ผลักดันดีไซเนอร์ไทยหน้าใหม่สู่เวทีโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 ส.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/705414


ประสงค์ นิลบรรจง รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม พร้อมคณะผู้บริหาร ZEN และ Harper’s Bazaar Thailand ร่วมแสดงความยินดีกับสุดยอดดีไซเนอร์หน้าใหม่.แสดงจุดยืนสนับสนุนผลงานนักออกแบบไทยหน้าใหม่ให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับนานาชาติ สองผู้นำวงการแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ระหว่าง เซน ไลฟ์สไตล์เทรนด์ เมกะสโตร์ โดย ณัฐธีรา บุญศรี และ นิตยสาร Harper’s BAZAAR ประเทศ ไทย โดย บก. บห. ดวง โปษยานนท์ จึงจับ มือกันประกาศผลสุดยอดดีไซเนอร์หน้าใหม่ ตัวแทนประเทศไทยเข้าแข่งขันในเวทีแฟชั่นระดับเอเชีย ภายใต้โครงการ Harper’s BAZAAR Asia New Gen Fashion Award 2016 ณ ZEN Event Gallery ชั้น 8 ห้างสรรพสินค้าเซน เมื่อเร็วๆนี้

บอสใหญ่ห้างสรรพสินค้าเซน กล่าวว่า โครงการนี้มีส่วนสำคัญในการช่วยส่งเสริมผลงานของคนรุ่นใหม่ให้มีเวทีแสดงความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่ รวมถึงมีโอกาสเรียนรู้ประสบการณ์การทำงานจริงจากผู้ที่คร่ำหวอดในวงการแฟชั่น ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบ การสร้างแบรนด์ และแผนการตลาด เพื่อพัฒนาศักยภาพเด็กไทยให้กลายเป็นดีไซเนอร์ระดับแถวหน้าของเอเชียในอนาคต สอดคล้องกับห้างเซนที่มีแนวคิดสนับสนุนผลงานนักออกแบบรุ่นใหม่มาโดยตลอด และเราก็ภาคภูมิใจกับผลงานของไทยดีไซเนอร์มาก โดยเปิดพื้นที่ให้แบรนด์ไทยที่มีเอกลักษณ์หลาก หลาย ได้มีช่องทางโชว์ผลงานให้กลุ่มลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ซึ่งห้างเซนเปรียบเสมือนเป็นสื่อกลางระหว่างนักออกแบบไทยและกลุ่มลูกค้า เพื่อสร้างแบรนด์ให้แข็งแรง และเพิ่มมูลค่าสินค้าในวงการธุรกิจแฟชั่นต่อไป

สำหรับผลงานชนะเลิศชื่อ THE TIPS ของ จิรวัฒน์ ธำรงกิตติกุล ได้รับแรงบันดาลใจมาจากแกลเลอรี่ภาพในหนังสือ WILDERMANN โดย Charles Fréger ชาวฝรั่งเศส ที่รวบรวมภาพพิธีกรรมอันเก่าแก่ และเฉลิมฉลองตามฤดูกาล ความอุดมสมบูรณ์ของชีวิตและความเชื่อ การปลอมตัวแปลงกายในรูปแบบ ต่างๆ ซึ่งนอกจากจะได้เงินรางวัล 100,000 บาท ยังได้เป็นตัวแทนประเทศไทยร่วมการแข่งขันระดับเอเชียที่ประเทศสิงคโปร์ และมีโอกาสเข้าชิงทุนการศึกษาปริญญาโทด้าน Fashion Management สถาบันออกแบบ Istituto Marangoni ของประเทศอิตาลีเป็นเวลา 1 ปี มูลค่ากว่า 1,600,000 บาทอีกด้วย.

คงความอ่อนวัยด้วย “กระบนใบหน้า”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Women’s Health 29 ส.ค. 2559 16:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/693083


‘กระ’ กลายเป็นความสนุกของเหล่าดีไซเนอร์ ช่างภาพ และช่างแต่งหน้าไปซะแล้ว นอกจากมันจะดูน่ารัก ไม่จำเป็นต้องปกปิด แล้วยังปล่อยให้จุดเล็กๆ บนใบหน้าเฉิดฉายเหมือนกลุ่มดาวบนท้องฟ้าอย่างไม่อายใครผิวเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ สำหรับผู้หญิงมาตลอด แต่ฝ้ากระมีหลายชนิดและหลากหลายเฉดสี ซึ่งแต่ก่อนสาวๆ มักไม่ปลื้ม เพราะมันไม่น่าดู ที่แย่ไปกว่าคือมันบ่งบอกถึงนิสัยไม่ชอบทาครีมกันแดด แต่ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป ในขณะที่บนรันเวย์ เซเลบริตี้และศิลปินทั้งหลายต่างภูมิใจและยินดีที่จะเปิดเผยกระสีน้ำตาลบนแก้มให้ทุกคนเห็น นักวิจัยด้านพันธุกรรมกำลังค้นหาต้นกำเนิดของกระ ผลก็คือ ผู้หญิงที่มีกระบนใบหน้า ภูมิใจกับจุดเล็กจุดน้อยเหล่านี้เหลือเกิน และเชิดใส่รองพื้นเนื้อหนาให้การปกปิดดีเยี่ยม ส่วนใครที่ไม่มีและอยากมีน่ะเหรอ ง่ายจะตาย

กระคืออะไรกันแน่?

หากคุณมีกระ ขอให้รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่พ่อกับแม่ให้มา อามิท ชาร์มา (Amit Sharma) แพทย์ผิวหนังแห่ง Mayo Clinic ผู้ศึกษาด้านกรรมพันธุ์ทางผิวหนังบอกว่า กระ-ฝ้าเป็นยีนด้อย ซึ่งทั้งพ่อและแม่จะต้องเป็นพาหะ จึงจะส่งต่อยีนด้อยนี้ให้ปรากฏเด่นชัดได้ กระเกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน MC1R ที่ทำหน้าที่ควบคุมเม็ดสี อามิทเสริมว่า แม้จะเป็นความจริงที่การกลายพันธุ์นี้เกิดขึ้นกับชาวยุโรปที่มีผิวขาวและผมแดง แต่ก็ยังปรากฏกับคนชาติอื่นๆ อย่างจีน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เมดิเตอร์เรเนียน อิสราเอลและแอฟริกันด้วย

พัฒนาการของกระ

คุณคิดยังไงกับเด็กทารกที่มีกระล่ะ ก็น่ารักสุดๆ น่ะสิ น่าเสียดายมันไม่ได้เป็นอย่างที่พูด เพราะไฝกับปานแดงปานดำอาจได้มาตั้งแต่เกิด แต่กระไม่ได้ติดตัวเด็กมาตั้งแต่แรกเกิด นายแพทย์เด็นดี้ แองเกิลแมน ศัลยแพทย์มะเร็งผิวหนัง และผู้อำนวยการแผนกเภสัชศัลยกรรมประจำ Metropolitan Hospital ใน New York City กล่าว

เมื่อกระขึ้นบนใบหน้าแล้ว มันจะกระจายเพิ่มขึ้นเมื่อสัมผัสกับแสง และสังเกตเห็นชัดตอนอายุ 7 หรือ 8 ขวบ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของความเชื่อที่ว่ากระ = ผลจากแดดเผา จริงๆ นะคะที่เราบอกว่ามันเป็นแค่ความเชื่อ เพราะในระดับเซลล์ แดดเผาหมายถึง DNA โดนทำลาย ซึ่งก็คือสารประกอบไนโตรเจนที่ก่อตัวเป็นเกลียว DNA นั้นเกิดผิดพลาดขึ้นมา ซึ่งอาจนำไปสู่การเจริญเติบโตของเนื้องอก และการเสื่อมสภาพของคอลลาเจนกับอีลาสตินที่ทำหน้าที่กระชับผิว เภสัชกรอลิเซีย บาร์บา แพทย์ผิวหนังประจำ Barba Dermatology ใน Miami กล่าว

แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น กระก็เป็นแค่ผิวหนังชนิดหนึ่งเท่านั้น “คุณยังสบายดีแน่นอน ถึงแม้ว่ากระจะกระจายเพิ่มขึ้นก็ตาม ถ้าไม่ออกแดดบ่อยนัก จะไม่มีใครมาคอยพูดกรอกหูว่าผิวคุณเกิดความเสียหาย หรือเหมาคิดเอาเองว่าคุณดูแลผิวไม่ดีพอ”

ครีมกันแดดยังเป็นสิ่งจำเป็น

หากผิวคุณขาวซีดและตกกระ มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นมะเร็งผิวหนังมากกว่าคนสีผิวเดียวกันแต่ไม่มีกระ คุณจึงต้องระวังตัวอยู่เสมอค่ะ ฟรานเซสก้า ฟัสโก้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านผิวหนังแห่งศูนย์แพทย์ Mount Sinai ในนิวยอร์ก แนะนำให้เช็กมะเร็งผิวหนัง 2 ครั้งต่อปี ใช้ครีมกันแดดป้องกันทั้งรังสี UVA และ UVB มีค่า SPF 30 ขึ้นไป

ถ้าไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นกระแดดหรือไม่ (กระที่เกิดจากแสงอาทิตย์) ใช้วิธีนี้ค่ะ หากเป็นกระธรรมชาติที่ไม่ได้เกิดจากผิวถูกทำลาย สีจะเข้มขึ้นเมื่อถูกแดด และจะอ่อนลงจนหายไปในเวลาต่อมา แต่ถ้าเป็นกระแดด สีจะเข้มตลอดเวลาไม่ว่าจะอยู่ในแสงแบบไหน ซึ่งขึ้นอยู่กับสถานที่ที่คุณอาศัยอยู่ (หรือไปเที่ยวช่วงวันหยุดยาว) สีเข้มหรือจางของกระเกิดขึ้นหลากหลายแบบ นอกจากสีที่บ่งบอกว่าเป็นกระแดดแล้ว ยังบอกได้ด้วยขนาดและรูปร่าง (ขอบของจุดมักเข้มและชัดกว่ากระทั่วไป)

แต่ถ้าเป็นกระแดด อย่าเพิ่งตกอกตกใจค่ะ มันเป็นแค่สีผิวที่เข้มผิดปกติ ไม่มีผลกระทบอะไรต่อสุขภาพ คุณสามารถรักษาได้ด้วยครีมที่มีคุณสมบัติช่วยให้ผิวสว่างกระจ่างใส (คุณหมอฟัสโก้แนะนำแบรนด์ที่ผสม Kojic Acid หรือ Licorice Root อย่างเช่น Fresh Peony Spot Correcting Brightening Essence) สำหรับจุดที่เป็นปัญหาหนักๆ อาจต้องรักษาด้วยเลเซอร์ Intense Pulsed Light Treatment ซึ่งจะเปลี่ยนแสงอ่อนๆ ให้เป็นความร้อนเพื่อทำลายเม็ดสีที่มากเกินไป หากคุณหมอสงสัยว่ามันจะพัฒนาเป็นเนื้อร้ายหรือเปล่า หมอถึงจะขอตัดชิ้นเนื้อไปตรวจแล้วรักษาต่อไป

ที่มา – Women’s Health Thailand
www.womenshealththailand.com
www.instagram.com/womenshealththai

 

รู้จักที่มากับประวัติศาสตร์ “เสื้อฮาวาย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย GQ Thailand 29 ส.ค. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/693056


ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา หลายคนคงจะสังเกตเห็นเหมือนกันว่า ทุกคนเริ่มหันมาใส่เสื้อฮาวาย อันที่จริงแล้วเสื้อฮาวายวนเวียนอยู่คู่กับ scene แฟชั่นบ้านเรามานานหลายสิบปี เพียงแต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ เสื้อฮาวายได้กลายเป็นอีกหนึ่ง basic piece ที่ทุกคนมีติดตู้เสื้อผ้า และสามารถนำมาสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวันปกติในบทความนี้ เราจะมาย้อนประวัติถึงความเป็นมาของเสื้อฮาวายให้ผู้อ่านทุกท่านได้ทราบกัน

เสื้อฮาวายมีต้นกำเนิดมาตั้งแต่ในช่วงปี 1930 แต่เป็นปี 1935 ที่เสื้อฮาวายเริ่มมีการผลิตและจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ โดยเริ่มต้นจาก Mr. Kiochiro Miyamoto เจ้าของห้องเสื้อ Musa-Shiya the Shirtmaker เริ่มตัดเย็บเสื้อฮาวายในแบบ tailor made เป็นเจ้าแรกและเจ้าเดียวบนเกาะฮาวาย โดยได้พิมพ์ลายและตัดเย็บด้วยผ้ากิโมโนสีสันสดใสตามแบบฉบับของญี่ปุ่น แต่มีคัตติ้งที่สวมใส่สบายแบบชาวตะวันตก กระนั้นความต้องการของตลาดก็มีไม่เพียงพอ

ต่อมาร้าน Watumull’s East India Store จึงได้ทำการว่างจ้างดีไซเนอร์นาม Elsie Das ให้ออกแบบลวดลายบนผ้าไหมเพื่อผลิตเสื้อฮาวายกว่า 15 แบบ และทำการจัดจำหน่ายในวงกว้าง ซึ่งในภายหลังนั้นก็ได้มีร้านค้าและผู้จัดจำหน่ายรายอื่นๆ ทยอยผลิตเสื้อฮาวายออกตามมา

จนกระทั่งในปี 1936 นักธุรกิจนาม Ellery Chun ได้ร่วมกับบริษัท King-Smith Clothiers จดทะเบียนการค้าเสื้อฮาวาย ภายใต้ชื่อ Aloha Shirt อย่างเป็นทางการ และถึงแม้ว่าจะมีผู้จำหน่ายรายย่อยอื่นๆ ในตลาด แต่เสื้อฮาวายภายใต้แบรนด์ยี่ห้อ Aloha Shirt ถือได้ว่าเป็นแบรนด์ที่ยิ่งใหญ่และขายดีที่สุดในยุคนั้น

ในขณะที่เวลาผ่านไป เสื้อฮาวายก็ค่อยๆ ถูกปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตและวัตถุดิบตามยุคตามสมัย จากผ้ากิโมโนสู่ผ้าไหมไปจนถึงผ้าเรยอน จากกระดุมเงินสู่กระดุมเปลือกมะพร้าวมาจนถึงกระดุมหอยมุกในปัจจุบัน

เสื้อฮาวายได้รับความนิยมที่เกาะฮาวายมากจนถึงขนาดในปี 1947 มีการประกาศให้ทุกวันศุกร์เป็นวันรณรงค์ใส่เสื้อฮาวาย หรือที่เรียกกันว่า Aloha Friday

เสื้อฮาวายได้ขยายความนิยมเข้าสู่อเมริกาอย่างเป็นทางการในปี 1953 เมื่อ Montgomery Clift ปรากฏตัวพร้อมเสื้อฮาวายในภาพยนตร์เรื่อง From Here To Eternity แต่นั่นก็ยังไม่เท่ากับในปี 1961 ที่ Elvis Presley ปรากฏตัวพร้อมกับเสื้อฮาวายและอูคูเลเล่คู่ใจในภาพยตร์เรื่อง Blue Hawaii หลังจากนั้น ไม่ว่าจะเป็น Frank Sinatra, Bing Crosby หรือแม้กระทั่งอดีตประธานาธิบดีอย่าง Dwight D. Eisenhower และ Harry S. Truman ก็ต่างพร้อมใจกันใส่เสื้อฮาวายในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ในช่วงปี 1960 นอกเหนือจาก Elvis Presley ใน Blue Hawaii แล้ว เสื้อฮาวายก็ยังไปปรากฏอยู่ตามสื่ออื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นซีรีส์อย่าง Hawaii Five-O, วง The Beach Boys ลามไปถึงช่วงช่วงปี 70 จากซีรีส์ Magnum หรือแม้กระทั่งกลุ่มชาวฮิปปี้บางส่วนที่เลือกที่จะสวมใส่เสื้อฮาวาย

ในปัจจุบันคงไม่ต้องบอกถึงความนิยมของเสื้อฮาวายว่ามีมากขนาดไหน โดยเฉพาะประเทศในแถบทวีปเอเชียอย่างเราที่มีอุณหภูมิและสภาพภูมิอากาศใกล้เคียงกับที่ฮาวาย กระทั่งว่าญี่ปุ่นได้กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอิทธิพลต่อวงการเสื้อฮาวาย ไม่ว่าจะในแง่ของความนิยมรวมไปถึงหลายๆ แบรนด์ของญี่ปุ่นเลือกที่จะผลิตเสื้อฮาวายออกมาจำหน่าย

ถ้าคุณมีเสื้อฮาวายไว้ในครอบครองแล้ว บทความนี้คงจะทำให้คุณได้รู้จักถึงประวัติศาสตร์ของเสื้อฮาวายมากยิ่งขึ้น แต่ถ้าคุณยังไม่มี เราขอแนะนำให้คุณลองหาซื้อเสื้อฮาวายสวยๆ คุณภาพดีสักตัวมาใส่ คุณอาจจะเข้าใจได้มากขึ้นว่า ทำไมเสื้อฮาวายถึงเป็นหนึ่งในเสื้อผ้าตระกูลเสื้อเชิ้ตที่มีความนิยมเป็นอย่างมากบนโลกใบนี้

ที่มา – GQ Thailand
www.gqthailand.com

 

FLYNOW PLUS เปิดประสบการณ์แฟชั่นไม่ซ้ำใคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ส.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/704495


เป็นแบรนด์แฟชั่นระดับท็อปของเมืองไทยที่ประสบความสำเร็จติดลมบน ล่าสุด FLYNOW ขอเปิดประสบการณ์แฟชั่นแบบใหม่ล้ำจินตนาการ ด้วยการเปิดแฟล็กชิปสโตร์แห่งแรกใน เมืองไทย ภายใต้ชื่อ “FLY-NOW PLUS” ณ ศูนย์การค้า Zpell@FuturePark รวบรวมสินค้าทุกแบรนด์ในเครือมาไว้ด้วยกัน มีทั้งพี่ใหญ่น้องเล็กครบครัน FLYNOW, FlynowIII, GAR-DEN FlynowIII, III, Casually, Flynow The Leather และ Flynow Work เพื่อเอาใจเหล่าแฟชั่นนิสต้าที่มองหาทางเลือกใหม่ๆ

งานนี้ บิ๊กบอส “สมชัย ส่งวัฒนา” ลงทุนออกแบบคอนเซปต์ของ “FLYNOW PLUS” ด้วยตัวเอง โดยใช้สไตล์ของแต่ละแบรนด์ที่มีความต่างอย่างสุดขั้ว มาผสมผสานให้เกิดความแปลกใหม่ได้อย่างลงตัว โดยไม่ทิ้งเอกลักษณ์ของแต่ละแบรนด์ โดดเด่นน่าช็อปด้วยสไตล์การตกแต่งแบบลอฟท์ ผสมกับดีคอนสตรัคชั่น โดยนำงานศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นรูปเขียนสีน้ำมัน หรือสัตว์สตัฟฟ์มาตกแต่งเพิ่มสีสันความน่าสนใจ.

“F & F Active” สปอร์ตตี้เกิร์ลแฟชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/704484


ในยุคที่ใครๆต่างหลงใหลการออกกำลังกายและหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพรูปร่างให้ดียิ่งขึ้น F & F แฟชั่นแบรนด์ชั้นนำจากอังกฤษ ได้แตกไลน์สินค้าใหม่ “F & F Active” เพื่อเอาใจเหล่า “สปอร์ตตี้เกิร์ล” ให้ได้เลือกช็อปไอเท็มใหม่แบบสุดคูล ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์สาวๆผู้ชื่นชอบการแต่งตัวแนวสปอร์ต ให้ได้สนุกกับการออกกำลังกายมากขึ้น โดยคอลเลกชั่นแรก “Autumn Winter 2016” จะมีสินค้าให้เลือกกว่า 100 แบบ อาทิ สปอร์ตบรา เสื้อครอปตัวสั้น เสื้อยืด เลกกิ้ง กางเกงทั้งขาสั้น สี่ส่วน ห้าส่วน และกางเกงขายาว พิเศษด้วยเนื้อผ้า Mag Cool ช่วยให้สวมใส่คล่องแคล่ว มีความยืดหยุ่น ทั้งยังช่วยในเรื่องของระบบหมุนเวียนเหงื่อและเพิ่มการระบายออกให้เหงื่อแห้งเร็วขึ้น โดยเน้นสีเรียบๆ เป็นมูดแอนด์โทน แต่ก็ยังมีสี

สะท้อนแสงไว้เป็นอีกหนึ่งทางเลือก สำหรับสาวๆ ‘นีออนสไตล์’ ที่รักความสดใส ซึ่งเสื้อผ้าสปอร์ตในแต่ละแบบ ถูกออกแบบเพื่อให้นำมิกซ์แอนด์แมตช์กันได้อย่างลงตัว ทั้งนี้ “F&F Active” ไม่เพียงถูกออกแบบมาสำหรับการออกกำลังกายเท่านั้น แต่ยังสามารถสวมใส่ไปเที่ยวแนวสตรีทแฟชั่น หรือทำธุระในวันสบายๆ ได้อย่างคล่องตัว เปลี่ยนลุคธรรมดาให้ดูเท่ๆ ชิคๆ เพิ่มเสน่ห์ขึ้นในทันที.

โชว์เพื่อความสะใจ ชูแฟชั่นคือศิลปะที่มีความศักดิ์สิทธิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ส.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/702850


โรจน์ – พลพัฒน์ – อรประพันธ์เป็น 3 ผู้ยิ่งใหญ่ของวงการแฟชั่นเมืองไทยยุคใหม่ ที่หันมาผนึกกำลังกันสร้างแรงบันดาลใจและพลังบวกไม่รู้จบ สำหรับ “หมู– พลพัฒน์ อัศวะประภา” แห่ง ASAVA, “โรจน์-ภูภวิศ กฤตพลนารา” ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ISSUE และ “แป้ง–อรประพันธ์ สุทธินรเศรษฐ์” เอ็มดีสาวแห่ง VICKTEERUT ล่าสุด กลับมาจับมืออีกครั้งเพื่อจัดงาน “Fashion Field Trip” ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 6 ณ BANGKOK CITY CITY GALLERY วันที่ 17 ก.ย.59 โดยปีนี้มาในคอนเซปต์ “เดอะ แกลเลอรี่” ใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว โดยชูไอเดียน้อยแต่มาก เน้นนำเสนอแฟชั่นในรูปแบบอาร์ต มากกว่าจะเป็นมหรสพ แข่งกันอัดฉีดงบสร้างความเว่อร์วังอลังการ เพื่อดึงดูดความสนใจ ซึ่งสวนทางกับสภาพเศรษฐกิจ

“หมู-พลพัฒน์” เปิดประเด็นว่า เทรนด์แฟชั่นโลกยุคนี้ ยิ่งดีไซเนอร์ใหญ่เท่าไหร่ ก็จะจัดโชว์แบบปิดมากขึ้นเท่านั้น หมดยุคสมัยของการแข่งความเว่อร์วังอลังการแล้ว แฟชั่นโชว์ยุคใหม่เน้นความเป็นเอ็กซ์คลูซีฟมากขึ้น และมีการสกรีนคนที่มาดูโชว์ให้เหลือน้อยที่สุด เฉพาะกลุ่มคนที่มีอิทธิพลต่อโลกแฟชั่นจริงๆ และเป็นลูกค้าของแบรนด์จริงๆ พวกเราเองก็อยากทำโชว์ในฝันบ้าง ปีหนึ่งอยากจะฟินกันสักหน จัดโชว์แบบเอ็กซ์คลูซีฟ เพื่อความสะใจ โชว์ของเราจะเสพยากกว่าแฟชั่นโชว์บนรันเวย์ปกติ เพราะเน้นคอนเซปต์ล้วนๆ ขายความเป็นศิลปะของแฟชั่น อยากให้คนสนใจที่เสื้อผ้าจริงๆ เลยตั้งใจทำแฟชั่นที่เรียบง่าย เหมือนไม่ได้ทำอะไร ทั้งๆที่คิดทุกอย่างมาอย่างดี ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากกว่าการทำแฟชั่นปกติ ปีนี้ พวกเราเลือกจัดแฟชั่นฟิลด์ทริป ในรูปแบบเอ็กซ์ฮิบิชั่น คนดูจากเป็นพัน ก็จะสกรีนเหลือแค่หลักร้อย เพื่อทำให้แฟชั่นมีความศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาอีกครั้ง มีความเป็นศิลปะอีกครั้ง และมีความเป็นสากลมากขึ้น แต่ละแบรนด์จะสเกลดาวน์ตัวเองเหลือแค่คนละ 30 ลุค และจะไม่มีการสร้างแคตวอล์กอย่างแน่นอน

แค่ฟังไอเดียจากโต้โผใหญ่ก็ตื่นเต้นแล้ว งานนี้ ทั้ง 3 ดีไซเนอร์ดังขออุบคอนเซปต์โชว์ของตัวเองไว้ให้ตื่นตาตื่นใจในวันงาน แอบแพลมก่อนเฉพาะคอนเซปต์ของเสื้อผ้าและแอคเซสเซอรี่ โดยแบรนด์ ASAVA นำเสนอแนวคิด “The Eye has to Travel” ได้ไอเดียจากสไตล์ไอคอนตัวกลั่น “ไดอาน่า วรีแลนด์” บก.แฟชั่นคนสำคัญของโลก และ “แคโรไลน์ อิสซ่า” ตัวแทนผู้หญิงยุคใหม่ ซึ่งมักหยิบแรงบันดาลใจที่พบเจอระหว่างเดินทางมาสร้างสรรค์เป็นสไตล์การแต่งกายเฉพาะตัวไม่ซ้ำใคร เพื่อเปิดโลกทัศน์ให้ผู้หญิงทั่วทุกมุมโลก

ด้าน ISSUE ยังคงดำดิ่งกับเอกลักษณ์ทางศิลปวัฒนธรรมและความเชื่อของชนเผ่าเปอรานากัน ซึ่งมีรากเหง้ามาจากศิลปวัฒนธรรมจีนและมลายู โดยครั้งนี้อิชชู่ขอพาเหล่าแฟชั่นนิสต้าไปเยือนลานกลางบ้าน “Courtyard” ของชาวเปอรานากัน ที่พร้อมเปิดรับธรรมชาติตามหลักฮวงจุ้ย เพื่อ แสดงถึงความมั่งคั่งและอุดมสมบูรณ์

สำหรับ VICKTEERUT นำผลลัพธ์จากการทดลองเล่นกับแสงในรูปแบบต่างๆมาตีความใหม่ เพื่อสร้างสรรค์โครงชุด, ดีเทล และสีสันของเสื้อผ้าในรูปแบบไม่ซ้ำใคร เริ่มต้นจากการสังเกตการหักเหของแสงในทิศทางต่างๆที่ซ้อนทับกัน จนก่อให้เกิดพื้นผิวของผ้าที่เหลือบซ้อน และบิดตัวจัดวางเรียงกันเป็นพื้นผิวใหม่แปลกตา.

 

“ณเดชน์ คูกิมิยะ” ผมอยากเป็น “โทนี่ สตาร์ก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Vogue Thailand 26 ส.ค. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/692927


นี่คือพระเอกหนุ่มที่สร้างความสับสนได้มากที่สุดคนหนึ่งของประเทศไทย ว่ากันตั้งแต่นามสกุลภาษาญี่ปุ่น ทั้งที่ไม่มีเชื้อญี่ปุ่นแม้แต่น้อย ส่วนชื่อต้นก่อนจะเป็นณเดชน์ เขาเคยเกิดมาในนามของชลทิศ ยอดประทุม แต่ตอนนี้เขายังมีชื่อว่าแบรี่อีกด้วย และแบรี่คนนี้ถือว่าตัวเองเป็นชาวขอนแก่น ในขณะที่พ่อแท้ๆ ของเขาเป็นชาวออสเตรีย ส่วนหญิงสาวที่เขารักและเทิดทูนในฐานะแม่ แท้ที่จริงเป็นพี่สาวของแม่แท้ๆ ของเขาอีกที ข้อมูลส่วนตัวใดๆ ที่จะทำให้มึนตึ้บได้ เขามีครบหมด ตกลงว่าไอ้ซุปตาร์หนุ่มหน้าตี๋ (แต่ไม่มีเชื้อจีน) คนนี้เป็นใครกัน เราตั้งคำถามนี้ในใจ ขณะมองดูเขาใช้กล้ามแขนงามๆ และนิ้วมือเรียวๆ จกส้มตำปูปลาร้าเข้าปากด้วยความชำนาญทุกครั้งที่มีจังหวะพักกอง เปลี่ยนชุด เติมหน้า เติมตัว ดูรูปที่หน้าจอ ไม่ว่าจะกี่นาทีก็ตาม พระเอกหนุ่มจะวนกลับมาหามะละกอกลิ่นแรงจานนี้เสมอ แล้วก็กลับไปหน้ากล้องทำหล่อ… ส้มตำ ทำหล่อ ส้มตำ ทำหล่อ สลับกันไปอย่างนี้ จนเสร็จภารกิจ เขาหันมายิ้มกว้าง อวดรอยสักที่เป็นแค่รอยเพ้นต์ “ผมไม่เคยเพ้นต์ตัวมาก่อนเลย ไม่ได้ถ่ายอะไรแบบนี้มาสักพักแล้วด้วย ชอบมากเลยครับ” จากนั้นพระเอกหนุ่มก็ตระเวนขอบคุณทุกคน

คุณสวมบทบาทเป็นพระเอกมาก็หลายเรื่อง ถ้าต้องเกิด ‘เป็น’ คนคนนั้นจริงๆ คุณจะเลือกเป็นตัวละครตัวไหน

โห… แต่ละตัวไม่ดีทั้งนั้นเลย (หัวเราะ)

ไม่เวิร์กเลยสักตัว?

เอาละ ถ้าให้ต้องเลือกจริงๆ ตัวละครที่ผมอยากเป็นมากที่สุด ผมคงเลือก ‘อาทิจ’ ในละครเรื่องธรณีนี่นี้ใครครอง คือเกิดเป็นผู้ชายสามัญชนคนธรรมดา แต่มีความใฝ่ฝันที่อยากจะช่วยครอบครัว มันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการทำไร่ ทำสวน ทำนา เป็นเรื่องราวของชีวิตเกษตรกร ซึ่งดำเนินตามรอยพระราชดำริของในหลวง ตกหลุมรักกับหลานคุณย่า อะไรงี้ ผมว่าถ้าเกิดใหม่ได้แล้วเรามีชีวิตเรียบง่ายแบบนั้นก็คงมีความสุขดีนะครับ

คราวนี้ขอถามใหม่ ถ้าให้เกิดเป็นตัวละครตัวไหนก็ได้ ไม่ใช่เฉพาะแค่ที่เคยเล่น

ก็ต้องอยากเป็นพวกซูเปอร์ฮีโร่สิฮะ ผมอยากเป็น Iron Man อยากเป็นโทนี่ สตาร์ก เขาเป็นไอดอลของใครหลายคน คือเป็นพระเอกที่ไม่ได้ถึงกับเป็นเพลย์บอย แค่เป็นคนที่สนุกสนาน เฮฮา มีมุกตลก แต่เบื้องหลังมีประวัติที่ค่อนข้างน่าเศร้า

แต่เอาจริงๆ นะ ถามว่าถ้ามีโอกาสกลับไปเกิดใหม่ได้จริงๆ ผมคงไม่เลือกเกิดเป็นใครทั้งนั้น เพราะสุดท้ายผมว่าการที่เราอยากเป็นคนอื่นนอกจากตัวเราเองมันเป็นการหนีปัญหา เราเกิดและมีชีวิตอยู่ในทุกวันนี้ มันก็เหมือนเราผ่านสนามรบผ่านชีวิตจริงไปเรื่อยๆ มันทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น ถ้าเลือกเกิดใหม่ เราไม่รู้เลยว่าเกิดมาจะอ่อนแอกว่าเดิมหรือเปล่า ผมแฮปปี้กับตัวเองทุกวันนี้ครับ คำว่าชีวิต ผมว่ามันไม่ง่ายอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นมันเป็นเรื่องธรรมดาที่เราต้องเจอทั้งอุปสรรคและปัญหา แต่ก็มีความสุขเต็มที่ได้อยู่ ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว

คุณเคยบอกว่าถ้าให้ไปอยู่ดาวอังคารปีหนึ่งคุณจะไป ถามจริงว่าจะไปจริงเหรอ

จริงครับ (หนักแน่น) ปีเดียวเอง ไปปีหนึ่งก็กลับ

ไม่เสียดายเหรอ กลับมาอาจไม่มีละครเล่นแล้วนะ

ไม่เสียดายครับ ผมว่าต่อให้ไปถึงแล้วมันน่าเบื่อกว่าที่คิด แต่ถ้าเราเลือกแล้วว่าเราจะไป เฮ้ย ดาวอังคารเลยนะ! ถ้าสมมติว่ามันมีอะไรดีๆ เกิดขึ้นที่นู่นล่ะ ชาตินี้คงไม่ใช่ทุกคนที่มีโอกาส หรือถ้ามันดันน่าเบื่อ ใครจะรู้ มันก็เป็นอีกทางหนึ่งของการหาความสงบนะ เหมือนผมไปนั่งสมาธิ ไปอยู่กับตัวเอง 1 ปีเต็มๆ ผมคงได้ลองคิดว่าจริงๆ แล้วชีวิตเราต้องการอะไรมากมายขนาดนั้นหรือเปล่า

พูดแบบนี้ได้เพราะผ่านการบวชมาแล้วหรือเปล่า

ก็เป็นไปได้นะ เมื่อก่อนผมเป็นคนไม่ชอบทำอะไรซ้ำๆ ไม่ชอบอยู่กับที่ ตอนนี้ก็ยังไม่ชอบ อาจจะเพราะสมาธิสั้นหรือเปล่าไม่แน่ใจ พอบวชแล้วเราสามารถนิ่งได้มากขึ้น ผมว่าดีนะ

อยู่ไม่นิ่ง คือเลิกงานแล้วยังทำอะไรบ้าง

ชอบทำกิจกรรมทุกอย่างเลยครับ ทุกวันนี้หลังจากที่ทำงานเสร็จ ผมจะไปออกกำลังกาย ไปยิม ไปปีนหน้าผา ไปว่ายน้ำ เสร็จแล้วก็ไปหาอะไรกิน แล้วร้านอาหารเนี่ย ส่วนมากไม่เคยซ้ำเลย ทุกครั้งที่ไปกิน แต่ส่วนมากแค่ในกรุงเทพฯ นะครับ ไม่กระตือรือร้นขนาดออกไปกินต่างจังหวัด

ถ้าวันนั้นคุณเอ ศุภชัย ไม่ไปพบเข้า แล้วชวนมาเข้าวงการ คุณว่าคุณจะทำอะไรอยู่

(คิด) อืม… นั่นสินะ บางทีผมก็อยากรู้ว่าผมจะทำอะไรอยู่เหมือนกัน (หัวเราะ) ผมจำได้ตอนนั้นผมอยู่ ม.5 ปิดเทอม ม.5 กำลังจะขึ้น ม.6 ตอนนั้นมันเป็นวัยที่ผมเรียกว่าวัยกำกวมครับ คือเราไม่แน่สักอย่างว่าจะทำอะไร จะเลือกคณะไหนดี แล้วจะเรียนอะไรดี คิดไม่ออก แต่ผมก็ไม่ตามเพื่อนนะ ผมไปหาหนทางของเราเอง แต่ก็สรุปไม่ได้อยู่ดี ที่สอบไปก็เลือกเอาพวกสถาปัตย์ แต่สุดท้ายเมื่อโอกาสมันมา แล้วเราคว้ามันไว้ ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเท่าที่เคยได้สัมผัส คือถ้าไม่ได้มาทำตรงนี้ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำอะไรอยู่

เคยมีเหตุการณ์ไหนในชีวิตที่ผ่านไปแล้วทำให้รู้สึกเหมือนเกิดใหม่ไหม

ก็มีอยู่นะ… สำหรับปัญหาชีวิต อืม เรื่องราวค่อนข้างเยอะน่ะครับ แต่ผมว่าเราเลือกที่จะยอมรับความเป็นจริงของชีวิตครับ คือเราไม่ได้บอกว่าโลกนี้เป็นของเราคนเดียว เราอยู่ร่วมกับคนในสังคม เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความคิดต่าง ความเห็นต่าง และการกระทำที่ต่างกัน ผมว่าถ้าเราเข้าใจตรงนี้ การอยู่ในสังคมในชีวิตประจำวันมันจะไม่ใช่เรื่องที่ยากเลย แล้วเราจะเปิดโลกทัศน์ของเราให้กว้างขึ้นด้วย คือมองให้เห็นในมิติอย่างนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างมันต้องมีเหตุและปัจจัย พอคิดได้มันก็ผ่านไปได้ ผมก็ผ่านมาในระดับหนึ่ง ทำให้เรารู้กุญแจของมัน

เกิดเป็นณเดชน์ ถามจริง ชีวิตไม่ง่ายเหรอ

ไม่ง่ายมาแต่เด็กเลยนะ (หัวเราะ) สิ่งที่อยากย้ำคือโอกาสครับ ถ้าเรามองเห็นโอกาส ทุกอย่างมันเป็นเรื่อง 50:50 อยู่แล้ว เราอาจจะทำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ถ้าเราให้โอกาสตัวเองเสมอ มันต้องมีเรื่องที่ดีบ้างแน่นอน

เอาอย่างนี้ดีกว่า เรื่องยากในชีวิตณเดชน์ตอนนี้คืออะไรคะ

ตอนนี้ไม่มีครับ

โห อยากพูดประโยคนี้ได้บ้างจัง

(หัวเราะ) ผมว่าจะมองให้ยากก็ยาก จะมองให้ง่ายก็ง่ายนะครับ อาจจะเพราะผมผ่านช่วงยากมาแล้ว (คิด) ความยากของการเป็นณเดชน์คือทำยังไงให้ตัวเราเป็นตัวอย่างที่ดีแก่สังคม แก่เยาวชน ในขณะเดียวกันก็ยังคงเป็นตัวของตัวเองด้วย

ตอนอายุ 17 เป็นเด็กต่างจังหวัด คุณเข้ากรุงมาเล่นละคร แล้วก็ได้เข้าชิงแทบทุกเรื่อง ได้รางวัลก็หลายเรื่อง

คุณเล่นละครเป็นตั้งแต่ตอนไหน

ผมทำกิจกรรมโรงเรียนเยอะครับ เป็นเด็กชอบแสดงออก เป็นเชียร์ลีดเดอร์ (หัวเราะ) ผมเป็นคนชอบสังสรรค์กับเพื่อน มีงานก็เล่นตลก เป็นแกนนำเด็กรุ่นน้องอะไรแบบนั้นอยู่แล้ว แต่ไม่ถึงกับหัวโจกนะ มีคนหัวโจกกว่าผมอีก แล้วพอมาเรื่องของการแสดง ผมก็ได้เข้า Acting Class ด้วย ก็ทำให้มั่นใจขึ้น ช่วงแรกๆ ก็ยากครับ ผมคอยถามผู้กำกับตลอด

เรื่องไหนหรือบทบาทไหนที่อาจไม่ถูกใจคนอื่น แต่เราได้บทเรียนจากมันมากที่สุด

ก็ต้องคู่กรรมครับ ผมไม่เคยเล่นหนังมาก่อน นั่นเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของผม เลยทำการบ้านกันค่อนข้างหนักเหมือนกัน เล่นเป็นคนญี่ปุ่น ต้องพูดญี่ปุ่น พูดไทยไม่ชัดอีก และการแสดงผมค่อนข้างจะติดอารมณ์ละครครับ หนังกับละครมันคนละอารมณ์กันนะ หนังอาจจะไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่คาดหวัง แต่ผมถือว่าเป็นงานที่รู้สึกประทับใจและภูมิใจครับ

คุณบอกว่าอยากเกิดใหม่เป็นโทนี่ สตาร์ก แต่ถ้าเป็นการแสดงล่ะ อยากแสดงเป็นโทนี่ สตาร์ก ด้วยไหม

ถ้าเป็นการแสดงนะครับ ผมเคยฝันว่าผมอยากเป็นจิม แคร์รีย์ ครับ ผมอยากตลกให้ได้แบบนั้น แต่พอมาเล่นละครเรื่องเล่ห์ลับสลับร่าง ที่มันมีอารมณ์คอมเมดี้ปนอยู่ ผมเลยได้รู้ว่าการที่จะไปสู่จุดนั้นมันยากมากเลยนะ การเล่นตลกไม่ง่ายเลย จังหวะการเล่นยังไงให้ตลกนี่แหละยาก เพราะฉะนั้นตอนนี้ ผมว่าผมอยากลองเล่นดราม่าจัดๆ บ้างดีกว่า

ก็เคยแล้วนี่

ใช่ เคยแล้ว จริงๆ ก็อยากเล่นแอ็กชั่นเหมือนกันนะ บู๊ระห่ำเต็มสูตรไปเลย

สรุปคืออยากเล่นทุกอย่าง

(หัวเราะ) ใช่ แต่อยากเป็นโทนี่ สตาร์ก ที่สุด

ที่มา – GQ Thailand
www.gqthailand.com

 

เทรนด์ใหม่มาแรง เมกอัพยุค 90 สีนู้ดและน้ำตาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Vogue Thailand 25 ส.ค. 2559 16:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/692846


หลังจากเทรนด์ยุค 1980 สร้างกระแสมาพักใหญ่ ก็ถึงคราวของ เทรนด์มินิมัลยุค 1990 กับเมกอัพสีนู้ดและน้ำตาลกันบ้าง ซึ่งมาแรงมากในกลุ่มสาวยุคใหม่นับตั้งแต่ Kylie Jenner ออกคอลเลกชั่นชุดลิป Kylie Lip Kit ที่มีลิปไลเนอร์และลิควิดลิปสติกเนื้อแมตต์เฉดสีแมตต์กัน โดยกลุ่มโทนสีน้ำตาลที่ไคลี่แต่งเองด้วยนั้นสวยดึงดูดใจจนทำให้ชุดลิปขายหมดเกลี้ยงวันต่อวันเลยทีเดียว นอกจากนี้แบรนด์ต่างๆ ก็ได้เริ่มออกคอลเลกชั่น Fall/Winter ที่มีน้ำตาลเป็นสีหลักด้วยเช่นกัน ทำให้เฉดสีที่เคยถูกมองว่าโบราณและแต่งให้สวยได้ยากนี้กลับกลายเป็นโมเดิร์นและมาแรงที่สุด สิ่งที่ทำให้เทรนด์เมกอัพยุค 1990 ดูสวยนั้นอยู่ที่เนื้อสัมผัส ตั้งแต่เมกอัพผิวไปจนถึงสีสันต่างมาในเวอร์ชั่นบางเบา แต่งแล้วดูเป็นธรรมชาติและไม่แมตต์กระด้างเหมือนเมื่อก่อน นอกจากนี้วิธีการแต่งก็ปรับเปลี่ยนด้วยเช่นกัน เช่น การใช้เนื้อสัมผัสที่ต่างกัน หรือแต่งผิวให้ดูมีมิติขึ้นทำให้ลุคโดยรวมมีเสน่ห์น่ามอง มาดูพัฒนาการของเมกอัพสไตล์ยุคไนน์ตี้ส์ที่ดูโมเดิร์นขึ้น
New Lip Formula

ลิปสติกมีการปรับเพิ่มความชุ่มชื่นเพื่อให้ผิวปากดูนุ่มเนียนและไม่ตกร่อง ต้องขอบคุณเทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้ใส่ส่วนผสมสกินแคร์ลงไปได้สำเร็จ จากนี้ไปลืมความรู้สึกเหมือนทากาวเวลาใช้ลิปสติกเนื้อแมตต์ชนิดแท่งและลิควิดไปได้เลย

More Variety Shades

เมกอัพสีน้ำตาลสมัยก่อนมีเฉดสีค่อนข้างจำกัด แต่เดี๋ยวนี้สีน้ำตาลมีหลากหลายเฉดให้เลือกและเหมาะกับอันเดอร์โทนของสีผิวไม่ว่าจะเป็นโทนร้อนหรือโทนเย็น ทาแล้วช่วยให้ใบหน้าดูสดใสมีชีวิตชีวา

Dewy Skin Look 

จากเดิมที่เน้นแต่งให้ดูแมตต์ทั้งใบหน้า ทำให้ใบหน้าดูเหมือนแต่งหน้าจัดและแก่เกินวัย ความนิยมได้เปลี่ยนมาเป็นการแต่งผิวให้ดูโกลว์และชุ่มชื่นด้วยรองพื้นและแป้งเนื้อโปร่งเบา รวมทั้งการใช้ไฮไลต์และเฉดดิ้งเข้าช่วยเพื่อสร้างมิติให้ผิวดูสุขภาพดี

A Good Balance

บาลานซ์เนื้อสัมผัสของเมกอัพให้แตกต่างกัน เช่น ถ้าเปลือกตาและเรียวปากใช้เมกอัพเนื้อแมตต์ ผิวก็ควรจะดูชุ่มชื่นโดยลงแป้งให้บางเบาหรือเฉพาะทีโซน แต่ถ้าผิวแมตต์แล้วอาจแต่งเปลือกตาให้เรืองรองด้วยชิมเมอร์ หรือแต่งปากให้ดูแวววาว

ที่มา – Vogue Thailand
www.vogue.co.th
www.facebook.com/VogueThailandOfficial

 

อ้าวเฮ้ย! แชร์กันจัง LIVE แสนวิว หนุ่มฮอตโอปป้า ‘เบสท์ ณัฐสิทธิ์’ เขาเป็นใคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ส.ค. 2559 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/698143


อันยองฮาเซโย… ไทยรัฐออนไลน์ ขอทักทายกันด้วยภาษาเกาหลี เพราะวันนี้เราภูมิใจนำเสนอหนุ่มฮอตหน้าใสสไตล์อปป้าเกาหลี บอกเลยว่าเขาคนนี้กำลังมาแรงในโลกโซเชียล เรียกได้ว่า LIVE เฟซบุ๊กของเขาในแต่ละครั้งมีคนดูมากกว่าหนึ่งแสนวิว นั่นคือ เบสท์-ณัฐสิทธิ์ โกฏิมนัสวนิชย์ อย่ารอช้าไปทำความรู้จักกับเขาคนนี้ไปพร้อมๆกับเรา… (ชมคลิป)

เบสท์ ณัฐสิทธิ์

เบสท์ ณัฐสิทธิ์ พระเอกเอ็มวี ‘อ้าว’ เพลงใหม่ของอะตอม ชนกันต์ ซึ่งบอกเลยว่าหลังจากสาวๆ ได้ดูเอ็มวีเพลงนี้ก็ต้องตกหลุมรักของเขาคนนี้ นอกจากนั้นยังไม่พอ หนุ่มคนนี้เขามีผลงานมากมายไม่ว่าจะเป็น ซีรีส์ Talk Talk ตอน เพื่อนกัน..จิ๊บๆว่ะ “love blood จัดรักให้ตรงกรุ๊ป”, ภาพยนตร์ “อวสานโลกสวย”, ภาพยนตร์ “11 12 13 รักกันจะตาย”, ซีรีส์ “I see you”, และเคยได้รับรางวัลการันตีว่าฝีมือการแสดงไม่ธรรมดากับรางวัลสุพรรณหงส์ครั้งที่ 23 นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจากเรื่อง “ตั้งวง” ยังมีโฆษณาอีกประมาณ 20 – 30 ชิ้นด้วยกัน ตอนนี้กำลังจะถ่ายหนังเรื่องใหม่ของสหมงคลฟิล์ม ชื่อเรื่อง สยามสแควร์ กำกับโดยพี่ไพรัช คุ้มวัน (ตากล้องภาพยนตร์เรื่อง Mary is happy, Mary is Happy)

ตอนสมัยเรียนมัธยมที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ หนุ่มเบสท์มีวงดนตรีที่เขาได้ตั้งกับเพื่อนๆ ที่เรียนด้วยกัน ชื่อ Ribbon Band ซึ่งเขาเป็นนักร้องนำ บอกเลยว่าเสียงร้องไพเราะทำเอาสาวๆ กรี๊ดกร๊าดเสียอาการกันเลยทีเดียว หนุ่มเบสท์จบปริญญาตรีจากคณะวิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปันจุบันหลักๆ หนุ่มเบสท์เป็นดีเจอยู่ที่คลื่น 95.5 Virgin Hitz จัดทุกวันจันท์ถึงศุกร์เวลา 06.00-10.00 สาวๆทั้งหลายอย่าลืมไปติดตามฟังหนุ่มคนนี้กันได้นะจ๊ะ

เบสท์บอกผ่านไทยรัฐออนไลน์ว่า รู้สึกตื่นเต้นและดีใจมากที่มีคนมาชื่นชอบ เป็นเรื่องที่ไม่คิดเลยจริงๆ ว่าจะมีคนเข้ามาดูเราเยอะขนาดนั้นเป็นแสนวิวมีการแชร์เกิดขึ้นมากมาย

หนุ่มหน้าใสยังบอกอีกว่า จุดเริ่มต้นที่ทำให้คนชอบ น่าจะโดยผลงานรวมๆ กัน ซึ่งเริ่มมาจากเอ็มวีเพลงอ้าว พอคนชอบก็มีคนแชร์หนังสั้นเป็นคลิปสั้นๆ ออกมา พอเขาเห็นว่าสองคนนี้มันคนเดียวกันนี่หว่า มันคือใคร เขาก็เลยน่าจะตามหากัน แล้วก่อนหน้านี้คือเราชอบ LIVE เฟซบุ๊กเล่นกีตาร์ร้องเพลงเป็นประจำอยู่แล้ว ก็มีคนมาดูประมาณหนึ่งร้อยคน หลังจากเพลงอ้าวกับหนังสั้นออกมา มีคนเอาไปแชร์ก็มีคนเข้ามาดูเพิ่มขึ้น บางคนก็ชอบเราจากลุคของเรา ซึ่งเราก็แน่ใจเหมือนกันว่าสรุปเขาชอบเราตรงไหน (หัวเราะ)

ถ้าถามว่านิสัยจริงๆ เป็นยังไง เบสท์บอกว่า “จริงๆ นิสัยเราเป็นคนกวนๆ ถ้าใครได้ติดตามตอนเป็น DJ จัดรายการวิทยุก็จะรู้ว่าจริงๆ นิสัยเรากวนๆ ฮาๆ สนุกๆ แต่จริงๆแล้วเราก็เป็นคนจริงจังพอสมควรนะ เป็นคนที่มองปัญหาชีวิตอยู่บ้าง (หัวเราะ)”

ส่วนเรื่องหัวใจของหนุ่มคนนี้ที่สาวๆ หลายคนอยากรู้ เราก็ได้ถามไถ่มาให้แล้ว เบสท์บอกว่า “มีแฟนที่คบหาดูใจกันใกล้จะ 7 ปีเต็มแล้ว คบกันนานแล้ว เพราะแฟนคนนี้เอาเราอยู่ เขาจะมีวิธีพูดหรือวิธีเข้าหาที่เราก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไรเหมือนกัน แต่เขารู้ว่าวิธีที่จะคุยกับเราแบบไหนถึงจะดี สำหรับผมเขาคือคนที่ดีมากๆ”

ช่วงนี้ดังพอสมควร มีสาวๆเข้ามาจีบมั้ย เบสท์บอกว่า “ก็มีเข้ามาถามไถ่พูดคุยแต่ไม่เรียกว่าจีบหรอกครับมีคนมาบอกชอบ เราก็บอกไปว่า ขอบคุณครับ”

สุดท้ายหนุ่มเบสท์ได้ฝากถึงแฟนคลับหรือคนที่ติดตามว่า “อย่างแรกเลยคือต้องขอบคุณ ไม่รู้จะใช้คำไหนมากกว่าคำว่าขอบคุณ ไม่คิดว่าจะมีคนเข้ามาติดตามเรามากขนาดนี้ มีคนรู้จักเรามากขึ้น และทุกคนอย่าเพิ่งหายไปไหนนะครับ คลิป LIVE เฟซบุ๊กของเราชื่อว่า โวยวายให้หายเบื่อ พอมีคนเข้ามาดูเยอะๆ ก็ทำให้เราไม่เบื่อจริงๆ นะ รู้สึกดีที่มีคนเข้ามาดูเรา ดีกว่าร้องอยู่คนเดียว”

ประวัติที่สาวๆ ต้องรู้ 

วันเกิด : 8 ม.ค. 2536 
อายุ : 23 ปี 
พี่น้อง : มีพี่สาวชื่อติ๊ก น้องสาวชื่อวิน เราลูกคนกลาง 
ส่วนสูง : 175 ซม.
น้ำหนัก : 62 กก.
บ้านเกิด : กรุงเทพฯ
อาหารที่ชอบ : อาหารที่แม่ทำ
ที่เที่ยวสุดโปรด : ญี่ปุ่น, เวียดนาม 
สิ่งที่เกลียด/กลัว : แมลงสาบ
กีฬา : ฟุตบอล
สไตล์การแต่งตัว : แต่งตัวไปเรื่อบ ชอบอะไรก็ใส่ (หัวเราะ)
อินสตาแกรม : @bestnk

ภาพ : TUTUeiseis : ) , @bestnk

 

เผยผิวสวยรับวันใหม่! บิวตี้รูทีน 7 ขั้นตอนหน้าเด็ก ผิวเด้งย้อนวัยไปอีก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ส.ค. 2559 14:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/696109


สาวๆ เคยรู้หรือเปล่า? ว่าผิวของเราจะฟื้นฟูได้ดีที่สุดในช่วงกลางคืน ยิ่งใครที่ทำงานเอาต์ดอร์ กรำแดด กรำฝุ่น โบ๊ะเครื่องสำอางหนา 18 ชั้น แถมนอนดึกทุกวันล่ะก็…ผิวหน้าของคุณกำลังถูกทำร้ายหนัก ริ้วรอยถามหา ใบหน้าหยาบกร้าน แบบนี้ต้องจัดการบำรุงแบบยกกำลังสองบิวตี้รูทีน ไทยรัฐออนไลน์ สัปดาห์นี้เราจะพาไปดูวิธีการฟื้นฟูผิวหน้าที่ถูกใช้งานอย่างหนักหน่วงมาหลายวัน ให้ได้รับการพักผ่อนและบำรุงแบบเต็มขั้นในยามค่ำคืน ช่วยให้ผ่อนคลาย สบาย และหลับได้ง่ายขึ้นด้วย แนะนำว่าให้ทำเป็นประจำทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ติดต่อกัน 1-2 เดือน รับรองเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นแน่นอน เอาล่ะ จะต้องทำยังไงบ้าง ตามมาส่องทางนี้…

ผิวหน้าหยาบกร้าน หมองคล้ำ ริ้วรอยชัด

1. ล้างหน้าให้สะอาดล้ำลึก
ขั้นตอนที่สำคัญมากก็คือ การล้างหน้าให้สะอาดก่อนนอน ไม่ว่าคุณจะทำงานเหนื่อยหนักมาแค่ไหนก็ตาม ไม่อาบน้ำก่อนนอนไม่ว่า แต่…ห้ามลืมล้างหน้าเด็ดขาดนะสาวๆ ยิ่งใครที่แต่งหน้าทุกวัน ห้ามนอนทั้งๆ ที่ไม่ลบเครื่องสำอางเด็ดขาด เพราะเมื่อเครื่องสำอางผสมกับเหงื่อไคล และไขมันที่ผิวขับออกมา มันคืออาหารชั้นเลิศของแบคทีเรีย แถมไขมันเหล่านี้ยังทำให้อุดตันรูขุมขน สิวถามหาแน่ๆ

ดังนั้น เราต้องล้างหน้าให้สะอาดที่สุด เริ่มจากลบเครื่องสำอางให้หมดจด ต่อด้วยใช้โฟมล้างหน้าที่เหมาะกับสภาพผิวของคุณ แนะนำว่าควรหาตัวช่วยอย่าง แปรงล้างหน้า มาใช้ควบคู่ไปด้วย นอกจากขจัดสิ่งสกปรกได้ลึกถึงรูขุมขนแล้ว ขนแปรงที่นวดวนเบาๆ ยังทำให้กล้ามเนื้อใบหน้าได้ผ่อนคลาย

2. พอกหน้าเพิ่มความเด้ง
หลังจากล้างหน้าให้สะอาดแล้ว ก็มาทำทรีตเมนต์ผิวด้วยการพอกหน้า ไม่ต้องไปซื้อของแพง เราสามารถ DIY ครีมมาส์กหน้าได้ง่ายๆ สำหรับสาวผิวมันเพียงใช้โยเกิร์ตรสธรรมชาติ น้ำผึ้ง น้ำมะนาว ผสมกันแล้วทาพอกหน้าทิ้งไว้ 15 นาที ช่วยกำจัดแบคทีเรีย ช่วยลดความัน ส่วนสาวผิวแห้ง ให้นำกล้วยหอมหรืออะโวคาโดมาบดละเอียดผสมนมสด และน้ำมะขามเปียก (ใส่นิดเดียว) พอกทิ้งไว้ 15 นาที ช่วยให้ผิวนุ่มชุ่มชื่น

เคล็ดลับคือ ช่วงที่พอกหน้าไว้ ให้อังหน้าด้วยไอน้ำระหว่างนั้นด้วยสัก 5 นาที เพื่อให้รูขุมขนเปิดรับสารอาหารผิว จากนั้นเช็ดครีมพอกหน้าออกไปด้วยสำลีชุบน้ำนุ่มๆ หรือผ้าขนหนูนุ่มอย่างเบามือ แล้วล้างน้ำสะอาดอีก 1 ครั้ง

3. บำรุงล้ำลึก
จากนั้น เข้าสู่ขั้นตอนการบำรุง โดยเลือกไนท์เซรั่มที่คุณชอบทาลงบนผิวหน้า ถ้าให้แนะนำที่เราใช้อยู่แล้วเวิร์ก คือ No7 Protect & Perfect Intense Advanced Whitening Serum และ Estee Lauder Advanced Night Repair Protective Recovery Complex ทั้ง 2 ตัวนี้ช่วยฟื้นฟูผิวยามค่ำคืนได้ดี ไม่ทำให้ผิวมัน ส่วนใครที่ผิวหน้าแห้งมาก หลังจากทาเซรั่มแล้วก็ควรทาไนท์ครีมบำรุงเพิ่มอีก

4. อย่าลืมดูแลมือและเท้า
มาต่อกันที่ มือและเท้า เรียกว่าเป็นส่วนที่ทำงานหนักที่สุด แต่กลับถูกละเลยมากที่สุดเช่นกัน เราใช้มือและเท้าแทบจะตลอดเวลาในแต่ละวัน ดังนั้นก็ต้องหันมาดูแลเอาใจใส่มันบ้าง แนะนำให้ใช้น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ทามือและเท้าให้ทั่ว แล้วนวดวนไปเรื่อยๆ จนซึมลงสู่ผิว จากนั้นหาถุงเท้ามาสวมทับเพื่อให้เท้าซึมซับความชุ่มชื่นได้ทั้งคืน ตื่นตอนเช้ามาเท้านุ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

5. ผ่อนคลายก่อนนอน
นอกจากบำรุงผิวหน้า มือ และเท้าแล้ว ขั้นต่อไปก็คือ การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ยิ่งหลับสนิทเท่าไร ก็จะยิ่งช่วยให้ผิวหน้าของเราได้รับการซ่อมแซมที่ดี ตื่นเช้ามาผิวจะได้สดชื่นเปล่งปลั่ง โดยหลังจากอาบน้ำ ล้างหน้า พร้อมบำรุงผิวเสร็จแล้ว จากนั้นควรทำตัวเองให้ผ่อนคลาย ลดความเครียด เลิกคิดเรื่องงาน หาอะไรทำให้สมองปลอดโปร่ง เช่น เล่นดนตรี ฟังเพลง เขียนไดอารี่ เป็นต้น ควรเซตเวลาว่างช่วงก่อนนอนไว้สัก 30-45 นาที เป็นอย่างน้อย เพื่อคลายเครียดก่อนนอน

6. เครื่องดื่มช่วยหลับสบาย
นอกจากหาอะไรทำให้สมองผ่อนคลายแล้ว ก็ต้องหาตัวช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายด้วยการลองทำเครื่องดื่มก่อนนอนอย่างชาหอมๆ สักแก้ว ช่วยได้เยอะ ถ้าเป็นหน้าหนาวก็จิบชาร้อนก็ได้ แต่ถ้าอากาศร้อนๆ แบบบ้านเราตอนนี้ ทำชาเย็นก็ช่วยผ่อนคลายได้ไม่แพ้กัน ข้อดีของการดื่มชาแบบนี้นอกจากกลิ่นหอมๆ จะช่วยให้ผ่อนคลายแล้ว ชาส่วนใหญ่เป็นสมุนไพร มีสรรพคุณช่วยต้านอนุมูลอิสระ ชะลอริ้วรอย บางชนิดช่วยฆ่าเชื้อในลำไส้ ได้สุขภาพดีและช่วยให้ผิวสวยด้วยนะจ๊ะ

อ้อ! ชาก่อนนอนไม่ควรเติมน้ำตาล และหลีกเลี่ยงชาที่มีคาเฟอีน เดี๋ยวนี้มีชาแบบ Non Caffeinated หรือ Caffeine Free ให้เลือกอยู่หลากหลายชนิดในท้องตลาด เช่น ชาใบมินต์ 100% ชาคาโมมายล์ ชาเปลือกส้ม เป็นต้น หรือถ้าจะทำชาแบบ DIY แบบไทยๆ ก็ทำได้ง่ายๆ เช่น ชาตะไคร้ ชาใบเตย ชาอัญชันมะนาว เป็นต้น จิบเครื่องดื่มไป อ่านหนังสือไปบนเตียง รับรองไม่เกินครึ่งชั่วโมง หลับสลบไปเลย

7. Sleeping Spray
อีกอย่างที่ช่วยให้สาวๆ หลับสบาย ก็คือ สเปรย์ฉีดหมอน ซึ่งมีขายตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป แต่สาวสวยประหยัดอย่างเรา ไม่ต้องง้อของแพง มาทำ Sleeping Spray ด้วยตัวเองกันดีกว่า ไม่ยากอย่างที่คิด ส่วนผสมหลักๆ ได้แก่ น้ำแร่ที่เราใช้ดื่มกันนี่แหละ ยี่ห้อไหนก็ได้จัดไปตามใจชอบ แล้วก็น้ำมันหอมระเหยกลิ่นต่างๆ และโทนเนอร์ Witch Hazel

วิธีทำ ให้นำน้ำแร่และโทนเนอร์ Witch Hazel มาผสมกันในอัตราส่วนครึ่งต่อครึ่ง จากนั้นหยดน้ำมันหอมลงไป 2-3 หยด อาจใช้เป็นน้ำมันหอมลาเวนเดอร์ หรือน้ำมันหอมกลิ่นที่คุณชอบ ใส่ทุกอย่างลงในขวดสเปรย์เปล่า (หาซื้อได้ตามร้าน Daiso) จากนั้นก็เขย่าให้ส่วนผสมเข้ากัน แล้วนำไปฉีดพรมลงบนหมอน แค่นี้ก็ทำให้คุณผ่อนคลายระหว่างนอนหลับ ทำให้หลับง่าย สบายมากขึ้น

ขอแถมท้ายเกร็ดความรู้สักนิด สำหรับ Witch Hazel เป็นสมุนไพรของต่างประเทศ มีสรรพคุณในการสมานแผล ลดการอักเสบ ช่วยกระชับรูขุมขน เหมาะกับคนที่มีผิวแพ้ง่าย แต่ถ้าหาไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะราคาค่อนข้างสูง ใช้แค่น้ำแร่กับน้ำมันหอมระเหยก็เอาอยู่แล้วจ้า!