุบรอ’ นักเผยแผ่ศาสนาอิสลามผู้ยิ่งใหญ่ในคาบสมุทรมาลายู รวมตัวกันจัดงานพบปะเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีงามและรื้อฟื้นประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าของตระกูล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมดารุลยารอกะห์ ยายีสุไหงปาแน ตำบลยะรัง อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ทายาทและเครือญาติของ เชคยะมาลุดดีน กุบรอ ได้มารวมตัวกันอย่างพร้อมเพรียงเพื่อร่วมงานและทำกิจกรรมเมาลิดนบี ซึ่งเป็นงานสำคัญที่ช่วยให้ญาติพี่น้องได้มีโอกาสพบปะ พูดคุย และสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ในงานครั้งนี้ ได้มีการแจกแผ่นพับเกี่ยวกับประวัติของ เชคยะมาลุดดีน กุบรอ แก่ผู้เข้าร่วมทุกคน เพื่อให้ลูกหลานได้เรียนรู้และเข้าใจถึงบทบาทอันสำคัญของบรรพบุรุษ ซึ่งท่านเป็นปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนาอิสลาม และมีบทบาทสำคัญในการเผยแผ่ศาสนาในแหลมมาลายูและนูซันตารา นอกจากบทบาททางศาสนาแล้ว ท่านยังมีทายาทจำนวน 30 คน จากภรรยา 6 คน แบ่งเป็นชาย 24 คน และหญิง 6 คน ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของตระกูลต่าง ๆ ในปัจจุบัน

การรวมญาติในครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นการสืบสานประเพณีที่ดีงาม แต่ยังเป็นการสานสายใยแห่งความผูกพันให้คงอยู่สืบไปในหมู่ทายาทของ เชคยะมาลุดดีน กุบรอ ผู้เป็นต้นตระกูลสำคัญที่สร้างคุณูปการอันใหญ่หลวงต่อสังคมมลายู ///-026

มช. จับมือ วิโนน่าฯ ผลักดันงานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพเพื่อสตรีวัย 45+ ที่พิสูจน์ผลลัพธ์ในมนุษย์แล้ว

มช. จับมือ วิโนน่าฯ ผลักดันงานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพเพื่อสตรีวัย 45+ ที่พิสูจน์ผลลัพธ์ในมนุษย์แล้ว

มช. จับมือ วิโนน่าฯ ผลักดันงานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพเพื่อสตรีวัย 45+ ที่พิสูจน์ผลลัพธ์ในมนุษย์แล้ว

วันศุกร์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.56 น.

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) จัดพิธีแถลงข่าวการอนุญาตใช้สิทธิเทคโนโลยี (Licensing) และลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับบริษัท วิโนน่า อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เพื่อยกระดับงานวิจัยและนวัตกรรมด้านสุขภาพสู่การใช้ประโยชน์จริงในภาคอุตสาหกรรมและสังคม โดยเฉพาะการพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับสตรีวัยทองและผู้สูงอายุ ณ อาคารอำนวยการ อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่

ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า มช. ให้ความสำคัญกับการเป็นกลไกขับเคลื่อนประเทศด้วยนวัตกรรม ตั้งแต่งานวิจัยพื้นฐานไปจนถึงการถ่ายทอดสู่ภาคเอกชน เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ โดยความร่วมมือกับภาคธุรกิจจะช่วยให้โจทย์วิจัยมีความชัดเจนและนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์สังคมได้จริง พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้นักวิจัยและนักศึกษาได้เรียนรู้จากการทำงานร่วมกับอุตสาหกรรม

ด้านนายอิทธิพล ศรีอิทยาจิต กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิโนน่า อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ระบุว่า การร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำนวัตกรรมงานวิจัยของมหาวิทยาลัยออกสู่ตลาดจริง โดยเชื่อมั่นในความเข้มแข็งของงานวิจัยและการทดสอบทางคลินิกจากทีมแพทยศาสตร์และเภสัชศาสตร์ และยังเตรียมต่อยอดผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับความต้องการของผู้สูงอายุซึ่งเป็นกลุ่มประชากรสำคัญในอนาคต

นายอิทธิพล กล่าวด้วยว่า ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและวิสัยทัศน์ของวิโนน่าที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้หญิงไทยวัย 45+ ให้ก้าวข้ามข้อจำกัดทางฮอร์โมนมีสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ห่างไกลการพึ่งพายา และยังเป็นการผลักดันนวัตกรรมไทยจากหิ้งสู่ห้าง เพื่อส่งมอบคุณค่าของงานวิจัยไทยให้ถึงมือผู้บริโภคอย่างแท้จริง พร้อมวางจำหน่ายภายใต้แบรนด์ วิโนโพลิส และ วินาพาร่า

ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ รองอธิการบดีด้านนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า มช. มีกลไกสนับสนุนงานวิจัยครบวงจร ตั้งแต่การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การอนุญาตใช้สิทธิ (Licensing) การจัดตั้งบริษัท Tech Spin-Off ผ่านบริษัท อ่างแก้วโฮลดิ้ง จำกัด รวมถึงการส่งเสริมให้ผลงานวิจัยถูกนำไปใช้จริงในตลาด ซึ่งสร้างแรงจูงใจให้นักวิจัยพัฒาผลงานใหม่อย่างต่อเนื่อง

รศ.ดร.นพ.ศุภนิมิต ทีฆะชุณเถียร หัวหน้าภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์ต้นแบบจากงานวิจัยได้ถูกนำออกไปทดสอบตลาดตั้งแต่ปี 2566 และพบว่าสามารถสร้างยอดขายจริง สะท้อนถึงความต้องการของผู้บริโภคในกลุ่มสตรีวัยทอง

ด้านคุณนพรัตน์ สุขสราญฤดี ผู้ก่อตั้งบริษัท วิโนน่า อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า จุดแข็งของผลิตภัณฑ์นี้คือผลการวิจัยที่ผ่านการสอบในมนุษย์แล้ว ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจในประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุด ซึ่งวิโนน่ามีประสบการณ์ดูแลตลาดผู้หญิงอายุ 45+ มานานกว่า 10 ปี

และเข้าใจปัญหาของตลาดกลุ่มนี้อย่างลึกซึ้ง สินค้าในมือของเราจึงแตกต่างจากสินค้าในตลาดทั่วไป ด้วยความเป็นนวัตกรรมที่เลียนแบบยาก ไม่ว่าด้านผลิตภัณฑ์ องค์ความรู้ และเทคโนโลยี ซึ่งถูกออกแบบมาเฉพาะสำหรับผู้หญิงวัย 45+

“เรามั่นใจว่าแบรนด์ใหม่นี้จะได้รับการตอบรับที่ดี เพราะเราเข้าใจปัญหาของผู้หญิง 45+ มาอย่างยาวนาน ผู้หญิงวัยนี้ไม่ได้มีปัญหาแค่เรื่องริ้วรอยหรือความเปลี่ยนแปลงภายนอก แต่รวมถึงภายในที่เรามองไม่เห็น และที่มักถูกมองข้ามคือสุขภาพของกระดูก ซึ่งเชื่อมโยงกับฮอร์โมนที่ลดลงของผู้หญิงวัย 45+  และนั่นคือสิ่งที่เราต้องการจะแก้ปัญหาในเรื่องนี้” คุณนพรัตน์ กล่าวยืนยัน

ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นต้นแบบการผสานพลังระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคเอกชน ในการพัฒนานวัตกรรมสุขภาพที่สร้างผลลัพธ์เชิงพาณิชย์ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยในอนาคต

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ แถลงเปิดตัว การแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ ตอน ‘สัตยาพาลี’

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ แถลงเปิดตัว การแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ ตอน 'สัตยาพาลี'

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ แถลงเปิดตัว การแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ ตอน ‘สัตยาพาลี’

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568, 20.06 น.

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ แถลงเปิดตัว การแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ ตอน “สัตยาพาลี”

4 กันยายน 2568 เวลา 14.00 น. มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จัดแถลงข่าวเปิดตัว การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ประจำปี 2568  เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน “สัตยาพาลี” ณ โรงละคร สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า เขตดุสิต โดยมีคณะกรรมการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และผู้ให้การสนับสนุนการจัดงานร่วมแถลงข่าว 

ด้านนางนฤมล ล้อมทอง กรรมการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง 

กล่าวถึงพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อ “โขน” นาฏกรรมคู่แผ่นดินไทย และความเป็นมาของการจัดแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ฯ ว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ ต่อโขน อันเป็นนาฏยกรรมชั้นสูง ทรงทำให้โขนได้รับการยกย่องจากองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือยูเนสโก (UNESCO) ในปีพ.ศ. 2561 ว่าเป็น ‘มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมวลมนุษยชาติ’ ซึ่งถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของไทยรายการแรกที่ได้รับการขึ้นทะเบียน ซึ่งการแสดงโขนพระราชทานในครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 18 ซึ่งได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ที่ทรงสืบสานรักษาต่อยอด พระราชกรณียกิจ ในพระบรมชนกนาถ และพระบรมราชชนนี ด้วยทรงส่งเสริมและสนับสนุนการแสดงโขนอย่างเอาพระทัยใส่ทุกมิติ และทรงตั้งปฎิญาณไว้ว่าจะสืบสาน รักษาต่อยอด  ซึ่งการแสดงโขนฯครั้งนี้มีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมา จากนั้นคณะกรรมการได้คัดเลือกตอนการแสดงเสร็จ และทุกครั้งที่มีการเลือกตอนแสดงจะมีการนำกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ทรงทราบ ซึ่งครั้งนี้ทรงมีพระบรมราชานุญาตให้ใช้ตอน “สัตยาพาลี”  

ขณะที่ นายประสพ  เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวถึง การสนับสนุนการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และความสำคัญของการเผยแพร่ศิลปะการแสดง “โขน” มรดกทางวัฒนธรรมของชาติและการสนับสนุนบุคลากรทางด้านการแสดง นักแสดง ครูฝึกสอน ตลอดจนครูผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ซึ่งความสำคัญ ของการเผยแพร่ศิลปะการแสดงโขนมรดกทางวัฒนธรรมของชาติว่า ทุกวันนี้โขนได้รับความนิยมจากผู้ชมทุก เพศทุกวัย ซึ่งในแต่ละปีมีนักแสดงโขนที่เป็นคนรุ่นใหม่สนใจเข้าร่วมคัดเลือกนักแสดง ตัวพระ ตัวนาง ตัวยักษ์ ตัวลิง เป็นจำนวนมากขึ้นทุกปี  ส่วนผู้ชมนั้นส่วนใหญ่ก็จะเป็นเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่พาเพื่อนและครอบครัวชมโขนกันมากขึ้น 

ส่วนนายประเมษฐ์ บุณยะชัย ศิลปินแห่งชาติ ผู้ประพันธ์บท กล่าวถึง การจัดทำบท และคำภาค เจรจา การแสดงโขนในปีนี้ ว่า ในแต่ละปีของการแสดงนั้น โดยเฉพาะบทประพันธ์คณะกรรมการทุกคนได้ร่วมกันคัดสรรอย่างเต็มที่เพื่อให้ผู้ชมทุกท่านได้รับชมอย่างอรรถรส แต่ไม่อยากให้ผู้ชมทุกคนชื่นชมเพียงเนื้อเรื่องอย่างเดียว คณะกรรมการทุกคนยังในส่วนอื่นด้วยความประณีต โดยเฉพาะบทเพลงประกอบการแสดงซึ่งเป็นเพลงโบราณที่ ประพันธ์ขึ้นมาตาม หลักฐานทางประวัติศาสตร์ ส่วนบทนำการแสดงครั้งนี้ ได้นำมาจากบทราชสวัสดิ์ ที่ในหลวงทรงนำมาสอนข้าราชบริพารทุกคน ให้ยึดมั่นในการปฎิบัติหน้าที่ 

และรศ. ดร.ศุภชัย จันทร์สุวรรณ ศิลปินแห่งชาติ ในฐานะ ผู้กำกับการแสดง กล่าวถึงความพิเศษและภาพรวมของการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพตอน “สัตยาพาลี” ว่า  สิ่งแรกต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้มีการนำ ศิลปชั้นสูงมาผสมผสานให้คนดูได้คล้อยตามไปด้วย ซึ่งปีนี้ได้รับโจทย์การแสดงให้เน้นเรื่องความกตัญญู ความซื่อสัตย์ ความจงรักภักดี ดังนั้น ปีนี้ผู้ชมจะได้เห็นความแตกต่างของการรบกันทั้งสองฝ่าย รอบนี้จะเห็นขบวนลงสรงที่มีลิงอย่างเดียว รวมไปถึงกระบวนท่ารบของพญาพาลีและปูยักษ์ ทศกัณฐ์ เป็นต้น 

นายสุดสาคร ชายเสม ศิลปินแห่งชาติ ผู้ออกแบบฉากและอุปกรณ์ประกอบฉาก ประกอบการแสดง กล่าวถึงความพิเศษของการแสดงในครั้งนี้ ว่า รูปแบบศิลปกรรมที่ใช้ในโขนหลวง จะนำศิลปกรรมชั้นสูงมาทำเครื่องประกอบฉาก โดยเฉพาะตอน “สัตยพาลี” เป็นตอนที่สนุกมาก น่าสนใจ เช่น วิมานของพระอิศวร ที่ประทับอยู่บนยอดเขาไกรลาศ ต่อเนื่องไปจนถึงการได้เห็นช้างทรง ของทศกัณฑ์ที่ทรงเครื่องได้อย่างสวยงาม ครั้งนี้ทศกัณฑ์ไม่ได้ทรงรถแต่ทรงช้าง และราชรถของพระลักษณ์พระราม ก็มีความงดงามและอลังการ ส่วรโรงพิธีที่นางมณฑาใช้ก็มีความยิ่งใหญ่ตามแบบศิลปกรรมประติมากรรมของกรุงศรีอยุธยากับกรุงรัตนโกสินทร์ ทุกขั้นตอน

ขณะที่ ผศ. ดร.สุรัตน์ จงดา อนุกรรมการด้านการแสดง กล่าวถึง การออกแบบการแต่งกาย ว่า  จุดเริ่มต้นของ โขนพระราชทานคือเรื่องการออกแบบเครื่องแต่งกาย ต้องพัฒนาเครื่องแต่งกายให้มีความปราณีตและงดงามมากขึ้นทุกปี  ซึ่งผล งานการตัดเย็บชุดนักแสดงล้วนเป็นฝีมือของสมาชิกศิลปชีพ ฯทั้งหมด  แต่ละปีต้องสร้างเครื่องแต่งกายใหม่ตามตัวละคร ตั้งแต่มีการแสดงโขนในช่วง20 ปีมานี้มีอาชีพที่เกี่ยวกับเครื่องแต่งกายโขน ช่างโบราณและช่างอื่นๆเพิ่มขึ้นทุกปี เพราะการแสดงโขนพระราชทานประเทศไทยจึงไม่เคยสูญช่าง มีแต่เพิ่มพูนด้วยพระมหากรุณาธิคุณ

ทั้งนี้ ภายหลังการแถลงข่าวเสร็จสิ้น ได้มีแสดงตัวอย่างโขนพระราชทาน ตอน สัตยาพาลี จำนวน 2 ตอน คือ “องคตกุมารลงสรง” จับตอนจาก เมื่อพระกุมารองคตเจริญวัย พญาพาลีจึงจัดให้มีพิธีโสกันต์พระกุมาร ตามราชประเพณี ซึ่งการแสดงจะได้เห็นขบวนแห่องคตกุมารเพื่อลงสรง ก่อนจะเข้าปะรำพิธีโสกันต์ ในขบวนลงสรงนี้จะบรรยายความงดงามของขบวนเสด็จซึ่งประกอบด้วยไพร่พลวานรเชิญเครื่องสูงในขบวน การแสดงขบวนสรงชุดนี้ถือเป็นการแสดงครั้งแรก เนื่องจากยังไม่เคยประดิษฐ์ขึ้นมาก่อนในการแสดงโขนครั้งใด  และตอน “พาลีรบสุครีพ” จับตอนจาก หนุมานและสุครีพ ได้เข้าเฝ้าพระรามและได้กราบทูลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งแรกพระรามเห็นว่าเหตุที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของพี่น้องจึงไม่อยากเข้าแทรกแซงให้เกิดข้อครหา สุครีพ ได้ทูลพระรามว่าพาลีเคยให้สัตย์สาบานเมื่อครั้งที่ฝากนางดารามาพระราชทานแก่สุครีพ ว่าต้องให้ศรพระนารายณ์เมื่อขาดสัตย์ พระรามจึงให้สุครีพกลับเข้าเมืองขีดหินเพื่อรบกับพาลี พาลีเคารพกับสุครีพ พระรามดูเหตุการณ์อยู่แผลงศรไปสังหารพาลี และสำแดงมหาเทวฤทธิ์ปรากฏกายพระนารายณ์ พาลีเห็นเช่นนั้นเลยคิดได้ถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาและสำนึกผิดต่อความผิดของตนเอง

สำหรับปีนี้การแสดงโขนสุดยิ่งใหญ่ ตอน “สัตยาพาลี” เป็นเรื่องราวของพญาพาลีกษัตริย์วานรเมืองขีดขิน  ที่เสียสัจจะเพราะความหลงผิด แต่ภายหลังมีความสำนึกผิดในสัจจะ ผลของการเสียสัตย์ของพาลีนำพาเข้าสู่เรื่องราวมากมาย ที่จะให้ความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ได้รับความบันเทิงครบทุกอรรถรส ได้ข้อคิดเรื่องของการรักษาสัจจะ รวมทั้งด้านคุณธรรม ความกตัญญู ความซื่อสัตย์ รู้รักสามัคคี รู้จักหน้าที่ ที่ต้องพึงปฏิบัติ และจะเป็นการแสดงโขนที่สร้างความประทับใจให้กับผู้ชม ส่วนเรื่องราวจะเป็นอย่างไร ความพิเศษของฉากจะยิ่งใหญ่อลังการขนาดไหนนั้น ติดตามรับชมได้ในการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน “สัตยาพาลี” 

ทั้งนี้ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีกำหนดจัดการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เรื่องรามเกียรติ์ ตอน “สัตยาพาลี” ขึ้น ระหว่างวันที่ 6 พฤศจิกายน –  8 ธันวาคม 2568 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งเปิดจำหน่ายบัตรแล้วตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2568 เป็นต้นมา โดยมีบัตรราคา  2,000 บาท, 1,800 บาท, 1,000 บาท, 800 บาทและ 600 บาท (รอบนักเรียน ราคา 200 บาท) จำหน่ายบัตรที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา โทร. 0-2262-3456 http://www.thaiticketmajor.com 
 

‘กรมส่งเสริมวัฒนธรรม–THACCA–เกียร์เฮด’ ชวนอบรมหลักสูตรออนไลน์ภาพยนตร์จากมืออาชีพ หนุน Soft Power ไทยสู่สากล

'กรมส่งเสริมวัฒนธรรม–THACCA–เกียร์เฮด' ชวนอบรมหลักสูตรออนไลน์ภาพยนตร์จากมืออาชีพ หนุน Soft Power ไทยสู่สากล

‘กรมส่งเสริมวัฒนธรรม–THACCA–เกียร์เฮด’ ชวนอบรมหลักสูตรออนไลน์ภาพยนตร์จากมืออาชีพ หนุน Soft Power ไทยสู่สากล

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.02 น.

บริษัท เกียร์เฮด จำกัด โดยการสนับสนุนงบประมาณจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม และ THACCA ผนึกกำลังพันธมิตรทั้งภาคอุตสาหกรรมและการศึกษา ได้แก่ บริษัท แม็ทชิ่ง แม็กซิไมซ์ โซลูชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท เดอะ สตูดิโอ พาร์ค (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท เอสิก พลัส จำกัด และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “ผลิตคลิปวิดีโอหลักสูตรออนไลน์อบรมพื้นฐานอุปกรณ์ถ่ายทำภาพยนตร์ และอบรมการจัดแสงภาพยนตร์เบื้องต้น” ภายใต้นโยบาย One Family One Soft Power (OFOS) หรือ “1 ครอบครัว 1 ซอฟต์พาวเวอร์” เพื่อเสริมพลังซอฟต์พาวเวอร์ไทยให้ก้าวไกลสู่เวทีสากล

โครงการผลิตคลิปวิดีโอหลักสูตรออนไลน์อบรมพื้นฐานอุปกรณ์ถ่ายทำภาพยนตร์ และอบรมการจัดแสงภาพยนตร์เบื้องต้นครั้งนี้ ภายใต้การดำเนินการของบริษัท เกียร์เฮด จำกัด เพื่อสร้าง “แหล่งเรียนรู้คุณภาพ” ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ฟรี และพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านภาพยนตร์ ในทุกระดับ ตั้งแต่นักศึกษา คนทำงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซีรีส์ แอนิเมชัน ไปจนถึงบุคคลทั่วไปที่สนใจ เพื่อต่อยอดความรู้และทักษะผ่านการ Upskill – Reskill ให้คนไทยพร้อมแข่งขันในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ระดับโลก มุ่งเน้นการถ่ายทอดความรู้ด้วยมาตรฐานผลงานระดับมืออาชีพ โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ พร้อมเอกสารและแบบฝึกหัดประกอบการเรียนรู้อย่างครบถ้วน

โดยแบ่งออกเป็น 2 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรพื้นฐานอุปกรณ์ถ่ายทำภาพยนตร์ (4 คลิปวิดีโอ) และหลักสูตรการจัดแสงภาพยนตร์เบื้องต้น (1 คลิปวิดีโอ) ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้เรียน ได้ทั้งความรู้เชิงทฤษฎีและทักษะเชิงปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ไม่เพียงแต่สร้างบุคลากรที่มีคุณภาพเท่านั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานให้วงการภาพยนตร์ไทยพัฒนาไปสู่ระดับนานาชาติอย่างยั่งยืน

ผู้สนใจ สามารถลงทะเบียนและเรียนออนไลน์ได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ผ่านเว็บไซต์ OFOS :https://ofos.thacca.go.th นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดัน Soft Power ไทย ให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล และเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยให้สามารถแข่งขันได้อย่างมั่นคงในเวทีโลก

ทีมเยาวชนไทย คว้ารางวัล ‘Coding’ นานาชาติ

ทีมเยาวชนไทย คว้ารางวัล ‘Coding’ นานาชาติ

ทีมเยาวชนไทย คว้ารางวัล ‘Coding’ นานาชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Code Genius สถาบันพัฒนาทักษะ Coding สำหรับเยาวชน ภายใต้การบริหารงานของ LEARN Corporation ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการพัฒนา Future Skills หลังพาทีมเยาวชนไทยคว้ารางวัลจากเวที 2025 Junior Botball Challenge Global Finals in China ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ที่จัดขึ้นในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยตัวแทนจาก Code Genius  สามารถพาเยาวชนไทยกวาดรางวัลกลับมาแบบยกทีม รวมกว่า 13 รางวัล

ความสำเร็จครั้งนี้เริ่มต้นจากเวที Junior Botball Challenge Bangkok 2025 โดย Code Genius ได้ส่งนักเรียนเข้าร่วมแข่งขันทั้งหมด 25 คน และสามารถผ่านเข้าสู่รอบ Gold Prize ได้ถึง 13 คน ก่อนจะเป็นตัวแทนประเทศไทยไปสู่การแข่งขันระดับโลก 2025 Junior Botball Challenge Global Finals in China ซึ่งมีเยาวชนกว่า 1,500 คนจาก 10 ประเทศเข้าร่วม

ตัวแทนจาก Code Genius สามารถสร้างชื่อเสียงให้ประเทศด้วยการคว้า First prize 5 รางวัล, Second prize 6 รางวัล และ Third prize 2 รางวัล ได้แก่ 1.First prize น้องพิพพา ปริญประภา พลาพิภัทร, น้องอันดา จุลเสน, น้องเอวา เย็บ กมลโชติรส, น้องน้ำคาน  นาฬา ตรีวิศวเวทย์, น้องคุณ พิสิฐคุณ ศุภสิริโรจน์ , 2.Second prize น้องน้ำมน นาคินทร์ ตรีวิศวเวทย์, น้องโฮม บรรณพงศ์ เวชกามา, น้องกวิน จริยาพรรุ่ง, น้องโฟตี้ กรณ์ธนิชย์ จึงรุ่งเรืองกิจ, น้องแดน ดวิน ประเทืองวงศ์, น้องคิน อาชวิณ จุลเสน , 3.Third prize น้องภคิน จริยาพรรุ่ง , น้องกวิน สุริยจันทร์

สิ่งที่โดดเด่นจากชัยชนะครั้งนี้ไม่ใช่เพียงจำนวนรางวัล แต่คือการพิสูจน์ว่าเยาวชนที่ผ่านการบ่มเพาะกับ Code Genius ได้รับการพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่ออนาคตอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการคิดเชิงตรรกะ การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ความคิดสร้างสรรค์ หรือการทำงานเป็นทีม ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นรากฐานที่จะช่วยให้เด็กไทยก้าวสู่โลกยุคใหม่ได้อย่างมั่นใจ

น้องพิพพา – ปริญประภา พลาพิภัทร หนึ่งในผู้คว้ารางวัล First prize กล่าวว่า การได้ขึ้นเวทีระดับโลกครั้งนี้เป็นประสบการณ์ที่เกินกว่าคำว่าภูมิใจ เพราะไม่ใช่แค่การประกวดหุ่นยนต์ แต่เป็นการเรียนรู้วิธีคิดใหม่ๆ ที่ทำให้มองปัญหาและการแก้โจทย์ต่างๆอย่างเป็นระบบมากขึ้น ที่สำคัญได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีม การฟังความคิดเห็น และการลองผิดลองถูกโดยไม่กลัวความล้มเหลว สิ่งเหล่านี้ทำให้ตนมั่นใจขึ้นว่าทักษะ Coding จะไม่ใช่แค่เรื่องของการเขียนโค้ด แต่เป็นเครื่องมือที่จะช่วยต่อยอดไปพัฒนาสิ่งที่เป็นประโยชน์กับคนอื่นๆ ได้จริงในอนาคต

ทั้งนี้ในอนาคต Code Genius ยังคงมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนเยาวชนไทยให้ได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะด้าน Coding อย่างเข้มข้น ทั้งในเชิงการเรียนรู้และการแข่งขัน พร้อมต่อยอดเวทีความสำเร็จไปสู่ระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เด็กไทย “ฉลาดคิด ทันโลก” และเติบโตขึ้นเป็นกำลังสำคัญของสังคมในอนาคต

​อรสิริน เปิดโรงเรียนนานาชาติ ‘Mill Hill International School Thailand’ ด้วยหลักสูตร Authentic British สู่ความเป็นเลิศด้านวิชาการ

​อรสิริน เปิดโรงเรียนนานาชาติ 'Mill Hill International School Thailand' ด้วยหลักสูตร Authentic British สู่ความเป็นเลิศด้านวิชาการ

​อรสิริน เปิดโรงเรียนนานาชาติ ‘Mill Hill International School Thailand’ ด้วยหลักสูตร Authentic British สู่ความเป็นเลิศด้านวิชาการ

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท อรสิริน เอ็ดดูเคชั่น จำกัด ในเครือ บริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดตัว โรงเรียนนานาชาติมิลล์ ฮิลล์ ประเทศไทย  (Mill Hill International School Thailand) โรงเรียนนานาชาติสัญชาติอังกฤษระดับพรีเมียมที่ใช้หลักสูตร Authentic British แห่งแรกใน จ.เชียงใหม่ ด้วยการผสานตำนานกว่า 200 ปี ของ Mill Hill School เข้ากับแนวคิด “Connecting the World” มุ่งปั้นผู้นำรุ่นใหม่สู่ความเป็นเลิศทั้งด้านวิชาการและทักษะชีวิตอย่างมีความสุข ภายใต้ปรัชญา “Instilling Values, Inspiring Minds”

จากการศึกษาพบว่า ปัจจุบันมีโรงเรียนในประเทศไทยไม่มากนัก ที่ได้รับการยอมรับในฐานะ ‘British Branded Schools’ เราจึงมุ่งมั่นพัฒนา โรงเรียนนานาชาติที่ดีที่สุด’ ด้วยการลงนาม MOU กับ มิลล์ ฮิลล์ เอ็ดดูเคชั่น กรุ๊ป เพื่อเปิดโรงเรียนแห่งแรกนอกสหราชอาณาจักรที่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาในภูมิภาคนี้

ปัจจัยสู่ความสำเร็จ คือ Kate Simon อดีตครูใหญ่ Grimsdell มิลล์ ฮิลล์ สกูล สกูล พร้อมด้วยคณะครูจากมิลล์ ฮิลล์ อังกฤษ บินตรงมารับตำแหน่งครูใหญ่คนแรกของโรงเรียนนานาชาติมิลล์ ฮิลล์ ประเทศไทย ร่วมกับ ดร.ยุทธชัย ดำรงมณี ผู้อำนวยการโรงเรียน ทั้งนี้ โรงเรียนนานาชาติมิลล์ ฮิลล์ ประเทศไทย เป็นโรงเรียนนานาชาติระดับ ‘Extraordinary value’ ที่มีมาตรฐานการศึกษาเช่นเดียวกับโรงเรียนต้นแบบที่สหราชอาณาจักร พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน แต่ราคาค่าเทอมที่ถูกกว่าอังกฤษถึง 3 เท่า”

Kate Simon กล่าวว่า มิลล์ ฮิลล์ สกูล ก่อตั้งขึ้น ณ กรุงลอนดอน ตั้งแต่ปี ค.ศ.1807 ด้วยการสั่งสมปรัชญาการศึกษามานานกว่า 200 ปี ปัจจุบัน มิลล์ ฮิลล์ เป็นส่วนหนึ่งของ มิลล์ ฮิลล์ เอ็ดดูเคชั่น กรุ๊ป ที่มีเครือข่ายโรงเรียนพันธมิตรทั่วโลก ศิษย์เก่าของเราจำนวนมากประสบความสำเร็จจนมีชื่อเสียงระดับโลก อาทิ Sir Denis Thatcher นักธุรกิจชั้นนำ สามีของนาง Margaret Thatcher อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร, Harry Melling นักแสดงชื่อดังจากภาพยนตร์ Harry Potter, Sir Norman Hartnell ดีไซเนอร์ผู้ออกแบบชุดให้ราชวงศ์อังกฤษ ไปจนถึง Prof. Sir Richard Evans นักประวัติศาสตร์ระดับโลก ฟรานซิส คริก (Francis Crick) ผู้ร่วมค้นพบ ดีเอ็นเอ และ James Murray บรรณาธิการใหญ่คนแรกของพจนานุกรมภาษาอังกฤษฉบับออกซฟอร์ด (Oxford English Dictionary)

เชียงใหม่เป็นศูนย์กลางการศึกษาภาคเหนือ มีชื่อเสียงระดับโลกด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว พร้อมสภาพแวดล้อมใกล้ชิดธรรมชาติและป่าเขา เช่นเดียวกับ Mill Hill School UK ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญา Forest Learning ทำให้เรามองเห็นโอกาสนำมาตรฐานการศึกษาแท้จริงจากลอนดอนมาสู่ภูมิภาคนี้เป็นครั้งแรก โดยผสมผสานหลักสูตรอังกฤษแท้ (The National British Curriculum in England) กับวัฒนธรรมและคุณค่าดั้งเดิมของไทย เน้นพัฒนาศักยภาพเพื่อสร้างความสมดุลให้ผู้เรียนอย่างสมบูรณ์แบบ

ดร.ยุทธชัย ดำรงมณี กล่าวว่า โรงเรียนนานาชาติมิลล์ ฮิลล์ ประเทศไทย ไม่ใช่แฟรนไชส์ แต่เป็นโรงเรียนในเครือมิลล์ ฮิลล์ เอ็ดดูเคชั่น กรุ๊ป โดยตรง ซึ่งจะคงมาตรฐานเดียวกับโรงเรียนต้นแบบในสหราชอาณาจักรทุกประการ นอกจากนี้ เรายังนำระบบ House System มาใช้เพื่อสร้างการเรียนรู้การทำงานเป็นทีมและภาวะผู้นำอย่างเป็นธรรมชาติ สำหรับปีการศึกษาแรก เราเปิดรับนักเรียนตั้งแต่ชั้น Nursery – Year 6 ยอดนักเรียนเกือบ 100 คน โดยมีสัดส่วนนักเรียนไทย 50%และมี จีน อเมริกา อังกฤษ ยุโรปอีก 50% เราตั้งเป้าหมายในอีก 5 ปีข้างหน้าว่าจะมีนักเรียนถึง 850 คน ภายในปี 2030

“สำหรับค่าเล่าเรียนประมาณ 400,000-600,000 บาท ต่อปี ซึ่งถูกกว่า มิลล์ ฮิลล์ สกูล ที่ลอนดอน ถึง 3 เท่า ในขณะที่นักเรียนได้รับหลักสูตรและมาตรฐานการเรียนการสอนเดียวกันทุกประการ นอกจากนี้ เรายังเตรียมแผนโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยนกับโรงเรียนในเครือที่อังกฤษ ซึ่งเปิดโอกาสให้เด็กๆได้สัมผัสประสบการณ์จริงและเข้าใจถึงรากฐานของการศึกษาของ มิลล์ ฮิลล์ กรุ๊ป”

กันยาณรรค์ รัตนศาสตร์ชาญ ผู้จัดการโรงเรียนนานาชาติมิลล์ ฮิลล์ ประเทศไทย กล่าวว่า เราให้ความสำคัญกับสุขอนามัยและความปลอดภัยเป็นอันดับแรก ด้วยการคัดสรรสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสมกับพัฒนาการของนักเรียนแต่ละช่วงวัย พร้อมหลักสูตร Forest School ห้องวิทยาศาสตร์, ห้องศิลปะ, ห้องดนตรี, ห้องสมุด และพื้นที่สำหรับกีฬาในร่มและกลางแจ้ง ตลอดจนมาตรการ Security & Safety ที่เข้มงวด รวมถึงการติดตั้งระบบ Positive Air Pressure และเครื่องวัดค่าฝุ่น PM2.5

“โรงเรียนได้วางแผนการขยายตัวในช่วง 4 ปี ข้างหน้า ตั้งแต่ระดับ อนุบาล จนถึง Year 13 โดยจะเริ่มต้นรับสมัครนักเรียนตั้งแต่ระดับ Nursery ถึง Year 6 ในปีการศึกษาแรก 2568 และจะทยอยเปิดในทุกปี จนเต็มเฟสในปีการศึกษา 2571 ประกอบด้วย อาคารหอประชุม Sport Complex ที่ครอบคลุม สระว่ายน้ำขนาดโอลิมปิกสนามกีฬาเทนนิสสนามฟุตบอลขนาดมาตรฐานพร้อมลู่วิ่ง และอาคารยิมเนเซียมที่ทันสมัย นอกจากนี้ยังมี Boarding School เพื่อเตรียมรองรับการขยายตัวของโรงเรียน” กันยาณรรค์ กล่าว

​‘ชั่วโมงที่ 800 สืบ ศิลป์ สยาม’ นิทรรศการผลงานศิลปะไทยโบราณ สืบสาน – ส่งเสริมองค์ความรู้งานช่างศิลป์ไทย

​‘ชั่วโมงที่ 800 สืบ ศิลป์ สยาม’ นิทรรศการผลงานศิลปะไทยโบราณ สืบสาน - ส่งเสริมองค์ความรู้งานช่างศิลป์ไทย

​‘ชั่วโมงที่ 800 สืบ ศิลป์ สยาม’ นิทรรศการผลงานศิลปะไทยโบราณ สืบสาน – ส่งเสริมองค์ความรู้งานช่างศิลป์ไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นประธานเปิดโครงการ “ชั่วโมงที่ 800 สืบ ศิลป์ สยาม” นิทรรศการแสดงผลงานศิลปะไทยโบราณช่างสิบหมู่ ประจำปี 2568 โดยมี นายอิทธิพงศ์ จักษ์ตรีมงคล ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัล ศาลายา ผู้บริหารบริษัท ซินโปรเทค จำกัด ศูนย์การเรียนรู้ภูทองวิลเลจ จ.นครสวรรค์ และอาจารย์ นักศึกษา เข้าร่วม ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ศาลายา จ.นครปฐม

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดี สกร. กล่าวว่า โครงการ “ชั่วโมงที่ 800 สืบ ศิลป์ สยาม” จัดขึ้นเพื่อเผยแพร่ผลงานของผู้เรียน ซึ่งเกิดการฝึกฝนทักษะและสะสมประสบการณ์ตลอดระยะเวลา 8 เดือน และเป็นเวทีสร้างแรงบันดาลใจและเป็นต้นแบบให้กับผู้ที่สนใจในศิลปะไทยโบราณ อีกทั้งยังเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างช่างศิลป์และผู้รักในงานศิลป์ด้วยกัน

นางณัฐนันท์ ทวีโภค ประธานองค์กรนักศึกษาศิลปะไทยโบราณช่างสิบหมู่ ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก (วิทยาลัยในวัง) กล่าวว่า ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก (วิทยาลัยในวัง) ได้ดำเนินการจัดการเรียนรู้และฝึกอบรมหลักสูตรศิลปะไทยโบราณช่างสิบหมู่หลักสูตร 800 ชั่วโมง อันมุ่งหมายเพื่อสืบสานอนุรักษ์ และส่งเสริมองค์ความรู้ด้านงานช่างศิลป์ไทย ซึ่งเป็นมรดกทางภูมิปัญญาและวัฒนธรรมอันล้ำค่าโดยยึดแนวทางตามพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์และสืบสานงานช่างศิลปกรรมไทยโบราณ ทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายเข้าถึงการศึกษา ตอนสนองต่อแนวนโยบายการเรียนรู้ตลอดชีวิตของกรมส่งเสริมการเรียนรู้อย่างแท้จริง

สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก (วิทยาลัยในวัง) ได้ดำเนินการฝึกอบรมหลักสูตรศิลปะไทยโบราณช่างสิบหมู่ แบ่งเป็น 3 หมู่วิชา ได้แก่ 1.หมู่ช่างเขียน วิชาจิตรกรรมไทย 2.หมู่ช่างปั้น วิชาประติมากรรมไทย 3.หมู่ช่างหุ่น วิชาหุ่นหัวโขน รวมทั้งสิ้น 8 กลุ่มดำเนินการเรียนการสอนทั้งที่ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก (วิทยาลัยในวัง) และภาคีเครือข่าย ได้แก่ ศูนย์การเรียนรู้ภูทองวิลเลจ จ.นครสวรรค์ เรือนจำกรุงเทพมหานคร และเรือนจำยโสธร จ.ยโสธร มีผู้เรียนจำนวน 222 คน และสำเร็จจำนวน 186 คน คิดเป็นร้อยละ 83.79

​‘GEM Report 2025’ ยกระดับศักยภาพ MSMEs แข่งขันได้ในตลาดโลก

​‘GEM Report 2025’ ยกระดับศักยภาพ MSMEs แข่งขันได้ในตลาดโลก

​‘GEM Report 2025’ ยกระดับศักยภาพ MSMEs แข่งขันได้ในตลาดโลก

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จัดงานสัมมนา “สถานการณ์ความเป็นผู้ประกอบการไทยและโลก ประจำปี 2568 (GEM Report 2025)” ภายใต้โครงการสำรวจข้อมูลตามแนวทาง GEM (Global Entrepreneurship Monitor) ซึ่งเป็นเครือข่ายการศึกษาระดับนานาชาติที่ใช้ร่วมกันในหลายประเทศทั่วโลก การสัมมนาครั้งนี้ได้นำเสนอผลการวิจัยจากการประเมินสังคมผู้ประกอบการ โดยใช้ข้อมูลจาก GEM ครอบคลุมทั้งมิติทัศนคติของประชาชน ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม และระดับการมีส่วนร่วมของคนไทยในกิจกรรมเกี่ยวกับการเป็นผู้ประกอบการ ข้อมูลเชิงประจักษ์เหล่านี้จะเป็นแนวทางสำคัญในการกำหนดนโยบายและมาตรการ เพื่อยกระดับศักยภาพของวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และขนาดย่อย (MSMEs) ให้แข็งแรง พร้อมก้าวสู่การแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมั่นใจ

ดร.วุฒนิพงษ์ วราไกรสวัสดิ์ คณบดีคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ ม.กรุงเทพ ว่า การยกระดับศักยภาพของ MSMEs ต้องเริ่มจากการสร้างสังคมผู้ประกอบการที่มั่นคง จำเป็นต้องอาศัยการวัดผลอย่างเป็นระบบ โดยใช้ดัชนี TEA เป็นเครื่องมือสะท้อนระดับกิจกรรมผู้ประกอบการและศักยภาพในมาตรฐานสากล ซึ่งจะช่วยให้การกำหนดนโยบายและมาตรการสนับสนุนเป็นไปอย่างถูกต้องและยั่งยืน ในส่วนของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ในฐานะมหาวิทยาลัย Practical University  ที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริง เราพร้อมเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันและขับเคลื่อนการสร้างสังคมผู้ประกอบการ ที่เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป”

ด้าน ลลนา เถกิงรัศมี ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สสว. กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญการแข่งขันทางธุรกิจที่รุนแรงทั้งในประเทศและต่างประเทศ การสร้าง “สังคมผู้ประกอบการ” ที่เข้มแข็งจึงเป็นหัวใจสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ งานวิจัย GEM 2025 ที่จัดทำโดย สสว. และมหาวิทยาลัยกรุงเทพ พบว่าคนไทยราว 70% มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมในระบบนิเวศผู้ประกอบการ และประมาณ 1 ใน 3 เข้ามามีบทบาทในฐานะเจ้าของธุรกิจ ขณะที่กว่า 15% อยู่ในขั้นเริ่มต้นการก่อตั้งธุรกิจใหม่ สะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติเชิงบวกต่อการเป็นผู้ประกอบการ การมองเห็นโอกาส และการได้รับแรงสนับสนุนจากสังคม วัฒนธรรม และภาครัฐ ข้อมูลเหล่านี้จึงถือเป็นรากฐานสำคัญต่อการกำหนดนโยบายและการเสริมสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนต่อไป”

การสร้างสังคมผู้ประกอบการที่เข้มแข็งและยั่งยืน ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการขับเคลื่อนของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง หากแต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และสังคมโดยรวม เพื่อร่วมกันวางรากฐานและขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การทำความเข้าใจปัจจัยเหล่านี้จึงถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญ ที่จะทำให้ทุกฝ่ายสามารถทำงานได้อย่างมีพลังและเห็นผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม มหาวิทยาลัยกรุงเทพ, สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และทีมวิจัย พร้อมเปิดกว้างและรับฟังทุกความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้เข้าร่วมสัมมนา เพราะเสียงของทุกท่าน คือ ส่วนสำคัญที่จะช่วยเติมเต็มงานวิจัย และต่อยอดสู่แนวทางการพัฒนาที่สมบูรณ์ เพื่อสร้างประโยชน์ต่อระบบนิเวศผู้ประกอบการไทยในอนาคต

​รวมพลังภาคีผลิตกำลังคนอาชีวะสมรรถนะสูง ตอบโจทย์อุตสาหกรรม เศรษฐกิจประเทศ

​รวมพลังภาคีผลิตกำลังคนอาชีวะสมรรถนะสูง ตอบโจทย์อุตสาหกรรม เศรษฐกิจประเทศ

​รวมพลังภาคีผลิตกำลังคนอาชีวะสมรรถนะสูง ตอบโจทย์อุตสาหกรรม เศรษฐกิจประเทศ

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานพิธีเปิดงาน “มหกรรมรวมพลังภาคีเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา” พร้อมลงนามความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายภาครัฐและภาคเอกชน 44 แห่ง ณ วิทยาลัยการอาชีวศึกษาปทุมธานี

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ. เปิดเผยว่า การจัดงาน “มหกรรมรวมพลังภาคีเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา” เพื่อแสดงพลังความร่วมมือกับภาครัฐและภาคเอกชน 44 แห่ง ภายใต้คณะอนุกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา (อ.กรอ.อศ.) 35 กลุ่ม ทั้งในและต่างประเทศ

ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่าง สอศ. กับภาคีเครือข่าย โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อขยายความร่วมมือในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนและการจัดการเรียนรู้ระบบทวิภาคีให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ความร่วมมือในวันนี้จะช่วยให้การผลิตกำลังคนเป็นไปอย่างมีทิศทาง ตอบสนองความต้องการของประเทศในหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น เกษตรกรรม ธุรกิจและบริการ สุขภาพ การดูแลผู้สูงอายุ พาณิชยกรรม และการท่องเที่ยว รวมถึงการรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตในกลุ่ม S-Curve และ New S-Curve

“สอศ. ไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาความร่วมมือร่วมภาคประกอบการ ส่งเสริมการพัฒนาครูให้ก้าวทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า พัฒนาหลักสูตรให้ตอบโจทย์และตรงกับความต้องการเพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะที่พร้อมทำงานได้ทันที ซึ่งการขับเคลื่อนอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี สอศ. ได้ดำเนินความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายแล้วกว่า 20,000 แห่ง อย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปี โดยผู้เรียนอาชีวะจะได้รับทักษะที่ตรงกับความต้องการ มีรายได้ระหว่างเรียน ที่สำคัญคือจบแล้วมีงานทำ 100% แน่นอน โดย สอศ. พร้อมที่จะสนับสนุนและขับเคลื่อนการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อส่งต่อกำลังคนอาชีวศึกษาที่มีคุณภาพสู่ภาคประกอบการ และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน” เลขาธิการ กอศ. กล่าว

​สกสว.จัดเวทีแจงเป้าหมายหนุนงบประมาณกองทุน ววน. มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจสังคมไทยสู่ความสมดุลและยั่งยืน

​สกสว.จัดเวทีแจงเป้าหมายหนุนงบประมาณกองทุน ววน. มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจสังคมไทยสู่ความสมดุลและยั่งยืน

​สกสว.จัดเวทีแจงเป้าหมายหนุนงบประมาณกองทุน ววน. มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจสังคมไทยสู่ความสมดุลและยั่งยืน

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จัดการประชุมชี้แจงเป้าหมายการสนับสนุนงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และแนวทางการจัดทำคำของบประมาณของหน่วยงานในระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ณ โรงแรมดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก

น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า กระทรวง อว.มุ่งสร้างกลไกงบประมาณที่คล่องตัว ยืดหยุ่น และตอบโจทย์ความท้าทายเร่งด่วนของประเทศ การลงทุนด้าน ววน. ต้องไม่ใช่เพียงการใช้งบประมาณ แต่ต้องสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมทั้งการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนากำลังคนคุณภาพสูง การยกระดับ คุณภาพชีวิต การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยพิบัติ และปัญหา PM2.5 นอกจากนี้การจัดทำคำของบประมาณต้องอิงข้อมูลเชิงประจักษ์ ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และสร้างนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ได้จริง

ด้าน ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธาน กสว. กล่าวว่า การจัดทำงบประมาณปี 2570 จะเน้นการสนับสนุนผ่าน กองทุน ววน. ด้วยรูปแบบการสนับสนุนที่หลากหลาย อาทิ การจัดสรรแบบ Multi-year และ Block Grant ควบคู่กับการส่งเสริมบุคลากรวิจัยรุ่นใหม่ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ เพื่อผลักดันให้งานวิจัยนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ โดยงบประมาณที่กองทุน ววน. ได้รับจัดสรรประมาณ 20,000 ล้านบาทต่อปี

ขณะที่ ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวเพิ่มเติมว่า เวทีชี้แจงครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อให้หน่วยงานในระบบ ววน. เข้าใจระบบการจัดทำงบประมาณและเตรียมความพร้อมในการยื่นคำของบประมาณปี 2570 โดยเน้นย้ำบทบาทสำคัญของ ววน. ในการตอบโจทย์ความท้าทายของประเทศในมิติต่าง ๆ ทั้งในมิติที่มีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศให้เกิดองค์ความรู้ใหม่เพื่อพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง และก้าวทันต่อการแข่งขันของเศรษฐกิจและสังคมโลกทั้งในปัจจุบันและอนาคตอย่างยั่งยืน รวมถึงด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหาสังคมและเศรษฐกิจ เช่น หนี้ครัวเรือน การจ้างงาน และการกระจายโอกาสทางสังคม

สกสว.มุ่งขับเคลื่อนแนวคิด “Efficiency Growth” เพื่อสร้างการเติบโตบนฐานผลิตภาพ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศในเวทีโลกด้วยแผนด้าน ววน. ที่มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจไทยด้วยเศรษฐกิจสร้างคุณค่าและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้มีความสามารถในการแข่งขันและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน พร้อมสู่อนาคตโดยใช้ ววน. การยกระดับสังคมและสิ่งแวดล้อมให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและนวััตกรรมระดับขั้นแนวหน้าที่ก้าวหน้าล้ำยุค และการพัฒนากำลังคนและสถาบันด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้เป็นฐานการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศแบบก้าวกระโดดและอย่างยั่งยืน รวมทั้งผ่านการจัดสรรงบประมาณให้แก่หน่วยรับงบประมาณอย่างเหมาะสมและมีธรรมาภิบาล ภายใต้วิสัยทัศน์ “SRI for All – Empowering all SRI organizations to achieve more and leap Thailand forward”

“สกสว. มุ่งหวังให้เวทีครั้งนี้เป็นการสร้างความเข้าใจร่วมกัน และเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศให้ตอบโจทย์ปัญหาและความต้องการของสังคมไทย พร้อมทั้งยกระดับประเทศไทยสู่การเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน” ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวสรุป