กินตามลายแทง มิชลินไกด์ สิงคโปร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2559 เวลา 16:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/460347

กินตามลายแทง มิชลินไกด์ สิงคโปร์

โดย…ปณิฏา สุวรรณปาล

การให้ดาวร้านอาหารที่ได้การยอมรับไปทั่วโลก อย่าง กิด มิเชอแล็ง หรือมิชลิน ไกด์ (Guide Michelin/Michelin Guides) ไกด์บุ๊กที่เริ่มต้นมาจากบริษัทยางในฝรั่งเศสกว่าศตวรรษ ตีพิมพ์ในหนังสือรายปีปกสีแดง ซึ่งปัจจุบันได้ออกไกด์บุ๊กนี้ในหลายประเทศทั่วโลก

กิด มิเชอแล็ง เริ่มต้นในปี 1900 โดย อองเดร และเอดูอาร์ด มิเชอแล็ง เจ้าของบริษัทยางมิเชอแล็ง (มิชลิน) ตีพิมพ์ไกด์บุ๊กเพื่อนักขับขี่ชาวฝรั่งเศส ในสมัยที่มีรถยนต์วิ่งอยู่เพียงไม่ถึง 3,000 คันทั่วประเทศ โดย กิด มิเชอแล็ง ออกมาเป็นช่องทางทางการตลาดเพื่อเพิ่มยอดขายรถยนต์ เพื่อให้มีคนมาใช้บริการเรื่องยางมากขึ้น

 

กิด มิเชอแล็ง ฉบับแรกตีพิมพ์ 3.5 หมื่นเล่ม นำไปวางแจกฟรีตามจุดพักรถต่างๆ นอกจากร้านอาหารที่นักขับสามารถไปใช้บริการแล้ว ยังมีแผนที่การเดินทาง เคล็ดลับในการเปลี่ยนยางรถ โรงแรม ปั๊มน้ำมัน ร้านซ่อมรถในฉบับด้วย หนังสือได้รับความนิยมระดับหนึ่ง กระทั่งปี 1904 สองพี่น้องก็เพิ่ม กิด มิเชอแล็ง ฉบับบุกเบลเยียมออกมา ตามด้วยตูนิเซีย (ปี 1907) เทือกเขาแอลป์และย่านแม่น้ำไรน์ (ครอบคลุมอิตาลีเหนือ สวิตเซอร์แลนด์ แคว้นบาวาเรีย และเนเธอร์แลนด์ ปี 1908) เยอรมนี สเปน โปรตุเกส (1910) เกาะอังกฤษ (1911) และฉบับ Les Pays du Soleil (ครอบคลุมแอฟริกาเหนือ อิตาลีใต้ และเกาะคอร์ซิกา ปี 1911) โดยเมื่อปี 1909 มิชลิน ไกด์ ฉบับภาษาอังกฤษเริ่มตีพิมพ์ออกมาควบคู่กัน

ไกด์บุ๊กปกแดงหยุดชะงักไประหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 มาออกตีพิมพ์อีกทีในปี 1920 ซึ่งเป็นช่วงเวลายากลำบากของเศรษฐกิจยุโรป ทำให้ กิดมิเชอแล็ง เริ่มออกวางจำหน่ายตามร้านตัวแทนจำหน่ายยางมิชลิน แทนที่จะแจกฟรีเหมือนเช่นเคย และอีก 6 ปีต่อมา เริ่มมีการให้ดาวร้านอาหารประเภทไฟน์ไดนิง เริ่มจากการมีดาวดวงเดียว กระทั่งปี 1931 มีการเพิ่มลูกเล่นเป็น 0 ดาว 1 ดาว 2 ดาว และ 3 ดาวแต่ไม่ได้มีข้อกำหนดกฎเกณฑ์ในการให้ดาวแต่ละประเภท

จนกระทั่งปี 1936 จึงมีการอธิบายว่า 1 ดาว หมายถึงการเป็นร้านอาหารที่ดีมากๆ ในสาขานั้นๆ 2 ดาว คืออร่อยมากๆ คุ้มค่ากับการขับออกนอกเส้นทางไปกิน และ 3 ดาว หมายถึงอาหารดีเยี่ยม ไกลขนาดไหนก็ต้องเดินทางไปลองให้จงได้

มิชลิน ไกด์ เริ่มเดินทางเข้าเอเชียมาในปี 2007 เริ่มที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เกาะฮ่องกงในปีต่อมา และล่าสุด เพิ่งบุกมาที่แดนลอดช่อง สิงคโปร์ เมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้แวดวงอาหารสุดแสนจะคึกคัก เพราะผู้คนต่างยอมรับว่าการจะเข้าไปอยู่ในหนึ่งร้านของไกด์บุ๊กศักดิ์สิทธิ์ (ของนักชิม) นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ด้วยความที่ใกล้เมืองไทยซะขนาดนี้ การไปตามล่าหาร้านเด็ดในมิชลิน ไกด์ ไม่ใช่เรื่องยาก

 

เฉพาะที่รีสอร์ท เวิลด์ เซ็นโตซา (RWS) เองก็กวาด 7 มิชลินสตาร์ จากร้านอาหารชื่อดัง 4 แห่งในมิชลิน ไกด์ สิงคโปร์ (Michelin Guide Singapore) ฉบับปฐมฤกษ์ ประกอบด้วยร้านโชเอล โรบูชง (Joel Robuchon) ได้ 3 ดาวมิชลิน ร้านลัตเตอลิเยร์ เดอ โชเอล โรบูชง (L’Atelier de Joel Robuchon) 2 ดาว ส่วนร้านฟอร์เรสต์ (Forrest) ร้านอาหารจีนร่วมสมัย และโอเซีย ร้านสเต๊ก และซีฟู้ด กริลล์ (Osia Steak & Grill) ได้รับร้านละ 1 ดาว

แม้ร้านฟราเตลลิ ทรัตโตเรีย แอนด์ พิซเซอเรีย (Fratelli Trattoria & Pizzeria) ที่รีสอร์ท เวิลด์ เซ็นโตซา ของเชฟพี่น้องมิชลินสตาร์ เอนริโก และโรแบร์โต ซีเรีย เจ้าของมิชลินสตาร์ 3 ดาว จากร้านดา
วิตโตโร (Da Vittorio) ในอิตาลี จะยังไม่ปรากฏในมิชลิน ไกด์ สิงคโปร์ ฉบับปฐมฤกษ์ แต่ด้วยอานุภาพของ 3 ดาวจากอิตาลี ก็สามารถนำมาจัดไว้ในไกด์ “ชูชกทัวร์” ตามล่าดาวมิชลิน สิงคโปร์ได้อย่างไม่ขัดเขิน

ฟราเตลลิ ในภาษาอิตาเลียนแปลว่าพี่ชายน้องชาย มอบประสบการณ์การรับประทานอาหารอิตาเลียนสองแบบสองสไตล์ภายใต้หลังคาเดียว นั่นคือทั้งแบบไฟน์ไดนิง (ทรัตโตเรีย) และแบบอาหารง่ายๆ (พิซเซอเรีย) เอาไว้ด้วยกัน

เมนูที่ร้านฟราเตลลิ ได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมลอมบาร์ดิ ที่ตั้งร้านอาหารมิชลิน 3 ดาวของพวกเขา ดา วิตโตโร นั่นเอง ที่นี่มีการตกแต่งแบบเรียบหรู สีสันแนวอบอุ่นแบบคอนเท็มโพรารี ไม่ได้โมเดิร์นจ๋าเกินไป ประกอบด้วยครัวเปิดที่ได้เห็นการทำงานของเชฟชาวอิตาเลียนสุดหล่อ อีกมุมหนึ่งเป็นครัวเปิดของพิซซา ที่โชว์การนวดแป้ง การเติมวัตถุดิบที่เป็นหน้าพิซซา ไปจนถึงขั้นตอนการนำเข้าเตาอบ

นอกจากพิซซ่าหน้าต่างๆ ที่นำเสนอรสชาติดั้งเดิม ทว่าหน้าตาออกแนวร่วมสมัย อย่างเช่นบัคคาลาพิซซ่า ซอสมะเขือเทศ มอสเซอเรลลาชีส มูสมันฝรั่ง ปลาค้อด และเพสโต้ใบโหระพา เบียงก้าพิซซ่า หน้าชีสสดแสนนุ่ม และพาร์มาแฮมแล้วจานเด็ดของร้านฟราเตลลิ ได้แก่ ริซอตโตเนื้อลูกวัวที่เพิ่มความหรูหราด้วยการใส่แซฟฟรอนลงไปด้วย ขณะที่ราวิโอลีสอดไส้ผักโขมและรีค็อตตาชีส โรยหน้าด้วยไข่แดง เอ็มเมนทัลชีส และเห็ดทรัฟเฟิลดำฝาน ก็ไม่ใช่เมนูที่ควรมองข้าม

ไปร้านอาหารอิตาเลียนแล้วไม่สั่งทิรามิสุ ก็เหมือนมาไม่ถึง ที่นี่เรียกเมนูของเขาว่า ทิรามิสุโมเดิร์นโน แน่นอนว่า รสชาติดั้งเดิมมาเต็ม แต่การนำเสนอแบบร่วมสมัยสไตล์สองพี่น้องซีเรีย

ร้านฟราเตลลิ ตั้งอยู่ในเฟสทีฟ วอล์ค ด้านนอกของโรงแรมโฮเทล ไมเคิล มี 164 ที่นั่ง และมีไวน์อิตาเลียนชั้นยอดไว้บริการ ส่วนของพิซเซอเรียเปิดให้บริการอาหารเช้า ตั้งแต่เวลา 07.30-10.30 น. อาหารเที่ยง เวลา 12.00-14.30 น. และอาหารค่ำในเวลา 18.00-22.30 น. เปิดให้บริการทุกวัน และวันหยุดราชการ (ปิดทุกวันอังคาร) ในส่วนของทรัตโตเรีย เปิดให้บริการเฉพาะอาหารค่ำ ในเวลา 18.00-22.30 น. (สำรองที่นั่ง โทร. +65 6577 6688 หรืออีเมล fratelli@RWSentosa.com)

ข้ามมาอีกฝั่งกับร้านอาหารที่ได้มิชลินสตาร์ 1 ดาว จากมิชลิน ไกด์ สิงคโปร ฉบับปฐมฤกษ์ อย่างโอเซีย สเต๊ก แอนด์ กริลล์ (Osia Steak & Grill) ซึ่งเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2010 เป็นร้านอาหารแบบโมเดิร์นออสเตรเลีย ของเซเลบริตี้เชฟ สก็อตต์เว็บสเตอร์ เชฟชาวออสเตรเลียที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับอินเตอร์ ที่นี่เสิร์ฟอาหารสไตล์คอนเท็มโพรารีลักซ์ชัวรี่ เน้นการเลือกใช้วัตถุดิบที่ใหม่ สด ตามฤดูกาล

โอเซีย นำเสนอความหลากหลายของอาหาร ตั้งแต่รสชาติแบบคลาสสิค ไปจนถึงรสชาติที่แปลกใหม่ โดยเลือกวัตถุดิบในท้องถิ่นตามแต่ละฤดูกาล ทั้งเนื้อสัตว์ ซีฟู้ด ผักผลไม้ สมุนไพรต่างๆ และเครื่องเทศ ที่หมุนเวียนกันมาจากออสเตรเลีย และจากทั่วทุกมุมโลก อาทิ หมูพันธุ์ไบรอน เบย์ เบิร์กเชอร์ (Byron Bay Berkshire) ที่มีเสิร์ฟที่เดียวในสิงคโปร์ ที่กลายมาเป็นจานเด็ด ซี่โครงหมูย่าง ไบรอน เบย์ เบิร์กเชอร์

นอกจากนี้ยังมี เนื้อริบอายวางุ ที่เลือกใช้ MayuraStation ผู้ผลิตและจำหน่ายเนื้อวัวรางวัลระดับประเทศจากออสเตรเลีย ลายเนื้อสวยงาม ละเอียด รสเนื้อชัดเจน นุ่มละมุน ละลายในปาก รวมทั้ง เนื้อเทนเดอร์ลอยน์ แบล็ก แองกัส ย่างสุกระดับมีเดียมแรร์ให้ถูกใจคนรักเนื้อ พร้อมซอสตำรับพิเศษ ที่จะจิ้มหรือไม่จิ้มก็อร่อยได้

ชื่อร้านเน้นสเต๊กและอาหารปิ้งย่าง หากทีเด็ดยังมีอยู่ที่จานของหวาน อย่าง Valrhona Hot Chocolate Soup with Black Pepper Ice Cream and Sesame Crisp ช็อกโกแลตร้อนกับไอศกรีมพริกไทยดำ และงากรอบ มันดีงามมากขอบอกว่าไม่ควรที่จะพลาดเด็ดขาด

ร้านโอเซีย มีบริการเซตอาหารกลางวัน แบบ 2 คอร์ส และ 3 คอร์ส รวมทั้งเซตอาหารค่ำสำหรับ 2 ท่าน (จันทร์-พฤหัสบดี) เซตอาหารกลางวันพิเศษสำหรับวันอาทิตย์ (อาหารจานหลัก+ อาหารเรียก
น้ำย่อย และของหวานแบบเติมได้) และสามารถสั่งแบบอะลาคาร์ตก็ได้เช่นกัน พร้อมเสิร์ฟไวน์ระดับพรีเมียม และเบียร์จากออสเตรเลีย

ร้านตกแต่งแบบเรียบง่าย โล่ง โปร่ง สไตล์ร้านสเต๊ก ครัวเปิดขนาดใหญ่ ได้เห็นพร้อมได้กลิ่นอาหารยั่วยวนใจดีแท้ๆ บริการ 94 ที่นั่ง (รวมห้องส่วนตัว 1 ห้อง จุได้ 14 คน) บริการมื้อเที่ยง เวลา 12.00-14.30 น. มื้อค่ำ เวลา 18.00-22.30 น. เปิดทุกวัน (ปิดวันพุธ) สำรองที่นั่ง โทร. +65 6577 6560 หรือ Osia@RWSentosa.com

 

เริงราตรี @ ดิ อาวล์ โซไซตี้ ซาลูน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2559 เวลา 16:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/460343

เริงราตรี @ ดิ อาวล์ โซไซตี้ ซาลูน

โดย…ลีโอ เคน ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

แม้ฟ้าฝนจะกระหน่ำ แต่ค่ำนี้กลับรู้สึกกระหยิ่มใจ เพราะจะได้แวะมาสัมผัสกับบาร์วิสกี้ ที่เจ้าของร้านต้องการเน้นเสิร์ฟแต่วิสกี้แท้ๆ แบบจริงจังแห่งแรกของบ้านเรา

ดิ อาวล์ โซไซตี้ ซาลูน (The Owl Society Saloon) บาร์วิสกี้ที่ตกแต่งได้อย่างสนุกสนาน กลิ่นอายของยุคที่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสิ่งต้องห้าม เป็นการจำลองบรรยากาศของใต้ถุนโรงงานในสไตล์
Industrial Vintage Loft ไม่ว่าจะเป็นโครงเหล็ก พื้นปูน โต๊ะไม้ เก้าอี้หนัง และยังเต็มไปด้วยข้าวของเครื่องใช้ในบาร์ที่เก่าแก่ เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นล้วนนำเข้าจากอังกฤษ เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสความรู้สึกในช่วงยุคนั้นจริงๆ

 

 

 

ร้านแบ่งเป็นหลายส่วน ด้านล่างมีมุมเวทีให้ฟังดนตรีสด เคาน์เตอร์หน้าบาร์มีโต๊ะไว้รองรับอย่างเต็มใจ หรือจะเป็นมุมโซฟาสำหรับคนที่มานั่งชิลกับเพื่อน และด้วยความที่ชอบนกฮูกเป็นทุนเดิมของตัวเจ้าของ จึงมีการตกแต่งที่เกี่ยวกับนกฮูกไว้ทุกมุมมอง

มาที่ชั้นสองเป็นห้องไพรเวท ที่ตกแต่งแบบสอดคล้องกันกับข้างล่าง มีโซฟา โทรทัศน์ และเครื่องเสียงครบครัน จะร้องคาราโอเกะกับเพื่อนหรือนั่งลุ้นเชียร์บอลก็ได้

 

นอกจากบรรยากาศจะสนุกสนานแล้ว อาหารของที่นี่ก็สนุกไม่แพ้กัน โดยได้เชฟผู้ช่ำชองในวงการอาหารมากกว่าสิบปี มาเป็นผู้ควบคุมดูแลทุกเมนูและวัตถุดิบให้มีความสอดคล้องกับเมนูเครื่องดื่มของทางร้าน

เริ่มต้นสั่งของกินเล่นที่ขึ้นชื่อของทางร้านอย่าง Roman Crunchy Chicken Wing ปีกไก่หมักผงเครื่องเทศทอดกรอบ ราดด้วยซอสสูตรเฉพาะของทางร้าน นำมาคลุกกับซอสเนยพริกเผาอิตาเลียน หอมออกเผ็ดนิดๆ

 

อีกเมนูน่าสน Beef Black Truffle Pasta เนื้อสะโพกวัวนำไปเคี่ยวเป็นเวลากว่า 4 ชั่วโมงจนได้ความนุ่ม จากนั้นราดด้วยครีมทรัฟเฟิล เห็ดแชมปิญอง และโรยหน้าด้วยพาร์เมซานชีส กินคู่กับเส้นเฟตตูชินี

Grilled Chicken Almond & Pineapple Ginger Salad สลัดอกไก่ย่างกับเดรสซิ่งขิงและสับปะรด ท็อปด้วยอัลมอนด์ ได้รสเปรี้ยวหวานลงตัวกับวิสกี้ที่สุด

มาถึงจุดเด่นของบาร์แห่งนี้กันบ้าง นั่นคือวิสกี้ จากตระกูลดังทั่วโลกที่มีให้เลือกอย่างละลานตา นอกจากนี้ยังได้บาร์เทนเดอร์สาวมากฝีมือมาปรุงแต่งค็อกเทลซิกเนเจอร์ที่มีส่วนผสมของวิสกี้เกือบทุกเมนู

เริ่มต้นแห่งค่ำคืนเบาๆ กับ The Barn ซิกเนเจอร์ของทางร้าน เพียงเห็นครั้งแรกก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจกับค็อกเทลสีเหลืองสดใสเสิร์ฟในแก้วขนฟู เบสด้วย JW. Gold ที่ให้กลิ่นและรสน้ำผึ้งเล็กน้อย แล้วนำไปดราย
เชกกับไข่ขาว ให้ฟองนุ่มๆ เสิร์ฟในแก้วที่ตกแต่งด้วยเลมอน และชูการ์ ออกฟรุตตี้ เหมาะกับผู้ที่เริ่มต้นดื่ม

 

เมื่อคุ้นเคยแนะนำให้ขยับดีกรีขึ้นมาอีกระดับกับ The Great Grey ค็อกเทลสไตล์สปิริต ฟอร์เวิร์ด ที่มีแต่ส่วนผสมแอลกอฮอล์ เบสด้วย JW. Black Label เพิ่มความฟรุตตี้ด้วย Port Wine เติมความขม Earthy และความเป็นกาแฟจากเหล้า PatronXO Cafe คนให้เข้ากัน ตกแต่งแก้วด้วยแอปเปิ้ลกับ Molasses Sugar ลนไฟเล็กน้อย

ดิ อาวล์ โซไซตี้ ซาลูน อยู่ที่สุขุมวิท 61เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 17.00-02.00 น. โทร.02-046-3798

 

ดื่มด่ำ เห็ดทรัฟเฟิลในมื้อหรู @เมซง เดอ ลา ทรูฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2559 เวลา 16:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/460341

ดื่มด่ำ เห็ดทรัฟเฟิลในมื้อหรู @เมซง เดอ ลา ทรูฟ

โดย…คาเอรุ

ได้ยินข่าวว่าตำนานร้านดังจากกรุงปารีส ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นต้นตำรับเรื่องทรัฟเฟิลชื่อดังระดับตำนานกว่า 84 ปี อย่าง เมซง เดอ ลา ทรูฟ (Maison de la Truffe) มีฤกษ์มียามงามดีมาเปิดที่เมืองไทย จะฝนตกรถติดยังไงก็ต้องบากบั่นไปชิมให้จงได้ แถมร้านหรูที่ตั้งอยู่ ณ ทองหล่อซอย 9 นี้ ยังเป็นร้านสาขาแห่งแรกนอกประเทศฝรั่งเศสของตำนานภัตตาคารเห็ดทรัฟเฟิลเสียด้วย

สำหรับ เมซง เดอ ลา ทรูฟ ร้านอาหารฝรั่งเศสชื่อดัง ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1932 โดยเริ่มจากการเป็นร้านที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์จากเห็ดทรัฟเฟิล ก่อนที่จะขยับขยายเป็นร้านที่จำหน่ายอาหารชั้นเลิศในปี 1978 และได้รับความนิยมอย่างสูงนับตั้งแต่นั้นมา เมซง เดอ ลา ทรูฟ มี 3 สาขาในประเทศฝรั่งเศส คือ 2 สาขาที่กรุงปารีส บนถนนชองป์เอลิเซกับถนนมาดเดอลีน กับอีก 1 สาขาที่เมืองกูร์เชอเวล เมืองสกีรีสอร์ทแถบเทือกเขาแอลป์

 

ชื่อของร้านซึ่งแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “บ้านของทรัฟเฟิล” ก็บอกกล่าวในตัวอยู่แล้วว่า ร้านนี้จะต้องเป็นเอกอุทางด้านการนำเห็ดทรัฟเฟิลมาสร้างสรรค์เป็นเมนูต่างๆ อย่างแน่นอน ดังนั้น ใครที่หลงใหลในกลิ่นอายและรสชาติของเห็ดทรัฟเฟิล ซึ่งเปรียบได้ดังเพชรน้ำเอกแห่งวัตถุดิบที่นำมาปรุงเป็นอาหาร ต้องไม่พลาดที่จะมาเยือนเมซง เดอ ลา ทรูฟ ซึ่งไม่ต้องเอ่ยปากถามให้สับสนว่า ที่นี่จะเสิร์ฟเห็ดทรัฟเฟิลประเภทไหนกันแน่ เพราะทางร้านเลือกเสิร์ฟตามฤดูกาล ช่วงไหนเป็นฤดูเก็บเกี่ยวทรัฟเฟิลขาว ดำ ทรัฟเฟิลออทัมน์ ซัมเมอร์ มีเสิร์ฟแบบสดใหม่ตลอดเวลา

ไม่ว่าจะเป็นทรัฟเฟิลขาวที่มีเฉพาะช่วงฤดูหนาว หรือทรัฟเฟิลดำ ซึ่งมีมากในช่วงเดือน ธ.ค.-มี.ค. แน่นอนว่าจุดเด่นของร้านคือบริการสไลซ์ทรัฟเฟิลสดๆ โรยหน้าลงบนเมนูเด็ด แบบสามารถกำหนดปริมาณทรัฟเฟิลตามความต้องการได้ด้วย โดยบนโต๊ะอาหารแต่ละโต๊ะ ยังตั้งน้ำมันทรัฟเฟิลเอาไว้ให้เพิ่มรสชาติและกลิ่นอายของทรัฟเฟิลได้อีกเช่นกัน

 

บรรยากาศของร้านหรูหราแนวโมเดิร์น เฟรนช์ อินสไปรด์ โดดเด่นด้วยกระจกบานใหญ่ เข้ากับผนังสีสว่างให้ความรู้สึกโปร่ง สบาย เสริมลูกเล่นด้วยโคมไฟรูปทรงคลาสสิก ทั้งทรงสี่เหลี่ยม ทรงระฆังคว่ำ และทรงกลม เพิ่มความอบอุ่นด้วยพื้นโทนสีไม้น้ำตาลอ่อน ให้ความรู้สึกเสมือนนั่งอยู่ในร้านสาขาที่กรุงปารีสกันเลยทีเดียว ร้านแบ่งออกเป็น 2 โซน คือ โซนร้านอาหาร และโซนบูทีก ซึ่งมีผลิตภัณฑ์นำเข้ามาจากฝรั่งเศสให้ได้เลือกสรรมากมาย ทั้งเกลือทรัฟเฟิล น้ำมันทรัฟเฟิล ข้าวรีซอตโตพร้อมปรุง ฯลฯ

อาหารแต่ละจานสร้างสรรค์ขึ้นมาให้รสชาติส่งเสริมกันกับเห็ดทรัฟเฟิล ไม่ว่าจะเป็น Beef Carpaccio เนื้อดิบสไลซ์บาง รสชาติจัดจ้าน ราดด้วยน้ำซอสสูตรพิเศษของทางร้าน ให้รสเปรี้ยวตัดกับรสเค็มของชีสพาร์เมซาน เพิ่มความกลมกล่อมด้วยทรัฟเฟิลสไลซ์สดๆ

 

Truffled Brie Restaurant บรีชีสนำเข้าจากประเทศฝรั่งเศส นำมาสอดไส้ Breaking Truffle สูตรเฉพาะของทางร้าน ที่นำทรัฟเฟิลสดๆ มาสับหยาบๆ คลุกเคล้าด้วยเครื่องปรุงสูตรลับ แล้วเพิ่มความมัน นุ่ม ด้วยมาสคาโปเนชีส 2 จานเรียกน้ำย่อยที่ต้องถูกอกถูกใจนักชิมกันอย่างแน่นอน

ขณะที่เมนูง่ายๆ แต่สร้างสรรค์ เป็นซิกเนเจอร์ของทางร้าน พลาดไม่ได้กับเมนู Baked Potato, Truffled Creamy Sauce and Black Melanosporum Truffle Pearls มันฝรั่งอบ ราดด้วยซอสครีมทรัฟเฟิลรสกลมกล่อม ความพิเศษอยู่ที่ทรัฟเฟิลไข่มุกดำ ที่เป็นการนำเอาเทคนิคการปรุงอาหารแบบโมเลกูลามาใช้ ให้ทรัฟเฟิลเพิร์ลหน้าตาประหนึ่งคาเวียร์ มอบความหอมและรสสัมผัสที่ไม่ธรรมดา

 

เมนูง่ายๆ แต่ไปได้ดีกับรสชาติของทรัฟเฟิลอย่าง French Omelet with Truffle and Green Salad เหมาะสำหรับทุกคน เพราะไม่ว่าใครก็ชอบไข่ออมเล็ตที่แสนนุ่มละมุนลิ้นหอมกลิ่นเนยอ่อนๆ เพิ่มรสชาติจัดจ้านเมื่อทานคู่กับทรัฟเฟิลและสลัดผักสดๆ

หนักท้องขึ้นมาอีกนิดกับ Risotto with Scampi and Truffle ข้าวรีซอตโตคุณภาพพรีเมียม นำเข้าจากอิตาลี เคี่ยวในชีสหลากชนิด เสิร์ฟพร้อมกุ้งสดๆ ส่งตรงจากฝรั่งเศสขนาดกำลังพอดี โรยหน้าด้วยทรัฟเฟิล เป็นจานสุดฟินของคนชอบกินข้าว อีกจานที่รับประทานได้ทั้งครอบครัว The Black Melanosporum Truffle Pizza, with Mozzarella Cheese and Rocket Salad พิซซ่าแป้งบางกรอบสูตรพิเศษของทางร้าน เคล้ากับพาร์เมซานชีส เพิ่มกลิ่นหอมด้วยน้ำมันทรัฟเฟิล โรยหน้าด้วยผักร็อกเกต และทรัฟเฟิลสดๆ

 

เมนูน่าสนใจอื่นๆ ยังมีอย่างเช่น Pumpkin Soup ซุปฟักทองเนื้อเนียน มีรสชาติหวาน กลมกล่อม ไม่ข้นจนเกินไป เติมรสชาติด้วยน้ำมันทรัฟเฟิลได้อารมณ์ไปอีกแบบ หรือจะเป็นเมนูสุขภาพอย่าง
Rocket Salad and Parmesan Cheese with Truffe ผักร็อกเกตสดๆ ราดด้วยน้ำซอสบัลซามิกรสเปรี้ยว ตัดกับรสเค็มนิดๆ ของพาร์เมซานซีส โรยหน้าด้วยเห็ดทรัฟเฟิลสด ขณะที่คนชอบเส้นอย่าพลาด Tagliatelles and Foie Gras with Truffle พาสต้าตากลาเตลเล เส้นสดแบบโฮมเมดในซอสครีม เติมรสชาติด้วยแพนเซียรด์ฟัวกราส์ และทรัฟเฟิลสดๆ

ปิดท้ายมื้อหรูกันด้วยของหวานแสนอร่อย Vanilla and White Truffle Ice Cream with Black Truffle Financier ไอศกรีมโฮมเมดรสวานิลลา หอมกลิ่นทรัฟเฟิล เสิร์ฟมาพร้อมเค้กฟินองซิเยร์รสแบล็กทรัฟเฟิลเนื้อนุ่ม สูตรเฉพาะของทางร้าน

เรียกว่าตั้งแต่มื้อสตาร์เตอร์จนถึงของหวาน จะได้รับรสชาติของเห็ดทรัฟเฟิลกันทุกๆ คำอย่างแน่นอน ที่บ้านของทรัฟเฟิล เมซง เดอ ลา ทรูฟ ทองหล่อซอย 9 เปิดให้บริการทุกวัน มื้อกลางวัน เวลา 11.00-14.30 น. และมื้อค่ำเวลา 17.30-24.00 น. โทร. 02-054-5422, 08-7243-6222

 

ไข่เค็มสมุนไพร หอมกลิ่นใบเตย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2559 เวลา 16:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/460339

ไข่เค็มสมุนไพร หอมกลิ่นใบเตย

โดย…ชินวัฒน์ สิงหะ

กลุ่มนักเรียนโรงเรียนสฤษดิ์เสนาพิทยาคม อ.วังทอง จ.พิษณุโลก รวมกลุ่มทำไข่เค็มสูตรสมุนไพรทั้งไข่ขาวและไข่แดง มีกลิ่นหอมของใบเตย ไข่รสชาติไม่เค็มจัด เพื่อนำออกจำหน่ายในตลาดชุมชน จนสร้างรายได้เก็บเป็นเงินทุนส่งเสียตัวเองเรียนระดับสูงๆ ในอนาคต

สมใจ ชูจิตร ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนสฤษดิ์เสนาพิทยาคม อ.วังทอง จ.พิษณุโลก บอกว่า นำนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มนี้ ช่วยกันทำไข่เค็มสมุนไพรที่มีกลิ่นของสมุนไพรใบเตย เพื่อนำออกจำหน่ายในตลาดชุมชน เนื่องจากในชุมชนมีการเลี้ยงเป็ดไข่กันมาก เมื่อเหลือจากรับประทานในชีวิตประจำวันแล้ว จึงจำเป็นต้องทำไข่เค็ม เพื่อถนอมอาหารไว้รับประทาน นักเรียนกลุ่มนี้จึงได้ศึกษาเกี่ยวกับวิธีการถนอมอาหาร โดยการนำไข่เป็ดมาทำเป็นไข่เค็ม มีแนวคิดพัฒนาไข่เค็มที่ทำให้มีกลิ่นและรสชาติของใบเตยขึ้น เป็นเอกลักษณ์เฉพาะชุมชน เพื่อเป็นการถนอมอาหารไว้รับประทานและจำหน่ายสร้างรายได้

 

“การทำไข่เค็มเพื่อให้เด็กได้เรียนรู้การวางแผนการทำงานร่วมกัน การตลาดเป็นการส่งเสริมรายได้ให้เด็ก สามารถนำไปประกอบอาชีพได้ ใช้เวลาในช่วงลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ และกลุ่มสนใจ ที่ทำไข่เค็มสมุนไพรนี้ เรามองการตลาดว่าหน้าโรงเรียนมีตลาดชุมชนที่ยังไม่มีไข่เค็มจำหน่าย ไข่ยังมีประโยชน์ เด็กได้รับประทานและนำไปจำหน่ายได้ด้วย” สมใจ ครูชำนาญการพิเศษ กล่าว

ด้าน เจตริน มูลสวัสดิ์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 บอกว่า ใช้เวลาทำไข่เค็มสมุนไพรในช่วงลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ รวมกลุ่มกับเพื่อนทำ เมื่อได้ผลผลิตแล้วก็นำไปจำหน่ายในชุมชน นำกำไรมาหมุนเวียนในการลงทุนใหม่อีกรอบ อีกทั้งยังสามารถนำไปต่อยอดให้กับครอบครัวด้วย เพราะฝึกทักษะทางด้านนี้มาหลายครั้ง นอกจากนี้ยังเป็นอาชีพเสริมหารายได้ให้กับครอบครัวได้ด้วย ไม่ต้องลำบากผู้ปกครองมาก เพราะเงินส่วนหนึ่งเก็บไว้สำหรับเป็นทุนการศึกษาในอนาคต

 

ไข่เค็มกะทิใบเตยของนักเรียนโรงเรียนสฤษดิ์เสนาพิทยาคมมีรสชาติและกลิ่นที่แตกต่างกันออกไปจากท้องตลาด เนื้อไข่ทั้งไข่ขาวและไข่แดงมีกลิ่นหอมของใบเตย ไข่ยังมีรสชาติไม่เค็มจัด เป็นที่นิยมของชุมชน นักเรียนจะนำออกจำหน่ายที่ตลาดชุมชนร่มเขียว บริเวณหน้ากรมรบพิเศษที่ 4 ค่ายสฤษดิ์เสนา สามารถสนับสนุนซื้อผลิตภัณฑ์ของทางโรงเรียนได้ทุกวัน

 

ก๋วยเตี๋ยวหมูเด้ง สาธุฯ58 อร่อยชวนชิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2559 เวลา 09:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/460178

ก๋วยเตี๋ยวหมูเด้ง สาธุฯ58 อร่อยชวนชิม

โดย…แมงโก้หวาน

ถนนสาธุประดิษฐ์ มากไปด้วยร้านอาหารและร้านก๋วยเตี๋ยวที่อร่อยหลายร้าน ใครไปย่านนี้ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้อง ขอแค่มีเงินก็พร้อมอิ่มท้องแบบอิ่มอร่อย ใกล้หัวมุมปากซอยสาธุประดิษฐ์ 58 มีร้านก๋วยเตี๋ยวร้านหนึ่ง ชื่อ “ร้านก๋วยเตี๋ยวหมูเด้ง” มีโลโก้รูปหมูเป็นสัญลักษณ์และมีสปริงอยู่ใต้รูปหมูให้รู้ว่าร้านของเขาหมูเด้งจริง (ว่าอย่างนั้น)

ธันยบูรณ์ รัตนชัยเดชา เจ้าของร้าน กล่าวว่า ก่อนนี้ครอบครัวผลิตลูกชิ้นหมูขายมาแล้วกว่า 20 ปี โดยคุณพ่อของเขาเป็นช่างเครื่องทำลูกชิ้นมาก่อนและขายเครื่องทำลูกชิ้นไปด้วย (แต่ทุกวันนี้ไม่ได้ขายแล้ว) ก่อนที่ต่อมาได้เปิดร้านก๋วยหมูเด้งขึ้นมาได้ประมาณ 10 ปี พร้อมขายแฟรนไชส์ไปด้วย ปัจจุบันมีผู้ซื้อแฟรนไชส์ประมาณ 10 กว่าราย ในย่านสาธุประดิษฐ์ ซอยกำนันแม้น ซอยแฉล้ม พระประแดง และบางบอน

เมนูก๋วยเตี๋ยวของร้าน ประกอบด้วย เกาเหลา ก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำ ก๋วยเตี๋ยวหมูน้ำใส ก๋วยเตี๋ยวหมูน้ำข้นหรือน้ำตก มีทุกเส้นให้เลือกสั่ง ปกติทุกชามจะใส่หมูตุ๋นด้วย แต่ถ้าใครไม่ชอบก็บอกคนขายว่าไม่เอาหมูตุ๋น เมื่อพูดถึงความโดดเด่นของก๋วยเตี๋ยวหมูเด้งคงต้องยกให้ลูกชิ้นหมูเด้งและน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวเป็นพระเอกของร้าน กินที่ไรก็รู้สึกถึงความอร่อย

น้ำซุปหอมกรุ่นและออกหวานกลมกลอมรสชาติอร่อยดี ส่วนหมูเด้งเป็นเนื้อล้วนไม่มีแป้งผสมและทำจากเนื้อสะโพกหลังของหมู เวลาเคี้ยวจะสัมผัสได้ถึงความนุ่มและความดึ๋งในตัว ชามหนึ่งธรรมดาจะมีลูกชิ้น 5 ลูก ลูกชิ้นธรรมดา 3 ลูก ลูกชิ้นหมูเด้ง 2 ลูก หมูสด 2-3 ชิ้น หมูตุ๋น 1-2 ชิ้น และหมูยอ 1 ชิ้น ขายในราคา 35 บาท ในปริมาณที่สมราคา กินอิ่มพอดี ถ้าพิเศษ 40 บาท นอกจากก๋วยเตี๋ยวแล้วยังมีหมูตุ๋นหม้อไฟ ข้าวต้มปลาเก๋า กุ้งอบวุ้นเส้น และยำทะเล

 

ปกติร้านเปิดทุกวันตั้งแต่ 10 โมงเช้าถึงตี 1 ส่วนวันหยุดไม่แน่นอน ถ้าหยุดอาจเป็นวันเสาร์หรือไม่ก็อาทิตย์ แต่ไม่ได้หยุดทุกอาทิตย์ ฉะนั้นถ้าอยากไปชิมวันเสาร์-อาทิตย์ควรโทรก่อนที่ 02-294-2750 จะได้ไม่ผิดหวัง

 

โทโร่ บีเคเค ร้านเก๋ เมนูโดนใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤศจิกายน 2559 เวลา 17:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/nightlife/466102

โทโร่ บีเคเค ร้านเก๋ เมนูโดนใจ

โดย…อีตติง อาร์ต ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

หากพูดถึงร้านอาหารที่มีคอนเซ็ปต์เก๋ๆ เป็นทาปาสบาร์ นาทีนี้ต้องนึกถึง โทโร่ บีเคเค (Toro Bkk) ร้านอาหารสเปนที่เพิ่งเปิดใหม่ใจกลางย่านทองหล่อ ซึ่ง 2 เชฟเลื่องชื่อ เจมี่ บิสซอนเนตต์ และเคน โอรินเจอร์ ผู้ชนะรางวัล James Beard Award (รางวัลออสการ์ในหมู่เชฟ) ได้ร่วมมือกันเปิดขึ้นเป็นสาขาแรกในเมืองไทย

“โทโร่” คือทาปาสบาร์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน มีสาขาแรกที่เปิดมากว่า 10 ปีแล้วที่เมืองบอสตัน (ปี 2005) ตามด้วยสาขาสองที่กรุงนิวยอร์ก (ปี 2013) และล่าสุดถึงคิวของ

โทโร่ บีเคเค สาขาที่ 3 ของโลก ในโครงการ 72 คอร์ตยาร์ด ที่ได้ แซ็ค วัตกินส์ เชฟชาวอเมริกัน ซึ่งเคยทำงานที่โทโร่บอสตันและโทโร่นิวยอร์ก ร่วมกับเชฟผู้ก่อตั้งทั้งสองคน ยาวนานถึง 7 ปี มาประจำการดูแลเมนูที่โทโร่ สาขากรุงเทพฯ

คอนเซ็ปต์อาหารของร้านเป็นเมนูทาปาส ที่ผสมผสานระหว่างความเป็นสเปน กับวัตถุดิบชั้นเยี่ยมจากทั่วทุกมุมโลก รวมทั้งวัตถุดิบท้องถิ่นของไทยด้วย หากใครมีโอกาสได้มาชิมจะไม่แปลกใจกับความคุ้นลิ้นในรสชาติอาหารของที่นี่เลย เพราะต้นกำเนิดของทาปาส คือการนำวัตถุดิบสดใหม่ตามฤดูกาลในแต่ละสถานที่มาใช้เพื่อสร้างสรรค์เมนูต่างๆ นั่นเอง

เริ่มจากเมนูแนะนำจานแรก Sandia สลัดแตงโม ที่มีส่วนผสมของไส้กรอกโชริโซ ปลาแองโชวี ส้มโอ และชีสโคติฆา (เนยแข็งจากสเปน) กินแล้วรู้สึกสดชื่น เป็นเมนูเรียกน้ำย่อยได้ดีทีเดียว

ตามด้วย Setas Huevo เห็ดหลากชนิด ปรุงด้วยการผัดสไตล์ซานเซบาสเตียน เสิร์ฟมาพร้อมไข่แดงดิบในช้อนและสมุนไพร วิธีรับประทานให้นำไข่แดงไปคลุกเคล้ากับเห็ดผัด เพื่อเพิ่มรสชาติให้อร่อยยิ่งขึ้น

 

Bikini Bocadiollo แซนด์วิชแฮมเซอร์ราโน สอดไส้ด้วยชีสมันเชโก้ และเนยทรัฟเฟิล ได้ความอร่อยแปลกใหม่แบบที่ต้องมาลิ้มลองด้วยตัวเอง

อีกเมนูคือ Setas en Escabeche หอยนางรมสดๆ วัตถุดิบยอดนิยมจากเกาะโอเรครง ในฝรั่งเศส ราดด้วยซอสกาลามันซี่ พอนซึ โรยหน้าด้วยใบชิโสะ และพริกไทยดำ รับประทานแล้วสดชื่น ได้รสชาติของทะเลแบบเต็มๆ นอกจากนี้ ยังมีเมนูอื่นๆ ให้เลือกอีกเพียบ (ราคาอาหารเริ่มที่ 220-1,600 บาท)

อิ่มแล้วได้เวลามานั่งชิลๆ กับเครื่องดื่มค็อกเทลกันบ้าง แนะนำ Font Magica แก้วสีชมพูสวยสดใส มีส่วนผสมของเหล้าจิน แตงโม พริกไทยดำ และน้ำผึ้ง มาด้วยดีกรีไม่แรงมากนัก

West G&T มีส่วนผสมของเหล้าจิน โทนิก แตงกวา และพริกไทย ได้ความสดชื่นจากแตงกวาและกลิ่นหอมจากพริกไทย ตามด้วย South Pine ค็อกเทลสีขาวขุ่น เสิร์ฟมาในแก้วทรงสูงสวยงาม มีส่วนผสมของเหล้าจินชนิดพิเศษจากเบลเยียม และลิเคียวร์กลิ่นมินต์

 

ใครที่เป็นคอไวน์ ทั้งไวน์ขาว ไวน์แดง หรือแชมเปญ เมื่อคุณสั่งพนักงานจะนำไวน์หรือแชมเปญนั้นเสิร์ฟมาในเหยือกที่เรียกว่า “Porron” ซึ่งมีวิธีการดื่มที่ไม่เหมือนใคร นั่นคือการยกเหยือกขึ้นสูงและใช้ปากรองไวน์หรือแชมเปญจากปากเหยือกอีกที โอ้ว ช่างเป็นประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร

สำหรับการตกแต่งร้านโทโร่สาขานี้ โดยรวมยังคงไว้ซึ่งรูปแบบที่ใกล้เคียงกับสาขานิวยอร์ก เมื่อก้าวเข้าไปภายในร้านจะให้ความรู้สึกคล้ายกับอยู่ในโกดังที่มีเพดานสูง โล่งโปร่ง ตัวร้านมีสองชั้น ชั้นล่างเน้นบาร์เป็นหลัก ส่วนชั้นบนเป็นครัวเปิด ที่ให้บรรยากาศแบบร้านอาหาร นอกจากนี้ ยังมีโซนพื้นที่ด้านนอกเพื่อรับลมเย็นๆ อีกด้วย จึงถือเป็นอีกหนึ่งร้านเก๋ๆ มีสไตล์ที่น่าชวนเพื่อนๆ มานั่งชิลมากๆ

 

โทโร่ บีเคเค โครงการ 72 คอร์ตยาร์ด (ระหว่างซอยทองหล่อ 16 และ 18) ร้านเปิดบริการทุกวัน เวลา 18.00-01.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ เพิ่มเติมมื้อกลางวัน เวลา 13.00-15.00 น. โทร. 08-2392-7790 หรือติดตาม FB/IG : @toro_bkk

 

ดังต้องมนต์ @ ยิปซี สเปลล์ บาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤศจิกายน 2559 เวลา 17:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/nightlife/464865

ดังต้องมนต์ @ ยิปซี สเปลล์ บาร์

โดย…ลีโอ เคน ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

ฝนตกหนักครั้งใหญ่เหมือนเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าฤดูกาลใหม่กำลังคืบคลานเข้ามา ฤดูหนาวที่หลายคนเฝ้ารอกำลังเริ่มต้น ความเย็นชุ่มฉ่ำทำให้หลายคนไม่อยากเก็บเนื้อเก็บตัว ต่างวางแผนท่องเที่ยว หรือไม่ก็ออกไปหากิจกรรมสนุกสนานทำกัน

ก่อนเดินทางไปพิชิตหนาว ผมขอแนะนำว่าหาสถานที่กล่อมความสุขกันก่อนดีไหม และสถานที่นี้เองจะปลุกแรงให้คุณกระตือรือร้นต้อนรับกับฤดูกาลใหม่มากยิ่งขึ้น เสมือนดั่งโดนมนต์สะกด

 

ยิปซี สเปลล์ บาร์ (Gypsy Spells Bar & Live Music) เสน่ห์แห่งมนต์ยิปซีนี้เกิดจากความประทับใจในเรื่องราวบนแผ่นฟิลม์ของคนรักดนตรี เรื่อง The Red Violin ที่เล่าถึงการเดินทางของไวโอลินตัวหนึ่ง ผสานกับความหลงใหลในวิถีชีวิตและศาสตร์แห่งชาวยิปซี รวมไปถึงตัวโน้ตและท่วงทำนองของบทเพลงแนวบลูส์-แจ๊ซ-ยิปซี

บรรยากาศโดยรวมเริ่มต้นที่บ้านไม้ทรงโคโรเนียลโบราณอายุกว่า 80 ปี ถูกรังสรรค์ให้เป็นเสน่ห์แห่งยิปซีโบราณ ผ่านภาพเขียนกราฟฟิกสัญลักษณ์ของยิปซี ที่ตกแต่งไว้หลังบาร์เครื่องดื่ม ภาพเขียนรูปไพ่ยิปซี หรือไพ่ทาโร่ที่มีประดับให้เห็นทุกมุมมอง

 

นอกจากนี้ยังเพิ่มลูกเล่นด้วยตู้ไม้โบราณ มนต์ขลังของขวดโหลบรรจุตัวสัตว์รูปต่างๆ ให้อารมณ์ที่ขรึมขลังชวนค้นหารวมถึงเฟอร์นิเจอร์ และผ้าม่านที่เน้นงานโบราณเสมือนสะกดผู้มาเยือนได้ไม่น้อยทีเดียว

ณ บาร์แห่งนี้ยังร่ายมนต์กล่อมเกลาด้วยวงดนตรีแสดงสดสไตล์บลูส์และแจ๊ซ ในทุกค่ำคืนวันศุกร์-เสาร์ ที่ช่วยเพิ่มจังหวะแห่งชีวิต และที่ขาดไปเสียมิได้ในการเพิ่มอรรถรสแห่งค่ำคืน บาร์แห่งนี้เน้นเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่มที่เตรียมเอาไว้ต้อนรับอย่างพร้อมเพรียง

 

ค่ำนี้เราเริ่มต้นรองท้องด้วยหมูกรอบซอสเบอร์รี่ หมูกรอบผัดกับข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด พริก ต่อด้วย แกงดาจา ไหล่แกะตุ๋นกับเครื่องเทศอินเดียกินกับแป้งโรตี

เมนูนี้ก็ไม่ควรพลาด ลาบปลาแซลมอน แซลมอนสดคลุกกับเครื่องลาบปั้นเป็นก้อนขนาดพอคำ นำไปทอดจิ้มกับซอสญี่ปุ่น ตบท้ายด้วยส้มตำทอด นำมะละกอไปทอดจนกรอบ พร้อมเสิร์ฟแยกกับน้ำยำส้มตำไทยและซูชิที่ทำจากขนมจีนอร่อยทีเดียว

ด้านเครื่องดื่มที่นี่จะเป็น Zodiac Cocktails เครื่องดื่มซิกเนเจอร์ของร้าน ที่ดึงเอาบุคลิกของแต่ละธาตุราศีเกิด รังสรรค์ออกมาเป็นเครื่องดื่มเฉพาะตัว ตามองค์ความรู้ของชาวยิปซี รวมไปถึงเหล้าหลากดีกรีและไวน์ให้กล่อมอารมณ์อย่างเพลิดเพลิน จนลืมว่าฝนยังกระหน่ำ หรือไม่ก็ลืมเวลากันไปเลย

ที่พิเศษสุดจะมีหมอดูยิปซีชื่อดัง ธัญจิรา พันธุ์เกิด มาทำนายดวงให้กับท่านอีกด้วยนะครับ

ยิปซี สเปลล์ บาร์ สุขุมวิท 29 (ร้านมหานากา) ร้านเปิดบริการทุกวัน เวลา 17.30-24.00 น. โทร. 02-662-3060

 

‘อังเคิล’ ร้านเท่ บรรยากาศชิล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 ตุลาคม 2559 เวลา 17:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/nightlife/462481

‘อังเคิล’ ร้านเท่ บรรยากาศชิล

โดย…อีตติง อาร์ต ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ยามเย็นในช่วงต้นฤดูหนาวที่อากาศดีๆ แบบนี้ มาปลดปล่อยความเครียดจากการทำงานด้วยการแวะหาร้าน อาหารกึ่งบาร์ พร้อมทั้งมองหาเมนูอร่อยๆ และค็อกเทลแก้วเด็ดดื่มซะหน่อยก็น่าจะดี

หลังจากเปิดมือถือค้นหาร้านอยู่สักพัก ในที่สุดก็มาปักหมุดยังร้านเปิดใหม่ที่ชื่อว่า “อังเคิล” (U.N.C.L.E) ซึ่งอยู่ที่โครงการ 72 คอร์ตยาร์ด ในย่านทองหล่อ

 

ร้านนี้เป็นสาขาที่ 2 ต่อจากอังเคิลสาขาแรกที่สาทร เมื่อก้าวเข้ามาภายในร้านจะพบกับการตกแต่งสไตล์นิวยอร์กคลาสสิก ที่เน้นความเรียบง่าย แต่ดูทันสมัย ตัวร้านแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ชั้น 1 เป็นส่วนของร้าน อาหารซึ่งตกแต่งได้สวยงามทีเดียว โดยส่วนนี้จะเสิร์ฟอาหารสไตล์โมเดิร์นและบาร์บีคิว ซึ่งเป็นการผสมผสานอาหารยุโรปเข้ากับวัฒนธรรมไทยเพื่อให้ลูกค้าสามารถรับประทานร่วมกันได้ นอกจากนี้ยังมีอาหารจานหลักที่น่าสนใจอีกหลากหลายเมนูไว้เป็นตัวเลือกด้วย

 

ชั้น 2 ของร้านจะเป็นเคาน์เตอร์บาร์สไตล์เก๋ๆ พร้อมที่นั่งซึ่งตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์แนวโมเดิร์น-คลาสสิกเข้าด้วยกัน มีพื้นที่ทั้งในส่วนอินดอร์และเอาต์ดอร์ไว้รองรับ ยิ่งช่วงเย็นย่ำบรรยากาศบนชั้น 2 นี้ยิ่งให้ความรู้สึกชิลๆ สบายๆ วันไหนที่อากาศดีๆ ลมพัดเบาๆ ยิ่งน่ามานั่งเป็นที่สุด จะสั่งแต่เครื่องดื่มหรือสั่งสแน็กมากินด้วยก็ได้หมด

และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ขอสั่งเมนูเด่นๆ ที่ทางร้านภูมิใจนำเสนอเลยดีกว่า จานแรก “Braised Lamb Lag” เมนูนี้เป็นเนื้อแกะตุ๋นข้ามคืนจนเนื้อนุ่ม ราดด้วยซอสเห็ด เสิร์ฟมาบนมันฝรั่งบด ตกแต่งด้วยผักร็อกเกต  รสชาติดี อร่อยแตกต่าง

 

ต่อด้วย “Grilled Pink Snapper” เนื้อปลากะพงแดงย่างบนเตาถ่านร้อนๆ จนเนื้อปลาสุกกำลังดี เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ด เคียงด้วยผักสด รสชาติอร่อยแซ่บได้ใจ

ตามด้วย “Barbeque Pork Ribs” ซี่โครงหมูอบซอสบาร์บีคิว เมื่อกัดคำแรกจะสัมผัสได้ถึงความนุ่มของเนื้อซี่โครงหมูและความหอมอร่อยเข้มข้นของซอสบาร์บีคิว

อีกเมนูคือ “Grilled Chicken Burger” เบอร์เกอร์ไก่ย่างราดด้วยซอสเห็ดทรัฟเฟิล เสิร์ฟพร้อมเฟรนช์ฟรายส์ เป็นอีกเมนูที่ต้องลอง ราคาอาหารเริ่มที่ 200 บาท +++

 

หลังจากอิ่มกับอาหาร บรรยากาศรอบตัวก็แสนจะเป็นใจ งั้นขอย้ายมาที่ชั้น 2 เพื่อสั่งเครื่องดื่มสไตล์คลาสสิก คราฟท์ ค็อกเทล ซึ่งเป็นเครื่องดื่มซิกเนเจอร์ของร้านมาลองดูสักหน่อยดีกว่า แก้วแรก “McGreggor” มีส่วนผสมของไอริชวิสกี้ ไซรัป ลูกแพร์ น้ำมะนาว และเหล้า แก้วนี้ดีกรีเบาๆ

แก้วที่สอง “Manhattan Latino” มีส่วนผสมของรัม วิสกี้ ลิเคียวร์กลิ่นช็อกโกแลต เหล้า และเชอร์รี่ แก้วนี้ดีกรีแรงขึ้นมาอีกหน่อย…แก้วที่สาม “Thrift Shop” มีส่วนผสมของรัม ชาสมุนไพรแอฟริกา น้ำมะนาว และเหล้า เป็นอีกแก้วซึ่งทางร้านอยากนำเสนอ

 

ปิดท้ายด้วย “Black Cherry Mule” ค็อกเทลสีชมพูใสที่เสิร์ฟมาในแก้วโลหะ มีส่วนผสมของเหล้า วอดก้า ชาดำ น้ำเชอร์รี่เข้มข้น น้ำมะนาว และจิงเจอร์เบียร์ ตกแต่งด้วยใบมินต์ แก้วนี้เป็นเครื่องดื่มที่ผสมผสานส่วนผสมได้อย่างลงตัว

ใครที่อยากจะนั่งชิลดื่มด่ำกับบรรยากาศหรือนั่งคุยสังสรรค์กับเพื่อนๆ ฟังเพลงแนวสบายๆ จากการเปิดแผ่นของดีเจมืออาชีพ สามารถมาได้ในคืนวันอาทิตย์-อังคาร ในคืนวันพุธจะเปิดเพลงแนวแจ๊ซ คืนวันพฤหัสจะมีวงไลฟ์แบนเล่นดนตรีสดแนวเร็กเก้ ส่วนคืนวันศุกร์และเสาร์ดีเจจะเปิดเพลงแนวโอลด์สกูล-ฮิปฮอป ใครชอบเพลงแนวไหนก็เลือกวันได้ตามความชอบเลย รับรองเพลิดเพลินแน่นอน

ร้านอังเคิลอยู่ที่โครงการ 72 คอร์ตยาร์ด (ระหว่างซอยทองหล่อ 16 และ 18) ร้านเปิดบริการทุกวันอาทิตย์-พฤหัสบดี เวลา 18.00-01.00 น. วันศุกร์-เสาร์ เวลา 18.00-02.00 น. โทร.02-392-7637 หรือ FB/IG : unclecocktailbar หรือ www.avunculus.com

 

เอเวอรี เดย์ อะ ฟรายเดย์ ร้านเก๋อินดัสเทรียลลอฟต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2559 เวลา 16:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/nightlife/457709

เอเวอรี เดย์ อะ ฟรายเดย์ ร้านเก๋อินดัสเทรียลลอฟต์

โดย…อีตติง อาร์ต ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ก้าวแรกที่เดินเข้ามาในร้านอาหารกึ่งผับชื่อเก๋ “เอเวอรี เดย์ อะ ฟรายเดย์ แกสโทรผับ” (Every Day A Friday Gastropub) ซึ่งชื่อร้านแฝงความหมายว่า เมื่อมาที่นี่แล้วจะรู้สึกเหมือนกับว่าทุกวันเป็นวันศุกร์ จะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่โปร่งโล่งของตัวร้านที่ตกแต่งสไตล์อินดัสเทรียลลอฟต์ออกแนวเท่ๆ โดยใช้วัสดุหลักอย่างเหล็ก อิฐ ไม้ และกระจก เน้นโทนสีน้ำตาล ดำ เทา ให้ความรู้สึกทันสมัยเข้ากับกระแสนิยมตอนนี้พอดี

เมนูอาหารของที่นี่เป็นแบบยูโรเปี้ยน ทวิสต์ และเอเชียน ฟู้ด ซึ่งได้รับการปรับรสชาติให้เข้ากับคนไทย หลายเมนูหน้าตาสวยงาม แถมรสชาติยังเริ่ดอีกต่างหาก เริ่มจากเมนูแรก “แซลมอนทาร์ทาร์” เมนูนี้ประกอบด้วยข้าวเกรียบดำที่มีส่วนผสมของหมึกดำหรือแบล็กอิงก์ ท็อปปิ้งด้วยเนื้อแซลมอนรมควัน ราดด้วยซอสสมุนไพรรสแซ่บ ได้ความหอม กรอบ อร่อย เป็นเมนูที่เรียกน้ำย่อยได้ดี

 

ต่อด้วย “สลัดมะเขือยาว” จานนี้ใช้มะเขือยาวย่างจนสุกหอม ราดด้วยน้ำสลัดสูตรเด็ด ท็อปปิ้งด้วยเนื้อปลาเก๋าหั่นเป็นชิ้นทอดกรอบ ไข่ออนเซน และโรยด้วยผงสาหร่าย กินแล้วได้รสสัมผัสความเป็นเอเชีย เป็นอีกจานที่ต้องลอง

ตามด้วย “เพนเน่ซอสเนื้อ” เส้นเพนเน่ต้มสุกกำลังดี ผัดกับซอสเนื้อตุ๋น (ที่นำเนื้อไปแช่ไวน์ 1 คืน แล้วนำไปตุ๋นในน้ำมันพร้อมเครื่องเทศ) โรยด้วยเห็ดทรัฟเฟิลดำและชีสพาร์เมซาน ได้รสชาติเข้มข้นอร่อยลงตัว

 

อีกจานคือ “แก้มหมูย่าง” เมนูนี้ใช้เนื้อบริเวณแก้มหมูนำไปหมักกับเครื่องเทศทิ้งไว้ 1 คืน จากนั้นนำแก้มหมูไปตุ๋นช้าๆ 1 ชั่วโมง แล้วจึงนำไปย่างอีกที จนสัมผัสได้ถึงความนุ่มหอม เสิร์ฟพร้อมกับน้ำจิ้มแจ่วและสลัดผักสไตล์เอเชีย เป็นอีกเมนูที่ห้ามพลาดเด็ดขาด

นอกจากนี้ ยังมีเมนูอร่อยอื่นๆ เช่น ทูน่าทาร์ทาร์ (ซอสเซี่ยงไฮ้) หอยนางรมดูโอ เฟตตูชินีฉู่ฉี่กุ้ง ข้าวหน้าซอสแกงกะหรี่ปู พะแนงขาแกะออสเตรเลีย ฯลฯ ให้เลือกอีกเพียบ ราคาอาหาร 300-700 บาท++

มาที่เครื่องดื่มบ้าง ที่เอเวอรี เดย์ อะ ฟรายเดย์ มีเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นไวน์ชั้นดีจากทั่วโลก เบียร์ รวมทั้งค็อกเทลหรือม็อกเทลที่นี่ก็มีหมด ครั้งนี้ขอแนะนำค็อกเทลเด่นๆ 3 แก้ว 3 สไตล์ของร้าน ซึ่งส่วนใหญ่จะมีเบสของชาผสมผสานอยู่ทุกๆ แก้ว

เริ่มจาก “TGIF!!!” หรือ Thanks God It Friday แก้วนี้มีส่วนผสมของเบอร์เบินหมักใบชา ลูกเชอร์รี่ ส้มซันคิสฝาน ตกแต่งปากแก้วด้วยสับปะรดแช่อิ่มลนไฟให้ความสดชื่น

 

แก้วที่สอง “Friday Night Out” ได้แรงบันดาลใจมาจากดาราสาว มาริลีน มอนโร มีส่วนผสมของเหล้าจีนหมักด้วยชาหมื่นลี้ ลูกกระวานต้มกับไซรัป มะนาวฝาน ตกแต่งด้านบนของค็อกเทลเป็นรูปริมฝีปากสีแดงซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของมาริลีน แก้วนี้ดีกรีไม่แรงนัก

ตบท้ายด้วย “Friday’s Child” แก้วนี้มีส่วนผสมของรัมหมักกับชากุหลาบ ลิเคียวร์ ราสพ์เบอร์รี่บด วานิลลา และไซรัปโฮมเมดกลิ่นกุหลาบ ตกแต่งด้วยเปลือกเลมอนและใบมินต์ ดีกรีแรงปานกลาง

 

ใครที่ไม่รีบร้อนไปไหน แนะนำให้นั่งชิลๆ เพลินๆ อินไปกับบรรยากาศ เพราะในวันพฤหัสบดี-ศุกร์-เสาร์ ตั้งแต่ 2 ทุ่มเป็นต้นไป จะมีวงดนตรีไลฟ์แบนด์มาเล่นเพลงแนวป๊อปให้ฟังคืนละ 2 วง รับรองว่าได้ความสุนทรีย์กลับบ้านไปแน่นอน

เอเวอรี เดย์ อะ ฟรายเดย์ อยู่ที่โครงการดีกรี สแควร์ ปากซอยเพชรบุรี 38/1 (ตรงข้ามตึกอิตัลไทย) ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ เปิดบริการวันอังคาร-ศุกร์ เวลา 11.00-15.00 น. และ 17.00-24.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.00-24.00 น. (ร้านปิดทุกวันจันทร์) โทร.02-064-5447, 06-4014-5230 IG : everyday_afriday FB : evdafd

 

ขนมไทยหัวใจ Minimal วุ้นน้ำตาลโตนด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2559 เวลา 09:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/460175

ขนมไทยหัวใจ Minimal วุ้นน้ำตาลโตนด

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ในกระแสขนมญี่ปุ่นขนมฝรั่งที่ท่วมท้นโซเชียลเน็ตเวิร์กไม่เว้นแต่ละวัน ผู้เขียนยังแอบดีใจและปลื้มปริ่มเมื่อเห็นร้านสไตล์ฮิปเก๋ไก๋ที่อยู่ในโลกออนไลน์ หยิบจับเอาขนมไทยมาแต่งตัวใหม่เสียจนน่ารับประทาน ใครว่าขนมไทยเชยๆ ต้องตกหลุมรักกับรูปโฉมใหม่ๆ ที่คนใส่ใจในวัฒนธรรมการกินขนมไทยประยุกต์ดัดแปลงจนอยากลิ้มลอง

นอกจากจะเสิร์ฟขนมไทยเก๋ๆ ที่หน้าตาปรับเปลี่ยนให้ดูร่วมสมัย ทั้งสีสันที่ละมุนขึ้นไม่ฉูดฉาดเหมือนขนมไทยไหว้ศาลพระภูมิ ยังมีขนาดพอดีคำรสชาติหวานพอเหมาะพอเจาะ ดูแล้วต้องสงสัยว่านี่ขนมไทยแน่หรือ ยังมีแนวทางการเสิร์ฟขนมไทยใหม่ๆ เช่น เสิร์ฟกับไอศกรีมกะทิบ้าง ไอศกรีมกลิ่นอายไทยๆ ที่ล้วนเสริมให้ขนมอร่อยขึ้นกลายเป็น Combination การเสิร์ฟคล้ายๆ กับ Plated Dessert ของตะวันตก

ฉบับนี้ผู้เขียนเลยอยากแปลงร่างเป็น “สาวไทยในบ้าน” นั่งประดิดประดอยขนมไทยหน้าตาร่วมสมัย ที่รวบรวมสูตรที่ไม่ยากจนเกินไป มาไว้ให้คุณผู้อ่านได้ทดลองทำเริ่มสูตรแรกง่ายๆ ก่อน อย่าเพิ่งหมดกำลังใจขอเป็น “วุ้น” ขนมไทยที่ง่ายที่สุด แถมยังกินง่ายๆ เป็นที่ถูกใจของทุกคนในบ้าน เราใช้กะทิในปริมาณพอเหมาะไม่มากจนเกินไปจนทำให้เลี่ยนแน่นอน เพราะเราเป็นขนมไทยในยุคที่ทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น

ส่วนผสมอาจไม่ได้มีติดไว้ในครัว แต่หาซื้อได้ง่ายตามซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป ถึงแม้ว่าเสน่ห์ของขนมไทยอยู่ที่ส่วนผสมดีๆ ที่จะช่วยให้รสชาติหอมอร่อยขึ้น แต่สำหรับวุ้นสูตรนี้ อนุโลมให้ใช้ทางลัดเป็นกะทิสำเร็จรูป ที่ปัจจุบันได้รับการปรับปรุงกระบวนการผลิตจนมีกลิ่นหอมใกล้เคียงกะทิสดมากกว่าสมัยก่อนเยอะแยะ ต้องขอบคุณนักวิทยาศาสตร์อาหารที่สามารถรักษารสชาติกะทิกล่องให้เป็นที่ยอมรับได้

 

ผู้เขียนขอเลือกที่จะเด็ดใบเตยจากกอใบเตยในบ้าน และเด็ดดอกอัญชันจากสวนหน้าบ้าน เพื่อนำมาทำเป็นสีสันสวยๆ ของวุ้น จะปรับเป็นสีผสมอาหารก็ย่อมได้ แต่อาจขาดกลิ่นหอมๆ และจุดขายเชิงศาสตร์และศิลป์ของครัวขนมไทยไป จึงขอเพิ่มเติมอีกสูตรที่เป็นวุ้นน้ำตาลโตนด อาศัยความหวานจากน้ำตาลโตนดแท้ ที่ซื้อมาจากร้านที่ไว้ใจได้ใน จ.เพชรบุรี เมื่อช่วงอาทิตย์ที่ผ่านไปเที่ยวหัวหิน น้ำตาลโตนดแท้ๆ มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ที่จะทำให้วุ้นน้ำตาลโตนดกลายเป็นสูตรเด็ดประจำตัวคุณผู้อ่านได้ไม่ยาก

เคล็ดลับในการทำวุ้นให้อร่อยต้องใจเย็นสักนิด เริ่มจากการแช่ผงวุ้นแห้งในน้ำสักครู่ เพื่อให้วุ้นกระจายตัวจนทั่วไม่เกาะกันเป็นก้อนๆ แบบนี้วุ้นจะละลายได้ง่ายกว่า เมื่อเดือดวุ้นจะละลายได้ดีที่สุด เมื่อมาถึงจุดเดือดดังนั้นต้องมั่นใจต้องเดือดจริงๆ ถึงจะละลายหมดและปล่อยให้เดือดที่ไฟอ่อนๆ สักครู่ไม่นานจนเกินไป เพื่อไม่ให้วุ้นเปลี่ยนสีเข้มขึ้นจากปริมาณน้ำที่ระเหยไป วุ้นทำมาจากสาหร่าย ดังนั้นน้ำตาลจึงเป็นศัตรูที่จะทำให้วุ้นละลายยาก จึงแนะนำให้เติมน้ำตาลหลังจากที่วุ้นละลายจนหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลทรายขาวหรือน้ำตาลโตนด

สำหรับสูตรนี้ผู้เขียนแอบเติมแป้งข้าวเจ้าลงไปเพียง 1 ช้อนชา หรืออาจจะน้อยกว่านั้นอีกนิด แป้งข้าวเจ้าจะช่วยให้วุ้นเกาะกันได้ดี เอาออกจากพิมพ์ไม่ยากไป กะทิไม่แยะเป็นลูกๆ หากไม่อยากเติมแป้งข้าวเจ้าย่อมทำได้สำหรับมือโปร เพียงแค่ใส่ไว้เป็นเคล็ดลับให้มือใหม่หัดทำขนมไทยไม่ใจแป้วไปเสียก่อน

วุ้นจะคงตัวแข็งขึ้นเมื่ออุณหภูมิลดลงมาใกล้อุณหภูมิห้อง ถ้าอยากให้แกะออกจากพิมพ์ได้ง่าย แนะนำให้เข้าตู้เย็นไปเลย จะได้แคะได้ง่ายและรสชาติอร่อยขึ้น สูตรนี้ผู้เขียนเลือกใช้พิมพ์ซิลิโคน เพราะสามารถเลือกรูปทรงได้หลากหลาย แถมยังมีขนาดน่ารักพอดีคำเข้ากับขนมไทยสไตล์ Minimal ของเรา

วุ้นน้ำตาลโตนด

สำหรับสูตรนี้ผู้เขียนจับคู่กับชาใบเตยทำได้ไม่ยากค่ะ ปั่นใบเตย 1 ใบที่ล้างสะอาดแล้วกับน้ำเดือดจัดๆ 2 ถ้วยตวง โดยประมาณจากนั้นกรองด้วยที่กรองชาพร้อมเสิร์ฟเป็นชาใบเตยหอมๆ แต่ไม่หวานเหมาะสำหรับดื่มอุ่นๆ กับวุ้นน้ำตาลโตนดเย็นๆ

ส่วนผสมวุ้นน้ำตาลโตนด

– ผงวุ้น 1 ช้อนโต๊ะ

– น้ำสะอาด 2 1/2 ถ้วย

– น้ำตาลโตนด 150 กรัม

– น้ำกะทิ 1/2 ถ้วย

– แป้งข้าวเจ้า 1 ช้อนชา

– เกลือป่น 1/8 ช้อนชา

ส่วนผสมวุ้นกะทิใบเตยและอัญชัน

– ผงวุ้น 1 ช้อนโต๊ะ

– น้ำสะอาด 2 1/2 ถ้วย

– น้ำตาลทราย 100 กรัม

– หัวกะทิ 3/4 ถ้วย

– แป้งข้าวเจ้า 1 ช้อนชา

– เกลือป่น 1/8 ช้อนชา

– สำหรับใบเตยเติมน้ำใบเตยคั้นข้นๆ ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ

– สำหรับอัญชันเติมน้ำคั้นดอกอัญชันสดประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

ใส่ผงวุ้นลงในหม้อสเตนเลสเนื้อหนาเติมน้ำสะอาดลงไปพักไว้สัก 10 นาที เพื่อเตรียมส่วนผสมอื่นๆ

ผสมน้ำกะทิแป้งข้าวเจ้าและเกลือป่นคนให้เข้ากันพักไว้ในถ้วย

นำหม้อสเตนเลสที่มีผงวุ้นและน้ำสะอาดขึ้นตั้งไฟรอให้เดือดหรี่ไฟลงเคี่ยวสัก 5 นาที

เติมน้ำตาลโตนดหรือน้ำตาลทรายลงไปคนให้น้ำตาลละลายให้หมดแล้วเติมน้ำกะทิที่ผสมแป้งลงไปคนให้เข้ากันรอให้เดือดอีกครั้ง สำหรับวุ้น

ใบเตยและอัญชัน : เติมน้ำคั้นใบเตยและอัญชันในขั้นตอนนี้จากนั้นยกลงจากเตากรองผ่านกระชอนตาถี่ๆ สัก 1 ครั้งตักหยอดลงพิมพ์รอให้เย็นสักครู่ก่อนนำวุ้นเข้าตู้เย็นเก็บวุ้นในตู้เย็นได้ 3-4 วัน ในภาชนะที่ปิดสนิท