แพทย์แนะตัวช่วยดูแลสมองและสายตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ก.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/713925


สร้างความรู้ในการดูแลสมองและสายตา งานเปิดตัวผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ภายใต้แบรนด์ “I-DEE” (ไอ-ดี) ที่มีออกาไนเซอร์มือทอง “ตือ-สมบัษร ถิระสาโรช” เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์คนแรก จึงจัดขึ้นในรูปของนิทรรศการเผยเทคนิคการดูแลตัวเอง ที่ชั้น M ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์

นิทรรศการได้ออกแบบมาให้มีความสลับซับซ้อน หลอกสายตาและสมองด้วยดีไซน์สุดล้ำ ในคอนเซปต์สุดเก๋ “Don’t Let Your Eyes Trick Your Mind” เพื่อเป็นการทดสอบสมรรถภาพทางสายตาและสมอง ซึ่ง สลิลาพร กองทองมณีโรจน์ ผู้บริหาร I-DEE กล่าวว่า บริษัทมีความเชี่ยวชาญและภูมิปัญญาในเรื่องของยาสมุนไพรมายาวนาน กว่า 40 ปี จากรุ่นคุณพ่อ จึงได้นำความรู้และความเชี่ยวชาญเหล่านั้น มาเริ่มต้นและพัฒนาเป็นแบรนด์ I-DEE ตัวช่วยในเรื่องของการดูแลสุขภาพสมองและสายตาเป็นหลัก ซึ่งแน่นอนว่า การบำรุงสมองและสายตาจะเหมาะสำหรับคน ในกลุ่มตั้งแต่วัยทำงานเป็นต้นมา ตั้งแต่ช่วงอายุ 30-50 ปีที่ต้องการการดูแลตนเอง

นพ.สมโภช – สลิลาพร – สมบัษร

แบรนด์แอมบาสเดอร์คนดัง “ตือ-สมบัษร” กล่าวว่า ตัวเองเป็นคนชอบคิดเร็ว ทำเร็ว ในหนึ่งวันรู้สึกว่าเราใช้สมอง และสายตาในการทำงานค่อน ข้างเยอะมาก จุดเริ่มต้นครั้งนี้เอง จึงมองหาตัวช่วยให้ร่างกายได้รับการดูแลที่ดีอย่างถูกจุด โดยปรึกษา “คุณมุ่ย-สลิลาพร” ที่มีความเชี่ยวชาญในศาสตร์ด้านสมุนไพร ซึ่งรู้จักกันมานาน ประจวบเหมาะกับเป็นช่วงที่ “คุณมุ่ย” กำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์นี้อยู่พอดี จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ใช้ตัวช่วย ให้เราดูแลสุขภาพสมองและสายตาจากการทำงานหนัก ต้องบอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ตนเองกล้าที่จะรับเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ให้ทันที

ส่วน นพ.สมโภช นิปกานนท์ แนะนำการดูแลรักษาสมองและสายตาว่า สมองและสายตาของคนเราต้องได้รับการดูแล โดยการรับประทานวิตามินเอ ที่มีอยู่ในน้ำมันตับปลา, วิตามินดี, วิตามินอี และวิตามินเค ที่จะช่วยบำรุงสายตาให้ดีขึ้น นอกจากนี้ ยังมีผลบิลเบอร์รี่ (Bilberry) ผลไม้ที่มีผลการวิจัยว่า มีแอนโธไซยาโนไซด์ช่วยลดความเสื่อมของเซลล์ และเพิ่มจอสีประสาทตาให้ทนต่อแสงได้ดี ซึ่งปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่นับเป็นตัวช่วยให้ร่างกายได้รับสมดุลและการดูแลที่ดี แต่ทั้งนี้ต้องเหมาะสมกับร่างกายของแต่ละคน โดยสามารถปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าเชื่อถืออีกด้วย.

 

ELLE ELLEMen Fashion Week 2016 ยกระดับมาตรฐานแฟชั่นไทยเทียบชั้นรันเวย์โลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ก.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/713915


นิตยสารแอล ประเทศไทย ร่วมกับนิตยสาร แอลเมน ประเทศไทย ภายใต้การควบคุมดูแลของซีโอโอหนุ่มหล่อไฟแรง ภัสสรกรณ์ จิราธิวัฒน์ ซึ่งคุมด้านสื่อดิจิตอลและแมกกาซีนในเครือกลุ่มบริษัทโพสต์ ตำแหน่งที่ปาปี้จัดให้ พร้อมด้วย ภูมิจิต พลางกูร ผจก.ทั่วไป ทุ่มไม่อั้นจัดแฟชั่นโชว์สุดอลังการแห่งปี “ELLE ELLEMen Fashion Week 2016 Fall/Winter at CentralWorld” เพื่อแสดงศักยภาพความเป็นผู้นำด้านนิตยสารแฟชั่นทั้งหญิงและชายของเมืองไทย พร้อมยก ระดับมาตรฐานแฟชั่นไทย เทียบเท่า เวทีแฟชั่นโลก โดยเปิดโอกาส ให้ดีไซเนอร์แถวหน้าของเมืองไทยและเหล่าดีไซเนอร์หน้าใหม่ไฟแรงได้ประชันผลงานสร้าง สรรค์อย่างเต็มพิกัด ถึง 3 วัน 11 โชว์ ประกอบด้วย GREYHOUND ORIGINAL, KLOSET, PAIN-KILLER, ASV, ZEN Designer Squad | Q DESIGN AND PLAY THEA by Thara ICONIC & ZEN Thai Designers, MILIN, PATINYA, KEMIS-SARA, VATANIKA presented by SK–II และ HOOK’S พร้อมโชว์พิเศษ The Ultimate Showcase ณ ลานเซ็นทรัลเวิลด์ สแควร์ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ม.ร.ว.ศรีคำรุ้ง ยุคล รัตตกุล มานั่งชมติดแคตวอล์ก พร้อมปนุ สมบัติยานุชิต และภูภวิศ กฤตพลนารา.

ปนุ สมบัติยานุชิต บก.บห.นิตยสารแอล ประเทศไทย กล่าวถึงแฟชั่นโชว์ที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ว่า ล้วนเป็นแบรนด์ชั้นนำที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเป็นยังก์ดีไซเนอร์ที่มีศักยภาพ เราจึงต้องการสนับสนุนให้เขาเติบโตขึ้นมาอยู่ในระดับแถวหน้าวงการแฟชั่นได้อย่างเต็มภาคภูมิ ไม่ว่าจะเป็น PATINYA, KEMISSARA, MILIN, HOOK’S และ VATANIKA presented by SK-II เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีดีไซเนอร์หน้าใหม่ที่มาพร้อมโชว์พิเศษ The Ultimate Showcase จากโครงการ THAI TOUCH โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม

ซึ่งถือเป็นโชว์ที่แสดงผลงานจากดีไซเนอร์หน้าใหม่ทั้งหมด 6 คน ที่ผ่านกิจกรรม Designer’s Think Tank เพื่อพัฒนาฝีมือของนักออกแบบหน้าใหม่สู่สากล โดยแต่ละคนผ่านการเรียนรู้ฝึกฝนจากสมาคมแฟชั่นดีไซเนอร์กรุงเทพ หรือ BFS การได้แสดงผลงานบนเวทีแฟชั่นครั้งนี้ จึงนับเป็นกิจกรรมที่ให้เหล่านักออกแบบหน้าใหม่ได้แสดงศักยภาพ ร่วมกับดีไซเนอร์ชั้นนำอย่างเต็มที่ สามารถอัพเดตข่าวสารเพิ่มเติม จากทั้งบนรันเวย์และนอกรันเวย์ รวมถึงเหล่าบรรดาเซเลบที่ มาร่วมงานได้ที่ www.ellethailand.com, www.facebook.com/ellethailandmagazine, Instagram (@ellethailand official), www.facebook.com/postintermedia และ Instagram (@postintermedia) www.facebook.com/ellementhailand และ Instagram (@ellementhailand).

สวย มีสมอง “มะนาว ภรณี” โชว์ของดีที่มากกว่าเซ็กซี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Playboy Thailand 6 ก.ย. 2559 16:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/713013


สัญญากับเราไว้ว่าจะกลับมาร่วมงานกับเราอีกครั้งหลังถ่ายคอลัมน์ Afterhours Girl (ฉบับเดือนธันวาคม 2014) นั่นก็เมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว และในตอนนี้ ‘มะนาว – ภรณี ศรีธัญ’ ก็ได้ทำตามสัญญาที่ไว้ให้

มะนาวเติบโตจากวงการนางแบบ ชื่อของเธอเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นหลังการประกวด Miss Thailand World 2011 รวมถึงเปลี่ยนชีวิตของเด็กสาวคนหนึ่งทั้งในเรื่องงานและความกล้าแสดงออก

“ตอนนี้ก็มาทำงานในวงการบันเทิงเต็มตัวแล้วค่ะ มีงานละคร ถ่ายแบบ และพรีเซ็นเตอร์” สัมภาษณ์คราวก่อน มะนาวบอกกับเราว่าเธอจะไปเปิดธุรกิจด้านความสวยความงามที่ประเทศพม่า แต่ดูเหมือนความสนใจของเธอได้เปลี่ยนไปแล้ว และตัวเธอเองในตอนนี้ก็กำลังสนุกกับประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ได้ทำอยู่ด้วย “พอมะนาวได้ลองจับอะไรหลายๆ อย่าง มันทำให้เราได้เจอในสิ่งที่ชอบ ตรงกับจริตของตัวเองจริงๆ โดยเร็วๆ นี้จะทำแบรนด์ชุดว่ายน้ำค่ะ ส่วนหนึ่งคือตอบสนองความชอบของมะนาวค่ะ”

ประสบการณ์ที่ว่ายังรวมถึง “วิ่งมาราธอน” กระแสที่กำลังมาแรงในขณะนี้ “มะนาวหันมาสนใจการวิ่งด้วย วิ่งแบบจริงจังเลยนะคะ มีโค้ช มีสปอนเซอร์สนับสนุน ช่วงแรกเริ่มจากความสนุก ไปๆ มาๆ ก็รู้สึกเป็นความท้าทาย แต่โดยรวมมะนาวชอบบรรยากาศการวิ่งที่สุด ตอนนี้เลยเสพติดการวิ่งเป็นชีวิตจิตใจ นั่นเลยทำให้มะนาวต้องแบ่งเวลาการทำงานของตัวเอง เพราะเราก็มีงานในวงการบันเทิง โค้ชก็จะคอยดูว่าวันไหนว่าง ก็ให้ออกมาฝึกวิ่งวันละชั่วโมง เพราะเราวางเป้าหมายว่าสิ้นปีนี้จะไปวิ่งแบบฟูลมาราธอน ตอนนี้ยังเป็นฮาล์ฟมาราธอนอยู่ค่ะ”

ถึงตรงนี้ เราจี้ถามถึงความสำเร็จในชีวิต ว่าสรุปแล้วเธอมองชีวิตตัวไว้แบบไหน โฟกัสชีวิตไว้อย่างไร

“ในชีวิตนึง มะนาวมีแค่ชีวิตเดียว ฉะนั้นเราอยากทำให้ชีวิตเราเต็มไปด้วยความสุข ทำในสิ่งที่อยากทำ อย่างเช่น งานนางแบบก็ไปให้ได้ไกลที่สุด วิ่งมาราธอนก็ทำเต็มที่ถึงที่สุด ประมาณนั้นค่ะ แต่ถ้าถามถึงเรื่องประสบความสำเร็จ มะนาวอยากประสบความสำเร็จในด้านการวิ่งค่ะ คือมะนาวอายุ 27 แล้ว พอถึงอายุ 30 งานในวงการก็คงลดลง มะนาวเลยคิดว่าจะไปวิ่งเทรล (วิ่งวิบาก) ทั้งในและต่างประเทศ เป็นโมเมนต์ที่คิดแล้วมีความสุขไม่น้อย”

เราให้มะนาวผ่อนคลายสักพัก เพราะดูเธอยังไม่หายตื่นเต้นหลังเสร็จสิ้นการถ่าย Pictorial เท่าไหร่ “วันนี้สนุกมากและดีใจมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของ PLAYBOY Thailand อีกครั้ง ก็ถือเป็นงานเซ็กซี่ครั้งแรกของมะนาวด้วย” แล้วคุณเตรียมตัวมาอย่างไรบ้าง เรายิงคำถามต่อเนื่อง “มะนาวศึกษาการโพสท่าของนางแบบเมืองนอกค่ะ หลักๆ ก็วิคตอเรีย ซีเคร็ท”

อะไรที่ทำให้ตัดสินใจถ่ายเซ็กซี่ “ภาพตัวอย่างที่ทีมงาน PLAYBOY Thailand ส่งมาให้ดูค่ะ เป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจที่ไม่ยากเลยสำหรับมะนาว ออกโทนภาพย้อนแสง เล่นแสง แล้วจะมีอยู่ภาพหนึ่งที่เป็นแสงสีส้ม มะนาวชอบเซตนั้นที่สุด แต่โดยรวมคือชอบทุกเซตเลย

ภาพทั้งหมดที่ออกมามันดูเซ็กซี่แบบมีคลาส ไม่ได้เน้นโป๊เกินงาม ไม่ได้เน้นขายเรือนร่าง แต่มันสะท้อนถึงความเป็นผู้หญิงที่มีทั้งมุมอ่อนโยน ความเซ็กซี่ ความเท่ และความแข็งแกร่งเข้าไว้ด้วยกัน”

สามารถชมภาพเพิ่มเติมได้ที่ : www.playboy.co.th/cover/mymanow
Available on the App Store

ที่มา – Playboy Thailand
www.playboy.co.th
www.facebook.com/playboythailand

 

อยากหน้าใส ทำได้ง่ายๆ ที่บ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Women’s Health 5 ก.ย. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/705599


นิทรา กิติยากร ณ อยุธยา บรรณาธิการบริหารนิตยสาร Women’s Health แนะนำสาวๆ ว่า ถ้าอยากหน้าใส แค่เตรียมของดังต่อไปนี้

1. ผ้าขนหนูเช็ดหน้า
2. น้ำอุ่น
3. น้ำมะนาว
4. ถ้วย
5. น้ำตาล
6. โฟมล้างหน้า หรือสบู่แอนตี้แบคทีเรีย
7. ช้อน
8. น้ำเย็น หรือก้อนน้ำแข็ง

ขั้นตอนแรก ใช้น้ำ และไอร้อนๆ จากผ้าขนหนูช่วยทำความสะอาดสิ่งสกปรกออกจากรูขุมขน แล้วยังช่วยเปิดรูขุมขน ทำให้ง่ายต่อการทำความสะอาด แต่ระวังอย่าให้ผ้าร้อนเกินไปจนกลายเป็นลวกหน้า หลังจากนั้นล้างหน้าให้สะอาด เตรียมน้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ กับน้ำ 2 ช้อนโต๊ะ คนจนละลาย จากนั้นเติมน้ำตาลอีก 1 ช้อนชา คนอีกหน่อยแล้วเทน้ำออกเล็กน้อย

นำน้ำตาลมาขัดหน้าให้ทั่วใบหน้าประมาณ 60 วินาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด “ขั้นตอนนี้เปรียบเสมือนการขัดผิว” หลังจากล้างหน้าแล้ว ใส่น้ำมะนาว 10 หยดลงบนฝ่ามือ ลูบบนผิวหน้าประมาณ 10 วินาที สำหรับบางคนถ้ารู้สึกแสบร้อนหรือคัน ให้ทำประมาณ 5 วินาทีก็พอ กรดธรรมชาติในมะนาวจะเป็นตัวขจัดสิ่งสกปรกในรูขุมขนบริเวณที่ขั้นตอนที่ 2 เข้าไม่ถึง “ขั้นตอนนี้เปรียบได้ดั่งการใช้โทนเนอร์”

ขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญมาก คือล้างหน้าด้วยน้ำเย็น หรือลูบน้ำแข็งบนใบหน้า ความร้อนและความเย็นของน้ำเป็นหัวใจสำคัญ

1. น้ำร้อนจะปลดล็อกเปิดรูขุมขนบนผิว
2. น้ำเย็นจะเป็นตัวล็อกปิดรูขุมขน

แค่นี้ผิวคุณก็เนียนนุ่มน่าลูบ ลองทำดูนะคะ

ที่มา – Women’s Health Thailand
www.womenshealththailand.com
www.instagram.com/womenshealththai

 

สเรทซิส ฉีกแนวเปิดตัวคอลเลกชั่นใหม่ บอกเล่าที่มาของแฟชั่นผ่านนิทรรศการภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/712165


จินตนาการเหนือกาลเวลา สเรทซิส (Sretsis) แฟชั่นแบรนด์ไทยที่ดังไกลถึงต่างแดน ผลงานของสามพี่น้อง ร่วมอุทร คล้ายเดือน–พิมพ์ดาว–มทินา สุขะหุต ร่วมสร้างสรรค์คอลเลกชั่นใหม่ TAMED LOVERS ที่พิเศษกว่าคอลเลกชั่นที่ผ่านๆมา ภายใต้คอนเซปต์ “ไม่มีสิ่งใดที่มีพลังยิ่งใหญ่กว่าความรัก” นำเสนอผ่านมุมมองงานศิลปะแนวใหม่ในรูปนิทรรศการ แสดงภาพ SRETSIS AUTUMN–WINTER 2016 “PORTRAITURES OF THE BELOVED TAMED” เผยแพร่นิยามความรัก ในรูปแบบความสัมพันธ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคู่ รัก ครอบครัวแม่ลูก พี่น้อง เพื่อนสนิท รวมไปถึงความรักของคนที่มีต่อสัตว์เลี้ยง

เป็นครั้งแรกที่ สเรทซิส จัดงานเปิดตัวคอลเลกชั่นใหม่ในรูปแบบของงานนิทรรศการภาพศิลปะ เพราะต้องการนำเสนอเสื้อผ้าในอีกแง่มุมหนึ่งที่มากกว่าผลงานแฟชั่น แต่เป็นเรื่องราวความเป็นมาของแรงบันดาลใจ ที่ทำให้เกิดเสื้อผ้าในคอลเลกชั่นนี้ อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่มีเรื่องราวเบื้องหลัง ทั้งด้านการออกแบบดีไซน์และการพัฒนาเทคนิคการผลิต ที่แฝงรายละเอียดไว้อย่างลึกซึ้ง เพื่อให้ผู้ที่สวมใส่ได้ร่วมค้นหาและเข้า ใจ ในตัวตนที่แท้จริง ของสเรทซิส โดยได้รับเกียรติจากคู่รักเซเลบริตี้และคู่รักนักแสดง 17 คู่ อาทิ พีช-พชร และแพร-พิมพิศา จิราธิวัฒน์, พลอย-เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์, ชวพร เลาหพงศ์ชนะ, พล.ต.พัชร-ม.ร.ว.ศรีคำรุ้ง ยุคล รัตตกุล, พีช-สิตมน กับ ติ๊ก-เจษฎาภรณ์ ผลดี ฯลฯ มาถ่ายทอดพลังแห่งความรักที่ไร้ขอบเขต ผ่านภาพศิลปะสไตล์พอร์เทรตโบราณจากยุค กลาง ผสมผสานกับภาพถ่ายแห่งศตวรรษที่ 21 ฝีมือ ช่างภาพมากประสบการณ์ “ก้อง พันธุมจินดา” และศิลปินวาดภาพลายเส้นคู่ใจของแบรนด์สเรทซิส “ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์” ที่พร้อมจะจัดแสดงให้ทุกคนได้ร่วมสัมผัสพลังแห่งความรัก ระหว่างวันที่ 9-21 ก.ย. ที่บริเวณชั้นจี เซ็นทรัล เอ็มบาสซี.

“ถือแก้วไวน์” แฟชั่นใหม่สไตล์สาวมั่น Rihanna

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Vogue Thailand 4 ก.ย. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/702020


ที่จริงการนำแก้วไวน์หรือขวดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาเป็นแอคเซสเซอรี่มีมานานแล้ว แบรนด์ดังๆ อย่าง Jean Paul Gaultier, Hermes, Louis Vuitton และ Chanel เคยทำออกมาหมด ทั้งในรูปแบบกระเป๋าหรือแม้แต่แอคเซสเซอรี่ที่ไว้ถือคอมพลีตลุค

แต่เท่าที่รู้ ไม่ค่อยมีคนกล้าทำตามหรือนำมาใช้สักเท่าไร เดาว่าพวกนั้นน่าจะห่วงภาพลักษณ์อันเลิศเลอของพวกเขากัน

แต่… สำหรับรีฮานน่าแล้ว เธอหาได้แคร์ไม่! รีฮานน่าเล่นถือแก้วไวน์ไปทุกที่ คาดว่าเธอน่าจะคิดมาอย่างดีแล้ว เพราะไวน์ขาวในแก้วนั้นแมตช์กับผ้าพาดไหล่คอลเลกชั่นล่าสุด Balenciaga กับแว่นตา Dior So Real สุดๆ! สาวคนไหนใจกล้า ลองทำตามแล้วอย่าลืมเอารูปมาแชร์ให้เราดูล่ะ

ที่มา – Vogue Thailand
www.vogue.co.th
www.facebook.com/VogueThailandOfficial

 

เลาะตะเข็บสามพี่น้องสุดสตรอง วงการแฟชั่นไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/711253


แอ้ – อิ๊บ – เอ๋ย

เป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญในการพลิกโฉมหน้าแฟชั่นเมืองไทยให้ก้าวสู่ยุคการสร้างสรรค์กรุงเทพฯให้เป็นเมืองแฟชั่นตลอดทศวรรษที่ผ่านมา สำหรับ สามพี่น้องตระกูลสุขะหุต ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Sretsis “อิ๊บ–คล้ายเดือน”, “เอ๋ย–พิมพ์ดาว” และ “แอ้–มทินา” พวกเธอไม่เพียงจะพิสูจน์ให้เห็นว่า พี่ไม่ได้มาเล่นๆ เพราะเอาจริงเอาจังกับการทำธุรกิจแฟชั่นจนประสบความสำเร็จเปรี้ยงปร้าง แต่ทั้ง 3 สาวยังลบล้างทฤษฎีเพื่อนพี่น้องทำธุรกิจร่วมกันมีแต่พังทุกราย!!

สมัยอยู่นิวยอร์กได้ข่าวว่าเป็นสามพี่น้องที่ซ่าส์สุดๆ

เอ๋ย : ไม่จริงเลย (เสียงสูง) พวกเราตั้งใจเรียนกันนะคะ เป็นเด็กเรียนมาก เอ๋ยเรียนด้านบริหารคอมพิวเตอร์ที่อังกฤษมาก่อน แต่ไม่ชอบ เลยขอคุณแม่ย้ายมาเรียนแฟชั่นดีไซน์ที่นิวยอร์ก พอได้เรียนแฟชั่นรู้สึก ว่าโอ้โห!! มีความสุขมากได้เรียนวาดรูป เรียนทำแพตเทิร์น เรียนเย็บผ้า ได้เรียนดีไซน์คอนเซปต์ การบ้านคือไปเดินมิวเซียม หรือไม่ก็เดินห้างสรรพสินค้าไฮเอนด์ และทำเป็นช็อปปิ้งรีพอร์ต เราได้อยู่กับงานศิลปะงานดีไซน์ทุกวัน รู้สึกว่านี่คือสิ่งที่ค้นหามานาน

พี่อิ๊บ : อิ๊บเรียนจบด้านเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และไปเรียนต่อด้านแมกกาซีน พับลิชชิ่ง ที่เอ็นวายยู นิวยอร์ก

น้องแอ้ : ตอนแรกแอ้เรียนด้านโปรดักส์ดีไซน์ ที่พาร์สันส สคูลฯ อยากทำของเล่นเด็ก และเฟอร์นิเจอร์ แต่มาค้นพบตัวเองว่าอยากทำเครื่องประดับมากกว่า เลยขอคุณแม่ย้ายไปเรียนออกแบบเครื่องประดับ ที่เซ็นทรัล เซนต์ มาร์ตินส์ อังกฤษ และได้มาร่วมกับพี่ๆทำแบรนด์จิวเวลรี่ดีไซน์ “มทินา”

เอ๋ย : รู้สึกว่าโลกมันเปิดกว้างสำหรับเราในทุกเรื่อง ไม่เฉพาะเรื่องแฟชั่น แต่รวมถึงมุมมองการใช้ชีวิต เอ๋ยไม่ได้ชอบแฟชั่นเหมือนเด็กผู้หญิงคนอื่น ที่ชอบแต่งตัวชอบช็อปปิ้ง ก็เลยอยากเรียนแฟชั่น แต่เอ๋ยอยากเรียนแฟชั่นเพราะแฟชั่นเป็นมุมมองสะท้อนถึงยุคสมัย ถึงวิถีชีวิตของคน ถึงวัฒนธรรม การทำเสื้อผ้าสำหรับเอ๋ยคือการนำดีไซน์มาสร้างความสุขที่สัมผัสได้จริงในชีวิตประจำวัน ตอนเด็กเราอาจจะไม่ชัดเจนขนาดนี้ แต่นิวยอร์กเป็นเมืองที่หล่อหลอมให้เห็นมุมมองตรงนี้ พัฒนาสกิลของเราในการออกแบบ นิวยอร์กเป็นศูนย์กลางของศิลปะจริงๆ เป็นเมืองที่มีพลังมาก ทำให้เราอยากผลิตงานสร้างสรรค์ออกมาในแบบที่รู้สึกว่ามันจริงกับเรา

ทำไมไม่ทำงานแฟชั่นอยู่ที่นิวยอร์ก แต่เลือกกลับมาเปิดร้านในเมืองไทย

เอ๋ย : ตอนใกล้จบเรียนปี 3 ขึ้นปี 4 คุณแม่โทร.มาบอกว่ามีเพื่อนอยู่ที่ศูนย์การค้าเกษร กำลังรีโนเวทพื้นที่ใหม่ จะมีฟลอร์ที่เป็นดีไซเนอร์ไทยทั้งชั้นเลย ลูกอยากจะเปิดร้านเสื้อผ้าไหม ไปคิดมานะว่าอยากทำร้านแบบไหนชื่ออะไร แม่ให้เวลา 2 คืน เราเป็นเด็กเรียนแฟชั่นดีไซน์ ก็ตื่นเต้นมากอยากลองวิชาที่ร่ำเรียนมา ตอนหลังถึงรู้ว่าเป็นทริคของคุณแม่ที่โน้มน้าวให้ลูกกลับเมืองไทย กลัวลูกจะอยู่นิวยอร์กยาว

พี่อิ๊บ : หลังจากเรียนจบกลับเมืองไทย อิ๊บทำงานแมกกาซีนอยู่ได้ 3 เดือน คุณแม่ก็เรียกตัวให้มาช่วยน้อง ท่านอยากให้ลูกๆทำธุรกิจร่วมกัน ตั้งแต่เด็กจะสอนตลอดว่าพี่น้องต้องรักกัน พอถึงเวลาที่น้องอยากทำด้านแฟชั่น อิ๊บเรียนเรื่องบริหารมาก็น่าจะมาช่วยน้องได้

จริงไหมคะ คุณแม่คือแรงผลักดันสำคัญที่อยู่เบื้องหลัง SRETSIS

พี่อิ๊บ : จริงที่สุด!! คุณแม่ทำธุรกิจหลายอย่าง ทำเรียลเอสเตท และทำธุรกิจ เทเลคอม เกี่ยวกับการติดตั้งโทรศัพท์ แต่คุณแม่ก็ให้อิสระลูกๆในการเลือกเรียนเต็มที่ ไม่เคยบังคับว่าจบกลับมาต้องช่วยธุรกิจคุณแม่ ขออย่างเดียวคือให้ลูกๆทำธุรกิจด้วยกันจะดีที่สุด ถ้าลูกรักแฟชั่น ก็สนับสนุนให้ทำแฟชั่น ด้วยความที่คุณแม่ทำธุรกิจเรียลเอสเตท ตอนพวกเราเด็กๆท่านก็เคยวาดภาพว่าอยากให้อิ๊บเรียนสถาปัตย์ อยากให้เอ๋ยเรียนอินทิเรียดีไซน์ อยากให้แอ้เป็นวิศวกร แต่ถึงเวลาพวกเราไม่ได้ไปสายที่คุณแม่ต้องการ ท่านก็สนับสนุนเต็มที่ ทุกวันนี้ ท่านก็เป็นคนคุมโรงงานผลิตให้ทั้งหมด ซึ่งเป็นเรื่องปวดหัวที่สุด คุณแม่เป็นคนบริหารจัดการคนเก่งมาก และเป็นคนไม่ยอมแพ้ ท่านบอกเสมอว่าต่อให้ทำดีไซน์ดีแค่ไหน แต่ไม่สามารถผลิตสินค้าได้ทันเวลา ไม่สามารถผลิตสินค้าได้อย่างมีคุณภาพ ก็ไม่มีประโยชน์

เปิดคอลเลกชั่นแรกในชีวิตฮือฮาเลยไหม

เอ๋ย : คอลเลกชั่นแรกในชีวิตชื่อว่า Heart มีโอกาสเดินแฟชั่นโชว์ร่วมกับแอล แฟชั่น วีค เราเข้ามาในช่วงที่เหมาะ เพราะเมืองไทยยังไม่มีแฟชั่นแบบนี้ เราเป็น แบรนด์แรกๆที่เข้ามาเปลี่ยนทัศนคติการแต่งตัวของสาวไทยเป็นแบรนด์แรกๆที่พัฒนาเท็กซ์ไทล์ เป็นของตัวเอง มีการออกแบบ ลายผ้าเอง ยุคของเราถือเป็นโอกาสที่ดี เพราะคู่แข่งก็ยังน้อย

พี่อิ๊บ : ช่วงแรกการเติบโตของยอดขายอาจจะยังไม่ดี เพราะเสื้อผ้าของเรามีความเป็นผู้หญิงสูง ตัดเย็บด้วยลูกไม้ ผ้าชีฟองเยอะ ทุกคนจะคิดว่าเหมาะกับผู้ใหญ่ คนรุ่นใหม่อาจไม่เข้าใจ เราต้อง ทำให้ภาพของแบรนด์ชัดเจนขึ้นคาร์แรคเตอร์ของผู้หญิงแบบ SRETSIS ชัดเจนขึ้น ก็ใช้เวลาสักพักกว่าคนจะเข้าใจความเป็น SRETSIS

ภาพในฝันกับการทำธุรกิจแฟชั่นจริงๆแตกต่างกันไหม

เอ๋ย : ตอนนั้นเป็นยุคที่เมืองไทยกำลังโปรโมตกรุงเทพฯเป็นเมืองแฟชั่น เป็นยุคที่รัฐบาลให้การสนับสนุนดีไซเนอร์รุ่นใหม่ไปโรดโชว์งานเทรดแฟร์ใหญ่ๆที่ต่างประเทศ ทั้งมิลาน, ปารีส และซิดนีย์ หลังจาก 3 ปีที่เปิดร้าน ทุกอย่างวิ่งไปเร็วมาก จากตอนแรกที่คิดว่าทำร้านกันทำเสื้อผ้ากัน ก็ต้องเรียนรู้ระบบการทำงานและปฏิทินของแฟชั่นโลกทั้งหมด ซีซั่นนี้ต้องขายเมื่อไหร่เซลล์แมททิเรียลต้องเตรียมอะไรบ้าง โพสต์โพรดักชั่นเสร็จแล้ว ต้องทำพีอาร์ยังไง ต้องสื่อสารกับลูกค้ายังไง ก็ได้เรียนรู้หมด อุปสรรคใหญ่คือการทำให้คนเข้าใจสไตล์เสื้อผ้าของเรา ตอนเราอยู่นิวยอร์กเสื้อผ้าของเราเป็นที่ยอมรับได้ง่ายมาก คนที่นั่นมีกำลังซื้อและชื่นชมงานดีไซน์ของเรา แต่ที่เมืองไทยจะถามว่าใส่ยังไงใส่ไปไหน ใส่ได้เฉพาะงานแต่งงานหรือเปล่า ทำไมราคาสูงจัง ไม่ใช่แบรนด์นอกนะ อันนี้เราก็ต้องปรับความคิดลูกค้าให้ได้ว่าเสื้อผ้าของเรามีคุณภาพสูงไม่แพ้แบรนด์นอก มีคุณค่าในตัวมันเอง ต้องทำแบรนด์ให้เป็นที่ยอมรับมีความน่าเชื่อถือ มีคุณภาพ และดีไซน์ของเรามีความออริจินัล เราไม่ใช่แบรนด์ไทยที่ก๊อบปี้เทรนด์เมืองนอก แล้วมาทำให้ราคาถูกกว่า

พี่อิ๊บ : ใช้เวลาประมาณ 5 ปี กว่าแบรนด์ของเราจะชัดเจน แต่คนไทยยอมรับเราจริงๆก็หลังจากเราไปวางขายในต่างประเทศตามเซเล็คช็อปดังๆของนิวยอร์ก, ห้างฯเมเยอร์ที่ออสเตรเลีย, ห้างฯฮาร์วีย์ นิโคลส์ ที่ลอนดอน กับดูไบ และห้างฯอิเซตัน ประเทศญี่ปุ่น เราต้องทำยังไงให้ตลาดเมืองไทยเข้าใจว่า SRETSIS มีราคาสูง เพราะเราใช้ของดีมีคุณภาพ เราออกแบบลายผ้าเองทุกอย่างไม่ต่างจากซุปเปอร์แบรนด์ต่างประเทศทำกัน

จาก 3 พี่น้องไม่ประสีประสา กลายมาเป็นแบรนด์ ดีไซเนอร์ไทยแข็งแกร่งที่สุดแบรนด์หนึ่งได้อย่างไร

พี่อิ๊บ : นอกจากเรื่องงานดีไซน์แล้ว เรายังให้ความสำคัญกับการพัฒนาหลังบ้าน เราไม่อยากเติบโตแบบไม่มีระบบ ทุกปี เราพยายามพัฒนาเรื่องโปรดักชั่น และการแมเนจเมนต์ ตอนแรกเน้นแค่จะทำคอลเลกชั่นยังไง แต่พอเราเริ่มโตก็ต้องดูองค์ประกอบในองค์กรมากขึ้น ไม่อยากให้มันเป็นธุรกิจครอบครัว พยายามพัฒนาให้เป็นระบบธุรกิจแฟชั่นจริงๆ ตอนแรกเริ่มจากพนักงาน 5 คน ช่างแพตเทิร์นและช่างเย็บอย่างละคน ทำเสื้อผ้ากันในโรงรถที่บ้าน จนตอนนี้มีพนักงาน 140 คน โดยเราเปิดโรงงานของตัวเองเพราะอยากควบคุมคุณภาพให้ดีที่สุด

เอ๋ย : ช่วงแรกๆไม่มีความกลัวเลย งานจะละเอียดมาก อยากทำสิ่งที่อยากทำจริงๆ ไม่ประนีประนอม แต่ปัจจุบันก็พยายามบาลานซ์ระหว่างความคิดสร้างสรรค์กับการตลาด และระบบการทำงานที่จะต้องผลิตให้ทันเวลา เราไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเอง อย่างคอลเลกชั่นล่าสุด “PORTRAITURES OF THE BELOVED TAMED” ซีซั่นออทั่ม/วินเทอร์ 2016 ก็นำเสนอในรูปแบบนิทรรศการแทนแฟชั่นโชว์ โดยเชิญคู่รักคนดัง 17 คู่ มาร่วมถ่ายทอดพลังแห่งความรัก ผ่านภาพศิลปะสไตล์พอร์เทรตโบราณยุคกลาง จัดแสดงที่เซ็นทรัลเอ็มบาสซี วันที่ 9-21 ก.ย.นี้

อายุ 14 ปีเต็ม SRETSIS อยากเติบโตเป็นผู้หญิงแบบไหน

พี่อิ๊บ : SRETSIS เป็นตัวแทนของผู้หญิงยุคใหม่ที่เข้าใจการเปลี่ยนแปลงของโลก แต่ไม่ได้วิ่งตามเทรนด์ ตอนแรกที่เราทำแบรนด์ก็ดึงดูดเด็กยุคใหม่ที่เพิ่งเริ่มสร้างตัว ผ่านมา 14 ปี กลุ่มลูกค้าพวกนี้โตขึ้น แต่ก็ยังเป็นลูกค้าเราอยู่ ความท้าทายของเราคือทำยังไงที่จะรักษากลุ่มลูกค้าเหล่านี้ไว้ ขณะเดียวกัน ก็ต้องเข้าถึงกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่ๆให้ได้ พร้อมกับรักษาตัวตนของแบรนด์ คนสมัยนี้มีพฤติกรรมการบริโภคไม่เหมือนเดิม ทุกอย่างเร็วมาก ทำยังไงที่ เราจะสามารถปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยที่ เปลี่ยนไป โดยไม่สูญเสียความเป็นตัวเรา รูปแบบการทำการตลาดก็เปลี่ยนไปจากเดิมที่โปรโมตทางหนังสือพิมพ์ และนิตยสาร ลูกค้ายุคนี้บริโภคแต่โซเชียลมิเดีย ก็ต้องบุกตลาดด้านโซเชียลมิเดียเป็นหลัก

เอ๋ย : เสื้อผ้าของ SRETSIS เป็นเสื้อผ้าที่ผู้หญิงใส่แล้วรู้สึกปิ๊ง มีความเชียร์ฟูล

และโพสิทีฟเข้ามาในชีวิตประจำวัน แฟชั่นไม่ใช่ความฟู่ฟ่าฟุ่มเฟือย แต่เป็นสิ่งจำเป็นของมนุษย์ หนึ่งในปัจจัยสี่ หน้าที่ของดีไซเนอร์คือการดีไซน์มันออกมาให้เหมาะกับวิถีชีวิตในยุคปัจจุบัน สิ่งที่ SRETSIS พยายามทำมาตลอดคือ การให้คำจำกัดความคำว่าลักชัวรี่ใหม่ ความลักชัวรี่ไม่ได้หมายถึงการใช้ของแบรนด์เนมแพงๆ แต่มันคือมุมมองความคิด หรือไอเดีย และอิสระอย่างที่เราอยากเป็น เสื้อผ้าของเรามีความเป็นกวี มีความโรแมนติก ขณะเดียวกัน ก็มีความขบถในตัวเอง ไอเดียที่ใส่ในเสื้อผ้าจะมีแฟนตาซีซ่อนอยู่เสมอ แต่สุดท้ายก็ต้องเป็นเสื้อผ้าที่สวมใส่ได้จริง นี่คือตัวตนจริงๆของ SRETSIS.

ทีมข่าวหน้าสตรี

 

NORIKO ดึงเสน่ห์ผ้าไทยสร้างความงามร่วมสมัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 ก.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/710470


เป็นหนึ่งในแบรนด์แฟชั่นไทยไม่กี่แบรนด์ ที่หยิบเสน่ห์ของผ้าไทย และผ้าพื้นถิ่น มาสร้างสรรค์เป็นเสื้อผ้าได้อย่างร่วมสมัย สำหรับ NORIKO ภายใต้การนำของ “นงนาถ จิรกิติ” ดีไซเนอร์ทายาทรุ่นสองของห้องเสื้อในตำนาน ล่าสุด จัดแฟชั่นโชว์เอ็กซ์คลูซีฟครั้งแรกในรอบ 10 ปี “NORIKO Showcase Gallery 2016” ณ ชั้น 1 ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ โดยชูคอนเซปต์ “The Colour of Tribes” สไตล์ชนเผ่าร่วมสมัย ผ่าน 25 ลุค ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์เฉพาะตัวตามแบบฉบับของโนริโกะ

ในฐานะดีไซเนอร์ผู้สืบสานห้องเสื้อโนริโกะ ซึ่งมีชื่อเสียงยาวนานถึง 55 ปี “นงนาถ จิรกิติ” บอกเล่าว่า กว่าครึ่งศตวรรษที่ห้องเสื้อโนริโกะอยู่คู่กับสาวๆ ที่หลงใหลการแต่งตัวอย่างมีสไตล์ และเอกลักษณ์เฉพาะตัว แม้กาลเวลาจะผ่านไปหลายทศวรรษ แต่ จนถึงวันนี้โนริโกะก็ยังเน้นการผสมผสานผ้าไทยและผ้าพื้น เมืองจากประเทศต่างๆ เพื่อสร้างสรรค์แฟชั่นในรูปแบบ ร่วมสมัย และสามารถนำมามิกซ์แอนด์แมตช์กันได้ทุกชุด จะเห็นว่าเสื้อผ้าทุกชุดในทุกคอลเลกชั่นจะต้องมีผ้าไทยเป็นแกนหลักเสมอ เนื่องจากผ้าไทยเป็นผ้าที่สวยในตัวเอง แต่การจะออกแบบตัดเย็บให้เป็นเสื้อที่สวยเมื่อสวมใส่ ค่อนข้างเป็นเรื่องยาก ดีไซเนอร์จึงต้องมีความเชี่ยวชาญ รวมทั้งต้องทำความรู้จักกับเอกลักษณ์ของผ้าทุกชิ้นว่าสามารถนำมาตัดเย็บเสื้อผ้าดีไซน์ใดได้บ้าง เพื่อให้ดูกลมกลืน และสวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน.

10 ไอเท็มแฟชั่นชวนงงแห่งปี รวยไม่พอ ต้องกล้าด้วย!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย GQ Thailand 2 ก.ย. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/701995


แฟชั่นคือเรื่องของการออกแบบที่เน้นความสดใหม่ เหล่านักออกแบบแบรนด์ดังจึงต่างพากันคิดค้นสินค้าหน้าตาแปลกใหม่ออกมาสร้างสีสัน หลายครั้งก็ทำให้รู้สึกว่ามันแปลกเกินไปไหม? หรือใครกันจะซื้อใส่? โดยเฉพาะ 10 ไอเทมชวนงงประจำปี ที่คนใส่นอกจากต้องกระเป๋าหนักแล้ว ต้องมีความกล้าด้วยจึงจะได้ใช้

1. กระเป๋าสายรุ้ง แอนด์ ถุงอิเกีย จาก Balenciaga

กลายเป็นเรื่องทอล์กออฟเดอะทาวน์ตั้งแต่ยังไม่วางขาย เมื่อนายแบบและนางแบบจากบาเลนซิเอก้า (Balenciaga) ภายใต้การดูแลของ เดมนา กวาซาเลีย (Demna Gvasalia) เดินออกมาพร้อมกระเป๋าหนังใบยักษ์ที่หน้าตาคล้ายกับถุงกระสอบสายรุ้ง และถุงกระสอบอิเกียที่เราคุ้นเคย คำถามสำคัญจึงเป็น… คุณจะซื้อถุงสายรุ้ง และถุงอิเกีย ผลิตจากหนังที่แปะป้ายราคาหลักแสนไหม?

2. แจ็กเก็ตออกกำลังกายล่อแสงไฟ จาก Burberry

หากคุณเป็นหนุ่มสตรีท ที่ชอบเสพเสื้อผ้าจากแบรนด์สปอร์ตแวร์ คุณต้องคุ้นเคยกับแจ็กเก็ตแทร็ก (Track Jacket) แต่สำหรับแบรนด์ดังจากเกาะอังกฤษนามเบอร์เบอร์รี่ (Burberry) ถ้าคิดจะผลิตแจ็กเก็ตแทร็ก แจ็กเก็ตนั้นย่อมไม่ธรรมดา ด้วยแรงบันดาลใจจาก เดวิด โบวี่ (David Bowie) แจ็กเก็ตแทร็กหน้าตาบ้านๆ จึงดูซ่าท้าทายขึ้นด้วยการปักเลื่อมทั่วตัวล่อแสงไฟยามราตรี เหมาะมากกับหนุ่มปาร์ตี้ที่ต้องการซีนเด่น

3. เสื้อกล้ามสนูปปี้ จาก Gucci

เรารู้ว่ามันน่ารักมาก เพราะสนูปปี้คือหนึ่งในตัวการ์ตูนที่หลายคนชื่นชอบ รวมถึง อเลสซานโดร มิเคเล (Alessandro Michele) แห่งกุชชี่ (Gucci) ที่ปล่อยตัวการ์ตูนจากเรื่องพีนัทส์ (Peanuts) มาเดินเล่นบนรันเวย์คอลเล็กชั่นล่าสุด ซึ่งถ้าคุณคิดว่าทีเชิ้ตลายตัวการ์ตูนพีนัทส์ในไลน์ UT ของ Uniqlo นั้นเท่ไม่พอสำหรับคุณ จะลองซื้อเสื้อกล้ามลายสนูปปี้จากกุชชี่มาใส่เล่นด้วยก็ไม่มีใครว่า

4. กระเป๋าวิทยุแร็พโย่แนวพกพา จาก Dolce & Gabbana

ท่าทางค่ายแบรนด์เครื่องเสียงแบบพกพาต้องพากันหนาวสั่น เมื่อแบรนด์โดลเช่ แอนด์ กาบบานา (Dolce&Gabbana) ปล่อยกระเป๋าถือกึ่งลำโพง หน้าตาคล้ายวิทยุแนวเรโทร ออกสู่ตลาด ที่สำคัญมันสามารถเสียบสมาร์ทโฟนแล้วเปิดเพลงเสียงดังได้จริง ทั้งยังทำหน้าที่เก็บสัมภาระสำหรับหนุ่มๆ สมัยใหม่ได้ด้วย หากคุณยังไม่มีลำโพงต่อบลูทูธแนวพกพาแล้วล่ะก็ จะรอซื้อกระเป๋าแถมลำโพงจากโดลเช่ แอนด์ กาบบานา ก็ดูเข้าที

5. โอเวอร์โค้ทประดับแถบพลังงานแสงอาทิตย์ จาก Junya Watanabe

อาจเป็นไปได้ว่ามนุษย์โลกยุคสมาร์ทโฟนจะมีปัญหาเดียวกันคือ แบตฯ โทรศัพท์หมดตลอดเวลา แล้วหาที่ชาร์จไม่ได้ ดีไซเนอร์รุ่นเก๋านาม จุนยา วาตานาเบ (Junya Watanabe) จึงหาทางออกด้วยการออกแบบคอลเล็กชั่นล่าสุดให้มีแผ่นโซลาร์เซลล์ชิ้นเล็กๆ ติดไปตามโอเวอร์โค้ท เพื่อทำหน้าที่ชาร์จแบตสมาร์ทโฟนให้คุณได้เดินหาโปเกมอนกันได้ตลอดวัน

6. ชุดวันเกิด จาก Comme des Garçons Homme Plus

นี่คงเรียกได้ว่าเป็นชุดวันเกิดอย่างเต็มปาก เมื่อนายแบบของกอม เดส์ การ์ซงส์ ออมม์ พลุส (Comme des Garçons Homme Plus) ในคอลเล็กชั่นประจำฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน ปี ค.ศ. 2017 เดินออกมาในชุดจัมพ์สูททำจากพีวีซีใส จนเห็นทะลุปรุโปร่งไปถึงข้างใน พร้อมกับวลีเด็ดที่ถูกสกรีนว่า “The King Is Naked” ซึ่งสิ่งนี้ทำให้นึกถึงนิทานเด็กเรื่องฉลองพระองค์ใหม่ของพระราชา ที่เขียนโดย ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน (Hans Christian Andersen)

7. กระเป๋ากล่องใส จาก Louis Vuitton

กระเป๋าที่ทำจากพีวีซีใสนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่ถ้ามีลายพิมพ์รูปสัตว์ หรือมีลักษณะคล้ายกับหีบหรือกล่องใส่เครื่องดนตรีแบบพกพา รับรองว่ายังไม่เคยมีบนรันเวย์ดัง นี่คือกระเป๋าใบเด่นจากโชว์ในคอลเล็กชั่นประจำฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน ปี ค.ศ. 2017 จากหลุยส์ วิตตอง (Louis Vuitton) ที่พาเราเดินทางไปสู่แอฟริกากับทริปซาฟารี ที่ดูเหมือนลูกทัวร์จะต้องแต่งตัวจัดเต็มถึงจะได้ออกเดินทางไปด้วยกัน

8. ชุดประดาน้ำแต่ลวงตาเป็นชุดสูท จาก Thom Browne

หากการแต่งตัวในแต่ละวันมันยากนัก ที่จะต้องหยิบชิ้นโน้นมาผสมกับชิ้นนี้ แบรนด์ดังนาม ทอม บราวน์ (Thom Browne) ก็มีทางออกให้ ด้วยของแปลกใหม่กับคอลเล็กชั่นประจำฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน ปี ค.ศ. 2017 ที่เป็นชุดประดาน้ำผ้านีโอพรีน แต่มีการพิมพ์ลายและการเดินเส้นตกแต่งให้หน้าตาเหมือนแจ็กเก็ตสูท ชุดนี้จึงเหมาะมากกับหนุ่มที่อยากนั่งออฟฟิศทำงานแต่พร้อมกระโดดลงทะเลในเวลาเดียวกัน

9. เสื้อยืดพนักงาน DHL จาก Vetements

ใครจะไปคิดว่าอยู่ๆ เครื่องแบบพนักงาน DHL จะกลายเป็นของไฮแฟชั่นในชั่วข้ามคืน ทีเชิ้ต DHL ราคาหลักหมื่น ปรากฏโฉมที่แบรนด์เวตมองต์ (Vetements) ด้วยการย้ายตัวหนังสือมาอยู่ตรงกลาง แล้วขีดเส้นลากยาวสักหน่อยให้ไม่ซ้ำ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทีเชิ้ตต้นแบบของ DHL นั้นสามารถสั่งซื้อได้ทางออนไลน์จากเว็บ dhlonlinestore.com ซึ่งราคาถูกกว่ามากหลายเท่าเลยทีเดียว

10. แจ็กเก็ตไบเกอร์เอวลอย จาก Versace

นี่คือผลลัพธ์ของการจับแจ็กเก็ตสิงห์นักบิดมาผสมกับชุดนักบินอวกาศ ก่อนเติมความเผ็ดด้วยความเซ็กซี่สไตล์เวอร์ซาเช (Versace) ผลจึงเป็นแจ็กเก็ตหน้าตาแปลกใหม่เอวลอย ที่ออกแบบมาไว้ให้หนุ่มกล้ามซิกแพ็กได้สวมในขณะที่ยังสามารถโชว์ลูกระนาดที่ท้องของคุณ

ที่มา – GQ Thailand
www.gqthailand.com

 

นุ่ม เนียน เด้ง! เสิร์ฟ 5 ไอเทมใช้แล้วปลื้มขั้นสุด ผิวใสกระชากใจหนุ่ม!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 ส.ค. 2559 14:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/706649


สวัสดีสาวๆ ชาวออฟฟิศทุกคน ได้เวลามาอัพเดตความงามกันเช่นเคยนะจ๊ะ สัปดาห์นี้เรามีไอเทมเด็ดเพื่อผิวสวยมาฝากกัน เพราะเราเชื่อว่าผิวที่มีสุขภาพดี ย่อมสวยเจิดจรัสมากกว่าสวยด้วยเมคอัพที่ประโคมเครื่องสำอางหนา 8 ชั้นแน่นอนบิวตี้ไอเทม ไทยรัฐออนไลน์ คราวนี้เรายังตามสกินแคร์คุณภาพดีอย่างต่อเนื่อง รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ช่วยทำความสะอาดผิวหน้า ผิวกาย ผิวริมฝีปากได้อย่างล้ำลึก พร้อมแล้วมาเช็กลิสต์กันเลย

1. เซรั่มเด็ด ที่มาแรงที่สุดนาทีนี้

เริ่มจากผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าที่ได้รับการบอกต่อมากที่สุด นั่นคือ Estee Lauder Advanced Night Repair บอกตรงๆ ตอนแรกเราก็ไม่คิดว่ามันจะดีอะไรขนาดนั้น แต่เนื่องจากเห็นเพื่อน 2 คน ซื้อมาลองใช้ ปรากฏว่านางปลื้มปริ่มกันทีเดียว เราเลยตัดสินใจซื้อตัวเทสต์ขวดจิ๋วๆ มาลองบ้าง และผลลัพธ์ก็ดีเกินคาด

น้องใหม่ เพิ่งลองได้ไม่นาน แต่เลิฟสุดๆ

ทดลองใช้ : ลักษณะเซรั่มเป็นสีขาวขุ่น เข้มข้น เนื้อเซรั่มดูเหนียวนิดๆ แต่พอทาลงบนผิวแล้วซึมซาบเร็ว มอบความชุ่มชื่นได้พอประมาณ แต่เราเป็นคนหน้ามันเลยไม่ทาเยอะ กลัวหน้าเยิ้ม เราทาก่อนนอนมา 4-5 คืน ตื่นเช้ามาปรากฏว่า หน้านุ่มขึ้นจนรู้สึกได้ ผิวหน้าดูเนียนใส แต่สำหรับเรามันไม่ช่วยเรื่องรูขุมขนกว้างเท่าไร (อย่างที่บอกว่าเราเป็นคนหน้ามัน ซึ่งผลลัพธ์มันขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคนด้วย)

2. ชีทมาส์กอะโวคาโด

เนื่องจากเราเป็นคนชอบมาส์กหน้าก่อนนอน ก็เลยไปค้นพบชีทมาส์กตัวเด็ด ลองแล้วปลื้มมาก คือ RJK Best Avocado Serum Mask จากแบรนด์ Rojukiss ของเกาหลีที่สาวๆ หลายคนรู้จักดี ตัวนี้เป็นมาส์กแบบแผ่นสำลี ข้างในแช่เซรั่มใสๆ ไว้จนชุ่ม มีส่วนผสมของวิตามิน A C D ที่ช่วยต่อต้านริ้วรอยก่อนวัย มีมอยส์เจอร์ไรเซอร์ แนะนำว่าให้แช่ตู้เย็นก่อน พอนำมาใช้จะได้เย็นสดชื่นสบายผิว

ทดลองใช้ : พอแกะออกมาก็ค่อยๆ คลี่แผ่นมาส์กออก เนื้อเซรั่มบนแผ่นมาส์กเป็นลักษณะเจลใส ไม่มีสี มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ลองแต้มมาทาลงบนหน้ารู้สึกว่ามันซึมซาบเร็วดี ไม่เหนียวเหนอะหนะ ตื่นตอนเช้ามารู้สึกหน้านุ่มดี ผิวดูเรียบเนียน กระชับรูขุมขน หน้าใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

3. โลชั่นฆ่าแบคทีเรีย เคลียร์ปัญหาสิว

อีกอย่างที่เราใช้อยู่และรู้สึกว่ามันก็ใช้ดีเลยแหละ ดูขวดเล็กๆ แต่ใช้ได้ตั้งนาน สิ่งนี้คือ Acne Lotion Dr. Somchai มันเป็นโลชั่นทาผิวสำหรับผู้ที่ผิวมีแนวโน้มเป็นสิวง่าย ผิวอย่างเรานี่แหละทั้งมันทั้งเป็นสิวอุดตันง่าย เราเลยต้องซื้อตัวนี้ติดบ้านไว้ มีสรรพคุณบอกว่าช่วยลดความมัน สมานผิวกระชับรูขุมขน ลดการอุดตันและการสะสมของแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดสิว

ทดลองใช้ : ตอนแรกเห็นมันเป็นโลชั่นน้ำใสๆ กลัวสิวไม่หายเลยประโคมเข้าไปเยอะ ผลคือแสบหน้ามากจ้า! ถ้าใครซื้อมาลองใช้ อย่าใช้เยอะแบบนี้นะคะ เดี๋ยวหน้าเยิน พอพักผิวไป 2-3 วัน ลองกลับมาใช้ใหม่ โดยใช้เฉพาะช่วงก่อนมีประจำเดือน ส่วนตัวคือช่วงนั้นผิวหน้ามันเยิ้มมากกว่าปกติ และเป็นสิว ส่วนวิธีใช้ก็คือทาทีละหยด แต้มลงไปบนจุดที่สิวชอบขึ้นบ่อยๆ รวมถึงบริเวณทีโซนที่ผิวหน้ามันเร็ว ผลลัพธ์คือ ผิวหน้ามันน้อยลง สิวก็น้อยลงด้วย ชนะเลิศ!

4. บำรุงผิวริมฝีปากกันเถอะ

มาถึงริมฝีปากกันบ้าง ไม่อยากให้สาวๆ มองข้าม ถ้าวันไหนปากแห้งลอกเป็นขุย วันนั้นคือหายนะ บอกเลย! ดังนั้นต้องใส่ใจผิวปากนิดนึง เราเคยใช้ สีผึ้งแม่เลียบ อันโด่งดังเหมือนกัน ใช้ดีบอกต่อจริงๆ! แต่ใช้ได้แค่ก่อนนอน เพราะเนื้อขี้ผึ้งเหนียวเหนอะมาก แต่ถ้าจะเอาแบบพอดีๆ แต่คุณภาพไม่แพ้กัน เราแนะนำ Carmex Original Lip Balm และ Blistex Medicated Lip Balm ทั้ง 2 ยี่ห้อนี้เราใช้มาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม ในความเห็นของเราคือใช้ดีที่สุดแล้ว

ทดลองใช้ : อันแรกเนื้อลิปจะใสๆ พอทาปากแล้วรู้สึกเหนอะนิดหน่อย แต่พอนวดและเม้มปากไปเรื่อยๆ ก็ซึมเข้าสู่ผิว ปากนุ่มชุ่มชื่นดี มีความเย็นนิดๆ จากเมนทอล ปากชุ่มได้ทั้งวันแทบไม่ต้องเติม ส่วนตัวที่สองเนื้อลิปคล้ายๆ ขี้ผึ้ง เหนียวเหนอะในตอนแรก แต่พอผ่านไปสักพักก็ซึมซาบดีเหมือนกัน ปากชุ่มนุ่มนาน ทาทิ้งไว้สักพักก่อนเติมลิปสติก สวยเริด!

5. สครับผิวสวย ด้วยมะขามกาแฟ

มาถึงการดูแลผิวหน้าและผิวกายด้วยการใช้สครับ ครั้งนี้เราแนะนำเป็น ชลสุวรรณสครับมะขามกาแฟ จริงๆ สครับแบบนี้มีหลากหลายแบรนด์ เลือกเอาตามชอบใจ แต่ต้องเลือกที่อ่อนโยนต่อผิวด้วยนะ ตัวที่เราใช้มีส่วนผสมคือ เกลือสปาขัดผิว น้ำผึ้ง น้ำนม ผงแตงกวา น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ มะขาม และกากกาแฟ ช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ทำให้ผิวขาวใส มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระช่วยชะลอริ้วรอย ยิ่งถ้าผสมนมสดเข้าไปด้วยก็ยิ่งทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื่น

ทดลองใช้ : สูตรที่เราใช้ประจำคือ นำสครับมะขามกาแฟมาผสมกับนมสด แล้วสครับผิวกายให้ทั่ว เราไม่ใช้กับผิวหน้านะ เพราะมะขามมีกรดสูง ผิวแพ้ง่ายไม่ควรเสี่ยง หลังจากล้างสครับออกผลลัพธ์คือ ผิวนุ่มลื่นขึ้นทันทีในครั้งแรก ผิวชุ่มชื่น เด้ง และรู้สึกสะอาดล้ำลึกกว่าการอาบน้ำธรรมดาทั่วไป ควรทำต่อเนื่องสัปดาห์ละครั้งเพื่อผลลัพธ์ที่ดีขึ้น

หวังว่าทั้ง 5 ไอเทมนี้จะช่วยให้สาวๆ มีผิวหน้า ผิวกาย ผิวปาก ที่สวยเด้งนุ่มเนียนสดใสได้ดั่งใจกันนะคะ แล้วกลับมาติดตามเรื่องราวความงามดีๆ แบบนี้ได้ใหม่คราวหน้าจ้า!