Health News : ญี่ปุ่น ‘ป่วยจิต’ จากงานพุ่ง

Health News : ญี่ปุ่น ‘ป่วยจิต’ จากงานพุ่ง

Health News : ญี่ปุ่น ‘ป่วยจิต’ จากงานพุ่ง

วันอาทิตย์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น รายงานว่า จำนวนผู้ป่วยทางจิตที่ถูกวินิจฉัยว่ามีสาเหตุเกี่ยวข้องกับการทำงานในญี่ปุ่นรวมอยู่ที่ 1,055 รายในปีงบประมาณ 2024 เพิ่มขึ้น 172 รายจากปีงบประมาณก่อนหน้า สูงเกินหลักหนึ่งพันรายเป็นครั้งแรก และสูงเป็นประวัติการณ์ติดต่อกันเป็นปีที่ 6

รายงานระบุว่า สาเหตุหลักคือการถูกผู้บังคับบัญชาหรือหัวหน้างานล่วงละเมิด โดยการถูกผู้บังคับบัญชาหรือหัวหน้างานล่วงละเมิดทางร่างกายและวาจาเป็นสาเหตุหลักของผู้ป่วย 224 ราย ขณะการเปลี่ยนแปลงหน้าที่และปริมาณงานอย่างมีนัยสำคัญเป็นสาเหตุหลักของผู้ป่วย 119 ราย ส่วนการถูกลูกค้าล่วงละเมิดทางร่างกายและวาจาเป็นสาเหตุหลักของผู้ป่วย 108 ราย โดยการถูกลูกค้าล่วงละเมิดเป็นสาเหตุประการใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้าบัญชีสาเหตุในการขอชดเชยเนื่องจากความเครียดทางจิตใจตั้งแต่ปีงบประมาณ 2023 เป็นต้นมา

ขณะเดียวกัน มีผู้ป่วยทางจิตที่ถูกวินิจฉัยว่ามีสาเหตุเกี่ยวข้องกับการทำงานในญี่ปุ่นฆ่าตัวตายหรือพยายามฆ่าตัวตาย 88 รายในปีงบประมาณ 2024 ซึ่งเพิ่มขึ้น 9 รายจากปีงบประมาณก่อนหน้า

นอกจากนั้น จำนวนแรงงานผู้ยื่นขอการชดเชยเนื่องจากการเจ็บป่วยทางจิตพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 3,780 รายในปีงบประมาณ 2024 ซึ่งสิ้นสุดเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 205 รายจากปีงบประมาณก่อนหน้า

Health News : นักวิจัยอิสราเอลพบกลไกสมองคุม ‘ความเจ็บปวด’

Health News : นักวิจัยอิสราเอลพบกลไกสมองคุม ‘ความเจ็บปวด’

Health News : นักวิจัยอิสราเอลพบกลไกสมองคุม ‘ความเจ็บปวด’

วันอาทิตย์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยฮิบรูแห่งเยรูซาเล็ม ของอิสราเอล รายงานว่า คณะนักวิทยาศาสตร์ของอิสราเอลค้นพบกลไกในสมองที่ช่วยควบคุมความเจ็บปวดระยะสั้นแต่ไม่สามารถควบคุมความเจ็บปวดเรื้อรัง

วารสาร Science Advances เผยแพร่ผลการศึกษาที่ระบุว่า คณะนักวิจัยเริ่มเข้าใจกรณีความเจ็บปวดบางประเภทหายไป แต่ความเจ็บปวดบางประเภทยังคงอยู่และเปลี่ยนเป็นความเจ็บปวดระยะยาว หลังจากมุ่งศึกษาก้านสมอง “เมดัลลารี ดอร์ซัล ฮอร์น” (medullary dorsal horn) ซึ่งมีเซลล์ประสาทที่คอยส่งสัญญาณความเจ็บปวดจากร่างกายสู่สมอง ช่วยลดอาการเจ็บปวดอักเสบระยะสั้นหรือเฉียบพลัน เปรียบเสมือนระบบเบรกตามธรรมชาติที่ช่วยป้องกันสมองจากการรับสัญญาณความเจ็บปวดมากเกินไป โดยเซลล์ประสาทเหล่านี้จะกลับสู่สภาวะปกติหลังจากความเจ็บปวดทุเลาลง

อย่างไรก็ดี คณะนักวิจัยพบว่าระบบเบรกตามธรรมชาตินี้พังลงในกรณีความเจ็บปวดเรื้อรัง เซลล์ประสาทจะถูกกระตุ้นมากขึ้นและส่งสัญญาณความเจ็บปวดมากขึ้นแทนที่จะสงบลง ซึ่งอาจอธิบายว่าทำไมความเจ็บปวดเรื้อรังยังคงอยู่

คณะนักวิจัยใช้เทคนิคในห้องปฏิบัติการและแบบจำลองคอมพิวเตอร์ในการจำแนกปัจจัยหลักที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงนี้ นั่นคือปริมาณโพแทสเซียมในเซลล์ประสาทที่เรียกว่า “กระแสโพแทสเซียมชนิดเอ (IA) ซึ่งจะเพิ่มขึ้นในกรณีความเจ็บปวดเฉียบพลันเพื่อช่วยสงบเซลล์ประสาท แต่จะไม่เพิ่มขึ้นในกรณีความเจ็บปวดเรื้อรังจนทำให้เซลล์ประสาทถูกกระตุ้นมากเกินไป

การค้นพบนี้อาจนำสู่การบำบัดรักษารูปแบบใหม่ที่ฟื้นฟูหรือเลียนแบบระบบเบรกตามธรรมชาตินี้ ซึ่งอาจช่วยป้องกันความเจ็บปวดพัฒนาเป็นอาการเรื้อรัง และมอบข้อมูลใหม่เกี่ยวกับการที่สมองควบคุมความเจ็บปวดและบ่งชี้วิถีทางช่วยเหลือผู้มีอาการเจ็บปวดเรื้อรังอย่างตรงจุดและยั่งยืนยิ่งขึ้น

Health News : นิวยอร์กเตรียมเปิดทางผู้ป่วยระยะสุดท้ายเลือก ‘จบชีวิต’ ตามเจตจำนง

Health News : นิวยอร์กเตรียมเปิดทางผู้ป่วยระยะสุดท้ายเลือก ‘จบชีวิต’ ตามเจตจำนง

Health News : นิวยอร์กเตรียมเปิดทางผู้ป่วยระยะสุดท้ายเลือก ‘จบชีวิต’ ตามเจตจำนง

วันอาทิตย์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

วุฒิสภาของรัฐนิวยอร์กได้ผ่านร่างกฎหมายเปิดทางให้ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าอยู่ในระยะสุดท้ายสามารถเลือกจบชีวิตของตนเองได้ตามเจตจำนง โดยผู้สนับสนุนระบุว่ากฎหมายนี้จะช่วยมอบสิทธิในการตัดสินใจแก่ชาวนิวยอร์กในช่วงบั้นปลายของชีวิต

ร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบจากสภาแห่งรัฐนิวยอร์กแล้วช่วงก่อนหน้านี้ในปี 2025 และจะถูกส่งต่อไปยัง เคธี โฮชูล ผู้ว่าการรัฐฯ จากพรรคเดโมแครต เพื่อรอลงนามเป็นกฎหมายต่อไป

ด้านเดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ (The New York Times) รายงานว่าปัจจุบันยังไม่ชัดเจนว่าโฮชูลมีแผนจะลงนามหรือไม่ โดยโฆษกสำนักงานของโฮชูลระบุว่าโฮชูลจะทำการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวก่อน

ปัจจุบัน มี 11 รัฐในสหรัฐฯ และเขตโคลัมเบียได้ผ่านกฎหมายอนุญาตให้ใช้การช่วยจบชีวิตอย่างสมัครใจภายใต้การดูแลของแพทย์ (medical aid in dying) แนวปฏิบัตินี้ยังมีในหลายประเทศในยุโรปและในแคนาดา โดยเพิ่งขยายเกณฑ์ให้ครอบคลุมถึงผู้ที่ป่วยเรื้อรังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ และผู้พิการ

รายงานระบุว่า ร่างกฎหมายของรัฐนิวยอร์กนี้มีขอบเขตที่แคบกว่า โดยจะใช้ได้เฉพาะกับผู้ที่มีอาการป่วยที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ และอาจมีชีวิตเหลืออยู่ไม่เกิน 6 เดือน

Health News : ‘ไวต่อรสขม’ เชื่อมโยงความเสี่ยง ‘โรคไต-ไบโพลาร์’

Health News : ‘ไวต่อรสขม’ เชื่อมโยงความเสี่ยง ‘โรคไต-ไบโพลาร์’

Health News : ‘ไวต่อรสขม’ เชื่อมโยงความเสี่ยง ‘โรคไต-ไบโพลาร์’

วันอาทิตย์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักวิจัยมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ในออสเตรเลีย ทำการวิจัยยีนทีเอเอส2อาร์38 (TAS2R38) ซึ่งเป็นยีนที่กำหนดว่าบุคคลจะรับรู้รสขมในอาหาร อาทิ บรอกโคลี หรือกะหล่ำดาว ได้เข้มข้นแค่ไหน โดยราวร้อยละ 70 ของประชากรจะมียีนนี้อย่างน้อยหนึ่งชุด และผู้ที่มียีนสองชุดจะรับรสขมได้มากที่สุด ซึ่ง “ยีนลิ้นไวพิเศษ” นี้อาจวิวัฒนาการขึ้นมาเพื่อช่วยให้มนุษย์ยุคแรกหลีกเลี่ยงพืชที่มีพิษผ่านการรับรู้จากรสขม

ทีมวิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลจากผู้เข้าร่วมเกือบ 5 แสนคนจากยูเค ไบโอแบงก์ (UK Biobank) ฐานข้อมูลชีวการแพทย์ขนาดใหญ่ โดยตรวจสอบทั้งความชอบอาหารและผลลัพธ์ด้านสุขภาพ และพบว่าผู้ที่มียีนทีเอเอส2อาร์38 มักหลีกเลี่ยงอาหารรสขม อาทิ ฮอร์สแรดิช เกรปฟรุต และแอลกอฮอล์ แต่จะชอบอาหารที่มีรสอ่อนกว่า อย่างแตงกวาและเมลอน และแม้ว่าจะเติมเกลือในอาหารน้อยกว่า แต่ในความเป็นจริงพวกเขากลับบริโภคเกลือโดยรวมมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพไต

การศึกษาที่เผยแพร่ในวารสารโภชนาการยุโรป (European Journal of Nutrition) ยังพบความเชื่อมโยงทางพันธุกรรมระหว่างยีนดังกล่าวกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคอารมณ์สองขั้ว ซึ่งเป็นภาวะที่อารมณ์แปรปรวนอย่างมากระหว่างช่วงร่าเริงและช่วงซึมเศร้า

Health News : อัตรา ‘สูบบุหรี่’ ในจีนลดลงเหลือ 23.2%

Health News : อัตรา ‘สูบบุหรี่’ ในจีนลดลงเหลือ 23.2%

Health News : อัตรา ‘สูบบุหรี่’ ในจีนลดลงเหลือ 23.2%

วันอาทิตย์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติจีนเผยแพร่รายงานผลสำรวจฉบับหนึ่งในงานกิจกรรมวันงดสูบบุหรี่โลก ครั้งที่ 38 ที่ตรงกับวันเสาร์ที่ผ่านมา (31 ส.ค.) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอัตราการสูบบุหรี่ในหมู่ชาวจีนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ลดลงเหลือร้อยละ 23.2 ในปี 2024 ลดลง 0.9 จุดเมื่อเทียบกับปี 2022

ผลสำรวจเผยว่าร้อยละ 63.9 ของผู้ตอบแบบสอบถามได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการควบคุมการใช้ยาสูบภายใน 30 วันที่ผ่านมา สะท้อนผลลัพธ์เชิงบวกของโครงการรณรงค์ต่อต้านการสูบบุหรี่ที่แพร่หลายทั่วจีน ขณะอัตราการเลิกบุหรี่ในกลุ่มคนอายุ 15 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 22.6 ในปี 2024 เพิ่มขึ้น 0.2 จุดจากปี 2022

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังชี้ว่าประชาชนมีความตระหนักด้านสุขภาพเพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับความเสี่ยงจากการสูบบุหรี่และควันบุหรี่มือสอง โดยอัตราการสัมผัสควันบุหรี่มือสองลดลงอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลจากแรงสนับสนุนของสังคมในการสร้างสภาพแวดล้อมปลอดบุหรี่

อนึ่ง การสำรวจดังกล่าวเก็บข้อมูลจาก 31 ภูมิภาคระดับมณฑลทั่วจีน และรวบรวมแบบสอบถามที่มีข้อมูลสมบูรณ์ 199,684 รายการ

Health News : เตรียมใช้ AI ช่วยวินิจฉัยโรคหัวใจ

Health News : เตรียมใช้ AI ช่วยวินิจฉัยโรคหัวใจ

Health News : เตรียมใช้ AI ช่วยวินิจฉัยโรคหัวใจ

วันอาทิตย์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศูนย์หัวใจแห่งชาติสิงคโปร์ จะนำร่องการใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ในโรงพยาบาลรัฐ 3 แห่ง มีเป้าหมายลดระยะเวลาวิเคราะห์ภาพสแกนหัวใจลงอย่างมีนัยสำคัญและช่วยให้สามารถวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ที่ปรึกษาอาวุโสของศูนย์ฯ กล่าวว่า การแปลผลภาพสแกนหัวใจและประเมินความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ จะใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที น้อยลงมากจากปัจจุบันที่นักรังสีการแพทย์และแพทย์โรคหัวใจใช้เวลาราว 2-4 ชั่วโมง ระบบเครื่องวิเคราะห์รอยโรคหัวใจสิงคโปร์พลังปัญญาประดิษฐ์ที่อยู่ภายใต้การควบคุม มีช่วงความแม่นยำอยู่ที่ร้อยละ 85-99 และการทดลองระยะ 1 ปี ซึ่งจะเริ่มต้นไตรมาส 3 หรือเดือนกรกฎาคม-กันยายนปีนี้ จะประเมินว่าระบบปัญญาประดิษฐ์สามารถทำงานได้ดีเพียงใดในสภาพแวดล้อมทางคลินิกจริง

สื่อท้องถิ่นสิงคโปร์รายงานว่า โรคหลอดเลือดหัวใจเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่เกี่ยวกับโรคหัวใจและหลอดเลือดอันดับหนึ่งในสิงคโปร์ โดยมีผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดในปี 2023 รวม 8,311 ราย คิดเป็นเกือบร้อยละ 30 ของผู้เสียชีวิตทั้งหมดในปีดังกล่าว

Health News : อาหารไขมันสูง’ ทำร้าย ‘ลำไส้’

Health News : อาหารไขมันสูง’ ทำร้าย ‘ลำไส้’

Health News : อาหารไขมันสูง’ ทำร้าย ‘ลำไส้’

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผลการศึกษาจากวอลเตอร์และอีไลซา ฮอลล์ (WEHI) สถาบันการแพทย์เก่าแก่ที่สุดในออสเตรเลีย เปิดเผยว่า การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงเพียงไม่กี่มื้อ อาจส่งผลให้ภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติของลำไส้อ่อนแอลงอย่างรวดเร็วจนกระตุ้นให้เกิดการอักเสบยาวนานก่อนปรากฏอาการให้เห็น

การศึกษาพบว่า กล่าวว่าอาหารทุกมื้อที่เรารับประทานส่งผลต่อสุขภาพลำไส้ ยิ่งรับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูงมากเท่าไร ยิ่งสะสมการอักเสบมากขึ้นเท่านั้น ทำให้ภูมิคุ้มกันของลำไส้ค่อยๆ อ่อนแอลง และเพิ่มความเสี่ยงการอักเสบเรื้อรัง นอกจากนี้ อาหารไขมันสูงยังกดความสามารถของร่างกายในการต่อสู้กับการอักเสบด้วยการลดอินเตอร์ลิวคิน 22 ความสามารถปกป้องของลำไส้จะลดลงในเวลาเพียง 2 วัน โดยไม่มีสัญญาณภายนอกใดเลย

อย่างไรก็ดี คณะนักวิจัยยังพบว่าไขมันไม่อิ่มตัว เช่น ไขมันในถั่ว เมล็ดพืช และอะโวคาโด ช่วยเพิ่มอินเตอร์ลิวคิน 22 และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันลำไส้ รวมถึงสามารถฟื้นฟูการทำงานของลำไส้ในหนูทดลองด้วยการเติมอินเตอร์ลิวคิน 22 ซึ่งบ่งชี้ศักยภาพของการฟื้นฟูสุขภาพลำไส้ในมนุษย์

ทั้งนี้ อาการอักเสบเรื้อรัง เช่น โรคเซลีแอค (coeliac) โรคลำไส้อักเสบ และโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ส่งผลกระทบต่อชาวออสเตรเลียประมาณ 1 ใน 3 ทว่าสาเหตุการเกิดโรคเหล่านี้ยังไม่เป็นที่เข้าใจดี

Health News : ‘อาหารแปรรูปสูง’ กินได้แต่พอควร

Health News : ‘อาหารแปรรูปสูง’ กินได้แต่พอควร

Health News : ‘อาหารแปรรูปสูง’ กินได้แต่พอควร

วันอาทิตย์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เดอะ วอชิงตัน โพสต์ (The Washington Post) รายงานว่า แม้งานวิจัยหลายชิ้นจะพบว่าการบริโภคอาหารแปรรูปสูง (ultra-processed food) หรืออาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูปมากเป็นพิเศษ อย่างพิซซ่าแช่แข็งในปริมาณมาก เชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคเรื้อรัง แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพยังคงแนะนำว่าไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงอาหารเหล่านี้อย่างสิ้นเชิง แต่ควรต้องจำกัดปริมาณการบริโภค

อาหารแปรรูปขั้นสูง คิดเป็นราวร้อยละ 70 ของผลิตภัณฑ์อาหารทั้งหมดที่วางจำหน่ายในร้านของชำทั่วสหรัฐฯ เนื่องจากรสชาติอร่อย สะดวก และราคาย่อมเยา แต่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ยังสามารถรวมอาหารแปรรูปบางประเภทไว้ในมื้ออาหารได้โดยไม่กระทบต่อสุขภาพ เพราะอาหารเหล่านี้ไม่ได้เหมือนกันหรือส่งผลเสียในระดับเดียวกันหมดทุกชนิด

จากการวิเคราะห์พิซซ่าแช่แข็งหลายยี่ห้อ พบว่าบางยี่ห้อใช้วัตถุดิบพื้นฐาน อาทิ แป้งสาลี ซอสมะเขือเทศ น้ำมันมะกอก ผงกระเทียม และมอสซาเรลล่าชีส ขณะที่บางยี่ห้อมีส่วนผสมของสารกันเสีย สารแต่งกลิ่น สารช่วยผสม และวัตถุสังเคราะห์จำนวนมาก จนทำให้รายการส่วนผสมดูคล้ายการทดลองในวิชาเคมีระดับมัธยม

รายงานยังอ้างคำแนะนำจากนักโภชนาการว่า ไม่ควรกินพิซซ่าแช่แข็งทุกวัน แต่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของมื้อกลางวันหรือมื้อเย็นแบบสุขภาพดีในบางครั้งได้ กุญแจสำคัญคือการเลือกยี่ห้อที่มีคุณภาพ และจับคู่กับอาหารอื่นๆ ให้ครบหมู่

Health News : ‘พฤติกรรมประจำวันง่ายๆ’ มีส่วนช่วยฟื้นฟูสุขภาพจิต

Health News : ‘พฤติกรรมประจำวันง่ายๆ’ มีส่วนช่วยฟื้นฟูสุขภาพจิต

Health News : ‘พฤติกรรมประจำวันง่ายๆ’ มีส่วนช่วยฟื้นฟูสุขภาพจิต

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคอร์ตินของออสเตรเลีย ซึ่งทำการสำรวจผู้ใหญ่ในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียกว่า 600 คน เปิดเผยว่าพฤติกรรมประจำวันอันเรียบง่ายอย่างพูดคุยกับเพื่อน ใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติ และทำกิจกรรมเกี่ยวกับความคิด สามารถช่วยฟื้นฟูสุขภาพจิตได้อย่างมีนัยสำคัญ

ผลวิจัยพบว่า ผู้สนทนาประจำวันกับผู้อื่นมีคะแนนสุขภาวะทางจิตที่ดีสูงกว่าผู้สนทนาไม่บ่อยถึง 10 คะแนน ส่วนการสัมผัสธรรมชาติเป็นประจำทุกวันเพิ่มคะแนน 5 คะแนน ขณะการพบปะสังสรรค์ทางสังคมเป็นประจำ การออกกำลังกาย การฝึกจิต และการช่วยเหลือผู้อื่นล้วนมีส่วนส่งเสริมสุขภาวะทางจิตที่ดี

ศาสตราจารย์คริสตินา พอลลาร์ด หัวหน้านักวิจัยจากคณะสุขภาพประชากรของมหาวิทยาลัยฯ กล่าวว่า ผลวิจัยนี้ตอกย้ำพลังของพฤติกรรมธรรมดาเรียบง่ายที่ไม่ต้องใช้เงินมากมายและสอดแทรกอยู่ในชีวิตประจำวันของหลายคนอยู่แล้วในการรักษาสุขภาพจิตที่ดี ไม่จำเป็นต้องเข้าโปรแกรมราคาแพงหรือการช่วยเหลือทางคลินิก

พอลลาร์ดกล่าวว่า การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเป็นประจำ แม้เพียงพูดคุยเล็กน้อย สามารถสร้างความแตกต่างทางความรู้สึกของผู้คนอย่างมาก ขณะเดียวกันการใช้เวลาอยู่กลางแจ้งหรือทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิและความคิด เช่น เล่นเกมปริศนาอักษรไขว้ อ่านหนังสือ หรือเรียนรู้ภาษาใหม่ สามารถช่วยฟื้นฟูสุขภาพจิตได้

ผลวิจัยนี้สนับสนุนการลงทุนอย่างต่อเนื่องในโครงการริเริ่มส่งเสริมสุขภาพจิตระดับชุมชนให้มีขอบเขตมากกว่าเพียงเพิ่มความตระหนักรู้ แต่เป็นการป้องกันไม่ใช่เพียงการบำบัดรักษา เพื่อช่วยเหลือประชาชนมีสุขภาพจิตที่ดีก่อนถลำสู่จุดวิกฤต

Health News : กินอาหาร ‘ไขมัน-น้ำตาลสูง’ ส่งผลเสียต่อ ‘ความจำ’

Health News : กินอาหาร ‘ไขมัน-น้ำตาลสูง’ ส่งผลเสียต่อ ‘ความจำ’

Health News : กินอาหาร ‘ไขมัน-น้ำตาลสูง’ ส่งผลเสียต่อ ‘ความจำ’

วันอาทิตย์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

            การศึกษาจากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ของออสเตรเลียเผยว่า การกินอาหารไขมันและน้ำตาลสูงอาจทำให้ความจำเชิงพื้นที่ (spatial memory) บกพร่อง นับเป็นงานวิจัยชิ้นแรกที่เชื่อมโยงอาหารดังกล่าวกับขีดความสามารถความจำเชิงพื้นที่ที่ลดลงของมนุษย์ ซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญของสมองส่วนฮิปโปแคมปัสที่เชื่อกันว่าเป็นศูนย์กลางของอารมณ์และความทรงจำ

            โดมินิค ทราน ผู้เชี่ยวชาญจากคณะจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยฯ กล่าวว่าการศึกษาครั้งนี้มีนักศึกษามหาวิทยาลัยจำนวน 55 คน อายุระหว่าง 18-38 ปี ร่วมตอบแบบสอบถามทางโภชนาการ แบบทดสอบความจำในการทำงาน และดัชนีมวลกาย ก่อนการสำรวจเขาวงกตในโลกเสมือนจริง

            หลังจากการทดลองหลายครั้ง พบว่าผู้บริโภคน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์และไขมันอิ่มตัวในระดับสูงมีความสามารถการจดจำตำแหน่งของวัตถุที่ซ่อนอยู่ในเขาวงกตได้แย่ลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นว่าการกินอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันสูงสามารถส่งผลให้การทำงานของฮิปโปแคมปัสบกพร่อง แม้แต่ในผู้ใหญ่ตอนต้น ทว่าข่าวดีคือผลกระทบเหล่านี้สามารถกลับคืนสู่สภาวะปกติได้ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ

การปรับเปลี่ยนโภชนาการสามารถปรับปรุงสุขภาพของฮิปโปแคมปัสได้ และทำให้ความสามารถในการนำทางภายใต้สภาพแวดล้อมอย่างเช่นการสำรวจเมืองใหม่ หรือเรียนรู้เส้นทางกลับบ้านใหม่ดีขึ้น