Health News : ‘พฤติกรรมประจำวันง่ายๆ’ มีส่วนช่วยฟื้นฟูสุขภาพจิต

Health News : ‘พฤติกรรมประจำวันง่ายๆ’ มีส่วนช่วยฟื้นฟูสุขภาพจิต

Health News : ‘พฤติกรรมประจำวันง่ายๆ’ มีส่วนช่วยฟื้นฟูสุขภาพจิต

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคอร์ตินของออสเตรเลีย ซึ่งทำการสำรวจผู้ใหญ่ในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียกว่า 600 คน เปิดเผยว่าพฤติกรรมประจำวันอันเรียบง่ายอย่างพูดคุยกับเพื่อน ใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติ และทำกิจกรรมเกี่ยวกับความคิด สามารถช่วยฟื้นฟูสุขภาพจิตได้อย่างมีนัยสำคัญ

ผลวิจัยพบว่า ผู้สนทนาประจำวันกับผู้อื่นมีคะแนนสุขภาวะทางจิตที่ดีสูงกว่าผู้สนทนาไม่บ่อยถึง 10 คะแนน ส่วนการสัมผัสธรรมชาติเป็นประจำทุกวันเพิ่มคะแนน 5 คะแนน ขณะการพบปะสังสรรค์ทางสังคมเป็นประจำ การออกกำลังกาย การฝึกจิต และการช่วยเหลือผู้อื่นล้วนมีส่วนส่งเสริมสุขภาวะทางจิตที่ดี

ศาสตราจารย์คริสตินา พอลลาร์ด หัวหน้านักวิจัยจากคณะสุขภาพประชากรของมหาวิทยาลัยฯ กล่าวว่า ผลวิจัยนี้ตอกย้ำพลังของพฤติกรรมธรรมดาเรียบง่ายที่ไม่ต้องใช้เงินมากมายและสอดแทรกอยู่ในชีวิตประจำวันของหลายคนอยู่แล้วในการรักษาสุขภาพจิตที่ดี ไม่จำเป็นต้องเข้าโปรแกรมราคาแพงหรือการช่วยเหลือทางคลินิก

พอลลาร์ดกล่าวว่า การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเป็นประจำ แม้เพียงพูดคุยเล็กน้อย สามารถสร้างความแตกต่างทางความรู้สึกของผู้คนอย่างมาก ขณะเดียวกันการใช้เวลาอยู่กลางแจ้งหรือทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิและความคิด เช่น เล่นเกมปริศนาอักษรไขว้ อ่านหนังสือ หรือเรียนรู้ภาษาใหม่ สามารถช่วยฟื้นฟูสุขภาพจิตได้

ผลวิจัยนี้สนับสนุนการลงทุนอย่างต่อเนื่องในโครงการริเริ่มส่งเสริมสุขภาพจิตระดับชุมชนให้มีขอบเขตมากกว่าเพียงเพิ่มความตระหนักรู้ แต่เป็นการป้องกันไม่ใช่เพียงการบำบัดรักษา เพื่อช่วยเหลือประชาชนมีสุขภาพจิตที่ดีก่อนถลำสู่จุดวิกฤต

Health News : กินอาหาร ‘ไขมัน-น้ำตาลสูง’ ส่งผลเสียต่อ ‘ความจำ’

Health News : กินอาหาร ‘ไขมัน-น้ำตาลสูง’ ส่งผลเสียต่อ ‘ความจำ’

Health News : กินอาหาร ‘ไขมัน-น้ำตาลสูง’ ส่งผลเสียต่อ ‘ความจำ’

วันอาทิตย์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

            การศึกษาจากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ของออสเตรเลียเผยว่า การกินอาหารไขมันและน้ำตาลสูงอาจทำให้ความจำเชิงพื้นที่ (spatial memory) บกพร่อง นับเป็นงานวิจัยชิ้นแรกที่เชื่อมโยงอาหารดังกล่าวกับขีดความสามารถความจำเชิงพื้นที่ที่ลดลงของมนุษย์ ซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญของสมองส่วนฮิปโปแคมปัสที่เชื่อกันว่าเป็นศูนย์กลางของอารมณ์และความทรงจำ

            โดมินิค ทราน ผู้เชี่ยวชาญจากคณะจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยฯ กล่าวว่าการศึกษาครั้งนี้มีนักศึกษามหาวิทยาลัยจำนวน 55 คน อายุระหว่าง 18-38 ปี ร่วมตอบแบบสอบถามทางโภชนาการ แบบทดสอบความจำในการทำงาน และดัชนีมวลกาย ก่อนการสำรวจเขาวงกตในโลกเสมือนจริง

            หลังจากการทดลองหลายครั้ง พบว่าผู้บริโภคน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์และไขมันอิ่มตัวในระดับสูงมีความสามารถการจดจำตำแหน่งของวัตถุที่ซ่อนอยู่ในเขาวงกตได้แย่ลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นว่าการกินอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันสูงสามารถส่งผลให้การทำงานของฮิปโปแคมปัสบกพร่อง แม้แต่ในผู้ใหญ่ตอนต้น ทว่าข่าวดีคือผลกระทบเหล่านี้สามารถกลับคืนสู่สภาวะปกติได้ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ

การปรับเปลี่ยนโภชนาการสามารถปรับปรุงสุขภาพของฮิปโปแคมปัสได้ และทำให้ความสามารถในการนำทางภายใต้สภาพแวดล้อมอย่างเช่นการสำรวจเมืองใหม่ หรือเรียนรู้เส้นทางกลับบ้านใหม่ดีขึ้น

Health News : ‘ออกกำลังกายดึก’ กระทบการนอน-สุขภาพหัวใจ

Health News : ‘ออกกำลังกายดึก’ กระทบการนอน-สุขภาพหัวใจ

Health News : ‘ออกกำลังกายดึก’ กระทบการนอน-สุขภาพหัวใจ

วันอาทิตย์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    มหาวิทยาลัยโมนาชของออสเตรเลีย เผยแพร่ผลการศึกษาฉบับใหม่ ซึ่งระบุว่า การออกกำลังกายที่ออกแรงอย่างหนักภายใน 4 ชั่วโมงก่อนเข้านอนอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพการนอนและสุขภาพหัวใจ เพราะทำให้หลับช้าลง เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจตอนกลางคืน และความแปรผันของอัตราการเต้นหัวใจ (HRV) ลดลง

    การศึกษานี้ได้ติดตามประชาชนทั่วโลกที่ใช้อุปกรณ์สายรัดวีดชีพจรวูป สแตรป (WHOOP Strap) จำนวน 14,689 คน เป็นระยะเวลา 1 ปี เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลสูงถึง 4 ล้านคืน และเผยแพร่ผ่านวารสารเนเจอร์ คอมมูนิเคชันส์ (Nature Communications) เมื่อวันที่ 16 เม.ย. ที่ผ่านมา

    จอช ลีโอตา จากคณะจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยฯ ซึ่งเป็นผู้เขียนหลักของผลการศึกษาฉบับนี้ กล่าวว่า การออกกำลังกายที่ออกแรงอย่างหนักในตอนกลางคืนอาจทำให้ร่างกายอยู่ในสภาวะตื่นตัวอย่างมาก โดยผลกระทบนี้อาจแทรกแซงความสามารถผ่อนคลายเพื่อการนอนหลับของร่างกาย

    การออกกำลังกายประเภทการฝึกแบบหนักสลับเบา (HIIT) การเตะฟุตบอล หรือการวิ่งระยะไกล เป็นการออกกำลังกายอย่างหนักที่อาจส่งผลกระทบต่อการการนอนหลับมากที่สุดโดยไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น อายุ เพศ ระดับสมรรถภาพทางกาย และการนอนหลับของคืนก่อนหน้า

    คณะนักวิจัยแนะนำว่า ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างหนักภายใน 4 ชั่วโมงก่อนเข้านอน และเลือกออกกำลังกายแบบเบา เช่น วิ่งเหยาะหรือว่ายน้ำช้าๆ เพื่อลดทอนการรบกวนการนอนหลับ

Health News : ‘ควันไฟป่า’ อันตรายกว่ามลพิษทางอากาศประเภทอื่น

Health News : ‘ควันไฟป่า’ อันตรายกว่ามลพิษทางอากาศประเภทอื่น

Health News : ‘ควันไฟป่า’ อันตรายกว่ามลพิษทางอากาศประเภทอื่น

วันอาทิตย์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผลการศึกษาจากคณะนักวิจัยของออสเตรเลีย ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลของโรงพยาบาลจากชุมชนมากกว่า 1,000 แห่งของ 8 ประเทศและภูมิภาคในระยะเวลากว่า 20 ปี พบว่า ควันจากไฟป่าเพิ่มความเสี่ยงเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยโรคทางเดินหายใจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญมากกว่ามลพิษทางอากาศประเภทอื่นๆ 

คณะนักวิจัยระบุว่า อนุภาคขนาดเล็กหรือฝุ่นพีเอ็ม2.5 (PM2.5) ในควันไฟป่าเชื่อมโยงกับความเสี่ยงเข้าโรงพยาบาลด้วยโรคหอบหืด ไข้หวัดใหญ่ ปอดอักเสบ และปัญหาระบบทางเดินหายใจอื่นๆ เพิ่มขึ้น โดยอนุภาคเหล่านี้ที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยนำสู่การเข้าโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น ซึ่งเด็ก วัยรุ่น ผู้สูงอายุ และคนที่มีรายได้ต่ำหรืออยู่ในพื้นที่มีมลพิษอยู่แล้วได้รับผลกระทบหนักที่สุด

ควันไฟป่าเป็นอันตรายมากกว่ามลพิษจากรถยนต์ โรงงานอุตสาหกรรม หรือแหล่งอื่นๆ ขณะเดียวกันฝุ่นพีเอ็ม2.5 จากไฟป่าเพิ่มความเสี่ยงเข้าโรงพยาบาลด้วยโรคทางเดินหายใจทั้งหมดและป่วยเป็นโรคหอบหืดมากกว่าเมื่อเทียบกับฝุ่นพีเอ็ม2.5 ที่ไม่ได้มาจากไฟป่า โดยควันไฟป่ามีส่วนส่งเสริมการเข้าโรงพยาบาลด้วยโรคทางเดินหายใจที่เกี่ยวกับฝุ่นพีเอ็ม2.5 ถึงร้อยละ 42.4

ผลการศึกษานี้ จัดทำโดยกลุ่มองค์กรของออสเตรเลีย ซึ่งรวมถึงมหาวิทยาลัยโมแนชและมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ และเผยแพร่ผ่านวารสาร Nature Sustainability เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (8 เม.ย.)

Health News : ผลวิจัยเผย ‘ความเหงา’ ทำคนตายได้

Health News : ผลวิจัยเผย ‘ความเหงา’ ทำคนตายได้

Health News : ผลวิจัยเผย ‘ความเหงา’ ทำคนตายได้

วันอาทิตย์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

การศึกษาฉบับใหม่เปิดเผยถึงความเชื่อมโยงเชิงสาเหตุระหว่างความเหงาเรื้อรังกับการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรในหมู่ผู้หญิงวัยกลางคนชาวออสเตรเลีย โดยผู้หญิงที่รู้สึกเหงาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 15 ปี มีแนวโน้มเสียชีวิตก่อนวัยมากกว่าผู้ที่ไม่รู้สึกเหงาถึง 3 เท่า

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ มหาวิทยาลัยนิวเซาธ์เวลส์ และมหาวิทยาลัยเวสเทิร์นซิดนีย์ ได้วิเคราะห์ข้อมูลระยะ 20 ปีจากการศึกษาวิจัยระยะยาวด้านสุขภาพผู้หญิงของออสเตรเลีย ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกว่า 57,000 คน เป็นผู้หญิงอายุระหว่าง 48-55 ปี พบว่า ผู้หญิงที่ไม่มีความรู้สึกเหงาเรื้อรังมีความเสี่ยงเสียชีวิตอยู่ที่ร้อยละ 5 ขณะที่ความเสี่ยงดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 15 ในกลุ่มที่มีความรู้สึกเหงาอย่างต่อเนื่อง

เนตา ฮากานี ผู้เขียนหลักของการศึกษา กล่าวว่า ความเหงาเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ควรได้รับการตรวจคัดกรองโดยแพทย์ เช่นเดียวกับการตรวจความดันโลหิตสูงหรือคอเลสเตอรอล และจำเป็นต้องสร้างความตระหนักในสังคมเกี่ยวกับความเหงา เพื่อให้ผู้คนมีความเข้าใจมากขึ้นและลดการตีตราความรู้สึกนี้

ด้าน ศาสตราจารย์เมโลดี ติง จากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ ระบุว่าผู้หญิงวัยกลางคนมักเป็นผู้ดูแลทั้งลูกเล็กและพ่อแม่สูงอายุ ขณะเดียวกันพวกเธอต้องเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านสำคัญในชีวิต เช่น วัยหมดประจำเดือน การเกษียณอายุ หรือการที่ลูกย้ายออกจากบ้าน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนสามารถนำไปสู่การแยกตัวทางสังคมได้ และแม้จะยังไม่มีข้อมูลระยะยาวที่เปรียบเทียบได้เกี่ยวกับสุขภาพของผู้ชาย แต่ช่วงวัยกลางคนเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้หญิงในทางลบมากกว่า

Health News : ผลวิจัยพบการเล่นมือถือบนที่นอนเสี่ยงเป็นโรคนอนไม่หลับ

Health News : ผลวิจัยพบการเล่นมือถือบนที่นอนเสี่ยงเป็นโรคนอนไม่หลับ

Health News : ผลวิจัยพบการเล่นมือถือบนที่นอนเสี่ยงเป็นโรคนอนไม่หลับ

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 07.39 น.

สถาบันสาธารณสุขแห่งนอร์เวย์ (Norwegian Institute of Public Health) ได้สอบถามนักศึกษากลุ่มตัวอย่างอายุระหว่าง 18-28 ปี จำนวนมากกว่า 45,000 คน
เกี่ยวกับพฤติกรรมก่อนนอน เพื่อศึกษาว่าระยะเวลาในการเล่นมือถือก่อนนอน ส่งผลต่อคุณภาพการนอนหรือไม่ และระหว่างการใช้มือถือในที่นอนเพื่อดูสื่อโซเชียล กับ
การดูจออื่นๆ เช่น โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ หรือเล่นเกมบนมือถือ อย่างไหนจะส่งผลเสียมากกว่ากันต่อคุณภาพการนอน โดยแบบสำรวจพฤติกรรมเน้นถามพฤติกรรมการนอน การจ้องจอดูมือถือ จอทีวี หรือคอมพิวเตอร์ ก่อนนอน รวมทั้งการตื่นนอนและความเหนื่อยล้า

ผลการสำรวจชี้ว่า หากก่อนนอนยิ่งจ้องจอ ส่องแอปมือถือเป็นเวลานาน ก็จะยิ่งไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ กล่าวคือ ทุก 1 ชั่วโมงที่หมดไป ยิ่งทำให้มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนอนไม่หลับเพิ่มขึ้นถึง 63% และทำให้เวลาการนอนหดหายไป 24 นาที ต่อทุก 1 ชั่วโมง โดยผู้ตอบแบบสอบถามที่บอกว่า ชอบเล่นมือถือ หรือ ดูทีวี ใช้คอมพิวเตอร์ก่อนนอน อย่างน้อย 3 คืน ต่อสัปดาห์ มักมีปัญหานอนไม่หลับอย่างน้อย 3 เดือน

แม้ผลการวิจัยพบว่ามีความเชื่อมโยงกันจริง ระหว่างการจ้องจอบนที่นอนกับการนอนหลับไม่สนิท หรือ นอนไม่หลับ แต่นักวิจัยก็ไม่สามารถฟันธงได้ว่า การเล่นมือถือ หรือ จ้องจอคอมพิวเตอร์ ดูทีวี จะเป็นสาเหตุของการนอนไม่หลับผู้เชี่ยวชาญคลินิกการนอนแห่งหนึ่งในอังกฤษ เผยด้วยว่า ผลการศึกษาดังกล่าว ถือเป็นหลักฐานชิ้นเอก ที่ชี้ได้ว่า การใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่งผลในทางลบต่อการนอนหลับอย่างมีคุณภาพ

Health News : จีนเริ่มทดลอง ‘วัคซีนป้องกันวัณโรค’ พัฒนาเองตัวใหม่

Health News : จีนเริ่มทดลอง ‘วัคซีนป้องกันวัณโรค’ พัฒนาเองตัวใหม่

Health News : จีนเริ่มทดลอง ‘วัคซีนป้องกันวัณโรค’ พัฒนาเองตัวใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.39 น.

วัคซีนป้องกันวัณโรคชนิดเอ็มอาร์เอ็นเอ (mRNA) ที่จีนพัฒนาขึ้นใหม่ เข้าสู่การทดลองทางคลินิกแล้วในวันจันทร์ (24 มี.ค.) ที่โรงพยาบาลทรวงอกกรุงปักกิ่ง ซึ่งอาจส่งมอบทางเลือกใหม่ในการฉีดวัคซีนสำหรับประชาชนทุกช่วงอายุ และช่วยลดอัตราการเกิดโรคและการติดเชื้อวัณโรคอย่างมีประสิทธิภาพ

การทดลองในสัตว์ก่อนหน้านี้พบว่า วัคซีนป้องกันวัณโรคชนิดใหม่นี้มีประสิทธิภาพป้องกันสูงกว่าวัคซีนบาซิลลัสกาลแม็ต-เกแร็ง (BCG) และวัคซีนป้องกันวัณโรคจากต่างประเทศมากกว่า 20 เท่า

สำหรับขั้นถัดไป ทีมวิจัยและพัฒนาจะศึกษากลยุทธ์การสร้างภูมิคุ้มกัน วิธีการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน การให้วัคซีน รวมถึงกลุ่มอาการที่เกี่ยวข้อง

โรงพยาบาลฯ เปิดตัวโมเดลวินิจฉัยโรคด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) และวิธีการตรวจหาเชื้อวัณโรคแบบรวดเร็วโดยใช้ตัวอย่างที่เก็บจากการป้ายลิ้น โมเดลการวินิจฉัยนี้สามารถตรวจพบโรคในระบบทางเดินหายใจ ซึ่งรวมถึงวัณโรค ได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นแบบไม่รุกราน และสามารถดำเนินการได้จากระยะไกล

ปัจจุบัน โมเดลนี้ยังอยู่ในขั้นตอนก่อนการทดลองทางคลินิก ส่วนวิธีการตรวจหาเชื้อวัณโรคแบบรวดเร็วคาดว่าจะทยอยเริ่มใช้งานทั่วจีนตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป

Health News : อายุเฉลี่ยประชากรจีน แตะ 79 ปี

Health News : อายุเฉลี่ยประชากรจีน แตะ 79 ปี

Health News : อายุเฉลี่ยประชากรจีน แตะ 79 ปี

วันอาทิตย์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หัวหน้าคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติจีน เปิดเผยระหว่างแถลงข่าวนอกรอบการประชุมสภานิติบัญญัติระดับชาติ ว่า อายุขัยเฉลี่ยของประชากรจีนในปี 2024 อยู่ที่ 79 ปี เพิ่มขึ้น 0.4 ปี จากอายุขัยเฉลี่ยในปี 2023 สะท้อนว่าจีนบรรลุเป้าหมายการเพิ่มอายุขัยเฉลี่ยที่กำหนดไว้ในแผนสุขภาพระดับชาติในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ระยะ 5 ปี (2021-2025) ฉบับที่ 14ได้เร็วกว่ากำหนด โดยตามแผนดังกล่าว จีนมีเป้าหมายเพิ่มตัวเลขอายุขัยในปี 2020 ขึ้นราว 1 ปีในช่วงระยะ 5 ปี

ในปี 2024 อายุขัยเฉลี่ยของจีนอยู่ในอันดับที่ 4 จาก 53 ประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับสูง และอยู่ในอันดับที่ 10 ในประเทศกลุ่มจี20 ทั้งยังสูงกว่าตัวเลขของ 21 ประเทศที่มีรายได้สูง

ขณะเดียวกัน อายุขัยเฉลี่ยของประชากรใน 8 มหานครและมณฑลที่มีความมั่งคั่ง อาทิ ปักกิ่ง เทียนจิน เซี่ยงไฮ้ ซานตง เจียงซู เจ้อเจียง กวางตุ้ง และไห่หนาน เพิ่มขึ้นเกิน 80 ปีแล้ว และความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพระหว่างแต่ละภูมิภาคระดับมณฑลกำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบ่งชี้ว่าความเสมอภาคด้านสุขภาพในจีนกำลังปรับปรุงดีขึ้น

แม้จีนจะยังเผชิญกับความท้าทายจากทั้งโรคติดเชื้อและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง แต่จีนยังมีศักยภาพอีกมากในการเพิ่มอายุขัยเฉลี่ยของประชากร

Health News : คนไข้ปลูกถ่ายหัวใจจาก ‘ไทเทเนียม’

Health News : คนไข้ปลูกถ่ายหัวใจจาก ‘ไทเทเนียม’

Health News : คนไข้ปลูกถ่ายหัวใจจาก ‘ไทเทเนียม’

วันอาทิตย์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ชายชาวออสเตรเลียวัย 40 ปี ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวรุนแรง กลายเป็นคนไข้โรคหัวใจคนแรกในโลก ที่ได้รับการปลูกถ่ายหัวใจเทียม “ไบวาคอร์” (BiVACOR) ที่ทำมาจากไทเทเนียม โดยเข้ารับการผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจนานถึง 6 ชั่วโมง ที่โรงพยาบาลในนครซิดนีย์ ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว หลังผ่านมากว่า 100 วัน ชายหัวใจเทียมจากไทเทเนียมได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลแล้วตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เขาเป็นคนไข้รายที่ 6 ของโลกที่ได้รับหัวใจเทียมแบบสมบูรณ์ แต่เป็นชาวออสเตรเลียคนแรกที่เข้ารับการผ่าตัดดังกล่าว และยังเป็นคนเดียวในบรรดาคนไข้ทั้ง 6 รายที่ออกจากโรงพยาบาลพร้อมกับหัวใจเทียม ในขณะที่ผู้ป่วยที่เหลือยังคงอยู่ในโรงพยาบาลและรอการปลูกถ่ายจากผู้บริจาค

สำหรับหัวใจเทียมแบบสมบูรณ์ “ไบวาคอร์” (BiVACOR) คิดค้นโดย ดร.แดเนียล ทิมม์ส นักวิทยาศาสตร์ชาวออสเตรเลีย เป็นอุปกรณ์ปลูกถ่ายแบบแรกของโลกที่สามารถทำหน้าที่แทนหัวใจของมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์ โดยจำลองหัวใจมนุษย์ทั้งสองข้าง ทำจากไทเทเนียม มีชิ้นส่วนเคลื่อนไหวชิ้นเดียว คือ โรเตอร์ลอยตัวที่ยึดเข้าที่ด้วยแม่เหล็ก ไม่มีวาล์วหรือตลับลูกปืนเชิงกลที่อาจสึกหรอได้ สามารถสูบฉีดเลือดไปที่ร่างกายและปอด ทำหน้าที่แทนห้องหัวใจทั้งสองห้องที่ล้มเหลวไป หัวใจเทียมนี้ได้รับการออกแบบให้เป็นตัวเชื่อม เพื่อให้ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่ต่อไปจนกว่าจะสามารถปลูกถ่ายหัวใจจากผู้บริจาคได้ แต่เป้าหมายของ ดร.ทิมม์ส คือการให้อุปกรณ์ปลูกถ่ายนี้กลายเป็นวิธีแก้ปัญหาแบบถาวรในสักวันหนึ่ง

สำหรับโรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของโลก โดยมีผู้เสียชีวิตราวปีละ 18 ล้านคน ตามข้อมูลขององค์การอนามัยโลก

Health News : บริษัทจีนพัฒนา ‘ยา’ รักษามะเร็งตัวใหม่

Health News : บริษัทจีนพัฒนา ‘ยา’ รักษามะเร็งตัวใหม่

Health News : บริษัทจีนพัฒนา ‘ยา’ รักษามะเร็งตัวใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานว่า ขณะดีพซีก (DeepSeek) ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ของจีน ทำให้โลกตะลึงกับนวัตกรรมที่มีราคาน่าเหลือเชื่อ บริษัทไบโอเทคสัญชาติจีนที่ก่อตั้งมาเกือบสิบปีและไม่ได้เป็นที่รู้จักมากนักอย่าง “อะคีโซ” (Akeso) ได้สั่นสะเทือนวงการเภสัชกรรมด้วยยารักษาโรคมะเร็งปอดตัวใหม่

รายงานระบุว่า ไอโวเนสซิแมบ (Ivonescimab) เป็นยาตัวใหม่ของอะคีโซที่ผ่านการทดลองในจีนและมีประสิทธิภาพเหนือกว่าคีทรูดา (Keytruda) ยารักษาโรคมะเร็ง
ที่พัฒนาโดยเมอร์ค (Merck) และสร้างรายได้แก่บริษัทอเมริกันที่ครองตลาดการรักษาโรคมะเร็งมากกว่า 1.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.4 ล้านล้านบาท)

ข้อมูลทางคลินิกจากการประชุมโรคมะเร็งปอดระดับโลก (World Conference on Lung Cancer) เผยว่าผู้ป่วยที่ได้รับยาตัวใหม่ของอะคีโซสามารถระงับการเติบโตอีกครั้งของเนื้องอกร้ายได้นาน 11.1 เดือน ซึ่งนานกว่ายาคีทรูดาที่มีระยะการระงับการเติบโตของเนื้องอกร้ายราว 5.8 เดือน

อะคีโซเผยผ่านสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นว่า การสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ของอะคีโซเกิดจากความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับชีววิทยาของโรคและวิศวกรรมโปรตีน รวมถึงได้รับประโยชน์จากระยะเวลาการพัฒนาอันรวดเร็วและทรัพยากรผู้มีความรู้ความสามารถชั้นนำในจีน

รายงานเสริมว่า ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพหรือไบโอเทคของจีนได้เริ่มต้นคิดค้นและพัฒนายาขั้นสูงที่สามารถแข่งขันโดยตรงกับผลิตภัณฑ์ยาจากตะวันตกเพิ่มขึ้น พร้อมกับลงนามข้อตกลงใบอนุญาตหลายฉบับมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐกับเหล่าหุ้นส่วนชาติตะวันตกเพื่อจัดจำหน่ายยาสู่ทั่วโลกด้วย