Health News : ‘แผลเป็นในหัวใจ’ แบ่งเป็นแบบเย็น-ร้อน

Health News : ‘แผลเป็นในหัวใจ’ แบ่งเป็นแบบเย็น-ร้อน

Health News : ‘แผลเป็นในหัวใจ’ แบ่งเป็นแบบเย็น-ร้อน

วันอาทิตย์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันวิทยาศาสตร์ไวซ์มานน์ของอิสราเอล เผยว่าการศึกษานานาชาติฉบับใหม่ค้นพบว่าร่องรอยความเสียหายของหัวใจนำไปสู่การเกิดเนื้อเยื่อแผลเป็นสองประเภทซึ่งต้องใช้แนวทางการรักษาที่แตกต่างกัน

สถาบันฯ ระบุว่าผลการวิจัยซึ่งได้รับการเผยแพร่ในวารสารเซลล์ ซิสเท็ม (Cell Systems) อาจปฏิวัติแนวทางการรักษาโรคหัวใจและภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรัง

เมื่อกล้ามเนื้อหัวใจเกิดการบาดเจ็บ เนื้อเยื่อแผลเป็นจะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อซ่อมแซมความเสียหายแทนการสร้างเซลล์กล้ามเนื้อใหม่ ทว่าเนื้อเยื่อแผลเป็นเหล่านี้สามารถทำให้การทำงานของหัวใจอ่อนแอลงตามเวลา ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาที่มีประสิทธิภาพ

การศึกษาดังกล่าวได้จำแนกเนื้อเยื่อแผลเป็นออกเป็นสองประเภท ได้แก่ “แผลเป็นร้อน” ในกรณีที่เชื่อมโยงกับภาวะการอักเสบ และ “แผลเป็นเย็น” ในกรณีที่เชื่อมโยงกับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันเพียงเล็กน้อย

การบาดเจ็บของหัวใจแบบเรื้อรังมักนำไปสู่การเกิด “แผลเป็นร้อน” ในขณะที่การบาดเจ็บเฉียบพลัน เช่น ภาวะหัวใจวาย จะทำให้เกิด “แผลเป็นเย็น”

นอกจากนี้ การศึกษาพบว่าการยับยั้งโปรตีนสำคัญที่เรียกว่าโปรตีนทีไอเอ็มพี-1 (TIMP-1) ในการทดลองในห้องปฏิบัติการ ช่วยลดการเกิดแผลเป็น ซึ่งบ่งชี้ว่าโปรตีนดังกล่าวอาจเป็นเป้าหมายสำคัญในการพัฒนายารักษาในอนาคต

Health News : ปักกิ่งเตรียมแบ่งปันแนวทาง ‘กำจัดฝุ่นพิษ PM2.5’ ให้กรุงเทพฯ

Health News : ปักกิ่งเตรียมแบ่งปันแนวทาง ‘กำจัดฝุ่นพิษ PM2.5’ ให้กรุงเทพฯ

Health News : ปักกิ่งเตรียมแบ่งปันแนวทาง ‘กำจัดฝุ่นพิษ PM2.5’ ให้กรุงเทพฯ

วันอาทิตย์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเฝ้าติดตามและจัดการคุณภาพอากาศ ระยะ 3 ปี ซึ่งลงนามโดยสำนักนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อมเทศบาลกรุงปักกิ่งของจีน
และสำนักสิ่งแวดล้อมของกรุงเทพฯ เมื่อไม่นานนี้ ระบุว่าปักกิ่งจะแบ่งปันแนวทางปฏิบัติในการต่อสู้กับมลพิษทางอากาศแก่เมืองพี่เมืองน้องอย่างกรุงเทพฯ

บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ระบุว่าปักกิ่งจะแบ่งปันแนวทางปฏิบัติในการจัดการกับมลพิษทางอากาศแก่กรุงเทพฯ โดยเฉพาะการเฝ้าติดตามและลดฝุ่นพิษพีเอ็ม2.5 (PM2.5) รวมถึงอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางเยือนซึ่งกันและกัน และจัดการฝึกอบรมและสนับสนุนกรุงเทพฯ ในการดำเนินโครงการนำร่องต่างๆ

ความร่วมมือนี้เกิดขึ้นเนื่องในวาระครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตจีน-ไทย

กรุงปักกิ่งของจีนได้ปรับปรุงคุณภาพอากาศให้ดีขึ้นอย่างมากหลังจากดำเนินแผนริเริ่มขจัดมลพิษทางอากาศตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยมีความเข้มข้นเฉลี่ยของฝุ่นพิษ
PM2.5 อยู่ที่ 30.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในปี 2024 ซึ่งผ่านมาตรฐานระดับชาติติดต่อกัน 4 ปีแล้ว

ความเข้มข้นเฉลี่ยรายปีของฝุ่นพิษ PM2.5 พีเอ็ม10 ไนโตรเจนไดออกไซด์ และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ของกรุงปักกิ่งในปี 2024 ลดลงร้อยละ 65.9 ร้อยละ 50 ร้อยละ 57.1 และร้อยละ 88.7 เมื่อเทียบกับปี 2013

Health News : กินแบบ FMD ช่วยเสริมภูมิต้านทานเนื้องอก

Health News : กินแบบ FMD ช่วยเสริมภูมิต้านทานเนื้องอก

Health News : กินแบบ FMD ช่วยเสริมภูมิต้านทานเนื้องอก

วันอาทิตย์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะนักวิจัยจากโรงพยาบาลจงซาน ในเครือมหาวิทยาลัยฟู่ตั้น ในเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ ทางตะวันออกของจีน ได้เปิดเผยกลไกใหม่ที่ทำให้การรับประทานอาหารที่เลียนแบบการอดอาหาร (Fasting-Mimicking Diet – FMD) ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต้านเนื้องอก

การรับประทานอาหารที่เลียนแบบการอดอาหารคือการรับประทานอาหารแคลอรีต่ำในระยะสั้น ซึ่งออกแบบมาเพื่อเลียนแบบผลของการอดอาหารโดยยังสามารถรับประทานอาหารในปริมาณจำกัดได้ วิธีนี้มุ่งกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงของการเผาผลาญ ส่งเสริมการซ่อมแซมเซลล์ ลดอาการอักเสบ และอาจให้ประโยชน์ต่างๆ เช่น สุขภาพระบบเผาผลาญดีขึ้นและมีอายุยืนขึ้น โดยไม่ต้องอดอาหารเต็มรูปแบบ

คณะนักวิจัยพบการรับประทานอาหารที่เลียนแบบการอดอาหารสามารถเพิ่มจำนวนแบคทีเรียบี.ซูโดลองกัม (B. pseudolongum) ซึ่งกระตุ้นการสร้างเซลล์ความจำซีดี8+ที (CD8+T cells) ส่งผลให้สามารถยับยั้งมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

ผลการศึกษานี้ไม่เพียงยืนยันว่า การรับประทานอาหารที่เลียนแบบการอดอาหารมีผลต้านเนื้องอกผ่านการปรับเปลี่ยนจุลินทรีย์ในลำไส้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังแสดงกลไกใหม่ที่การเผาผลาญจุลินทรีย์ควบคุมการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกัน และยังเป็นรากฐานทางทฤษฎีสำหรับการประยุกต์ใช้การรับประทานอาหารที่เลียนแบบการอดอาหารในการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ มอบข้อมูลเชิงลึกแก่การช่วยเหลือดูแลด้านโภชนาการในช่วงก่อนและหลังการผ่าตัดสำหรับผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นเนื้องอกร้ายที่มีความชุกสูงทั่วโลกที่ยังคงเพิ่มขึ้นในจีน จำนวนผู้ป่วยในประเทศคิดเป็น 1 ใน 3 ของทั้งหมดทั่วโลก ปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม

Health News : ไวรัสอีโบลาระบาดในยูกันดา

Health News : ไวรัสอีโบลาระบาดในยูกันดา

Health News : ไวรัสอีโบลาระบาดในยูกันดา

วันอาทิตย์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กระทรวงสาธารณสุขของยูกันดา ซึ่งเป็นประเทศในแอฟริกาตะวันออกแถลงยืนยันว่า เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลาในกรุงกัมปาลาที่เป็นเมืองหลวง และมีผู้ป่วยเสียชีวิตเป็นรายแรก เป็นการแพร่ระบาดครั้งที่ 9 นับตั้งแต่พบการแพร่ระบาดครั้งแรกในปี 2543 ผู้ป่วยที่เสียชีวิตเมื่อวันที่ 29 มกราคม เป็นบุรุษพยาบาลของโรงพยาบาล
ในกรุงกัมปาลา ก่อนหน้านี้เขาได้ไปรับการรักษาในหลายสถานที่ รวมถึงโรงพยาบาลที่เสียชีวิต และยังรับการรักษาแผนโบราณด้วย หลังจากมีอาการคล้ายเป็นไข้

ทางการได้ระบุรายชื่อบุคคลที่ต้องติดตามอาการทั้งหมด 44 คน เนื่องจากสัมผัสใกล้ชิดกับผู้เสียชีวิต ในจำนวนนี้เป็นบุคลากรด้านสาธารณสุข 30 คน อย่างไรก็ดี การติดตามอาการอาจประสบปัญหาเนื่องจากกรุงกัมปาลามีคนอาศัยอยู่หนาแน่นมากกว่า 4 ล้านคนและเป็นทางผ่านสำหรับการเดินทางไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างเซาท์ซูดาน คองโก รวันดาและอีกหลายประเทศ ด้านองค์การอนามัยโลกได้จัดสรรงบประมาณฉุกเฉินจำนวน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 34 ล้านบาท) เพื่อช่วยเหลือในการควบคุมการแพร่ระบาด

เชื้อไวรัสอีโบลาสามารถติดต่อได้ง่ายผ่านการสัมผัสกับสารคัดหลั่งและร่างกายของผู้ป่วย อาการระยะแรกจะมีไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ และเจ็บคอ อาการระยะที่ 2 จะมีท้องเสีย อาเจียน ผื่นตามผิวหนัง บางรายจะมีเลือดออกทั้งภายในและภายนอกร่างกาย มีโอกาสเสียชีวิตสูง

Health News : ยิ่งอายุยืนยิ่งอาจเสี่ยง ‘สมองเสื่อม’

Health News : ยิ่งอายุยืนยิ่งอาจเสี่ยง ‘สมองเสื่อม’

Health News : ยิ่งอายุยืนยิ่งอาจเสี่ยง ‘สมองเสื่อม’

วันอาทิตย์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

การประมาณการนี้อิงการศึกษาใหม่ที่พบว่า ความเสี่ยงมีภาวะสมองเสื่อมในช่วงชีวิตหนึ่งนั้นสูงกว่าที่เคยคาดไว้ โดยผู้คนมีโอกาสป่วยภาวะสมองเสื่อมมากถึง 4 ใน 10 หากเริ่มเข้าสู่ช่วงอายุ 55 ปี หากพวกเขามีอายุยืนยาวเพียงพอ อย่างไรก็ดี มีหลายขั้นตอนที่อาจช่วยลดความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อมได้ อาทิ การควบคุมความดันโลหิตสูงและปัญหาสุขภาพอื่นๆ ที่ไม่ดีต่อสมอง และยังคงไม่สายเกินไปที่จะลองพยายามลดทอนความเสี่ยงนี้แม้เข้าสู่วัยกลางคน

โจเซฟ โคเรช จาก แลงโกน เฮลธ์ (Langone Health) แห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ซึ่งเป็นผู้ร่วมเขียนการศึกษาดังกล่าวที่เผยแพร่ในวารสาร เนเจอร์ เมดิซีน (Nature Medicine)ระบุว่า การวิจัยทั้งหมดของพวกเขาชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่ผู้คนทำในวัยกลางคนนั้นมีความสำคัญอย่างแท้จริง

โรคอัลไซเมอร์เป็นรูปแบบหนึ่งของภาวะสมองเสื่อมที่พบได้มากที่สุด และการเปลี่ยนแปลงทางสมองที่เงียบงันซึ่งนำไปสู่โรคนี้ในที่สุดอาจเริ่มเกิดขึ้นในช่วง 20 ปีก่อนมีอาการ ส่วนภาวะสมองเสื่อมรูปแบบอื่น ๆ ได้แก่ ภาวะสมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือดสมอง เกิดขึ้นเมื่อโรคหัวใจหรืออาการโรคหลอดเลือดสมองขนาดเล็กส่งผลกระทบต่อการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงสมอง

Health News : ‘การงีบหลับ’ ช่วยพัฒนาการรับรู้-ความจำ

Health News : ‘การงีบหลับ’ ช่วยพัฒนาการรับรู้-ความจำ

Health News : ‘การงีบหลับ’ ช่วยพัฒนาการรับรู้-ความจำ

วันอาทิตย์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2568, 07.43 น.

เดอะ วอชิงตัน โพสต์ รายงานว่า การงีบหลับเป็นวิธีการง่ายๆ ที่สามารถช่วยกระตุ้นความสามารถการรับรู้ การเรียนรู้ และความทรงจำอีกทั้งบรรเทาภาวะการนอนหลับไม่เพียงพอในตอนกลางคืน โดยการงีบหลับแม้เพียง 10 นาทีนั้นส่งผลดีอย่างมากต่อการรับรู้ อารมณ์ และบรรเทาอาการง่วงซึมในช่วงบ่าย

รายงานอ้างอิงข้อมูลการวิเคราะห์อภิมานจากการศึกษา 54 รายการในปี 2022 พบว่า การงีบหลับตอนบ่ายสามารถเพิ่มความเฉียบแหลมทางจิตใจได้

คณะนักวิจัยเผยว่า ประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจากการงีบหลับช่วงบ่ายคือการตื่นตัวและความจำ ขณะที่ผลลัพธ์ชี้ให้เห็นว่า ความเร็วในการประมวลผลทางจิตใจยังดีขึ้นด้วย และผู้คนล้วนได้รับประโยชน์ไม่ว่าจะงีบหลับเป็นนิสัยหรือนอนหลับเพียงพอในคืนก่อนหน้า

Health News : ดื่มน้ำหวานมาก ทำยอดป่วยเบาหวาน-โรคหัวใจพุ่งสูง

Health News : ดื่มน้ำหวานมาก ทำยอดป่วยเบาหวาน-โรคหัวใจพุ่งสูง

Health News : ดื่มน้ำหวานมาก ทำยอดป่วยเบาหวาน-โรคหัวใจพุ่งสูง

วันอาทิตย์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผลการศึกษาที่เผยแพร่ในวารสารวิทยาศาสตร์ Nature ซึ่งเป็นความพยายามครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในการประเมินว่า การแพร่กระจายของรูปแบบการกินอาหารแบบตะวันตกส่งผลต่อสุขภาพทั่วโลกอย่างไร ระบุว่า การบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตจากโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคหัวใจและหลอดเลือดของผู้คนราว 340,000 รายต่อปีทั่วโลก

ผลการศึกษายังพบว่า เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเชื่อมโยงกับจำนวนผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เพิ่มขึ้น 2.2 ล้านราย และโรคหัวใจและหลอดเลือด 1.2 ล้านราย ในปี 2020 สัดส่วนที่ไม่สมดุลของกรณีเหล่านี้กระจุกตัวอยู่ในภูมิภาคทะเลทรายซาฮาราในแอฟริกา (sub-Saharan Africa) และลาตินอเมริกา ซึ่งเป็นสองทวีปที่มีการบริโภคเครื่องดื่มอัดลมเพิ่มขึ้นมากที่สุดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากบริษัทน้ำอัดลมต้องเผชิญกับยอดจำหน่ายที่ลดลงในอเมริกาเหนือและยุโรป จึงพยายามหาลูกค้าใหม่ในประเทศกำลังพัฒนา

New York Times รายงานเกี่ยวกับผลการศึกษาดังกล่าวว่า จำนวนผู้เสียชีวิตที่มีการคาดการณ์ไว้ 340,000 รายนั้นเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากการประเมินว่า เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลส่งผลต่อสุขภาพของคนทั่วโลกอย่างไรในครั้งก่อน โดยการศึกษาวิจัยในปี 2015ที่เผยแพร่ในวารสาร Circulation ประมาณการว่า อาจมีผู้เสียชีวิตจากการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลทั่วโลก 184,000 รายในปี 2010

Health News : รักษา ‘มะเร็งเต้านม’ แบบใหม่ ไม่ต้องผ่าตัด

https://www.naewna.com/lady/851200

Health News : รักษา ‘มะเร็งเต้านม’ แบบใหม่ ไม่ต้องผ่าตัด

Health News : รักษา ‘มะเร็งเต้านม’ แบบใหม่ ไม่ต้องผ่าตัด

วันอาทิตย์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2568, 12.45 น.

เดอะวอลล์ สตรีท เจอร์นัล (WSJ) รายงานข้อมูลใหม่ที่ระบุว่า ผู้หญิงบางคนที่ป่วยโรคมะเร็งเต้านม ระยะเริ่มต้น จะได้รับการเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด รวมถึงเข้ารับการผ่าตัดและการฉายรังสี ต่อเมื่อโรคลุกลามแล้วเท่านั้น

รายงานระบุว่ากลยุทธ์ข้างต้นคล้ายคลึงกับกลยุทธ์ที่ใช้รักษาโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ระยะเริ่มต้น โดยคณะแพทย์กำลังพิจารณาว่า จะสามารถยุติการบำบัดรักษาโรคมะเร็งบางชนิดได้หรือไม่เพิ่มขึ้น เพื่อผู้ป่วยไม่ต้องเผชิญผลข้างเคียงและช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย

แนนซี ชาน ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งเต้านมประจำศูนย์มะเร็งเพิร์ลมัตเตอร์ ของศูนย์การแพทย์ลังกอน แห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในการศึกษานี้ กล่าวว่า นี่เป็นการศึกษาฉบับแรกที่ยืนยันข้อสงสัยว่าผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่ำบางรายสามารถมีชีวิตต่อไปได้โดยไม่ต้องเข้ารับการผ่าตัด

อย่างไรก็ดี คณะแพทย์บางส่วนมองว่า ไม่มีข้อมูลระยะยาวเพียงพอจะพิสูจน์ว่าแนวทางดังกล่าวปลอดภัย ทั้งยังคงถกเถียงเกี่ยวกับความเข้มข้นของการรักษามะเร็งระยะเริ่มต้นลักษณะนี้ และการนิยามว่าเป็นโรคมะเร็งได้หรือไม่

ทั้งนี้ ผู้หญิงในสหรัฐฯ ถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมชนิดลุกลามปีละราว3 แสนราย แต่มีผู้หญิงถูกวินิจฉัยเป็นมะเร็งเต้านม “ระยะที่ 0” หรือมะเร็งในท่อน้ำนมชนิดไม่ลุกลาม (DCIS) เพิ่มเติม 50,000 ราย โดยมะเร็งในท่อน้ำนมชนิดไม่ลุกลามเกิดขึ้นเมื่อมีเซลล์มะเร็งในท่อน้ำนมของผู้หญิงแต่ไม่อยู่ในเนื้อเยื่อเต้านม

Health News : รักษา ‘มะเร็งเต้านม’ แบบใหม่ ไม่ต้องผ่าตัด

https://www.naewna.com/lady/851200

Health News : รักษา ‘มะเร็งเต้านม’ แบบใหม่ ไม่ต้องผ่าตัด

Health News : รักษา ‘มะเร็งเต้านม’ แบบใหม่ ไม่ต้องผ่าตัด

วันอาทิตย์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เดอะวอลล์ สตรีท เจอร์นัล (WSJ) รายงานข้อมูลใหม่ที่ระบุว่า ผู้หญิงบางคนที่ป่วยโรคมะเร็งเต้านม ระยะเริ่มต้น จะได้รับการเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด รวมถึงเข้ารับการผ่าตัดและการฉายรังสี ต่อเมื่อโรคลุกลามแล้วเท่านั้น

รายงานระบุว่ากลยุทธ์ข้างต้นคล้ายคลึงกับกลยุทธ์ที่ใช้รักษาโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ระยะเริ่มต้น โดยคณะแพทย์กำลังพิจารณาว่า จะสามารถยุติการบำบัดรักษาโรคมะเร็งบางชนิดได้หรือไม่เพิ่มขึ้น เพื่อผู้ป่วยไม่ต้องเผชิญผลข้างเคียงและช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย

แนนซี ชาน ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งเต้านมประจำศูนย์มะเร็งเพิร์ลมัตเตอร์ ของศูนย์การแพทย์ลังกอน แห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในการศึกษานี้ กล่าวว่า นี่เป็นการศึกษาฉบับแรกที่ยืนยันข้อสงสัยว่าผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่ำบางรายสามารถมีชีวิตต่อไปได้โดยไม่ต้องเข้ารับการผ่าตัด

อย่างไรก็ดี คณะแพทย์บางส่วนมองว่า ไม่มีข้อมูลระยะยาวเพียงพอจะพิสูจน์ว่าแนวทางดังกล่าวปลอดภัย ทั้งยังคงถกเถียงเกี่ยวกับความเข้มข้นของการรักษามะเร็งระยะเริ่มต้นลักษณะนี้ และการนิยามว่าเป็นโรคมะเร็งได้หรือไม่

ทั้งนี้ ผู้หญิงในสหรัฐฯ ถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมชนิดลุกลามปีละราว3 แสนราย แต่มีผู้หญิงถูกวินิจฉัยเป็นมะเร็งเต้านม “ระยะที่ 0” หรือมะเร็งในท่อน้ำนมชนิดไม่ลุกลาม (DCIS) เพิ่มเติม 50,000 ราย โดยมะเร็งในท่อน้ำนมชนิดไม่ลุกลามเกิดขึ้นเมื่อมีเซลล์มะเร็งในท่อน้ำนมของผู้หญิงแต่ไม่อยู่ในเนื้อเยื่อเต้านม

Health News : กัมพูชาเตือน ‘โรคหัดระบาด’

Health News : กัมพูชาเตือน ‘โรคหัดระบาด’

Health News : กัมพูชาเตือน ‘โรคหัดระบาด’

วันอาทิตย์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กระทรวงสาธารณสุขกัมพูชาออกคำเตือนในสัปดาห์ที่ผ่านมา เกี่ยวกับการระบาดเพิ่มของโรคหัด หลังพบผู้ป่วยโรคหัดอย่างน้อย 375 ราย ในปี 2024 หลังจากพบว่าจำนวน

ผู้ป่วยโรคหัดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในโรงเรียนและจังหวัดตามแนวชายแดนบางแห่งโดยตั้งแต่เดือนมกราคมถึงธันวาคมปีนี้ กัมพูชายืนยันจำนวนผู้ป่วยโรคหัดใน 17 จังหวัด รวม 375 ราย

กระทรวงสาธารณสุขกัมพูชาระบุในแถลงการณ์ว่า โรคหัดเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสซึ่งแพร่กระจายได้ง่ายและรวดเร็วผ่านทางระบบทางเดินหายใจ เช่น การไอหรือจาม อาการของโรคหัดมักปรากฏหลังจากได้รับเชื้อไวรัส 10-14 วัน ได้แก่ มีไข้สูง ไอ น้ำมูกไหล ตาแดงและมีน้ำตา และมีจุดผื่นขาวขนาดเล็กที่กระพุ้งแก้ม ผู้ป่วยโรคนี้มักมีผื่นแดงปรากฏตามร่างกายในช่วง 7-18 วัน หลังรับเชื้อ โดยเริ่มจากใบหน้าและลำคอส่วนบน จากนั้นลามไปยังมือและเท้า พร้อมเตือนให้ผู้ปกครองพาบุตรหลานที่มีอาการไข้สูง ไอ น้ำมูกไหล และมีผื่นแดง ไปพบแพทย์ที่ศูนย์สุขภาพหรือโรงพยาบาลใกล้บ้าน พร้อมเสริมว่าโรคนี้สามารถก่อให้เกิดอาการเจ็บป่วยรุนแรง เช่น ตาบอด สร้างความเสียหายต่อสมอง หรือกระทั่งเสียชีวิต โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่มีภาวะทุพโภชนาการ

กัมพูชาเคยประกาศว่าตนเป็นประเทศปลอดโรคหัดเมื่อเดือนมีนาคม 2015 แต่กลับมาพบผู้ป่วยโรคหัดรายแรกอีกครั้งใน 7 เดือนต่อมา