อาหารไทยใหญ่ แยกแม่สะเรียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ตุลาคม 2559 เวลา 10:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/461484

อาหารไทยใหญ่ แยกแม่สะเรียง

โดย…ยินดี ฤตวิรุฬห์

ลมหนาวพัดมาแล้ว ฤดูกาลเดินทางเพื่อท่องเที่ยวในช่วงปลายฝนต้นหนาวกำลังจะเริ่มขึ้น ดินแดนทางภาคเหนือเป็นเป้าหมายของนักเดินทางทุกครั้งเมื่อถึงฤดูหนาว!!

เมืองไทยเที่ยวเท่าไรก็ไม่หมด ภาคเหนือเที่ยวได้ทุกปีไม่มีเบื่อ ทุกครั้งที่ได้ไปจะมีเรื่องแปลกใหม่ เรื่องตื่นเต้น สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยนั้น คือ เรื่องของอาหารการกิน การจะเที่ยวให้สนุก ท้องต้องอิ่ม ภารกิจในการแสวงหาร้านอาหารพื้นเมือง ร้านอาหารที่แสนอร่อยก็มักเกิดขึ้นเสมอในทุกทริป

ทริปปลายฝนต้นหนาวกำลังจะเริ่ม ครั้งนี้ไม่พลาดกับเส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ แล้วทะลุไปทางเส้นฮอด-แม่สะเรียง ปลายทางจะอยู่ที่ อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน เพื่อจะเข้าไปโครงการหลวงแม่ลาน้อย-บ้านห้วยห้อม ถิ่นกาแฟห้วยห้อมที่ให้รสชาติกาแฟที่เข้มข้นมาก

 

แผนการเดินทางครั้งนี้ พลาดไม่ได้อีกแล้วกับการแวะรับประทานมื้อกลางวันที่ร้านอาหาร “ไทยใหญ่” ซึ่งเป็นร้านเก่าแก่ที่เปิดให้บริการมากว่า 50 ปีจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งจะอยู่ตรงข้ามกับหอการค้าแม่สะเรียง ผ่านไปทุกครั้งต้องรับประทานทุกครั้งและบอกกับตัวเองว่าอร่อยทุกเมนู ความอร่อยไม่ได้เกิดจากความหิวและความเหนื่อยจากการเดินทาง แต่เพราะทุกเมนูของร้านนี้อร่อยจริง

เมื่อขับรถเข้าสู่ อ.แม่สะเรียง สายตาก็จ้องมองไปยังร้านอาหารทันที ควันไฟพุ่งโขมง ลอยอ้อยอิ่ง ห้อม หอม ไส้ฮั่วย่าง แอ๊บหมู แอ๊บเนื้อ และสารพัดแอ๊บ (แอ๊บ ในที่นี้ก็เหมือนกับห่อหมกในภาคกลาง เพราะภายในห่อใบตองที่ถูกเผานั้นจะมีเนื้อ-หมู-สมองหมู ที่คลุกกับพริกแกงที่เป็นเครื่องเทศ และมีมะแขว่นที่เป็นสมุนไพรทางภาคเหนือที่ให้กลิ่นหอม ลิ้นและแสนอร่อย)

นอกจากนี้ ยังมีเมนูเนื้อและหมูทุบ และอีกมากมายหลายเมนู การเดินทางไปร้านอาหารไทยใหญ่ร้านนี้บอกเลยว่า ไปครั้งเดียวรับประทานไม่หมดในทุกเมนูที่มีขาย และไปแล้วไปอีก ไปทุกครั้งก็จะสั่งเมนูต่างๆ เพื่อให้ได้รับประทานได้ครบทุกเมนู

ทุกครั้งที่แวะ เมนูที่สั่งก็จะมีไส้อั่วมีกรรมวิธีทำแบบดั้งเดิม คือย่าง ไม่ได้อบหรือทอดแบบสมัยใหม่ที่หาซื้อได้ในเมืองเชียงใหม่ ไส้อั่วที่นี้จะหอมสมุนไพรและแห้งอร่อย เมื่อรับประทานคู่กับข้าวเหนียวนุ่มร้อนๆ

 

ขาดไม่ได้อีกหนึ่งเมนู คือ ลาบเนื้อหรือลาบควายขม ลาบแบบเนื้อแท้ต้องขม คือการใส่ดีขมๆ ลงไปในการทำ ซึ่งจะอร่อยแบบแน่นๆ อร่อยแบบหมดจานในพริบตาแบบไม่รู้ตัว และยังมีเมนูแกงอ่อมเนื้อ ที่อากาศหนาวๆ ก็ซดน้ำร้อนๆ บอกเลยชีวิตมีรสชาติที่สุด

เมื่อสั่งเมนูรับประทานในร้านจนอิ่มแล้ว ที่ห้ามพลาดและลืมไม่ได้เด็ดขาด คือซื้อหมูหรือเนื้อทุบ พร้อมข้าวเหนียวเพื่อเป็นเสบียงในการเดินทางท่องเที่ยวต่อไป และอยากบอกอีกว่า เนื้อหรือหมูทุบของร้านไทยใหญ่ สี่แยกแม่สะเรียง อร่อยที่สุด สำคัญยังทุ่นแรงในมื้อถัดไปที่ไม่ต้องคิดหรือลงมือทำอาหารรับประทานกันเอง เพราะเนื้อทุบ ไส้อั่ว แคบหมู อ่อมเนื้อ ที่ซื้อตุนไปคืออาหารที่อร่อยมาก

เนื้อ-หมูทุบร้านนี้เลื่องชื่ออย่างมาก ครั้งหนึ่งซื้อเนื้อและหมูทุบติดตัวเดินทางต่อไปยัง อ.แม่วาง ฝั่งดอยอินทนนท์ เมื่อบอกแม่บ้านซึ่งจะทำหน้าที่ในการทำอาหารให้รับประทานในมื้อนั้นที่โครงการหลวงแม่สะป๊อก ว่า มีอาหารมาด้วย และเมื่อหยิบส่งให้คุณป้า เธอพูดทันทีว่า เนื้อทุบ ร้านไทยใหญ่ แยกแม่สะเรียง ร้านนี้ลำ (อร่อย) มาก ขายมานานมากแล้ว

ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า หากเดินทางผ่านไปอย่าลืมแวะรับประทานอาหารพื้นเมืองไทยใหญ่ แยกแม่สะเรียง

แล้วทุกคนที่เป็นนักเดินทางจะรู้ว่าลำขนาด (อร่อยมาก)

 

เวลาดีๆ ที่โรสท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2559 เวลา 17:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/461402

เวลาดีๆ ที่โรสท์

โดย…ลีโอ เคน ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

คําว่า โรสท์ (Roast) หมายถึง การคั่วกาแฟที่ให้กลิ่นหอมรัญจวน เป็นที่มาของชื่อร้านอาหารและคาเฟ่ชื่อดังประจำย่านทองหล่อที่ได้ย้ายบ้านใหม่มาบนชั้น 4 ที่เดอะ คอมมอนส์(The Commons) คอมมูนิตี้มอลล์สุดฮิต โดยยังคงเน้นเสิร์ฟเมนูกินง่ายสไตล์คอมฟอร์ตฟู้ด ที่เน้นวัตถุดิบคุณภาพที่ปรุงแต่งรสสไตล์เฮาส์เมดอย่างพิถีพิถันทุกขั้นตอน พร้อมกาแฟชั้นดีที่คัดเมล็ดจากทั่วทุกมุมโลกให้ได้เลือกลิ้มลองกัน

 

บรรยากาศภายในเน้นความโปร่งโล่งสบายตาด้วยกระจกใสรอบทิศทาง ช่วยดึงเอาธรรมชาติที่อยู่รอบตัวมาเป็นเพื่อนระหว่างมื้อได้อย่างเพลินตาเพลินใจทีเดียว สอดรับกับเฟอร์นิเจอร์ไม้ทรงเท่ที่ผสมผสานกับการตกแต่งด้วยปูนเปลือยได้อย่างลงตัวและให้สัมผัสที่อบอุ่นอยู่ในที สามารถเลือกนั่งบริเวณเคาน์เตอร์บาร์ที่สามารถมองเห็นเหล่าบาริสต้าโชว์ฝีมือกันอย่างแข็งขัน หรือถ้าใครอยากเปลี่ยนบรรยากาศไปนั่งรอบร้านก็ยิ่งช่วยเพิ่มอรรถรสให้กับการกินอาหารมื้อนั้นแสนเพลิดเพลินยิ่งขึ้น

 

สำหรับเมนูเล่มใหญ่ที่พลิกดูแล้วสะดุดตา บอกเล่าที่มาของร้าน ขั้นตอนการปรุงเมนูซิกเนเจอร์แล้ว ยังมีเมนูคอมฟอร์ตฟู้ดให้เลือกหลากหลายเชียวละครับ

เริ่มที่เมนูแรกที่ทางร้านแนะนำ Smashed Avocado ขนมปังไรย์ที่ทางร้านทำเองอบจนกรอบ เสิร์ฟพร้อมอโวคาโดมาบดพอแหลกปรุงรสด้วยน้ำมะนาว หัวหอม และเกลือ เพิ่มลูกเล่นความสนุกด้วยการใส่วอลนัท และโกทชีส ที่ให้ความกรุบกรอบและเข้มข้น เสิร์ฟพร้อมมะเขือเทศแบบติดก้าน อังไฟแบบพอสุก ที่ให้สุขภาพดีแบบเต็มๆ

 

หนักท้องขึ้นมาอีกนิดกับ Smoked Chicken Croquette อกไก่รมควันฉีกเป็นชิ้นผสมกับมันบดปรุงรสนำไปทอด กินกับซอสมะเขือเทศและChipotle Aioli ซอสพริกรมควันของเม็กซิกัน ให้ความอร่อยที่ลงตัวทีเดียว

เมนูนี้ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน Pork Loin สันในหมูนำมาหมักเครื่องที่มีพระเอกเป็นผงกาแฟ แล้วนำไปอบ กินคู่กับพาสต้าเฟรโกล่า (Fregola) พร้อมด้วยข้าวโพด วอลนัท ปรุงกลิ่นด้วยใบสะระแหน่ ปรุงรสชวนติดใจด้วยโรเมสโก (Romesco) ซอสพริกหยวกที่ให้ความหอมเจือความเผ็ดนิดๆ ในตัว

 

อย่าลืมตบท้ายด้วยเมนูของหวานและเครื่องดื่มซิกเนเจอร์ของทางร้าน ที่มีให้ลิ้มลองกันหลายรายการ ขอแนะนำ Chocolate Nutella Tart ทาร์ตช็อกโกแลตนูเทลล่ารสเข้มข้น ท็อปด้านบนผลเกรปฟรุต และไอศกรีมเกรปฟรุต ก่อนตกแต่งด้วยช็อกโกแลตขูดและอัลมอนด์ที่เข้มข้น ให้สัมผัสที่สดชื่นด้วยรสหวาน เปรี้ยวกำลังดี

เรียกความสดชื่นอีกนิดกับแก้วซิกเนเจอร์ของร้านอย่าง Roast Iced Tea ชาเอิร์ลเกรย์เย็นสูตรเฉพาะของทางร้าน เพิ่มรสชาติด้วยไซรัปและลิ้นจี่ชิ้นโตให้เคี้ยวเพลินๆ เป็นการปิดท้ายมื้อที่แสนสดชื่นและน่าจดจำไม่เบาทีเดียวละครับ

โรสท์ ชั้น 4 โครงการเดอะ คอมมอนส์ ซอยทองหล่อ 17 เปิดบริการทุกวัน วันจันทร์-พฤหัสบดี 10.00-23.00 น. วันศุกร์-เสาร์ 09.00-23.00 น. และวันอาทิตย์ เวลา 09.00-22.00 น. โทร. 02-185-2865 และ 09-4176-3870

 

วิว 360 องศา @ซีเอโล สกาย บาร์ แอนด์ เรสเตอรองท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2559 เวลา 17:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/461400

วิว 360 องศา @ซีเอโล สกาย บาร์ แอนด์ เรสเตอรองท์

โดย…นกขุนทอง ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ตอนนี้มีร้านเหมาะกับบรรยากาศนั่งดื่มบนตึกสูงในกรุงเทพมหานครหลายแห่งด้วยกัน แต่ซีเอโล สกาย บาร์ แอนด์ เรสเตอรองท์ บนชั้น 46 ตึกสกายวอล์ค ริมถนนสุขุมวิท ย่านพระโขนง กำลังได้รับกระแสที่ดีจากผู้ไปเยือน โดยเฉพาะหลังรีโนเวตปรับพื้นที่ให้สามารถเห็นวิวได้เกือบ 360 องศา มองไกลสุดลูกหูลูกตา ไปถึงบรรยากาศของแม่น้ำเจ้าพระยา หรือบรรยากาศเมืองตามแนวรางรถไฟฟ้าบีทีเอส ชมแสงสีจากตึกระฟ้าของกรุงเทพฯ และรับลมเย็นๆ ไม่ว่าจะมาในฤดูไหน แม้กระทั่งหน้าฝนก็ไม่ต้องห่วง เพราะมีกลาสเฮาส์สวยตระหง่านตั้งอยู่บนดาดฟ้า

แน่นอนว่าบรรยากาศและวิวจากตึกสูงคือพระเอกของร้าน โดยในตอนแรกเน้นบริการเครื่องดื่มเป็นหลัก ทว่าเพิ่งปรับเปลี่ยนมาให้บริการอาหารและเครื่องดื่มเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นค็อกเทลและอาหารไทยแนวอินโนเวทีฟ (Thai Innovative) ที่ยังคงรสชาติและวัตถุดิบอย่างที่คนไทยคุ้นเคย หากแต่กรรมวิธีการทำและการตกแต่งจานออกมาในรูปแบบโมเดิร์น

 

ซีเอโลแบ่งเป็นหลายโซน ไม่ว่าจะรับลมชมวิวในโซนโอคาโซ่ (Ocaso) โซนไฮไลต์ 360 องศารอบตึก มีเพลงบอสซาโนว่าคลอเบาๆ โซนกาปริโซ่ (Capricho) ห้องโถงขนาดใหญ่ ตกแต่งสไตล์ Art Deco เพดานสูงโปร่งสบาย พร้อมจังหวะดนตรีแบบ Lounge Bar ที่จะอัพบีตเพื่อให้อารมณ์ของคุณสนุกขึ้นเมื่อเวลาค่อยๆ ผ่านไป โซนนี้นี้ยังมีบาร์หินอ่อนที่พร้อมเสิร์ฟเครื่องดื่มนานาชนิด และสามารถมองเห็นวิวเมืองผ่านกระจกบานใหญ่ โซนพาโซ่ (Paso) อารมณ์ความสนุกมีจังหวะเดียวกันกับโซนกาปริโซ่ เติมบรรยากาศแบบเลานจ์บาร์

 

โซนซิเครโต้ (Secreto) จะจองแบบไพรเวทสำหรับปาร์ตี้กับเพื่อนฝูงนับสิบก็ได้ หรือจะจัดให้เป็นมุมส่วนตัว 2 คนก็ลงตัว มุมนี้อยู่ด้านในฝั่งตะวันออก ถ้าฟ้าโปร่งสามารถมองเห็นไปถึงวิวภูเขาของ จ.ชลบุรี เพดานสูง ตกแต่งสไตล์มินิมอลและโซนคาซ่า เดอ คริสตัล (Casa De Crystal) กลาสเฮาส์หลังใหญ่ คลาสสิกด้วยงานสถาปัตย์แบบ Art Deco ให้ความรู้สึกหรูหราผสานความทันสมัย เหมาะสำหรับปาร์ตี้เล็กๆ เก๋ๆ แบบส่วนตั๊วส่วนตัว หรือเปลี่ยนเป็นห้องอาหารมื้อค่ำสุดพิเศษ เจรจาธุรกิจแบบไพรเวท

ค็อกเทลซิกเนเจอร์ของร้านกว่า 10 ตัว เช่น Yankees Rebels โดดเด่นด้วย เจนเทิลแมนแจ็ค เปลือกส้มฉุน และรสชาติขมอ่อนๆ ที่ปลายลิ้น และ Julep 46 ที่มีวอดก้าเป็นส่วนผสมหลัก รสชาติลงตัวกับสับปะรดสด และจัสมินไซรัป ส่วนอาหารหนึ่งในเมนูซิกเนเจอร์ คือ ยำส้มโอกุ้งย่าง รสชาติกลมกล่อมด้วยน้ำยำไม่เผ็ดเกินไป แต่ยังให้ความรู้สึกของยำแท้แซ่บแบบไทยๆ มีกลิ่นหอมของปลาแห้งและปลาย่าง ที่คลุกเคล้ากับเนื้อส้มโอ เสิร์ฟพร้อมเนื้อกุ้งลายเสือ ข้างบนโรยมะพร้าวที่นำมาทำเป็นชิพกรอบๆ ได้รสและกลิ่นแบบมะพร้าวคาราเมลน้ำตาล

แนะนำเมนูเรียกน้ำย่อย ผักทอดซอสไข่เค็ม ได้ความกรอบและแป้งไม่หนามีรสเค็มมันๆ มีสาหร่ายคอมบุเป็นส่วนประกอบ คือสาหร่ายเอาไปดองกับน้ำส้มและน้ำตาลได้รสเปรี้ยวหวาน เพื่อตัดความเลี่ยนของจานนี้

ซีเอโล สกาย บาร์ แอนด์ เรสเตอรองท์ ตั้งอยู่บนชั้น 46 ของสกายวอล์ค คอนโด ดับเบิลยู ดิสทริก (W District Community) สุขุมวิท 69/1 พระโขนง กรุงเทพฯ เปิดทุกวัน เวลา 17.00-01.00 น. โทร. 02-348-9100, 08-1916-4270

 

รส ‘โอชา’ ประสาภูเก็ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2559 เวลา 17:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/461398

รส ‘โอชา’ ประสาภูเก็ต

โดย…เพ็ญแข สร้อยทอง

ภาพ “ภูเก็ต” ในความคิดของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันออกไป สำหรับเราแล้ว นี่คือ ดินแดนของความอร่อย ไม่ว่าจะไปกี่ครั้ง เกาะแห่งนี้ไม่เคยทำให้นักชิมผิดหวัง ล่าสุดเมื่อ “โอชา” ไปเปิดสาขาที่ภูเก็ต เราก็ได้โอกาสไปลิ้มรสความอร่อยในแบบภูเก็ตอีกหนึ่งครั้ง

โอชา เป็นร้านอาหารไทยต้นตำรับมาจากซานฟรานซิสโก มี 2 สาขาในกรุงเทพฯ และเพิ่งเปิดอีกหนึ่งสาขาในภูเก็ต ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ถูกยกให้เป็น City of Gastronomy โดยองค์การยูเนสโก อาหารร้านนี้ดูแลโดย เชฟปู-ปูริดา ธีระพงษ์ ซึ่งเล่าให้ฟังว่า อาหารจะอร่อยได้ต้องมีวัตถุดิบที่ดี และภูเก็ตก็เป็นเมืองซึ่งเต็มไปด้วยวัตถุดิบดีๆ สดใหม่มากมายให้เลือก อาหารของเกาะนี้จึงอร่อย ทั้งยังเป็นไปตามปรัชญาการปรุงอาหารของโอชา ที่ว่า “The Best Authentic Thai Taste with Modern Twist”

สำหรับร้านโอชาที่ภูเก็ตนอกจากลูกค้าจะได้ลิ้มรสอาหารไทยต้นตำรับในสไตล์โมเดิร์นแล้ว ยังมีอาหารพื้นเมืองภูเก็ต โดยเฉพาะ ย่าหยา (Nyonya) หรือที่รู้จักกันในชื่อ อาหารเพอรานากัน (Peranakan) ไว้พร้อมเสิร์ฟ

 

อาหารเพอรานากัน หรือย่าหยา คือ วัฒนธรรมอาหารผสมผสานระหว่างจีนและมาเลย์ เป็นสูตรที่ปรุงกันตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษถ่ายทอดกันเจเนอเรชั่นสู่เจเนอเรชั่น

สำหรับ เพอรานากัน เป็นคำที่ใช้เรียกกลุ่มคนจีน (ส่วนใหญ่เป็นจีนฮกเกี้ยน) ซึ่งอพยพมาใช้ชีวิตในมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ระหว่างศตวรรษที่ 15-17 คนเหล่านี้นำวัฒนธรรมวิถีความเป็นอยู่มาถ่ายทอดแพร่กระจาย ทั้งยังรับวัฒนธรรมท้องถิ่นและมีอิทธิพลตะวันตกซึ่งรุ่งเรืองอยู่เหนือดินแดนเหล่านี้ในเวลานั้นมาผสมผสาน กลายเป็นวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่มีเอกลักษณ์

คนเพอรานากันที่เรียกตัวเองว่า บาบ๋า-ย่าหยา (ผู้ชาย-ผู้หญิง) ส่วนหนึ่งมาตั้งถิ่นฐานรกรากอยู่ทางภาคใต้ของไทย โดยเฉพาะภูเก็ต พวกเขานำวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของตนมาผสมผสานกับท้องถิ่น ทำให้สีสันของภูเก็ตนั้นเป็นเมืองชายทะเลทางใต้ของไทยซึ่งไม่เหมือนใคร

 

อาหารเพอรานากัน หรือย่าหยา ที่ภูเก็ตนั้นมีความผสมผสานระหว่างจีน มาเลย์ และรับอิทธิพลบางส่วนจากอาหารไทย เทคนิคการปรุงอาหารแบบมาเลย์/อินโดผสมผสาน เป็นอาหารที่มีเครื่องปรุงส่วนผสมแบบมาเลย์ จีน ไทย รวมกัน เป็นอาหารที่เด่นเรื่องความหอมทั้งยังมีรสเผ็ดอยู่ด้วย ในอาหารเพอรานากันเราจึงเห็นได้ว่าม กะทิ ข่า ถั่ว ใบลักซา ใบเตย กะปิ น้ำมะขาม ตะไคร้ ดาหลา มันแกว ใบมะกรูด ฯลฯ เป็นส่วนหนึ่งในนั้น

สำหรับที่ โอชา ภูเก็ต มีซิกเนอเจอร์จานอร่อยเหมือนกับสาขากรุงเทพฯ พร้อมเสิร์ฟ ไม่ว่าจะ ดอกไม้กรอบซอสลูกหม่อน ยำหอยนางรม ปลาหมึกผัดไข่เค็มไชยา กุ้งแช่น้ำปลา ต้มยำกุ้ง แกงมัสมั่นแกะ ภูเก็ตล็อบสเตอร์ซอสกะหรี่โอชา เป็นต้น ส่วนอาหารพื้นเมืองภูเก็ตและเพอรานากันที่น่าลองชิมก็รวมถึง หมูฮ้อง หรือหมูสามชั้นต้มซีอิ๊ว อร่อยฉ่ำลิ้น ที่เรียกว่า ฮูแช้ เป็นสลัดผักภูเก็ต ซึ่งแตกต่างด้วยน้ำสลัดสูตรดั้งเดิม พร้อมมีเต้าหู้ทอด ไข่ต้ม หมี่กรอบ เสิร์ฟมาด้วย นอกจากนั้นก็มี กุ้งผัดซอสซัมบัล น้ำพริกภูเก็ต หมี่หุ้นแกงปู เป็นต้น

ส่วน โอต้าว คล้ายหอยทอด แป้งนุ่ม ไม่ใส่ถั่วงอก นอกจากนั้นยังมี ต่าวกั้ว (เต้าหู้ทอด) เกี้ยน (หมูสับ กุ้ง ปู มันแกว เผือก ห่อฟองเต้าหู้ นึ่งสุกแล้วนำไปชุบแป้งทอด  อีกหนึ่งเมนูคือ ทอดมัน ที่คนภูเก็ตเรียกว่า ลูกชิ้น บางคนอาจจะรู้สึกว่าเป็นอาหารธรรมดาๆ แต่อยากให้ลองแล้วจะรู้ว่าเข้มข้นด้วยเครื่องแกง มีมะพร้าวเป็นส่วนผสม สามารถรับประทานเดี่ยวๆ หรือเคียงกับขนมจีน

 

สำหรับซอสซัมบัลเป็นเครื่องจิ้มชนิดหนึ่ง คล้ายๆ น้ำพริก มีพริกเป็นส่วนผสมหลัก พบมากในอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ โดยซัมบัลใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารหลายชนิดด้วย ส่วนหมี่หุ้น ก็คือ เส้นหมี่สีขาว นำมาปรุงเป็นอาหารเมนูต่างๆ รวมทั้งลวกแล้วรับประทานกับแกงปูแทนเส้นขนมจีน

ส่วนของหวานภูเก็ตนั้นมี โอ้เอ๋ว ซึ่งก็คือ วุ้นของเมล็ดโอ้เอ๋ว ใส่น้ำเชื่อมและน้ำแข็งใส อาจจะมีถั่วแดง เฉาก๊วย แตงโม ฯลฯ ใส่ลงไปด้วย ขนมชนิดนี้หวานเย็นชื่นใจ อีกหนึ่งเมนูคือ ตูโบ้ เป็นต้มบวดรวมมิตร มีส่วนผสมเป็นถั่วแดงเม็ดเล็ก (ถั่วย้อแย้) มันเทศ เผือก (หัวบอน) แป้งมันสำปะหลัง (แป้งตั่วจูหุ้น) ฯลฯ เป็นขนมที่รสหวานนำ มันเข้มข้นด้วยกะทิ ติดเค็มปะแล่มๆ เพราะปรุงรสด้วยเกลือเล็กน้อย รับประทานร้อนหรือใส่น้ำแข็งเย็นๆ ก็ได้

ไม่ได้มีเพียงแค่อาหาร โอชา ยังมีเครื่องดื่มที่เป็นซิกเนเจอร์ นั่นก็คือ โอชาย่านัด (OSHA Lanus) ที่สะท้อนกลิ่นอายความเป็นภูเก็ต ด้วยรสชาติเปรี้ยวหวานของสับปะรด น้ำมะนาว และเสาวรส พร้อมกลิ่นหอมจากน้ำผึ้งและใบมินต์ โดยมี ลิเคียวกลิ่นส้ม และไทย พรีเมียมรัมเป็นส่วนผสมหลัก เสิร์ฟพร้อมดื่มในลูกสับปะรด

 

มื้อบ่ายๆ ที่ โอชา สามารถจัดอาฟเตอร์นูนทีให้กับลูกค้า โดยมีขนมท้องถิ่นภูเก็ตให้รับประทานคู่ เมื่อชาและขนมมาเสิร์ฟคุณอาจจะฉงนว่า มันคืออะไรกันบ้างละนี่ ขนมภูเก็ตซึ่งเสิร์ฟกับชานั้นมี 2 แบบ คือ ขนมเปียกกับขนมแห้ง ขนมแห้งก็มีหลากหลายชนิดให้เลือกชิม อาทิ บีพ้าง เต้าซ้อ ขนมพริก ก้องถึง (ตุ๊บตั๊บ) พังเปี้ย (ขนมแห่งมารดา) เกียดหลองเตี๋ยว (ขนมโก๋อ่อน) เป็นต้น

ส่วนขนมประเภทเปียกสีสวยน่าชิม เริ่มต้นที่เหนียวหีบ คือ ข้าวเหนียวตัดจิ้มสังขยา ส่วน เป่าล้าง คือ ข้าวเหนียวปิ้งไส้กุ้งและมะพร้าว อีกหนึ่งชนิดมาในห่อเช่นกัน ท่อนใต้ คือ แป้งน้ำตาลทรายต้ม มีรสหวาน อาโป๊ง เป็นแพนเค้กม้วน หรือพัฟอบกรอบ คนจีนปีนังได้สูตรมาจากชาวอินเดียเบเฮ่จี่ หรือขนมสี่ขา เนื้อแป้งคล้ายแก้วตาโบ๋ ส่วน หัวล้าน คือ แป้งนึ่งไส้ถั่ว โก้ยเบ่งก๊า นั้นคล้ายกับขนมบ้าบิ่น ทำจากมันสำปะหลัง โก่ซุ้ย ก็คือ ขนมถ้วย เกี่ยมโก้ย เป็นขนมถ้วยแบบเค็ม โรยหน้าด้วยกุ้งแห้ง ต้นหอม หอมเจียว และราดน้ำจิ้ม ณ จุดนี้ขอหมายเหตุตัวโตๆ ว่า ชุดชายามบ่ายกับขนมพื้นถิ่นสุดพิเศษนี้… ต้องสั่งล่วงหน้าค่ะ

ประสบการณ์ความอร่อยมีให้ค้นหา ณ ร้านโอชา ไทยเรสเตอรองท์ แอนด์ บาร์ สาขา เดอะ เมมโมรี แอท ออนออน ตั้งอยู่ในโรงแรมแห่งแรกของภูเก็ต อายุร่วม 90 ปี งดงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบชิโน-โปรตุกีสอันทรงคุณค่า ตกแต่งงดงามสะท้อนวัฒนธรรมแบบเพอรานากันโดดเด่น ร้านเปิดทุกวัน 07.00-23.00 น. โทร.076-634-420 หรือ facebook.com/oshathaiatonon

ที่นี่ รส “โอชา” ประสาภูเก็ต มีพร้อมเสิร์ฟ

 

รสสัมผัสอาหารอิตาเลียน @เซนซี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2559 เวลา 17:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/461397

รสสัมผัสอาหารอิตาเลียน @เซนซี่

โดย…ซิตี้กาย ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

ซ่อนตัวอยู่ในซอยนราธิวาสราชนครินทร์ 17 (แยก 5) อันเงียบสงบมากว่า 3 ปี ก่อนจะเปลี่ยนเชฟคนใหม่และเมนูใหม่แกะกล่องทั้งหมดเมื่อ 2-3 เดือนที่ผ่านมา เซนซี่ (Sensi) พร้อมมอบทุกสัมผัส ไม่ว่าจะรูป รส กลิ่น เสียงของอาหารอิตาเลียนที่ปรุงแบบดั้งเดิม หากนำเสนอแบบร่วมสมัยให้ทุกๆ ท่าน สำหรับมื้อดินเนอร์ทุกวัน (เว้นวันอาทิตย์)

ร้านตกแต่งสไตล์หรูหรา สง่างาม สมกับเป็นไฟน์ไดนิง กับพื้นที่เล็กรับรองแขกเพียง 50 ที่นั่ง ผนังทาสีเทาในโทนขรึม ตัดกับภาพจิตรกรรมสีสันสดใสดูแล้วเพลินตา

 

 

เซนซี่ เปลี่ยนเมนูใหม่ทุกๆ 2 เดือน หากมาที่นี่จะเลือกสั่งเทสติงเมนูแบบยอดฮิต เป็นเซต 5 คอร์สก็ได้ หรือเทสติงเมนูที่เชฟมาร์โก ปาเชตตา คัดสรรให้ 6 เมนู ขณะที่เมนูซิกเนเจอร์ก็มีมากมายให้เลือกสั่งในแบบอะลาคาร์ต

จานเด่นอย่าง Sensi Charcuteries Platter ที่เลือกนำเข้าบรรดาโคลด์คัตจากอิตาลีระดับพรีเมียม ไม่ว่าจะเป็นมอร์ตาเดลลา, โปรชุตโต, คอปปา ฯลฯ เสิร์ฟมาพร้อมผักที่เชฟดองเอง

 

The Sensi Salad จานผักที่หอมกลิ่นทรัฟเฟิลมาแต่ไกล ตามด้วยจานพาสต้าตำรับซิซิลีแสนสวย Pasta alla Norma ที่เชฟเลือกใช้เส้นสั้นๆ ของกันเนโรนี ผสานส่วนผสมหลักๆ อย่างมะเขือยาว มะเขือเทศ ซอสสตรักเชียเตลลา ตกแต่งด้วยเบซิล

จานหลักมีให้เลือกทั้งจานปลารสชาตินุ่มนวลอย่าง Pan Roasted Mediterranean Sea Bass เสิร์ฟมากับแครอตซอส หรือหนักขึ้นมาหน่อยก็ Roasted Lamb Rack ที่มากับซอสโยเกิร์ต และ
อินทผาลัม

 

ขณะที่เมนูของหวานของที่นี่ก็ไม่มีใครเหมือน ตั้งแต่รูปทรงและความนวลเนียนของ Tahiti Vanilla Panna Cotta ส่วนจานโปรดที่ผมกินได้ไม่รู้จบ ต้อง Golden Dark Chocolate Fondant, Praline Feauilletine เสิร์ฟพร้อมไอศกรีมจันดูยา รสชาติช็อกโกแลตผสมเฮเซลนัทสไตล์อิตาเลียน

เซนซี่ อยู่ที่ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ ซอย 17 (แยก 5) เปิดบริการทุกวัน เวลา 18.00-24.00 น. (ปิดวันอาทิตย์) โทร. 02-117-1618, 02-676-4466 เว็บไซต์ sensibangkok.com

 

บลู เอเลเฟ่นท์ Go Pink

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2559 เวลา 17:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/461396

บลู เอเลเฟ่นท์ Go Pink

ตลอดทั้งเดือน ต.ค.นี้ เชฟนูรอ โซ๊ะมณี สเต็ปเป้ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนสอนทำอาหารและเชฟแห่งภัตตาคารบลู เอเลเฟ่นท์ หนึ่งในฐานะทูตกิตติมศักดิ์ของโครงการรณรงค์ต้านภัยมะเร็งเต้านม ได้รังสรรค์เมนูสุขภาพ ภายใต้ชื่อ “Go Pink With Chef Nooror” ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 4 เพื่อเป็นสัญลักษณ์ในเดือน ต.ค.ของทุกปี อันเป็นเดือนแห่งการรณรงค์เรื่องโรคมะเร็งเต้านมทั่วโลก

เมนูสุขภาพ “Go Pink With Chef Nooror” ประกอบไปด้วย เมนูเรียกน้ำย่อย อาหารจานหลัก และเซตอาหาร โดยจะให้บริการในมื้อกลางวันและมื้อค่ำ ตลอดเดือน ต.ค.นี้เท่านั้น ณ โรงเรียนสอนทำอาหารและภัตตาคารบลู เอเลเฟ่นท์ รายได้ส่วนหนึ่งหลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปสมทบทุนให้กับมูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านม

 

พิเศษสำหรับในปีนี้ ได้นำผลิตภัณฑ์ที่ปลอดสารเคมีมาใช้ในเมนูสุขภาพ นั่นคือ ข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี่ เป็นข้าวพันธุ์ดี มีคุณสมบัติทางด้านโภชนาการและมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์จากโครงการ “เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) อิ่มสุข ไรซ์เบอร์รี่ อินทรีย์ ก้าวไกล เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 84 พรรษาที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ยังมีเมล็ดคินัว เป็นพืชตระกูลธัญพืช ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดสารเคมีมาร่วมเพิ่มรสชาติ และยังได้ใช้ฟักข้าว ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากโครงการหลวง ซึ่งได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเมนูสุขภาพในปีนี้

 

เชฟนูรอ โซ๊ะมณี สเต็ปเป้ กล่าวว่า เมนูสุขภาพ “Go Pink With Chef Nooror” เปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ที่เน้นคัดสรรความสดใหม่ของผักและผลไม้ ใช้สมุนไพรและวัตถุดิบออร์แกนิกมาเป็นส่วนผสม ซึ่งเปรียบเสมือนอาหารคือยา ยาคืออาหาร ทานแล้วมีความสุข อีกทั้งยังสามารถดูแลรักษาสุขภาพของตัวเองได้

สำหรับเมนูที่เชฟนูรอได้รังสรรค์เอาไว้สำหรับเสิร์ฟตลอดเดือน ต.ค.นี้ ได้แก่ ตับห่านซอสมะม่วงหาวมะนาวโห่ กุ้งลุยสวนแก่นตะวันคินัว ซึ่งเป็นเมนูเรียกน้ำย่อย เป็นต้น ส่วนของอาหารจานหลัก ได้แก่ ขนมจีนไรซ์เบอร์รี่กับแกงเขียวหวานเนื้อพริกขี้หนูสวน และกุ้งน้ำมะขาม ข้าวผัดน้ำพริกลงเรือไข่นุ่ม ส่วนขนมหวานจะเป็น เชอร์เบ็ตลูกฟักข้าวและมะม่วงหาวมะนาวโห่ และข้าวเหนียวแก้ว หน้ากระฉีกมะพร้าวอ่อน

เมนูอาหารสุขภาพ “Go Pink With Chef Nooror” ให้บริการในมื้อกลางวันและมื้อค่ำ ตลอดทั้งเดือน ต.ค. 2559 เท่านั้น ณ ภัตตาคารบลู เอเลเฟ่นท์ ในส่วนของมื้อค่ำ เมนูพิเศษที่ไม่เพียงแต่จะได้รับอาหารที่ดีควบคู่ไปกับการมีสุขภาพที่ดีแล้ว แต่ยังได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือผู้ป่วยและรายได้ส่วนหนึ่งหลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปสมทบทุนให้กับมูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านม

ข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อโรงเรียนสอนทำอาหารและภัตตาคารบลู เอเลเฟ่นท์ สาทร โทร. 02-673-9353-8

 

สายไหมวังหลัง บะหมี่เกี๊ยวกุ้งแสนอร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2559 เวลา 11:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/461292

สายไหมวังหลัง บะหมี่เกี๊ยวกุ้งแสนอร่อย

โดย…พาแลง ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ไปเดินวังหลังทีไร ต้องแวะร้านอาหารในซอยสุดท้ายใกล้กับท่าน้ำศิริราช “สายไหมบะหมี่เกี๊ยวกุ้ง” ซึ่งชื่อของร้านนี้ก็มาจากชื่อของ สายไหม พุ่มศิริ เจ้าของร้าน ที่แต่เดิมขายขนมหวาน ซาหริ่ม และทับทิมกรอบ ก่อนที่จะขยับขยายมาขายบะหมี่เกี๊ยวกุ้งเพิ่มเติมในภายหลัง ร้านนี้นอกจากป้ายชื่อร้านโดดเด่นแล้ว ยังสังเกตง่ายมาก เพราะมาทีไรคนเยอะแน่นร้านตลอด ตัวร้านเป็นห้องแถวเล็กๆ มีที่นั่งให้อยู่เต็ม 2 ฝั่ง ประมาณ 10 กว่าโต๊ะ แต่ถือว่าจัดแสงสว่างได้ดี เพราะแม้ว่าคนจะเยอะแค่ไหนร้านก็ยังสว่าง ไม่อึดอัดมากเท่าไหร่

ทีเด็ดของร้านนี้ต้องยกให้เส้นบะหมี่และเกี๊ยวกุ้งซึ่งมีความพิเศษ และกินเพียงคำแรกต้องบอกว่าพิเศษจริงๆ เพราะเส้นบะหมี่ไข่สั่งทำเป็นพิเศษ เส้นจึงเล็กกว่าบะหมี่เหลืองทั่วไป และแม้ว่าจะเส้นเล็กแต่กลับเหนียวนุ่มมากกว่า ส่วนแป้งเกี๊ยวก็ทำมาพร้อมกับเส้นบะหมี่ จึงได้แป้งห่อเกี๊ยวที่ไม่เปื่อยยุ่ย ไส้เกี๊ยวก็คำใหญ่เป็นส่วนผสมของกุ้งทะเลทั้งตัว ผสมกับหมูนำมาปรุงรส สำหรับคนที่แพ้กุ้งก็มีหมูแดงที่ใช้ส่วนสะโพกและสันในมาหมักกับกระเทียมพริกไทย และเครื่องปรุงรสอื่นๆ ทิ้งไว้ค้างคืน จากนั้นนำไปย่างจนสุก

องค์ประกอบของวัตถุดิบรวมร่างเป็นบะหมี่เกี๊ยวน้ำกุ้ง-หมูแดง มีทั้งแห้งและน้ำ รสชาติน้ำซุปจะให้รสอ่อนๆ ต้องปรุงรสเล็กน้อย เส้นบะหมี่เส้นเล็กกินแล้วลื่นคอ ตัวเกี๊ยวกุ้งจะเป็นกุ้งเป็นตัวห่อแป้ง ส่วนเกี๊ยวกุ้งเมื่อได้ชิมก็ต้องบอกว่าสมคำร่ำลือ เพราะอร่อยและกุ้งเต็มคำ ได้รสชาติกุ้งแบบเน้นๆ ส่วนหมูแดงก็นุ่ม ไม่มีมัน รสชาติกลมกล่อม

อิ่มจากจานคาวแล้ว ถ้ามาร้านนี้ต้องสั่งซาหริ่มทับทิมกรอบ ที่เส้นเหนียวนุ่มและได้รสกรุบๆ จากทับทิมกรอบ เข้ากันดีกับน้ำเชื่อมใบเตยกลิ่นหอม และหัวกะทิล้วนๆ ที่ให้ความมัน ใส่น้ำแข็งลงไปสักนิดก็เย็นชื่นใจ ราคาบะหมี่ต่อชามก็จะอยู่ที่ประมาณ 40-45 บาท ส่วนซาหริ่ม-ทับทิมกรอบ 25 บาท

ร้าน “สายไหมบะหมี่เกี๊ยวกุ้ง” จากถนนอรุณอมรินทร์ ให้ตรงไปเข้าซอยวังหลัง เดินตรงไปจนสุดซอยวังหลังแล้วเลี้ยวซ้าย จะเห็นร้านอยู่ทางด้านซ้ายมือ หรือหากเดินมาจากท่าน้ำวังหลัง ให้เดินตรงออกมาทางซอยวังหลัง แล้วเลี้ยวซ้ายตรงไปอีกประมาณ 50 เมตร จะเห็นร้านอยู่ทางขวามือ ร้านเปิดทุกวัน เวลา09.00-17.30 น. โทร. 08-9168-6115,08-9449-8024

 

ขนมไทยหัวใจ Minimal สาคูหยกมณี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2559 เวลา 10:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/461284

ขนมไทยหัวใจ Minimal สาคูหยกมณี

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ฉบับขนมไทยหัวใจ Minimal อยากรวบรวมเอาสูตรขนมไทยที่ไม่ยากจนเกินไปมาปัดฝุ่นจับแต่งตัวแต่งแต้มสีสันและรูปร่างหน้าตาเสียใหม่ อยากประกาศให้โลกได้รู้ว่าขนมไทยสวยน่ารักน่ากินแถมยังอร่อยและไม่ได้อ้วนแคลอรีสูงไปกว่าขนมชาติตะวันตกหรือชาติไหนๆ เลย

เหตุหนึ่งที่ขนมไทยถูกลดทอนความสำคัญไปช่วงหนึ่ง ผู้เขียนลองวิเคราะห์เล่นๆ พบว่ามีประเด็นที่น่าคิดอยู่ 2-3 ข้อ

ข้อแรกขนมไทยมักถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มขนมราคาถูก ขายแพงไม่ได้เพราะจะไม่มีคนซื้อ เป็นสาเหตุให้พ่อค้าแม่ค้าขนมไทยจงใจที่จะลดต้นทุน โดยหาทางออกไปที่วัตถุดิบถูกๆ มองข้ามคุณภาพของวัตถุดิบที่จะส่งผลให้ขนมรสชาติอร่อยหอมหวนขึ้น ถัดมาขนมไทยถูกทำให้ดูเหมือนเชย ด้วยวิธีเสิร์ฟวิธีตัดที่ “เดิมๆ” ทำให้ขาดความแปลกใหม่น่าสนใจ เรียกว่าเห็นกันมาอย่างไรตั้งแต่เด็ก ปัจจุบันก็เป็นเช่นนั้นเลยไม่อยากจะกินไม่อยากจะขวนขวายหาซื้อมา

สุดท้ายขนมไทยมีปัญหาเล็กน้อยในด้านการเก็บรักษา อายุการเก็บรักษาบางชนิดมีอายุสั้น เพราะมีส่วนผสมของกะทิสด ลำพังกะทิก็เสียง่ายอยู่แล้ว ยังมาเจอกระบวนการคั้นอาจไม่ได้มาตรฐาน ยิ่งทำให้อายุในการเก็บสั้นเข้าไปอีก โชคดีที่มีกะทิกล่อง UHT ที่ยืดอายุการเก็บขนมไทยเพิ่มขึ้นอีกนิด แต่อย่างไรก็รสชาติอร่อยสู้กะทิสดคั้นใหม่ๆ ไม่ได้จริงๆ

สำหรับฉบับนี้ผู้เขียนไปเจอสูตรขนมสาคูหยกมณี ที่ทำได้ง่ายมากๆ และเมื่อคุณผู้อ่านมีเวลาสักหน่อยพอที่จะหามะพร้าวน้ำหอมได้ สูตรสาคูหยกมณีนี้จะยิ่งหอมอร่อยกว่าที่ขายทั่วไปตามท้องตลาดอีกหลายเท่า

ที่ได้ชื่อว่าสาคูหยกมณีเป็นเพราะส่วนผสมน้ำใบเตยคั้นเข้มข้น ที่ผสมลงไปในขั้นตอนการกวนสาคู ทำให้ได้สาคูสีเขียวสวย และที่สำคัญหอมล้ำจากใบเตยล้างสะอาด ที่เราปั่นกับน้ำแล้วกรองผ่านผ้าสะอาดๆ สักผืน

อาศัยแป้งท้าวยายม่อมเป็นส่วนผสมที่ขาดไม่ได้ ที่จะช่วยให้สาคูคงรูปร่างเกาะกันเป็นคำๆ สวยไม่เหลวเละตุ้มเป๊ะเมื่อเย็นตัวลง จุดนี้เองที่สาคูหยกมณีเป็นคำๆ น่ารับประทาน ต่างจากสาคูเปียกทั่วไปที่เรากินในอาหารหลุมของโรงเรียนสมัยเราเด็กๆ

สำหรับมะพร้าวแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกเป็นเนื้อมะพร้าวอ่อนขูดผสมลงในเนื้อของสาคู ที่เรากวนจนสุกดี แล้วอีกส่วนหนึ่งเป็นมะพร้าวทึนทึก ที่ใช้คลุกเมื่อตักสาคูร้อนๆ ลงมา เมื่อสาคูเย็นลงจะเกาะกับมะพร้าวเป็นคำๆ น่ารับประทานและเพิ่มความหอมอร่อยเคี้ยวมันจากมะพร้าวน้ำหอมทึนทึก

เคล็ดลับหนึ่งที่นักทำขนมไทยมือใหม่ต้องเข้าใจ สาคูในปัจจุบันมักทำจากแป้งมันผสมอยู่ด้วย ดังนั้นเมื่อล้างสาคูเอาแค่พอผ่านตะแกรง ให้น้ำชะเอาสิ่งสกปรกที่อาจติดมาให้หลุดล่อนออกไป จากนั้นต้องรีบเติมลงในหม้อน้ำเดือดทันที ห้ามทิ้งเอาไว้ ไม่เช่นนั้นสาคูจะเริ่มละลายกลายเป็นแป้งติดกันเละเทะใหญ่

อุณหภูมิการกวนต้องสม่ำเสมอ เปิดไฟอ่อนไปเลยแล้วพยายามกวนในทิศทางเดียวกัน จึงจะควบคุมได้ง่าย ไม่ไหม้ติดก้นหม้อ เมื่อสาคูสุกดีสังเกตว่าจะขนาดอ้วนกลมและใสขึ้น เห็นเป็นตากบตรงกลางๆ เพราะยังมีส่วนขุ่นๆ อยู่ลองตักขึ้นมาชิมต้องไม่มีกลิ่นแป้งดิบ จึงค่อยเติมน้ำตาล ไม่เช่นนั้นสาคูจะพานไม่สุกเอาได้

สูตรนี้ผู้เขียนลองใช้น้ำอัญชันคั้นใหม่ๆ เติมลงไปด้วยได้เป็นสาคูไพลินสีสวยน่ารับประทาน ถึงแม้ว่ากลิ่นจะหอมสู้ใบเตยไม่ได้ แต่เชื่อว่าน่ารับประทานไม่แพ้กัน

เราจัดแจงทำให้ดูทันสมัยขึ้นโดยอาศัยใส่ลงในถ้วยขนาดพอดีๆ รับประทานไม่มากไม่น้อยจนเกินไป หาช้อนไม้น่ารักวางคู่ถ้วยขนาดจิ๋วไปด้วยทำให้มีสุนทรีย์ในการรับประทานขนมไทยมากขึ้น

ขนมสาคูหยกมณีนี้เก็บในตู้เย็นในภาชนะที่ปิดสนิทได้สัก 3-4 วัน เวลาจะนำมารับประทานนึ่งที่น้ำเดือดสัก 3-5 นาที รอให้เย็นสักนิดก็จะพอได้ความอร่อยกลับคืนมา

 

ขนมสาคูหยกมณี

ส่วนผสม

สาคูขนาดเม็ดเล็ก 1 ถ้วยพูน

น้ำสะอาด 21/4 ถ้วย

น้ำใบเตยเข้มข้น 1/3 ถ้วย หรือน้ำดอกอัญชัน 1/3 ถ้วย

น้ำตาลทราย 3/4 ถ้วย

แป้งท้าวยายม่อม 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำใบเตยส่วนที่ 2 1 ช้อนโต๊ะ (หากใช้น้ำอัญชันก็ต้องใช้น้ำอัญชันเข้มข้น 1 ช้อนโต๊ะแทน)

มะพร้าวอ่อนขูดเป็นเส้น 1/2 ถ้วย

มะพร้าวทึนทึกหรือมะพร้าวอ่อนขูดสำหรับโรยหน้า 1 ถ้วย

เกลือป่น 1/4 ช้อนชา

วิธีทำ

– นึ่งมะพร้าวทึนทึกที่ใช้สำหรับคลุกนึ่งประมาณ 5 นาที ยกออกรอให้มะพร้าวเย็นสนิทก่อนคลุกเกลือพักไว้

– ล้างสาคูให้สะอาด โดยให้น้ำไหลผ่านล้างผ่านกระชอนที่มีสาคูสะเด็ดน้ำให้หมาด แล้วเติมสาคูลงในหม้อที่มีน้ำเดือด เติมน้ำใบเตยเข้มข้นส่วนแรกลงไปกวนด้วยไฟอ่อนไปเรื่อยๆ ประมาณ 15-20 นาที เพื่อให้สาคูสุกใสโดยรอบ และมีแค่ส่วนสีขาวเป็นจุดเล็กด้านในมีลักษณะคล้ายตากบ

– เติมน้ำตาลทรายลงไปกวนให้น้ำตาลละลายเข้ากัน

– ผสมน้ำใบเตยส่วนที่ 2 กับแป้งท้าวยายม่อมในภาชนะอีกใบรอให้เดือดเบาๆ คนจนแป้งสุกประมาณ 5 นาทีแล้วจึงเติมมะพร้าวอ่อนลงไปยกลงจากเตาตักหยอดใส่ภาชนะ รอให้เย็นสักนิด ก่อนตัดเป็นก้อนด้วยช้อนขนาดเล็ก คลุกลงมะพร้าวทึนทึกที่นึ่งไว้และรอให้เย็นสนิทแล้วใส่จานเสิร์ฟ

 

ไส้อั่วสมุนไพร สูตรเจ้าตำรับเมืองพะเยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 ตุลาคม 2559 เวลา 12:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/460444

ไส้อั่วสมุนไพร สูตรเจ้าตำรับเมืองพะเยา

โดย…อักษรา ปิ่นนราสกุล

หอมกรุ่นกลิ่นสมุนไพรและกลิ่นเนื้อหมูลอยมาแต่ไกล จากหลังบ้านถึงหน้าบ้านที่ร้าน “ไส้อั่วนายกลาง” เพราะเข้มข้นด้วยสมุนไพรพื้นบ้าน หอม กระเทียม ตะไคร้ มะกรูด ขมิ้น ที่ผสมเข้ากันอย่างลงตัว คลุกเคล้ากับเนื้อหมูสับ ยัดใส่ลงไส้หมู แล้วนำลงย่างไฟอ่อนๆ ด้วยความละเมียดละไม เอกลักษณ์นี้ไม่มีใครทำได้เหมือน “นายกลาง” เจ้าของและต้นตำรับ “ไส้อั่วสมุนไพร” แห่งเมืองพะเยา

พูนสิน ศีติสาร หรือ กลาง เจ้าของสูตรไส้อั่วสมุนไพรคู่เมืองพะเยา วัย 50 ปี ยึดอาชีพทำไส้อั่วขึ้นชื่อขายมานานกว่า 20 ปีแล้ว คือต้นแบบบัณฑิตที่ไม่ย่อท้อกับชีวิตและไม่ยึดติดกับงาน “มนุษย์เงินเดือน”แต่ละปีมีบัณฑิตจบจากรั้วอุดมศึกษาจำนวนมาก ทำให้ต้องแย่งกันหางานทำน้อยคนนักที่จะมีโอกาสได้ทำงานตรงกับสายที่เรียนจบมา หรือได้ประกอบอาชีพตามที่คาดหวังไว้ ยิ่งในปัจจุบันที่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย หลายคนต้องออกจากงานกลางคัน และบางรายที่ไม่สามารถหางานใหม่ได้ จึงต้องดิ้นรนหาเงินทุนก้อนเล็กๆ มาเปิดกิจการของตัวเอง

 

พูนสิน บอกว่า เป็นคนพะเยาโดยกำเนิด เรียนจบปริญญาตรี สาขาพลศึกษา ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตพิษณุโลก เมื่อปี 2530 จากนั้นได้สมัครเป็นครูสอนพลศึกษาที่โรงเรียนพะเยาพาณิชยการเทคโนโลยี ใช้เวลาในการเป็นครูสอนพละ 10 ปี จึงตัดสินใจลาออก ต่อมาได้ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่อาสาสมัครการกีฬาแห่งประเทศไทยจ.พะเยา โดยจ้างเป็นรายปี เมื่อหมดงบก็ถูกเลิกจ้าง จึงหันมาประกอบอาชีพค้าขายเพื่อยังชีพ เริ่มจากทำเล็กๆ ก่อน

“ครั้งหนึ่งผมมีโอกาสไปเยี่ยมพี่สาวที่ จ.แพร่ ตอนนั้นพี่สาวทำไส้อั่วขายผมจึงคิดนำมาทำขายที่พะเยาบ้าง จึงขอสูตรจากพี่สาวมาทำ แรกๆ ลองทำและให้เพื่อนชิม เพื่อนๆ ชอบมาก เมื่อทำออกขายตามงานต่างๆ ในจังหวัด ลูกค้าที่ซื้อไปก็นิยมชอบรับประทานและกลับมาซื้ออีก ทำให้มีกำลังใจทำไส้อั่วขายอย่างจริงจัง โดยใช้ชื่อว่า ไส้อั่วสมุนไพรนายกลางมาจนทุกวันนี้”

 

ตอนนั้นที่เริ่มต้นทำใช้คำว่า ไส้อั่วสมุนไพร เพราะยังไม่มีใครทำมาก่อน จากการได้สัมผัสไส้อั่วรายอื่นๆ ก็ยังไม่มีมาตรฐานพอ จึงนำสูตรของพี่สาวมาประยุกต์ เน้นส่วนผสมเป็นสมุนไพรพิเศษ ทั้งข่า ตะไคร้ และเครื่องปรุงอื่นๆ ให้มีรสชาติหอม กลมกล่อม ลูกค้าส่วนใหญ่จะมีทั้งขาประจำและขาจร โดยเฉพาะซื้อเป็นของฝากให้แก่คนที่อยู่ต่างจังหวัดก็นิยมกันมาก เพราะทานได้ทั้งครอบครัว เด็กก็สามารถรับประทานได้ เพราะไม่เผ็ดจนเกินไป

ที่สำคัญเก็บไว้ได้นาน ไม่เสียง่าย เพราะใช้เนื้อหมูสดสะอาดทำ ซึ่งหากจะให้อร่อยต้องรับประทานขณะอุ่นๆ และการย่างต้องใช้ไฟอ่อนๆ ประมาณ 45 นาที ก็จะได้ไส้อั่วย่างที่หอม นุ่มอร่อย โดยปัจจุบันขายกิโลกรัมละ 300 บาท

ใครที่ผ่านไปพะเยา อย่าลืมแวะชิมไส้อั่วสมุนไพรนายกลาง ซึ่งมีขายทุกวัน ร้านอยู่เลขที่ 999 ถนนพหลโยธิน ต.เวียง อ.เมือง จ.พะเยา อยู่ด้านทิศตะวันออกของถนนสายวัดศรีโคมคำ (วัดหลวง) แต่หากจะซื้อเป็นของฝากหรือรับประทานในงานเลี้ยงต้องสั่งล่วงหน้าจะได้ไม่ผิดหวัง เพราะที่วางขายทุกวันนี้จะหมดอย่างช้าเวลาประมาณ 17.00-18.00 น. หรือโทร. 08-9701-6070

 

เบรกกี้ สุขภาพดีกับอาหารออร์แกนิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2559 เวลา 17:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/460349

เบรกกี้ สุขภาพดีกับอาหารออร์แกนิก

โดย…ซิตี้ กาย ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ยืนอยู่หน้าร้านเบรกกี้ (Brekkie) แหงนมองร้านขนาดเล็ก 1 คูหา ดูเป็นอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น แต่เมื่อผลักประตูเข้าไปความวุ่นวายของรถราที่วิ่งกันขวักไขว่ภายนอกได้มลายสิ้น สิ่งที่ตรึงอารมณ์ ณ ขณะนั้น คือ ร้านอาหารขนาดเล็กแต่จัดสรรพื้นที่ได้ลงตัว แลดูกว้างขวาง ปลอดโปร่ง พื้นและผนังสีอ่อน รวมถึงกระจกเงาบานใหญ่ช่วยให้ร้านดูกว้างขึ้น

เบรกกี้ เสิร์ฟแต่ร้านอาหารออร์แกนิก ไม่ว่าจะเป็นอาหารเรียกน้ำย่อย อาหารจานหลัก เครื่องดื่มและขนม ล้วนแต่มีวัตถุดิบหลักเป็นออร์แกนิก และทุกเมนูผสมผสานการปรุงแต่งขึ้นเป็นอาหารสุขภาพให้อิ่มท้อง รสชาติถูกปาก และสำคัญที่สุดเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ตัวเอกของที่นี้จะเป็น ควินัว ที่เป็นเบสในหลายๆ เมนู ทั้งจานหลักและรับประทานเล่น เช่น Italian Seafood Quinoa ควินัวผัดกับซอสซีฟู้ดสไตล์
อิตาเลียน สีสันดูจัดจ้านมาก แต่จานนี้รสชาติเบาไม่เผ็ด ซึ่งแทบทุกเมนูของร้านรสชาติจะไม่จัดจ้าน ไม่เผ็ดนำ ซอสซีฟู้ดสไตล์อิตาเลียนจะให้รสกลมกล่อมแบบครีมมี่นิดๆ เด่นด้วยรสซอสมะเขือเทศตัวนี้แหละให้สีสัน พร้อมกับเครื่องทะเลอัดแน่น

เครื่องดื่มซิกเนเจอร์ของร้าน Blue Bird Almond Milk Tea รังสรรค์จากน้ำอัญชันสกัดเย็นผสมกับชาเขียวออร์แกนิกและนมอัลมอนด์สกัดเย็น รสชาตินุ่มนวลได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของนมอัลมอนด์ เมนูนี้ดื่มง่ายและชื่นใจดับกระหายได้ดี

อาหารทุกจานที่ร้านเบรกกี้ เน้นดีต่อสุขภาพ วัตถุดิบ

ที่มาจากธรรมชาติ เขาพิถีพิถันในการปรุง หัวใจสำคัญ คือ ในหนึ่งจาน ต้องได้สารอาหารครบ 5 หมู่ พร้อมรสชาติที่เข้าถึงง่าย อีกอย่างที่เรียกน้ำย่อยได้ดี คือ การตกแต่งแต่ละเมนูอาหารนั้นสวยน่ารับประทานจริงๆ

 

ร้านตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 39 (BTS พร้อมพงษ์) เจอแยกไฟแดงเลี้ยวขวา ตรงมาประมาณ 150 เมตร ร้านอยู่ขวามือ เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 09.00-18.00 น. โทร.08-3656-6141