ขาหมูก๊วยเจ๋งเมืองตรัง อร่อยกลิ่นสมุนไพรจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/465985

ขาหมูก๊วยเจ๋งเมืองตรัง อร่อยกลิ่นสมุนไพรจีน

โดย…เมธี เมืองแก้ว

สุดยอดความอร่อยข้าวขาหมู อีกหนึ่งร้านใน จ.ตรัง ตั้งอยู่ริมถนนเพชรเกษม ตรัง-พัทลุง ช่วงก่อนที่จะถึงเขาพับผ้า บริเวณเทือกเขาบรรทัด ในพื้นที่หมู่ที่ 1 ต.ช่อง อ.นาโยง จ.ตรัง ต้องไปรับประทาน ร้านแห่งนี้ ชื่อว่า “ร้านเตี๋ยวเรือเขาช่อง” แต่กลับขายข้าวขาหมูดีกว่าก๋วยเตี๋ยว เพราะคิดค้นข้าวขาหมูสูตรต้นตำรับเอง รสชาติอร่อยถูกปาก รับประทานแล้วไม่เลี่ยน หอมคลุ้งกลิ่นสมุนไพรจีน

ทศประนม ด้วนเกตุ หรือ ก๊วยเจ๋ง เจ้าของร้านเตี๋ยวเรือเขาช่อง บอกว่า โดยปกติครอบครัวชื่นชอบรับประทานข้าวขาหมูเป็นพิเศษ และมักจะไปนั่งตามร้านอาหารต่างๆ อยู่เสมอ ประกอบกับชอบเดินทางไปท่องเที่ยวและใช้ชีวิตอยู่หลายจังหวัด รวมถึงที่กรุงเทพมหานคร แต่วันหนึ่งอยากกลับมาอาศัยอยู่บ้านเกิด ก็เลยคิดว่าน่าจะเปิดร้านอาหาร เพราะ จ.ตรัง เป็นเมืองของคนช่างกินอยู่แล้ว ส่วนครอบครัวตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษก็มีฝีมือด้านการทำอาหารอยู่ก่อนแล้วด้วย จึงได้คิดค้นสูตรอาหาร 2 เมนูเด็ด นั่นคือ ข้าวขาหมูโอวัลติน และบะหมี่ขาหมูโอวัลติน

ทศประนม บอกอีกว่า หลังจากเปิดร้านมาประมาณ 1 เดือน กระแสการตอบรับจากลูกค้าดีเป็นพิเศษ ลูกค้าทั้งขาจรและขาประจำเข้ามาอุดหนุนกันทุกวันจนแทบไม่พอขาย สาเหตุที่ขายข้าวขาหมูดีเป็นพิเศษเพราะลูกค้าบอกกันปากต่อปากว่า ข้าวขาหมูริมถนนเพชรเกษม ตรัง-พัทลุง รับประทานรสชาติอร่อยถูกปาก รสชาติลงตัวพอดี ไม่เลี่ยน และได้กลิ่นของสมุนไพรจีน ซึ่งเป็นส่วนผสมสำคัญ ทำให้มีลูกค้าแห่เข้าคิวเพื่อรับประทานข้าวขาหมูและซื้อไปรับประทานที่บ้านแน่นร้านทุกวัน

“ถ้าเป็นวันจันทร์-ศุกร์ จะมียอดขายอยู่ที่ประมาณ 4,000-5,000 บาท และถ้าเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ ยอดขายจะพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 8,000 บาท เนื่องจากร้านของผมจะเน้นความสะอาดมากเป็นพิเศษ และมีหม้อแยกเนื้อโดยเฉพาะ ทำให้ลูกค้าที่เป็นชาวมุสลิมสามารถมารับประทานได้ โดยทั้งข้าวขาหมูโอวัลตินและบะหมี่ขาหมูโอวัลตินจะมี 3 ไซส์ให้เลือก คือ อร่อย อิ่ม และจุก ราคาถูก” เจ้าของร้านเตี๋ยวเรือเขาช่อง ยืนยันถึงความอร่อยข้าวขาหมู

แม้ร้านจะเปิดตั้งแต่ 9 โมงเช้า ไปจนถึง 5 โมงเย็น แต่ก็ไม่เคยพอขาย แถมวันไหนที่ขายดีมากๆ เพียงแค่เปิดร้าน 3-4 ชั่วโมง ข้าวขาหมูก็หมดแล้ว หากใครพลาดก็ต้องรอรับประทานวันถัดไป

 

ขนมไทยหัวใจ Minimal ขนมถั่วแปบธัญพืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/465979

ขนมไทยหัวใจ Minimal ขนมถั่วแปบธัญพืช

โดย…สวีลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ขนมไทยในยุคนี้ นอกจากจะต้องทำให้รูปร่างแปลกตา สีสวยไม่เข้มแจ๋นจนกลายเป็นขนมไทยไหว้ศาลพระภูมิยังต้องหวานน้อย ยิ่งถ้ามีจุดขายที่เสริมที่ไปที่มาของส่วนผสม วัตถุดิบ รับรองว่ากลายมาเป็นที่สนใจ ถ้าพูดถึงวิวัฒนาการของขนมไทยต้องมองไปที่ต้นตอของขนมไทยเน้นกลุ่มขนมไทยพื้นบ้านเป็นหลัก สีสันทางเลือกไม่ได้มีมากมายอะไรนัก หยิบจับอะไรมาปรุงแต่งเป็นขนมได้ มักมีสีสันเป็นไปตามวัตถุดิบ อย่างสีขาวนวลจากแป้ง กะทิ หรือสีเขียวจากใบเตย อาจมีสีสันของน้ำตาลโตนด หรือน้ำตาลมะพร้าว ที่เรียกได้ว่าเป็นสีสันพืชพรรณธรรมชาติ ถ้าเป็นชาวรั้วชาววัง ความประณีตในการสร้างสรรค์อาจมีมากขึ้น สีสันที่ได้จึงดูน่ารัก น่ารับประทาน

พอมาถึงยุคที่สีผสมอาหารเข้ามา ขนมไทยมีหน้าตาเปลี่ยนไป สีสันเข้มสุดพลัง จนบางครั้งไม่กล้าและไม่น่ากิน ยิ่งขนมไทยถูกจัดเป็นขนมราคาถูก นำมาประกอบแค่พอเป็นพิธี ไม่ได้ใส่ใจถึงรสชาติและความประณีตมากนัก ช่วงหนึ่งที่กลายเป็นยุคมืดความนิยมขนมไทยตกลงไปเยอะ

จนมาถึงยุคปัจจุบันที่ถือได้ว่าเป็น Revolution หรือการปฏิวัติขนมไทยที่น่าจดจำ เพราะงานปาร์ตี้น่ารัก งานเลี้ยงหรูๆ ล้วนมีขนมไทยที่ถูกปฏิรูปหน้าตาให้ทันสมัยขึ้นร่วมโต๊ะ แม้ว่าวัตถุดิบขนมไทยส่วนมาก วนเวียนกันอยู่ไม่มาก แต่พอได้แต่งเติมวัตถุดิบร่วมสมัย ช่วยให้ขนมไทยแตกรายละเอียดได้อีกหลากหลาย อย่างในฉบับนี้ เรามามองถึง “ขนมถั่วแปบ” ซึ่งเป็นพืชที่มีอยู่จริง เป็นถั่วที่มีลักษณะคล้ายๆ ถั่วลันเตา แบนๆ คล้ายๆ กับครึ่งวงกลม ขนมถั่วแปบจึงเป็นแบบโบราณเป็นแป้งเนื้อหนา แผ่ให้เป็นแผ่นกลมๆ ต้มให้สุก ห่อถั่วเหลืองซีก พับครึ่งกลายเป็นครึ่งวงกลม มีมะพร้าวเกาะอยู่โดยรอบ

วิวัฒนาการมาเป็นถั่วแปบปากหม้อ ที่แป้งบางขึ้นไปอีกขั้นจากแป้งบางๆ ที่กรอกบนผ้าที่ขึงให้ตึงแล้วสุกได้โดยไอน้ำร้อน ก่อนใส่ถั่วเขียวซีกเลาะเปลือกต้มสุกลงไปตรงกลาง หรือถ้าโบราณแท้ๆ คือถั่วแปบคลุกกับมะพร้าวทึนทึกขูดบางๆ โรยน้ำตาลทราย งาขาวคั่วหอมๆ เค็มปะแล่มๆ

 

ฉบับนี้เราเลยมานั่งคิดกันว่า นอกจากจะเป็นถั่วเขียวซีกแล้ว ยังมีธัญพืชอะไรที่น่าสนใจในการทำถั่วแปบของเราได้บ้าง เลยทดลองนำธัญพืชต้มสุกหลายหลายชนิดมาทดลองทำ ตั้งแต่ ลูกเดือย ข้าวบาร์เลย์ ข้าวฟ่าง ถั่วแดงนาง ถั่วดำ กลายเป็นว่า ถั่วแดงและข้าวบาร์เลย์ต้มสุกนั้น ทำออกมาแล้ว “เวิร์ก” ได้รสชาติอร่อยๆ เข้ากับแป้งข้าวเหนียวที่นวดให้นุ่มนิ่มผสมแป้งมันนิดๆ เพื่อให้นวดและคลึงเป็นแผ่นได้ง่าย

เลือกวิธีทำแบบโบราณที่ใช้แป้งนวดคลึงแป้งให้เป็นแผ่นๆ จะได้ปรับวิธีให้ได้ง่ายทำได้ทุกครัว มือใหม่ไม่ต้องกังวล เพราะสามารถทำขนมถั่วแปบได้ไม่ยากและไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์เสริมอะไร

นอกจากจะมีไส้ธัญพืชที่เพิ่มเติมจากถั่วแปบแบบถั่วเขียวซีก ยังขอเพิ่มสีสันน่ารักจากฟักทองและบีทรูท ผสมสีทำให้เกิดลักษณะเป็น “ไทยโทน” เพื่อให้ถั่วแปบดูน่ากินมากขึ้น

เคล็ดลับที่จะทำให้อร่อยคือ ถั่วและธัญพืช ต้องต้มให้สุกๆ นุ่มๆ เพื่อให้ได้รสชาติอร่อย พอแป้งสุก ห่อถั่วแล้ว ควรระวังไม่ให้โดนลม เพราะจะทำให้ขนมแข็ง แห้ง

ความอร่อยของถั่วแปบ หัวใจสำคัญอยู่ที่น้ำตาลทราย เน้นแค่คั่วงาให้หอมที่สุด สังเกตสีของงาจะต้องเข้มเกือบเป็นสีน้ำตาลโดยไม่ถึงขั้นไหม้ ก่อนป่นให้พอละเอียด งาขาวที่คั่วจนหอมนั้นจะช่วยให้รสชาติของถั่วแปบของเราอร่อยกว่าตามร้านทั่วไปเยอะๆ แป้งธัญพืช

ถั่วแปบธัญพืช

ส่วนผสมสำหรับแป้ง

แป้งข้าวเหนียว 90 กรัม

แป้งมัน 15 กรัม

น้ำเดือด 80 กรัม

น้ำใบเตย หรือน้ำบีทรูท 20 กรัม

น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ

เกลือ 1/8 ช้อนชา

น้ำสะอาด สำหรับต้มประมาณ 5 ถ้วยตวง

น้ำตาลทรายประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ

ส่วนผสมสำหรับแป้งฟักทองสีเหลือง

ฟักทองต้ม/นึ่ง 2 ช้อนโต๊ะ ลด

ปริมาณน้ำเดือดลง 10 กรัม

ส่วนผสมสำหรับธัญพืช

ถั่วซีก แช่น้ำข้ามคืน ต้มจน

สุกนิ่ม 1 ถ้วย

ลูกเดือย แช่น้ำข้ามคืน ต้ม

จนสุกนิ่ม 1 ถ้วย

ข้าวบาร์เลย์ แช่น้ำข้ามคืน

ต้มจนสุกนิ่ม 1 ถ้วย

น้ำตาลงาสำหรับโรย

งาขาวคั่วบด 1 ช้อนโต๊ะ

เกลือ 1/2 ช้อนชา

น้ำตาล 3/4 ถ้วย

วิธีทำ

1.ผสมแป้งทั้งสามชนิดเข้าด้วยกัน เติมน้ำตาลทราย และเกลือลงไป

2.ค่อยๆ เทน้ำเดือดลงไปทีละน้อย คนไปเรื่อยๆ สลับกับหยอดน้ำสีที่เตรียมไว้ สำหรับฟักทองค่อยๆ บี้ไปเรื่อยๆ นวดกับแป้งไปพร้อมๆ กัน พอคลายความร้อนลงค่อยๆ นวดแป้งไปเรื่อยๆ จนนุ่ม

3.ต้มน้ำให้เดือด ใส่น้ำตาลลงไป

4.ปั้นแป้งเป็นก้อนกลม ขนาดเท่าๆ กัน ค่อยๆ คลึงให้แบน ใส่ลงในน้ำเดือด พอแป้งสุกลอยสะเด็ดน้ำขึ้นวางบนธัญพืช ตักใส่ธัญพืชวางตรงกลางเป็นไส้ แล้วพับแป้งให้เป็นครึ่งวงกลม แล้วคลุกกับธัญพืชให้ติดทั่วทั้งชิ้น ทำจนครบหมดแป้งและธัญพืช

5.ผสมงาขาวคั่ว เกลือ และน้ำตาลให้เข้ากัน จัดเสิร์ฟพร้อมกับแป้งธัญพืช

 

ชิมอาหารแบบไทยๆ ที่ครัวหวานใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/464949

ชิมอาหารแบบไทยๆ ที่ครัวหวานใจ

โดย…โชคชัย สีนิลแท้

ทุกวันนี้ขนมและอาหารไทยโบราณๆ นับวันจะหารับประทานได้ยากเต็มที เพราะคนไทยส่วนใหญ่หันไปนิยมชมชอบรสชาติอาหารต่างชาติจนทำให้อาหารไทยแทบจะถูกลืม แต่ที่ “ร้านครัวหวานใจ” ทางร้านให้ความสำคัญกับเมนูอาหารไทยเป็นพิเศษ ทั้งที่เจ้าของก็ไม่ได้มีความรู้ในเรื่องอาหารมาก่อน แต่อาศัยความชอบในรสชาติอาหารไทย จึงได้ลงมือค้นคว้าและทดลองสูตรจนได้เมนูอาหารแบบไทยมาประจำที่ร้านกว่า 10 รายการ แถมยังพ่วงด้วยเมนูขนมหวานแบบไทยๆ อีกหลายชนิด

ธัญนันท์ วีรกุล อดีตนักประชาสัมพันธ์ที่ผันตัวเองมาทำร้านอาหารเมื่อ 4 ปีที่แล้ว บอกถึงเหตุผลที่มาเปิดร้านอาหารว่า ปกติเวลาไปรับประทานอาหารนอกบ้านแล้วรู้สึกว่าราคาแพง แต่ลูกชายจะรับประทานอาหารเก่งมาก จึงทำเมนูอาหารง่ายๆ ที่บ้านให้ลูกรับประทานเองบ่อยๆ จนเริ่มมีความคิดจะต้องทำร้านเอง โดยเริ่มจากอาหารฝรั่งที่รับประทานง่ายๆ อย่างสเต๊ก สปาเกตตี ข้าวผัด สลัด และเครื่องดื่มอย่างกาแฟสด เป็นต้น

 

หลังจากที่เปิดร้านไปได้สักระยะเริ่มมีลูกค้าประจำเข้ามารับประทานในร้านแล้วบอกว่า อยากรับประทานขนมจ่ามงกุฎ ทำให้รับประทานได้ไหม ก็เริ่มทำขนมไทยออกมาด้วย โดยเริ่มลองผิดลองถูก ทำไปแจกให้คนทดลองชิม จากนั้นทำขนมกลีบลำดวนโดยคิดว่าขนมไทยนั้นสามารถนำมารับประทานกับกาแฟหรือชาได้ แทนที่จะมีแต่ขนมเบเกอรี่ เค้ก เหมือนกันไปหมด เมื่อรับประทานบ่อยๆ แล้วอาจจะรู้สึกเลี่ยน

สำหรับขนมที่ทำนั้นจะทำสดใหม่ อย่างเช่นลูกค้าอยากรับประทานช่อม่วง ทองเอก อาลัวดอกกุหลาบ หรือกลีบลำดวน จะทำเสิร์ฟกับกาแฟร้อน จนทำให้ลูกค้าทั้งคนไทยและต่างชาติชื่นชอบ เนื่องจากเมนูขนมและอาหารที่ทำนั้นมีการปรับรูปแบบและรสชาติให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า

 

ในช่วงที่เปิดร้านใหม่ๆ ก็พยายามประชาสัมพันธ์ร้านผ่านช่องทางออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ไลน์ จนถึงเปิดคอร์สสอนทำขนมไทยหลักสูตร 1 วัน อย่างไปเจอของว่างลุดตี่ ประทัดลม ในกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานสมัยรัชกาลที่ 2 ก็จะลงเฟซบุ๊กเพื่อโปรโมท ลูกค้าก็ต้องการจะลิ้มลอง เพราะไม่เคยเห็น

อย่างส่วนประกอบของไส้ประทัดลมนั้นทำมาจากกุ้งสับและหมูสับสูตรเฉพาะ ห่ออยู่ในแผ่นแป้งแล้วนำไปทอด ซึ่งเมื่อทอดเสร็จจะมีรสชาติเค็มนิดๆ เพราะใช้ดอกเกลือ โดยต้องรับประทานร่วมกับน้ำจิ้มสูตรเฉพาะที่มีรสหวานอมเปรี้ยวนิดๆ ที่มีส่วนผสมของกุหลาบมอญ ทำให้มีกลิ่นหอมของกุหลาบ ที่สำคัญไม่ทำเกิดรสชาติขม เพราะเป็นกุหลาบที่รับประทานได้ และปลูกเองโดยไม่ใช้สารเคมี หรือเป็นของหวานประเภทข้าวเกรียบปากหม้อ หรือสาคู หรือช่วงไหนที่ทำล่าเตียงก็จะประชาสัมพันธ์ เป็นของว่างโบราณซึ่งคนจะหารับประทานได้ยาก

 

ด้วยความที่เป็นคนที่ชอบคิด ชอบลองทำ จึงได้เมนูใหม่ออกมา รวมไปถึงอาหารไทยอีสานอย่างส้มตำน้ำปลาร้าสูตรพิเศษ ที่คนไม่ชอบปลาร้าก็สามารถรับประทานได้ กระทั่งขาหมูอบน้ำผึ้งก็มีให้ลิ้มลอง สูตรนี้ใช้เวลาเตรียมหมักหมูนาน 3 วัน

ด้วยรายการอาหารที่มีให้ลูกค้าเลือกหลากหลาย ที่สำคัญต้องมีรสชาติที่ถูกปากคนรับประทาน เนื่องจากเจ้าของร้านจะสังเกตได้จากอาหารที่สั่งไปรับประทานแล้วเหลือ ก็จะสอบถามว่ารสชาติเป็นอย่างไร มีอะไรที่จะต้องปรับปรุง ลูกค้าส่วนใหญ่ที่มารับประทานจะเป็นกลุ่มคนที่ทำงานอยู่ในย่านพหลโยธิน นิสิต นักศึกษามหาวิทยาลัย รวมไปถึงชาวต่างชาติ เนื่องจากตำแหน่งที่ตั้งของร้านอยู่ในซอยพหลโยธิน 40 ติดกับโรงแรมมารวย บางเขน เข้าซอยไปประมาณ 100 เมตร

ร้านเปิดให้บริการเวลา 10.00-19.00 น. แต่ลูกค้าสามารถโทรมาสั่งเมนูพิเศษล่วงหน้าได้ที่โทร. 09-2668-4488 หรือที่เฟซบุ๊ก wanjaikitchen ที่สำคัญหลายเมนูราคาเริ่มต้นไม่ถึง 100 บาท

 

กาแล็ง เลปิเซอรี่ อร่อยก็ได้ ช็อปก็ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤศจิกายน 2559 เวลา 17:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/464866

กาแล็ง เลปิเซอรี่ อร่อยก็ได้ ช็อปก็ดี

โดย…คาเอรุ ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ครองใจคนรักอาหารฝรั่งเศสในนาม กาแล็ง คาเฟ่ (Calin Cafe) มากว่า 3 ปี วันนี้ขอพลิกโฉมใหม่ ไฉไลและเก๋ไก๋กว่าเดิม ด้วยการเติมไลฟ์สไตล์ของคนรักการกินดื่มเข้าไป กลายเป็น กาแล็ง เลปิเซอรี่ (Calin l’Epicerie Cafe & Kitchen) ร้านอาหารสไตล์คาเฟ่ฝรั่งเศสแนวใหม่ ที่ไม่ใช่แค่เสิร์ฟอาหารฝรั่งเศสแนว French Comfort Food หากยังผสมผสานเข้ากับร้านขายของ หรือ L’Epicerie เข้าไป ผนวกกับการตกแต่งสไตล์วินเทจ ในบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง

การตกแต่งหน้าร้านที่ชั้น G ตึกเอท ทองหล่อ ยังคงเสน่ห์ความเก๋ไก๋สไตล์คาเฟ่กรุงปารีสเอาไว้ ด้วยเก้าอี้หวายอันเป็นเอกลักษณ์ ขณะที่พื้นที่ด้านในแปลงโฉมเป็น L’Epicerie หรือ Grocery Store ที่นำเอาของดีจากทั่วโลก ซึ่งเจ้าของร้านเคยใช้เสิร์ฟที่ กาแล็ง คาเฟ่ จนลูกค้าติดอกติดใจ หลังจากรับประทานแล้วต้องถามหาว่าซื้อกินได้ที่ไหน จึงจัดหามาให้ได้ช็อปกลับไปรับประทานที่บ้านกันเสียเลย

 

ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันมะกอกกาสติลย่า ระดับพรีเมียมจากสเปน โอโทโร่ในน้ำมันมะกอก (เนื้อส่วนท้องของบลูฟินทูน่า) จากสเปน คาเวียร์จากฝรั่งเศสในบรรจุภัณฑ์เก๋ไก๋ (En-k de caviar-Kaviari) สินค้าจาก Natural Wood Smoked Products ทั้ง Smoked Ribs, Smoked Sausage, Smoked Pork Belly และ Ham Iberigo จากสเปน ขนมปังกระเทียม, Brioche Loaf, White Bread ของทางร้านอีกด้วย เครื่องดื่มพิเศษๆ เอ็กซ์คลูซีฟจากอังกฤษ เยอรมนี และที่อื่นๆ นอกจากนี้ ยังมีเครื่องชงกาแฟและกาแฟจาก คาเฟ่ ริชาร์ด จากฝรั่งเศส ชารอนเนอเฟลด์ จากเยอรมนี มีดจากญี่ปุ่น จานชามลายเก๋และกระทะคุณภาพจากฝรั่งเศส ยี่ห้อเดอ บูเยร์ (De Buyer) ฯลฯ

ในส่วนของเมนูอาหาร กาแล็ง เลปิเซอรี่ ปรับเปลี่ยนการเสิร์ฟมาเป็น All Day Menu ไม่ว่าจะเป็นเมนูอาหารเช้า หรือเมนูสเต๊ก และอื่นๆ ก็สามารถเลือกรับประทานได้ตามชอบใจกันเลย ไม่ว่าจะมาในช่วงเวลาไหน ระหว่างเวลา 10.00-22.00 น.

 

เมนูประจำร้านที่เป็นซิกเนเจอร์ดิช ยังคงอยู่อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น Croque Calin, Mushroom Soup, Rocket Salad, Duck Confit, Croissant Pudding, Strawberry Millefeuille พิเศษสำหรับ Brioche Egg Benedict จะเสิร์ฟเฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์เท่านั้น

ขณะที่เมนูใหม่มากมายที่อยากให้ไปลิ้มลอง ไม่ว่าจะเป็น Piperade Basque Style ซุปสไตล์แคว้นบาสเก้ ที่ทางร้านบอกว่าเต็มไปด้วยสารพัดส่วนผสม โดยเฉพาะมะเขือเทศและพริกยักษ์ ซึ่งเป็นวัตถุดิบประจำถิ่น โปะหน้าด้วยไข่กึ่งดิบกึ่งสุก รับประทานกับขนมปังบาแกตต์ที่ทางร้านทำเองสดใหม่ทุกวัน จะเจาะไข่แดงแล้วคนให้ทั่ว หรือเก็บส่วนไข่แดงไว้กินทีหลังก็ได้ แล้วแต่ความชอบ

 

นอกจากนี้ ยังมีเมนูใหม่ๆ อย่าง White Anchovies Salad, Pan-Fried Sea Bass Provencal Style, Choucroute Garnie, Rib Eye Steak (เสิร์ฟมากับซอส Cafe de Paris) หรือจะลองเมนูง่ายๆ คือปลา
กระป๋องออร์ติซ ที่เป็นส่วนของพุงปลา หรือที่รู้จักกันดีในภาษาญี่ปุ่นว่า โอโทโร่ กับขนมปังบาแกตต์ ที่เพียงแค่ทาเนยและโปะด้วยเนื้อปลาก็อร่อยอย่าบอกใคร

กินไม่ไหวยังสามารถซื้อกลับบ้านไปรับประทานต่อได้เช่นเคย แล้วก็อย่าลืมว่า ครัวซองต์ (Croissant) กับคีชลอร์แรน (Quiche Lorraine) แสนอร่อยของทางร้านก็ยังมีให้รับประทานที่ร้านและซื้อกลับบ้านได้ด้วยเช่นกัน

 

นอกจากของหวานซิกเนเจอร์อย่างครัวซองต์พุดดิ้ง และสตรอเบอร์รี่มิลเฟยส์แล้ว ยังมีไอศกรีมระดับพรีเมียมให้เลือกสั่งถึง 3 ยี่ห้อ ตั้งแต่ บีโลว์ อีเลฟเว่น (Below Eleven) จากฝรั่งเศส อีแม็ก แอนด์ โบลิโอส์ (Emack & Bolio’s) จากบอสตัน สหรัฐ และฮาเก้นดาส (Haagen-Dazs) แบรนด์ดังจากนิวยอร์ก สหรัฐ

มาที่เครื่องดื่ม ยังไม่ต้องเปิดเมนูใดๆ แค่เดินเข้ามาเลือกตรงกลางร้านก็ตาลาย จะดื่มอะไรดีหนอ ไม่ว่าจะเป็น Tonic Water จากอังกฤษ ที่ผลิตจากน้ำที่ได้รับประกาศนียบัตรว่าเป็นออร์แกนิกแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ หรือจะเป็นน้ำมะนาว (Lemonade) สุดอินเทรนด์ ที่เติมกลิ่นกุหลาบและเอลเดอร์ฟลาวเวอร์เข้าไป ยังไม่รวมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สุดเอ็กซ์คลูซีฟมากมาย

 

กาแล็ง เลปิเซอรี่ ชั้น G ตึกเอท ทองหล่อ เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น. โทร. 08-1586-7305  เฟซบุ๊ก calincafe

 

ซูมิ เตะ ลิ้มรสสุดยอดเนื้อวางุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤศจิกายน 2559 เวลา 17:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/464863

ซูมิ เตะ ลิ้มรสสุดยอดเนื้อวางุ

โดย…ซิตี้ กาย ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ทุกอย่างยังคงคุ้นตาสำหรับร้านซูมิ เตะ ยากินิคุ เรสเทอรองต์ (Sumi Tei Yakiniku Restaurant) ร้านปิ้งย่างสไตล์จักรพรรดิที่เพิ่งย้ายร้านจากคอมมูนิตี้ 9:53 ทองหล่อ มาอยู่ที่โครงการ เจ อเวนิว ทองหล่อ 13 เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

ที่เพิ่มเติมมาคือเมนูใหม่อย่างสุกี้อิมพีเรียลเซต ที่ยังคงชูโรงด้วยเนื้อวางุเกรดเอ 5 ที่คัดแล้วคัดอีกให้ได้เนื้อ เพื่อหาชิ้นเนื้อที่ดีที่สุดอีกครั้งหนึ่ง ส่งเข้าราชวังเพื่อใช้เป็นส่วนประกอบอาหารของสมเด็จพระจักรพรรดิ และอีกส่วนในการคัดสรรนั้นก็ถูกส่งมาที่ ซูมิ เตะ ยากินิคุ นี้นี่เอง

 

ชุดสุกี้อิมพีเรียลเซต จะเสิร์ฟบนหม้อหินวางบนเตาถ่าน นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อให้กลิ่นรสชาติและรูปแบบการรับประทานใกล้เคียงต้นฉบับมากที่สุด จากนั้นเทน้ำซุปรอจนเดือด คีบเนื้อวางุสีชมพูอ่อนลงไปลวกพอสุก แล้วจิ้มลงในไข่ดิบรับประทานได้ทันที รสชาติหวานหอมนุ่มละมุนในปาก สามารถใส่ส่วนผสมอื่นๆ ลงตามใจชอบ ซึ่งชุดสุกี้เป็นเซตใหม่ จำกัดแค่วันละ 6 ชุดเท่านั้น

ขณะที่เมนูอิมพีเรียลเซตอันลือลั่น ซึ่งช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ หากไม่โทรจองล่วงหน้ารับรองว่าอดรับประทานชัวร์

 

สำหรับเนื้อวางุที่ร้านคัดสรรมา เป็นเนื้อวัวจากสายพันธุ์คุโรเกะ (Kuroge) โดยคัดเฉพาะเนื้อเกรดเอ 5 ที่มีสัดส่วนอยู่เพียง 15% ของเนื้อวัวทั้งตัว และยิ่งเพอร์เฟกต์สุดๆ หากเป็นเนื้อที่ได้จากวัวเพศเมีย ที่ผ่านการเลี้ยงดูประคบประหงมอย่างดี จนมีอายุประมาณ 30 เดือน เสิร์ฟในชุดอิมพีเรียลเซต ซึ่งจะประกอบด้วย เนื้อส่วนซี่โครง เนื้อสันนอก เนื้อสันคอ และเนื้อส่วนท้อง ยิ่งย่างบนเตาถ่านญี่ปุ่นยิ่งได้รสชาติและกลิ่นหอมที่ลงตัวจนแทบจะละลายในปาก

ซูมิ เตะ ยากินิคุ เรสเทอรองต์ เปิดบริการทุกวัน วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 17.00-22.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.30-14.00 น. และ 17.00-22.00 น. โทร. 09-1770-7747 เว็บไซต์ www.sumiteiyakiniku.com

 

มิชลินสตาร์เชฟ คัลลินารี่ เจอร์นีย์ @ อูโนมาส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤศจิกายน 2559 เวลา 17:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/464862

มิชลินสตาร์เชฟ คัลลินารี่ เจอร์นีย์ @ อูโนมาส

โดย…คาเอรุ

เปิดประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟกับการรวมตัวของ 2 เชฟมิชลินสตาร์ชาวสเปนสุดหล่อ ที่ห้องอาหารอูโนมาส โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ บินตรงสู่กรุงเทพฯ เพื่อปรุงอาหารสเปนขนานแท้ให้คุณได้ลิ้มรส พร้อมโชว์ความสามารถ ความเป็นเลิศในด้านเทคนิคการปรุงอาหาร ตั้งแต่วันที่ 23-26 พ.ย.นี้ เวลา 19.00-21.30 น.

สำหรับค่ำคืนวันพุธที่ 23 พ.ย. พบกับเชฟมิชลินสตาร์ โรเบอร์โต ที่จะมาแสดงสุดยอดฝีมือการปรุงอาหารมื้อค่ำให้คุณได้ลิ้มรสอาหาร 7 คอร์ส ที่น่าตื่นตาตื่นใจอย่างใกล้ชิด ในราคาท่านละ 3,900 บาท++ (หรือเพิ่ม 1,000 บาท++ สำหรับการจับคู่กับไวน์)

 

คืนวันพฤหัสบดีที่ 24 พ.ย. เชฟมิชลินสตาร์ โทนี่ จะมาสร้างสีสันให้มื้ออาหารของคุณกับเมนู 7 คอร์ส อาทิ ปลาหมึกจากทะเลแคนตาเบรียนเสิร์ฟกับซอสไอโอรี่หมึกดำ กุ้งมังกรเสิร์ฟกับซอสเนยกลิ่นกุ้งมังกรและไข่ปลาแซลมอน ปลาแบล็คคอดตุ๋นกับกระเพาะปลาเสิร์ฟกับมะเขือเทศ และเกาลัดสเปนเสิร์ฟกับซิตริกและช็อกโกแลต เป็นต้น ที่สร้างสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษสำหรับค่ำคืนนี้โดยเฉพาะ ราคา 3,900 บาท++ ต่อท่าน (หรือเพิ่ม 1,000 บาท++ สำหรับการจับคู่กับไวน์)

ยกระดับดินเนอร์สุดหรูของคุณกับสุดยอดเชฟมิชลินสตาร์ ทั้งฝีมือและรสชาติการปรุงอาหารจากเชฟทั้ง 3 ได้แก่ เชฟโรเบอร์โต, เชฟโฮเซ่ และเชฟจวน แห่งห้องอาหารอูโนมาส ในคืนวันศุกร์ที่ 25 พ.ย. ผ่านอาหารมื้อค่ำแบบ 7 คอร์ส ในราคา 4,250 บาท++ ต่อท่าน (หรือเพิ่ม 2,000 บาท++ สำหรับการจับคู่กับไวน์) ตั้งแต่เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป

ยังไม่หมด สร้างวันหยุดสุดสัปดาห์อันพิเศษของคุณให้ตื่นตาตื่นใจไปกับอาหารรสเลิศจาก 2 เชฟมิชลินสตาร์ และเชฟจวนประจำห้องอาหารอูโนมาส ที่จะเนรมิตให้มื้อสายวันเสาร์ที่ 26 พ.ย. ให้เป็นมื้อสายสุดพิเศษ ราคา 1,290 บาท++ ต่อท่าน เวลา 11.30-14.30 น.

พิเศษ ซานตานเดร์ แพ็กเกจ เปิดประสบการณ์สุดหรู 2 คืน รับส่วนลดทันที 20% ส่วน กันตาเบรีย แพ็กเกจ เปิดประสบการณ์สุดหรู 3 คืน รับฟรีแชมเปญบรันช์ มูลค่า 3,555 บาท++ ต่อท่าน สำรองที่นั่ง โทร. 02-100-6255 หรืออีเมล diningcgcw@chr.co.th

 

ฮอกไกโดไคเซกิ ชุดอาหารทะเลอร่อยอลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤศจิกายน 2559 เวลา 17:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/464861

ฮอกไกโดไคเซกิ ชุดอาหารทะเลอร่อยอลัง

โดย…เพ็ญแข สร้อยทอง ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

คนญี่ปุ่นถือว่า “ไคเซกิ” เป็นอาหารของชนชั้นสูง เพราะเป็นชุดอาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม มีความประณีตทั้งวิธีการเตรียมอาหารและการตกแต่ง ในชุดประกอบด้วยอาหารจานเล็ก ทั้งอร่อยและสวยงาม ด้วยความตั้งใจเลือกสีสัน ผสมผสานวัตถุดิบ วิธีเตรียมวัตถุดิบ การตกแต่ง และภาชนะที่บรรจุ สะท้อนถึงวัฒนธรรมญี่ปุ่น ที่สำคัญคือ แต่ละจานสร้างสรรค์ขึ้นจากวัตถุดิบตามฤดูกาล ดึงรสธรรมชาติของวัตถุดิบต่างๆ ออกมาได้ครบครัน

เมื่อพูดถึงอาหารญี่ปุ่น เราก็มักนึกถึงอาหารทะเลอันอุดมสมบูรณ์ และเมื่อพูดถึงอาหารทะเลของญี่ปุ่น หลายคนมักนึกถึงฮอกไกโด เพราะว่าทะเลฮอกไกโดนั้นเป็นแหล่งอาหารที่ไม่เป็นสองรองใคร ไม่ว่าจะปู หอยเม่น แซลมอน ปลาค็อด ปลาฮอกเกะ หอยเป๋าฮื้อ ฯลฯ ว่ากันว่า อาหารจากทะเลทางเหนือของญี่ปุ่นนั้นสดหอมอร่อยอันดับหนึ่ง ขึ้นชื่อที่สุดคือ ปู ส่วนใหญ่จะนำไปต้มหรือทำเป็นซาชิมิ และอีกหนึ่งอย่างที่พลาดไม่ได้ คือ หอยเม่นทะเลซึ่งมักนำมาทำซาชิมิ อร่อยได้รสทะเลหวานสด

เมื่อไคเซกิและอาหารทะเลจากฮอกไกโดมารวมตัวกัน นั่นจึงกลายเป็นอาหารรสเลิศอย่างที่ปฏิเสธไม่ได้

วันนี้เรามีโอกาสได้มาชิมอาหาร “ฮอกไกโดไคเซกิ 8 คอร์ส” ที่ห้องอาหารญี่ปุ่นคิสโสะ โรงแรม เดอะ เวสต์ทิน แกรนด์ สุขุมวิท โดยเชฟรับเชิญจากโรงแรมเชอราตัน ฮอกไกโด คิโระโระ รีสอร์ท และโรงแรมเดอะ คิโระโระ เอ ทริบิ้ว พอร์ตโฟลิโอ ใครได้ชม “แฟนเดย์…แฟนกันแค่วันเดียว” มาแล้ว ต้องร้องอ๋อ เพราะเป็นโรงแรมซึ่งอยู่ในหนังเรื่องนี้ด้วย

เชฟทั้งสองท่านจากญี่ปุ่นเป็นผู้มีประสบการณ์ในการทำงานมา 30-40 ปี ต่างก็มีรางวัลเป็นเครื่องหมายการันตีความสามารถ เชฟนากาตะ คิมิฮิโระ นั้นชื่นชอบการสร้างสรรค์อาหารไคเซกิ ถนัดเรื่องการทำซุป และอาหารทะเลตุ๋นมากเป็นพิเศษ เพราะเกิดและเติบโตบนเกาะจึงคุ้นเคยกับอาหารทะเลโดยเฉพาะหอยเป๋าฮื้อ หอยเม่นทะเล และกุ้งทะเลน้ำลึก ส่วน คาซึโร ทากานาชิ นั้นก็เชี่ยวชาญเรื่องการทำซูชิแบบเอโดะมาเอะ ซึ่งพิเศษกว่าซูชิทั่วไปเพราะใช้วิธีการถนอมอาหารเพื่อให้วัตถุดิบจากทะเลคงความสดได้นานขึ้น

เชฟทั้งคู่ช่วยเล่าให้ฟังว่า ดั้งเดิมนั้นไคเซกิเป็นชุดอาหารชั้นสูงที่จัดให้เจ้านาย อาจเรียกได้ว่าเป็นอาหารชาววัง มีราคาที่ค่อนข้างแพง เพราะเชฟต้องมีประสบการณ์สูง และใช้ทักษะในทุกด้าน ไคเซกิไม่ได้สวยเฉพาะรูปลักษณ์ภายนอก แต่มีรายละเอียดมากมายซ่อนอยู่ภายในแต่ละจาน ไคเซกิถือว่าเป็นชุดอาหารที่มีความถ่อมตัวสูง เพราะถูกออกแบบมาเพื่อให้เกียรติผู้รับประทาน

“การออกแบบชุดอาหารไคเซกิ คือ เรื่องศิลปะและฝีมือล้วนๆ ตั้งแต่การเลือกใช้วัตถุดิบ การเลือกภาชนะ การปรุง และการจัดวางตอนเสิร์ฟ นอกจากนี้คนญี่ปุ่นผูกพันกับท้องทะเลมาตั้งแต่เกิด เรียกได้ว่าเป็นอาหารหลักก็ว่าได้ จึงไม่แปลกที่เบื้องหลังของไคเซกินั้นมีความเป็นท้องทะเลอยู่สูง”

อาหารไคเซกิของแต่ละที่นั้นไม่แตกต่างกันมากนักในเรื่องของการจัดวางและเรียงลำดับการเสิร์ฟ เริ่มตั้งแต่ออร์เดิร์ฟ ซาชิมิ อาหารย่าง อาหารนึ่ง อาหารทอด ซุป ข้าว (ซูชิหรือข้าวอบ) และของหวาน อาหาร
ไคเซกิที่นำมาปรับใช้กับห้องอาหารญี่ปุ่นในโรงแรมนั้นมีข้อดี คือ เหมาะสำหรับเสิร์ฟให้ลูกค้าที่มาเจรจาธุรกิจ ซึ่งต้องการสมาธิและความเป็นส่วนตัว เพราะสามารถสั่งอาหารครั้งเดียว หลังจากนั้นพนักงานจะมาเสิร์ฟและเก็บให้เอง ไม่รบกวนบทสนทนาของลูกค้า จึงเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับการบริการลูกค้าระดับ 5 ดาว

สำหรับฮอกไกโดไคเซกิที่เชฟสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อคนไทยนี้ เรียกได้ว่าไม่ต่างกับที่รับประทานกันในฮอกไกโดเลย “ราคาอาจจะถูกกว่าด้วยเล็กน้อย เมื่อเทียบกับวัตถุดิบและฝีมือ ทุกอย่างสั่งมาจากประเทศญี่ปุ่นโดยตรงโดยเฉพาะของสด” สิ่งที่ทำให้ฮอกไกโดไคเซกิโดดเด่น คือ วัตถุดิบหาง่ายและดี โดยเฉพาะปลากิงกิ หอยเชลล์ ปูหิมะ กุ้งโบตั๋น และหอยเป๋าฮื้อ ซึ่งเชฟนำมาใช้เป็นวัตถุดิบหลักในชุดอาหารนี้

 

ชุดอาหารไคเซกิซึ่งเชฟเสิร์ฟในวันนี้ เริ่มต้นที่อาหารเรียกน้ำย่อย คือ ซีฟู้ดและอโวคาโดในน้ำซอสวาซาบิ โรลกุ้งไข่แดง และผักราดมายองเนส อกเป็ดนึ่ง ต่อด้วยซาชิมิ หอยเป๋าฮื้อนึ่งหน้าหอยเม่นทะเลย่าง สำหรับหอยเป๋าฮื้อจากเกาะฮอกไกโดนั้นปรุงโดยนำมานึ่งประมาณ 3 ชั่วโมงจนได้ที่ เคียงด้วยไข่หอยเม่น เสิร์ฟคู่กับซอสตับหอยเป๋าฮื้อ

ติดตามมาด้วย อาหารย่างเป็นปลากิงกิ และหอยเชลล์ฮอกไกโดบนใบโฮบะหรือใบแม็กโนเลีย เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียง คือ มะเขือ เห็ดไมตาเกะ ฟักทองปรุงรส เมนูนี้ทำโดยนำปลากิงกิและหอยเชลล์ฮอกไกโดมาปรุงรส ห่อใบแม็กโนเลียแล้วนำไปนึ่งจนได้ที่แล้วนำมาเสิร์ฟบนใบแม็กโนเลียแห้งตามแบบฉบับญี่ปุ่น เชื่อกันว่าใบแม็กโนเลียจะทำให้อาหารรสดีขึ้น สำหรับปลากิงกินั้นเรียกได้ว่าเป็นอาหารระดับ “พรีเมียม” สุดพิเศษของฮอกไกโด เป็นปลาที่มีรสชาติเฉพาะตัวเนื้อชุ่มนุ่มไขมันดี อีกทั้งชื่อยังมีความหมายดีๆ แปลว่า งานสิริมงคล

ไปต่อกันที่จานนึ่ง คือ ไข่ตุ๋นใส่หมูหมักสมุนไพร มันฝรั่งและบ๊วย เป็นไข่ตุ๋นที่ไม่ธรรมดา ปรุงโดยนำหมูมาตุ๋นกับซอสสาเก มิริน และน้ำตาล ก่อนนำมานึ่ง แต่งหน้าด้วยมันบดซึ่งเป็นอาหารที่ดังมากของฮอกไกโด เช่นเดียวกับบ๊วยดอง

 

ส่วนอาหารทอดหรือเทมปุระก็ปรุงจากอีกหนึ่งวัตถุดิบชื่อดังจากฮอกไกโด นั่นก็คือ เนื้อปูยักษ์ห่อฟองเต้าหู้ทอด แซลมอนหอใบซากุระทอด ซูกินีทอด เกลือชาเขียว จานนี้มีรวงข้าวมาตกแต่ง สะท้อนให้เห็นถึงฤดูเก็บเกี่ยวของญี่ปุ่น ที่ฮอกไกโดนั้นรับประทานเทมปุระกับเกลือหรือซอส แต่ที่เชฟเลือกใช้เกลือชาเขียวมาเสิร์ฟ เพราะช่วงนี้ชาเขียวมันดี

เมื่อมาถึงซูชิก็เสิร์ฟมาถึง 4 คำ ทั้งซูชิทูน่า หรือชูโทโร่ ซูชิกุ้งหวานหรือกุ้งโบตั๋น ซูชิไข่ปลาแซลมอน และซูชิโรล (แคลิฟอร์เนียมากิ) แล้วจึงมีซุปเห็ดตามฤดูกาล ในซุปหัวไชเท้าฝนและผักชีญี่ปุ่น มาให้รับประทาน จานนี้ใช้น้ำซุปดาชิผสมปลาแห้งคอมบุแล้วจึงเติมเห็ดนานาชนิด ในช่วงเวลานี้ที่ญี่ปุ่นเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงเป็นฤดูแห่งการเก็บเกี่ยวพืชผลทางการเกษตร เป็นฤดูกาลที่มีเห็ดมัตสึทาเกะมีมากจึงนำมาใช้ในเมนูนี้ จากนั้นจึงตบท้ายด้วยของหวานเป็นผลไม้ตามฤดูกาล เสิร์ฟพร้อมไอศกรีมชาเขียว

ไม่ได้มีเพียงแค่อาหารไคเซกิ เชฟทั้งสองจากคิโรโระ ยังได้รังสรรค์เมนูที่น่ารับประทานอื่นๆ ให้สั่ง เช่น ลูกพลับหั่นเต๋า กุ้งและหอยเชลล์คลุกซอสเต้าหู้ และชีส, อิโมะ มันจู โปเตโต เค้ก เป็นต้น สำหรับนักชิมที่ต้องการพิสูจน์ความเลิศรสของอาหารญี่ปุ่นจากฮอกไกโด ไม่ควรพลาด ฮอกไกโดไคเซกิ 8 คอร์ส ตั้งแต่วันนี้-13 พ.ย.นี้ ณ ห้องอาหารญี่ปุ่นคิสโสะ ชั้น 8 โรงแรม เดอะ เวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท เปิดให้บริการทุกมือกลางวัน เวลา 12.00-14.30 น. และมื้อเย็น เวลา 18.00-22.30 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่งได้ที่โทร.02-207-8000

ถ้าพลาดครั้งนี้เห็นทีต้องเดินทางตามรอย เด่นชัย กับ นุ้ย แห่งหนัง “แฟนเดย์…แฟนกันแค่วันเดียว” ไปชิมที่คิโรโระนู่นเลยทีเดียว

 

หยัน ต้มเลือดหมู ลองแล้วจะติดใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤศจิกายน 2559 เวลา 17:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/464859

หยัน ต้มเลือดหมู ลองแล้วจะติดใจ

โดย…แมงโก้หวาน

มาเจอร้าน “หยัน ต้มเลือดหมู” อยู่ในศูนย์อาหารครูหวี ถนนพระราม 3 ติดกับธนาคารกรุงศรีอยุธยา สำนักงานใหญ่ เจ้าของร้านคือ ชวนและหยัน สองสามีภรรยา

ต้มเลือดหมู ถือเป็นเมนูขึ้นชื่อของร้าน ความอร่อยวัดกันที่น้ำซุป ซึ่งร้านนี้จะเห็นภาพของการต่อแถวเข้าคิวทุกวัน

 

“รสชาติน้ำซุปต้มเลือดหมูผมลูกค้ามักจะบอกว่าอร่อย ชามหนึ่งจะใส่เลือดหมู หมูปั้น ซึ่งเราปรุงรสเรียบร้อย ไส้ ตับ เต้าหู้ สาหร่าย ผักตำลึง ผักกาดหอม โรยด้วยขึ้นฉ่าย เวลากินลูกค้าจะไม่ค่อยปรุง ไม่ใส่น้ำตาล พริก น้ำปลา เพราะรสชาติมันพอดีและถูกปากอยู่แล้ว ส่วนใครต้องการกินเผ็ดหรือเปรี้ยวก็มีน้ำส้มและพริกไว้ให้ปรุงรสได้ตามชอบ”

ราคาทั่วไป 30 บาท ถ้าสั่งข้าวด้วยก็ 35 บาท เป็นราคาที่ถูกมากแต่ปริมาณเยอะ กินอิ่มท้อง เรียกว่าเป็นราคาที่ทุกคนสามารถจ่ายได้สบาย เจ้าของเองก็อยากขึ้นราคาอยู่เหมือนกัน แต่เห็นใจลูกค้า แม้จะได้กำไรไม่เยอะแต่ก็ขายหมดทุกวัน ซึ่งนอกจากต้มเลือดหมูแล้วยังมีข้าวต้มหมู ข้าวต้มปลา ข้าวต้มกุ้ง ยำรวมมิตร ยำวุ้นเส้น รสชาติใช้ได้เลย สมราคาด้วย เจ้าของร้านก็อัธยาศัยดีทั้งสามีและภรรยา

 

ร้านเปิดขายทุกวันธรรมดา ตั้งแต่เช้าไปจนถึงบ่าย 2 หยุดวันเสาร์ อาทิตย์ และนักขัตฤกษ์ ไปลองชิมดูครับ สำหรับผมชิมแล้วก็ต้องบอกว่าอร่อยถูกปากผมนักแล ไปไม่ถูก โทรถามเจ้าของร้านได้ที่ 08-7017-0067

 

ข้าวซอยอิสลามเชียงใหม่ อร่อยสูตรโบราณเจ้าตำรับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/464737

ข้าวซอยอิสลามเชียงใหม่ อร่อยสูตรโบราณเจ้าตำรับ

โดย…ชีวิน ศรัทธา

อาหารภาคเหนือขึ้นชื่อต้องข้าวซอย ในตัวเมืองเชียงใหม่เองมีร้านข้าวซอยเปิดบริการมากมายให้เลือกรับประทาน หากเอ่ยร้านข้าวซอยที่มีชื่อเสียงระดับต้นๆ 1 ในนั้นต้องมีชื่อร้านข้าวซอยอิสลามอยู่ด้วย เพราะร้านแห่งนี้รสชาติอร่อยจริงและเป็นที่รู้จักดีในเชียงใหม่เพราะเปิดมานานกว่า 50 ปีแล้ว

ร้านข้าวซอยอิสลาม ตั้งอยู่ที่ตึกแถวเลขที่ 80/3 ติดกับสุเหร่าบ้านวัดเกต ต.วัดเกต อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นอีกย่านประวัติศาสตร์ของเมืองเชียงใหม่ ติดแม่น้ำปิง ของชุมชนชาวไทย จีน อิสลาม และคริสต์ ที่อาศัยอยู่ร่วมกันมานานนับหลายร้อยปี

ย่านแห่งนี้จะมีวัดเกตการาม โบสถ์คริสตจักรที่ 1 เชียงใหม่ และสุเหร่าวัดเกต ร่วมไปถึงบ้านของพ่อค้าจีน และสถาปัตยกรรมไว้ให้ได้ชมหลายหลายชาติพันธุ์ อีกทั้งยังเป็นย่านท่องเที่ยวที่สำคัญอันเลื่องชื่อนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ

ประไพ สุวรรณาเป็ง อายุ 69 ปี กล่าวว่า ร้านขายข้าวซอยอิสลามสืบทอดกิจการจากรุ่นพ่อแม่สู่รุ่นลูก เดิมบิดามารดาอาศัยอยู่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ก่อนจะย้ายมาเปิดร้านในตัวเมืองเชียงใหม่มานานกว่า 50 ปีแล้ว แต่ยังคงเน้นรสชาติความอร่อยแบบสูตรโบราณเจ้าตำรับดั้งเดิม วัตถุดิบทุกอย่างทำเองหมด น้ำพริกตำเอง กะทิสดคั้นเองจนเข้มข้น เพื่อคงรสชาติเหมือนเดิม โดยเฉพาะผักกาดดองแบบ 3 รส ที่ทำเองทุกอย่าง ให้คงสูตรโบราณไม่เปลี่ยนแปลง

โดยเฉพาะเส้นปาปา ที่เป็นเส้นข้าวซอยแท้ ทำมาจากข้าวดอย มีกรรมวิธีมากมาย ซึ่งยังคงเหลือเพียงเจ้าเดียว หลังจากผ่านกรรมวิธีแล้วจะปั้นเป็นก้อนกลม เมื่อแห้งเสร็จสรรพก็จะซอยออกมาเป็นเส้นๆ แล้วนำมาลวกน้ำร้อนจากนั้นจึงใส่น้ำข้าวซอยลงไป ความพิเศษของเส้นจะเหนียว นุ่ม หนึบ มีคุณค่าทางโภชนาการมากมาย ซึ่งขายในราคาย่อมเยา ชามละ 30 บาท เปิดบริการตั้งแต่เช้าจนเย็นทุกวัน

หากขึ้นเหนือมาสัมผัสลมหนาวปีนี้ผ่านตัวเมืองเชียงใหม่ ก็แวะเวียนมารับประทานข้าวซอยอิสลามเก่าแก่ของ จ.เชียงใหม่ รับรองไม่ผิดหวัง

 

ขนมไทย หัวใจ minimal ขนมชั้นกาบมะพร้าวเผา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/464724

ขนมไทย หัวใจ minimal ขนมชั้นกาบมะพร้าวเผา

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

หลายๆ ครั้งที่มองไปรอบๆ ตัว ยังอดใจหายไม่ได้กับการสวรรคตของในหลวงอันเป็นที่รัก นอกจากน้อมนำเอาพระบรมราโชวาทมาปฏิบัติใช้ในทุกก้าวย่างของชีวิต หรือฟังเพลงพระราชนิพนธ์เพราะๆ ที่มีหลากหลาย “เวอร์ชั่น” ฟังได้ทั้งวันไม่มีเบื่อ ยังมีอีกสิ่งที่จะคลายความหมองใจคือการเข้าครัวทำขนมกับข้าวต่างๆ ช่วงนี้ใจและจิตผูกติดอยู่กับความเป็นไทย เลยค้นสูตรขนมไทยมาประยุกต์ ดัดแปลงให้เข้ากับความชอบและหัวใจในตอนนี้

ยิ่งทำขนมไทย ยิ่งพบว่ามันมีเสน่ห์และไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่หลายคนคิด ใครว่าขนมไทย กินแล้วอ้วน ผู้เขียนยังคงขอเถียงชนฝา ขนมไหนๆ ก็อ้วนได้ทั้งนั้น หากไม่รู้จักรับประทานอย่างสมดุล วันนี้กินข้าวน้อยหน่อยก็สามารถมีสิทธิกินขนมได้ ไม่ว่าจะเป็นขนมไทยและเทศ ขนมไทยกลับดี มีไขมันมาจากแหล่งเดียวคือ กะทิซึ่งมาจากมะพร้าวชนิดเดียว ที่ไปสกัดเป็นน้ำมันมะพร้าว ซึ่งเต็มไปด้วยกรดไขมัน Lauric Acid ที่ถึงจะอิ่มตัว แต่ก็แตกตัวได้ง่าย ไม่เกิดการสะสมในร่างกาย แถมเมื่อแตกตัวไปแล้วนักวิทยาศาสตร์อาหารยังพบว่ากลายเป็น Monolaurin ที่ออกฤทธิ์คล้ายสารปฏิชีวนะ เขาพบกรดไขมันชนิดนี้มากในน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ที่ไม่ผ่านกระบวนการ ดังนั้นขนมไทยจึงไม่ได้อันตรายเต็มไปด้วยคอเลสเตอรอลอย่างที่เข้าใจ น้ำตาลต่างหากที่น่ากลัวกว่า ซึ่งขนมไทยที่ขายในปัจจุบันต่างเอาใจผู้บริโภครุ่นใหม่ ลดความหวานไปเยอะ

 

ขนมไทยชนิดที่มีแป้งเป็นส่วนผสม อย่างขนมชั้น ขนมบัวลอย ขนมต้มที่เกิดจากการปั้นก้อนแป้ง ขอเพียงเข้าใจสมบัติของแป้งแต่ละชนิดที่นำมาทำตัวขนม จะช่วยให้ดัดแปลง ประยุกต์ และทำได้ง่ายขึ้นอีกเยอะ อย่างในฉบับนี้ ผู้เขียนขอนำเอาสูตรขนมชั้นของคุณชำนาญที่ “แชร์” กันแพร่หลายในอินเทอร์เน็ตมาดัดแปลงตามความชอบของตัวเอง ต้องขอกราบขอบพระคุณคุณชำนาญไว้ ณ หน้ากระดาษแผ่นนี้ด้วยค่ะ

การดัดแปลงของผู้เขียนชอบความนุ่มและลื่นๆ ของขนมชั้น จึงใช้ปริมาณแป้งลดลง เลือกใช้แป้งข้าวเจ้าน้อยลงกว่าต้นตำรับเพราะแป้งข้าวเจ้า เมื่อสุกแล้วจะใสและไม่ยืดหยุ่น ดังที่เราเห็นข้าวเจ้า ข้าวสวยที่เรารับประทานกัน ส่วนที่ต้องใช้แป้งมันและแป้งท้าว เพราะช่วยให้ขนมยืดหยุ่น ยิ่งเป็นแป้งท้าวช่วยในเรื่องของการยึดเกาะกัน รักษาความนุ่มไว้เมื่อถูกลม

เคล็ดลับหนึ่งในการทำขนมไทยส่วนใหญ่ ที่อาจไม่ได้มีบอกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรคือ ห้ามเติมน้ำพรวดพราดลงในแป้งเด็ดขาด เพราะจะทำให้แป้งตกใจจนกลายเป็นขนมที่แข็งกระด้าง เมื่อสุก เราต้องค่อยๆ เติมของเหลวทีละน้อย ค่อยๆ คอยขยำไปเรื่อยๆ จนแป้งเกาะตัวกัน นวดไปเรื่อยๆ เพื่อให้แป้งเกาะกันเป็นโครงร่างหลวมๆ ก่อน จึงค่อยเติมน้ำลงไปในปริมาณที่ต้องการ ผู้เขียนลองมาหลายครั้งและอ่านมาจากหลายๆ สูตร สรุปได้ตามนี้ ซึ่งตามสมบัติทางวิทยาศาสตร์ของแป้งหลายๆ ชนิดที่ใช้ในการทำขนมไทย

ขนมชั้นกาบมะพร้าวสไตล์ Cookool

ส่วนผสม

(สำหรับขนมประมาณ 40 ชิ้น พิมพ์ขนาด 1.5 นิ้ว)

– แป้งมัน 160 กรัม

– แป้งข้าวเจ้า 20 กรัม

– แป้งท้าวอย่างดี 15 กรัม

– เกลือป่น 1/4 ช้อนชา

– น้ำตาลทราย 350 กรัม

– กะทิส่วนที่ 1 สำหรับให้ความหวาน 200 กรัม

– กะทิส่วนที่ 2 สำหรับนวด 200 กรัม

– กะทิส่วนที่ 3 สำหรับละลาย 350 กรัม

– กะทิส่วนที่ 4 สำหรับสีขาวของชั้นแรก 25 กรัม

– กาบมะพร้าวเผา 15 กรัมละลายน้ำสำหรับสีดำของชั้นที่ 2 25 กรัม

วิธีทำ

1.เตรียมกะทิให้ความหวาน : ผสมกะทิส่วนที่ 1 และน้ำตาลทรายตั้งไฟให้น้ำตาลละลาย นำลงจากเตาพักให้เย็นสนิท

2.เตรียมนวดแป้ง : ร่อนแป้งทั้งสามอย่างเข้าด้วยกันเติมเกลือลงไป จากนั้นค่อยๆ เทกะทิส่วนที่ 2 สำหรับนวดแป้งลงไปทีละน้อย นวดให้เข้ากันนวดแป้งต่อเนื่องประมาณ 15 นาที จนแป้งหนืด นุ่มและดูเนียนขึ้น

3.เตรียมละลาย : ค่อยๆ เทกะทิส่วนที่ 3 ลงไปทีละน้อย ใช้มือค่อยๆ บี้แป้งที่นวดไว้จนละลายกลายเป็นของเหลวทั้งหมด ไม่ควรเทพรวดเดียวลงไป

4.เติมความหวาน : ค่อยๆ เทกะทิส่วนที่ 1 ที่มีส่วนผสมของน้ำตาลลงไปทีละน้อยๆ คนให้เข้ากัน

5.แบ่งส่วนผสมออกเป็น 2 ส่วนเท่าๆ กัน เพื่อเตรียมแยกชั้นของขนมชั้นจากนั้นเติมกะทิสำหรับสีสัน ซึ่งเราใช้เป็นสีขาวเติมลงในส่วนผสมแรกที่แบ่งไว้ แล้วเติมน้ำที่ผสมกาบมะพร้าวลงในส่วนผสมที่ 2 ที่แบ่งไว้

6.กรองส่วนผสมด้วยผ้าขาวบาง

7.ตั้งลังถึงให้น้ำเดือดนำพิมพ์มาทาน้ำมันพืช (แนะนำเป็นน้ำมันมะพร้าว)ให้ทั่ว แล้วเรียงใส่ในลังถึงปิดฝา นึ่งพิมพ์ให้ร้อนประมาณ 5 นาที

8.ใช้ช้อนตักส่วนผสมส่วนที่ 1 (สีขาว) ลงในพิมพ์ ประมาณ 1/2 ช้อนโต๊ะ(ควรตวงให้เท่ากันทุกชั้น เพื่อขนมออกมาสวยงาม)

9.ปิดฝา ใช้ไฟกลาง นึ่งประมาณ 4 นาที เปิดฝาลองเช็กดู ถ้าส่วนผสมสุกแล้ว (ไม่เหลือส่วนที่เป็นของเหลว) จึงเทชั้นต่อไป

10.เทส่วนผสมส่วนที่ 2 (ผสมกาบมะพร้าว) ลงในพิมพ์ แล้วนึ่งต่อ 4 นาที

11.ทำสลับชั้นจนเต็มพิมพ์ ชั้นสุดท้ายนึ่ง 6-8 นาที ก่อนยกลง

12.รอให้ขนมเย็นสนิทที่สุด (ประมาณ 2-3 ชั่วโมง) จึงค่อยๆ แกะออกจากพิมพ์ เก็บไว้ในภาชนะปิดสนิทได้ 2 วัน หรือเก็บไว้ในตู้เย็นได้ แล้วค่อยนำไปนึ่งอีกครั้ง เพื่อให้นุ่มขึ้น

ขนมชั้นในฉบับนี้ เพื่อประยุกต์ให้เป็นสไตล์ที่แตกต่างผู้เขียนขอฉีกตำราขนมไทย นำเอาเถ้ากาบมะพร้าวหอมๆ ที่ปกติใช้เฉพาะในขนมเปียกปูน มาประยุกต์ใช้เป็นสีสันดำขลับของขนมชั้น ยังให้ความหอมเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนขนมใด ที่สำคัญจากใจในช่วงที่อาจจะเศร้าหมองสักหน่อย ในโทนสีดำ

วิธีทำกาบมะพร้าวนั้นไม่ยาก แนะนำให้ไปตลาดตรงที่เขาขายมะพร้าวสำหรับคั้นกะทิ ขอซื้อมะพร้าวขูดสำหรับคั้นกะทิทำขนมชั้นมาแล้ว ให้ขอปันกาบมะพร้าวมาด้วย ใช้เตาถ่าน หรือเตาแก๊สย่างกาบมะพร้าวให้ไหม้เป็นสีดำสนิท นำมาโขลกในครกสะอาดๆ แล้วแช่ลงในน้ำเพื่อนำมาทำชั้นสีดำของขนมชั้นได้เลย

การทำขนมชั้นไม่ได้ยากเย็นอะไร คล้ายกับการทำสมาธิอย่างหนึ่ง เริ่มตั้งแต่การอ่านสูตรที่ผู้เขียนพยายามแบ่งเป็นขั้นตอนให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น ว่ากะทิแต่ละส่วนนั้น แบ่งไว้เพื่อขั้นตอนไหน หากต้องการเติมสีสันที่ไม่ใช่สีดำจากกาบมะพร้าวแล้วสามารถเติมสีลงในส่วน 25 กรัมได้ทุกสี ไม่ว่าจะเป็นน้ำใบเตย น้ำอัญชัน หรือแม้กระทั่งน้ำแดงกลิ่นสละ

สิ่งที่ยากที่สุดในการทำขนมชั้น เห็นจะเป็นขั้นตอนของการนึ่ง ที่ต้องตั้งสมาธิให้ดี อุ่นพิมพ์ที่ทาน้ำมันบางๆ ให้ร้อนจัดจะทำให้ขนมร่อนได้ง่าย ตามด้วยขั้นตอนของการหยอดแป้งชั้นแรกให้เท่าๆกันทุกพิมพ์ แล้วต้องสังเกตให้ดีว่าขนมสุกจริงๆ ก่อนจะหยอดชั้นถัดไป ไม่เช่นนั้นขนมอาจจะพานไม่สุกเลยสักชั้นและเละได้

ขนมชั้นสีดำขลับจากกาบมะพร้าวนี้ สวย อร่อย แม้จะดูเศร้า แต่เป็นความเศร้าที่ปลุกจิตวิญญาณของคนไทย ให้หันมาทำแต่สิ่งดีต่อกัน สามัคคีกันในช่วงเวลาที่เศร้าที่สุดของคนในชาติก็ว่าได้