เซ็กซี่สวยสะดุ้ง’ไอซ์ ปรีชญา’ชูป้ายอวดหุ่นแซ่บในชุดชั้นในสีแดงซีทรู

เซ็กซี่สวยสะดุ้ง'ไอซ์ ปรีชญา'ชูป้ายอวดหุ่นแซ่บในชุดชั้นในสีแดงซีทรู

เซ็กซี่สวยสะดุ้ง’ไอซ์ ปรีชญา’ชูป้ายอวดหุ่นแซ่บในชุดชั้นในสีแดงซีทรู

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.41 น.

ยืน1เรื่องความเซ็กซี่สวยสะดุ้ดดุจ AI สำหรับสาวสวยอย่าง ไอซ์ ปรีชญา แม้จะเพิ่งเจอดราม่าก็ไม่หวั่น ‘ไอซ์’ ยังคงทำหน้าที่เดินหน้าสาดความแซ่บลงโซเชียลให้หนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ตาลุก กับโพสต์ล่าสุดที่ใครก็ต้องหยุดมอง กับภาพที่เธอชูป้ายในชุดชั้นในสีแดงซีทรู  อวดหุ่นแซ่บ ถึงแม้จะมีเสื้อสูทสวมทับ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความแซ่บนั้นลดน้อยลงแต่อย่างใด อากาศที่ว่าร้อนเจอภาพชุดนี้ไป ทำเอาหนุ่มๆ อกแทบระเบิด

โดยเจ้าตัวระบุข้อความว่า “อะไรก็ผิดไปหมด” และแคปชั่นของ ไอซ์ ปรีชญา ที่ติดแฮชแท็กเยอะมากว่า “ฉันผิดอะไร…ผิดที่เธอพิมพ์ยาวกว่าชีวิตฉันอีกอะ” #ฉันผิดอะไร #ตัวแม่มาแล้ว #สวยแล้วผิดตรงไหน #คอมเมนต์ยาวมาก #สายฮา #ฟีดนี้ต้องลุกเป็นไฟ #เอาขำไม่เอาดราม่า #ตัวแม่ขำๆ #คนสวยทำอะไรก็ผิด #ไวรัลหน่อย #ขึ้นฟีดเถอะ #fyp #foryou #foryoupage #viral #tiktokthailand #reelsinstagram”

เสียงในหัวดังไปนิด ‘บุ๋ม ปนัดดา’ ทำเอาจุกอกรักมากขนาดนั้นจะมีลูกทำไมตั้ง 4คน

เสียงในหัวดังไปนิด ‘บุ๋ม ปนัดดา’ ทำเอาจุกอกรักมากขนาดนั้นจะมีลูกทำไมตั้ง 4คน

เสียงในหัวดังไปนิด ‘บุ๋ม ปนัดดา’ ทำเอาจุกอกรักมากขนาดนั้นจะมีลูกทำไมตั้ง 4คน

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.29 น.

รอลุ้นมี EP ตอนต่อไปออกมาอย่างแน่นอน สำหรับกรณีความสัมพันธ์ของ ‘สุรชัย สมบัติเจริญ’ และครอบครัวจนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักขณะนี้  ล่าสุดในช่วงหนึ่งของรายการ ‘ตกมันส์บันเทิง’ที่มี บุ๋ม- ปนัดดา วงศ์ผู้ดี เป็นพิธีกร ได้มีการเล่าข่าวเกี่ยวกับครอบครัว ‘สมบัติเจริญ’ โดยมีช่วงหนึ่งของรายการ ‘บุ๋ม ปนัดดา’ ได้ตั้งข้อสงสัยและพูดกลางรายการว่า

‘ถ้ารักกับคุณ ‘ไดอาน่า’มานานขนาดนั้น ทำไมไม่อยู่กับเขาไปเลยตั้งแต่แรกนะ  มีลูกมาทำไมต้อง 4 คน เพราะมีลูก 1 คนไม่ใช่ 2วันคลอดนะ หัวอกคนเป็นลูกฟังแล้วมันเจ็บนะถ้าเราอายุขนาดแล้วเจอสิ่งที่ชอบก็ไปที่ชอบเลยได้เลย! ไม่ต้องมาต่อล้อต่อเถียง’

หลังพูดจบประโยคนี้ก็กลายเป็นประเด็นในโซเซียลขึ้นมาทันที  โดยมีเหล่าแฟนคลับมาแสดงความเห็นด้วยกับ ‘บุ๋ม ปนัดดา’เป็นจำนวนมาก งานนี้เชื่อได้เลยว่าทางด้าน ‘สุรชัย สมบัติเจริญ’ ถ้าเห็นการวิพากษ์วิจารณ์ในครั้งนี้ของ‘บุ๋ม ปนัดดา’เชื่อได้เลยว่าจะต้องมีการตอบโต้กับมาอย่างแน่นอน รอติดตามชม EP.ต่อไปได้เลยเร็ว ๆนี้

คนไทยคนแรก’Gawdland’คว้าชัยชนะรายการดังระดับโลก RuPaul’s Drag Race Uk vs The World Season 3

คนไทยคนแรก'Gawdland'คว้าชัยชนะรายการดังระดับโลก RuPaul's Drag Race Uk vs The World Season 3

คนไทยคนแรก’Gawdland’คว้าชัยชนะรายการดังระดับโลก RuPaul’s Drag Race Uk vs The World Season 3

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.57 น.

นับเป็นครั้งแรกของคนประเทศไทย เรียกได้ว่าเป็นวินาทีประวัติศาสตร์ของวงการแดร็ก เมื่อ Gawdland ศิลปินแดร็กจากประเทศไทย คว้าชัยชนะในรายการ RuPaul’s Drag Race UK vs The World Season 3 มาครองได้สำเร็จ หลังจากที่รอคอยมาอย่างยาวนาน ในที่สุด Gawdland ก็ทำให้ความฝันนี้เป็นจริงด้วย C.U.N.T Charisma, Uniqueness, Nerve และ Talent แบบครบเครื่อง

โดย Gawdland ได้นำเสนอเอกลักษณ์เอกลักษณ์ความเป็นไทยที่หลากหลาย ผ่านเสื้อผ้าหน้าผม ควบคู่ไปกับทักษะการแสดงที่โดดเด่น ครองใจแฟนๆ แดร็กทั่วโลก ชัยชนะของ Gawdland ใน RuPaul’s Drag Race UK vs The World Season 3 จึงเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ที่พิสูจน์ว่า ศิลปินไทยมีความสามารถ และศักยภาพที่จะยืนหยัดบนเวทีระดับโลก และคว้าชัยชนะมาครองได้อย่างสง่างาม ตามที่ Gawdland ได้กล่าวไว้ว่า”ชัยชนะครั้งนี้เป็นหลักฐานสำคัญว่า ความฝันของทุกคนยิ่งใหญ่ได้เท่ากับโลก”

Instagram @gawdland

‘กรุงเทพมหานคร’เมือง Premium

'กรุงเทพมหานคร'เมือง Premium

‘กรุงเทพมหานคร’เมือง Premium

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2569 นายเอกวรัญญู อัมระปาล โฆษกของกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า “กรุงเทพมหานคร” คว้าอันดับ 1 เมืองที่ดีที่สุดของทวีปเอเชีย ประจำปี 2026 (Best Cities in Asia 2026) ในการประกาศผลรางวัล Readers’ Choice Awards 2026 จากผลการโหวตของผู้อ่านนิตยสาร DestinAsian นิตยสารท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ระดับหรูชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

โดยในหมวดหมู่เมืองที่ดีที่สุดนี้ มีเมืองอื่น ๆ ใน 10 อันดับแรก อาทิ อันดับ 2 โตเกียว (ญี่ปุ่น) อันดับ 3 สิงคโปร์ ซึ่งเหตุผลหลักที่กรุงเทพฯ สามารถคว้าอันดับ 1 มาได้ ด้วย 4 ความโดดเด่นที่ DestinAsian นิยามให้ คือ

1. ความมีเสน่ห์แบบขั้วตรงข้ามที่ลงตัว กรุงเทพฯ ถูกยกย่องว่าเป็นเมืองที่มีความยืดหยุ่นและเปิดกว้าง ด้วยการผสมผสานระหว่างรากเหง้าทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง เช่น วัดวาอารามที่สวยงามและตลาดน้ำ กับความทันสมัยระดับโลก อย่างห้างสรรพสินค้าสุดหรูและตึกระฟ้าได้อย่างน่าทึ่ง

2. สวรรค์แห่งอาหารระดับโลก โดยผู้อ่านเทคะแนนโหวตให้กรุงเทพฯ ในฐานะจุดหมายปลายทางด้านอาหารที่ครบเครื่องที่สุด ไม่ว่าจะเป็น

– Street Food ที่รู้จักกันเป็นอย่างดีว่าคือสวรรค์ของอาหารริมทางที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก

 – Fine Dining ที่มีการเติบโตของร้านอาหารระดับสูงและเชฟรุ่นใหม่ที่นำเสนออาหารแนว Progressive หรืออาหารที่ใช้ทั้งความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม มายกระดับวัตถุดิบหรือเมนูคุ้นเคยให้กลายเป็นประสบการณ์ใหม่ที่คาดไม่ถึง ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากล

3. ประสบการณ์การท่องเที่ยวที่หลากหลาย เพราะกรุงเทพฯ มี “ทางเลือก” ที่ตอบโจทย์นักเดินทางทุกกลุ่ม

– การพักผ่อน มีโรงแรมหรูระดับ Ultra-luxury และโรงแรมบูติกที่ได้รับรางวัลมากมาย

– ไลฟ์สไตล์หลากหลาย ตั้งแต่ย่านศิลปะสมัยใหม่ ย่านประวัติศาสตร์ ไปจนถึงสถานบันเทิงยามค่ำคืนที่ติดอันดับโลก

4. การต้อนรับและจิตวิญญาณของเมือง ด้วยบรรยากาศของ “เมืองหลวงแห่งรอยยิ้ม” ที่มีความสนุกสนานและเป็นอิสระ รวมถึงการบริการที่ประทับใจในทุกระดับ ตั้งแต่คนขับรถตุ๊กตุ๊กไปจนถึงพนักงานโรงแรม 5 ดาว เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้อ่านจากทั่วเอเชียแปซิฟิกโหวตให้กรุงเทพฯ เป็นอันดับ 1 ติดต่อกันหลายปี

“กล่าวได้ว่า กรุงเทพฯ คว้ารางวัล ‘เมืองที่ดีที่สุด อันดับ 1’ มาได้เพราะเป็นเมืองที่ เที่ยวสนุก กินอร่อย พักสบาย และมีเสน่ห์ไม่เหมือนใครในทุกหัวมุมถนน ซึ่งนอกจากรางวัลนี้จะสะท้อนความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั่วโลกแล้ว ยังเป็นแรงผลักดันให้เรามุ่งมั่นพัฒนาให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ ‘น่าเที่ยว’ สำหรับผู้มาเยือน และเป็นเมืองที่ ‘น่าอยู่’ สำหรับทุกคนอย่างยั่งยืนต่อไป” โฆษกของกรุงเทพมหานคร กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับผลโหวตผู้อ่านนิตยสาร DestinAsian 10 เมืองที่ดีที่สุดของทวีปเอเชีย ประจำปี 2026 ได้แก่ 1.กรุงเทพมหานคร 2.โตเกียว 3.สิงคโปร์ 4.ฮ่องกง 5.จาการ์ตา 6.โฮจิมินห์ซิตี้ 7.กัวลาลัมเปอรื 8.เกียวโต 9.ฮานอย 10.มาเก๊า

และยังมีอีก 1 สถิติที่ตามมาติดๆ ในสัปดาห์เดียวกัน นั่นคือ กรุงเทพฯ คว้าอันดับ 8 เมืองดีที่สุดในโลก ปี 2569 จาก Time Out
 “Time Out” แพลตฟอร์มมีเดียไลฟ์สไตล์ระดับโลก เผยผลสำรวจ “50 เมืองที่ดีที่สุดในโลกประจำปี พ.ศ. 2569” (The 50 best cities in the world in 2026) จากการสำรวจสอบถามความคิดเห็นกว่า 24,000 คน ใน 150 เมืองจากทั่วโลก ในหลากหลายมิติ ทั้งเรื่องของคุณภาพ ราคาอาหาร วิถีวัฒนธรรม และการใช้ชีวิต เป็นต้น ร่วมด้วยการลงคะแนนของผู้เชี่ยวชาญของ Time Out ที่คลุกคลีอยู่ในพื้นที่จริง ก่อนจะนำผลลัพธ์มาจัดอันดับต่อไป

ทั้งนี้ผลการสำรวจดังกล่าว ระบุว่า ปีนี้ (พ.ศ. 2569) เมือง “เมลเบิร์น” คว้าอันดับ 1 ไปครอง ส่วนอันดับได้แก่ เซี่ยงไฮ้ และอันดับ 3 คือ เมืองเอดินเบอะระ ขณะที่ “กรุงเทพมหานคร” คว้าอันดับที่ 8 (ปีที่แล้ว 2568 กรุงเทพฯคว้าอันดับที่ 2)

ลอรี ออสบอร์น (Laurie Osborne) หัวหน้าฝ่ายเนื้อหา ของ Time Out ประเทศไทย เปิดเผยว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยความแตกต่างหลากหลาย มีทั้งความเจริญ วุ่นวาย และสวยงาม รวมถึงเป็นเมืองที่มีความเป็นมิตรเสมอเมื่อคุณหลงทาง นอกจากนี้กรุงเทพฯ ยังมีวัฒนธรรมการกิน ศิลปะ วัดวาอาราม และไลฟ์สไตล์ที่โดดเด่น น่าเดินทางมาสัมผัส อีกทั้งกรุงเทพฯ ยังเป็นอันดับ 1 ของเมืองที่ดีที่สุดของ GEN Z จากการจัดอันดับของ Time Out 1 เมื่อปี่ที่แล้ว (2568) อีกด้วย

สำหรับ 10 อันดับ เมืองที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี พ.ศ. 2569 จากการจัดอันดับของ Time Out มีดังนี้

1.เมลเบิร์น (ออสเตรเลีย)  2.เซี่ยงไฮ้ (จีน)  3.เอดินเบอะระ (สกอตแลนด์)  4.ลอนดอน (อังกฤษ)  5.นิวยอร์ก (สหรัฐฯ)  6.เคปทาวน์ (แอฟริกาใต้)  7.เม็กซิโกซิตี้ (เม็กซิโก)  8.กรุงเทพมหานคร (ไทย)  9.โซล (เกาหลีใต้)  10. โตเกียว (ญี่ปุ่น)

ส่วน 10 อันดับ เมืองที่ดีที่สุดในเอเชีย ประจำปี พ.ศ. 2569 จากการจัดอันดับของ Time Out ได้แก่

1.เซี่ยงไฮ้ (จีน)  2.กรุงเทพมหานคร (ไทย)  3.โซล (เกาหลีใต้)  4.โตเกียว (ญี่ปุ่น)  5.ฮ่องกง (จีน)  6.สิงคโปร์  7.ฮานอย (เวียดนาม)  8.ปักกิ่ง (จีน)  9.เชียงใหม่ (ไทย)  10.โฮจิมินห์ซิตี้ (เวียดนาม)

คำถามที่สำคัญก็คือ สถานที่ที่เป็น “ภาพจำ” ของชาวต่างชาติ ใน “กรุงเทพมหานคร” นั้น คนไทยอย่างเราๆ ไปเช็คอินกันครบหรือยัง  มาดูกันว่า มีสถานที่ใดบ้างในกรุงเทพมหานคร ที่เป็นจุดหมายตาในการมาเที่ยวของคนทั่วโลก
1. วัดอรุณราชวราราม

ไม่เพียงแต่เป็น “จุดหมายตา” ของนักเดินเรือ นักการทูต และพ่อค้าที่เข้ามาติดต่อค้าขายกับ “บางกอก” ในอดีตเท่านั้น  แต่ “พระปรางค์วัดอรุณ” ยังมีความโดดเด่น งดงาม และเป็นจุดเช็คอินสำคัญของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกในเวลานี้ ที่มีปลายทางในการเดินทางสู่กรุงเทพมหานคร ซึ่งนอกเหนือจากสถาปัตยกรรมที่สวยงาม โดดเด่น ไม่เหมือนใครในโลกแล้ว  ยังเป็นสถานที่ที่สามารถ “สวมชุดไทย” เพื่อถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ที่มีบริการครบวงจร ทั้งการแต่งกาย แต่งหน้า ทรงผม ตลอดจนเครื่องประดับและช่างภาพที่พร้อมให้บริการ  นั่นทำให้นักท่องเที่ยว ไม่เพียงแต่มีความทรงจำเกี่ยวกับ “ความเป็นไทย” กลับไป แต่บยังได้ภาพที่สวย แปลกตา ไปอวดสายตาเพื่อนฝูง และครอบครัว ในประเทศของเขาด้วย


2.วัดพระศรีรัตนศาสดารามและพระบรมมหาราชวังเนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของ “เขตพระราชฐาน” ที่อาจมีกติกาในการเข้าชมละเอียดอ่อนกว่าสถานที่อื่นๆ สักหน่อย  แต่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ก็ไม่เคยย่อท้อเลย ที่จะต้องเข้าวัด “วัดพระแก้ว” และพระบรมมหาราชวังของไทยให้ได้  ด้วยสถาปัตยกรรมแบบไทยแท้ ไทยประยุกต์ และยังมีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ในตำนาน อย่าง Emeral Buddha หรือพระแก้วมรกต ที่พวกเขาอยากมาเห็นกับตาสักครั้ง  การมหาเยือนกรุงเทพมหานคร จึงพลาดไม่ได้เลยที่จะมายัง สถานที่แห่งนี้


3) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามSleeping Budha หรือ “พระนอนวัดโพธิ์” คือฉากฉากหหนึ่งที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ไม่พลาดที่จะต้องมายืนพนมมือถ่ายรูปคู่เป็นที่ระลึก ฉากพระเจดีย์สี่รัชกาลที่สวยงาม ตุ๊กตาจีน ฯลฯ ก็เหสมือนเป็น “สตูดิโอศิลปะ” ระดับโลก ที่จะพลาดไม่ได้


4) พระใหญ่ วัดปากน้ำภาษีเจริญจุดเช็คอินใหม่ล่าสุดของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ที่จะต้องเช่าเหมาเรือล่องไปในคลองบางหลวง เพื่อถ่ายรูปคู่กับพระใหญ่ วัดปากน้ำภาษีเจริญ และหาอาหารอร่อยๆ ย่านตลาดพลูรับประทาน


5) ภูเขาทอง วัดสระเกศก็เป็นอีกหนึ่งทิวทัศน์ ที่ “ตระการตา”  ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า มีคนไทย แม้กระทั่งคนกรุงเทพฯ อีกเป็นจำนวนมาก ไม่เคยไปวัดสระเกศและขึ้นชมทิวทัศน์ของเมือง บนบรมบรรพต หรือ “ภูเขาทอง” ที่ตั้งเด่นเป็นสง่า อยู่ทางทิศตะวันออกของเมือง

6) โลหะปราสาท วัดราชนัดดาราม สถานที่ที่นักท่องเที่ยวโปรดปรานการมาถ่ายภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร ที่ก็มีคนไทยผ่านมาผ่านไป แต่ไม่เคยเข้าชมอีกเป็นจำนวนไม่น้อย

“แนวหน้า” ขอเชิญชวนทุกท่าน เช็คอืนและเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ เหล่านี้ เพื่อไม่ให้น้อยหน้า ที่ได้ชื่อว่า อาศัยอยู่ในเมืองที่คนทั้งโลกรู้จักและอยากมา.

‘จิ๊บ-จ๊ะจ๋า’พร้อมใจกันร่วมพิธีแห่งประวัติศาสตร์สุดขลัง

'จิ๊บ-จ๊ะจ๋า'พร้อมใจกันร่วมพิธีแห่งประวัติศาสตร์สุดขลัง

‘จิ๊บ-จ๊ะจ๋า’พร้อมใจกันร่วมพิธีแห่งประวัติศาสตร์สุดขลัง

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.57 น.

เป็นการรวมตัวของดารา-เซียนพระชื่อดัง ตบเท้ามุ่งหน้าสู่ภาคอีสานร่วมพิธีสุดขลัง ทั้ง จิ๊บ วสุ, จ๊ะจ๋า พริมรตา, เกรซ พัชร์สิตา, อ้น อัครวัฒน์, บิ๊ก กฤษฎา, ริว จิตสัมผัส, วาม จิรกิตติ์ และอีกมากมาย รวมไปถึงเซียนพระชื่อดังพร้อมใจกันเดินทางไปที่วัดพระธาตุหมื่นหิน จังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อทำพิธีปลุกเสกเหรียญหลวงปู่ศิลารุ่นใหม่ล่าสุด พิธีมงคลครั้งสำคัญที่รวมเกจิคณาจารย์จากทั่วประเทศในวาระเดียวกัน

โดยพิธีดังกล่าวคือพิธีมหาพุทธาภิเษกเหรียญรุ่นปลดหนี้ (หลวงปู่ศิลา สิริจันโท) ที่มี มาดามเดียร์-ปฐมาภรณ์  เตมียเวส ประธานผู้จัดสร้าง พลตำรวจเอกอิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ (จเรตำรวจแห่งชาติ) ประธานในพิธี ศิษยานุศิษย์ อุบาสก อุบาสิกา สาธุชน ร่วมพิธี ณ วิหารไม้พระราชวัชรธรรมโสภณ วัดพระธาตุหมื่นหิน จังหวัดกาฬสินธุ์ และได้อัญเชิญพระเกจิคณาจารย์ทั่วฟ้าเมืองไทย ร่วมอธิษฐานจิตกว่า ๑๖๑ รูป ที่สร้างประวัติศาสตร์ของการจัดงานที่ยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งของประเทศไทยกับพิธีมหาพุทธาภิเษกวัตถุมงคล “พระเทพวัชรธรรมโสภณ” (หลวงปู่ศิลา สิริจันโท) รุ่นปลดหนี้ และเป็นวัตถุมงคลรุ่นที่จัดสร้างเนื่องในวาระพิธีไหว้ครูปาธยาย กตัญญูบูชาพระคุณประจำปี ๒๕๖๙

หลังถวายภัตตาหารเพลได้อันเชิญขันครูพระเทพวัชรธรรมโสภณ (หลวงปู่ศิลา สิริจันโท) ซึ่งประกอบไปด้วยพระเจ้าปากเข็ด ผ้ามหายันต์(ผืนจริง) ตำราสรรพวิชา พร้อมทั้งเครื่องครุพันเข้าสู่มณฑลพธี พร้อมถวายสักการะแด่ เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร เป็นประธานสงฆ์ในพิธี โดยมี พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ (จเรตำรวจแห่งชาติ) เป็นประธานฝ่ายฆราวาส จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย หลังจากนั้นคณะสงฆ์สวดสาธยายพระคาถาจุดเทียนชัย จนถึงสวดสาธยายพระคาถาดับเทียนชัย จนมาถึงเจ้าอาวาสวัดพระธาตุหมื่นหิน ให้โอวาทแก่คณะศิษยานุศิษย์ เป็นอันเสร็จพีธี

ด้วยพลังแห่งศรัทธาการรวมตัวครั้งสำคัญของพระมหาเถราจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ ๑๖๑ รูป จากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทยที่เมตตาร่วมอธิษฐานจิตแล้ว ในโอกาสนี้ มาดามเดียร์เจ้าภาพผู้จัดสร้าง ยังได้ร่วมสืบสานทานบารมีภายในงานด้วยการแจกข้าวสาร จำนวน ๓,๐๐๐ ถุง และวัตถุมงคลที่ระลึก สำหรับผู้ที่เข้าร่วมพิธี โดยพระทุกองค์ผ่านการเตรียมมวลสารอย่างพิถีพิถัน ประกอบพิธีด้วยเจตนาบริสุทธิ์เพื่อให้พุทธคุณเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ โดยพิธีครั้งนี้ไม่ว่าจะเหล่าดารา-นักแสดง เซียนพระ คนดังต่างๆ ทุกคนตั้งใจร่วมพิธีกันทุกขั้นตอน ตั้งแต่การสวดมนต์ การปักธูปที่โต๊ะหมู่บูชา ซึ่งบรรยากาศท้องฟ้าเป็นใจอย่างน่าอัศจรรย์ ทันทีที่เริ่มพิธีเกิดแสงสว่างท้องฟ้าแจ่มใสขึ้นมาทันที รับรู้ได้ถึงความขลังมากจนขนลุกกันเลยทีเดียว

การันตีรักจริง40ปีเปิดภาพในอดีตความสัมพันธ์ ‘สุรชัย-ไดอาน่า’และ‘คุณแม่ศรีนวล’

การันตีรักจริง40ปีเปิดภาพในอดีตความสัมพันธ์ ‘สุรชัย-ไดอาน่า’และ‘คุณแม่ศรีนวล’

การันตีรักจริง40ปีเปิดภาพในอดีตความสัมพันธ์ ‘สุรชัย-ไดอาน่า’และ‘คุณแม่ศรีนวล’

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.01 น.

เรื่องวุ่นๆ รักรุ่นใหญ่ของ สุรชัย-สมบัติเจริญ และ ไดอาน่า-พนิดา ที่ต้องเก็บซ่อนไว้นานถึง 40 ปี  พอเปิดตัวปุ๊บกลายเป็นเรื่องปั๊บ แฉกันไปมาจนกลายเป็นมหากาพย์เรื่องราวลุกลามใหญ่โตกระทบกระเทือนสั่นคลอนให้ได้ติดตามไม่เว้นวัน และเพื่อเป็นการการันตีว่า

‘นี่คือความจริง ความรู้สึกที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจผมมากกว่า 40 ปี ถึงเวลาแล้วที่ผมจะต้องรักษาคู่ชีวิตของผม และอยู่เคียงข้างกับเธอตลอดไป ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา ไดอาน่า สมบัติเจริญ คือภรรยาที่ผมได้จดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา’ สุรชัย กล่าว

โดยล่าสุดได้เผยภาพอดีตแสนหวานที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีก็ยังคงความหวานไว้เช่นเดิม เท่านั้นไม่พอ นอกจากภาพความหวานของทั้ง ‘สุรชัย-ไดอาน่า’ แล้วยังมีภาพระหว่าง ไดอาน่า กับคุณแม่ศรีนวล รวมเฟรมเดียวกันแบบสนิทสนมแนบแน่นทั้งในปัจจุบันและภาพเมื่อสมัย 30 ปีมาให้ชมกัน ดูแล้วต้องยอมรับเลยว่าสนิทสนมกันมากเลยทีเดียว

สวยสับฉบับตัวมารดา! ‘แม่เจ็ง-เซย่า’ แท็กทีม ‘ห่มสไบใส่ยีนส์’ออร่าท้าแดด

สวยสับฉบับตัวมารดา! ‘แม่เจ็ง-เซย่า’ แท็กทีม 'ห่มสไบใส่ยีนส์'ออร่าท้าแดด

สวยสับฉบับตัวมารดา! ‘แม่เจ็ง-เซย่า’ แท็กทีม ‘ห่มสไบใส่ยีนส์’ออร่าท้าแดด

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.22 น.

แดดเมืองไทยที่ว่าแน่ ยังแพ้ความเป๊ะของคู่แม่ลูกสุดแซ่บ! เมื่อ “คุณแม่เจ็ง วิไลลักษณ์ ทองเจือ” และลูกสาวคนสวย “เซย่า ณิชฏา ทองเจือ” รับงานควงคู่กันมาเผยเคล็ดลับผิวใสสะท้านแสง “ห่มสไบใส่ยีนส์”  งานนี้บอกเลยว่าไม่ธรรมดา!  เพราะออร่าของทั้ง2แม่นั้นแรงเกินต้าน

‘เหมยลี่ ฉะเชิงเทรา’ม้ามืดปาดมง’มิสแกรนด์ขวัญใจเมืองพัทยา’ตอบคำถาม’การเมือง’แซ่บโดนใจ

'เหมยลี่ ฉะเชิงเทรา'ม้ามืดปาดมง'มิสแกรนด์ขวัญใจเมืองพัทยา'ตอบคำถาม'การเมือง'แซ่บโดนใจ

‘เหมยลี่ ฉะเชิงเทรา’ม้ามืดปาดมง’มิสแกรนด์ขวัญใจเมืองพัทยา’ตอบคำถาม’การเมือง’แซ่บโดนใจ

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.40 น.

เรียกว่าลุ้นกันสนุกทุกรอบการแข่งขัน โดยเฉพาะไฮไลท์สำคัญในค่ำคืนนี้กับการประกวด มิสแกรนด์ ไทยแลนด์ 2026 : มิสแกรนด์ขวัญใจเมืองพัทยา  ณ โรงแรม วินด์แฮม จอมเทียน พัทยา จังหวัดชลบุรี ท่ามกลางแฟนคลับ และแฟนด้อมมาเชียร์กันแน่นฮอลล์ เปิดเวทีด้วย Opening Show แบรนด์เสื้อผ้าอบเชย เจ้าภาพเมืองพัทยา (Pattaya The Host City) คุณทัศนัย โคตรทอง และ คุณทิพวรรณ พันธุ์แตง กล่าวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติและผู้สนับสนุน รวมถึง คุณณวัฒน์ อิสรไกรศีล ประธานกองประกวด Miss Grand Thailand และ Miss Grand International โดย บอสณวัฒน์ ยังตอกย้ำให้แฟนคลับร่วมโหวตให้นางงามที่ตัวเองชื่นชอบ เพื่อเปิดทางให้พวกเธอเข้ารอบ  โดยผู้ที่มีคะแนนโหวตสูงสุด 5 อันดับ จะได้ผ่านเข้าสู่รอบ 20 คนสุดท้ายโดยอัตโนมัติ แต่ก่อนจะได้ทราบผล นางงามทุกคนโชว์ความสวยในชุดราตรี จากนั้น 2 พิธีกร กชเบล ศรัณย์รัชต์ เผือกพิพัฒน์ และ แชมป์ สกุล ลิมปภานนท์ ประกาศผลผู้เข้ารอบ 20 คนสุดท้าย พร้อมแสดงทัศนคติจากคำถามทางการเมือง

จากนั้นพิธีกรประกาศผลผู้เข้ารอบ 7 คนสุดท้าย โดยคนแรกคือนางงามที่ได้คะแนนโหวตสูงสุด ได้แก่ มิสแกรนด์ฉะเชิงเทรา ตามมาด้วย มิสแกรนด์ภูเก็ต มิสแกรนด์กรุงเทพมหานคร มิสแกรนด์ตราด มิสแกรนด์สระบุรี มิสแกรนด์นครปฐม มิสแกรนด์ชลบุรี เข้าสู่รอบการตอบคำถาม

โดยคำถามมีอยู่ว่า หากคุณสามารถกำหนดบทลงโทษใหม่สำหรับนักการเมืองหรือข้าราชการที่โกงกินและคอรัปชั่น ได้คุณจะกำหนดบทลงโทษนั้นอย่างไรและเพราะอะไร? ซึ่งนางงามทุกคนทำได้ดี ไม่มีตายไมค์ เสียงเชียร์ดังกระหึ่มฮอลล์ โดยเฉพาะคำตอบของ มิสแกรนด์ฉะเชิงเทรา ที่คม ตรง และ จริงแล้ว โดยเธอตอบว่าสำหรับ “เหมยลี่” ไม่โปร่งใสและมีการทุจริตอย่าง 100เปอร์เซ็นต์ ประชาธิปไตยคืออำนาจของประชาชน แต่เหตุการณ์นับคะแนนเลือกตั้งที่ผ่านมา มีการโกงกินมากมายไม่ว่าจะเป็นบัตรเขย่งจำนวนมาก หรือแม้กระทั่งการปกปิด การนับคะแนนที่ชลบุรี ในวันนี้ในฐานะที่ตนเองเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ อยากจะใช้พื้นที่ตรงนี้ฝากไปถึง กกต. ว่าหากวันนี้คุณคิดว่าสิ่งที่ทำ คือประชาธิปไตย มันไม่ถูกต้องแน่นอน เพราะบ้างครั้งอำนาจแห่งเวรแห่งกรรมจะลงโทษตัวคุณเอง

ก่อนถึงเวลาที่ทุกท่านรอคอยพิธีกรประกาศ รองอันดับ 4 มิสแกรนด์ขวัญใจเมืองพัทยา ได้แก่ มิสแกรนด์สระบุรี มิสแกรนด์ภูเก็ต และมิสแกรนด์กรุงเทพมหานคร ตำแหน่งรองอันดับ 3 ได้แก่ มิสแกรนด์ตราด ตำแหน่งรองอันดับ 2 ได้แก่ มิสแกรนด์นครปฐม เหลือคู่จับมือ 2 คนสุดท้ายคือ มิสแกรนด์ชลบุรี และ มิสแกรนด์ฉะเชิงเทรา ท่ามกลางการลุ้นระทึก พิธีประกาศผล

มิสแกรนด์ขวัญใจเมืองพัทยา ได้แก่ มิสแกรนด์ฉะเชิงเทรา เหมยลี่ พัชรมนต์ เทพรักษา คว้ามงกุฎ The Icon of Pattaya City จาก Chada Crown พร้อมสายสะพาย และ เงินรางวัลมูลค่า 50,000 บาท ส่งผลให้ตัวเต็ง มิสแกรนด์ชลบุรี หนิง ปัทมา จิตรสวัสดิ์ รั้งตำแหน่งรองอันดับ 1 โดย เหมยลี่ เปิดใจว่า ดีใจมากกับตำแหน่ง มิสแกรนด์ขวัญใจเมืองพัทยา หนูสู้มาก เห็นได้ชัดว่าตอนประกาศผลคือร้องไห้ออกมาเลย มาประกวดทุกคนก็ต้องคาดหวังความสำเร็จ แต่ก็มีคนถามว่าถ้าได้มงจังหวัดแล้ว อาจจะเป็นอาถรรพ์ไม่ได้มงใหญ่  “หนูจะเป็นคนทำลายอาถรรพ์นั้นเองค่ะ….” เหมยลี่กล่าวอย่างอารมณ์ดี หลังจากนี้เจ้าตัวยืนยันว่าเต็มที่กับทุกรอบการแข่งขันเช่นเดิม แม้จะไม่ใช่ตัวเต็งมาตั้งแต่แรกก็ตาม ซึ่งวันนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เหมยลี่ สามารถทำได้    

สำหรับการประกวด Miss Grand Thailand 2026 #Grand Evolution ยังมีรอบสำคัญ ที่ MGI Hall กับ 4 อีเว้นท์หลัก

19 มีนาคม เวลา 10.00-15.00 น.  :Close Door Interview (รอบสัมภาษณ์) (สถานที่ : Grand Richmond Hotel)

18.00-21.00 น.  :Opening Ceremony “The Grand Clinic”

22 มีนาคม เวลา 19.00-21.00 น.  :National Costume Competition (รอบชุดประจำชาติ)(สถานที่ : MGI Hall)

23 มีนาคม เวลา 19.00-21.00 น.  :The Grand Concert “The Timeless Song” (สถานที่ : MGI Hall)

25 มีนาคม เวลา 19.00-21.00 น.  :Preliminary Competition  (สถานที่ : MGI Hall)

ห้ามพลาดกับรอบ Grand Final ในค่ำคืนวันที่  28 มีนาคม 2569 เวลา 19.00-21.00 น.  ณ MGI Hall  ซื้อบัตรได้แล้ววันนี้ ทาง Grand Ticket และอย่าลืมร่วมโหวตให้กับนางงามที่คุณชื่นชอบ ได้ผ่านเข้าสู่รอบ 11 คนสุดท้าย ในรอบ Grand Final MGT 2026 กับรางวัล Miss Popular Vote การันตีตำแหน่งอย่างน้อย รองอันดับ 5 โหวตได้ทางเว็บไซต์ Missgrandthailand.com

หัวอกแม่เจ็บจี๊ด‘โอ๋ ภัคจีรา’ป้องลูกสาวได้เซ็นสัญญาเป็นศิลปินเพราะเป็นลูกดารา

หัวอกแม่เจ็บจี๊ด‘โอ๋ ภัคจีรา’ป้องลูกสาวได้เซ็นสัญญาเป็นศิลปินเพราะเป็นลูกดารา

หัวอกแม่เจ็บจี๊ด‘โอ๋ ภัคจีรา’ป้องลูกสาวได้เซ็นสัญญาเป็นศิลปินเพราะเป็นลูกดารา

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.10 น.

ทำเอาหัวอกคนเป็นแม่ถึงกับนั่งไม่ติด สำหรับโอ๋ ภัคจีราที่ล่าสุดต้องออกมาเปิดใจป้องลูกสาวอย่าง น้องแสนดี และ น้องณิริน หลังเจอกระแสคอมเมนต์แง่ลบวิจารณ์สนั่นโซเชียลว่า การได้เซ็นสัญญาเป็นศิลปินนั้นเป็นเพราะอภิสิทธิ์การเป็น “ลูกดารา” โดยแม่โอ๋ยอมรับว่ารู้สึกสงสารลูกมากที่ต้องมาเจอความคิดแบบนี้ พร้อมเผยคำสอนที่ฝังใจลูกเสมอว่าในเมื่อเราเปลี่ยนชาติตระกูลหรือเปลี่ยนแม่ไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือการวางตัวให้นอบน้อมและน่ารักต่อทุกคน

อย่างไรก็ตาม แม่โอ๋ยืนยันเสียงแข็งว่าความสำเร็จของเด็กทั้งสองคนมาจากความพยายามและพรสวรรค์ล้วนๆ เพราะทั้งร้อง เต้น เล่นเปียโน และกีตาร์ได้ครบเครื่อง ซึ่งเก่งเกินตัวจนคนเป็นแม่ยังยอมรับว่าลูกไปไกลกว่าตนเองมาก จึงอยากให้สังคมมองเห็นถึงความตั้งใจจริงของเด็กๆ ในฐานะศิลปินคนหนึ่งไม่อยากให้ต้องมาถูกตราหน้าด้วยคำพูดบั่นทอนจิตใจเพียงเพราะเกิดมาเป็นลูกคนดัง ทั้งที่ความสามารถที่มีนั้นพิสูจน์ได้ว่าพวกเขาเป็นศิลปินได้ด้วยตัวเองจริงๆ

เศียรพระในรากไม้ : จากอยุธยา ถึงกัมพูชา

เศียรพระในรากไม้ : จากอยุธยา ถึงกัมพูชา

เศียรพระในรากไม้ : จากอยุธยา ถึงกัมพูชา

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.59 น.

เกิดการถกเถียงกันอย่างหนัก ในหมู่ประชาชนคนไทยกับโลกออนไลน์ของกัมพูชา  เมื่อมีการเผยแพร่ภาพเศียรพระพุทธรูปที่ติดอยู่กับรากต้นโพธิ์ที่วัดสวายจรม (Svay Chrum) จังหวัดกันดาล ว่าเป็นการพยายามทำเลียนแบบเศียรพระในรากโพธิ์ ที่วัดมหาธาตุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาของไทยหรือไม่

โดยที่เศียรพระพุทธรูปดังกล่าวนั้น   ชาวกัมพูชาบอกว่าเป็นอันซีนกัมพูชาที่อยากนำเสนอให้โลกรู้ หลังไปพบอยู่ที่วัดสวายจรุม เมืองอารียกษัตริย์ (Areyksat) จังหวัดกันดาล (Kandal) ประเทศกัมพูชา ทางทิศตะวันออกของกรุงพนมเปญ

ชาวกัมพูชาพากันตื่นเต้น และเข้าไปกราบไหว้ขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคล  และเป็นไปตามคาด มีชาวกัมพูชาบางคนบอกว่า นี่คือต้นฉบับของจริง เกิดก่อนอันซีนเศียรพระที่ถูกห่อหุ้มด้วยรากต้นโพธิ์ ที่วัดมหาธาตุ ภายในอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ทั้ง ๆ ที่สภาพเศียรพระของกัมพูชา คือ ดูใหม่ แวววาว คล้ายถูกเคลือบด้วยแล็กเกอร์ หรือ น้ำยาเคมีบางอย่าง  ส่วนรากไม้รอบ ๆ เศียรพระ ดูคล้ายกับถูกเจาะแล้วนำเศียรพระไปวางไว้ไม่กี่ปี ไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติแบบของไทย

ชูร์ โสภานหา  ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมกัมพูชา ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวอ้างที่ว่า กัมพูชาลอกเลียนแบบไทยในการฝังเศียรพระพุทธรูปไว้ที่รากต้นไม้ เหมือนที่วัดมหาธาตุ จังหวัดอยุธยา พวกเขายืนยันว่า ลักษณะดังกล่าวแสดงถึงมรดกทางวัฒนธรรมอันร่ำรวยและเป็นอิสระของกัมพูชา ไม่ใช่การลอกเลียนแบบ

 เขาเตือนว่า การเปรียบเทียบเช่นนี้อาจก่อให้เกิดความสับสน กระตุ้นความรู้สึกชาตินิยม และบิดเบือนประวัติศาสตร์
โสภานหากล่าวด้วยว่า อารยธรรมกัมพูชามีประวัติศาสตร์อันยาวนานและเป็นอิสระ  ตั้งแต่ยุคฟูนันในศตวรรษที่ 1-7 ต่อเนื่องมาถึงยุคเจนละ และถึงจุดสูงสุดในยุคนครวัด  กัมพูชาได้สร้างวัดโบราณ จารึก และศิลปะที่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการทางศาสนา วัฒนธรรม และสถาปัตยกรรมที่ก้าวหน้าของภูมิภาคนี้

พระพุทธศาสนาเข้ามาในกัมพูชาราวศตวรรษที่ 5 ผ่านการค้าทางทะเลกับอินเดีย วางรากฐานอิทธิพลทางวัฒนธรรมในภูมิภาคนี้มานาน ก่อนการเกิดขึ้นของอาณาจักรอยุธยาในศตวรรษที่ 14

เขากล่าวว่า ความคล้ายคลึงกันในงานศิลปะหรือประติมากรรมทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สะท้อนถึงการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ไม่ใช่ “การลอกเลียนแบบ”

โสภานหากล่าวว่า เศียรพระพุทธรูปที่วัดสวายจรม  ถูกค้นพบในปี 2562  ตั้งแต่นั้นมา สถานที่ดังกล่าวได้รับการทำความสะอาด จัดระเบียบใหม่

เขากล่าวว่า การกล่าวหาโดยปราศจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นการตีความทางอารมณ์มากกว่าการวิจัยที่มีพื้นฐานทางประวัติศาสตร์ เขาเรียกร้องให้สื่อในไทยหลีกเลี่ยงการรายงานข่าวที่อาจก่อให้เกิดความไม่พอใจ

ประวัติศาสตร์ควรส่งเสริมความเข้าใจและความเคารพซึ่งกันและกัน ไม่ใช่ความขัดแย้ง” โสภานหากล่าว

จอต บุญทัง นักปรัชญาจากราชบัณฑิตยสถานกัมพูชา กล่าวว่า แม้ว่าทั้งสองประเทศมักจะถกเถียงกันเรื่องมรดกทางวัฒนธรรม แต่การวิจัยของกัมพูชามีหลักฐานที่แข็งแกร่งกว่า  การปฏิบัติทางพุทธศาสนาเถรวาดที่คล้ายคลึงกัน อาจอธิบายถึงความคล้ายคลึงกันโดยบังเอิญในงานศิลปะทางศาสนา รวมถึงเศียรพระพุทธรูปที่ฝังอยู่กับรากไม้
ขณะที่ “เศียรพระในรากโพธิ์” ของวัดมหาธาตุ อยุธยานั้น ข้อมูลปรากฏว่า  ในช่วงการบูรณะวัดมหาธาตุเมื่อปี พ.ศ. 2511-2513

ในขณะนั้น นายช่างผู้ปฏิบัติงานได้นำเศียรพระที่พบบริเวณวัดมาตั้งวางไว้ใต้ต้นโพธิ์เล็กๆ ใกล้วิหารรายเพื่อความเรียบร้อย  แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายสิบปี  ต้นโพธิ์ก็เจริญเติบโตขึ้นตามธรรมชาติ จนรากค่อยๆ แผ่เข้าปกคลุมแลโอบอุ้มเศียรพรไว้อย่างสวยงาม กลายเป็นภาพมหัศจรรย์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกในปัจจุบัน

วัดมหาธาตุ เป็นพระอารามหลวง ที่สร้างขึ้นในสมัย สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 ขุนหลวงพะงั่ว เมื่อปี พ.ศ. 1917 แต่ไม่แล้วเสร็จ เสด็จสวรรคตเสียก่อน และได้สร้างเพิ่มเติมจนเสร็จในสมัย สมเด็จพระราเมศวร โดยได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระปรางค์ประธาน และอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ใต้ฐานพระปรางค์ประธานของวัดมหาธาตุ เมื่อปี พ.ศ. 1927 ซึ่งปรากฏในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา

ความสำคัญของวัดมหาธาตุนั้น นอกจากจะเป็นที่ประดิษฐานองค์พระบรมสารีริกธาตุแล้ว ยังถือเป็นวัดที่เป็นศูนย์กลางเมืองและเป็นสถานที่จัดพระราชพิธีต่าง ๆ ของกรุงศรีอยุธยา โดยมีสมเด็จพระสังฆราช ฝ่ายคามวาสีประทับอยู่ภายในวัด ส่วนพระสังฆราช ฝ่ายอรัญวาสีนั้น ประทับอยู่ที่วัดป่าแก้ว (วัดใหญ่ชัยมงคล) นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ ๆ พระศรีศิลป์และจมื่นศรีสรรักษ์ พร้อมคณะได้ซุ่มพลที่ปรางค์วัดมหาธาตุ ก่อนยกพลเข้าพระราชวังทางประตูมงคลสุนทร เพื่อจับกุมสมเด็จพระศรีเสาวภาคย์

ในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ปรางค์ของวัดองค์เดิมที่สร้างด้วยศิลาแลง ยอดพระปรางค์ได้ทลายลงมาเกือบครึ่งองค์ถึงชั้นครุฑ  แต่จะด้วยเหตุผลประการใดไม่ทราบ จึงยังมิได้ซ่อมแซมให้คืนดีดั้งเดิมในรัชกาลนั้น  ต่อมาสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ทรงบูรณะใหม่ รวมเป็นความสูง 25 วา เมื่อปี พ.ศ. 2176 และในสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ เมื่อปี พ.ศ. 2275 – 2301 จนถึงช่วงเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่2 วัดมหาธาตุโดนทำลายจนเหลือเพียงซากปรักหักพังและถูกทิ้งร้าง ต่อมายอดพระปรางค์ได้พังทลายลงมาอีกครั้งในรัชสมัยรัชกาลที่ 5

สิ่งก่อสร้างที่น่าสนใจ คือ พระปรางค์ขนาดใหญ่ ซึ่งในปัจจุบันพังทลายลงมาแล้ว แต่ราชทูตลังกาที่ได้เคยมาเยี่ยมชมวัดมหาธาตุ ในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศบรรยายเอาไว้ว่า ที่ฐานของพระปรางค์ มีรูปราชสีห์ หมี หงส์ นกยูง กินนร โค สุนัขป่า กระบือ มังกร เรียงรายอยู่โดยรอบ รูปเหล่านี้อาจหมายถึงสัตว์ในป่าหิมพานต์ที่รายล้อมอยู่เชิงเขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นแกนกลางของจักรวาล

นอกจากนี้ ยังมีเจดีย์แปดเหลี่ยม เป็นเจดีย์ลดหลั่นกัน 4 ชั้น ชั้นบนสุดประดิษฐานปรางค์ขนาดเล็ก ซึ่งเจดีย์องค์นี้จัดว่าเป็นเจดีย์ที่แปลกตา พบเพียงองค์เดียวในอยุธยา

และมีวิหารเล็ก วิหารน้อย  ซึ่งมีรากไม้แผ่ขึ้นเกาะเต็มผนัง รากไม้ส่วนหนึ่งได้ล้อมเศียรพระพุทธรูปไว้ กลายเป็นภาพจำของคนทั่วโลก และดึงดูดนักท่องเที่ยว ให้มาเที่ยวชมวัดมหาธาตุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาไม่ขาดสาย

อย่างไรก็ตาม ความสวยงามนี้แฝงไปด้วยความกังวลในเชิงอนุรักษ์ เนื่องจากต้นโพธิ์มีการเจริญเติบโตทุกปี จากการเก็บสถิติและเปรียบเทียบภาพถ่ายเก่าช่วง 30-40 ปีที่ผ่านมา พบความเปลี่ยนแปลง พ.ศ. 2560-2561: รากต้นโพธิ์ขยายตัวห่อหุ้มพื้นที่เศียรพระเพิ่มขึ้นถึง 0.5-2.5 เซนติเมตร หากปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ในที่สุดรากโพธิ์จะห่อหุ้มเศียรพระจนมิดและหายลับไปจากสายตาผู้คน

เพื่อรักษาจุดหมายสำคัญนี้ไว้ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาได้ร่วมกับรุกขกรกรมป่าไม้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ โดยการใช้ “สารสังเคราะห์ควบคุมการเจริญเติบโต” ซึ่งจะเข้าไปปรับกระบวนการทำงานของเซลล์พืช ผลลัพธ์คือ

1. ต้นโพธิ์จะหยุดการขยายขนาดชั่วคราวเป็นเวลา 4-6 เดือนต่อการฉีดหนึ่งครั้ง

2. ใบและกิ่งก้านยังคงเขียวสดใส แข็งแรงตามปกติ ไม่ยืนต้นตาย

3. ช่วยลดแรงกดทับของรากที่จะส่งผลเสียต่อตัวเศียรพระและโครงสร้างโบราณสถาน

ปัจจุบันต้นโพธิ์ประวัติศาสตร์นี้ยังคงแข็งแรงดี แม้จะผ่านวิกฤตน้ำท่วมใหญ่และยอดหักมาแล้ว ทั้งยังได้รับการการันตีคุณภาพด้วยรางวัล “รุกขมรดกของแผ่นดิน” เมื่อปี พ.ศ. 2561 ซึ่งทางอุทยานฯ ยืนยันว่าจะดูแลรักษาสมดุลระหว่าง “ธรรมชาติ” และ “โบราณวัตถุ” นี้ให้คงอยู่คู่เมืองอยุธยาต่อไปให้นานที่สุด
ใครที่ยังไม่เคยไปเที่ยวชม “แนวหน้า” ขอเชิญชวนให้ท่านไปชมกันได้ โดยเฉพาะในเวลาที่กระแสการถกเถียงระหว่างไทย-กัมพูชา กำลังร้อนแรง.