มุก มาริษา ภรรยา แซม ยุรนันท์ เล่าช่วงชีวิตพังทั้งครอบครัวหลังสามีเจอคดี

มุก มาริษา ภรรยา แซม ยุรนันท์ เล่าช่วงชีวิตพังทั้งครอบครัวหลังสามีเจอคดี

มุก มาริษา ภรรยา แซม ยุรนันท์ เล่าช่วงชีวิตพังทั้งครอบครัวหลังสามีเจอคดี

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.54 น.

10 พฤษภาคม 2569 ภายหลังจากที่ก่อนหน้านี้ “มุก มาริษา” ภรรยาของ “แซม ยุรนันท์” นักแสดงชื่อดัง เก็บตัวเงียบและไม่ค่อยเคลื่อนไหวในโลกโซเชียล ท่ามกลางกระแสข่าวคดีความของสามี ล่าสุดเจ้าตัวได้ออกมาโพสต์ข้อความยาวผ่านโซเชียลส่วนตัวเล่าว่า 

…ชีวิตที่ผ่านมา หลังจากเกิดเรื่องอย่างกระทันหัน กลายเป็นข่าวใหญ่โตชั่วข้ามคืนกินเวลานานเป็นเดือน

…วันเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าอย่างเจ็บปวด ไม่ต้องพูดถึงความเสียใจ มันมากมายจนไม่สามารถจะอธิบายได้ ทำได้แค่สะกดจิตตัวเอง ให้เข้มแข็ง อดทนให้มากที่สุด ชีวิตมีซ้ำเติมความเจ็บปวดให้หนักขึ้นอีก เมื่อคุณแม่อาการทรุดลง และเพลียมาก ร่างกายเริ่มถดถอยไปเรื่อยๆ แม่บอกว่าแม่พร้อมไปแล้วนะ แม่เหนื่อย แม่ไม่ไหวแล้ว ..น้ำตาไหลในทันที บอกแม่ไปว่า มุกไม่ไหวแล้วจ้ะ มุกรับอะไรมากกว่านี้ไม่ได้จริงๆ แม่ห้ามตายนะ แม่ต้องรอแซมออกมาก่อน ถ้าแม่ตาย มุกคงตายไปด้วยกัน ก้อตั้งศพไว้เคียงกันนะ แซมออกมาก้อไม่เหลือใครแล้ว แม่จะเอาแบบนั้นเหรอ??แม่เงียบและตอบว่า ได้ แม่จะรอแซม

…ชีวิตผ่านไปอย่างช้าๆ เหมือนเดิม ไปหาทุกวัน เขียนจดหมายทุกวัน วันละหลายฉบับ มีการโทรไลน์ ได้เดือนละ2ครั้งตามกฎทำให้แม่/พี่ม่ำ/พี่ม่ง ได้คุย เห็นหน้ากันผ่านการโทร…จนถึงครบ84วัน อัยการสูงสุดประกาศ ไม่ฟ้อง คืนอิสรภาพให้ แน่นอน ดีใจที่สุด จำได้ขึ้นใจ วันที่ 8มกราคม68 กลับบ้านเรากัน วันรุ่งขึ้น ไปหาแม่ ไปกราบขอพร เพื่อสิริมงคล พ้นเคราะห์ซะทีนะ

…วันที่17กุมภา คุณแม่ได้จากไปท่ามกลางอ้อมกอดของลูกๆทั้ง3 ของแม่ ..แม่ทำตามสัญญา แม่จะรอแซม

…1ปีที่ผ่านมา เราเก็บตัวเงียบ ไม่ออกข่าว ไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ ไม่อยากพูดถึงเรื่องที่บาดใจ อยากลืมช่วงเวลาเลวร้าย พี่แซมนั่งสมาธิ สวดมนต์ สงบจิต จนบวชอีกครั้ง เงียบๆ ไม่มีใครรู้ นอกจากญาติพี่น้องและเพื่อนสนิท

..งาน50วันของแม่ บรรจุอัฐิแม่อยู่รวมกับพ่อ ณ ศาลาสุจริตกุล วัดราชาธิวาสวิหาร พี่แซมมาร่วมงานในฐานะพระภิกษุสงฆ์

..หลังจากลาสิกขาบท พี่แซมยังคงถือศีล สวดมนต์ทุกวัน ชีวิตเราอยู่กันแบบตัวติดกัน 24ชม อยู่กท บ้าง อยู่บ้านเมืองกาญบ้าง

..จนถึงวันที่ อสส ชี้ขาดให้ฟ้อง แน่นอน ใจแทบสลาย แน่ล่ะ ใครๆก้อกลัวนะ แต่ใดๆคือกลัวที่จะไม่ได้ประกันมากกว่า

… ตอนนี้เป็นเวลาที่จะพิสูจน์ตัวเองต่อไป ไม่ขอพูดอะไรขอให้ความจริงปรากฎด้วยเทอญ

แฟนๆแห่ยินดี! บี มาติกา ประกาศดี กำลังตั้งครรภ์ลูกคนที่ 3

แฟนๆแห่ยินดี! บี มาติกา ประกาศดี กำลังตั้งครรภ์ลูกคนที่ 3

แฟนๆแห่ยินดี! บี มาติกา ประกาศดี กำลังตั้งครรภ์ลูกคนที่ 3

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.42 น.

10 พฤษภาคม 2569 นับเป็นข่าวดีที่สร้างความยินดีให้กับแฟนๆ และคนในวงการบันเทิงไม่น้อย เมื่ออดีตนักแสดงสาวชื่อดัง “บี-มาติกา” ภรรยาคนสวยของนักธุรกิจหมื่นล้าน “กร-กรกฤช” ทายาทเครือซัมมิท ออกมาประกาศข่าวดีว่ากำลังตั้งครรภ์ลูกคนที่ 3 อย่างเป็นทางการ

       โดยสาวบีได้เผยโมเมนต์สุดอบอุ่นผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว เป็นคลิปวิดีโอที่สมาชิกในครอบครัวรวมตัวกันอย่างพร้อมหน้า พร้อมถือภาพอัลตราซาวด์ของลูกน้อยในครรภ์ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสุขและรอยยิ้มของทุกคนในบ้าน

พร้อมกันนี้ บี มาติกา ยังได้เขียนแคปชั่นว่า “Best birthday gift ever welcome no. 3 to our family” (ของขวัญวันเกิดที่ดีที่สุด ต้อนรับสมาชิกคนที่ 3 ของครอบครัว)

       หลังโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ก็มีเพื่อนพ้องในวงการบันเทิง รวมถึงแฟนคลับจำนวนมากเข้ามาคอมเมนต์ร่วมแสดงความยินดีกันอย่างล้นหลาม

อ่านแล้วจุก! แอ๊ด คาราบาว ฝากข้อความถึง แม่หมู-นาย ณภัทร

อ่านแล้วจุก! แอ๊ด คาราบาว ฝากข้อความถึง แม่หมู-นาย ณภัทร

อ่านแล้วจุก! แอ๊ด คาราบาว ฝากข้อความถึง แม่หมู-นาย ณภัทร

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.01 น.

10 พฤษภาคม 2569 ยังคงเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ สำหรับความสัมพันธ์ระหว่าง “นาย ณภัทร” และคุณแม่ “หมู พิมพ์ผกา” หลังจากก่อนหน้านี้ นายได้ออกมาเปิดใจถึงสถานะความสัมพันธ์ว่า ปัจจุบันต่างคนต่างแยกย้ายไปใช้ชีวิตของตัวเอง ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์และความเป็นห่วงจากแฟนๆ จำนวนมาก

ล่าสุด ตำนานเพลงเพื่อชีวิต “แอ๊ด คาราบาว” ก็เป็นอีกหนึ่งคนดังที่ออกมาแสดงความคิดเห็นและส่งกำลังใจให้กับทั้ง “แม่หมู” และ “นาย ณภัทร” ผ่านข้อความสุดซึ้งบนโซเชียลส่วนตัว โดยเจ้าตัวเผยว่า “เห็นข่าวคุณหมูกับน้องนายลูกชายแล้วย้อนนึกถึงตัวเอง ผมมักบอกกับตัวเองเสมอๆ ว่าเลี้ยงลูกเราเลี้ยงเขาให้โตแล้วก็ต้องปล่อยมือ แค่ดูอยู่ห่างๆ แต่พร้อมเข้าไปดึงเขาขึ้นมาเมื่อเขาล้ม…หวังว่าคุณหมูกับลูกชายจะกลับมาเข้าใจกันรักกันเหมือนเดิมน่ะครับ ผมขอเป็นกำลึงใจให้ทั้งคู่

พ่อแม่นั้นรักลูกอย่างที่บางทีลูกก็นึกไม่ถึง เพราะบางเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องอธิบาย ผมสูบบุหรี่มาตั้งเเต่ ปวช.จนอายุ 34 ปีถึงเลิก วันหนึ่งผมอุ้มลูกน้อยขึ้นมาหลังจากกลับจากทัวร์คอนเสริท ปากผมยังคาบบุหรี่อยู่ไม่ทันได้วาง ลูกไม่รู้ประสีประสาคว้าบุหรี่ที่ผมคาบอยู่ เต็มมือเลยครับไฟติดมือลูกน้อยไปพร้อมกับเสียงร้องไห้จ๊าก….มันเป็นภาพที่สะเทือนใจผมอย่างยิ่งสุดจะบรรยาย แล้วสิ่งที่ผมทำคือเลิกแม่งดีกว่าบุหรี่

69‘เพื่อเธอ เพื่อภรรยาเพื่อลูกๆอันเป็นที่รักยิ่งที่ผมมีอยู่บนโลกนี้ครับ…พี่น้อง”

น็อต วรฤทธิ์ ขอบคุณพลเมืองดี หลังทำกระเป๋าหล่นโชคดีได้คืน

น็อต วรฤทธิ์ ขอบคุณพลเมืองดี หลังทำกระเป๋าหล่นโชคดีได้คืน

น็อต วรฤทธิ์ ขอบคุณพลเมืองดี หลังทำกระเป๋าหล่นโชคดีได้คืน

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.33 น.

10 พฤษภาคม 2569 ทำเอานักแสดงและพิธีกรหนุ่ม “น็อต วรฤทธิ์ เฟื่องอารมย์” โล่งใจสุดๆ หลังเผลอทำกระเป๋าสตางค์หล่น ระหว่างรีบวิ่งเข้าห้องน้ำเพราะปวดหนัก ก่อนจะได้รับความช่วยเหลือจากพลเมืองดีที่เก็บกระเป๋าได้และนำส่งเจ้าหน้าที่ทางพิเศษ จนได้ของคืนครบถ้วน

ล่าสุด น็อตได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลส่วนตัว โดยระบุว่า “ขอบคุณเจ้าหน้าที่ ทางพิเศษ ด่านบางแก้ว ที่ส่งมอบกระเป๋าตังคืนให้นะครับ และขอขอบคุณ ผลเมืองดี คุณ พงษ์ศกร ผู้เก็บกระเป๋าสตางค์ส่งให้เจ้าหน้าที่นะครับ เหตุเกิดจากการปวดฉี่รีบวิ่งเข้าห้องน้ำจนกระเป๋าสตางค์หล่น #ทางพิเศษบูรพาวิถี #คนดี #ขอบพระคุณ”

หลังโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ก็มีแฟนๆ และชาวเน็ตจำนวนมากเข้ามาคอมเมนต์ร่วมชื่นชมพลเมืองดีและเจ้าหน้าที่ที่ช่วยกันติดตามส่งคืนกระเป๋าจนถึงมือเจ้า

ปรบมือรัวๆ! แอลลี่ คว้าเกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัยดนตรีระดับโลก

ปรบมือรัวๆ! แอลลี่ คว้าเกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัยดนตรีระดับโลก

ปรบมือรัวๆ! แอลลี่ คว้าเกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัยดนตรีระดับโลก

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.37 น.

10 พฤษภาคม 2569 สร้างความภาคภูมิใจให้กับครอบครัวและแฟนคลับอย่างมาก สำหรับ “แอลลี่-อชิรญา นิติพน” ลูกสาวคนเก่งของ พ่ออ่ำ อัมรินทร์ และ แม่จอย อัจฉริยา ที่ล่าสุดคว้าความสำเร็จครั้งสำคัญในชีวิต หลังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี พร้อมเกียรตินิยม จากสาขา Music Business ของ Berklee College of Music สถาบันดนตรีชื่อดังระดับโลก ณ เมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา

       งานนี้ แอลลี่ได้ควงคุณแม่และสมาชิกในครอบครัวบินลัดฟ้าไปร่วมแสดงความยินดีถึงสหรัฐอเมริกา ท่ามกลางบรรยากาศสุดอบอุ่น เต็มไปด้วยรอยยิ้มและโมเมนต์แห่งความประทับใจ โดยเจ้าตัวมาในลุคบัณฑิตสาวสุดสดใส ออร่าความสำเร็จเปล่งประกายจนแฟนๆ ต่างพากันเข้ามาคอมเมนต์แสดงความยินดีอย่างล้นหลามผ่านโซเชียลมีเดีย

ขอบคุณภาพจาก : @allynitibhon

นาย ณภัทร เคลื่อนไหวล่าสุด ขับรถไปพักใจสระบุรี ท่ามกลางกระแสข่าวร้อนครอบครัว

นาย ณภัทร เคลื่อนไหวล่าสุด ขับรถไปพักใจสระบุรี ท่ามกลางกระแสข่าวร้อนครอบครัว

นาย ณภัทร เคลื่อนไหวล่าสุด ขับรถไปพักใจสระบุรี ท่ามกลางกระแสข่าวร้อนครอบครัว

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.37 น.

นาย ณภัทร เคลื่อนไหวล่าสุด โพสต์ภาพขับรถชิลไปสระบุรี ท่ามกลางดราม่าร้อนความสัมพันธ์ห่างเหินแม่หมู

10 พฤษภาคม 2569 ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์สนั่นโซเชียล หลังพระเอกหนุ่ม นาย ณภัทร ออกมาเปิดใจถึงความสัมพันธ์ที่ห่างเหินกับคุณแม่ ล่าสุดเจ้าตัวเคลื่อนไหวผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว โพสต์ภาพขณะขับรถเที่ยวพักผ่อน พร้อมแคปชั่นสั้นๆ ที่ทำเอาแฟนคลับแห่ให้กำลังใจ

โดย นาย ณภัทร ได้โพสต์ภาพลงในอินสตาแกรมเผยให้เห็นบรรยากาศ ขณะกำลังขับรถมุ่งหน้าไปยังจังหวัดสระบุรี พร้อมระบุข้อความว่า “One for the road” ซึ่งถือเป็นการเคลื่อนไหวครั้งแรกหลังจากที่เจ้าตัวได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นความสัมพันธ์กับคุณแม่ หมู พิมพ์ผกา ว่าไม่ได้ติดต่อกันมานานกว่า 4 ปี และต่างคนต่างเลือกเดินตามเส้นทางของตัวเอง จนกลายเป็นประเด็นที่คนทั้งประเทศกำลังให้ความสนใจ

แม้ในโพสต์ดังกล่าวจะเป็นภาพไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวที่ดูเรียบง่าย แต่ก็มีเหล่าแฟนคลับและชาวเน็ตเข้าไปคอมเมนต์ส่งอิโมจิหัวใจและข้อความให้กำลังใจพระเอกหนุ่มอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนภายในครอบครัว ที่ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคมในขณะนี้

ส้มโอ มนัญญา เพื่อนรุ่นน้องเล่านาทีบีบหัวใจ แม่หมู แพนิคกำเริบ หลัง นาย ณภัทร สัมภาษณ์จบ

ส้มโอ มนัญญา เพื่อนรุ่นน้องเล่านาทีบีบหัวใจ แม่หมู แพนิคกำเริบ หลัง นาย ณภัทร สัมภาษณ์จบ

ส้มโอ มนัญญา เพื่อนรุ่นน้องเล่านาทีบีบหัวใจ แม่หมู แพนิคกำเริบ หลัง นาย ณภัทร สัมภาษณ์จบ

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.40 น.

10 พฤษภาคม 2569 เป็นประเด็นร้อนสนั่นวงการบันเทิง เมื่อมีการเปิดเผยอาการล่าสุดของ แม่หมู พิมพ์ผกา เสียงสมบุญ หลังลูกชาย นาย ณภัทร ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความสัมพันธ์ที่ห่างเหินกันมานานกว่า 4 ปี

โดย ส้มโอ มนัญญา นางแบบรุ่นน้องและเพื่อนสนิทของแม่หมู ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียเปิดเผยนาทีบีบหัวใจขณะที่พวกเธอเดินทางไปพักผ่อนด้วยกันที่มาเก๊า โดยระบุว่า 

ทริปนี้เริ่มจากพี่ฮาน่าสงสารที่ส้มต้องเดินทางมาเกาหลีคนเดียว ก็จองตั๋วจะมาด้วยเพราะห่วง แล้วอีกไม่กี่วันพี่ฮาน่าก็บอกชวนพี่หมูมาด้วยเพราะพี่หมูไม่ได้เดินทางมา6ปีละ และอยู่คนเดียวแทบจะไม่ได้ติดต่อใครเลย เราก็มาสิมาเลย พอมาเจอกัน4พค เราก็บอกเราต้องไปฮ่องกงต่อวันที่ 7พค เพราะต้องไปเจอนกสิกขรินทร์ เราก็ลากฮาน่ากับพี่หมูมาด้วยมาเพื่อเซอร์ไพรส์นก แล้วเราก็โดนฮาน่ากับพี่หมูลากมามาเก๊าต่อเพราะพี่หมูอยากมามาเก๊ามาก เพราะมีผู้ใหญ่ที่รักและนับถือกันอยู่ที่นั่น เราก็ยกโขยงกันมามาหาแม่ตุ้กผู้ใจดี

อยากจะบอกว่าโชคดีของพี่หมูมากๆที่อยู่กับเพื่อนในช่วงเวลายากลำบากแบบนี้ เพราะถ้าอยู่คนเดียวส้มก็นึกภาพไม่ออกเหมือนกันจะเป็นยังงัย แต่ที่เห็นพี่หมูเมื่อวานอดร้องไห้ตามไม่ได้ สงสารพี่หมูมาก ร้องไห้แบบล้มทั้งยืนเดินต่อไม่ได้เป็นแพนิคแอตแทกหายใจไม่ได้ หลังจากเห็นข่าว คือมันภาพที่บีบหัวใจมากค่ะ

อยากวอนขอร้องทุกคนอย่าคอมเมนท์ไม่ดีใช้คำพูดไม่ดีมาต่อว่าพาดพิงพี่หมู ถ้าทุกคนเห็นว่า4ปีที่ผ่านมาพี่หมูไม่เคยออกมาให้สัมภาษณ์หรือพูดอะไรไม่ดีเลย ปลีกวิเวกไปอยู่คนเดียวเพราะการที่พูดอะไรออกไปก็จะเกิดผลกระทบกับลูก หยุดแสดงความเห็นซึ่งจะเป็นการทำร้ายทั้ง2ฝ่าย ให้แม่ลูกเค้าได้จัดการปัญหาครอบครัวเค้ากันเองค่ะ สิ่งที่ดีที่สุดคือส่งกำลังใจให้เค้าทั้งสองคนค่ะ ขอบคุณค่ะ
คือส้มรู้จักกับพี่หมูนานมากตั้งแต่ยังไม่แต่งงานก็ไปงานแต่งงานพี่หมูด้วย ได้เจอกันบ้างเป็นครั้งคราวเพราะส้มไปเป็นนางแบบที่ต่างประเทศ

1 เจ้าฟ้า 1 สามัญชน ผู้ต้องดั้นด้นสู่ ‘รัสเซีย’

1 เจ้าฟ้า 1 สามัญชน ผู้ต้องดั้นด้นสู่ ‘รัสเซีย’

1 เจ้าฟ้า 1 สามัญชน ผู้ต้องดั้นด้นสู่ ‘รัสเซีย’

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“นายพุ่มเป็นคนไม่มีตระกูล แต่เป็นคนฉลาดเฉียบแหลมอยู่ ก็คงจะได้ราชการดีในภายหน้า และบางทีจะได้ติดตัวลูกทำการร่วมหน้าที่กันต่อไป…”

            ความตอนหนึ่งในพระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีถึงพระยาวิสุทธิศักดิ์ อัครราชทูตไทยประจำราชสำนักอังกฤษ ทรงกล่าวถึง “นายพุ่ม” นักเรียนไทย ที่ผ่านการคัดเลือกให้ตามเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก พ.ศ. 2440
            นายพุ่มเป็นบุตรนายซุ้ย ชาวตลาดพลู เป็นนักเรียนโรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ สอบคัดเลือกเพื่อตามเสด็จไปยุโรปได้เพียงคนเดียว เป็นที่กล่าวขวัญกันว่า “เป็นคนไม่ใช่บุตรผู้มีตระกูล แต่เกิดมาเป็นช้างเผือก กิริยาวาจาเป็นที่ชอบของคนทั้งหลาย ฉลาดในการเล่าเรียน” เพราะเมื่อสอบได้ทุนนั้นอายุเพียง 15 ปี

            ครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5  ทรงมีพระราชดำริให้นักเรียนไทยตามเสด็จ เพื่อเข้าศึกษาในประเทศต่างๆ ตามความเหมาะสม นักเรียนที่ตามเสด็จครั้งนั้นมี 19 คน เป็นพระบรมวงศานุวงศ์ 5 พระองค์ ลูกหลานขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยอีก 13 คน มีเพียง “นายพุ่ม” เท่านั้นที่เป็นลูกชาวบ้าน ผ่านการสอบคัดเลือกจากนักเรียนทั่วไป อาจนับได้ว่าเป็นนักเรียนทุนคิงสกอลาชิบคนแรกของไทยก็ได้

            นักเรียนไทยทั้ง 19 คนนี้ จะต้องกระจายเรียนตามประเทศต่างๆ ในยุโรป ต่อมาได้ทรงกำหนดให้ พระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ เข้าเรียนการทหารต่อที่ประเทศรัสเซีย และจะต้องคัดเลือกนักเรียนไทยอีกคนหนึ่งจากสามัญชนให้ไปร่วมเรียนด้วย ทั้งนี้ ก็เพื่อจะได้เกิดการแข่งขัน ทำให้พระเจ้าลูกยาเธอมีขัตติยะมานะไม่ยอมแพ้นักเรียนผู้นั้น
            การคัดเลือกนักเรียนที่จะไปเป็นคู่แข่งกับเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯครั้งนี้ มีขั้นตอนวิธีการพิถีพิถันอย่างยิ่ง และมีนักเรียนไทยที่อยู่ในข่ายคัดเลือก 10 คน โดยมีพระยาวิสุทธิศักดิ์ (ม.ร.ว.เปีย มาลากุล) อัครราชทูตไทยประจำราชสำนักเซ็นต์เยมส์แห่งอังกฤษ เป็นผู้คัดเลือกระหว่างที่พักอยู่กรุงลอนดอน

            ท่านทูตได้ใช้วิธีเรียกตัวมาพิจารณาคนละ 4 วัน โดยท่านทูตพิจารณาเอง 2 วัน แล้วส่งไปให้เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯทรงพิจารณาอีก 2 วัน โดยมีพันโท ซี.วี.ฮยูม และ ดร.เอ็ม.เอฟ.ยาร์ พระอภิบาลและแพทย์ประจำพระองค์ของเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ (ร.6) ขณะดำรงพระยศเป็นมกุฎราชกุมารและกำลังทรงศึกษาอยู่ที่นั่น ถวายคำปรึกษาแก่เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ด้วย
            เกี่ยวกับเรื่องนี้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ทรงเล่าไว้ในหนังสือเกิดวังปารุสก์ ความตอนหนึ่งว่า

            “…การส่งพ่อไปศึกษาในราชสำนักรัสเซียในครั้งนั้น ทูลหม่อมปู่ทรงมีความคิดอย่างใหม่ คือไม่ทรงอยากจะให้พ่อไปได้รับความสุขสบายและหรูหราที่นั่นแต่องค์เดียว เกรงว่าอาจบังเกิดความสบายและเกียจคร้าน และขาดมานะที่จะพยายามเล่าเรียนให้เต็มที่ จึงทรงตกลงจะส่งนักเรียนไทยที่เป็นสามัญชนไปด้วยอีกคนหนึ่ง เพื่อจะได้เป็นคู่แข่งในการเล่าเรียน หวังว่าพ่อจะมีขัตติยมานะไม่ยอมแพ้นักเรียนคนนั้น จึงจะทำให้ขยันขันแข็งขึ้นอีก…”

            ดังที่กล่าวแล้วว่า การคัดเลือกนักเรียนที่จะร่วมเรียนกับสมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์นี้นั้น พิถีพิถันเป็นอย่างมาก เพราะต้องมีคุณสมบัติเหมาะสมหลายประการ และยังต้องเป็นที่พอพระทัยสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ด้วย
            นายพุ่มได้รับการคัดเลือกเป็นเอกฉันท์ ดังปรากฏในจดหมายกราบบังคมทูลของอัครราชทูตไทยประจำราชสำนักอังกฤษ ความตอนหนึ่งว่า “…ทูลกระหม่อมเล็กเลือกเป็นที่หนึ่ง เคอแนลฮยูม ดอกเตอร์ยาร์ เลือกเอาเป็นที่หนึ่งด้วย  ข้าพระพุทธเจ้าก็ชอบ และได้กราบทูลไว้แล้วครั้งหนึ่งที่เนเปิลว่าหลักแหลมมาก…”

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงพอพระราชหฤทัย ทรงมีความหวังว่านายพุ่มจะสามารถทำประโยชน์แก่บ้านเมืองต่อไปในอนาคต จึงทรงมีพระราชหัตถเลขาตอบท่านทูตว่า

            “…นายพุ่มเป็นคนไม่มีตระกูลแต่เป็นคนฉลาดเฉียบแหลมอยู่ ก็คงจะได้ราชการดีในภายหน้า และบางทีจะได้ติดตัวลูกทำการร่วมหน้าที่กันต่อไป ข้อสำคัญก็เพียงแต่ให้เป็นที่พึงพอใจกันกับลูกชายเล็กได้จริงๆ…”
            ข้อความในพระราชหัตถเลขานี้แสดงอย่างแจ่มชัดถึงพระเมตตา ที่ทรงมีต่อบุคคลผู้มีความสามารถในอันที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ โดยมิได้ทรงคำนึงถึงชั้นวรรณะและชาติตระกูล
            เหตุที่ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ (ทูลกระหม่อมเล็ก) ต้องเสด็จไปศึกษาต่อด้านการทหารที่จักรวรรดิรัสเซียในปี พ.ศ. 2441 ด้วยเหตุผลหลักๆ ทางการเมืองและการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ดังนี้
            1.กระชับความสัมพันธ์สยาม-รัสเซีย : ในช่วงเวลานั้นสยามกำลังเผชิญหน้ากับการล่าอาณานิคมของอังกฤษและฝรั่งเศส รัชกาลที่ 5 ทรงเห็นว่ารัสเซียเป็นมหาอำนาจยุโรปที่มีความสัมพันธ์อันดีกับสยาม จึงทรงต้องการสร้างพันธมิตรที่แน่นแฟ้น  เมื่อครั้งที่จักรพรรดินิโคลัสที่ 2 ยังทรงเป็นมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จเยือนสยาม และมีความสนิทสนมกับรัชกาลที่ 5 ต่อมาเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ ได้ทรงกราบบังคมทูลเชิญให้ส่งพระราชโอรสไปศึกษาที่รัสเซีย โดยทรงรับอุปการะเสมือนพระญาติวงศ์
            2.สร้างความเข้มแข็งทางทหาร : การไปศึกษาที่รัสเซียถือเป็นการเรียนรู้วิชาการทหารชั้นสูงจากประเทศมหาอำนาจ เพื่อนำกลับมาพัฒนาการทหารของสยามให้ทันสมัย
            3.เป็นการศึกษาในสถาบันระดับสูง : เจ้าฟ้าจักรพงษ์ทรงเข้าศึกษาใน โรงเรียนนายร้อยมหาดเล็ก (Corps de Pages) ซึ่งเป็นสถาบันชั้นสูงที่ฝึกฝนทั้งวิชาการและระเบียบวินัยทหาร
            เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ และนายพุ่ม สามัญชนที่สามารถสอบชิงทุนเล่าเรียนหลวงได้เป็นคนแรก เดินทางไปศึกษาต่อที่โรงเรียนนายร้อยมหาดเล็กที่รัสเซีย ใน พ.ศ. 2441 ที่นั่นมีการเรียนการสอน 7 วิชา เทียบเท่าหลักสูตรโรงเรียนมัธยมสามัญทั่วไป รวมถึงการฝึกภาคสนามสำหรับรายวิชาเฉพาะด้านการทหารอีก 2 วิชา
            เนื่องจากเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ทรงอยู่ภายใต้พระอุปถัมภ์ของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 อีกทั้งทรงเป็นเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง พระองค์และนายพุ่มจึงมีคณาจารย์พิเศษช่วยสอน เพื่อช่วยให้ติดตามบทเรียนได้ทัน ถึงอย่างนั้นก็ยังเป็นเรื่องท้าทายไม่น้อย เพราะต้องเรียนเป็นภาษารัสเซีย และอังกฤษทั้งหมด เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ และนายพุ่มจึงต้องเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก
            ทั้งสองต้องตื่นนอน 7 โมงเช้า เรียนคณิตศาสตร์เวลา 8 โมง พอถึง 11 โมงก็รับประทานอาหารกลางวันร่วมกับร้อยเอกครูลอฟแห่งกรมทหารม้ารักษาพระองค์ ที่เป็นผู้อภิบาลเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ และปิยอตร์ วาสิลิเยวิช เปตรอฟ อาจารย์ภาษารัสเซีย (ต่อมาได้ถวายการสอนให้พระราชโอรส และพระราชธิดาของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2) ระหว่างเที่ยงถึงบ่าย 2 มีชั้นเรียนอื่น ๆ และตั้งแต่บ่าย 2 ถึง 4 โมง เป็นการฝึกภาคสนาม และเรียนวิชาพละ

            เวลา 4 โมงเย็น กลับพระราชวังฤดูหนาวไปเรียนต่อจนถึง 5 โมง แล้วรับประทานอาหารค่ำพร้อมกับฝึกพูดภาษารัสเซียเพิ่มเติม จากนั้นเรียนต่อตั้งแต่ 6 โมงเย็นจนถึง 3 ทุ่ม เว้นแต่ร้อยเอกครูลอฟจะจัดกิจกรรมพิเศษให้ เช่น ออกไปชมละคร อุปรากร ละครสัตว์ ส่วนด้านดนตรี ทั้งเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ และนายพุ่มได้เรียนเปียโน ไวโอลิน และบาลาไลกา ซึ่งเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ โปรดบาลาไลกาเป็นพิเศษ ทั้งยังทรงเปียโนได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
            ทุกเช้าวันอาทิตย์มีชั้นเรียนเต้นรำ ที่ห้องโถงพระราชวังฤดูหนาว โดยมีผู้อำนวยการคณะบัลเลต์หลวงรับหน้าที่ครูสอนลีลาศฉบับสมบูรณ์ถวายเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ทั้งจังหวะง่ายจนถึงยาก ตลอดจนการเต้นรำที่งดงามนานาประเภทของรัสเซีย และฮังการี

            ยังมีชั้นเรียนวาดเขียน เรียนขี่ม้าที่โรงม้าหลวงหรือที่โรงเรียนนายร้อยมหาดเล็ก ส่วนในฤดูหนาว เดือนละครั้งในวันอาทิตย์ ทั้งสองจะขับเลื่อนทรอยกาเทียมม้า 3 ตัว กับร้อยเอกครูลอฟ และนายทหารอื่น ๆ ไปไกลราว 30 กิโลเมตร เพื่อล่ากระต่ายป่า นกกระทา และนกคุ่ม แต่ทั้งคู่ไม่ได้เพลิดเพลินกับการล่าสัตว์นัก เพราะถือเป็นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
            การเรียนของเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ และนายพุ่มก้าวหน้าเป็นลำดับ กระทั่งเดือนเมษายน พ.ศ. 2445 เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ทรงสอบไล่ได้เป็นลำดับที่ 1 ได้รับการจารึกพระนามบนแผ่นหินอ่อนร่วมกับชื่อของนักเรียนที่เคยได้คะแนนสูงสุดคนอื่น ๆ ในอดีต โดยคะแนนที่เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ทรงทำได้ คือ 11.82 คะแนน นับเป็นสถิติสูงสุดในประวัติของโรงเรียนนายร้อยมหาดเล็ก ส่วนนายพุ่มได้คะแนน 11.53 มาเป็นลำดับที่ 2

            หลังสำเร็จการศึกษา “นายพุ่ม” ได้รับการบรรจุเป็นนายทหารประจำ “กรมทหารม้าฮุสซาร์รักษาพระองค์”   ซึ่งเป็นหน่วยทหารม้าชั้นยอดที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรปยุคนั้น ก่อนจะศึกษาต่อในโรงเรียนเสนาธิการของรัสเซีย และไต่เต้าจนได้รับยศระดับพันเอก

            ในที่สุด นายพุ่มเปลี่ยนสัญชาติและเข้ารับศาสนาคริสต์นิกายออร์ทอดอกซ์ โดยมีพระเจ้าซาร์นิโคลาสที่ 2 ทรงเป็นบิดาอุปถัมภ์ทางศาสนา พระองค์พระราชทานชื่อ “นิโคลาส” ให้แก่เขา จนเกิดชื่อที่ชาวรัสเซียเรียกกันว่า “นิโคลาส พุ่มสกี้”  ขณะที่เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ เสด็จกลับพระนครพร้อมหม่อมแคทยา (แคทยา เดสนิตสกายา)

            ก่อนการปฏิวัติรัสเซียใน พ.ศ. 2460 “พุ่มสกี้” ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารม้าฮุสซาร์ หนึ่งในตำแหน่งที่สูงและทรงเกียรติที่สุดสำหรับนายทหารต่างชาติในกองทัพรัสเซีย ว่ากันว่าเมื่อสถานการณ์การเมืองเริ่มรุนแรง พระเจ้าซาร์นิโคลาสที่ 2 เคยรับสั่งเตือนเขาให้รีบหนีออกจากประเทศ เพราะ “นี่คือปัญหาของชาวรัสเซีย ไม่ใช่ของเจ้า”

            เหล่าทหารชั้นผู้น้อย ต่างพากันยึดอำนาจผู้บังคับบัญชา บ้างก็ถึงฆ่าผู้บังคับบัญชา แต่เหล่าทหารม้าฮุสซาร์กลับพากันเลือก “พันเอกนิโคลาส พุ่มสกี้” เป็นผู้บังคับบัญชาของตนต่อไป แต่พุ่มสกี้ปฏิบัติตามรับสั่งของพระเจ้าซาร์  แล้วพาสุภาพสตรีชาวรัสเซียผู้หนึ่ง ซึ่งนายพุ่มเคารพรักเหมือนแม่ และกำลังตกอยู่ในอันตรายจากการปฏิวัติ หลบหนีไปจนถึงประเทศฝรั่งเศส อดีตผู้บังคับการกรมทหารม้าฮุสซาร์ต้องเข้าไปสมัครงานเป็นเสมียนธนาคาร เพื่อหาเงินเลี้ยงตัวเองและแม่เลี้ยง จนกระทั่งแม่เลี้ยงเสียชีวิต

            ที่ฝรั่งเศสนี้เอง พุ่มสกี้ก็ได้พบกับ “พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์” พระโอรสของเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ซึ่งพระองค์จุลฯก็ได้ให้การช่วยเหลือนายพุ่ม  โดยพาไปเป็นเลขานุการของมิสซิสสโตน ซึ่งก็คือ อดีตหม่อมคัทริน ณ พิศณุโลก (สะกดตามการสะกดในสมัยนั้น) หรือ “แคทยา เดสนิตสกายา” มารดาของพระองค์ที่ได้แต่งงานใหม่กับมิสเตอร์สโตนนั่นเอง

            พระองค์จุลฯยังได้พานายพุ่มกลับมาเมืองไทยอีกครั้ง ซึ่งขณะนั้น ตระกูลของนายพุ่มมีนามสกุลใช้แล้วว่า “สาคร” ทั้งพระองค์จุลฯยังช่วยจัดการให้ได้สัญชาติไทยคืน และแนะนำให้เข้ารับราชการทหาร  ทางกระทรวงกลาโหม โดย พ.อ. หลวงพิบูลสงคราม รัฐมนตรีว่าการ ยินดีที่จะรับนายพุ่มเข้ารับราชการทหารในตำแหน่งอาจารย์วิชาทหาร แต่ไม่อาจจะให้ยศถึงขั้นพันเอกเท่าเดิมได้ นายพุ่มก็คงจะรักษาเกียรติแห่งกรมทหารม้าฮุสซาร์ จึงปฏิเสธที่จะรับยศต่ำกว่าพันเอก และกลับไปทำงานกับมิสซิสสโตนที่ปารีสต่อ โดยเดินทางกลับออกไปเมื่อกลางเดือนธันวาคม 2480

            เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในปี 2482 กรุงปารีสถูกโจมตีอย่างหนัก มิสเตอร์สโตนเห็นว่าไม่ปลอดภัยจึงพาอดีตหม่อมคัทรินอพยพไปอยู่ประเทศสเปน จนต่อไปถึงสหรัฐอเมริกา ส่วนนายพุ่มก็ยังคงอยู่ดูแลบ้านที่กรุงปารีสต่อไป

            เมื่อสงครามโลกสงบลง กรุงปารีสอยู่ในสภาพขาดแคลนหลายอย่าง โดยเฉพาะถ่านหินที่ใส่เตาผิงให้ความอบอุ่น ประกอบกับในปีนั้นอากาศกรุงปารีสหนาวเย็นเป็นพิเศษ นายพุ่มถึงกับมีอาการไม่สบาย อดีตหม่อมคัทรินจึงส่งข่าวถึงพระองค์จุลฯให้รับนายพุ่มไปอยู่ที่อังกฤษด้วย ซึ่งนายพุ่มได้เดินทางไปถึงอังกฤษอีกครั้งเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2490 ซึ่งเป็นต่างแดนประเทศแรกที่เขาเคยเดินทางมา และหลังจากนั้นอีก 4 วันนายพุ่มก็ถึงแก่กรรมด้วยหัวใจวายที่บ้านพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ในอังกฤษนั่นเอง

            หากชีวิตคนคือการเดินทาง  “นายพุ่ม” นับว่าเป็นสามัญชนที่เดินทางไกล บนเส้นทางที่วกวนและมิได้ราบเรียบเท่าใดนัก จนกระทั่งถึงการเดินทางครั้งสุดท้ายของชีวิตสู่สัมปรายภพ

รัชกาลที่ 5 เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ และสมเด็จฯพระพันปีหลวง

รัชกาลที่ 5 เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ และสมเด็จฯพระพันปีหลวง

เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ พระองค์จุลฯ และหม่อมคัทริน

เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ พระองค์จุลฯ และหม่อมคัทริน

เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ กับพระองค์จุลฯ

เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ กับพระองค์จุลฯ

นายพุ่ม หรือ “พันเอกนิโคลาส พุ่มสกี้”

นายพุ่ม หรือ “พันเอกนิโคลาส พุ่มสกี้”

เจ้าฟ้าจักรพงษ์ ในเครื่องแบบทหารรัสเซีย

เจ้าฟ้าจักรพงษ์ ในเครื่องแบบทหารรัสเซีย

นายพุ่ม ในเครื่องแบบทหารม้าฮุสซาร์

นายพุ่ม ในเครื่องแบบทหารม้าฮุสซาร์

เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯและนายพุ่ม ในหมู่นายทหารของรัสเซีย

เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯและนายพุ่ม ในหมู่นายทหารของรัสเซีย

พาส่องลุคสุดแกลมของตัวเหล่าท็อป ‘พอลล่า-มิว นิษฐา-เจมส์จิ-ต้าเหนิง-หมิว ณัชชา’

พาส่องลุคสุดแกลมของตัวเหล่าท็อป ‘พอลล่า-มิว นิษฐา-เจมส์จิ-ต้าเหนิง-หมิว ณัชชา’

พาส่องลุคสุดแกลมของตัวเหล่าท็อป ‘พอลล่า-มิว นิษฐา-เจมส์จิ-ต้าเหนิง-หมิว ณัชชา’

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ค่ำคืนสุดแกลมของเหล่าซุปตาร์ชื่อดัง ในงาน Night at the Museum” สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ณ MOCA BANGKOK ที่ 3 แบรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์อย่าง VVON SUGUNNASIL, Jasmina Collection Thailand และ Scintilla Gioielli ร่วมกันเนรมิตค่ำคืนแห่งศิลปะและแฟชั่นให้กลายเป็นโมเมนต์สุดแกลมที่อบอวลไปด้วยความหรูหรา

พอลล่า เทเลอร์เดียร์น่า ฟลีโปมิว-นิษฐา คูหาเปรมกิจเจมส์-จิรายุ ตั้งศรีสุขไอซ์-พาริส อินทรโกมาลย์สุตต้าเหนิง-กัญญาวีร์ สองเมือง และ หมิว-ณัชชา เตชะมงคลาภิวัฒน์ ปรากฏตัวในลุคจาก VVON SUGUNNASIL

พอลล่า เทเลอร์ ที่สะกดทุกสายตาด้วยเดรสซาตินโทนแชมเปญนู้ด ดีไซน์จับเดรปบริเวณเอว เผยลุค Timeless Elegance ที่ทั้งสง่างามและทรงพลัง ขณะที่ เดียร์น่า ฟลีโป ปรากฏตัวในลุคสาวหวานแสนโรแมนติกผ่านเดรสซาตินพลิ้วไหวที่ดูละมุนแต่ยังคงความโมเดิร์นอย่างลงตัว

ด้านหนุ่ม เจมส์จิรายุ มาในลุคเทเลอร์โอเวอร์ไซซ์สุดเนี้ยบ ที่ผสมความคลาสสิกเข้ากับความแฟชั่นร่วมสมัยได้อย่างมีสไตล์ ส่วนหนุ่ม ไอซ์พาริส เพิ่มดีกรีความเท่ด้วยแจ็กเก็ตหนังสีดำสุดชิค ถ่ายทอดภาพลักษณ์ผู้ชายยุคใหม่ที่ทั้งคูลและมีเอกลักษณ์

ขณะที่ ต้าเหนิงกัญญาวีร์ มาในลุคเดรสอีฟนิ่งโทนเข้มสุดเฉียบ เผยซิลูเอตคมชัดพร้อมดีเทลโมเดิร์นที่ช่วยขับลุคให้ดูโดดเด่นทุกมุมมอง ด้าน หมิวณัชชา สวยสะกดในเดรสยาวโทนขาวงาช้าง เลเยอร์ด้วยผ้าซีทรูบางเบา
เพิ่มความละมุนและโรแมนติกให้ลุคดูหรูหรา ปิดท้ายด้วยคู่รักสุดหวาน มิว-นิษฐา และ เซนต์-ธราภุช คูหาเปรมกิจ
ที่ควงคู่มาเติมสีสันให้ค่ำคืนครั้งนี้ ด้วยลุคอีฟนิ่งแฟชั่นที่ทั้งหรูหรา อบอุ่น และร่วมสมัย สะท้อนภาพของหญิงสาวและ
ชายหนุ่มที่รักการแต่งตัวและกล้าแสดงออกผ่านสไตล์ของตัวเอง

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงานคือการเปิดตัว Ceremony Collection” คอลเลกชัน Evening Wear ใหม่ล่าสุดจาก VVON SUGUNNASIL ที่ถ่ายทอดนิยามของ “ชุดสำหรับวันพิเศษ” ผ่านดีไซน์ที่ครอบคลุมตั้งแต่งานดินเนอร์ งานแต่งงาน ไปจนถึงค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลอง โดยฝั่งผู้หญิงโดดเด่นด้วยเดรสอีฟนิ่งซิลูเอตสง่างาม ขณะที่ฝั่งผู้ชายนำเสนอเทเลอร์ลุคที่ฉีกกรอบสูทแบบดั้งเดิม เติมความแฟชั่นและความร่วมสมัยให้สามารถสวมใส่ได้หลากหลายโอกาส

Celebrity Gossip : 10 พฤษภาคม 2569

Celebrity Gossip : 10 พฤษภาคม 2569

Celebrity Gossip : 10 พฤษภาคม 2569

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

– ถือเป็นปีแรกที่ 4 สาว BlackPink มาร่วมงานกาล่าระดับโลกอย่าง Met Gala 2026 แบบพร้อมหน้าพร้อมตาครบเป็นปีแรก แต่ละคนพยายามแต่งตัวให้กับธีม Costume Art เด่นที่สุด เห็นจะเป็น จีซู ที่มาในชุดเลื่อมสีชมพูประดับดอกไม้สั่งตัดพิเศษของ Dior แบรนด์คู่บุญของเจ้าตัว และยังได้รับเสียงชื่นชมยกให้เป็น 1 ใน 13 ชุดที่ดีที่สุดของ Met Gala 2026 จากนิตยสาร Elle USA ส่วน ลิซ่า นับได้ว่าโดดเด่นกว่าเพื่อน และกล้าที่จะสนุก เจ้าตัวมาในชุดสั่งทำพิเศษของ Robert Wun ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากคอลเลคชันฤดูใบไม้ร่วงปี 2025 นอกจากนี้ เจ้าตัวยังเป็น Host Committee ผู้รับหน้าที่เป็นคนคัดเลือกและเชิญแขก VIP ทั้งคนดัง อินฟลูเอนเซอร์ ดีไซเนอร์ นักร้อง นักแสดง หรือผู้มีชื่อเสียงในแวดวงต่างๆ ระดับโลกมาร่วมงานด้วย

– ความขัดแย้งครั้งใหญ่ระหว่าง เบลก ไลฟ์ลี และ จัสติน บัลโดนี จากภาพยนตร์ It Ends With Us ได้ข้อยุติลงแล้ว ก่อนถึงกำหนดขึ้นศาลเพียงสองสัปดาห์ ทั้งสองฝ่าย รวมถึงบริษัทผู้ผลิต Wayfarer Studios ออกแถลงการณ์ร่วมยืนยันว่าได้บรรลุข้อตกลงยุติคดีเป็นที่เรียบร้อย ทีมกฎหมายของไลฟ์ลี เรียกข้อตกลงนี้ว่าเป็นชัยชนะอย่างท่วมท้น เนื่องจากเป็นการยืนยันว่าข้อเรียกร้องของเธอไม่ใช่เรื่องที่กุขึ้นมาเอง ในขณะที่ทนายของ บัลโดนี ก็ยืนยันกับสื่อ NBC News ว่านี่คือชัยชนะที่สมบูรณ์แบบของฝั่งพวกเขาเช่นกัน โดยชี้ให้เห็นว่าคำร้องหลักๆ ของ ไลฟ์ลี ถูกยกฟ้องไปก่อนหน้านี้แล้ว แม้จะยอมความกันในคดีหลัก แต่ไลฟ์ลียังคงดำเนินการเรียกค่าธรรมเนียมทางกฎหมายและค่าเสียหายจากบัลโดนีอยู่ดี หลังประกาศการยอมความเพียงไม่กี่ชั่วโมง ไลฟ์ลีได้ไปปรากฏตัวที่งาน Met Gala 2026 ส่วน บัลโดนี และภรรยา ถูกพบเห็นที่แนชวิลล์ด้วยท่าทีผ่อนคลาย

กอเรียนกา คิลเชอร์ นักแสดงอเมริกันที่เป็นชนพื้นเมืองแต่เกิดในเยอรมนี ยื่นฟ้อง เจมส์ คาเมรอน และ วอลต์ ดิสนีย์ คอมพานี กล่าวหาว่าพวกเขาใช้ใบหน้าของเธอโดยไม่ได้รับอนุญาตเพื่อเป็นพื้นฐานในการออกแบบตัวละคร Neytiri ในภาพยนตร์ชุด Avatar คิลเชอร์อ้างว่า ใบหน้าของเธอตอนอายุ 14 ปี จากภาพถ่ายโปรโมตภาพยนตร์เรื่อง The New World ตอนปี 2005 ถูกนำไปสกัและใช้เป็น ” สมอใบหน้า” (facial anchor) สำหรับโครงสร้างใบหน้าส่วนล่างของตัวละคร Neytiri คำฟ้องระบุว่า คาเมรอนเคยให้สัมภาษณ์ โดยยอมรับว่าคิลเชอร์คือ ‘แหล่งที่มาที่แท้จริง’ สำหรับการออกแบบ และระบุว่าส่วนใบหน้าด้านล่างนั้นคือใบหน้าของเธอจริงๆ ทีมกฎหมายของคิลเชอร์ระบุว่า แฟรนไชส์ที่ทำรายได้หลายพันล้านดอลลาร์นี้พยายามนำเสนอเนื้อหาที่เห็นอกเห็นใจการต่อสู้ของชนเผ่าพื้นเมือง แต่กลับแอบแสวงหาผลประโยชน์จากเยาวชนพื้นเมืองตัวจริง โดยไม่มีการให้เครดิตหรือค่าตอบแทน คิลเชอร์เรียกร้องค่าเสียหายเชิงลงโทษ  การแบ่งส่วนแบ่งผลกำไรจากภาพยนตร์ รวมถึงการขอคำสั่งศาลห้ามใช้ภาพลักษณ์ของเธอในอนาคต

– ทีมผู้สร้างและนักแสดงจาก The Summer I Turned Pretty ซีรีส์ดรามาวัยทีนที่ได้รับความนิยมต่อเนื่องนับตั้งแต่ซีซันแรกในปี 2022 ขอความร่วมมือให้แฟนคลับหยุดเดินทางไปยังกองถ่ายภาพยนตร์และหยุดแชร์สถานที่ถ่ายทำลงบนโซเชียลมีเดีย เจนนี่ แฮน ผู้เขียนและผู้กำกับ ระบุว่าการที่มีผู้คนจำนวนมากมารวมตัวกันทำให้บรรดานักแสดงหลุดจากคาแร็กเตอร์และเกิดความวิตกกังวล ทีมงานต้องหยุดการถ่ายทำอยู่บ่อยครั้งเพื่อเคลียร์ฝูงชนออกจากฉาก ซึ่งทำให้การทำงานล่าช้าและทำลายสมาธิของทีมงาน ขณะที่การแชร์สถานที่ถ่ายทำแบบเรียลไทม์ทำให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย โดยทีมงานต้องการสร้างสภาะแวดล้อมที่ได้รับการปกป้อง เพื่อให้สามารถผลิตผลงานออกมาได้ดีที่สุด ก่อนหน้านี้ มีภาพแอบถ่ายจากการถ่ายทำในวิลมิงตัน รัฐนอร์ทแคโรไลนา หลุดออกไปในโลกออนไลน์ ซึ่งอาจทำให้เนื้อเรื่องสำคัญรั่วไหลก่อนกำหนด

– นาตาลี พอร์ตแมน ในวัย 44 ปี ได้แชร์ภาพถ่ายบรรยากาศชีวิตในกรุงปารีสผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวในสัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมแคปชันสั้น ๆ ว่า Paris lately ซึ่งนับเป็นภาพหายากที่เธอเปิดเผยต่อสาธารณะ พอร์ตแมนกำลังตั้งครรภ์ลูกคนที่ 3 ซึ่งเป็นลูกคนแรกกับ ตองกีย์ เดสตาบล์ โปรดิวเซอร์เพลงชาวฝรั่งเศส เธอตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่ปารีสตั้งแต่ปี 2014 และเลือกที่จะพำนักอยู่ที่นี่ต่อไปหลังการหย่าร้าง เพื่อให้ลูกทั้งสองคนคือ อเลฟ และ อมาเลีย ได้รับการศึกษาที่นี่ เธอเคยให้สัมภาษณ์ว่าชอบมารยาททางสังคมของชาวปารีส เช่น การกล่าวทักทาย “Bonjour” ทุกครั้งเมื่อเข้าร้านค้า ซึ่งต่างจากวัฒนธรรมในสหรัฐฯ และเธอยังชื่นชมว่า ชาวฝรั่งเศสให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวเป็นอย่างมาก