โอ้โหว้าว! ตัวพี่เกร็งจิกหมอน กดภาพสุดสะเด่า พริตตี้ Auto Salon 2016

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 มิ.ย. 2559 11:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/644586

 

ระเบิดตูมตามแล้วแบบเป็นทางการ สำหรับมหกรรม “Bangkok International Auto Salon 2016” งานแสดงรถแต่ง อุปกรณ์โมดิฟาย ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาเซียน งานเดียวที่มีครบครันทั้งยานยนต์ตกแต่งอุปกรณ์โมดิฟายชั้นนำจากทั่วทวีปเอเชีย

นอกจากนี้ที่ขาดไม่ได้ก็คือ เซ็กซี่คาร์วอช และยังเป็นงานเดียวที่รวมสาวสวยสุดเซ็กซี่มากที่สุดในบรรดางานแสดงรถยนต์เมืองไทย โดยเฉพาะสาวจากค่าย FHM ที่สะเด็ดสะเด่าไม่แพ้สาวๆ ค่ายไหน

ไทยรัฐออนไลน์ประมวลภาพความซี้ดมาให้ชมกันอย่างจุใจ














มาคู่

น้องมาเดี่ยวค่ะ



ตามีพลัง


ต้องมากด กดภาพเธอ

มองที่ล้อนะ







นึกว่านักเต้นเกาหลี






ชุดดำมีเว้า




ผมสั้นอินเทรนด์







ขอพิงหน่อยพี่เมื่อย

**ล้อมกรอบ**

1. ปีนี้ห้ามพลาดเด็ดขาด “เซ็กซี่คาร์วอช” จากสาวๆ ประเทศญี่ปุ่นที่มาอุ่นเครื่องเซ็กซี่ปนน่ารักของสาวๆ Drift Angel จากประเทศญี่ปุ่น จัดเต็มกับ เอ-คลาสเกิร์ล เจแปน กองทัพความเซ็กซี่ร้อนแรงจาก เอ-คลาสเกิร์ล ไทยแลนด์ และสาวข้างบ้านสุดเซ็กซี่ FHM GND

2. ปีนี้มีการจัดช่วงแบทเทิลของ เน็ตไอดอล กับสาวข้างบ้านสุดเซ็กซี่ FHM GND เช่น บลู เน็ตไอดอล แบทเทิล นิว FHM GND 2015, นิกกี้ พริตตี้เงินล้าน แบทเทิล โมเดล FHM GND 2011 และส่งท้ายระเบิดความร้อนแรง นิวนิว เน็ตไอดอล แบทเทิล เอมี่-ชลธิชา THE WINNER FHM GND 2012 งานนี้เชื่อเลยว่าดีกรีความสวยเซ็กซี่จะทำให้หนุ่มๆ ได้ระทวยกันสุดๆ เลยทีเดียว

3. ชมรายละเอียดได้ที่ https://www.facebook.com/bangkokinternationalautosalon

 

ผ้าไทยในโลกแฟชั่น จูงใจนุ่งผ้าไทยในชีวิตประจำวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/643347

 

ประภากาศ อังศุสิงห์, ปิยวรา ทีขะระ เนตรน้อย, สธน ตันตราภรณ์ และสุทธิรัตน์ แก้วอาภรณ์ ร่วมเสวนา “ผ้าไทยในโลกแฟชั่น”.

เพื่อให้นักออกแบบรุ่นใหม่รู้จักการนำผ้าไทยมาใช้ประโยชน์ และสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยนำผ้าไทยมาใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ จึงจัดกิจกรรมเสวนาเรื่อง “ผ้าไทยในโลกแฟชั่น” ชวนกูรูด้านแฟชั่นและยังดีไซเนอร์ ร่วมพูดคุยถึงพัฒนาการของผ้าไทยในโลกแฟชั่น รวมถึงแรงบันดาลใจในการออกแบบ

สธน ตันตราภรณ์ รองบรรณาธิการนิตยสารโว้ก ประเทศไทย ได้แบ่งปันไอเดียในการนำผ้าไทยมาใช้ในชีวิตประจำวันว่า อยากเห็นคนใช้ผ้าไทย และทำความรู้จักกับผ้าไทยให้มากขึ้น อาจไม่ใส่ทุกวัน แต่ถ้าต้องไปงานที่มีความสำคัญ ทำไมไม่ลองตัดหรือใส่ชุดผ้าไทยดูบ้าง หรืออาจจะลองทำความรู้จักผ้าไทยจากสิ่งของที่เป็นชิ้นเล็กๆก่อนก็ได้ อย่างกระเป๋าสตางค์ใบเล็กๆ หรือผ้าเช็ดหน้าที่เป็นผ้าไทย ซึ่งของแต่ละชิ้นก็มีคาแรกเตอร์ของตัวเอง และล้วนเป็นการเริ่มต้นที่ดีทั้งสิ้น


ด้าน ประภากาศ อังศุสิงห์ ดีไซเนอร์และเจ้าของห้องเสื้อ HOOK’s by PRAPAKAS ย้อนประสบการณ์เมื่อครั้งที่ได้มีโอกาสฝึกงานกับดีไซเนอร์ระดับตำนาน “พิจิตรา บุณยรัตพันธุ์” ผู้บุกเบิกการนำผ้าไทยมาใช้ในการตัดเย็บเสื้อผ้าว่า ครั้งแรกที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบทำเสื้อโดยใช้ผ้าไหมไทย รู้สึกว่ายาก เพราะการ ออกแบบถูกจำกัด ด้วยลวดลายของผ้า แต่ถ้าเราจับลวดลายกราฟฟิก หรือทิศทางการต่อผ้า หรือแพตเทิร์นของเสื้อได้ถูกทาง ผ้าไหมจะทำออกมาได้สวยกว่าผ้าชนิดอื่นๆ นอกจากนี้ตนยังได้ซึมซับการทำแพตเทิร์นจากช่างของห้องเสื้อระพี ที่ขึ้นชื่อมากเรื่องตัดชุดจากผ้าไทยในสมัยนั้น ดีไซเนอร์คนเก่งยังพูดถึงการผลักดันผ้าไทยให้ไปสู่ตลาดโลกว่า ก่อนที่เราจะไปขายเมืองนอกหรือตลาดโลกต้องเริ่มจากตลาดในประเทศก่อน ทำอย่างไรก็ได้ให้การใช้ผ้าไทยเป็นสิ่งที่คุ้นเคยในชีวิตประจำวัน ซึ่งทุกวันนี้ก็ได้เห็นเพื่อนๆอายุ 35-40 ปี เริ่มหันมานุ่งผ้าไทยไปทำงานกันเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งมีการซื้อขายผ้าไทยผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นการเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ดังนั้นการจะให้ผ้าไหมไทยไปสู่ตลาดโลกได้นั้น ต้องเริ่มจากหลายๆ อย่าง โดยเฉพาะ รัฐบาลหรือภาครัฐที่มีส่วนในการผลักดันนโยบายต่างๆที่ต้องเข้ามาดูแลอย่าง จริงจัง อาทิ กำหนดให้วันศุกร์เป็นวันแต่งชุดไทยทั้งประเทศ ผู้ชายสวมเสื้อเชิ้ต นุ่งโจงไปออฟฟิศ ก็ดูน่ารักดี หรือผู้หญิงนุ่งโจงหรือผ้าซิ่นกับเสื้อสวยๆ ก็สวยเก๋ชวนมองไปอีกแบบ ต้องทำให้การใช้ผ้าไทยเป็นเรื่องธรรมดา ไม่เคอะเขินที่จะสวมใส่กันอีกต่อไป



ขณะที่ สภาสตรีแห่งชาติฯ ยุค ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ เป็นประธานสภาสตรีฯ ก็จัดให้มีโครงการประกวด “ออกแบบตัดเย็บผ้าไทย ชุดทำงาน และชุดราตรี” ในวาระเฉลิมฉลองวันสตรีไทย ประจำปี 2559 เพื่อพัฒนาศักยภาพและองค์ความรู้ด้านการออกแบบตัดเย็บผ้าไทย ควบคู่ไปกับการสร้างสรรค์ผลงานการออกแบบ โดยใช้ผ้าไหมที่ถือเป็นราชินีแห่งสิ่งทอ แสดงให้เห็นถึงอัตลักษณ์แห่งศิลปวัฒนธรรมไทย และเพื่อให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าใจและเข้าถึงอัตลักษณ์ไทยในชีวิตประจำวันผ่านศิลปะการออกแบบตัดเย็บเครื่องแต่งกาย โดยผู้สนใจส่งผลงานเข้าประกวด สามารถดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ http://www.thaiwomen.or.th

 

ลิปสติกสีแดงเฉดไหน เหมาะกับสีผิวแบบใด ที่นี่มีคำตอบ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Vogue Thailand 21 มิ.ย. 2559 16:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/638662

 

ไม่ว่าจะลุคสาวย้อนยุคแบบ Pin Up Girl หรือว่าลุคหรูหราแบบสไตล์ Hollywood ลิปสติกสีแดงคืออีกหนึ่งไอเทมที่สาวๆ ทุกยุคทุกสมัยต่างโปรดปราน แต่พอพูดถึงลิปสติกสีแดงสาวๆ หลายคนอาจจะกล้าๆ กลัวๆ ไม่รู้จะเลือกสีแดงเฉดไหนดีให้เหมาะกับสีผิวของคุณ เพราะแต่ละเฉดก็มีความเหมาะสมสำหรับสีผิวที่แตกต่างกันไป โว้กรวบรวมวิธีการเลือกลิปสติกสีแดงให้เหมาะกับแต่ละสีผิว มาฝากคุณแล้วที่นี่


Light Skin

สำหรับสาวผิวขาวควรเลือกใช้ลิปสติกสีแดงเฉดสีสว่างหรืออมส้ม เพราะเฉดสีสว่างจะช่วยให้สีผิวของคุณดูสุขภาพดี มีชีวิตชีวา ใบหน้าของคุณจะแลดูสว่างมากขึ้น

Shades to try: 


MAC Cosmetics Mineralize Rich Lipstick สี Everyday Diva


Stila Stay All Day Liquid Lipstick สี Vibrant Coral


Nars Audacious Lipstick สี Geraldine

Medium Skin


นับว่าโชคดีมากๆ สำหรับสาวที่มีสีผิวปานกลาง เพราะสามารถทาลิปสติกสีแดงได้เกือบทุกเฉดสีเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นลิปสติกสีแดงที่มีเฉดสีส้มหรือชมพู สาวสีผิวนี้เอาอยู่หมด

Shades to try: 


Yves Saint Laurent Rouge Volupte Shine สี Corail Incandescent


Bobbi Brown Rich Lip Color สี Blazing Red


Estee Lauder Pure Color Envy Sculpting Lipstick สี Vengeful Red

Dark Skin


มาถึงสาวผิวเข้ม คุณสามารถทาลิปสติกสีแดงสดได้เพื่อสวมร่างสาวเปรี้ยว หรือคุณอาจจะเลือกใช้เฉดสีที่เข้มเช่นเฉดเบอร์รี่เพื่อลุคสุดโฉบเฉี่ยว เพียงแค่แต่งหน้าบางๆ และทาลิปสติกสีสด แค่นี้ลุคของคุณก็จะดูชิคขึ้นมาทันที


Shades to try: 


Tom Ford Lip Color Shine สี Willful


Givenchy Le Rouge สี Grenat Initie


Burberry Kisses สี Oxblood No.97

ที่มา – Vogue Thailand
www.vogue.co.th
www.facebook.com/VogueThailandOfficial

 

แฟชั่นไอคอนในหน้าประวัติศาสตร์ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย GQ Thailand 20 มิ.ย. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/638611

 

ท่ามกลางกระแสเน็ตไอดอลในปัจจุบัน ผมพบว่าเราสามารถผลิตภาพลักษณ์ของตนเองในแบบที่อยากจะเป็นได้ง่ายๆ ผ่านรูปถ่ายและแอพพลิเคชั่น เรามียอดฟอลโลว์และจำนวนกดไลค์เป็นมาตรวัดความนิยมในโลกเสมือนจริงที่ตัวตนของเราสามารถสร้างขึ้นได้เอง เสื้อผ้ามีความจำเป็นต่อการสร้างภาพลักษณ์ที่มีสไตล์ ดังนั้นเอกลักษณ์เฉพาะบุคคลก็ต้องมีพลังในการแยกเราให้ดูแตกต่างจากความป๊อปอันเป็นที่นิยมของคนส่วนใหญ่

ในแวดวงแฟชั่นผู้ชาย ‘แดนดี้’ (Dandy) คือคำศัพท์ที่ใช้เรียกชายหนุ่มผู้ให้ความสำคัญกับเสื้อผ้าและรูปกายภายนอก สุภาพบุรุษเหล่านี้ต้องแต่งตัวด้วยเครื่องแต่งกายที่ดูดีมีราคา รู้จักจัดวางท่าทางต่อหน้าผู้คน เขาต้องเป็นตัวแทนของความมีรสนิยมดีในทุกด้าน และที่สำคัญต้องใช้เครื่องแต่งกายเพื่อสะท้อนถึงความคิดของตนเองได้ ซึ่งเมื่อนึกถึง แดนดี้ โบ บรัมเมลล์ (Beau Brummell) ชายหนุ่มชาวอังกฤษที่สามารถผลักดันตัวเองจากชนชั้นกลางสู่วงสังคมชั้นสูงในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 น่าจะถูกพูดถึงในฐานะของแดนดี้คนแรกในประวัติศาสตร์แฟชั่น บรัมเมลล์สร้างมาตรฐานของการเป็นสุภาพบุรุษผ่านการให้ความสำคัญกับเสื้อผ้าในฐานะของเครื่องมือเพื่อแสดงออกถึงความงามและรสนิยมอันเป็นเลิศ


มีเรื่องเล่ากันว่าเขาใช้เวลากว่าครึ่งค่อนวันในการเลือกสรรเสื้อผ้าและบรรจงอาบน้ำขัดผิวประพรมน้ำหอมอย่างดีก่อนจะเริ่มแต่งกาย และถ้าเขาต้องการซักชุดชั้นใน หากเขารู้ว่าร้านไหนซักผ้าได้สะอาด ไม่ว่าจะไกลแค่ไหน บรัมเมลล์ก็จะดั้นด้นไปให้ถึง ผมว่าสิ่งที่บรัมเมลล์ทำนั้นน่าสนใจ เพราะในยุคที่ความสะอาดทางร่างกายเป็นเรื่องใหม่เนื่องจากคนในสมัยนั้นยังไม่นิยม บรัมเมลล์พลิกไอเดียเรื่องสุขลักษณะให้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของแฟชั่นและใช้มันสร้างความหรูหราให้สุภาพบุรุษ ที่สำคัญเขาลดความฉูดฉาดของลวดลายและสีสันของเสื้อผ้าผู้ชายในเวลานั้นให้เหลือแค่เพียงกลุ่มสีดำและสีเข้ม ความหรูหราของชายในรูปแบบใหม่จึงถูกแทนที่ด้วยความเรียบและเนี้ยบในการตัดเย็บ ซึ่งบรัมเมลล์ก็พร้อมที่จะจ่ายไม่อั้นเพื่อสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนมกุฎราชกุมารแห่งอังกฤษในขณะนั้น (ต่อมาคือพระเจ้าจอร์จที่ 4) ถึงกับทรงเคยเรียกให้เขาเข้ามาเป็นผู้ดูแลเรื่องเครื่องแต่งกายส่วนพระองค์


เราอาจจะนึกว่าเสื้อผ้าของสุภาพบุรุษก็มีเพียงแค่การสวมเสื้อสูทและผูกเนกไท แต่ในความคิดแบบแดนดี้ เครื่องแต่งกายนั้นต้องทำหน้าที่ไม่ต่างจากการสะท้อนความคิดของผู้สวมใส่ไปด้วยพร้อมกัน ความหมายเช่นนี้ชัดเจนขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ภายใต้มาตรฐานของความสุภาพอันต้องยึดถือตามกฎสังคมยุควิกตอเรีย กวีและนักเขียนชาวฝรั่งเศส ชาร์ลส์ โบเดอแลร์ (Charles Baudelaire) ปฏิเสธกรอบอันเคร่งครัดผ่านการสวมใส่เสื้อผ้าแบบสุภาพบุรุษสุดเนี้ยบจนสุดขอบ ด้วยการเลือกเสื้อผ้าทุกชิ้นบนร่างกายของเขาด้วยสีดำเข้มตลอดหัวจรดเท้า การเป็นแดนดี้สำหรับโบเดอแลร์จึงเท่ากับการสะท้อนสภาวะการค้นหาความเพอร์เฟกต์อย่างสุดขั้วภายในตัวเอง การถอดทุกสีออกจากเครื่องแต่งกายจนเหลือแต่เพียงสีดำจึงกลายเป็นความเรียบง่ายถึงขั้นมินิมัลที่ให้ภาพความทันสมัยอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน แทบไม่ต่างจากการเป็นกบฏต่อกรอบสังคมและประเพณีเดิม

เฉกเช่นเดียวกับนักเขียนและนักการละครชาวอังกฤษ ออสการ์ ไวลด์ (Oscar Wilde) ที่ใช้ความเป็นแดนดี้ในเครื่องแต่งกายเพื่อช็อกคนในสังคมเช่นกัน ไวลด์มีรสนิยมทางเพศแบบชายรักชายและท้าทายความเชื่อหัวโบราณว่าเป็นศัตรูร้ายด้วยการไว้ผมยาวแบบศิลปิน สวมกางเกงยาวแค่เข่าที่เรียกว่า ‘Knee Breeches’ กับถุงน่องซาตินตามแบบราชสำนักในอดีต แล้วเลือกติดดอกคาร์เนชั่นสีเขียวที่ปกเสื้อสูทจนกลายเป็นสัญลักษณ์ประจำตัว ซึ่งต่อมาถูกตีความว่าเป็นเครื่องหมายแทนความรักต้องห้ามที่ค้านกฎธรรมชาติ เขากลายเป็นแฟชั่นไอคอนแต่ในขณะเดียวกันก็ถูกซุบซิบนินทาจากกลุ่มคนรุ่นเก่า จะว่าไปไวลด์ก็ไม่เคยสนใจถ้าการแต่งกายของเขาจะกลายเป็นเรื่องที่คนหัวโบราณเหล่านั้นหยิบมาโจมตีเสียดสี เพราะอย่างน้อยเขาถือว่าสังคมได้รับรู้ว่าเขาไม่เห็นด้วยกับกรอบเก่าที่สังคมกำหนด อย่างที่ไวลด์เคยพูดไว้ว่า “สิ่งที่เลวร้ายมากกว่าการถูกนินทาคือการไม่ถูกพูดถึง”

ผมพยายามมองตะวันตกเปรียบเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย แล้วพบว่าในช่วงเวลาใกล้กันกับกระแสแดนดี้ในยุโรป ราชสำนักสยามในสมัยรัชกาลที่ 5 ก็มีความพยายามที่จะปรับเปลี่ยนและนำเสนออิมเมจใหม่ภายใต้กระแสการล่าอาณานิคมทั้งจากอังกฤษและฝรั่งเศส เครื่องมือหนึ่งที่ราชสำนักสยามเลือกใช้เพื่อปรับเปลี่ยนไปสู่การเป็นประเทศที่ทันสมัยจึงเป็นการปรับรูปแบบเครื่องแต่งกายใหม่ให้ดูศิวิไลซ์ขึ้นในสายตาฝรั่ง อันจะเห็นได้ชัดจากพระบรมฉายาลักษณ์ส่วนใหญ่ของในหลวงรัชกาลที่ 5 ที่โปรดเกล้าฯ ให้นำเอาการแต่งกายของสุภาพบุรุษชาวยุโรปในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 มาเป็นต้นแบบ อย่างเช่นภาพลักษณ์ของแดนดี้ที่ถูกสอดแทรกอยู่ในการเลือกใช้ฉลองพระองค์สูทสีเข้มแบบตะวันตก พระสนับเพลาเข้าชุดกัน พระมาลาทรงต่างๆ รวมทั้งธารพระกร (ไม้เท้า) ที่ทรงใช้ในลักษณะของอุปกรณ์ประกอบการแต่งกายไม่แตกต่างจากชาวยุโรป

กระบวนการใช้เครื่องแต่งกายเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัยอย่างแยบยลนี้ถูกทำให้ชัดและแพร่หลายเร็วขึ้นด้วยอุปกรณ์สมัยใหม่ที่เรียกว่ากล้องถ่ายรูป การจัดวางพระอิริยาบถของรัชกาลที่ 5 ในภาพถ่ายที่ประกอบไปด้วยมุมมองแบบชายแดนดี้ ไม่ต่างจากกระบอกเสียงที่ย้ำให้ตะวันตกได้เห็นถึงความศิวิไลซ์ของสยาม พร้อมๆ กับการเกิดขึ้นของอิมเมจแบบชนชั้นสูงที่ดูจะก้าวทันฝรั่งในสายตาของคนไทยด้วยกันเอง


แนวนิยมดังกล่าวยังเห็นได้จากการที่ในหลวงรัชกาลที่ 5 ทรงส่งพระราชโอรสให้ไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ ซึ่งผลส่วนหนึ่งจากการประสานความสัมพันธ์แบบไทยกับตะวันตกนี้ ถือเป็นจุดกำเนิดของเจ้าชายเลือดผสม พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ พระโอรสในสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถฯ กับหม่อมคัทริน ณ พิศณุโลก ซึ่งเป็นหญิงชาวรัสเซีย การได้รับการศึกษาแบบยุโรปที่ประเทศอังกฤษนับตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ทำให้พระองค์จุลได้คลุกคลีกับวัฒนธรรมตะวันตกที่มีอิทธิพลกับรสนิยมและการแต่งกาย ดังจะเห็นได้จากพระรูปสมัยเข้าเรียนที่โรงเรียนแฮร์โรว์ในชุดเครื่องแต่งกายแบบสุภาพบุรุษอังกฤษเต็มยศ รวมถึงการโพสท่าถ่ายภาพในมุมมองที่ไม่ต่างไปจากชายแดนดี้ยุคก่อนหน้านั้น

ในหนังสือ เกิดวังปารุสก์ ที่ทรงพระนิพนธ์ ได้ตั้งข้อสังเกตถึงความสำคัญของเครื่องแต่งกายในฐานะเครื่องมือเพื่อแสดงลำดับชั้นทางสังคมของนักเรียน ทั้งยังสามารถใช้จำแนกวันและช่วงเวลาต่างๆ ของวันออกจากกันได้

ดังนั้นหากจะลองมองพระองค์จุลผ่านจิตวิญญาณแบบแดนดี้ ผมกำลังคิดว่าความเป็นสุภาพบุรุษสุดขั้วของพระองค์ที่ถูกใช้ผ่านกระบวนการแต่งกายแบบเปี่ยมรสนิยมขั้นสูงสุดนี้ นอกจากจะสะท้อนถึงความทันสมัยในลักษณะที่คนไทยใช้มองตะวันตกอย่างชื่นชมแล้ว ขณะเดียวกันก็สะท้อนความขบถต่อมุมมองแบบอนุรักษนิยมของสยาม อันเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลให้พระองค์ต้องรอนแรมจากบ้านเกิดในวัยเด็กมาใช้ชีวิตอย่างไม่สุขสบายนักในดินแดนที่ไม่คุ้นเคย ซึ่งนั่นน่าจะเป็นเหตุผลหลักประการหนึ่งที่ทรงเลือกหันหลังให้กับการรับราชการทหาร ไปสู่การเป็นศิลปินนักประพันธ์


สภาวะของความไม่ ‘Fit In’ กับกรอบความเชื่อดั้งเดิมนี้ยังพบเห็นได้จาก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดช หรือ ‘เจ้าดาราทอง’ พระสหายนักแข่งรถของพระองค์จุล ทั้งสองพระองค์เป็นชายหนุ่มรูปงาม แต่งตัวดี รักอิสระ ชอบความเร็ว ความทันสมัย และเลือกจะเสกสมรสกับสตรีต่างชาติ ผมไม่แน่ใจว่าการเลือกเป็นตะวันตกอย่างสุดโต่งเช่นนี้เป็นดั่งเครื่องมือที่เจ้าชายทั้งคู่ทรงใช้เพื่อแสดงให้เห็นการไม่เห็นด้วยกับกรอบประเพณีและความเชื่อดั้งเดิมอยู่ไหม แต่มันทำให้ผมนึกย้อนกลับมาถึงเหล่าบรรดาเน็ตไอดอลและเหล่าแฟชั่นไอคอนของไทยในปัจจุบันว่า เครื่องแต่งกายที่พวกเขาเลือกใส่นั้นกำลังสะท้อนความคิดหรือแอตติจูดที่มีต่อสังคมอยู่เหมือนกันหรือไม่ มันคงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายทีเดียวหากความพยายามสร้างภาพทั้งหมดนั้นล้วนไม่ได้นำไปสู่อะไรเลยนอกจากความว่างเปล่า

ที่มา – GQ Thailand
www.gqthailand.com

 

สวยเก๋! ล้วงอินสไปร์สองดีไซเนอร์ ‘ไอโซลด้า’ ฮอตสุดในฤดูกาล !

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 มิ.ย. 2559 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/624586

 

ส่งท้ายฤดูร้อนกับแบรนด์สุดฮอตอย่าง ‘ไอโซลด้า (ISOLDA)’ ที่ล่าสุดได้คลอดคอลเลกชั่นสปริง/ซัมเมอร์ 2016 ในชื่อ ‘ไอโซลด้า ป๊อป’ มาเอาใจแฟนๆ ทั่วโลกกันแล้ว และแน่นอนว่า ไทยรัฐออนไลน์ ไม่พลาดตามกระแส นัดคิวสองสาวดีไซเนอร์คนเก่ง ‘จูจู อัฟฟอนโช่ เฟอร์เรียร่า (Juju Affonso Ferreira)’ และ ‘มายา โป๊ป (Maya Pope)’ มาจับเข่าเม้าท์มอยถึงอินสไปร์คอลเลกชั่นนี้ รวมถึงความซี้ปึ๊กของพวกเธอให้แฟนๆ คนไทยได้ฟังกันก่อนใคร…


สองสาวดีไซเนอร์คนเก่ง ‘มายา โป๊ป (Maya Pope)’ และ ‘จูจู อัฟฟอนโช่ เฟอร์เรียร่า (Juju Affonso Ferreira)’

Q : แรงบันดาลใจคอลเลกชั่นล่าสุดได้มาจากไหน
เราได้มาจากงานอินทีเรียร์ ของออสการ์ นีเมเยอร์ (Oscar Niemeyer) และอองรี-มาทิสต์ (Henri-Matisse) ศิลปินชาวฝรั่งเศส ส่วนชื่อคอลเลกชั่นเสื้อผ้าที่เราตั้งให้นี้ ว่า ‘ไอโซลด้า ป๊อป’ ก็เพื่อให้เกียรติแก่ ซอนย่า เดอลอเนย์ (Sonia Delaunay) ซึ่งงานกราฟิก และจีโอเมตริกของเธอนั้นเป็นแรงบันดาลใจให้กับเรา เพื่อสร้างสรรค์คอลเลกชั่นที่สะท้อนและระลึกถึงผลงานของศิลปินชาวยูเครนที่เคยมีโชว์เคส ณ เทต โมเดิร์น มิวเซียมในปี 2015 ที่ผ่านมา

Q : แบรนด์ ‘ไอโซลด้า’ เกิดขึ้นมาได้ยังไง
Maya Pope : มันเกิดขึ้นจากการผสมผสานทางวัฒนธรรม จนกลายมาเป็นแบรนด์แฟชั่นระดับโลกที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องราวความรักที่สวยงาม ชื่อของแบรนด์ได้ตั้งขึ้นจากความเคารพต่อ ‘มาเรีย เทเรซ่า เดอฟาเรีย (Maria Tereza de Faria)‘ ซึ่งเป็นทวดของ จูจู อัฟฟอนโช่ เฟอร์เรียร่า

เราสองคนโตมาด้วยกันใน ฮอร์โต้ ฟลอเรสตัล (Horto Florestal) ที่ซึ่งแวดล้อมไปด้วยธรรมชาติ ทำให้ตอนเด็กๆ เราสองคนได้ใช้เวลาไปกับนกบ้าง ลิงบ้าง และก็สัตว์ชนิดต่างๆ ท่ามกลางต้นมะม่วงหิมพานต์ ต้นมะม่วง และต้นฝรั่งในสวนฮอร์โต้ ฟลอเรสตัล และแล้วในปี 2011 ภาพอันสวยงามของป่าเขตร้อนที่ยังคงตรึงใจเหล่านี้ก็เป็นแรงบันดาลใจให้เราสองคนเริ่มต้นทำแบรนด์ขึ้นอย่างจริงจัง โดยคอลเลกชั่นแรกสุดได้ใช้อินสไปร์จากธรรมชาติ พืชพันธุ์เขตร้อน และนำเสนอลวดลายของสัตว์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเสือจากัวร์ นกเงือก หรือนกแก้วมาคอว์ ที่เราเห็นตอนเด็กๆ นี่ล่ะ

เราสองคนเดินทางไปทั่วโลก โดย จูจู ถือสัญชาติบลาวิลเลี่ยนกับอังกฤษ ส่วนเราถือสัญชาติบราซิลเลี่ยนกับญี่ปุ่น ด้วยการผสมผสานทางเชื้อชาติ และรากเหง้าทางวัฒธรรม ประกอบกับการเดินทางไปทั่วโลกนี้ ทำให้สิ่งต่างๆ ที่เราได้เจอกลายมาเป็นอิทธิพล และแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต และเป็นดีเอ็นเอ-เอกลักษณ์ของแบรนด์ไอโซลด้าในที่สุด !


ใส่ชิลๆ ทิ้งทวนซัมเมอร์คงจะเก๋ไม่เบา !

ดีไซน์สวยเก๋

Q : ใครเป็นคนจุดประกายอยากทำแบรนด์ขึ้นมาก่อน
Juju Affonso Ferreira : เอาจริงๆ เราสองคนชอบแฟชั่นอยู่แล้ว อย่างช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ เราจะสวมเสื้อผ้าที่เราทำขึ้นเอง ออกไปถ่ายวิดีโอตามที่ต่างๆ เป็นวิดีโอแฟชั่น ถ่ายตอนสวมใส่แล้ว หรือแม้กระทั่งการออกแบบ ขั้นตอนการตัดเย็บ จริงๆ แล้วแบรนด์นี้มีพี่สาวของเราด้วยนะที่ช่วยกันเริ่มต้นขึ้นมา

Maya Pope : เราสามคนทำหน้าที่ได้อย่างลงตัวทีเดียว พี่สาวของ Juju ดูแลในเรื่องของงานอาร์ต และเสื้อผ้า ส่วนเราดูแลในเรื่องของงานกราฟิกต่างๆ การคิดลายพิมพ์ หรือทุกอย่างที่เป็นกราฟิกเกี่ยวข้องกันกับแบรนด์ และ Juju ก็ดูแลในเรื่องของมีเดีย และโซเชียลมีเดีย เพราะ Juju เคยทำงานเป็นนักข่าวแฟชั่นให้กับโว้ค บราซิลมาก่อน


ลุคนี้แอบเท่นิดๆ นะ

Q : แบรนด์ไอโซลด้าจัดเป็นเสื้อผ้าสัญชาติอะไร (ได้อินสไปร์จากบราซิล ทว่าเปิดตัวในลอนดอน)
Juju Affonso Ferreira : เราสองคนเกิด และเติบโตในบราซิล ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น ฉะนั้นเรามีความเป็นบราซิลเลี่ยนติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด ทว่าพอโตขึ้นเราสองคนไปใช้ชีวิตอยู่ในลอนดอน เรียนหนังสือที่นั่น ทำงานที่นั่น และก็เริ่มแบรนด์เสื้อผ้าของเราที่นั่น จะว่าไปสำหรับเราเองคงต้องบอกว่า เสื้อผ้าไอโซลด้ามีสองสัญชาติก็ได้ เสื้อผ้าของเราเกิดขึ้นมาได้เพราะเราสองคนคิดถึงบ้าน คิดถึงอากาศร้อน สีสันของที่โน่น และไลฟ์สไตล์ของผู้คนในบราซิล ในขณะที่ผู้คนในลอนดอนล้วนสวมใส่เสื้อผ้าสีเดียวหม่นๆ อย่างสีดำ สีเทา และบรรยากาศก็ค่อนข้างหนาวเย็น เราเลยได้คิดที่จะนำสีสันแบบบราซิลเลี่ยนไปทำเสื้อผ้า และแตะแต้มสีสันให้กับลอนดอนเพื่อให้เกิดความสนุกสนาน ซึ่งตรงนี้เป็นอะไรที่ใหม่มากสำหรับลอนดอนเอง ไม่ว่าจะเป็นลายพิมพ์สัตว์ ผัก หรือผลไม้ที่หาได้แต่ในบราซิลเท่านั้น ความพิเศษที่น่าสนใจตรงนี้ทำให้ไอโซลด้ากลายเป็นที่ชื่นชอบ และมีคนสนใจอย่างมากตั้งแต่คอลเลกชั่นแรกเลย สินค้าของพวกเราขายดีมากๆ ที่ร้านบราวน์

Maya Pope : ลอนดอนเป็นอะไรที่มีแฟชั่นล้ำหน้ามากนะ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นแฟชั่นแบบ Avant-Garde ซึ่งพวกเราได้เข้ามานำเสนอสีสัน และรูปแบบใหม่สไตล์บราซิลเลี่ยนให้กับเมืองลอนดอน ความเก๋ไก๋แบบล้ำยุคทำให้ผู้คนสนใจในงานของเรามาก ส่วนตัวเราคิดว่าแม้แบรนด์ของเราจะเริ่มต้นในอังกฤษ แต่ทว่ารากเหง้าของพวกเรา และตัวแบรนด์เองก็คือความเป็นบราซิลเลี่ยนอยู่ดี ฉะนั้นถ้าให้เราตอบว่าอยู่สัญชาติไหน เราคงตอบแบบไม่คิดเลยว่าเสื้อผ้าของเรา Made-in-Brazil แน่นอน !



Q : การเติบโตของแบรนด์ไอโซลด้าในประเทศไทยเป็นอย่างไร

Juju Affonso Ferreira : ไอโซลด้ากับเบจ (Beige) มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาก เราเคารพซึ่งกันและกัน ตั้งแต่ที่เบจนำเสื้อผ้าของไอโซลด้ามาจำหน่ายในปี 2013 ซึ่งเป็นคอลเลกชั่นสปริง/ซัมเมอร์ นั่นเป็นคอลเลกชั่นแรกที่เบจจำหน่ายให้กับเรา ส่วนตัวเราไม่คิดว่าจะมีที่ไหนในเมืองไทยเหมาะไปกว่าแบรนด์นี้อีกแล้ว และพวกเราคิดว่าจะเติบโตไปด้วยกัน ในอนาคตน่าจะได้ทำอะไรมากขึ้น อย่างเช่น ทรั้งค์โชว์, แฟชั่นโชว์ หรืออีเวนต์ต่างๆ เพื่อนำเสนอคอลเลกชั่นของพวกเราให้กับเหล่าลูกค้า นี่แหละคือสิ่งที่คิดว่าเราจะได้โตไปด้วยกัน

Maya Pope : เราคิดว่าเสื้อผ้าของพวกเราเหมาะมากกับประเทศไทย เพราะที่นี่เป็นเมืองร้อนชื้น ซึ่งไม่ต่างกันกับประเทศบราซิลที่พวกเราเติบโต และใช้ชีวิตมาตั้งแต่เด็ก เสื้อผ้าของไอโซลด้าใช้ผ้าธรรมชาติ อย่างไหมกับฝ้าย ซึ่งความรู้สึกบางเบา มีสีสัน ใส่ง่าย และเป็นอะไรที่คนบราซิลเลี่ยนสวมใส่อยู่แล้ว ซึ่งวัสดุเหล่านี้ก็มีเช่นเดียวกับในไทย ดังนั้นมันจึงเป็นความลงตัวอย่างมาก และคิดว่าคงจะอยู่ในใจสาวไทยได้ไม่ยาก

Q : ในหนึ่งคอลเลกชั่นมีกี่ลายพิมพ์
Maya Pope : ปกติแล้วเราจะมี 4 ตระกูลลายพิมพ์นะ คือมี นกและสัตว์, ดอกไม้, ผักและผลไม้ ตรงนี้เราจะเรียกว่าลายออร์แกนิก และสุดท้ายคือลายกราฟิกที่เราคิดขึ้นมาเอง แต่จะมีการนำลายออร์แกนิกมาผสมกันกับลายกราฟิก เพื่อให้เกิดเป็นสไตล์ของเราอีกทีหนึ่ง แม้แต่บนชุด เราจะนำลายบางอย่างมาใช้ตกแต่งในบางส่วนของชุดต่างหาก ทำให้มันเกิดความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่เหมือนลายพิมพ์อื่นๆ ที่มักจะพิมพ์เหมือนๆ กันทั้งชุด


พิมพ์ลายออร์แกนิกดูสะดุดตาใช่เล่น !

ลายพิมพ์กราฟิกเก๋อะ

Q : ไอโซลด้าแตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ ที่โดดเด่นด้วยลายพิมพ์ยังไงบ้าง
Maya Pope : ตรงนี้เรามองว่าแบรนด์เสื้อผ้าอื่นๆ ต่างก็เกิดจากการทำด้วยดิจิตอลด้วยกันทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่ที่เห็นจะเป็นลวดลายกราฟิกที่มีความเป็นดิจิตอล และได้รับการปรับแต่งด้วยเอฟเฟกต์ต่างๆ ในคอมพิวเตอร์อย่างมากมาย ทว่าไอโซลด้าจะเริ่มด้วยการวาดภาพจากแรงบันดาลใจรอบๆ ใกล้ตัวก่อน (มันไม่ใช่สิ่งที่เป็นกระแสแฟชั่นในปัจจุบัน) จากนั้นเราจึงจะนำมาสู่ขั้นตอนของดิจิตอลในคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนสแกน และนำมาปรับแต่งด้วยกราฟิกสไตล์ของไอโซลด้า ฉะนั้นนี่คือสิ่งที่แตกต่างระหว่างแบรนด์ของพวกเรากับแบรนด์อื่นๆ ที่เราอยากจะนำเสนอจริงๆ งานพิมพ์ของเราจะเรียกว่างานศิลปะเลยก็ว่าได้ เพราะเราเริ่มจากงานวาดภาพ หรือเพ้นท์ด้วยมือ ทั้งด้วยสีน้ำ หรือสีน้ำมันก็ดี มันเป็นการผสมผสานระหว่างงานฝีมือ และดิจิตอลเข้าด้วยกัน ในขณะที่แบรนด์อื่นๆ เป็นการใช้ทั้งภาพ และเอฟเฟกต์จากดิจิตอลของคอมพิวเตอร์ทั้งหมด



แฟชั่นนิสต้าตัวจริงห้ามพลาด !

ผสมผสานระหว่างลายพิมพ์ออร์แกนิกกับงานกราฟิก

Q : มาเยี่ยมเยือนเมืองไทยแล้ว ได้อินสไปร์อะไรใหม่ๆ กลับไปบ้างไหม
Juju Affonso Ferreira : ได้เยอะเลยล่ะ อย่างมาครั้งนี้พวกเราได้แวะไปพระบรมมหาราชวัง ได้ดูพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และนั่นก็มอบแรงบันดาลใจให้กับพวกเราเป็นอย่างมาก ทำให้พวกเราได้เห็นว่าพระมหาราชินีทรงสวมใส่อะไรในอดีต ซึ่งมันก็มีเสื้อแบบเปิดไหล่ด้วยเหมือนกัน การที่จะเอามาอแดปดีไซน์ให้เข้ากับยุคปัจจุบันก็เป็นอะไรที่น่าสนใจไม่น้อย นอกจากนี้ ทุกๆ ที่ในกรุงเทพฯ ที่เราไปก็ล้วนเป็นแรงบันดาลใจชั้นดี ทั้งผู้คน สถานที่ต่างๆ ที่สำคัญสุดเรามีทีมซัพพอร์ตที่ดีในบราซิลด้วยเช่นกันที่จะช่วยทำให้เสื้อผ้าของไอโซลด้าเป็นที่หลงรักได้ไม่ยาก



Q : ในฐานะดีไซเนอร์มีเทรนด์อะไรบ้างที่กำลังอยู่ในกระแสของโลกแฟชั่นตอนนี้
Maya Pope : อันแรกต้องเสื้อเปิดไหล่เลย ไม่เพียงแต่มันจะเป็นสไตล์ที่เราชอบมาก และทำกันมานานมากแล้ว ทว่ายังเป็นกระแสที่สาวๆ ทั่วโลกหันมาสวมใส่กันในขณะนี้ด้วย

Juju Affonso Ferreira : สอง…บอมเบอร์ (Bomber Jacket) และอาร์มี่ แจ็กเก็ต (Army Jacket) กำลังมาแรงมากๆ เดี๋ยวนี้สาวๆ ใส่ชุดเดรสยาวพลิ้วๆ กับแจ็กเก็ตแบบนี้กัน มันทำให้ไม่ดูหวานจนเกินไป แต่ทำให้ดูเท่ และมีสไตล์อย่างน่าประหลาด

Maya Pope : นี่เลย เสื้อโซลิดคัลเลอร์ (Solid Color) อย่างเชิ้ตขาวเรียบๆ เสื้อยืดสีเรียบๆ เป็นอะไรที่นำมาจับคู่กับชิ้นที่มีลายพิมพ์สวยๆ แล้วจะทำให้สไตล์ดูโดดเด่นขึ้น เรียกว่าเป็น Must have ที่สาวๆ ควรจะมีติดไว้ในตู้เสื้อผ้าเลยล่ะ

Juju Affonso Ferreira : เสื้อจัมป์สูท (Jump Suit) อันนี้ใส่ง่าย สบายตัว เป็นอะไรที่มาแรงมาก…ก และเทรนด์สุดท้าย รัฟเฟิลส์ (Ruffles) ที่เป็นระบายๆ พวกนี้ทำให้สาวๆ ดูสวย ให้ลุคอ่อนหวานขึ้น


สีสันสดใสเหมาะกับซัมเมอร์สุดๆ

Q : ด้วยเรื่องราวความซี้ปึ้ก อะไรที่ทำให้คุณสองคนมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้น และคงมิตรภาพยาวนานมาจนถึงทุกวันนี้

Maya Pope : ย้อนกลับไปตอนนั้นเราโตมาด้วยกันในคอนโดมิเนียมที่เมืองบาเฮีย Juju เพิ่งจะอายุ 5 หรือ 6 ขวบเองตอนที่เราได้รู้จักกัน จริงๆ แล้วเราเป็นเพื่อนสนิทกับพี่สาวของ Juju มาก่อน ดังนั้น เมื่อเราโตมาด้วยกัน ได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันก็เลยทำให้มีความชอบอะไรคล้ายๆ กัน ใช้ของคล้ายๆ กัน แต่หลังจากนั้นพอเราโตขึ้น ต่างคนต่างก็แยกย้ายกันไป Juju ย้ายไปอยู่ลอนดอน ส่วนเราเองไปอยู่เซาเปาโล นั่นก็ทำให้เราห่างกันไปพักใหญ่ๆ แต่ละคนก็ไปใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง แต่เราทั้งสองคนยังคงติดต่อกันอย่างต่อเนื่องเสมอๆ นะ จนสุดท้ายเราก็กลับมาเจอกันอีกครั้งในปี 2010 ที่ลอนดอน

Juju Affonso Ferreira : ตอนมาเจอกันอีกที Maya ก็แต่งงานกับหนุ่มชาวอังกฤษแล้ว ตอนนั้น Maya ทำงานให้กับบริษัทแบรนด์ดิ้งดีไซน์เอเจนซี่ ซึ่งทีนี้พอเราได้มาเจอกันอีกที เราก็เริ่มมาทำงานด้วยกัน ช่วยกันคิดถึงธุรกิจ เสื้อผ้า สไตล์ แบรนด์ไอเดนติตี้ต่างๆ จนเริ่มทำแบรนด์เสื้อผ้าจริงๆ ขึ้นมา ส่วนใหญ่แล้วเราสองคนจะใช้เวลาในช่วงสุดสัปดาห์ Brainstorming กัน ลองสวมใส่เอง ถ่ายวิดีโอเอง และนำเสนอลงผ่านช่องทางโซเชียลเน็ตเวิร์กต่างๆ จนมีบล็อกเกอร์ถามถึง และสวมใส่เสื้อผ้าของพวกเรานั่นล่ะ มันจึงเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่ทำให้เราสองคนภูมิใจ และได้อยู่ด้วยกันมาจนถึงตอนนี้ อาจเพราะเราทั้งสองคนต้องทำงานด้วยกันค่ะ (หัวเราะร่า)


‘มายา โป๊ป (Maya Pope)’ และ ‘จูจู อัฟฟอนโช่ เฟอร์เรียร่า (Juju Affonso Ferreira)’ …เพื่อนสุดซี้ รักเกินใคร !

Q : มีเซเลบฯ-คนดังคนไหนบ้างที่เคยสวมใส่ไอโซลด้ามาแล้ว
Juju Affonso Ferreira : โห… เยอะมากๆ ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหญิง บล็อกเกอร์ นักแสดง นางแบบ และนักข่าว อาทิ แคโรไลน์ อิซซ่า (Caroline Issa), เอลิซาเบธ เฮอร์ลีย์ (Elizabeth Hurley), เจ้าหญิงเม็ตเต้-มาริต แห่งนอร์เวย์ (Princess Mette-Marit of Norway), เฮเลน่า บอร์ดอน (Helena Bordon) และมิโรสลาว่า ดูม่า (Miroslava Duma) ก็ล้วนแต่เป็นสุภาพสตรีที่เคยสวมใส่ ‘ไอโซลด้า’ มาแล้วทั้งนั้น


ว้าวว ! หลงรักคนนี้ เอ้ย ตัวนี้เลยอะ ! =)

Q : ปิดท้ายด้วยแหล่งช็อปไอโซลด้า มีขายที่ไหนบ้าง
Maya Pope : ถ้าที่บราซิลหาได้หลายช็อปเลย เยอะมากๆ มีทั้ง Allegra, Amiratti, Bazaar fashion, Capela, Claudete&Deca, Dona Santa, Fato, Gallerist, Guarda Corpo, La Bassetti, Madre Sandra, Mammoth, Mares, Mel Rosa, O Que Vestir, Quadra, Rock’n Closet, Twinset, Vanilla, Via Flores, Via Konceito และ L’allume

ส่วนถ้าเป็นประเทศต่างๆ ทั่วโลกก็จะมีช็อปของอเมริกา Moda Operandi และ Shopbop, ช็อปที่อังกฤษ Matches และ Browns, ช็อปที่ไทย Beige, ช็อปที่กรีซ Freeshop, ช็อปที่อิตาลี Luisa Via Roma, ช็อปที่ซาอุดีอาระเบีย Aget Concept, ช็อปที่อิสราเอล Helga Design, และช็อปที่ไต้หวัน Artifacts สุดท้ายแล้วยังไงก็ฝากติดตามผลงานของพวกเราในคอลเลกชั่นต่อๆ ไปด้วยนะคะ


ไม่ต้องเน้นแอคเซสเซอรี่อะไร แค่ดีไซน์ และลายพิมพ์ก็เอาอยู่ !

ชอบๆ
 

นิทรรศการภาพแฟชั่นอาร์ต สะท้อนสีสันโลกศิลปะที่ไม่หยุดนิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 มิ.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/641907

 

ไม่หยุดนิ่งที่จะสร้างสีสันให้กับวงการแฟชั่นไทย สองยักษ์ใหญ่ผู้นำวงการแฟชั่นไลฟ์สไตล์ ได้แก่ ห้างฯเซน นำโดย ณัฐธีรา บุญศรี ร่วมกับ นิตยสารนูเมโร ไทยแลนด์ นิตยสารแนวอาร์ต ที่ทรงอิทธิพลทางด้านความงาม ศิลปะและแฟชั่นชั้นนำจากฝรั่งเศส โดย อมรสิริ บุญญสิทธิ์ ผนึกพลังสร้างสรรค์นิทรรศการภาพถ่ายแฟชั่นแนวอาร์ตสุดยิ่งใหญ่แห่งปี ภายใต้ชื่องาน ZEN X NUMÉRO THAILAND Into 5th Year Anniversary Exhibition เพื่อให้เหล่าแฟชั่นเลิฟเวอร์ รวมถึงผู้หลงใหลการถ่ายภาพและงานศิลปะ ได้ค้นพบแรงบันดาลใจใหม่ที่เหมาะกับตัวเอง พร้อมถือโอกาสสำคัญนี้ร่วมเฉลิมฉลองการก้าวสู่ปีที่ 5 ของนิตยสาร นูเมโร ไทยแลนด์ อย่างเป็นทางการ


อมรสิริ บุญญสิทธิ์ (กลาง) และแฟนคลับนูเมโร ธนภพ ลีรัตนขจร, วราวุธ เลาหพงศ์ชนะ.

งานนี้ถือเป็นนิทรรศการภาพถ่ายประจำปีของ ห้างฯเซน ที่จัดอย่างต่อเนื่องทั้งอินดอร์และเอาท์ดอร์ โดยครั้งนี้จับมือกับ นิตยสารนูเมโร ไทยแลนด์ ขนทัพแบรนด์ไทยดีไซเนอร์ 20 แบรนด์ นำเสนอเอกลักษณ์ความอิสระของวงการแฟชั่นที่ไม่เคยหลับ ในรูปแบบโฟโต้เอ็กซิบิชั่น ภายใต้แนวคิด “แฟชั่นอาร์ต” จำนวนกว่า 70 ภาพ ไฮไลต์พิเศษของงานนี้ ได้อัญเชิญพระรูป พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้า สิริวัณณวรีนารีรัตน์ ที่ทรงขึ้นปกนูเมโร ไทยแลนด์ มาจัดแสดง ร่วมกับภาพถ่ายชิ้นมาสเตอร์พีซที่ได้รับการคัดเลือกจากนิตยสารนูเมโร ฝรั่งเศส แสดงผลงานการลั่นชัตเตอร์ของเหล่าศิลปินช่างภาพมือทอง อาทิ Greg Kadel, Jean-Baptiste Mondino, Peter Lindbergh, Victor Demarchelier ฯลฯ มาแสดงเป็นครั้งแรกในเมืองไทย โดยเปิดให้ชมฟรีถึง 21 มิ.ย.นี้ ณ บริเวณสกายวอล์ค ชั้น 3 ห้างสรรพสินค้าเซน.


คณชัย เบญจรงคกุล
 

โฉมใหม่บูติก “มิกิโมโต้” ตระการตามงกุฎประดับมุก 150 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 มิ.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/641899

 

ตอกย้ำความเป็นแบรนด์ ไข่มุกอันดับหนึ่งของโลก “มิกิโมโต้” ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ประจำประเทศไทย “มร.ยาซูฮารุ โอฮาระ” และ “วันทนีย์ อิงคตานุวัฒน์” จัดงานฉลองเปิดบูติกโฉมใหม่สุดอลังการ ณ ชั้น M ศูนย์ การค้าสยามพารากอน พร้อมทุ่มทุนขนผลงานชิ้นมาสเตอร์พีซหาชม ยากจากแดนอาทิตย์อุทัย มาจัดแสดงเป็นนิทรรศการสุดโก้หรู ในคอนเซปต์ “Mikimoto Pearl Crown “Dreams & Pearls” เพื่ออวดคุณค่าแห่งความบริสุทธิ์ของมุก 12 เม็ด และความ ฝัน เจิดจรัส ท่ามกลางความตื่นตาตื่นใจของสาวกไข่มุกระดับไฮเอนด์


ทัศนีย์ ศิริเกียรติสูง นำบอสพารากอน “ชฎาทิพ จูตระกูล” ชมมงกุฎ 150 ล้าน.

งานนี้เรียกเสียงฮือฮาสะกดทุกสายตา ด้วยผลงานชิ้นมาสเตอร์พีซสำคัญคือ “Mikimoto Pearl Crown “Dreams & Pearls” มงกุฎแห่งความฝัน มูลค่า 150 ล้านบาท ที่จัดทำขึ้นพิเศษ เพื่อฉลองครบรอบ 120 ปี ของการคิดค้นไข่มุกมิกิโมโต้ โดยช่างชั้นสูง ของมิกิโมโต้ตั้งใจคัดสรรไข่มุกเม็ดงามหายาก 12 สี จากหลากหลายสายพันธุ์ทั่วโลก มารังสรรค์เป็นดอกไม้ 12 ดอกสุดวิจิตร เพื่อถ่ายทอดความงดงามน่าทึ่งของไข่มุกมิกิโมโต้ โดยดอกไม้ทั้ง 12 ดอก ประดับประดาแตกต่างกันไป เพื่ออวดความละเอียดอ่อนพิถีพิถันของช่างฝีมือ โดยแต่ละดอกสามารถถอดออกได้แค่กดเพียงคลิกเดียว แล้วนำมาดัดแปลงเป็นต่างหู, เข็มกลัด หรือติดกับสร้อยข้อมือไข่มุกและเข็มขัดไข่มุก ถือเป็นผลงานชิ้นเอกที่สะท้อนถึงความลุ่มลึกในการสร้างสรรค์ของมิกิโมโต้ ที่หาใครเทียบยากจริงๆ


ประธานใหม่มิกิโมโต้เทกแคร์แขกวีไอพี อาทิ เงินกอง เติมวิวัฒน์ และอนงค์ ทีปสุวรรณ.

ภายในนิทรรศการยังได้สีสันตระการตาจาก “ที่คาดผมไข่มุกอะ-โกย่าประดับเพชร” สามารถปรับเปลี่ยน เป็นตุ้มหู และสร้อยคอที่เสมือนเป็นผ้าพันคอ และสร้อยข้อมือ, “มงกุฎไข่มุกอะโกย่า” ประดับ Conch Pearl, เพชร และพลอย มีสไตล์แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร ตลอดจน “เข็มกลัด ติดไหล่ประดับเพชร-พลอย” หนึ่งในคอลเลกชั่น “Sapphire & Ruby Collection” ที่มีรูปร่างและสีสันอัญมณีหายากรวมกันมากที่สุด.




เลือกแว่นกันแดดอย่างไรให้เหมาะกับใบหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย GQ Thailand 19 มิ.ย. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/636230

 

ไม่ว่าจะหน้าหนาว หน้าฝน หรือหน้า (โคตร) ร้อน ดวงอาทิตย์ก็ยังสาดแสงแรงกล้ามาที่ประเทศไทยทุกฤดู แว่นกันแดดจึงเป็นไอเท็มติดตัวที่จะช่วยปกป้องดวงตาจากแสงแดดและยังช่วยเพิ่มความเท่ให้คุณดูมีสไตล์อีกด้วย แต่แว่นกันแดดมีให้เลือกมากมายหลายทรง เราจะมาบอกเคล็ดลับคุณว่าจะเลือกแว่นกันแดดอย่างไรให้เหมาะสมกับใบหน้า

ก่อนอื่นมารู้จัก 2 หลักการในการเลือกแว่นกันแดดกันก่อน

• คุณต้องจำไว้ว่าต้องเลือกทรงแว่นกันแดดให้แตกต่างจากทรงของใบหน้าเพื่อที่จะช่วยบาลานซ์ใบหน้าของคุณ เช่น ถ้าเป็นคนลักษณะหน้ากลมก็ต้องใช้แว่นทรงเหลี่ยมเพื่อช่วยลดความมนของหน้า

• อีกข้อที่สำคัญคือ กรอบของแว่นกันแดดจะต้องมีขนาดพอดีกับขนาดของใบหน้า เพราะถ้าใส่แว่นที่ใหญ่หรือเล็กกว่าหน้าอาจจะทำให้คุณดูเหมือนตัวตลกแบบที่มักเห็นในหนังได้

เลือกแว่นกันแดดอย่างไรให้เหมาะกับใบหน้า

ใบหน้าทรงกลม

ใบหน้าที่มีสัดส่วนเท่ากันทั้งความกว้างความยาวจึงทำให้ไม่มีมุมหน้า


ทรงแว่นที่เหมาะ – แว่นกันแดดทรงสี่เหลี่ยมทั้งผืนผ้าและจัตุรัส แต่ต้องเป็นแว่นที่กว้างกว่าใบหน้าเล็กน้อยเพื่อจะช่วยทำให้หน้าดูบางและยาวขึ้น

ทรงแว่นที่ควรเลี่ยง – แว่นไร้กรอบหรือแว่นทรงกลมเล็ก เพราะจะทำให้ใบหน้ายิ่งมนกลมมากยิ่งขึ้น

ใบหน้ารูปไข่

หน้ารูปไข่เป็นใบหน้าในอุดมคติ เพราะสัดส่วนของใบหน้าได้สมดุลทั้งหน้าผาก ช่วงตา จมูก โหนกแก้ม และกราม


ทรงแว่นที่เหมาะ – เพื่อรักษาสัดส่วนที่สมดุลนี้ ควรเลือกแว่นกันแดดทรงเรขาคณิตที่กว้างกว่าบริเวณที่กว้างที่สุดของใบหน้า

ทรงแว่นที่ควรเลี่ยง – แว่นขนาดใหญ่หรือเล็กที่ไม่พอดีกับใบหน้า เพราะแว่นที่ใหญ่เกินไปจะทำให้หน้าดูที่ได้รูปดีอยู่แล้วผิดสัดส่วนได้

ใบหน้าทรงสี่เหลี่ยม

มีลักษณะกรามชัด ช่วงหน้าผากกว้าง และยังมีสัดส่วนเท่ากันทั้งแนวกว้างและแนวยาว


ทรงแว่นที่เหมาะ – แว่นกันแดดทรงยาวกรอบแคบหรือแว่นรูปไข่เพื่อช่วยทำให้กรามและใบหน้าดูซอฟต์ลง
ทรงแว่นที่ควรเลี่ยง – แว่นที่มีลักษณะเป็นเหลี่ยม เพราะจะยิ่งทำให้กรามเด่นและใบหน้าดูแข็ง

ใบหน้ารูปหัวใจ (สามเหลี่ยมคว่ำ)

ช่วงหน้าผากจะมีลักษณะกว้างกว่าส่วนอื่นๆ ของใบหน้า และช่วงคางจะเล็กมากจนมีลักษณะเป็นสามเหลี่ยมคว่ำหรือรูปหัวใจ


ทรงแว่นที่เหมาะ – เพื่อบาลานซ์ส่วนบนที่กว้างกับส่วนล่างที่เล็ก ควรเลือกแว่นที่มีฐานกว้างหรือแว่นไร้กรอบไปเลยเพื่อลดความเด่นของด้านบน

ทรงแว่นที่ควรเลี่ยง – แว่นที่มีดีเทลหรือมีการประดับเยอะๆ ควรเลี่ยงเพราะจะยิ่งดึงความสนใจไปที่บริเวณหน้าผาก

ใบหน้ารูปเพชร

เป็นรูปหน้าที่มีเอกลักษณ์ เพราะมีลักษณะโหนกแก้มสูง ช่วงตาและช่วงกรามจะเล็ก ทำให้สัดส่วนบนหน้ามีความแตกต่างกันมาก


ทรงแว่นที่เหมาะ – เพื่อลดทอนโหนกแก้มลงและเน้นบริเวณตามากขึ้น จึงควรใช้แว่นกันแดดที่ไม่มีกรอบหรือแว่นกรอบไข่ที่จะช่วยเน้นบริเวณคิ้วให้เด่น

ทรงแว่นที่ควรเลี่ยง – แว่นที่มีกรอบแคบหรือมีขนาดเล็กเกินไป เพราะจะยิ่งทำให้โหนกแก้มดูใหญ่และเด่นกว่าบริเวณอื่นๆ


ที่มา – GQ Thailand
www.gqthailand.com

 

เปิดโรงงานเก่าแก่สุดในโลกของ ลาคอสท์ ย้อนตำนานความยิ่งใหญ่ จระเข้ชูหาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/641542

 

“ลาคอสท์” มีตำนานผูกพันลึกซึ้งกับวงการกีฬาเทนนิสและการแข่งขันเทนนิสเฟรนช์โอเพ่น “โรลังด์ การ์รอส” มาตั้งแต่แรกเริ่ม โดยผู้ก่อตั้ง “เรเน่ ลาคอสท์” เป็นแชมเปี้ยนเทนนิสโลก แกรนด์สแลม ถึง 7 ครั้ง กวาดแชมป์มาหมดจากประเทศฝรั่งเศส, อเมริกา และอังกฤษ ความสำเร็จของเขาสร้างประวัติศาสตร์หน้าสำคัญให้วงการเทนนิสแดนน้ำหอม และยังเป็นจุดเริ่มต้นให้ “โรลังด์ การ์รอส” ถือกำเนิดอย่างเป็นทางการ ในเดือน ก.ค.1928




นอกจากจะสร้างชื่อเสียงโดดเด่นในวงการเทนนิสโลก จนได้ฉายา “จระเข้” จากนักข่าวมะกัน ซึ่งทึ่งในความอึดและดุดันดุจจระเข้ที่กัดคู่ต่อสู้ไม่ปล่อย “เรเน่ ลาคอสท์” ยังปฏิวัติสไตล์การแต่งกาย บนคอร์ตเทนนิสสิ้นเชิง ด้วยการให้กำเนิดเสื้อโปโล ลาคอสท์ต้นแบบตัวแรก ที่มีโลโก้จระเข้ชูหางเป็นสัญลักษณ์ เมื่อปี 1925 เปิดศักราชสู่แฟชั่นสปอร์ตแวร์ยุคใหม่ในเวลาต่อมา ที่เน้นผ้านุ่มเบาสบาย มีความยืดหยุ่นสูง ง่ายต่อการ เคลื่อนไหว ดีไซน์เก๋ไก๋ ขณะเดียวกันก็แข็งแรงทนทาน และคลาสสิก เหนือกาลเวลา



เพื่อทำความรู้จักกับแบรนด์ “ลาคอสท์” ใกล้ชิดมากขึ้น ค่ายไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายลาคอสท์ประเทศไทย เชื้อเชิญทีมข่าวหน้าสตรีไทยรัฐ พร้อมสื่อทั่วเอเชีย เดินทางไปเยือนสนามโรลังด์ การ์รอส ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส แบบติดขอบสนามจริง เพื่อชมการแข่งขันเทนนิสเฟรนช์ โอเพ่น รอบคัดเลือกระหว่าง “โนวัค โจโควิค” แชมป์เทนนิสชาวเซอร์เบียมือวางอันดับหนึ่งโลก ปะทะกับ “เยน ซุน ลู” นักเทนนิสชาวไต้หวัน มือวางอันดับ 95 โดยโนวัคเอาชนะได้ 3 เซตรวด และทำลายสถิติคว้าแชมป์แกรนด์สแลมทั้ง 4 รายการ สำเร็จเป็นคนที่ 8 ในประวัติศาสตร์เทนนิสโลก งานนี้ผู้สื่อข่าวเอเชียยังมีโอกาสจับแร็กเกตฝึกตีเทนนิสบนคอร์ตดินสดๆกับอดีตนักเทนนิสมือวางอันดับ 5 ของโลกชาวฝรั่งเศส ซึ่งปัจจุบันเป็นทูตประจำแบรนด์ลาคอสท์

เมื่อได้ซึมซับบรรยากาศของเฟรนช์ โอเพ่นเต็มที่ ก็ถึงเวลาเดินทางไปเยี่ยมชมโรงงานแห่งแรกของลาคอสท์ อายุเก่าแก่เกือบ 100 ปี ที่เมืองทรัว แคว้นชองปาญาร์แดน เพื่อสัมผัสตำนานลาคอสท์ ที่อยู่คู่โลกแฟชั่นสปอร์ตแวร์มายาวนานกว่า 83 ปี ถือเป็นประสบการณ์สุดเจ๋ง เพราะปกติแล้วลาคอสท์ไม่เคยเปิดโรงงานให้ใครเข้าไปง่ายๆ


เมืองทรัวเป็นเมืองหลวงของจังหวัดโอบ ในแคว้นชองปาญาร์แดน ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำแซน ห่างออกไป 150 กิโลเมตร ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงปารีส มีประชากรอาศัย 62,000 คน แต่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เพราะเป็นเมืองที่มีโรงงานผลิตเสื้อผ้าเก่าแก่และดั้งเดิมที่สุดคือ โรงงานลาคอสท์ มีพนักงาน 2,000 คน รับหน้าที่ผลิตสินค้าของลาคอสท์ คอลเลกชั่น “เมด อิน ฟรานซ์” ทั้งหมด เพื่อส่งออกวางจำหน่ายใน 100 กว่าประเทศทั่วโลก ถือเป็นโรงงานเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และเป็นหนึ่งในไม่กี่โรงงานของฝรั่งเศส ที่มีกระบวนการผลิตตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จ

ถึงจะเป็นสาวโรงงาน แต่ชีวิตความเป็นอยู่ของหนุ่มสาวลาคอสท์ก็สบายหายห่วง เพราะค่าแรงสูง โดยพนักงานลาคอสท์จะได้รับค่าแรง +5% จากแรงงานขั้นต่ำ ของฝรั่งเศส ซึ่งปัจจุบันตกเดือนละ 1,300 ยูโร คิดเป็นเงินไทยราว 52,000 บาท พนักงานที่อยู่ในสายการผลิตมีอยู่ 1,200 คน แบ่งหน้าที่ตามขั้นตอนการผลิตเริ่มจากการถักทอผ้า, การย้อม, การตัด ไปสิ้นสุดที่การเย็บประกอบเป็นตัวโดยการผลิตดูจากออเดอร์สั่งสินค้าว่าควรผลิตเสื้ออะไรรุ่นไหน จำนวนกี่ชิ้น จากนั้นจึงคำนวณว่าต้องใช้ผ้าความยาวเท่าไหร่ กระดุมกี่เม็ด ปก ปลอกแขน และไส้ไก่ เท่าไหร่


โซนแรกที่เข้าไปเยี่ยมชมคือ “การถักทอผ้า” จะเห็นกระสวยด้ายถูกจัดเป็นกอง โดยมีหมายเลขอ้างอิง ทำให้ง่ายในการติดตามภายหลัง สำหรับผ้าถักที่ต้องนำไปย้อม ด้ายที่ใช้จะเป็นสีธรรมชาติ ส่วนการถักแบบมีลวดลาย ด้ายจะถูกย้อมสีมาแล้ว กระสวยแต่ละกองที่ได้รับมาจะถูกแยกออกอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถควบคุมขั้นตอนต่างๆสะดวก ขนาดของเส้นด้ายกำหนดมาตรฐานของด้ายหนัก 1 กิโลกรัม เท่าความยาว 75 กิโลเมตร ซึ่งเสื้อยืดโปโลลาคอสท์ 1 ตัว จะผลิตจากเส้นใยฝ้ายบริสุทธิ์ที่มีน้ำหนัก 230 กิโลกรัม โดยมีความยาวของเส้นใยฝ้ายบริสุทธิ์ 20 กิโลเมตร การตรวจสอบ แต่ละครั้งใช้เวลา 8 ชั่วโมง เครื่องจักรให้ข้อมูลทางสถิติที่มีความเที่ยงตรงสูง ทำให้ สามารถตัดสินได้ว่าเส้นด้ายนั้นมีคุณภาพตรงตามมาตรฐานหรือไม่ ขณะเดียวกัน ตัวอย่างจะถูกถักขึ้นเพื่อตรวจสอบและยืนยันความเหมือน ของสีให้ได้ตรงตามมาตรฐาน เมื่อคุณภาพของเส้นด้ายยืนยันว่าใช้ได้ ก็จะถูกนำไปกรอเป็นเส้นคู่ โดยใช้กระสวย 2 ตัว กรอด้ายร่วมกันออกมาเป็นหนึ่งเส้น ภายในโรงงานจะมีเครื่องดูดฝุ่นกำจัดเศษฝ้ายเพื่อให้มั่นใจเรื่องความสะอาดของเส้นด้าย



เมื่อผ่านขั้นตอนแรกไปแล้ว ก็มาถึงการชม “กระบวนการย้อมผ้า” สีที่ใช้ย้อมผ้าลาคอสท์ จะออกแบบโดยทีมวิจัยในกรุงปารีส เพื่อให้เกิดการผสมสีที่มีคุณภาพสูงสุด กว่าจะลงมือย้อมผ้าได้จริง ต้องนำสีทดสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับหลากหลายเนื้อผ้า เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีความเพี้ยนของสีในชนิดผ้าที่ต่างกัน เฉพาะกระบวนการถักทอผ้าและย้อมสี ใช้เวลารวมกัน 15 ชั่วโมง การย้อม 1 ครั้ง จะย้อมผ้าได้ 100 กิโลกรัม ทั้งนี้ ห้องปฏิบัติการในแผนกย้อม จะมีภารกิจ 3 ประการ คือ การผลิตสีต่างๆ, การควบคุมคุณภาพ และการทำงานวิจัยพัฒนา กว่าจะได้เสื้อโปโลแต่ละตัว ต้องประกอบด้วยชิ้นส่วนมากมาย โดยในขั้นตอนย้อมจะนำชิ้นงานทุกชิ้นที่ประกอบเป็นเสื้อมาย้อมสีพร้อมกัน เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่มีสีเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วจึงนำไปซักเพื่อขจัดสีที่ไม่เกาะติดเส้นใย เฉพาะขั้นตอนย้อมต้องใช้เวลา 5-10 ชั่วโมง เมื่อเสร็จสิ้นจึงนำผ้าไปอบแห้ง ก่อนจะรีดเอาน้ำออก เพื่อให้ได้ผ้าถักที่มีขนาดคงที่ ไม่เสียรูปทรง

หลังจากเตรียมผ้าพร้อมแล้ว จึงเป็นเวลาของ “การตัด และเย็บประกอบเป็นตัว” พร้อมเก็บงานขั้นสุดท้าย งานแรกในกระบวนการตัดคือ การรับและตรวจสอบผ้าถัก ชิ้นผ้าถักจะถูกตรวจสอบและวัดเพื่อเตรียมงานสำหรับการตัด ผ้าถักจำนวนเท่าที่จำเป็นจะถูกแยกออกมาเพื่อผลิตสาบรังดุม หากการตรวจสอบเป็นที่น่าพอใจ คำสั่งผลิตต่างๆจะถูกดำเนินการโดยคอมพิวเตอร์ เมื่อตัดเสร็จ ชิ้นผ้าจะถูกนำไปติดสัญลักษณ์รูปจระเข้ สุดท้ายส่วนประกอบทั้งหมดจะถูกนำกลับมารวมกัน นับชิ้นและตรวจสอบ แต่ละชุดต้องมีส่วนประกอบของตัวเสื้อทั้งหมด ได้แก่ คอปกเสื้อ, ขอบริม และตัวเสื้อ เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ใบสั่งงานใหม่จะถูกจัดเตรียม และส่งไปกำกับการประกอบตัวเสื้อ จากนั้นเป็นขั้นตอนการรีด และตรวจคุณภาพด้วยตา ก่อนจะนำไปบรรจุในถุงและแพ็กลงกล่อง ลำเลียงไว้ในคลังเก็บสินค้า เตรียมส่งออกจากโรงงานไปขายทั่วโลก


โอ้โห!! หยาดเหงื่อแรงกายล้วนๆ กว่าจะได้เสื้อโปโลลาคอสท์ แต่ละตัว ต้องผ่านขั้นตอนการผลิตเป็นวันๆ ทั้งเนี้ยบและพิถีพิถันทุกรายละเอียดขนาดนี้ ไม่น่าแปลกใจเลยที่ “ลาคอสท์” จะครองความเป็นขวัญใจคนรักแฟชั่นสปอร์ตแวร์มาทุกยุคทุกสมัย ทั้งอึดทั้งทนเหนือกาลเวลา สมกับเป็นเจ้าตำนาน “จระเข้” กัดไม่ปล่อยจริงๆ.


ทีมข่าวหน้าสตรี

 

แอคเซสเซอรี่สร้างความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 มิ.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/640914

 

Eugenia Kim

วงการแฟชั่นและความงามไม่เคยหยุดนิ่งเรื่องจินตนาการสร้างสรรค์ เหล่าแบรนด์ดังระดับโลกต่างก็งัดไอเดียสารพัดมาประชันกันเพื่อสร้างความสุขและสีสัน นำขบวนโดย “Eugenia Kim” เจ้าแห่งหมวกไอเดียบรรเจิดแห่งนิวยอร์ก สร้างสรรค์คอลเลกชั่นฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2016 ด้วยแรงบันดาลใจจากนิทรรศการชุด “Henri Matisse : The Cut Outs” รวบรวมผลงานในยุคหลังของ “อองรี มาติส” ศิลปินชาวฝรั่งเศสมาจัดแสดงรวมกัน ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่กรุงนิวยอร์ก ทำให้ได้หมวกน่ารักเต็มไปด้วยอารมณ์สุนทรีย์ มีทั้งหมวกปีกกว้าง, หมวกฟางยอดแบน, หมวกเฟโดรา และหมวกเบเร่ต์ ส่วนหมวกรุ่น “Sunny” สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ ด้วยลูกเล่นปักลายมือของยูจีเนีย คิม และลายหงส์ชดช้อยรอบปีกหมวก




Mark Cross

ด้าน “Mark Cross” โฟกัสกระเป๋าไซส์มินิเป็นหลัก นำเสนอกระเป๋าใบจิ๋วยอดนิยม Grace Box, Hadley และ Manray Satchel โดยมีสีพาสเทลโทนบัตเตอร์ครีม และฟ้าเฟรนช์บลู เป็นแม่เหล็กดึงดูดแฟชั่นนิสต้า แฟนพันธุ์แท้ของกระเป๋ารุ่น “Grace Box” ล้วนตัวแม่ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น เคท บอสเวิร์ธ, ไดแอน ครูเกอร์ และอเล็กซา ชุง


Sophia Webster

สำหรับ “Sophia Webster” เลือกหยิบภาพจินตนาการใต้น้ำและเรื่องราวนางเงือกเป็นแรงบันดาลใจ สร้างสรรค์แอคเซสเซอรี่ใหม่ “Crazy Sexy NautiCool” พาท่องไปในโลกใต้สมุทร ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าช่วงใกล้ค่ำ ริมหาด และสีสันเพ้อๆราวภาพฝันขณะที่แบรนด์ LOEWE มีแอคเซสเซอรี่ช่างคิดมาเอาใจหนุ่มๆ ได้แรงบันดาลใจจากรูปทรงคุ้นตาในรูปแบบแอ็บสแตร็ก ลองนึกภาพรูปทรงเห็ดและวัสดุที่เปลี่ยนรูปร่างได้ มองเผินๆก็ธรรมดา แต่พอจับมาขยายใหญ่โอเวอร์ไซส์ ทำให้ได้มิติใหม่ดูเหนือจริง และเปี่ยมเอกลักษณ์.




LOEWE