‘อมลวรรณ’ กำชับใช้ข้อบังคับคุรุสภาสะสางคดีผู้ประกอบวิชาชีพให้รวดเร็ว

'อมลวรรณ' กำชับใช้ข้อบังคับคุรุสภาสะสางคดีผู้ประกอบวิชาชีพให้รวดเร็ว

‘อมลวรรณ’ กำชับใช้ข้อบังคับคุรุสภาสะสางคดีผู้ประกอบวิชาชีพให้รวดเร็ว

วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.59 น.

“อมลวรรณ” คลี่ข้อบังคับใหม่ “คุรุสภา” ปรับกระบวนการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพรวดเร็วขึ้น – คุ้มครองผู้รับบริการ-คงมาตรฐานการอำนวยความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบวิชาชีพ ผิดร้ายแรงพักใช้ใบอนุญาตฯไม่ต้องรอ กมว.

ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ.2568 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ซึ่งข้อบังคับใหม่นี้ ปรับกระบวนการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพให้มีความรวดเร็ว คุ้มครองผู้รับบริการ และคงมาตรฐานการอำนวยความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ในประเด็นสำคัญ คือ 1.เพิ่มช่องทางการยื่นเรื่องกล่าวหาหรือกล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ ผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์  2.ปรับกระบวนการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพให้มีความรวดเร็วมากขึ้น 3.ปรับปรุงเงื่อนไขในการพิจารณาวินิจฉัยพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทุกประเภทไว้ก่อน โดยไม่ต้องรอผลการสอบสวน ของคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) เพื่อคุ้มครองผู้รับบริการทางการศึกษาในพฤติกรรมการกระทำความผิดในลักษณะร้ายแรงและเกิดความเสียหายต่อวิชาชีพอย่างร้ายแรง และ 4.ปรับปรุงองค์ประกอบของคณะอนุกรรมการสอบสวน โดยให้บุคลากรของหน่วยงานทางการศึกษาทุกสังกัดในพื้นที่จังหวัด ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ด้านกฎหมายและมีประสบการณ์สอบสวน สามารถปฏิบัติหน้าที่เป็นอนุกรรมการ และเลขานุการในคณะอนุกรรมการสอบสวนได้

“ จากนี้กระบวนการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ จะมีความรวดเร็วมากขึ้น ตามที่กำหนดในข้อบังคับ คือ 1.กรณีเรื่องกล่าวหาหรือกล่าวโทษที่สืบสวนข้อเท็จจริงแล้ว มีมูลเป็นการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพไม่ร้ายแรง  และได้แจ้งข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษและสรุปพยานหลักฐานให้ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษทราบ พร้อมทั้งรับฟังคำชี้แจงของผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษแล้ว กมว. สามารถพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดให้ ตักเตือน หรือ ภาคทัณฑ์ ตามควรแก่กรณี โดยไม่ต้องดำเนินการสอบสวน (ตามข้อ 16 ของข้อบังคับคุรุสภาฯ)  2.กรณีเรื่องกล่าวหาหรือกล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ และเป็นกรณีความผิดปรากฏชัดแจ้ง และได้แจ้งข้อกล่าวหา หรือข้อกล่าวโทษ และสรุปพยานหลักฐานให้ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษทราบ พร้อมทั้งรับฟังคำชี้แจงของผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษแล้ว (ตามข้อ 72 ของข้อบังคับคุรุสภาฯ) กมว.สามารถพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด โดยไม่สอบสวน หรืองดการสอบสวนก็ได้ ทั้งนี้ ถือปฏิบัติตามที่ระบุไว้ในข้อบังคับ ”

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวต่อไปว่า ข้อบังคับใหม่นี้ได้มีการปรับปรุงเงื่อนไขในการพิจารณาวินิจฉัยพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทุกประเภทไว้ก่อน โดยไม่ต้องรอผลการสอบสวนของ กมว. ในพฤติกรรมของผู้ประกอบวิชาชีพที่กระทำความผิดในลักษณะร้ายแรง ดังนี้ 1.เกี่ยวข้องกับยาเสพติด หรือการค้าประเวณี หรือการค้ามนุษย์ 2.กระทำล่วงละเมิดทางเพศต่อนักเรียน หรือนักศึกษา หรือข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือบุคคลอื่น 3.กระทำอนาจาร หรือนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้  อันเกิดความเสียหายต่อวิชาชีพอย่างร้ายแรงและเป็นที่ประจักษ์ชัด และ 4.กระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์หรือทุจริตต่อหน้าที่  หรือเป็นคดีอุกฉกรรจ์และสะเทือนขวัญ หรือเป็นคดีฉ้อโกงประชาชน และถูกฟ้องคดีอาญา ซึ่งทั้ง 4 เรื่องนี้ หน่วยงานต้นสังกัดต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้ 1.มีคำสั่งลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง 2.มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงและพักราชการหรือให้ออกจากราชการไว้ก่อน หรือให้ออกจากหน้าที่การปฏิบัติงาน และมีการแจ้งข้อกล่าวหาในการดำเนินคดีอาญา หรือ 3.หน่วยงานบังคับบัญชาที่มิใช่ราชการ สั่งให้ออกจากหน้าที่การปฏิบัติงาน และมีการแจ้งข้อกล่าวหาในการดำเนินคดีอาญา

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวด้วยว่า หากผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาผู้ใดถูก กมว. วินิจฉัยชี้ขาดให้ตักเตือน หรือภาคทัณฑ์ หรือพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพมีกำหนดเวลาไม่เกิน 5 ปี หรือเพิกถอนใบอนุญาต จะมีผลกระทบต่อการประกอบวิชาชีพทางการศึกษาด้วย คือ 1.ถูกบันทึกประวัติการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพไว้ในระบบสารสนเทศผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เพื่อประกอบการพิจารณาลักษณะต้องห้ามในการขอใบอนุญาตหรือการต่ออายุใบอนุญาต 2.กรณีถูกพักใช้ใบอนุญาต จะมีผลให้ผู้ประกอบวิชาชีพบุคคลนั้นไม่สามารถประกอบวิชาชีพต่อไปจนกว่าจะครบกำหนดระยะเวลาพักใช้ใบอนุญาต และ 3.กรณีถูกเพิกถอนใบอนุญาต จะมีผลให้ผู้ประกอบวิชาชีพบุคคลนั้นต้องออกจากวิชาชีพ

“ คุรุสภา และ กมว. ให้ความสำคัญต่อการพิจารณาฯ ให้มีความรวดเร็ว ทันเหตุการณ์ และเป็นไปเพื่อคุ้มครองผู้รับบริการทางการศึกษา และดำเนินการเชิงรุก โดยสร้างความตระหนักรู้ในการประพฤติปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณของวิชาชีพ โดยเฉพาะครู และผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งเป็นกลุ่มวิชาชีพที่ใกล้ชิดกับนักเรียน พร้อมทั้งขอความร่วมมือหน่วยงานต้นสังกัดของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาทุกสังกัด กำกับดูแล และรณรงค์ส่งเสริมให้ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาประพฤติปฏิบัติตามจรรยาบรรณของวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง ” เลขาธิการคุรุสภา กล่าว. 

DPU ปลุกศักยภาพเชฟรุ่นใหม่ ก้าวไกลสู่สิงคโปร์

DPU ปลุกศักยภาพเชฟรุ่นใหม่ ก้าวไกลสู่สิงคโปร์

DPU ปลุกศักยภาพเชฟรุ่นใหม่ ก้าวไกลสู่สิงคโปร์

วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.31 น.

คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดประกวดโครงการอาหารนวัตกรรมสุดล้ำในวิชาอาหารโมเลกูลาร์ ชิงตั๋วเครื่องบินไปศึกษาต่อที่ประเทศสิงคโปร์ โดยผลปรากฏว่า นางสาวกานต์สินี แจ้งกระจ่าง และ นางสาววรรณวิสา สุขสำราญ นักศึกษาปี 4 หลักสูตรศิลปะการประกอบอาหาร คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม คว้ารางวัลชนะเลิศจากการแข่งขันดังกล่าว ส่งผลให้ทั้งสองได้บินลัดฟ้าไปฝึกอบรมพิเศษด้านการทำขนมอบ ณ Creative Culinaire Academy (CCA) สถาบันสอนทำขนมชื่อดังของสิงคโปร์ ซึ่งได้รับการยอมรับในหมู่นักรักขนมอบ โดดเด่นด้วยแบรนด์คาเฟ่โดนัทยอดนิยม “Caffe Pralet” ที่มีสาขาทั้งในสิงคโปร์และประเทศไทย

โอกาสเรียนรู้มูลค่าสูง

การไปเรียนที่สิงคโปร์ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการฝึกฝีมือของเชฟเท่านั้น แต่ยังเป็นการเรียนรู้วัฒนธรรม และ ฝึกภาษาอังกฤษเต็มรูปแบบ นักศึกษาทั้งสองต้องเรียนและสื่อสารกับเชฟต่างชาติเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด นอกจากจะเพิ่มทักษะการทำขนมอบแล้ว ยังช่วยขยายคลังคำศัพท์เฉพาะทางเบเกอรี่ระดับสากล พื้นฐานจากการเรียนในไทยจึงกลายเป็นก้าวกระโดดสู่วิธีการและเทคนิคใหม่ ๆ ในเวทีระดับเอเชีย ประสบการณ์น่าตื่นเต้นและอร่อยล้ำนี้สะท้อนให้เห็นว่า DPU มุ่งมั่นมอบการศึกษามูลค่าสูง (High Value Services) แก่นักศึกษา นำไปสู่การพัฒนาทักษะวิชาชีพด้านการประกอบอาหาร

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภูริ ชุณห์ขจร อาจารย์ผู้สอนวิชาอาหารโมเลกูลาร์ และผู้นำนักศึกษา DPU เปิดเวทีเรียนรู้ระดับเอเชีย กล่าวว่า “การเรียนรู้ด้านอาหารไม่ใช่เพียงการทำให้อร่อย แต่คือการค้นหาศักยภาพของแต่ละคน และปลดปล่อยให้พวกเขาได้เปล่งประกายในเส้นทางสายอาชีพเชฟ” จุดเด่นของการเรียนรู้ครั้งนี้อยู่ที่การใช้ภาษาอังกฤษล้วน นักศึกษาต้องสื่อสารกับเชฟต่างชาติในทุกขั้นตอน “นี่ไม่ใช่เพียงการฝึกทำขนมปังหรือขนมอบ แต่เป็นการฝึก Soft Skills อย่างการสื่อสาร การปรับตัว และการเรียนรู้วัฒนธรรมการทำงานข้ามประเทศ ซึ่งเป็น High Value Services ที่ DPU ภูมิใจมอบให้นักศึกษา”

ในมุมมองของอาจารย์ผู้สอนเชฟ “เราค้นหาจุดแข็งของนักศึกษา พัฒนาผ่านการเรียนและฝึกฝนจริงในครัว และสุดท้ายคือปลดปล่อยศักยภาพในเวทีการแข่งขันจริง” ความรู้จากตำราเป็นเพียงพื้นฐาน แต่การได้สัมผัสวัฒนธรรมอาหาร ประสบการณ์จริงคือสิ่งที่จะหล่อหลอมความมั่นใจและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้เรียนด้านอาหาร “ผมอยากให้นักศึกษารู้ว่า ความสามารถของพวกเขาสามารถพาอนาคตไปได้ไกลกว่าที่คิด”

ท้ายสุด ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภูริ ชุณห์ขจร ฝากข้อความถึงนักศึกษาและเชฟรุ่นใหม่ทุกคนว่า “ที่ DPU เราไม่เพียงสอนให้คุณเป็นเชฟที่ดี แต่สอนให้คุณเป็นเชฟที่พร้อมทำธุรกิจแห่งอนาคต เราจะผลักดันให้นักศึกษา  ปลุกศักยภาพ เปลี่ยนอนาคต  ตามสโลแกนที่ว่า Our Future is Our Potential”

ชาวอำนาจเจริญรวมใจ! ‘เจริญพระพุทธมนต์’ แสดงความจงรักภักดีในหลวง

ชาวอำนาจเจริญรวมใจ! ‘เจริญพระพุทธมนต์’ แสดงความจงรักภักดีในหลวง

ชาวอำนาจเจริญรวมใจ! ‘เจริญพระพุทธมนต์’ แสดงความจงรักภักดีในหลวง

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.35 น.

ชาวอำนาจเจริญรวมใจ! ‘เจริญพระพุทธมนต์’ แสดงความจงรักภักดีในหลวง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ วัดบ้านโคกสะอาด ตำบลไร่สีสุก อำเภอเสนางคนิคม จังหวัดอำนาจเจริญ ได้มีการจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ ประจำปี 2568 โดยมีพระมหาอาคม สุมณีโก เจ้าคณะอำเภอเสนางคนิคม เจ้าอาวาสวัดศรีใคร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และนายณรงค์ เทพเสนา ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส

พิธีนี้เป็นไปตามมติมหาเถรสมาคมที่กำหนดให้มีการจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ในทุกวันที่ 28 ของทุกเดือน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ รวมถึงส่งเสริมให้ประชาชนน้อมนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน

ในงานมีหัวหน้าส่วนราชการจากทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงประชาชนชาวจังหวัดอำนาจเจริญเข้าร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์และนั่งสมาธิเจริญจิตภาวนาเป็นจำนวนมาก เพื่อร่วมกันถวายพระพรและอธิษฐานจิตให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและประเทศชาติสืบไป ///-026

‘ในหลวง-พระราชินี’ ทรงห่วงใยกำลังพล ที่ได้รับบาดเจ็บเหตุปะทะชายแดน

‘ในหลวง-พระราชินี’ ทรงห่วงใยกำลังพล ที่ได้รับบาดเจ็บเหตุปะทะชายแดน

‘ในหลวง-พระราชินี’ ทรงห่วงใยกำลังพล ที่ได้รับบาดเจ็บเหตุปะทะชายแดน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.34 น.

‘ในหลวง-พระราชินี’ ทรงห่วงใยกำลังพลและราษฎรที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯสุรินทร์ เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยกำลังพลและราษฎรที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์  เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ไปมอบแก่กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว  พร้อมกับทรงรับผู้บาดเจ็บทุกคนไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ด้วย  

วันที่ 28 สิงหาคม 2568  เวลา  17.00  น.  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า  โปรดกระหม่อมให้ นายชำนาญ ชื่นตา  ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่ จ่าสิบเอก ณัฐพงศ์ สีชิน จ่าสิบเอก จักรกฤษณ์ เพลงเสนาะ พลทหาร อดิศร ป้อมกลาง  และพลทหาร ธรรพ์ณธร เทากระโทก กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ  โรงพยาบาลสุรินทร์ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์

ในการนี้   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมทรงรับผู้บาดเจ็บทั้งหมด ไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์   การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้  ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่กำลังพลอย่างหาที่สุดมิได้

 

มจพ.เปิดหลักสูตร ‘โรงเรียน–โรงงาน รูปแบบเยอรมัน’ ปั้นบุคลากรคุณภาพ เสริมทัพแรงงานทักษะสูง

มจพ.เปิดหลักสูตร 'โรงเรียน–โรงงาน รูปแบบเยอรมัน' ปั้นบุคลากรคุณภาพ เสริมทัพแรงงานทักษะสูง

มจพ.เปิดหลักสูตร ‘โรงเรียน–โรงงาน รูปแบบเยอรมัน’ ปั้นบุคลากรคุณภาพ เสริมทัพแรงงานทักษะสูง

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.15 น.

มจพ. เปิดตัว “หลักสูตรโรงเรียน–โรงงาน รูปแบบเยอรมัน” ระดับอนุปริญญา รับผู้จบ ม.3 ปั้นบุคลากรคุณภาพ เสริมทัพแรงงานทักษะสูง ตอบโจทย์อุตสาหกรรมอนาคต

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เดินหน้าปฏิรูปการศึกษาเชิงบูรณาการ จัดประชุมเตรียมความพร้อมเพื่อเปิดการเรียนการสอน หลักสูตรอนุปริญญาเตรียมนักเทคโนโลยีและนวัตกรรม (หลักสูตรโรงเรียน–โรงงาน รูปแบบเยอรมัน) ตามแบบโรงเรียนเทคนิคไทย-เยอรมัน โดยมี ศ.ดร.ธานินทร์ ศิลป์จารุ อธิการบดี มจพ. เป็นประธาน ร่วมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง อาทิ ผศ.ปรีชา อ่องอารี รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนาองค์กร, ศ.ดร.เสาวณิต สุขภารังษี รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ และ ผศ.พีรศักดิ์ เสรีกุล รองอธิการบดี มจพ. ประจำวิทยาเขตปราจีนบุรี ตลอดจนผู้บริหารและคณาจารย์ที่เกี่ยวข้อง เข้าประชุมเพื่อร่วมขับเคลื่อนหลักสูตรใหม่ซึ่งจะเปิดรับผู้จบ ม.3 เข้าศึกษาต่อ โดยเริ่มภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2569 ณ มจพ. วิทยาเขตปราจีนบุรี

จุดเด่นของหลักสูตร

                •             เรียนรู้แบบโรงเรียน–โรงงาน รูปแบบเยอรมัน  (ตามแบบโรงเรียนเทคนิคไทย-เยอรมัน) : ผสานการเรียนเชิงวิชาการกับการฝึกปฏิบัติจริงในสถานประกอบการ

                •             โครงสร้างการเรียน 5 ปี:

• ปีที่ 1–3 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เน้นพื้นฐานคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี

• ปีที่ 4–5 ระดับอนุปริญญา เน้นการเรียนบูรณาการควบคู่การฝึกในโรงงานจริง

                •             พัฒนาทักษะศตวรรษที่ 21: การคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม

                •             ฝึกงาน–สหกิจศึกษาตลอดการเรียนรู้บูรณาการกับการทำงาน: นักศึกษาชั้นปีที่ 4–5 ได้รับประสบการณ์ตรงในสถานประกอบการ พร้อมโอกาสรับทุนสนับสนุนจากภาคอุตสาหกรรม และต่อยอดสู่ปริญญาตรีภายใต้หลักสูตร Work Integrated Learning (WiL)

                •             มาตรฐานสากล: สอดคล้องเกณฑ์มาตรฐานอนุปริญญา พ.ศ. 2565 และหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2560 รวม 143 หน่วยกิต

ทั้งนี้ โครงการได้รับการสนับสนุนและบูรณาการองค์ความรู้จาก 4 คณะหลักของ มจพ. วิทยาเขตปราจีนบุรี ได้แก่ คณะเทคโนโลยีและการจัดการอุตสาหกรรม, คณะบริหารธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการ, คณะอุตสาหกรรมเกษตรดิจิทัล และคณะวิศวกรรมศาสตร์ ครอบคลุมทั้งด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม นวัตกรรม สังคมศาสตร์ ภาษา และสุขศึกษา

การเปิดตัวหลักสูตรนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของ มจพ. ในการสร้างบุคลากรสายอาชีพระดับอนุปริญญาที่มีทั้งความรู้เชิงวิชาการ ทักษะและประสบการณ์จริง พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ทันทีหลังสำเร็จการศึกษา ตอบสนองความต้องการแรงงานทักษะสูงของประเทศ และยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมไทยสู่การแข่งขันอย่างยั่งยืน

โครงการนี้สะท้อนพันธกิจของ มจพ. ในการพัฒนาการศึกษาเชิงนวัตกรรม มุ่งสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพครบครัน พร้อมก้าวสู่อนาคตเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างมั่นคง

พว.ออกโรงแจงข่าวคลาดเคลื่อนจัดทำตำราอดีตพระอลงกต

พว.ออกโรงแจงข่าวคลาดเคลื่อนจัดทำตำราอดีตพระอลงกต

พว.ออกโรงแจงข่าวคลาดเคลื่อนจัดทำตำราอดีตพระอลงกต

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.10 น.

พว.แจงข่าวคลาดเคลื่อน ยันไม่ได้จัดทำตำรา”อดีตพระอลงกต”

วันนี้ (28 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สั่งถอดชื่ออดีตพระอลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี ออกจากแบบเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 (ป.5) โดยว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ สพฐ.เปิดเผยว่า หลังจากพบว่าอดีตพระอลงกต ถูกดำเนินคดีอาญา และมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม จึงสั่งงดใช้เนื้อหาเกี่ยวข้องในชั้นเรียนทันที และจะไม่มีการพิมพ์ซ้ำในปีการศึกษาถัดไป

ทั้งนี้ สำหรับเนื้อหาข่าวที่สื่อมวลชนบางแขนงได้นำเสนอ ว่าหนังสือภาษาพาที ป.5 ที่มีเนื้อหายกย่องอดีตพระอลงกต เป็น “บุคคลจิตสาธารณะ” ตัวอย่างความดี แต่ สพฐ.เห็นว่า เด็กควรเรียนรู้จากแบบอย่างที่มีคุณธรรมครบถ้วน ซึ่งกรณีข่าวอดีตพระอลงกตจึงเข้าข่ายที่ต้องระงับการเชิดชู หรือยกย่อง โดยสื่อดังกล่าวนั้นได้ให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนว่าหนังสือภาษาพาที ป.5 จัดทำโดยสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ซึ่งหาได้เป็นความจริงแต่อย่างใด

ทางสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ขอใช้โอกาสนี้ชี้แจงแก้ไขในข้อมูลข่าวที่มีข้อมูลผิดพลาด สร้างความเสื่อมเสียให้กับทางสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) จึงขอชี้แจงมาให้ทราบโดยทั่วกัน ณ โอกาสนี้

‘พระพยอม’ชี้กรณี’ทิดอลงกต’ ความโลภ ทำฝีแตก! สะเทือนศรัทธาหนักสุดในรอบ 20 ปี

'พระพยอม'ชี้กรณี'ทิดอลงกต' ความโลภ ทำฝีแตก! สะเทือนศรัทธาหนักสุดในรอบ 20 ปี

‘พระพยอม’ชี้กรณี’ทิดอลงกต’ ความโลภ ทำฝีแตก! สะเทือนศรัทธาหนักสุดในรอบ 20 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.47 น.

พระพยอมเผย รู้เรื่องทิดอลงกตล่วงหน้า 3 ปี ลั่นพระนับ 10 องค์ทำเสื่อมเสีย ยังไม่เท่าองค์นี้องค์เดียว

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 เวลา 15.00 น. จากกรณีที่อดีตพระราชวิสุทธิประชานาถ หรือหลวงพ่ออลงกต ชื่อเล่นจอร์จ อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ  จ.ลพบุรี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับโดยแจ้งข้อกล่าวหาว่า เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ เป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ และฟอกเงิน 

ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปนมัสการสอบถามเรื่องดังกล่าวกับพระราชธรรมนิเทศ หรือพระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ต.บางเลน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี โดยกล่าวว่า อลงกตการละครอย่างที่ตำรวจว่าเล่นละครได้หลายฉากหลายบท ตีบทแตกจริงๆ ไม่รู้ใครเขียนบทให้ เอาความนึกคิดอะไรมาเขียนบทเล่นแบบนี้ได้ คือลับลวงพรางเหลือเกิน จนกระทั่งเราคิดไม่ถึง จริงๆเรื่องนี้อาตมาได้ยินข่าวแว่วมา มีคนมากระซิบบอกเมื่อ 3 ปีที่แล้ว หมอปลามาบอก แต่หมอปลาก็ฉลาดไม่เปิดประเด็นตอนนั้น เพราะตอนนั้นเขาบารมีแน่นปึ๊ก ชื่อเสียงกำลังดี บารมีกำลังมา ถ้าไปเปิดตอนนั้นหมอปลาก็คงจะอยู่ยาก เป็นดั่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ไม่ผิดเลย ความชั่วยิ่งทำยิ่งปกปิดความชั่วก็ยิ่งรั่วลด ถ้าเปิดเผยยอมรับซะตั้งแต่แรกอย่างลูกผู้ชายชาติพระก็จบ แต่นี่พยายามหลีกเลี่ยงปกปิดความผิดที่เกิดขึ้น เรื่องมันก็เลยบานปลาย เขาเรียกว่าฝีแตก ปิดจนฝีแตก  ตอนนี้ไม่น่าเชื่อว่าคนนั้นแซะคนนี้เซาะ เซาะไปแซะมาจนกระทั่งเจอคนที่เราไม่คิดว่าจะมาเกี่ยวข้อง อย่างเช่นมหาสมปอง ไม่นึกวันนี้เขาเปิดกันขึ้นมา ก็เพิ่งได้ดูข่าวเมื่อกี้นี้ว่ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่ว่าถูกผิดยังไม่รู้ 



ในรอบ 10 ปี 20 ปีนี้ พระองค์อื่นทำเสียหายนับ 10 องค์ ก็ไม่เท่ากับองค์นี้องค์เดียว เพราะองค์นี้ทำให้สะเทือนศรัทธามาก อาตมาไปบิณฑบาตก็มีคนพูด บางคนพูดดี ถ้าหลวงพ่อจะมีข่าวเสียหายยังไงก็ตามฉันไม่เสื่อมศรัทธาในพระพุทธศาสนา แต่บางท่านก็บอกว่าท่านอย่าตามเขาไปนะ ให้เหลือไว้กราบไหว้สักองค์เถอะ ตอนนี้แทบจะไม่เหลือพระดีๆกันแล้ว อะไรต่างๆนาๆคนพูดวิพากษ์วิจารณ์ออกอาการทวงหนี้ก็มี ทวงบุญที่ทำไปแล้ว ซึ่งมันไม่เคยมีคนทวงบุญกับพระกับศาสนาแต่คราวนี้มี เพราะเสียไปเยอะ เสียไปโดยเชื่อมั่นศรัทธา แล้วพอมาเป็นอย่างนี้ก็เสียดายเงิน 

แต่ทั้งหมดทั้งสิ้นไม่มีอะไรเกินที่พระพุทธเจ้าสอน พระพุทธเจ้าบอก โรโกธรรมานัง ปริปันโถ  ความโลภเป็นอันตรายต่อการกระทำทั้งหลาย ถ้าไม่โลภมากเกินไป ถ้าไม่บิณฑบาตจนเย็นจนค่ำ ไม่แสวงหารายบุญมาเสริม วัดเสริมศาสนามากขนาดนี้จะไม่เกิดเรื่อง ขอให้ทำพอดี ทำพอประมาณ พระพยอมกล่าว
 

ทน.เชียงรายเจ๋ง! ‘คว้าถ้วยพระราชทานฯ’ ครองแชมป์อันดับ 1 การศึกษาท้องถิ่น

ทน.เชียงรายเจ๋ง! ‘คว้าถ้วยพระราชทานฯ’ ครองแชมป์อันดับ 1 การศึกษาท้องถิ่น

ทน.เชียงรายเจ๋ง! ‘คว้าถ้วยพระราชทานฯ’ ครองแชมป์อันดับ 1 การศึกษาท้องถิ่น

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.44 น.

เทศบาลนครเชียงรายเจ๋ง! คว้าถ้วยพระราชทานฯ หลังทำผลงานยอดเยี่ยม ครองแชมป์อันดับ 1 การศึกษาท้องถิ่นระดับประเทศ

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย เป็นผู้แทนรับมอบถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ จังหวัดสกลนคร หลังจากเทศบาลนครเชียงรายทำผลงานโดดเด่น คว้าอันดับ 1 ของประเทศ ในการแข่งขันทักษะวิชาการและงานมหกรรมการจัดการศึกษาท้องถิ่นระดับประเทศ ครั้งที่ 14 ประจำปี 2568

เทศบาลนครเชียงรายส่งคณะครูและนักเรียนเข้าร่วมการแข่งขันระหว่างวันที่ 25-28 สิงหาคม 2568 และสามารถคว้าคะแนนสูงสุดจากการประกวดและการแข่งขันในหลากหลายสาขา แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่แข็งแกร่งในการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ของท้องถิ่น

ความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจครั้งสำคัญของชาวเชียงราย และเป็นกำลังใจให้ทุกภาคส่วน ทั้งครู นักเรียน และชุมชน ร่วมกันพัฒนาคุณภาพการศึกษาท้องถิ่นให้ดียิ่งขึ้น เพื่อยกระดับสู่มาตรฐานระดับประเทศและนานาชาติในอนาคต 

นิด้าเจ้าภาพ! ‘โต้วาทีเวทีโลก’ คนรุ่นใหม่ผนึกกำลัง-หาทางออกเพื่อโลกที่ยั่งยืน

นิด้าเจ้าภาพ! ‘โต้วาทีเวทีโลก’ คนรุ่นใหม่ผนึกกำลัง-หาทางออกเพื่อโลกที่ยั่งยืน

นิด้าเจ้าภาพ! ‘โต้วาทีเวทีโลก’ คนรุ่นใหม่ผนึกกำลัง-หาทางออกเพื่อโลกที่ยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.05 น.

นิด้าเจ้าภาพ! ‘โต้วาทีเวทีโลก’ คนรุ่นใหม่ผนึกกำลัง-หาทางออกเพื่อโลกที่ยั่งยืน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) จัดการแข่งขันโต้วาทีระดับนานาชาติว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน ครั้งที่ 2 ณ อาคารบุญชนะ อัตถากร โดยมีศาสตราจารย์ ดร.ทิพวรรณ หล่อสุวรรณรัตน์ อธิการบดี เป็นประธานในพิธีเปิด ซึ่งเน้นย้ำว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคน

การแข่งขันครั้งนี้มีทีมผู้เข้ารอบสุดท้าย 8 ทีม จากประเทศไทยและมหาวิทยาลัยในต่างประเทศกว่า 10 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ นิด้า, มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, East China Normal University (ECNU), Shanghai University of Finance and Economics (SUFE) และ National University of Singapore (NUS)

การแข่งขันแบ่งเป็นรอบเช้าและบ่าย โดยประเด็นการโต้วาทีมุ่งเน้นไปที่การใช้ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ เทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เช่น การใช้ AI เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและทางการแพทย์ รวมถึงการศึกษาแบบดิจิทัลเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจาก 6 สถาบันเข้าร่วมตัดสิน

ผลการแข่งขันปรากฏว่า ทีม HCU จากมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ คว้าแชมป์ไปครอง โดยมีสมาชิกคือ Mr. Harrit Ide, Ms. Tanyamon Kammaung และ Ms. Chonlada Mongkolkheha ขณะที่ ทีม NIDA ทีมที่ 1 ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 และ ทีม NIDA ทีมที่ 3 ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2

การแข่งขันครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองและความคิดริเริ่มของคนรุ่นใหม่จากหลากหลายประเทศและวัฒนธรรม ในการนำเทคโนโลยีมาแก้ไขปัญหาการพัฒนาที่ยั่งยืนระดับโลกได้อย่างน่าสนใจ ///-026

สพม.ตาก – ค่ายมวย จับมือ MOU เปิดหลักสูตรรักษ์ตาก ‘มวยไทยเพื่อสุขภาพ’ ปลุกพลังเยาวชน รักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น

สพม.ตาก - ค่ายมวย จับมือ MOU เปิดหลักสูตรรักษ์ตาก ‘มวยไทยเพื่อสุขภาพ’ ปลุกพลังเยาวชน รักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น

สพม.ตาก – ค่ายมวย จับมือ MOU เปิดหลักสูตรรักษ์ตาก ‘มวยไทยเพื่อสุขภาพ’ ปลุกพลังเยาวชน รักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โรงเรียนวังประจบวิทยาคม สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก (สพม.ตาก) โดยนายอาณัติ ผาพรม ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก (ผอ.สพม.ตาก)  เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับนายศักดิ์ชัย ใจแป้ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก (รอง ผอ.สพม.ตาก) พร้อมด้วยค่ายมวย “ช.วุฒิชัย” และโรงเรียนวังประจบวิทยาคม เพื่อขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้ในหลักสูตร “รักษ์ตาก : มวยไทยเพื่อสุขภาพ”

หลักสูตรดังกล่าวมุ่งบูรณาการศิลปะมวยไทย ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของชาติ เข้ากับระบบการเรียนการสอนในสถานศึกษา โดยเฉพาะกิจกรรม “คีตะมวยไทย” ซึ่งผสานศาสตร์แห่งการป้องกันตัวกับศิลปะแห่งการเคลื่อนไหวได้อย่างงดงาม ช่วยส่งเสริมสุขภาพ เสริมสร้างสมรรถภาพทางกาย และปลูกฝังความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ความเป็นไทยแก่เยาวชน

นายอาณัติ ผาพรม ผอ.สพม.ตาก กล่าวในการเปิดงานว่า “การนำศิลปะมวยไทยมาบูรณาการกับหลักสูตร ถือเป็นการพัฒนาหลักสูตรเชิงนวัตกรรม ที่ไม่เพียงแต่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้เรียนรู้จักคุณค่ารากเหง้าทางวัฒนธรรมของตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาเยาวชนให้เติบโตอย่างสมดุลทั้งร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณของความเป็นไทย”

ความร่วมมือในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาการศึกษาเชิงสร้างสรรค์ ที่เปิดพื้นที่ให้โรงเรียนและชุมชนได้มีส่วนร่วมในการปลูกฝังทักษะชีวิต พร้อมสืบทอดภูมิปัญญาไทยให้คงอยู่กับสังคมไทยอย่างยั่งยืน