กระเป๋าคอลเลกชั่นใหม่จากแบรนด์ Kendall + Kylie

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Vogue Thailand 8 ส.ค. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/679682


ปีนี้เป็นปีทองของสองพี่น้อง Kendall และ Kylie Jenner ที่มีคิวงานต่อเนื่องไม่ขาดสาย โดยเฉพาะ Kendall ที่ได้ไปเดินแบบให้แบรนด์ดังมากมาย ไม่ว่าจะ Chanel Fendi หรือ Balmain จนบางทีก็กลบกระแสแบรนด์แฟชั่น Kendall + Kylie ที่เธอเคยประกาศไว้ แต่ไม่กี่วันก่อนในที่สุดทั้งคู่ก็ปล่อยภาพคอลเลกชั่นจากแบรนด์ Kendall + Kylie ออกมาเรียกเสียงฮือฮา

“ฉันชอบที่เราลองเล่นกับทุกไซส์ตั้งแต่มินิไปถึงใหญ่ กระเป๋าถือที่ดีต้องใช้ได้จริงและใช้งานง่าย ไม่ใช่แค่สวยอย่างเดียว แต่ละดีไซน์ของเรามีจุดยืนของตัวเองที่เด่นชัด” Kylie กล่าว

คอลเลกชั่นนี้ประกอบไปด้วยกระเป๋า 18 สไตล์หลากหลายสีสัน รวมถึงพวงกุญแจขนเฟอร์ที่ชื่อ Norman และ Bambi ตามชื่อสุนัขพันธุ์อิตาเลียน เกรย์ฮาวน์ของ Kylie ที่จริงเรียกได้ว่าเป็นญาติห่างๆ ของเจ้า Karlito จาก Fendi ก็ว่าได้

กระเป๋าใบหนึ่งตกอยู่ที่ประมาณ 75-450 ดอลลาร์สหรัฐฯ และจะออกวางจำหน่ายจริงตามร้านค้าในเดือนสิงหาคม ดังนั้นสาวๆ ไม่ต้องอดใจรอนาน แต่ถ้าใครอยากรู้ก่อนก็คลิกดูภาพตัวอย่าง Kendall + Kylie ในภาพด้านล่างได้เลย!

ที่มา – Vogue Thailand
www.vogue.co.th
www.facebook.com/VogueThailandOfficial

 

หยิบทรงผมจากรันเวย์ เสกคุณเป็นสาวชิคฉบับโอต์ กูตูร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Vogue Thailand 7 ส.ค. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/673434


Paris Haute Couture Fashion Week ต้องบอกเลยว่าไม่เคยทำให้เราผิดหวังเลยจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นชุด เครื่องประดับ เมกอัพ หรือทรงผมก็ตาม โดยเฉพาะทรงผม ที่หลายแบรนด์ต่างสรรค์สร้างสไตล์ผมได้สวยเก๋จนทำเอาหลายๆ คนอยากทำตามเลยทีเดียวคุณเองก็สามารถหยิบทรงผมจากรันเวย์มาดัดแปลงใช้ในชีวิตประจำวัน เสกผู้หญิงอย่างคุณให้กลายเป็นสาวชิค ฉบับโอต์ กูตูร์ได้ง่ายๆ โว้กรวบรวมทริคทรงผมเก๋ๆ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก Paris Haute Couture Fashion Week มาให้คุณแล้วที่นี่

Curly Half-Up

ลุคจาก Fendi ที่ให้ลุคนางพญาประหนึ่งแม่มังกร Khaleesi จาก Game of Thrones อย่างไรอย่างนั้นเลยทีเดียว วิธีง่ายๆ คือใช้แกนเล็กดัดผมทั้งหมดเพื่อให้ผมของคุณดูหนาและเยอะ จากนั้นรวบผมเพียงแค่ครึ่งนึงบนกลางศีรษะและมัดเก็บ ฉีดสเปรย์และจัดแต่งทรงผมให้ดูฟูฟ่อง ทรงนี้จะไปทำงานหรือปาร์ตี้ต่อก็เก๋ไม่เบา

Valentino

Gold Hair Elastics

ลุคแบบ Godness จาก Valentino ดูเหมือนจะทำยาก แต่คุณสามารถแปลงโฉมให้เป็นลุคนี้ได้ง่ายๆ เพียงใช้แค่หนังยางมัดผมสีทองเท่านั้นเอง! ใช้หนังยางมัดผมมัดเป็นข้อๆ แบบที่เราเคยฮิตกันในยุค 90 จะมัดแค่ข้างหน้าและปล่อยผมข้างหลังไว้ หรือจะมัดรวบไว้ข้างหลังก็ได้ สามารถทำได้ทั้งผมข้างหน้าและผมจากด้านหลัง ครีเอทลุคได้ตามใจคุณเลย

Armani Privé

 Classic Up-do

สาวผมสั้นถูกใจแน่นอนกับทรงผมนี้ ถึงแม้ว่า Armani Privé จะแปลงโฉมเหล่านางแบบผมยาวโดยการรวบผมเก็บขึ้นแบบคลาสสิก แต่สาวผมสั้นสามารถทำให้ออกมาเป็นทรงนี้ได้ง่ายๆ แบบที่คุณคาดไม่ถึง หากคุณมีผมตรง ควรใช้แกนดัดผมสักเล็กน้อยให้ผมของคุณมีวอลลุ่ม จากนั้นใช้เจลจัดแต่งทรงผม จะใช้หวีหรือมือก็ได้ จับผมเสยไปทางด้านหลัง ถ้าชอบให้ดูหนาและฟู ลองยีผมก่อนจากนั้นก็ทำตามขั้นตอนข้างต้นได้เลย

Atelier Versace

Frizzy Topknot

สาวๆ คงคุ้นเคยกับทรงนี้กันดี แต่ถ้าจะให้เป็นสไตล์ในแบบฉบับของ Versace แล้วละก็ แค่เกล้าผมม้วนขึ้นไว้อย่างเดียวไม่พอ ลองใช้หวีเล็กๆ แปรงลงบนด้านหน้าให้ดูยุ่งๆ แต่ระวังจะยุ่งเกินไป และฉีดสเปรย์จัดแต่งทรงผมเพียงนิดเดียว ให้ผมอยู่ทรงและดูไม่หนักจนเกินไป

Dolce & Gabbana

Down the Centre

ลุคสุดง่ายแต่ดูคลาสสิกที่สุด อย่างลุคทรงผมจาก Dolce & Gabbana ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์เลยก็ว่าได้ เพราะไม่ว่าจะโชว์ไหนๆ ก็จะมาด้วยทรงผมแสกกลางรวบผมตลอด เรามีทริกง่ายๆ สำหรับลุคนี้ เพียงแค่ใช้ออยล์บำรุงผมให้สวยและเงางามก่อนจะรวบผม หลังจากรวบและแสกกลางแล้ว ใช้เจลจัดแต่งทรงผมเก็บลูกผมระหว่างแสกให้เรียบร้อย เพียงเท่านี้ก็ได้ลุคเรียบสวยสไตล์ Dolce & Gabbana แล้ว

Zuhair Murad

Ethereal Hair Band

ลุคประดุจดั่งเจ้าหญิงลุคนี้ Zuhair Murad เติมแต่งอย่างง่ายดายด้วยการให้นางแบบใส่ที่คาดผมจนดูสวยเก๋สุดๆ สำหรับสาวๆ หากอยากจะดูเป๊ะปังแบบนี้ ขอแนะนำให้ม้วนลอนผมคลายๆ สักนิด และเสริมแต่งด้วยที่คาดผมอันโปรดของคุณ แค่นี้ก็ได้ลุคเจ้าหญิงในสไตล์ของ Zuhair Murad แล้ว

ที่มา – Vogue Thailand
www.vogue.co.th
www.facebook.com/VogueThailandOfficial

 

มันคือศิลปะ ที่มีไว้ใส่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย GQ Thailand 6 ส.ค. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/673302


ใครว่าออกแบบเสื้อผ้านั้นง่ายดาย คอลเลกชั่นล่าสุด ฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาวจาก พราด้า (Prada) คือตัวอย่างอันดีที่แสดงให้เราเห็นว่างานออกแบบเสื้อผ้าที่ดีนั้นสามารถกลายร่างเป็นงานศิลปะที่คุณสามารถใส่เท่เดินออกจากบ้านได้อย่างภาคภูมิใจเรากำลังพูดถึงกลุ่มเสื้อเชิ้ตพิมพ์ลายจากคอลเลกชั่นล่าสุด ที่เป็นการจับมือกับศิลปินชาวฝรั่งเศสชื่อดังนาม คริสตอฟ เฌอแมง (Christophe Chemin) ประสบการณ์ของเฌอแมงนั้นมีรอบด้านไม่ว่าจะเป็นงานวาดภาพ แต่งบทประพันธ์ งานถ่ายภาพ งานกำกับภาพยนตร์ และยังมีงานเขียนนิยายที่ตีพิมพ์แล้วอีก 4 เล่ม

วิธีการทำงานศิลปะของเขา เริ่มต้นจากการเลือกใช้ศิลปะเพียงหนึ่งสื่อแล้วค่อยๆ ขยายไปอีกสื่อ เพื่อจะพัฒนาให้แต่ละแขนงสามารถแตกกิ่งก้านได้อย่างอิสระ เฌอแมงชอบแนวคิดที่มีรากฐานเกี่ยวกับบทกวี อีกทั้งยังชอบความลึกลับน่าค้นหาและความสัมพันธ์เกี่ยวกับศาสนา ทั้งการเสี่ยงอันตราย ความรู้สึกผิด ความคิดแบบกบฏ และเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

และวันนี้เราจะพาคุณไปไขความลับของลวดลายทั้งหมดที่ คริสตอฟ เฌอแมง วาดไว้

BANQUET THIEVES
ภาพวาดดินสอสีบนกระดาษโดย คริสตอฟ เฌอแมง ปี ค.ศ. 2015

“Banquet Thieves” คือภาพวาดที่แสดงถึงภาพงานเลี้ยงทั่วไป ภาพนี้รับแรงบันดาลใจจากภาพวาด Still Life (หุ่นนิ่ง) แนว Vanitas ซึ่งโด่งดังในช่วงศตวรรษที่ 16 และ 17 โดยแฝงความหมายทางศีลธรรมและจริยธรรม โดยมักเกี่ยวข้องกับความไม่เที่ยงของชีวิตซึ่งสื่อสารผ่านสิ่งของ เช่น หัวกะโหลก ผลไม้ ดอกไม้ หรืออาหารเน่าเสีย ภาพวาดนี้ใช้โทนสีอ่อนหวานและอบอุ่น เพื่อสร้างกลิ่นอายความหรูหราและน่าสนใจซึ่งตรงข้ามกับความหมายซ่อนเร้นที่ดูมืดมนเกี่ยวกับความตาย

ความน่าสนใจอีกอย่างของภาพนี้คือลักษณะมุมมองและองศาของการวาดที่ผิดเพี้ยน หากสังเกตคุณจะเห็นตัวโต๊ะและขาที่เบี้ยวไม่สมดุลกัน ภาพองค์ประกอบบิดเบี้ยวนี้จึงสะท้อนให้เห็นผู้คนยุคปัจจุบันซึ่งหมกมุ่นกับการถ่ายเซลฟี่อาหารเพื่อโลกโซเชียลมีเดีย

IMPOSSIBLE TRUE LOVE
ภาพวาดดินสอสีบนกระดาษโดย คริสตอฟ เฌอแมง ปี ค.ศ. 2015

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีการจุมพิตของคู่รักคู่หนึ่งด้วยความเสน่หา ‘จูบ’ ณ ที่นี้จึงเป็นการสื่อให้เห็นถึงการแสดงความรักอย่างโจ่งแจ้ง ซึ่งสามารถดึงคุณให้หลุดเข้าไปในความฝันในชั่วขณะ ภาพวาดชิ้นนี้คือการผสมกันระหว่าง ‘แนวคิดประชดประชัน’ และ ‘ศิลปะแนวโรแมนติก’ เกิดเป็นภาพของความรักที่เป็นไปไม่ได้ นั่นเพราะอะไรน่ะหรือ หากคุณดูให้ดีนี่คือภาพการจุมพิตระหว่างเทพธิดา Isis (หรืออาจเป็นพระนางคลีโอพัตรา) กับนายทหารหนุ่ม ซึ่งเจ้านายทหารหนุ่มถ้าดูให้ดีก็สามารถเป็น เอลวิส เพรสลีย์ (Elvis Presley) ได้เหมือนกัน ภาพความงุนงงของความเป็นไปไม่ได้ของสองบุคคลต่างที่ต่างถิ่น ต่างยุค ต่างสมัย จึงเหมือนสิ่งที่นักประพันธ์ Balzac กล่าวไว้ “ความรักเหมือนกับสายลม เราไม่มีวันรู้ว่ามันจะพัดมาจากทิศทางใด”

THE IMPORTANT ONE
ภาพวาดดินสอสีน้ำเงินบนกระดาษโดย คริสตอฟ เฌอแมง ปี ค.ศ. 2016

หากประวัติศาสตร์กำหนดโดยระยะเวลาของปี ใบหน้าของคนดังจากหลายยุคหลายสมัยก็เปรียบได้กับประวัติศาสตร์เช่นกัน ในภาพนี้เฌอแมงนำศิลปะแนวคลาสสิกของยุคเรเนซองส์มาตีความใหม่โดยวางตัวเหล่าวีรบุรุษเหมือนกลุ่มนักเต้นคล้ายภาพสงครามระหว่างเทพเจ้าที่เต้นรำขอความอมตะแบบศิลปะบาโรกของฝรั่งเศส (Toile de Jouy)

ภาพนี้จึงเป็นการตีความถึงความมีอีโก้และความทะเยอทยานของผู้คนในยุคนี้ที่อยากเป็นคนดัง คนสำคัญ หากแต่พวกเขากลับหลงลืมนึกถึงความดีที่ต้องสร้างตอบแทนสังคม ดังนั้นหากคุณสังเกตรูปนี้ให้ดีคุณจะเห็นว่ามี เฮอร์คิวลิสสวมใส่กำปั้นของฮัลค์, ซิกมันด์ ฟรอยด์ถือกระบองอันใหญ่, เทพีอธีนามาพร้อมกับสายฟ้าฟาด, จูเลียส ซีซาร์กำกิ่งไม้ในมือ หรือนักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซี ที่มากับนกในกำมือ เป็นต้น ส่วนที่เหลือมีใครอีกบ้างเชิญคุณเล่นเกมทายกันได้เลย!

SURVIVAL UTOPIA
ภาพวาดหมึกดำบนกระดาษโดย คริสตอฟ เฌอแมง ปี ค.ศ. 2016

ภาพวาดชิ้นสุดท้ายประจำซีซั่น คือภาพที่เบี่ยงเบนความสนใจจากมนุษย์มาสู่สัตว์โลก และกลับไปเยี่ยมเยียนความเชื่อเรื่องเรือโนอาห์ (Noah’s Ark) ในภาพนี้จึงเป็นการรวบรวมสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว สัตว์ที่ยังคงสืบพันธุ์อยู่ และสัตว์ในจินตนาการที่ต่างมาชุมนุมกันในสถานที่ที่ดูเหมือนย่านโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งนั่นก็คือการตีความถึงเมืองที่ไร้ ‘มนุษย์’

สัตว์บางชนิดสวมใส่หมวกทรงสูงแบบคนนอกศาสนา โดยทำหน้าที่เชื่อมโยงกับยุคสมัยของการไต่สวนพวกนอกศาสนาครั้งยิ่งใหญ่ในยุคโรมันคาทอลิก (The Great Inquisition) ซึ่งยุคนี้ถือว่าเป็นยุคหดหู่ที่สุดในประวัติศาสตร์ช่วงหนึ่งของคน ในขณะเดียวกันสัตว์บางตัวก็สวมหน้ากากคาบูกิแบบญี่ปุ่น บางตัวที่ช่วยเหลือกันก็มีสัตว์ตัวอื่นขี่หลัง ทั้งนี้สัตว์ทุกตัวล้วนปรากฏตัวเป็นคู่ เว้นแต่นกพิราบและอีกาที่กำลังบินไปที่ไหนสักแห่งหนึ่ง จนเป็นคำถามในใจเราว่า ตกลงพวกมันกำลังจะไปไหน?

ที่มา – GQ Thailand
www.gqthailand.com

 

หัวใจเธอน่ากราบ!! บอกรักแม่ด้วยประกายเจิดจรัส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ส.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/682401


TILDAคงปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้หญิงที่รักเราที่สุดคือ “แม่” ผู้หญิงหัวใจยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือ “แม่” ไม่มีสิ่งใดจะเหมาะสมกับการตอบแทนความรักของแม่ได้ดีไปกว่า “เพชรแท้” ตัวแทนแห่งรักนิรันดร์และความผูกพันของแม่ลูกตลอดกาล

“TILDA” (ทิลด้า) สร้างสรรค์คอลเลกชั่นสุดพิเศษ เพื่อถ่ายทอดความรักความผูกพันระหว่างแม่ลูก ที่นับวันยิ่งงดงามเหนือกาลเวลา ด้าน “Van Cleef & Arpels” เชิดชูความงดงามของอัญมณี ที่เจิดจรัสดุจรักของแม่ นำเสนอคอลเลกชั่นเครื่องประดับมาสเตอร์พีซ ด้วยเทคนิคชั้นสูง “Mystery Set” การขึ้นตัวเรือนเครื่องประดับที่เป็นลิขสิทธิ์ของแวนคลีฟ & อาร์เปลส์ จดสิทธิบัตรในปี 1933 เพื่อให้อัญมณีอวดความงดงามหมดจดเสมือนไม่มีตัวเรือนยึดเกาะ ขณะที่ตัวเรือนดูกลมกลืนไปกับอัญมณีราวล่องหนไร้ตัวตน

Premiera

ขณะที่เครื่องประดับหรู “Premiera–Exquisite Jewellery” ตอบแทนรักของแม่ ด้วยคอลเลกชั่น “Arm Candy Collection” จิวเวลรี่กำไลข้อมือประดับเพชรหลากดีไซน์ เพิ่มสีสีนจี๊ดจ๊าดให้เวิร์คกิ้งมัมยุคใหม่ จะใส่เดี่ยว หรือใส่ซ้อนกันหลายชิ้นก็เปรี้ยวอินเทรนด์ โดยความโดดเด่นอยู่ที่เทคนิคช่างชั้นสูงอิตาเลียน ทำให้เกิดความนุ่มนวลยืดหยุ่นตามลักษณะข้อมือผู้ใส่ สวมใส่ง่าย สะดวกสบาย มีลวดลาย และลูกเล่นสะดุดตา

“เพชร เดอ พรีโก้” (De Preco Diamond) แบรนด์เพชรที่สุดแห่งงานเจียระไน ตอบแทนรักของแม่ ด้วยของขวัญทรงคุณค่าเหนือกาลเวลา มีให้เลือกทั้งชุดเครื่องประดับสร้อยคอและสร้อยข้อมือเพชร ได้แรงบันดาลใจจากมวลดอกไม้สดใสบานสะพรั่งเปล่งประกาย บรรจงคัดสรรสุดยอด เพชรน้ำงาม E-Color Diamond

ส่วนแบรนด์ไข่มุกไฮเอนด์จากญี่ปุ่น “MIKIMOTO” ได้แรงบันดาลใจจากความรักของแม่ที่เฝ้าฟูมฟักลูกน้อยตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนเติบใหญ่ สร้างสรรค์เป็นคอลเลกชั่นพิเศษ “Mikimoto Mother’s Day 2016” ประกอบด้วยไข่มุกเซาท์ซีส์สีทองเข้มขนาด 8.30-11.20 มิลลิเมตร และไข่มุกอะโกย่าสีขาวบริสุทธิ์ ขนาด 8.50-8.99 มิลลิเมตร นำมาเรียงร้อยไล่ขนาดเป็นสร้อยมุกเส้นยาว 32 นิ้ว ดีไซน์ตะขอประดับเพชรบนตัวเรือนทองคำขาว 18 เค ตะขอปรับเปลี่ยนรูปแบบการสวมใส่ได้หลากสไตล์ จะใส่เป็นเส้นยาว หรือซ้อนเป็นสองเส้นสั้น ก็สวยโก้สง่างาม

ฟากแบรนด์หรูฝรั่งเศส “หลุยส์ วิตตอง” หยิบสัญลักษณ์ลายโมโนแกรม สร้างสรรค์เป็นคอลเลกชั่นเครื่องประดับเก๋ไก๋ “Blossom” ตอบ แทนรักเบ่งบานของคุณแม่ ความพิเศษอยู่ที่ตัวดอกไม้แกะสลักลงบนเปลือกหอยมุก และอัญมณีล้ำค่า ส่งให้ลายดอกโมโนแกรมเบ่งบานด้วยความละเอียดอ่อนงดงาม สะท้อนถึงความประณีตของงานช่างฝีมือ โดยดอกไม้รูปทรงสามมิติแย้มกลีบอวดความงดงามอยู่บนสร้อยคอ, จี้, สร้อยข้อมือ และต่างหู

สำหรับ “Blue River” ตั้งใจรังสรรค์คอลเลกชั่นเครื่องประดับและอัญมณีสุดพรีเมียม โดยนำเสน่ห์ของสีเขียวมรกต มาสร้างสรรค์เป็นเซตเครื่องประดับ, สร้อยคอ, แหวน และต่างหู ภายใต้คอลเลกชั่น “Fiori” แรงบันดาลใจจากความสวยงามของพืชพรรณไม้ในสวนดอกไม้ ใจกลางเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี.

 

แต่งตัวอย่างไรให้ได้ลุคนายแบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย GQ Thailand 4 ส.ค. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/673274


ไม่ใช่แค่นักร้องหรือนักแสดงเท่านั้นที่มีอิทธิพลต่อการแต่งตัวของผู้ชายในปัจจุบัน นายแบบได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้นำด้านสไตล์และการแต่งตัวมากขึ้น แม้จะอยู่นอกรันเวย์แต่พวกเขาก็ยังดูดีมากจนเราแอบอิจฉา แต่เราคงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าเรียนรู้และนำวิธีการแต่งตัวให้ได้ลุคนายแบบมาบอกคุณการแต่งตัวให้ได้ลุคนายแบบที่เราจะพูดนี้ไม่ได้หมายถึงผู้ชายที่แต่งตัวจัดหรือต้องใส่เสื้อผ้ามากกว่า 3 ชิ้นเท่านั้น แต่หมายถึงการแต่งตัวที่แสดงออกถึงตัวตนและสไตล์ที่โดดเด่นของผู้สวมใส่ เหมือนกับภาพถ่ายของบรรดานายแบบเวลาอยู่บนท้องถนนหรือเวลาที่พวกเขาออกงาน แม้คุณจะไม่ได้มีรูปร่างเหมือนนายแบบก็มั่นใจได้ว่าสามารถแต่งตัวให้ได้ลุคนายแบบได้

ความมั่นใจคือเครื่องแต่งกายที่ดีที่สุด

รูปร่างของผู้ชายมีหลายแบบ คุณต้องหาว่าเสื้อผ้าแบบไหนที่ใส่แล้วเหมาะกับรูปร่างของคุณ แต่ไม่ว่าจะใส่อะไรก็ตามขอแค่มีความมั่นใจและรู้สึกดีกับตัวเองเวลาสวมใส่เสื้อผ้าเหมือนที่ เดวิด แกนดี้ (David Gandy) นายแบบชื่อดังจากโฆษณา Dolce and Gabbana แนะนำเอาไว้ว่า “การแต่งตัวให้ดูดีไม่ได้อยู่ที่การใส่เสื้อผ้าตามเทรนด์หรือแฟชั่น แต่คือการหาว่าแต่งตัวแบบไหนแล้วเหมาะสมกับตัวคุณ เพราะเมื่อไรที่คุณรู้สึกดี นั่นแหละคือคุณดูดีแล้ว”

Tip: ถ้ายังไม่รู้ว่าแต่งตัวอย่างไรถึงจะเหมาะกับตัวเอง ให้ลองหาแรงบันดาลใจหรือสไตล์ที่ชอบดูก่อน ไม่ว่าจะเป็นจาก Instagram, Pinterest หรือ GQ เพราะมันจะช่วยเปิดมุมมองด้านการแต่งตัวของคุณให้กว้างขึ้น

รู้ว่าเมื่อไรต้องจัดเต็มหรือใส่แคชชวล

ภาพนายแบบบนรันเวย์ที่เราคุ้นตามักจะแต่งตัวแบบจัดเต็มตั้งแต่หัวจรดเท้า แต่เมื่อพูดถึงสไตล์ส่วนตัวนอกรันเวย์ของบรรดานายแบบเหล่านี้ ไม่ว่าจะแต่งลุคไหนพวกเขาก็ทำออกมาได้ดี เพราะพวกเขารู้ว่าต่อให้แต่งตัวสบายๆ ออกไปเดินเล่นก็อาจจะถูกถ่ายภาพ ดังนั้นเราจึงเห็นลุคที่หลากหลายของนายแบบเหมือนที่เราเห็น เดวิด แกนดี้ ใส่สูทสามชิ้นแบบที่เขาชอบใส่ไปออกงาน และวันต่อมาก็ใส่เสื้อยืดกับกางเกงสแลคที่สนามบิน สิ่งสำคัญคือรู้ว่าเมื่อไรควรจัดเต็มหรือเมื่อไรควรแต่งตัวสบายๆ

Tip: ไม่ว่าจะเป็นเสื้อยืด เสื้อเชิ้ต หรือเสื้อโปโล เพียงแค่การปล่อยหรือเก็บชายเสื้อก็ทำให้ได้ลุคที่แตกต่างกัน ถ้าคุณจะไปทำงานอาจต้องเก็บชายเสื้อไว้ในกางเกง แต่ถ้าอยู่ในงานปาร์ตี้ก็คงไม่จำเป็น และระวังอย่าเปลี่ยนใจปล่อยชายเสื้อออกมาระหว่างวัน เพราะรอยยับยู่ยี่จะทำให้คุณดูเหมือนคนเพิ่งตื่นนอน

มีบอมเบอร์แจ็กเกตติดตู้ไว้ก็ได้ลุคนายแบบ

หากคุณไม่รู้จะแต่งตัวอย่างไรจริงๆ เรามีตัวช่วยมาให้นั่นคือ “บอมเบอร์ แจ็กเกต” เครื่องแต่งกายชิ้นคลาสสิกที่จะทำให้คุณมีลุคนายแบบได้ไม่ยาก เพราะบอมเบอร์แจ็กเกตสามารถทำให้ผู้ชายดูมีสไตล์ (ไม่เชื่อลองดูรูปที่เราเอามาให้ดู) นอกจากนี้คุณยังสามารถเล่นสนุกกับมันด้วยการเอามาเลเยอร์กับเสื้อยืด เสื้อฮูด แจ็กเกตยีนส์ หรือเอามาใส่กับเนกไทก็ยังได้

Tip: การเลือกบอมเบอร์แจ็กเกตก็เหมือนการเลือกซื้อสูท คือต้องพอดีกับร่างกาย ทั้งหัวไหล่ แขน และลำตัว

เติมเต็มลุคด้วยน้ำหอม

กลิ่นตัวเป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างความประทับใจให้กับคนรอบข้าง และจะช่วยคอมพลีตให้การแต่งตัวของคุณสมบูรณ์แบบขึ้น ถ้าเปรียบเทียบให้ผู้หญิงมีเครื่องประดับเป็นกระเป๋า กำไล หรือต่างหู น้ำหอมก็คงเปรียบเสมือนเครื่องประดับสำหรับผู้ชาย (ถ้าไม่นับนาฬิกาดีๆ สักเรือนที่ควรมีติดข้อมือไว้)

อย่าลืมดูแลผิวหน้า

ผิวพรรณที่ดีจะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับคุณ เรามีวิธีดูแลผิวหน้าแบบ 3 ขั้นตอนจบ ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ชายที่ไม่ชอบความยุ่งยากมาแนะนำ เริ่มจากทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาดและโปรดอย่าใช้ความรุนแรงกับผิวหน้าของคุณ จากนั้นให้ใช้เซรั่มเพื่อฟื้นฟูสภาพผิวหรือมอยส์เจอร์ไรเซอร์เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้า และอย่าลืมทาครีมกันแดดก่อนออกกลางแจ้งทุกครั้ง เพื่อป้องกันริ้วรอยและปัญหาผิวหนังที่เกิดจากรังสี UV

Tip: ถ้าคุณไม่ชอบใช้เวลาในการจัดการกับใบหน้าของตัวเองมากนัก แค่ 3 ข้อด้านบนเท่านั้นก็เพียงพอ

สุดท้าย การแต่งตัวเป็นเรื่องของรสนิยมที่ต้องใช้ประสบการณ์และเวลา ไม่ว่าคุณอยากแต่งตัวลุคไหน GQ จะคอยอัพเดตเทรนด์แฟชั่น และสไตล์ให้คุณเอง

ที่มา – GQ Thailand
www.gqthailand.com

 

ปลุกเสน่ห์ความเซ็กซี่ในตัวคุณ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ก.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/675369


ความมาดมั่นจากภายในเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยเสริมบุคลิกภาพให้ดูโดดเด่น เซน ไลฟ์สไตล์เทรนด์ เมกะสโตร์ นำโดยบอสหญิงเก่ง ณัฐธีรา บุญศรี จึงชวนเหล่าแฟชั่นนิสต้าร่วมค้นหาอินสไปเรชั่น พร้อมเผยเสน่ห์ความเซ็กซี่ใน ตัวเอง ในงาน ZEN BODY SENSE 2016 ยลโฉมเทรนด์แฟชั่นชุดชั้นใน ชุดว่ายน้ำทั้งหญิงและชาย คอลเลกชั่นออทั่ม/วินเทอร์ 2016- 2017 ก่อนใคร ณ ZEN Event Gallery ชั้น 8 ห้างสรรพสินค้าเซน เมื่อเร็วๆนี้

ทีมผู้บริหารห้างเซน…รวิศรา จิราธิวัฒน์, ณัฐธีรา บุญศรี, ศันสนา จิราธิวัฒน์, ธาพิดา นรพัลลภ.

และเพื่อให้สมกับที่ทุกคนรอคอย ปีนี้ห้างฯเซนได้สร้างความฮือฮา ภายใต้คอนเซปต์ Awaken Your Senses : ปลุกเสน่ห์ความเซ็กซี่ในตัวคุณ ใน 4 ธีมหลัก Red Alert นำเสนอความเซ็กซี่ทุกองศาบนเรือนร่าง ผ่านสีแดงสุดเย้ายวน Sexy Sport ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ เพิ่มเสน่ห์ในทุกท่วงท่าลีลาไปกับชนิดกีฬาสุดโปรด Spanish Lover เผยพลังความตื่นเต้นเร่าร้อน ได้อิทธิพลแห่งดินแดนยุโรปตอนใต้มาเป็นอินสไปเรชั่นหลัก บ่งบอกความน่าหลงใหลในทุกอิริยาบถ และ Sensual Glamour สะท้อนความหรูหรามีรสนิยม เน้นทรวดทรงด้วยคอร์เซ็ท จาก 20 แบรนด์ดังกว่า 100โททัลลุค อาทิ Wacoal, Kyra, Playboy Intimates, Sabina, BSC, Guylaroche, Morgan, Triump, ELLE, Relleciga, CALVIN KLEIN, JOC
KEY, HOM, HUS PUPPIES, JOHN HENRY, RENOMA, VALENTINO RUDY, HALF NAKED, PRIVATE STRUCTURE ฯลฯ พร้อมโปรโมชั่นสุดพิเศษสำหรับแฟชั่นนิสต้าสุดเซ็กซี่ ตั้งแต่วันนี้-14 ส.ค. ที่แผนกชุดชั้นใน ชุดว่ายน้ำ บุรุษและสตรี ชั้น 3-4 รวมชุดชั้นในสตรี Mark & Spencer @ CentralWorld.

 

ปากสวยกระชากใจหนุ่ม! ลิปสติก 5 สีสุดเริด ออกเดต ทำงาน ปาร์ตี้ มีครบ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ก.ค. 2559 14:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/673194


ริมฝีปากอิ่มสวยทำให้คุณดูสดใสไปทั้งวัน เชื่อสิ! แต่สาวๆ บางคน อาจจะมีปัญหาคาใจในการเลือกสีปากในการแต่งหน้า บางทีก็นึกไม่ออกว่าไปงานแบบนี้ควรทาลิปสติกสีไหนดี วันนี้เราเลยมีคำแนะนำดีๆ ในการเลือกสีปากสำหรับไปทำงาน ออกเดต หรือมีนัดปาร์ตี้ที่แจ่มสุดๆ มาฝากกันบิวตี้ไอเทม ไทยรัฐออนไลน์ สัปดาห์นี้จะพาคุณไปดูไอเทมความงามสำหรับริมฝีปากอย่าง ‘ลิปสติก’ สิ่งที่ต้องใช้กันทุกวันนี่แหละ สำหรับสาวแรกรุ่นที่เพิ่งหัดแต่งหน้า อาจจะเคยใช้แค่ลิปบาล์มบำรุงริมฝีปากเท่านั้น ลองมาเพิ่มสกิลแต่งแต้มสีสันให้เรียวปากกันดีกว่าค่ะ พร้อมแล้ว…ลุยเลย

1. สีชมพูตุ่น กับ Everyday Look

สีชมพูนวลๆ ทาได้ทุกวัน

สำหรับสีที่ควรใช้สำหรับการแต่งหน้าในทุกๆ วันของเรา อย่างเช่นแต่งหน้าไปทำงาน หรือแต่งหน้าเพื่อไปพบปะลูกค้า หรือไปติดต่องานในสถานที่ราชการต่างๆ ควรเน้นสีปากสีเรียบร้อย สุภาพ อย่างเช่นโทนชมพูอ่อน หรือโทนชมพูตุ่นๆ ด้วยความที่ลิปสติกสีชมพูมีหลากหลายเฉดสีมากๆ เราแนะนำว่าให้เลือกสีใกล้เคียงกับสีปากจริงๆ ของเรา และดูให้เหมาะกับสีผิวจะดีที่สุด

แนะนำ : สำหรับเราเอง เราเลือกใช้ลิปสติกสี In the Flesh (E912C) จากแบรนด์ Wet n Wild ชอบเนื้อลิปสติกของเจ้านี้มาก ความที่เป็นลิปเนื้อแมท เม็ดสีชัดเว่อร์ ทำให้ทาแล้วติดทนนาน แต่ก็ไม่ทำให้ปากแห้งเป็นขุย สีชมพูออกตุ่นๆ ไม่จัดจ้านจนเกินไป เหมาะสำหรับทาไปทำงานได้ในทุกๆ วัน และเหมาะกับทุกๆ โอกาส

2. สีชมพูอมส้ม เพิ่มความสดใส   

สำหรับในวันหยุด ถ้าจะไปเดินห้างหรือไปเที่ยวกับเพื่อนๆ ในวันสุดสัปดาห์ อาจจะเพิ่มความสดใสให้ริมฝีปากอีกสักนิดกับสีโทนชมพูอมส้ม ทาปุ๊บเด่นปั๊บ ยิ่งถ่ายรูปออกกล้องนี่สีปากชนะเลิศไปเลย แถมยังเหมาะกับการแต่งหน้าในแบบ Everyday Look เช่นกัน

แนะนำ : เราลองลิปสติกสีโทนนี้แล้วชอบ ก็เลยมีติดกระเป๋าเครื่องสำอางไว้เหมือนกัน เราใช้สี BE-1 จากเคาน์เตอร์ KATE Smooth color rouge ชอบสีนี้มาก แต่ทาออกมาแล้วจะไม่เข้มเท่าที่เห็นในแท่งลิปสติกนะ จะออกสีแบบอ่อนๆ ถ้าอยากให้เข้มต้องทาซ้ำหลายรอบ เนื้อลิปเป็นเนื้อครีมนุ่มๆ ให้ความฉ่ำวาวพอสมควร

3. สีอิฐ หรือโทนน้ำตาล ออกเดตน่าค้นหา

ถ้าหากต้องออกเดตสำคัญล่ะก็ แต่งหน้าให้ดูน่าค้นหาเข้าไว้ รับรองชนะเลิศ น่าค้นหาในที่นี้ไม่ใช่ฟาดสีปากแดงสุดฤทธิ์ไปนะจ๊ะ เดี๋ยวหนุ่มเขาจะตกใจเอา เลือกแต่งแบบพอดี โกลว์หน่อยๆ แนะนำให้แต่งหน้าโทนนู้ดชมพูหรือโทนน้ำตาล แต่สำหรับเราเป็นคนผิวเหลืองค่อนไปทางผิวสองสี เลยเหมาะกับการแต่งโทนน้ำตาลมากกว่า ส่วนลิปสติกเลือกใช้สีอิฐ เข้ากันสุดๆ

แนะนำ : เราใช้สีอิฐ Spiked with Rum (E915B) จากแบรนด์ Wet n Wild อย่างที่บอกว่าเจ้านี้เป็นลิปเนื้อแมท สีติดทนนาน โดยเฉพาะโทนสีน้ำตาลเขาก็มีให้เลือกหลายเฉด แต่สีนี้เข้ากับปากเรามากที่สุด ยังไงคงต้องไปลองทา ลองเช็กสีกันหน่อยนะจ๊ะ

4. สีแดงสด เพิ่มเสน่ห์เย้ายวน

ส่วนใครที่ต้องออกงานกลางคืน แนวราตรีหรือกาลาดินเนอร์นิดๆ อาจจะต้องเพิ่มความแรงให้ริมฝีปากขึ้นอีกดีกรี เราแนะนำให้มีลิปสติกสีแดงติดบ้านไว้สักหนึ่งแท่ง เลือกเฉดสีที่เข้ากับผิวของคุณ แค่นี้ก็เริดปังสุดๆ แล้วจ้า

แนะนำ : เรามีลิปสีแดงอมชมพูบานเย็น สีเจิดจรัสใช้ได้เลย เป็นรุ่น SBTLVI สี RR จากแบรนด์ bsc สีสดดี เนื้อลิปเป็นเนื้อครีมชุ่มดี เม็ดสีชัดเจน ด้วยความที่เป็นเนื้อครีมอาจจะเลอะง่ายนิดนึงนะ ควรพกไปเติมระหว่างทางด้วย

5. สีเลือดหมู คมเข้ม สนุกทุกปาร์ตี้

มาปิดท้ายกันที่สีปากสุดฮิตในนาทีนี้ และเหมาะกับการไปปาร์ตี้สังสรรค์สุดๆ ก็คือสีโทนเลือดนกหรือโทนเลือดหมู มันจะออกสีแดงเข้มๆ ช่วยขับผิวหน้าให้สว่างขึ้นด้วย ดูลึกลับแต่ก็สนุกสนานไปในเวลาเดียวกัน

แนะนำ : เราใช้สีแดงเข้ม Cherry Bomb (E918D) จากแบรนด์ Wet n Wild อีกเช่นเคย ลองแล้วชอบมาก สีเข้มได้ใจ ได้ลุคอินเทรนด์สุดๆ

หวังว่าลิปสติกทั้ง 5 สีนี้จะช่วยให้สาวๆ เกิดเจิดจรัสได้ในทุกวัน และทุกๆ โอกาสที่เข้ามา โดยเฉพาะโอกาสออกเดตกับหนุ่ม อย่าพลาดล่ะ ขอให้โชคดีนะจ๊ะ.

 

เรื่องเล่าของ 10 แฟชั่นไอคอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย GQ Thailand 26 ก.ค. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/669004


ภาณุ อิงคะวัต 
ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้ถือหุ้นหลักของ Greyhound

อะไรสำคัญกว่ากัน ระหว่างความคิดสร้างสรรค์กับความมีวินัย

“มีอยู่ครั้งนึง Greyhound ได้รับเชิญไปเดินแฟชั่นโชว์ที่สิงคโปร์แฟชั่นวีค ผมก็เอาทีมของเกรฮาวด์ไปกับทีมของพี่ตือ แล้วพวกเราก็คิดไปเต็มที่อ่ะนะ ว่าเราอยากได้โชว์แบบไหนเพื่อให้ออกมาดีที่สุด แนวคิดตอนนั้นคือรับแรงบันดาลใจจาก จอห์น เลนนอน กับ โยโกะ โอโนะ ชื่อ Peace Please ทีนี้เราอยากให้มีการแขวนตาข่ายแบบทหารหรือสนามรบบนเวที แล้วตอนโชว์ก็อยากให้มีการโปรยของโน่นนั่นนี่ลงมาประกอบ พวกสิงคโปร์ก็บอกว่าทำไม่ได้หรอก เรื่องใหญ่มาก พวกเราคนไทยก็ว่าไม่เห็นจะยากเลย ที่เมืองไทยยังทำได้ แค่เอาคนไปยืนอยู่ข้างบน โครงเหล็กหลังคาโยนๆ เอา ง่ายจะตาย เขาก็บอกว่าเขาทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก สิงคโปร์แฟชั่นวีคคงต้องโดนสั่งปิดเพราะเขาต้องเคารพกฎเกณฑ์โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยที่ต้องมาก่อน”

“ตอนหลังผมก็มานั่งคิดว่า เออเนอะ เมืองไทยมันเป็นเมืองที่มีความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการดีมากจริงๆ ดีเสียกว่าหลายๆ ประเทศในภูมิภาคนี้ด้วยซ้ำ แต่เราก็ขาดเรื่องระเบียบวินัย เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศสิงคโปร์ ถึงแม้ความคิดสร้างสรรค์เรื่องแฟชั่นสิงคโปร์จะสู้เราไม่ได้ แต่เรื่องความมีระเบียบวินัยเขาดีกว่าพวกเราหลายร้อยเท่า มันเลยมีคำถามให้เราได้คิดว่าอะไรกันแน่ที่สำคัญ ระหว่างการมีความคิดสร้างสรรค์ หรือการมีระเบียบวินัย”

อมาตย์ นิมิตภาคย์
ช่างภาพแฟชั่นชื่อดัง

สติเท่านั้นที่ทำให้งานดี

“เรื่องที่ผมจำได้อย่างแม่นยำคือ เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วที่ผมต้องถ่ายภาพแฟชั่นให้นิตยสาร Image ที่เมืองจีน ตอนนั้นเราก็อยากได้ภาพในพระราชวังต้องห้าม แล้วมันฉุกละหุก ขออนุญาตไม่ทัน เลยต้องใช้วิธีแอบถ่ายแบบกองโจรเหมือนพวกพรีเวดดิ้ง ตอนนั้นพวกผมเลยเริ่มงานกันแต่เช้าตรู่ นางแบบก็เป็นตัวท็อปหมด ทั้งคาร่า (พลสิทธิ์) แอนนา (นาตาชา) จอย (วราลักษณ์) และอุ๋ม (อาภาศิริ) ตอนเริ่มงาน ทุกคนก็ช่วยกันขนของเดินหาโลเคชั่นจนเจอเข้ากับเจ้าหน้าที่ดูแลสถานที่ เขาก็มาถามว่าพวกเราทำอะไร เพราะนางแบบแต่งหน้าแต่งชุดสวยจัด ผมก็บอกว่าผู้หญิงทั้ง 4 คนนี้น่ะเป็นแค่นักท่องเที่ยว พวกนางเป็นกะเทยนางโชว์มาจากสิงคโปร์แล้วอยากได้รูปถ่ายสวยๆ ไปติดบ้าน เจ้าหน้าที่ก็เลยปล่อยให้พวกเราทำงาน ทีนี้ที่นั่นน่ะนักท่องเที่ยวเยอะมาก พอจังหวะที่คนเริ่มซาเราก็ต้องรีบถ่ายให้เร็วที่สุด ภาพที่ได้เลยดูเหมือนเราสั่งปิดพระราชวังต้องห้ามเพื่อถ่ายรูปเซตนี้โดยเฉพาะ และทั้งหมดนี้เสร็จในเวลาแค่ชั่วโมงเดียวเลยนะ เพราะนางแบบเรามีสติดีมาก ทุกคนรู้ว่าตนเองกำลังทำอะไร ไม่เอ๋อ ไม่ยืนงง ถ่ายเสร็จปุ๊บก็รีบวิ่งไปเปลี่ยนชุดไม่ต้องคอยบอก เวลาสั่ง ให้โพสท่าตรงไหนก็ทำได้เลยทันที สติเท่านั้นที่ทำให้งานเสร็จสมบูรณ์”

อิศร์ อุปอินทร์
สไตลิสต์ชื่อดัง

จะดีแค่ไหน ถ้าแฟชั่นเป็นเรื่องของมวลชน

“แฟชั่นวันนี้ดูเป็นเรื่องไกลตัวไปเสียหมด ผมรู้สึกว่านิตยสารวันนี้พยายามนำเสนอภาพแบรนด์นอกราคาแพงจนคนธรรมดาไม่สามารถจับต้องได้อีกต่อไป ผมจำได้สมัยที่เริ่มทำงานใหม่ๆ เมื่อต้นทศวรรษ 90s เวลานิตยสารลลนาออกใหม่ๆ ผมจะตื่นเต้นเวลา เปิดมาแล้วเห็นภาพเสื้อสวยๆ เช่น เสื้อของ พี่ป๋อง-องอาจ นิรมล เราก็แบบอูหูสวยจังเลย พอไปดูที่ร้านก็แบบตัวละห้าร้อยก็มี ตัวละหนึ่งพันก็มี มันดูเป็นเรื่องของชีวิตจริง ซื้อได้จริง ใส่ได้จริง มันทำให้ทุกคนสนุกกับการแต่งตัว มีส่วนร่วมกับแฟชั่น”

“แต่นิตยสารวันนี้ที่เด็กๆ รุ่นใหม่ทำ กลับพากันเสนอภาพเสื้อไฮแบรนด์ราคาแพงมากทั้งหมด ซึ่งเวลาคนทั่วไปเห็นเขาก็อาจคิดแบบ โอโห จะให้ใส่แบบนี้ต้องหมดเงินกี่หมื่นกี่แสน มันก็เลยมีคนสนุกกับแฟชั่นแค่หยิบมือเดียว ผมว่าแนวคิดแบบนี้มันผลักคนธรรมดาให้ห่างออกจากแฟชั่น จนในที่สุดเขาก็อาจเลิกสนใจ ซึ่งมันไม่ดีต่อแฟชั่นนะ เพราะแฟชั่นมันควรเป็นเรื่องสนุกที่ทุกคนควรมีส่วนร่วม ผมว่าแฟชั่นวันนี้ควรมีส่วนผสมหลายๆ แบบ เช่น มีการผสมทั้งเสื้อแบรนด์นอก แบรนด์ไทย มีการมิกซ์แอนด์แมตช์ ทั้งของถูกของแพง ทำให้คนที่มีเงินเดือนแค่ 18,000 บาท ก็สนุกกับแฟชั่นได้ ผมว่าอะไรแบบนี้แหละที่จะทำให้วงการแฟชั่นคึกคัก และสามารถเติบโตได้อย่างไม่รู้จบ”

จิรัฏฐ์ ทรัพย์พิศาลกุล
สไตล์ไดเรกเตอร์ นิตยสาร Vogue ประเทศไทย และนักออกแบบแบรนด์ Sanshai

เมื่อแฟชั่นเปลี่ยน ความสัมพันธ์ก็เปลี่ยน

“แฟชั่นในประเทศไทยยุคเริ่มแรก ยังไม่มีหรอกการทำงานที่เป็นแบบมีระบบฤดูกาลเหมือนในต่างประเทศ ดังนั้นในยุคเริ่มต้นการทำงานจึงเป็นไปแบบพี่น้องช่วยเหลือกัน ทุกเย็นตอนที่ผมเพิ่งเข้าวงการ ผมจะได้พบปะพูดคุยปรึกษากับผู้ใหญ่และเพื่อนๆ ในวงการเกือบทุกวัน มันทำให้พวกเราผูกพันและได้เรียนรู้ช่วยเหลือกัน ในเวลานั้นทุกเย็น คนในวงการจะนัดพบกันเป็นประจำที่ร้านพี่โจ ยัวร์ หรือร้านพี่อ้วน จิปาถะ มันคือความรู้สึกแบบพี่แบบน้องอย่างแท้จริง มีอะไรก็คุยกันปรึกษากันได้หมด ผมประทับใจมาก ไม่เหมือนแฟชั่นในยุคนี้ที่ทุกอย่างดูเป็นเรื่องธุรกิจ และมีการแบ่งแยกรุ่นเด็กกับรุ่นใหญ่ออกจากกัน ผมว่าแฟชั่นในวันนี้มันไม่สนุกเท่าเมื่อก่อนแล้ว กลายเป็นการแบ่งพรรคแบ่งพวก รุ่นเด็กๆ ก็ทำงานด้วยกันเอง น้อยมากแล้วที่เราจะได้เห็นคนรุ่นใหม่กับรุ่นเก่าทำงานด้วยกัน”

อภิวัฒน์ ยศประพันธ์
บรรณาธิการฝ่ายสไตล์ นิตยสารแพรว

เหตุเพราะนิตยสารไม่สามารถปั้นดาราได้

“เมื่อก่อนเนี่ย เวลานิตยสารแพรวทำปกเล่มครบรอบ มันก็จะเป็นพวกปกที่เอาคนขึ้นหน้าปกพร้อมกันทีเดียวหลายสิบคน เช่น 10 ยอดนางแบบ หรือ 10 ยอดดาราอะไรแบบนั้น แล้วตอนนั้นเนี่ยอะไรๆ มันก็ยังง่าย เพราะดาราดังๆ ก็คือคนที่เกิดจากการเป็นนางแบบตามหน้านิตยสารมาก่อน ดังนั้น เวลาที่นิตยสารจะถ่ายภาพแฟชั่นที พวกเขาก็จะให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ขออะไรก็ได้หมด ดังนั้นการจะตามคิวคนดังทั้ง 10 คนมารวมตัวพร้อมกันทีเดียวก็ดูจะง่ายกว่าสมัยนี้”

“แต่ทุกวันนี้ ดารารุ่นใหม่ล้วนเป็นคนที่ดังมาจากที่อื่น ดังมาจากละครทีวี จากการเล่นหนัง หรือจากเวทีประกวด เขาไม่ได้ดังเพราะนิตยสารเป็นคนปั้นอีกต่อไป วันนี้การจะตามคิวดาราดังมาเจอกันเป็น 10 คนทีเดียวเลยเป็นเรื่องยากมาก เพราะดาราเหล่านี้ก็จะให้ความสำคัญกับงานอื่นที่ปั้นพวกเขามา หรืองานอีเวนต์ที่ให้เงินเขามากกว่า เขาไม่ให้เครดิตวงการแฟชั่นมากเท่ากับสมัยก่อนแล้ว แต่ก็ไม่โกรธนะ ผมเข้าใจได้ ผมถือว่าเพราะพวกเราไม่ได้เป็นคนที่ปั้นดารารุ่นใหม่ๆ อีกต่อไป หนำซ้ำนิตยสารวันนี้ก็ยังใช้ชื่อเสียงของดาราที่ไม่ได้เกิดจากวงการแฟชั่นมาขายนิตยสารแฟชั่นด้วยซ้ำ”

ณัฐ ประกอบสันติสุข
ช่างภาพแฟชั่นชื่อดัง

มีความเชื่อ เคารพ และศรัทธาในอาชีพของตน

“สิ่งที่ผมประทับใจมากคือ ตอนที่มีโอกาสถ่ายภาพนางแบบดังระดับโลกขึ้นปก Vogue ประเทศไทย นางแบบชั้นนำเหล่านี้ทำให้ผมรู้สึกได้เลยว่าพวกเขาเป็น คนที่ทำอะไรแล้วทำจริง มุ่งมั่น และมีการศึกษาลงลึกในสาขาอาชีพของตน พวกเขามีความเชื่อ เคารพ และศรัทธา ไม่มีคำว่าดูถูกเสื้อ ดูถูกงาน ดูถูกวิธีการทำงาน หรือดูถูกไอเดีย ไม่ว่าไอเดียนั้นจะแปลกประหลาดแค่ไหน เพราะมีหลายครั้งที่การถ่ายแฟชั่นต้องนำเสนอไอเดีย หรือท่าโพสที่ชีวิตจริงคงไม่มีใครทำ”

“แต่สำหรับการถ่ายแฟชั่นแล้ว ท่าทางแปลกๆ เหล่านั้นกลับทำให้ภาพสวย ทีนี้พอนางแบบมือโปรพวกนี้รู้ว่าแรงบันดาลใจ หรือท่าทางที่เราอยากได้เป็นยังไง พวกเธอก็พยายามทำ มีการฝึกซ้อมหน้ากระจกก่อนเข้าฉาก ดูว่าฉันจะใส่ชุดไหน ต้องสะบัดกระโปรงยังไงให้สวย และไม่ต้องให้เราคอยบอกเลยว่ายืนตรงนั้นซิ โพสท่าอย่างนี้สิ เช่น ตอนที่ผมถ่าย ซูซานนา บิจอช กับกลุ่มผีตาโขน ซูซานนา ที่ยืนอยู่ตรงกลางก็ไม่เคยเห็นการเต้นผีตาโขนมาก่อนในชีวิต แต่แทนที่เธอจะยืนงง เธอก็มองไปรอบตัวแล้วเรียนรู้เองว่าเขาเต้นกันท่าไหน พอผมสั่งเริ่ม เธอก็เริ่มกระโดดคิดค้นท่าโพสไปพร้อมกับนักเต้น ซึ่งผมเซอร์ไพรส์มาก และคิดว่านี่คือคุณสมบัติที่ดีของการเป็นนางแบบ มันทำให้รู้สึกได้ถึงคำที่ลูกเกดพูดว่า ‘ฉันไม่ได้มาเล่นๆ’ ผมอยากให้คนที่รักการเป็นนางแบบได้เข้าใจ และนำเอาคุณสมบัติดีๆ แบบนี้มาศึกษาและพัฒนาตนเอง”

กุลวิทย์ เลาสุขศรี
บรรณาธิการบริหารนิตยสาร Vogue ประเทศไทย

แฟชั่นวีคแรก ของประเทศไทย

“หนึ่งในสิ่งที่ผมภาคภูมิใจที่สุด คงเป็นการริเริ่มจัดงานแฟชั่นวีคที่ชื่อ ELLE Fashion Week งานนี้ เริ่มต้นในปี 1999 เนื่องจากการที่ผมเองเดินทางไปต่างประเทศบ่อย แล้วเราก็เห็นว่างานแฟชั่นวีคในต่างประเทศ ช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมแฟชั่นอย่างไร ประกอบกับความเชื่อที่ว่า เราในฐานะภาคเอกชน ก็ควรริเริ่มทำอะไรด้วยตนเองโดยไม่จำเป็นต้องรอการสนับสนุนจากภาครัฐเสมอไป เวทีนี้จึงเป็นที่แจ้งเกิดของนักออกแบบเก่งๆ หน้าใหม่ เพราะผมให้ความใส่ใจเป็นพิเศษในการเลือกและสนับสนุนนักออกแบบไทยรุ่นใหม่มาร่วมจัดแสดงทุกปี โดยวันนี้นักออกแบบไทยเหล่านั้นได้เติบโตกลายเป็นนักออกแบบชื่อเสียงโด่งดังของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น Sretsis, Disaya, Kloset, Issue และอีกหลายๆ แบรนด์ไทย”

สุคนธ์ สีมารัตนกุล
ช่างแต่งหน้าชื่อดัง

ความมักง่ายกับเทคโนโลยีที่ดีขึ้น

“สมัยผมเริ่มทำงาน 40 ปีที่แล้ว เทคโนโลยีรีทัชรูปด้วยคอมพิวเตอร์มันยังไม่เกิดเลย เพราะฉะนั้นเวลาที่เราทำงาน เราก็ต้องทำให้ดีที่สุด ยกตัวอย่างเช่นในงานถ่ายแฟชั่นแต่ละครั้ง การแต่งหน้าก็ต้องแต่งให้สวยที่สุด เนี้ยบที่สุด เก็บรายละเอียดทุกจุดให้เสร็จสรรพ แม้แต่ไฝเม็ดเล็กๆ ก็ต้องไม่เห็น จะมาแบบไม่เป็นไรเดี๋ยวไปลบในคอมพ์ทีหลังแบบสมัยนี้ เป็นไปไม่ได้ มันเลยกลายเป็นการฝึกให้คนทำงานมีความละเอียด และใส่ใจในเนื้องานของตัวเอง แต่เวลาเปรียบเทียบกับสมัยนี้ที่เรามีคอมพิวเตอร์ทันสมัยมาช่วยให้ทำทุกอย่างได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่ว่ามันไม่ดีนะ ไอ้เทคโนโลยีทันสมัยเนี่ย แต่ผมว่าบางทีเทคโนโลยีทันสมัยกลับทำให้คนรุ่นใหม่ขาดความละเอียดในการทำงาน บางคนกลายเป็นคนมักง่าย เอะอะก็ใช้คอมพิวเตอร์แก้ไขไปหมดทุกอย่าง ผมว่ามันคือการทำงานแบบแก้ปัญหาสไตล์ฉาบฉวย”

คำรณ ปราโมช ณ อยุธยา
ผู้ก่อตั้งและอดีตบรรณาธิการบริหารนิตยสาร Image

แรงบันดาลใจของนักออกแบบไทยรุ่นใหม่ยุค 90s

“เมื่อประมาณ 20 กว่าปีที่แล้ว น่าจะช่วงต้นทศวรรษ 90s น่ะนะ ประเทศไทยมีการจัดงานแสดงแบบเสื้อที่ชื่อ Trendsetter ซึ่งรวมนักออกแบบหลายคนเข้าด้วยกัน มีทั้งพี่กบ-โซดา, เกรฮาวด์, เธียเตอร์, พี่ป๋อง-องอาจ นิรมล, พี่ตั้ว-ดวงใจบิส, พี่ป้อม-ธีระพันธ์, พี่เจี๊ยบ-พิจิตรา แล้วก็พี่ใหญ่คนโตของวงการอย่าง พี่ไข่-ไข่ บูติก ซึ่งงานนั้นเนี่ยเขามีการรวมตัวกันเป็นครั้งแรก แล้วก็มีการค้นหานางแบบรุ่นใหม่ๆ เพื่อมาแสดงแบบเสื้อด้วย งานนี้ก็เลยกลายเป็นเวทีแจ้งเกิดของนางแบบหน้าใหม่หลายคนอย่าง หมอก-ณัฐสิมา หรือ อุ๋ม-อาภาศิริ”

“สิ่งที่ผมประทับใจมากคือ มันเป็นการจัดครั้งแรกที่ยิ่งใหญ่มากของนักออกแบบไทย แล้วแต่ละคนก็ทำโชว์อลังการ มีเอกลักษณ์ของตนเองที่โดดเด่นชัดเจนทุกคน ใช้พร็อบ ใช้ฉากที่สวยงาม การจัดงานในครั้งนั้นได้เปลี่ยนความหมายของวงการแฟชั่นไทย มันกลายเป็นแรงบันดาลใจ ทำให้มีคนอยากเป็นนักออกแบบเสื้อเยอะมาก และผมเชื่อว่ากลายเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดนักออกแบบรุ่นใหม่อีกหลายคน ทั้ง นก-กรกนก, สิทธิ์-ไทมส์เอนด์ และหมู-อนุรักษ์ เป็นต้น”

เมนาท นันทขว้าง
ผู้อำนวยการฝ่ายสไตล์ แบรนด์ SODA

ใครว่าแบรนด์ไทยไม่เคยโกอินเตอร์

“ช่วงที่ดิฉันประทับใจในวงการแฟชั่นของโซดา คงเป็นช่วงปี 1994 ถึงปี 1995 เพราะตอนนั้นเป็นช่วงเวลาสำคัญเวลาหนึ่งที่แบรนด์ไทยอย่าง Guys’ SODA ได้ซื้อหน้าโฆษณาในนิตยสารดังระดับโลกของประเทศอังกฤษ ที่ชื่อ The Face ตอนนั้นเรายังได้นายแบบที่มีชื่อเสียงมาก ทั้ง เจโรม เลอ เซวาเลียร์ และ โรมัน บาร์เร็ต ซึ่งเป็นนายแบบชื่อดังคนเดียวกับที่ถูกถ่ายภาพในโฆษณาคาลวิน ไคลน์ คุณอนนต์ พวงทับทิม เป็นผู้ช่วยติดต่อประสานงานกับเอเจนซี่นายแบบที่ปารีสให้ และก็ได้ คุณวิภัศรา ศรีสุคนธ์ เป็นคนช่วยดำเนินการเรื่องติดต่อกับนิตยสาร The Face ของประเทศอังกฤษ ภาพโฆษณาชุดนั้นเราได้ช่างภาพดังของไทยอย่าง คุณวิทยา มารยาท มาลั่นชัตเตอร์ให้ไกลถึงกรุงปารีส หลังจากนั้นเราก็จัดงานครบรอบ 10 ปี แล้วเราก็ได้นักร้องชื่อดังอย่าง เบรตต์ แอนเดอร์สัน จากวง Suede มาเป็นนายแบบถ่ายภาพโฆษณาให้ Guys’ SODA อีกด้วย”

ที่มา – GQ Thailand
www.gqthailand.com

 

คอลเลกชั่นยอดนิยมของนักดำน้ำจาก โอเมก้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/671412


โอเมก้า (Omega) สุดยอดแบรนด์นาฬิกาหรูระดับโลกสัญชาติสวิสส์ ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 168 ปี จัดงานเอ็กซ์คลูซีฟซิทดาวน์ ดินเนอร์ เผยโฉมคอลเลกชั่นพิเศษ Omega Seamaster Planet Ocean “Deep Black” นาฬิกาดำน้ำเซรามิก ดีไซน์โมเดิร์นสปอร์ต สุดพิเศษจากคอลเลกชั่นยอดนิยมของนักดำน้ำ “แพลเน็ตโอเชียน” สไตล์ที่ลงตัว ไม่ว่าจะสวมใส่บนพื้นดินหรือใต้ท้องทะเล และโดดเด่นด้วยฟังก์ชันการทำงานสูงสุด ซึ่งยังไม่ได้เผยโฉมแม้แต่ในงานบาเซิล เวิลด์ 2016 แต่มาเปิดตัวครั้งแรกในทวีปเอเชีย ท่ามกลางวอทช์คอลเลกเตอร์ผู้ชื่นชอบการ ดำน้ำตบเท้าร่วมงานอย่างคึกคัก ณ เย็นอากาศ วิลล่า

ในงานยังมีอีกหนึ่งประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ กับ Watch Test Bar ส่งตรงจากสวิตเซอร์แลนด์มาเอาใจผู้ชื่นชอบนาฬิกาโดยเฉพาะ สามารถทดสอบคุณสมบัติพิเศษพร้อมฟังก์ชันการทำงานต่างๆ ของเรือนเวลาได้อย่างใกล้ชิด ทั้งด้านความสามารถในการดำน้ำ ความต้านทานสนามแม่เหล็กที่มีผลต่อคุณสมบัติในเรื่องความเที่ยงตรงของนาฬิกา สำหรับ “โอเมก้า ซีมาสเตอร์ แพลเน็ต โอเชียน ดีพ แบล็ค” ได้รับแรงบันดาลใจจากความสัมพันธ์ระหว่างมหาสมุทรบนผืนโลก กับดวงจันทร์บนท้องฟ้า ที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติอันแสนอัศจรรย์ ที่สะท้อนในเรือนเวลาเซรามิกคอลเลกชั่นล่าสุด

มีให้เลือกถึง 4 รุ่นด้วยกัน คือ ดีพ แบล็ครุ่นสีน้ำเงินและสีแดง มาพร้อมตัวเรือนและหน้าปัดเซรามิกขัดด้าน เป็นครั้งแรกที่ยางได้ผสานเข้ากับเซรามิก เพื่อสร้างสรรค์ขอบตัวเรือนเฉพาะหนึ่งเดียว, รุ่นสีดำตัวเรือนและหน้าปัดเซรามิกขัดมันวาว พิเศษด้วยการใช้ลิควิดเมทัล สร้างสรรค์สัญลักษณ์ He บนวาล์ว ปล่อยก๊าซฮีเลียมที่ตำแหน่ง 10 นาฬิกา และสัญลักษณ์โอเมก้าบนเม็ดมะยมทั้ง 3 รุ่นนี้มาพร้อมสายยางสีดำลายเคฟล่าร์ ให้ภาพลักษณ์คล้ายสายผ้า สวมใส่สบายและคงทนสูง และรุ่น Sedna™gold 18 กะรัต พิเศษด้วยขอบตัวเรือน ปุ่มฮีเลียมวาล์ว และเม็ดมะยมสีทองชมพู ด้วยเทคนิคการฉีดสีทองเข้าไปในเซรามิกอันเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของโอเมก้า ที่สามารถคงสภาพสีไว้ไม่เปลี่ยนแปลง แม้ผ่านการใช้งานยาวนาน…พบกับนวัตกรรมชั้นเลิศ และสัมผัสประสบการณ์เหนือระดับไปกับโอเมก้า ได้ที่บูติคสาขาเซ็นทรัล เอ็มบาสซี, สาขาสยามพารากอน และสาขาดิ เอ็มโพเรียม.

7 นักออกแบบแต่งตัวบ้านๆ แต่ออกแบบเสื้อได้สวยมาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย GQ Thailand 24 ก.ค. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/668937


ประวัติศาสตร์มักสอนเราเสมอว่าการจะเป็นนักออกแบบเสื้อที่ดีได้ต้องมีความสามารถมากกว่าการแต่งตัวดีแล้วลอยหน้าลอยตาไปวันๆ คอลเลกชั่นล่าสุดของแบรนด์ บิโอนี (Brioni) ที่ล่าสุดว่าจ้างสตรีทสไตล์แฟชั่นชื่อดังนาม จัสติน โอ’เชีย (Justin O’Shea) มาเป็นนักออกแบบ คือหลักฐานชิ้นสำคัญอีกชิ้นที่พิสูจน์ให้เราเห็นว่า แค่แต่งตัวดีแต่งตัวเก่ง ไม่ได้หมายความว่าคุณจะมีความสามารถในการเป็นดีไซเนอร์ได้ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องจัดทำลิสต์ 7 นักออกแบบเสื้อระดับตำนาน ที่ออกแบบและผลิตงานได้เท่มาก แต่สไตล์พวกเขาเองกลับง่ายๆ เป็นผู้ชายและผู้หญิงแบบบ้านๆ เพียงเท่านั้น

1. ALEXANDER MCQUEEN

นักออกแบบสุดขบถจากเกาะอังกฤษ แมคควีนโด่งดังมากกับสไตล์การแต่งตัวบ้านๆ ปราศจากสไตล์ หลายครั้งที่เขาถูกด่าว่าแต่งตัวบ้าบอขาดกาลเทศะ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครสามารถด่าแมคควีนได้คือฝีมือการออกแบบเสื้อ ที่เท่ฉมังและถูกจัดว่าเป็นนักออกแบบที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งของโลกศตวรรษที่ 20

2. GIORGIO ARMANI

จอร์โจ อาร์มานี คือนักออกแบบที่แต่งตัวเรียบง่าย ถึงแม้จะมีฝีมือโดดเด่นในเรื่องการออกแบบสูทราคาเรือนแสน แต่คุณลุงอาร์มานีมักปรากฏตัวสบายๆ ในชุดเสื้อทีเชิ้ตและกางเกงผ้าแสนเรียบง่ายแต่เนื้อผ้าโคตรดีอยู่เสมอ สมกับสโลแกนส่วนตัวคุณลุงที่ว่า “ความแตกต่างระหว่าง สไตล์ และ แฟชั่น คือเรื่องของคุณภาพ”

3. SARAH BURTON

ทายาทสืบต่องานออกแบบของแบรนด์ อเล็กซานเดอร์ แมคควีน (Alexander McQueen) ซาร่าถือเป็นรุ่นน้องของแมคควีนจากโรงเรียนแฟชั่นดัง Central Saint Martins หลังจากแมคควีนเสียชีวิตเธอก็รับหน้าที่ออกแบบและบริหารแบรนด์ต่อ ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเสื้อผ้าที่เธอออกแบบทั้งหญิงและชายล้วนสวยงามและดูเท่เป็นที่สุด ซึ่งอันนี้ตรงข้ามกับสไตล์การแต่งตัวแบบบ้านๆ ของเธอที่มักโผล่มาโค้งรับเสียงตบมือตอนโชว์จบ

4. ALEXANDRE MATTIUSSI

อเล็กซานเดร มัตตุสซิ นักออกแบบหน้าใหม่ชื่อดังจากแบรนด์ AMI ของกรุงปารีส ก่อตั้งแบรนด์ตั้งแต่ปี 2011 โดยเริ่มแรกทำแค่ทีเชิ้ตขายในห้างสรรพสินค้า Lane Crawford ของฮ่องกง จนบัดนี้มีคอลเลกชั่นผู้ชายเท่แบบเต็มสตรีม มัตตุสซิ มักปรากฏตัวสบายๆ ในเชิ้ตกางเกงเรียบง่าย แล้วปล่อยให้เสื้อผ้าบนรันเวย์ที่เขาออกแบบดูเท่และทันสมัยแบบจัดเต็ม

5. CHRISTOPHER KANE

นักออกแบบชาวสก็อตที่โด่งดังที่สุดคนหนึ่งของเกาะอังกฤษ ผลงานที่เคนออกแบบได้รับการยอมรับทั่วโลกว่าสวยงามหรูหรา แต่วิธีการแต่งตัวของเขาคือความเรียบง่ายของเชิ้ตหรือสเว็ตเตอร์กับกางเกงยีนส์เพียงเท่านั้น

6. NICOLAS GHESQUIERE

นักออกแบบดังที่มีชื่อเสียงในการปลุกแบรนด์ บาเลนซิเอก้า (Balenciaga) ให้โด่งดังก่อนย้ายสำมะโนครัวมาอยู่ที่หลุยส์ วิตตอง (Louis Vuitton) นิโกลาส์ เกสกิแยร์มีสไตล์การแต่งตัวง่ายๆ เสื้อยืดตัว กางเกงยีนส์ตัว แต่ผลงานการออกแบบเสื้อผ้าให้คนอื่นใส่กลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนและอัดแน่นไปด้วยสไตล์เป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก

7. KIM JONES

นักออกแบบเสื้อผ้าผู้ชายชาวอังกฤษที่รับหน้าที่ออกแบบเสื้อผ้าสุดเท่ให้ หลุยส์ วิตตอง ทุกคนในโลกแฟชั่นต่างยอมรับว่า คิม โจนส์ คือหนึ่งในนักออกแบบเสื้อผ้าผู้ชายที่เก่งที่สุดในโลก และที่สำคัญโจนส์ไม่จำเป็นต้องแต่งตัวหรูหราเพื่อเรียกแสงแฟลชจากช่างภาพสตรีทสไตล์เหมือนนักออกแบบบางคนที่แต่งตัวเท่ แต่งานออกแบบเสื้อบนรันเวย์ป่วยอย่าบอกใคร

ที่มา – GQ Thailand
www.gqthailand.com