3 ปมคาใจเรื่องเบาหวานที่คนต้องการรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/598220

  • วันที่ 19 พ.ย. 2562 เวลา 06:00 น.

3 ปมคาใจเรื่องเบาหวานที่คนต้องการรู้

ไขข้อข้องใจ… เป็นเบาหวานกินทุเรียนได้ไหม? แล้วค่าความเสื่อมของไตล่ะ? สุดท้ายเบาหวานเป็นแล้วมีโอกาสหายหรือไม่?

“เบาหวาน” เป็นโรคใกล้ตัวที่มีสถิติคนไทยป่วยเป็นโรคนี้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เกิดจากการที่ฮอร์โมนอินซูลินซึ่งสร้างจากตับอ่อนมีระดับต่ำหรือน้อยกว่าปกติ ทำให้ร่างกายนำน้ำตาลไปใช้ไม่ได้ ส่งผลให้มีน้ำตาลอยู่ในกระแสเลือดสูงขึ้นจึงทำให้เป็นเบาหวานในที่สุด

ครั้งนี้เราได้เรียนถามกับทีมแพทย์จากกลุ่มโรงพยาบาลพริ้นซ์ กลุ่มโรงพยาบาลพิษณุเวช และโรงพยาบาลอื่นๆ ในเครือบริษัท พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ จำกัด ถึงปัญหาคาใจที่คนส่วนใหญ่อยากรู้ แต่ก่อนอื่นคุณหมอได้เกริ่นถึงเรื่องของโรคเบาหวานให้เรารู้จักคร่าวๆ ว่า

โรคเบาหวานมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ทั้ง “กรรมพันธุ์” เป็นปัจจัยสำคัญของการเป็นโรคเบาหวาน นอกจากนี้ “อาหาร” ยังมีส่วนที่ทำให้เกิดเบาหวานได้ มีงานวิจัยพบว่า ผู้ที่รับประทานของหวานที่ประกอบไปด้วยน้ำตาล หรืออาหารที่มีแคลอรีสูง เช่น ไขมัน ของมัน หรืออาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูป เช่น ไส้กรอก กุนเชียง เบคอน ตลอดจนเครื่องดื่มยอดฮิตต่างๆ เช่น ชานมไข่มุก เมื่อรับประทานเข้าไปมากๆ จะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดโรคอ้วนและโอกาสที่เป็นเบาหวานก็เพิ่มสูงขึ้นตามลำดับ

นอกจากนี้ “ไลฟ์สไตล์” หรือรูปแบบของการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ ทำให้คนในยุคปัจจุบันหันไปรับประทานอาหารจานด่วนหรือฟาสต์ฟูดมากขึ้น โดยพฤติกรรมดังกล่าวล้วนเสี่ยงทำให้เป็นเบาหวานเช่นกัน คุณหมอจึงได้แนะนำวิธีสังเกตตัวเองเบื้องต้นว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานหรือไม่ รวมไปถึงวิธีปฏิบัติตนเพื่อไม่ให้มีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ดังนี้

สำรวจตนเองก่อนเข้าเกณฑ์กลุ่มเสี่ยง

ผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน ได้แก่ 1. ผู้ที่มีบิดาหรือมารดาหรือพี่น้องมีประวัติเป็นเบาหวาน เรียกว่าเป็นความเสี่ยงตามพันธุกรรม 2. ผู้ที่มีภาวะโรคอ้วน และ 3.ผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย ทั้งสามปัจจัยนี้เป็นความเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดเบาหวาน หากไม่ระมัดระวังในการรับประทานอาหาร ก็จะมีโอกาสเป็นเบาหวานได้ง่าย อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีรูปร่างปกติ ผอม หรือมีรูปร่างสมส่วน ก็สามารถอยู่ในกลุ่มเสี่ยงของการเป็นโรคเบาหวานได้เช่นกัน

การรับประทานอาหาร สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานอยู่แล้ว ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ ซึ่งจะมีการให้ยาเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยผู้ป่วยต้องทำความเข้าใจก่อนว่า สิ่งที่เรามีในร่างกายคือ น้ำตาลที่สูงเกินไป ดังนั้น สิ่งที่ควรคำนึงถึงคือ อาหารที่จะรับประทานเข้าไปนั้น จะไปเพิ่มน้ำตาลในกระแสเลือดให้สูงขึ้นหรือไม่ โดยอาหารจำพวกแป้ง โปรตีน ผักและผลไม้ต่างๆ นับว่าจำเป็นต่อร่างกายอยู่แล้ว แต่ควรรับประทานให้พอประมาณ ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป ขณะเดียวกันควรหมั่นออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง

ทุเรียน กับ ผู้ป่วยเบาหวาน ?

ทุเรียน ราชาแห่งผลไม้ที่ใครหลายคนชื่นชอบ สำหรับผู้ที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยง และตรวจเลือดแล้วว่าไม่เป็นเบาหวาน สามารถรับประทานได้ แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ควรระมัดระวัง หากรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน โอกาสความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานก็จะเพิ่มสูงขึ้น สำหรับผู้ป่วยเป็นเบาหวาน ส่วนใหญ่แพทย์จะแนะนำให้รักษาระดับน้ำตาลให้ได้ตามเป้าหมายก่อน ก็จะสามารถรับประทานได้ แต่อาจจะหันไปลดปริมาณอาหารอย่างอื่นแทน ซึ่งแนะนำว่าผู้ที่เป็นเบาหวานควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวด้วยจะเป็นผลดีที่สุดต่อตนเอง

เป็นเบาหวานแล้ว โรคไตจะถามหาหรือไม่ ?

มีรายงานว่า ผู้ที่เป็นเบาหวานที่วินิจฉัยครั้งแรกจะมีค่าไตเสื่อมประมาณ 20-30% สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานมานาน 5-10 ปี จะมีความเสื่อมของไตเกิดขึ้นแล้วประมาณ 50% ยิ่งหากรับประทานอาหารรสเค็ม จะส่งผลให้ความดันสูงขึ้นตามไปด้วย

โรคเบาหวานแล้วมีโอกาสหายหรือไม่ ?

ผู้ที่เป็นเบาหวานในระยะเริ่มต้น หากสามารถคุมอาหารได้ รักษาระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี ไม่ว่าจะทานยาหรือไม่ทานยาก็ตาม หมั่นออกกำลังกาย ระดับน้ำตาลอาจจะกลับมาในภาวะก่อนเป็นโรคเบาหวานได้ แต่ไม่สามารถใช้คำว่าหายขาดได้ หากไม่ดูแลตนเองให้ดีก็สามารถกลับมาเป็นได้อีก

ดังนั้น สิ่งสำคัญคือต้องพึงระลึกและบอกตนเองเสมอว่า ทำอย่างไรให้การรับประทานอาหารกับการใช้ยามีความสมดุลกัน ต้องกระจายมื้ออาหารอย่างไรที่ไม่ให้ระดับน้ำตาลสูง ควรออกกำลังกายในช่วงไหนบ้างที่จะให้น้ำตาลที่เรารับประทานเข้าไปนั้นอยู่ในภาวะที่สมดุลกัน หากรับประทานน้อยเกินไป เกิดภาวะน้ำตาลต่ำก็เป็นอันตราย หากรับประทานมากเกินไปน้ำตาลสูงก็เกิดโรคแทรกซ้อน ดังนั้น การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และการใช้ยา ต้องสมดุลกัน

 

ภาพ freepik

วัยรุ่น วัยหวาน กับเบาหวานที่รุนแรงกว่าวัยสูงอายุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/606657

  • วันที่ 18 พ.ย. 2562 เวลา 13:58 น.

วัยรุ่น วัยหวาน กับเบาหวานที่รุนแรงกว่าวัยสูงอายุ

ตัวเลขคนไทยป่วยเป็นโรคเบาหวานแตะ 4.8 ล้านคน ตายวันละ 200 คน สาเหตุหลักมาจาก “เนือยนิ่ง-อ้วน-อายุมาก” ซ้ำร้ายเบาหวานในวัยรุ่นมีความรุนแรงกว่าที่เกิดในวัยกลางคนและผู้สูงอายุ

ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์ นายกสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย และประธานคณะกรรมการเครือข่ายคนไทยไร้พุง กล่าวในงานแถลงข่าววันเบาหวานโลก 2562 World Diabetes Day Thailand 2019 Together Fight Diabetes ว่า ปัจจุบันประชากรไทยวัยผู้ใหญ่ป่วยเป็นโรคเบาหวานถึง 4.8 ล้านคน และมักเกิดภาวะแทรกซ้อนเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมาจากวิถีชีวิตแบบเนือยนิ่ง โรคอ้วน และอายุที่มากขึ้น

ในจำนวนนี้มีผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยและดูแลรักษาเพียงร้อยละ 35.6 หรือเพียง 2.6 ล้านคน บรรลุเป้าหมายในการรักษาได้เพียง 0.9 คน ทำให้อัตราการเสียชีวิตจากโรคเบาหวานในเมืองไทยมีมากถึง 200 รายต่อวัน คาดการณ์ว่าความชุกของโรคเบาหวานจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 5.3 ล้านคนภายในปี 2583 ซึ่งหากดูแลรักษาได้ไม่ดีอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคไต และการถูกตัดเท้าหรือขา

นอกจากนี้ ยังพบว่าโรคเบาหวานที่เกิดในวัยรุ่น วัยหนุ่มสาว และผู้ใหญ่วัยต้นนั้น มีข้อมูลชี้ชัดว่าโรคมีความรุนแรงกว่าเบาหวานที่เกิดในวัยกลางคนและผู้สูงอายุ รวมถึงตอบสนองต่อการรักษาได้น้อยกว่า นำไปสู่การเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ อย่างรวดเร็วและรุนแรงกว่า สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นกลุ่มประชากรในวัยทำงาน

เยาวชนที่เป็นเบาหวานตั้งแต่วัยเด็กเล็กและวัยเรียน จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด เพื่อผู้ป่วยสามารถดูแลตนเองได้ แต่อุปกรณ์ดังกล่าวไม่ครอบคลุมอยู่ในรายการของสำนักง่านหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และมีค่าใช้จ่ายอยู่ราว 13,000 ต่อปี ทำให้ครอบครัวของผู้ป่วยที่มีฐานะยากจน ไม่สามารถเข้าถึงอุปกรณ์นี้ได้ หลายหน่วยงานจึงได้ร่วมมือจัดกิจกรรมระดมทุนช่วยเหลือเยาวชนกลุ่มนี้ที่มีอยู่ราว 100,000 คน ในประเทศไทย

ไลฟ์สไตล์ที่เป็นสาเหตุในการก่อโรคเบาหวาน และ NCDs

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวว่า เบาหวานเป็นหนึ่งในโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ Non-Communicable diseases: NCDs ที่คุกคามประชากรทั่วโลก อันมีสาเหตุจากพฤติกรรมทางสุขภาพที่ไม่เหมาะสม ได้แก่ การรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ การมีกิจกรรมทางกายไม่เหมาะสม การสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โรค NCDs เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของโลกและประเทศไทย โดยทั้งโลกมีผู้เสียชีวิตปีละมากกว่า 40 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 71 ของการเสียชีวิตทั้งหมด ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา สามารถคำนวณมูลค่าความสูญเสียถึง 47 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2573 หากไม่มีการดำเนินการแก้ไข ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตประมาณ 400,000 คนต่อปี คิดเป็นร้อยละ 76 ของการเสียชีวิตทั้งหมด และครึ่งหนึ่งเสียชีวิตก่อนวัยอันควร คิดเป็นมูลค่าความสูญเสียร้อยละ 2.2 ของ GDP ต่อปี

แนะนำกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพที่น่าสนใจ

Fight Diabetes Run วิ่งสู้เบาหวาน

กิจกรรมเดินสะสมระยะ (Virtual Run) วิ่งส่งเสริมสุขภาพ และระดมทุนช่วยกองทุนเบาหวานเด็ก สามารถสมัครเป็นทีมทีมละอย่างน้อย 3 คน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ที่ Line @FightDiabetesRun หรือสามารถซื้อเสื้อและเหรียญที่ระลึก ได้ในราคารวม 450 บาท เริ่มส่งผลเดินวิ่ง ได้ตั้งแต่ 14 พ.ย. 2562–15 ม.ค. 2563 โดยทีมที่สามารถสะสมระยะทางได้มากที่สุดจะได้รับโล่เชิดชูเกียรติ เป็นองค์กรหรือครอบครัวตัวอย่างห่างไกลเบาหวาน นอกจากนี้จำนวนระยะทางรวมที่ผู้เข้าร่วมทั้งหมดเดิน-วิ่งได้ จะแปลงเป็นเงินบริจาคช่วยผู้ป่วยเด็กเบาหวาน โดย 1 กิโลเมตร มีค่าเท่ากับ 1 บาท โดยเงินจำนวน 13,000 บาท สามารถช่วยเด็กเบาหวาน 1 คนให้มีชีวิตที่ดีขึ้นได้เป็นเวลา 1 ปี

Active Meeting Challenge ภารกิจท้าคุณขยับ

เป็นการประกวดคลิปออกกำลังกายระหว่างพักการประชุมหรือการปฏิบัติงาน เพื่อกระตุ้นให้คนในองค์กรให้ความสำคัญกับการเพิ่มการขยับร่างกายในชีวิตประจำวัน และตระหนักถึงภัยอันตรายของการนั่งทำงานติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงในการเกิดโรค NCDs รวมถึงเบาหวาน กิจกรรมนี้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาองค์กรไปสู่การเป็น Healthy Organization หรือองค์กรสุขภาพพดี สามารถส่งผลงานเข้าประกวดได้ตั้งแต่วันนี้-31 ม.ค. 2563

กิจกรรม Healthy Family Workshop

เชิญชวนสมาชิกในครอบครัวมาร่วมเวิร์กชอปปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและออกกำลังกาย ในรูปแบบกิจกรรมเรียนรู้ที่สนุกสนาน สามารถนำไปใช้กับสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ครอบครัวห่างไกล NCDs และเบาหวาน ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดและประกาศรับสมัครได้ผ่านทางแฟนเพจเครือข่ายคนไทยไร้พุง

Together Fight Diabetes Fair

กิจกรรมวันรวมพลังสู้เบาหวานและโรค NCDs ที่จะจัดขึ้นในช่วงเดือน ก.พ. 2563 นี้

Obsessive Compulsive Disorder (OCD)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/lifestyle/30378388?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Obsessive Compulsive Disorder (OCD)

Nov 18. 2019

By Thonburi Healthcare Group

The Nation
967 Viewed

Welcome to Health Talk programme. We’re at Thonburi Hospital’s Pediatric Centre. Dr Tanatip, please talk about the Obsessive Compulsive Disorder (OCD) in children as well as adults. Generally, a classic OCD case is when someone happens to wash their hands countless times or maybe spend an hour doing so until their hands are hurt. In other words, we could say that if someone do something repeatedly in a compulsive manner that negatively affects the normal lifestyle or a person’s functionality. Th

However, some people may do things repeatedly, but their way of life is not significantly affected. For example, when I myself go to the airport for overseas business travel, I often touch my pocket to check if my passport is there. I could do it three times just to make sure I really have the passport with me. Doctors say that’s ok or sometimes people are worried if their cars are properly locked  because they may have something valuable inside or may have just purchased a new and expensive item left inside the car. So you want to make sure your vehicles are really secured.

In other words, you are alright if your behavior is not affecting your functionality. Many adults have some mild forms of compulsive behavior which are positive. However, if you keep doing these things repeatedly for hours or for days, then it’s OCD since you would not be able to do things properly.

In children, there are also cases of OCD caused by anxiety. There is a term, Tiger’s Mum, used to depict Asian mothers in the US following the Korean and Vietnam wars. These so-called Tiger’s Mums were very strict with their children (in terms of discipline on education) after they had emigrated to the US.  Later on, we should discuss OCD in children with the pediatrician.

Next, we will talk to Dr Chalermpol, who specializes in children’s OCD. Dr Chalermpol, what’s OCD in children?  OCD is quite common in Thailand. We have seen cases of patients who are excessively fearful of germs and diseases so they wash their hands very often. Some people use up a bar of soap in one day and their hands are hurt due to excessive washing.

Such a behavior is sometimes said to be a personal trait, but medically, it’s an OCD when someone spends more than one hour per day doing this kind of thing repeatedly, negatively affecting one self as well as other people. An OCD also includes some form of cognitive problem.

There are many examples of OCD. For instance, there was a household which had never disposed their garbage. One day their neighbors reported the matter to police because the mountain of garbage had resulted in foul odor and a potential outbreak of diseases.

What’s about someone collecting a huge number of stuffs such as handbags. In that case, it’s rather different since the collector may be a collector and trader of those goods which are useful and the behavior hurts no one. Some people may be a toys’ collector. However, if you collect garbage, it hurts you and your neighbors due to the bad smell and lack of hygiene which could result in infectious diseases.

Other examples include those compulsively fearful of germs and disease contraction as happened in some people cleaning their personal belongings excessively or avoiding to eat something because they cannot be sure if they are perfectly clean. Some people are also compulsive in the sense that they want to adjust an object’s setting even though the things do not belong to them.

One patient wanted to move a picture frame in a public place just because it wasn’t placed exactly the way he liked it. That’s a problem. It’s kind of perfectionism even though it’s not your belongings.

What is the remedy for these people? First of all, we have to do tests to make sure if it’s an OCD case, not just some personality traits. Once diagnosed as an OCD case, it is believed that there is some form of cognitive problem regarding brain chemistry resulting in the repetitive pattern of thoughts. Normally, people when they are worried they may think about the same topic many times but after a while they tend to move to something else. But OCD patients cannot move to the next topic or it takes them a very long time to do so.

For those who like to double-check or triple-check their house’s lock before leaving, the border line is whether such a behavior is excessive or counter-productive. If you have to do it for hours and could not leave your home, then, it’s an OCD case, but if you do it for two minutes that’s not an OCD.

Some people have an obsession with bad and good omen in the form of certain colors or numbers so they could not function properly unless they are changed. For example, if you happen to get a hotel room with a certain room number you may not like, it could be a problem if the room could not be changed due to full occupancy.

OCD cases also have the heredity element. In some cases, the parents have some forms of OCD which could genetically affect their children. The condition is worse when there is stress and anxiety at home and school due to the environmental factor. In addition, there are brain chemistry and other problems. If a kid with OCD grow ups in a household very strict on cleanliness, the kid’s condition could worsen.

 

If there is some form of brain infection, it will also contribute to the existing condition. In terms of treatment, we have to diagnose first if it’s really an OCD and we also have to find out the underlying psychological factors behind the fears. Family and school also have to play their role in the treatment process involving various therapeutic measures. We also need medication to address the brain’s chemical imbalance.

Time is up. We thank Thonburi Hospital and Thonburi Healthcare Group for this programme. Good Bye and Sawasdee Krub.

How to make your neck look longer

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/lifestyle/30378422?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

How to make your neck look longer

Nov 17. 2019
By Thanisorn Thamlikitkul
Special to The Nation

1,481 Viewed

A V-shaped visage is coveted by many women, especially in Asia, because it is considered to impart a youthful appearance, while a slender, long neck is considered to be very elegant for woman and is much envied. It usually goes with a slimmer face shape and gives a feminine appearance. Although the neck plays an important role in facial beauty, treatment options for contouring and refining this area have been relatively limited. Thanks to the recent advanced technique of botulinum toxin injectio

The platysma and trapezius muscles found in the neck and shoulders can affect the appearance of the length of the neck. The platysma is a broad muscle that spreads from the chest up the neck to the jaw. Each of the muscles of the face perform a different function — some lift up and some pull down. Over time, the bands of platysma in the lower face can pull the skin downwards, which exaggerates a droopy and undefined jawline and neck. Botulinum toxin can be utilised to relax and reduce the downward pull of the platysma muscle band, resulting in the enhancement of the lower facial contour and neck envelope. A well-defined chin and jawline can create the look of a longer neck.

The trapezius is another thick and large band of muscles which supports our neck and shoulders. It is often considered to be desirable for bodybuilders. However, for women a fully developed trapezius can make the neckline shorter. Most recently, botulinum toxin injections have been proved to be effective in relaxing the fully developed trapezius muscles. This will eventually make them less conspicuous and reduce the muscle size for lean and feminine shoulder lines which, in turn, help to improve the neck length.

The combination of injecting botulinum toxin to the platysma and trapezius muscles, will thus allow the neck to appear longer. It is an easy, painless 20-minute procedure. Best of all, there is no recovery time, there are no scars, and no need for anaesthesia. After one to two months of treatment, good aesthetic results can be noticed. The result is temporary and lasts 4-5 months.

A proper selection of affected muscles and a dose of toxin are essential efficiency parameters. The toxin’s purity minimises the potential for allergic reactions and helps it work more effectively.

“Jinta Homemade Icecream” ไอศกรีมกินเป็นยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/606378

  • วันที่ 14 พ.ย. 2562 เวลา 17:40 น.

"Jinta Homemade Icecream" ไอศกรีมกินเป็นยา

รู้จัก “Jinta Homemade Icecream” แบรนด์ไอศกรีมที่ทำจากผักและผลไม้ ด้วยหวังให้คนกินมีสุขภาพที่ดี

***********************************

โดย…รัชพล ธนศุทธิสกุล

ของหวานๆ เย็นๆ ไม่มีพ่อคนไหนอยากให้คนรักทานในปริมาณที่มากเกิน

แต่ถ้าเป็น ‘Jinta Homemade Icecream’ แบรนด์ไอศกรีมที่นำเอาผักและผลไม้มาผสมจนได้รสชาติที่ถูกลิ้นพร้อมกับสารวิตามินและแร่ธาตุ ‘หนุ่ม เมธวัจน์ เกียรติกีรติสกุล’ เซลล์แมนด้านโลจิสติกส์เป็นคนที่คุณจะต้องรู้จัก

“เราป่วยเป็นมะเร็ง เราหาสาเหตุไม่เจอมาจากการที่เรากินสารเคมีสะสมๆ ซึ่งถ้าเราหรือคนรอบข้างไม่ป่วย เราก็มักจะไม่ใส่ใจ” เขากล่าวก่อนจะพาเราไปสัมผัสยารสหวานทานง่ายกับไอศกรีม ‘Jinta Homemade Icecream’

จุดประกายจากลูกสาว

นอกจากความชอบในการทานไอศกรีมตั้งแต่เด็กจนโต สิ่งที่ทำให้พนักงานเซลล์ด้านโลจิสติกส์ลุกขึ้นมาสร้างแบรนด์ไอศกรีมเพราะลูกสาวตัวน้อยที่กำลังจะลืมตาดูโลก

“ภรรยาตั้งท้องลูกคนแรก ก็เลยคิดที่จะหารายได้เสริม แรกๆ ก็มองว่าจะทำกาแฟหรือเบเกอรี่แต่คนก็ทำกันเยอะแล้ว ไอศกรีมก็น่าจะเข้าทางและเราก็ชอบอยู่แล้วด้วยเวลาเหนื่อยๆ เครียดๆ ช่วยให้ผ่อนคลาย”

ไม่นานหนุ่มตัดสินใจเข้าคอร์สลงเรียนการทำไอศกรีม 2 วัน ได้ความรู้พื้นฐานในการทำและทำไอศกรีมออกมาเป็นรสชาติในตลาดอย่างรสมิ้นต์ รสวนิลา รสสตอเบอร์รี่ ฯลฯ ซึ่งหลังจากนั้นหนุ่มใช้ระยะเวลาเกือบปีทำให้ครอบครัวกินก่อนจะเริ่มทำขายในชื่อแบรนด์  ‘Jinta Homemade Icecream’ ทางออนไลน์ผ่านเพจเฟซบุ๊ก

“พ่อค้าใหม่แรกๆ ลูกค้าแรกก็ญาติๆ เพื่อนๆ ช่วยกัน เพราะเราไม่มีความรู้เรื่องการออกบูท การจัดร้าน แต่หลังค้าขายได้สักระยะก็มีคนแนะนำไปออกตลาดออกบูท จากนั้นก็เลยไปออกบูทเรื่อยๆ” เซลล์แมนหนุ่มวัย 40 เล่าด้วยรอยยิ้ม เพราะแม้การค้าจะไม่ปังดังเปรี้ยงแต่ก็พอที่จะพยุงสร้างรายได้ตามจุดประสงค์

“คนซื้อก็คนมาเดินตลาดแล้วร้อนก็ซื้อ แต่ไม่มีการกลับมาซื้อซ้ำเพราะมันก็มีรสชาติทั่วไปที่หาทานได้ทุกตลาด”

หวานรักษาสุขภาพ

เมื่อลงสนามขายมากขึ้น ยิ่งทำให้หนุ่มได้รับองค์ความรู้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกับการออกบูทตลาดออร์แกนิกทำให้หนุ่มเปลี่ยนแปลงแนวคิดการทำไอศกรีมแบบตลาดทั่วไปมาเป็น ‘ไอศกรีมสุขภาพ’

“ประมาณปีที่ 4 ของการขายก็มาออกบูทออร์แกนิก เจอกับเพื่อนๆ พี่ๆ ที่เชี่ยวชาญด้านอาหารสุขภาพเขาก็มาแนะนำทำไมเราไม่ทำไอศกรีมที่มาจากผลไม้ จริงๆ เรากลัวว่าเราไม่ได้เป็นพ่อค้าแม่ค้าผลไม้มาทำกลัวว่าบูดแล้วเราไม่รู้ ก็ไม่กล้าเล่น แต่ก็ได้รับคำแนะนำผลไม้ที่เสียยากๆ อย่าง เสาวรส และพอมาทำปรากฏว่าลูกค้าชอบมาก”

และนอกจากหนุ่มเริ่มติดใจทดลองลองเอาผลไม้ทั้งที่นิยมและไม่นิยม เช่นตะลิงปลิง มะเกี๋ยง มะยม มาทำลิสต์รายการตัวต่อมาหมุนเวียนกันไปตามฤดูกาลนั้นๆ อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้มุ่งเต็มตัวทางด้านนี้ก็เพราะใช้ชื่อลูกตั้งเป็นชื่อแบรนด์ หนุ่มจึงยึดหลักทำให้ครอบครัวกินมาตลอดฉะนั้นเมื่อรู้ว่าการที่ใส่สีแต่งหรือการปรุงรสหนักๆ จะเกิดการสะสมส่งผลก่อโรคกับร่างกายได้ เขาจึงไม่เพียงทำไอศกรีมจากผลไม้ปลอดสารพิษแต่ยังได้ปรับลดสารให้ความคงตัวที่ให้ไอศกรีมอยู่ได้นานอีกด้วย

“เราใช้ชื่อลูกตั้งเป็นชื่อแบรนด์เรา เราก็พยายามทำออกมาให้ดีที่สุด แต่คำว่าดีที่สุดสมัยก่อนเราไม่เข้าใจ เราไม่รู้เห็นคนอื่นเขาใส่กินได้เราก็ใส่ แต่พอออกบูทออร์แกนิก มีการเสวนาได้ฟังวิชาการ เราป่วยเป็นมะเร็ง เราหาสาเหตุไม่เจอมาจากการที่เรากินสารเคมีสะสมๆ ไปเรื่อยๆ

“ผมเลยเปลี่ยนทั้งลดสารให้ความคงตัวลงครึ่งๆ ไอศกรีมเราอยู่ได้ 4 เดือน จากปกติที่เขาทำขายกันที 1 ปี และก็ก่อนใส่เมนูผลไม้ เราก็จะชิมว่าหวานเกินไปหรือไม่ถ้าหวานก็จะลดน้ำตาล คือเนื่องจากว่าลูกเราก็ทาน ผมไม่รู้ว่าลูกจะกินถ้วยไหน ฉะนั้นทุกถ้วยตั้งใจทำให้ออกมาดีที่สุด”

ทำไอศกรีมเป็นยา

หลังมองเห็นว่าในงานออกบูธออร์แกนิกไม่มีเพียงแค่ผลไม้เท่านั้นแต่ยังมีผักที่ปลูกแบบไร้สารพิษ หนุ่มจึงไม่รอช้าที่จะหยิบจับมาเป็นส่วนผสม

โดยเริ่มจากรส ‘ผักขม-ฟักทอง’ ทำออกมาแล้วได้สีเหลืองกับเขียวเป็นริ้วๆ ในเนื้อไอศกรีมที่นอกจากสวยงามแล้วยังเต็มไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ และถัดมาเป็นรส ‘คะน้า-สาระแน่’ จนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่ซ้ำใครดึงดูดให้ผู้คนสนใจ ซึ่งล่าสุดมีรสชาติของ ‘มะระชีสเค้ก’ และ ‘ผักชี’ เพิ่มเป็นทั้งหมด 4 เมนูไอศกรีม

“เราเริ่มชัดเจนในคำว่าอาหารเป็นยามากขึ้น วันนั้นที่คิดไอเดียไอศกรีมกินเป็นยาก็เพราะเจอคุณหมอเรียนด้านพฤกษศาสตร์นั่งคุยถกกันเรื่องการนำสมุนไพรมาเป็นอาหาร เราอยู่ในวงด้วยก็เลยปรึกษามาทำเป็นไอศกรีมมันสามารถกินเป็นยาได้หรือเปล่า เขาก็บอกว่ามันสามารถทำได้”

ไอครีมแบรนด์ Jinta Homemade Icecream  พัฒนาเรื่อยๆ มาและเมื่อลูกสาวคนที่ 2 เกิด เขาได้ต่อยอดเพิ่มผลิตภัณฑ์ชื่อ “ณีวา” เป็นไอติมแท่ง ‘รสงาดำ-ชาร์โคล’ เพื่อเสริมสร้างแคลเซียม และ ‘รสขิง-ขมิ้น’ ช่วยในการเคลือบกระเพาะและขับลม

“อร่อยอย่างเดียวไม่ได้ ไอศกรีมมันเป็นของที่คนเราทุกข์ เบื่อๆ เซ็งๆ  มันเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้บูสขึ้นมาได้ แต่บูสจิตใจอย่างเดียวไม่บูสร่างกายมันก็ไม่โอเคเท่าไหร่ คือถ้าไม่มีคนใกล้ตัวหรือตัวเราไม่ป่วยขึ้นมาเราจะไม่คิดถึง”

สุขร่วมเสพ ส่งสิ่งดีแค่ยิ้มก็สุขใจ

ความต้องการที่นอกจากเรื่องสุขภาพชีวิตที่ดีขึ้นอันเป็นหลักยึดของ ‘Jinta Homemade Icecream’ หนุ่มยังคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

“บรรจุภัณฑ์มันเป็นอัตโนมัติพอใส่ใจเรื่องสุขภาพสิ่งแวดล้อมมันตามมาเองเพราะเราคลุกคลีกับคนในกลุ่มตลาดออร์แกนิกที่เขาทำเรื่อง zero waste การลดขยะและปลูกฝังให้ทุกคนช่วยกัน เราก็ได้แนวคิดนี้มาใช้และนำกระทงกับกาบหมากมาใส่ไอศกรีมของเรา”

เมื่อถามถึงโรดแมปต่อไปในอนาคต หนุ่มเผยว่าตอนนี้ก็วางแพลนไว้ว่ามองหน้าหาร้านเล็กๆ สักที่1 เพื่อรันธุรกิจไปเรื่อยๆ เพราะอยากให้ทุกๆ คนใส่ใจในเรื่องสุขภาพ

“มันเป็นคล้ายๆ กุศโลบายเล็กๆ ให้คนไม่กินผักได้กินผัก ซึ่งตอนแรกเรามองจะให้เด็ก แต่เราเจอผู้ใหญ่ไม่กินผักเยอะมาก เขามาลองกินและกินได้ สุขภาพเขาดี ชีวิตดี มันก็ช่วยให้สิ่งดีๆ เกิดขึ้นตามมา ผมก็เลยยิ่งต้องการทำไปเรื่อยๆ”

คุณพ่อลูก 2 กล่าวทิ้งท้ายพร้อมกับบอกว่าในวันนี้ธุรกิจแม้จะยังอยู่ในช่วงไต่ขึ้นภูเขา แต่ความสำเร็จของเขาไม่ใช่ที่ยอดขายเยอะๆ หากแต่เป็นทุกๆ ลูกไอศกรีมที่ส่งออกไปสามารถสร้างรอยยิ้มให้ผู้รับนั้นก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว

หมอผิง ธิดากานต์ เผยเทคนิคพิชิตสุขภาพดีรับปี 2020 ด้วย Sustainable Health

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/606266

  • วันที่ 13 พ.ย. 2562 เวลา 13:00 น.

หมอผิง ธิดากานต์ เผยเทคนิคพิชิตสุขภาพดีรับปี 2020 ด้วย Sustainable Health

พญ.ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล แพทย์วุฒิบัตรเวชศาสตร์ชะลอวัย (สหรัฐอเมริกา) เผยเทรนด์การดูแลสุขภาพพิชิตสุขภาพดีอย่างยั่งยืน ร่วมกับเนสท์เล่ พร้อมเจาะลึกเคล็ดลับการมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน ด้วย 3 เคล็ดลับ “ฟู้ดดี” ” ฟิตดี” “อารมณ์ดี”

ต้องยอมรับว่าปัจจุบันปัญหาสุขภาพของคนไทยที่เกิดขึ้นจากไลฟ์สไตล์และปัจจัยแวดล้อมต่างๆ มีมากขึ้น ทั้งโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ซึ่งถือเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตของคนไทยถึงประมาณ 3.1 แสนคน หรือคิดเป็นร้อยละ 73 ของการเสียชีวิตทั้งหมด และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนั้น ยังมีโรคที่กำลังเป็นเทรนด์เพิ่มขึ้น เช่น ปัญหาทางด้านภาวะจิตใจ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ หรือปัญหาคนวัยกลางคนที่ต้องดูแลทั้งผู้สูงอายุและเด็ก จนอาจเกิดความเครียดได้

ด้วยเหตุนี้ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด จึงต้องการส่งเสริมให้คนไทยหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพ เริ่มได้ง่ายๆ ด้วยหลัก 3อ. เพื่อให้มีสุขภาพดี จึงได้จัดงาน 3อ. อวอร์ด Challenge ขึ้น ด้วยอยากให้คนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพของตัวเองมากขึ้น เพราะการมีสุขภาพดีไม่ใช่เรื่องยาก สามารถเริ่มได้ง่ายๆ ด้วยตนเอง จึงเดินหน้าจัดกิจกรรมต่างๆ ภายใต้แคมเปญ “เนสท์เล่ คนไทยแข็งแรง” เพื่อส่งเสริมให้คนไทยมีชีวิตดีๆ เริ่มง่ายๆ ด้วย 3 อ. ได้แก่ อาหาร ออกกำลังกาย และอารมณ์ ซึ่งถือเป็น 3 สิ่งพื้นฐานของการมีสุขภาพดีอย่างแท้จริง

พร้อมเผยเทรนด์พิชิตสุขภาพดีปี 2020 เจาะลึกเคล็ดลับการมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืนสำหรับคนรุ่นใหม่ ชู 3 เคล็ดลับ ฟู้ดดีกับอาหารสไตล์แพลนต์เบส (Plant-Based Diet) ที่เน้นพืชเป็นหลัก ฟิตดีกับการออกกำลังกายแบบฟังก์ชันนัล เทรนนิ่ง (Functional Training) ที่สามารถทำได้ที่บ้าน และการบริหาร อารมณ์ดีเพื่ออายุยืนยาว พร้อมวิธีคลายเครียดที่ทำได้ง่ายๆ

ด้าน พญ.ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล แพทย์วุฒิบัตรเวชศาสตร์ชะลอวัย (สหรัฐอเมริกา) เผยเทรนด์การดูแลสุขภาพว่า โรคต่างๆ ในปัจจุบันเกิดจากพันธุกรรมส่วนหนึ่ง ไลฟ์สไตล์ส่วนหนึ่ง เช่น ไลฟ์สไตล์อย่างการกิน การออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา การนอนพักผ่อนให้เพียงพอ เป็นสิ่งที่เราเลือกได้ และเป็นปัจจัยที่จะส่งผลให้เรามี “สุขภาพดีอย่างยั่งยืน” หรือที่เรียกว่า “Sustainable Health” ซึ่งจริงๆ แล้วสามารถทำได้ไม่ยาก ด้วยการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ และสร้างการใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดีทั้งด้านอาหาร ออกกำลังกาย และอารมณ์ ให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราตลอดไป

“กินดี” – แพลนต์เบส (Plant-Based Diet) เทรนด์มาแรงดีต่อใจและดีต่อโลก

การเลือกรับประทานอาหารสไตล์แพลนต์เบส (Plant-Based Diet) คือ หลักการกินที่เน้นอาหารที่มาจากพืช ไม่ว่าจะเป็นผัก ผลไม้ ธัญพืช หรือโปรตีนที่มาจากพืช พยายามกินอาหารจากเนื้อสัตว์ให้น้อยลง หรือกินปลาแทนเนื้อแดง เคล็ดลับการกินแบบแพลนต์เบสนั้น ในหนึ่งจานต้องมีโปรตีนจากพืช ไข่ขาว หรือโปรตีนจากเนื้อปลา ธัญพืชไม่ขัดสี ผัก และผลไม้ ใช้น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันดอกคาโนลาในการปรุงอาหาร และควรดื่มน้ำเปล่า ถ้าปรับเมนูให้เป็นแบบไทยๆ คือการกินข้าวกล้อง ปลาทูนึ่ง ปลาเผา ไข่ขาวหรือไข่ต้ม เต้าหู้ น้ำพริก ผักสด หรือส้มตำ ก็จะได้มื้ออาหารที่เต็มไปด้วยคุณประโยชน์ นอกจากจะดีต่อสุขภาพแล้ว ยังดีต่อโลกของเราในการเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอีกด้วย

“ฟิตดี” – ฟังก์ชันนัล เทรนนิ่ง (Functional Training) ออกกำลังกายง่ายๆ แต่ได้ครบทุกส่วน

การออกกำลังกายแบบฟังก์ชันนัล เทรนนิ่ง เป็นการออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อทุกมัด ซึ่งการทำแต่ละท่าจะได้กล้ามเนื้อหลายส่วน เช่น สะโพก ขา แขน ไหล่ ลำตัว ตัวอย่างการออกกำลังกายแบบฟังก์ชันนัล เช่น การสควอท การออกกำลังกายหลักๆ คือ การออกกำลังกายแบบแอโรบิก การเดิน วิ่ง หรือปั่นจักรยาน ที่ต้องทำรวมกันให้ได้อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ แล้วยังสามารถออกกำลังกายแบบฟังก์ชันนัล เทรนนิ่ง ควบคู่กันไปด้วย เพื่อสร้างกล้ามเนื้อ โดยต้องทำให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละสองถึงสามครั้ง

“อารมณ์ดี” – อารมณ์มั่นคง แจ่มใส สร้างสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก

เคล็ดลับการมีอารมณ์ที่แจ่มใสและอารมณ์ดีแบบยั่งยืน คือการที่เรามีความสุขกับปัจจุบันได้ โดยไม่กังวลถึงอดีตและอนาคตมากเกินไป และต้องปรับความคาดหวังให้ตรงกับความเป็นจริง เพราะถ้าคาดหวังหรือยึดติดมากไปจะทำให้มีความเครียด ซึ่งการออกกำลังกาย และการนั่งสมาธิ ถือเป็นอีกปัจจัยที่ลดภาวะความเครียดได้ดี การมีอารมณ์ขันก็เป็นคุณสมบัติหนึ่งของคนที่มีอายุยืนยาว โดยเฉพาะคนที่สามารถมองด้านบวก หรือด้านชวนขำของปัญหาที่เข้ามาในชีวิตได้ จะช่วยให้ดึงตัวเองออกมาจากปัญหา และมองปัญหารวมถึงหาวิธีแก้ไขได้ดีขึ้น เมื่อเรามีสุขภาพใจที่ดี ทำให้เรามีพลังบวกในการดำเนินชีวิตต่อไป

หมอผิง แนะนำเพิ่มเติมว่า “ด้านอารมณ์ ความเครียดก็เป็นตัวแปรสำคัญ สำหรับคนวัยทำงานที่หลายคนอาจมีภาวะเครียด หมดไฟทำงาน หรือมีภาวะซึมเศร้า ควรเริ่มจากการจัดสรรเวลาทำงาน ไม่ใช่ทำงานตลอดเวลา กลับบ้านก็ยังทำงาน รวมทั้งวันเสาร์อาทิตย์ ก็ควรแบ่งเวลาสำหรับพักบ้าง และต้องเป็นการพักจริงๆ เช่นใช้เวลาอยู่กับครอบครัว คนที่รัก หรือออกกำลังกาย ดูแลตัวเอง และต้องให้ความสำคัญกับการนอนด้วย ควรนอนหลับให้ได้ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน เพราะการนอนเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดความเครียดได้”

Festive treats at Spa Cenvaree

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/lifestyle/30378324?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Festive treats at Spa Cenvaree

Nov 14. 2019
By The Nation

147 Viewed

This holiday season, Centara Grand Beach Resort & Villas Hua Hin invites you to visit Spa Cenvaree and create your own spa experience by customizing your spa package with its Spa Smorgasboard.

Promising to pamper you from head to toe, the latest treatment features some of Spa Cenvaree’s popular treatments which you can pick and mix to create your own 150 minutes of heaven.

A personalised treatment begins with a scrub session to detoxify your skin. Brown rice & Black sesame, Passion fruit & Lemongrass, or Matcha green tea are all on the natural scrub menu and are a good preparation for the next ultimate nourishment – a massage session. These include Traditional Thai, Aromatherapy, Balinese and more – each offered by experienced therapists. The blissful journey ends with a facial pampering session of either Anti-aging of Facial-Glow treatment.

The holiday pleasure doesn’t end there as Spa Cenvaree prepares a special gift for you to take home.

The Spa Smorgasboard is available every day until December 31 and costs Bt4,999 net.

ปอดอักเสบ ภัยสุขภาพที่เราหลีกเลี่ยงได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/606106

  • วันที่ 12 พ.ย. 2562 เวลา 13:20 น.

ปอดอักเสบ ภัยสุขภาพที่เราหลีกเลี่ยงได้

รู้หรือไม่ “ปอดอักเสบเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย” แต่โรคปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อนั้นมีความอันตรายต่อเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภาวะภูมิต้านทานต่ำ เนื่องจากบางครั้งหากติดเชื้ออาจรุนแรงอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้

ในช่วงปลายปีที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยเช่นนี้ หลายครั้งที่เราเคยได้ยินว่าผู้ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่มักมีอาการปอดบวมแทรกซ้อนตามมา ทำให้แทนที่จะหายจากโรคหวัด กลับต้องรักษาตัวจากปอดบวมต่อเนื่องไปอีกพักใหญ่ ในกรณีนี้หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วปอดบวมนั้นแท้จริงเกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้าเป็นแล้วจะอันตรายหรือไม่ และใครบ้างที่เสี่ยงต่อปอดบวม

เรื่องนี้คุณหมอที่เชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ นายแพทย์เดช จงนรังสิน แผนกผู้ป่วยวิกฤต โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มีคำตอบ

คุณหมออธิบายไว้ว่า จริง ๆ แล้วอาการอักเสบของเนื้อปอดที่เรียกว่าปอดบวม หรือโรคปอดอักเสบ (Pneumonitis) นั้น เกิดได้จาก 2 สาเหตุ คือ จากการติดเชื้อหรือที่เรียกว่า Pneumonia ซึ่งพบได้บ่อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา จนทำให้เกิดการอักเสบของถุงลมปอดและเนื้อเยื่อโดยรอบ และปอดอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ เช่น การหายใจเอาฝุ่น ควัน หรือสารเคมีที่ระเหยได้ที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบหายใจ ก็อาจทำให้เกิดภาวะปอดบวมได้เช่นเดียวกัน โดยทั่วไปโรคปอดอักเสบสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัยแต่โรคปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อนั้นมีความอันตรายต่อเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภาวะภูมิต้านทานต่ำ เนื่องจากบางครั้งหากติดเชื้ออาจรุนแรงอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้

โรคปอดอักเสบนั้นสามารถเกิดขึ้นกับใครได้บ้าง

ปัจจัยเสี่ยงของโรคปอดอักเสบนั้นสามารถเกิดขึ้นกับใครได้บ้าง ตามสถิติแล้วโรคปอดอักเสบสามารถเกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัยแต่ในกรณีของปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อมักพบบ่อยในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ และผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ ยังสามารถพบได้ในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล โดยเฉพาะในแผนกผู้ป่วยหนัก (ICU) ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และโรคหัวใจ รวมถึงผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ติดเชื้อ HIV, ผู้ป่วยโรคเอดส์, ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะผู้ป่วยมะเร็งระหว่างการให้เคมีบำบัด หรือได้รับยากดภูมิคุ้มกันเป็นเวลานาน ส่วนผู้ที่สูบบุหรี่ก็ถือว่าเป็นคนที่มีความเสี่ยงเช่นกัน

สาเหตุของโรคปอดอักเสบ

สาเหตุต่างๆ ของการติดเชื้อเกิดขึ้นได้ ทั้งจากการไอ จาม หรือหายใจรดกัน ซึ่งเป็นการหายใจเอาเชื้อที่อยู่ในอากาศในรูปละอองฝอยขนาดเล็กเข้าสู่ปอดโดยตรง ตลอดจนการสำลักเชื้อที่สะสมอยู่บริเวณทางเดินหายใจส่วนบนลงสู่ปอด เช่น สำลักน้ำลาย อาหาร หรือสารคัดหลั่งในทางเดินอาหาร นอกจากนี้ หากผู้ป่วยมีอาการติดเชื้อที่อวัยวะส่วนอื่นมาก่อนอาจเกิดภาวะการแพร่กระจายของเชื้อตามกระแสโลหิตจนลุกลามไปสู่ปอดและอวัยวะข้างเคียงได้

อาการที่ควรสังเกต

ข้อสังเกตง่ายๆ สำหรับผู้ที่มีอาการของปอดติดเชื้อคือไอมีเสมหะ เจ็บหน้าอกขณะหายใจหรือไอ หายใจเร็ว หายใจหอบ หายใจลำบาก มีไข้ เหงื่อออก หนาวสั่นคลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียอ่อนเพลีย หากเกิดในผู้สูงอายุอาจมีอาการซึม ความรู้สึกสับสน อุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปกติ ส่วนเด็กเล็กอาจมีอาการท้องอืด อาเจียน ซึม ไม่ดูดนมหรือน้ำ ซึ่งระดับความรุนแรงของอาการอาจแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละรายขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อโรคที่ทำให้เกิดการติดเชื้อ อายุ และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย

อย่างไรก็ตาม หากสำรวจดูแล้วว่าสิ่งที่เป็นมีอาการเบื้องต้นของปอดอักเสบควรไปพบแพทย์ทันที เบื้องต้นแพทย์จะวินิจฉัยโรคปอดอักเสบโดยใช้การซักประวัติร่วมกับการตรวจร่างกาย เช่น ฟังเสียงปอด และเอกซเรย์ปอด นอกจากนี้ ยังมีการตรวจเพิ่มเติมทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรคและแยกเชื้อที่เป็นสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจนับเม็ดเลือดขาวในเลือด เพื่อดูว่ามีการติดเชื้อหรือไม่ ขั้นต่อมาคือการตรวจวัดออกซิเจนในเลือด เพื่อดูประสิทธิภาพของปอดในการลำเลียงออกซิเจนเข้าสู่กระแสเลือดว่าลดลงหรือไม่และสุดท้ายคือการตรวจและเพาะเชื้อจากเสมหะและเลือด เพื่อหาชนิดของเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคจากนั้นจึงจะรักษาการติดเชื้อร่วมกับการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นควบคู่กันไป

ดังที่กล่าวตั้งแต่แรกว่าโรคปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้ออาจนั้นอาจมีความรุนแรงจนนำไปสู่การเสียชีวิตได้ การป้องกันโรคจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในปัจจุบันกลุ่มเสี่ยงทั้งเด็กเล็กผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีภาวะภูมิต้านทานต่ำหรือมีโรคประจำตัวบางอย่างสามารถฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ (Flu vaccine) และวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ (Pneumococcal vaccine) สำหรับป้องกันการติดเชื้อ Streptococcus pneumonia หรือที่เรียกกันว่าเชื้อนิวโมคอคคัส เพื่อลดอัตราการเกิดโรคปอดอักเสบจากการติดเชื้อได้เช่นกัน

ข้อแนะนำการปฏิบัติตัว

เพื่ออยู่ให้ห่างไกลจากการเกิดโรคปอดอักเสบ เริ่มจากการไม่สูบบุหรี่ เนื่องจากบุหรี่จะไปทำลายกระบวนการป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจตามธรรมชาติของปอดข้อถัดมาต้องดูแลสุขอนามัยส่วนตัว เช่น หมั่นล้างมือเป็นประจำ และหลีกเลี่ยงการไปอยู่ในที่ที่มีผู้คนหนาแน่นหลีกเลี่ยงควันบุหรี่ ควันไฟ ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ หรืออากาศที่หนาวเย็นเมื่อเป็นหวัด หรือไข้หวัดใหญ่อย่าปล่อยทิ้งไว้ ควรรักษาให้หายขาดแต่เนิ่น ๆ นอกจากนี้ ยังควรสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรงด้วยการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ข้อมูล : นายแพทย์เดช จงนรังสิน แผนกผู้ป่วยวิกฤต โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

ภาพ : Freepik

7 โรคยอดฮิตที่ตามติดชีวิตคนทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/605990

  • วันที่ 11 พ.ย. 2562 เวลา 07:00 น.

7 โรคยอดฮิตที่ตามติดชีวิตคนทำงาน

ภัยสุขภาพที่คุกคามชีวิตคนทำงานในยุคนี้มีอะไรบ้าง ไปดูกัน

คนวัยทำงานส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับสุขภาพมากนัก เพราะวันนี้บังไม่มีโรคภัยมาเบียดเบียน เราจึงมักจะลืมคำนึงถึงการดูแลสุขภาพของตนเองและครอบครัว ไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิตอยู่กับความเร่งรีบตลอดเวลา ทำงานหนัก พักผ่อนน้อย กินอาหารที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ล้วนเป็นปัจจัยที่จะทำให้เกิดโรคต่างภัยไข้เจ็บต่างๆ ดังต่อไปนี้

  1. โรคปลอกประสาทอักเสบ จากข้อมูลทางสถิติ โรคปลอกประสาทอักเสบเป็นโรคใกล้ตัวหญิงวัยทำงาน โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 20-40 ปี หากเป็นมากจะสูญเสียการเคลื่อนไหวของร่างกาย จนอาจเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้
  2. โรคเครียดลงกระเพาะ ส่วนมากเกิดจากความเครียด เพราะในขณะที่เราเครียด ระบบประสาทอัตโนมัติ จะกระตุ้นให้กระเพาะอาหารหลั่งน้ำย่อยออกมามากกว่าปกติ จนเกิดการระคายเคือง ส่งผลให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร
  3. โรคความดันโลหิตสูง เนื่องจากพนักงานออฟฟิศส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับความกดดันอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนี้โรคนี้ยังเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหลอดเลือดสมอง อัมพฤกษ์ อัมพาต ไตวาย อีกด้วย จากการรายงานขององค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่าในปี พ.ศ. 2568 จะมีผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง เพิ่มขึ้นเป็น 1.56 พันล้านคน
  4. ออฟฟิศซินโดรม เป็นโรคที่เกิดขึ้นโดยตรงกับพนักงานออฟฟิศ ด้วยพฤติกรรมส่วนใหญ่ของคนทำงานที่ต้องนั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์อยู่เป็นเวลานานโดยไม่ได้ขยับตัว จนทำให้กล้ามเนื้อเกิดอาการตึง ก่อให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออักเสบได้ จากสถิติของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า “คนวัยทำงานร้อยละ 60 มีภาวะโรคออฟฟิศซินโดรม”
  5. โรคหัวใจ มักเกิดขึ้นกับคนวัยทำงาน คนวัยทำงานมีการดำเนินชีวิตที่ต้อง ทำงานหนัก พักผ่อนน้อย ประกอบกับการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงแถมยังมีรสชาติจัด และไม่มีเวลาออกกำลังกาย ปัจจัยเหล่านี้แหละ ที่ส่งผลทำให้ตัวคุณอาจเกิดโรคหัวใจได้อย่างง่ายดาย
  6. โรคกรดไหลย้อน เป็นโรคที่คนทำงานหลายคนมักมองข้ามไป แต่ความจริงแล้วโรคดังกล่าวเป็นภัยเงียบที่หนุ่มสาววัยทำงานควรระวังไว้ เนื่องด้วยชีวิตที่เร่งรีบของคนทำงาน อาจมีตัวเลือกสำหรับอาหารไม่มากนัก ทำให้คนส่วนใหญ่ต้องบริโภคอาหารรสจัด ของมัน ของทอด หรือน้ำอัดลม อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือบางคนที่ทำงานดึกดื่น จนไม่มีเวลากินข้าวจนต้องมากินข้าวก่อนจะนอน เมื่อกินเสร็จก็นอนทันที นับได้ว่าพฤติกรรมเหล่านี้ เป็นพฤติกรรมที่ส่อให้เกิดโรคกรดไหลย้อน
  7. โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ อีกหนึ่งโรคยอดฮิตของวัยทำงาน สาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้คนเกิดโรคนี้คือ เมื่อปวดปัสสาวะแล้วไม่ยอมลุกไปเข้าห้องน้ำ ดื่มน้ำน้อย หรือเลือกดื่มกาแฟแทนน้ำเปล่า ซึ่งพฤติกรรมที่เราทำจนเกิดเป็นนิสัยแบบนี้ส่งผลให้เกิดโรคร้ายได้

 

ภาพ freepik

สูตินรีแพทย์ไขข้อข้องใจ เมื่อไหร่ควรวางแผนมีบุตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/605783

  • วันที่ 08 พ.ย. 2562 เวลา 16:00 น.

สูตินรีแพทย์ไขข้อข้องใจ เมื่อไหร่ควรวางแผนมีบุตร

จะมีลูกทั้งทีต้องมีการวางแผน สูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ แนะนำการวางแผนครอบครัว พร้อมการเตรียมตัวหากอยากมีบุตร

เชื่อกันว่าการมีบุตรจะทำให้ครอบครัวสมบูรณ์ แต่ก็มีบางครอบครัวที่มีบุตรในขณะที่ยังไม่พร้อม ยังไม่รวมปัญหาอื่นๆ ทั้งปัญหาด้านสุขภาพและการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นภายหลังการคลอดบุตร ปัญหาการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ทั้งในหญิงที่ไม่พร้อมและการตั้งครรภ์ในหญิงวัยรุ่นหรือวัยเรียน และอีกหลากหลายปัญหาที่พบเห็นได้บ่อยๆ นั่นจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ว่าทำไมเราจึงต้องมีการวางแผนการมีบุตร

เมื่อใดจึงเริ่มวางแผนการมีบุตร

นายแพทย์ธีธัช อดทน สูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ โรงพยาบาลในเครือบริษัท พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ จำกัด กล่าวถึงการเตรียมตัวก่อนมีบุตรว่าถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะหากมีการเตรียมตัวดี หรือมีการวางแผนการมีบุตรในช่วงเวลาที่เหมาะสมกับสภาพความสมบูรณ์ของร่างกาย การตั้งครรภ์นั้นจะทำให้คุณแม่แข็งแรง คุณลูกปลอดภัย ซึ่งการวางแผนการมีบุตรนั้น สามารถทำได้ทั้งก่อนแต่งงานหรือหลังแต่งงานแล้ว โดยต้องวางแผนร่วมกันทั้งฝ่ายหญิงและชาย และควรเริ่มวางแผนก่อนจะมีบุตรจริงอย่างน้อย 1-3 เดือน

การวางแผนการมีบุตรทำได้โดยการเข้าพบสูติแพทย์ โดยต้องพบแพทย์ทั้งสองฝ่าย เพื่อดูความพร้อมในการมีบุตร ซึ่งแพทย์จะมีการตรวจร่างกาย ตรวจเลือด เก็บประวัติการใช้ยา โรคประจำตัว และอื่นๆ ที่จะใช้ในการดูแลสุขภาพตนเองเพื่อวางแผนการมีบุตร การฝากครรภ์ รวมถึงการดูแลสุขภาพกายและใจหลังคลอด

ต้องทำอะไรบ้างสำหรับการวางแผนการมีบุตร

แพทย์จะทำการตรวจร่างกายของทั้งสองฝ่าย โดย “ฝ่ายชาย” จะตรวจความเข้มข้นของเลือด โรคโลหิตจาง หรือความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดต่างๆ โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มโรคเอชไอวี โรคซิฟิลิส โรคไวรัสตับอักเสบบี หมู่เลือด รวมไปถึงโรคทางพันธุกรรมที่พบบ่อยในคนไทย เช่น โรคเลือดจางธาลัสซีเมีย

ส่วน “ฝ่ายหญิง” จะมีการตรวจเหมือนกับฝ่ายชาย แต่จะมีการตรวจเพิ่มเติมในกลุ่มของภูมิคุ้มกันโรคหัดเยอรมัน หากยังไม่มีภูมิคุ้มกัน แพทย์จะแนะนำให้รับวัคซีนก่อนที่จะเริ่มการตั้งครรภ์ เพราะหากมีการติดเชื้อหัดเยอรมันระหว่างตั้งครรภ์จะมีความเสี่ยงที่จะทำให้บุตรพิการแต่กำเนิดได้ แต่หากมีภูมิคุ้มกันแล้ว แม้จะได้รับเชื้อมา ความรุนแรงหรือความผิดปกติของทารกในครรภ์ก็จะน้อยกว่าผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน โดยเมื่อรับวัคซีนโรคหัดเยอรมันแล้ว แนะนำให้คุมกำเนิดอย่างน้อย 1 เดือนหลังฉีดวัคซีน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบในช่วงแรกของการตั้งครรภ์

สุขภาพแข็งแรงดี จำเป็นต้องตรวจร่างกายหรือไม่

ไม่ว่าสุขภาพจะแข็งแรงเพียงไร ก็ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพเพื่อวางแผนการมีบุตร เพราะโรคทางพันธุกรรมและโรคทางเพศสัมพันธ์บางอย่างไม่แสดงอาการให้เห็น แต่จะทราบได้จากการตรวจเลือดและซักประวัติ เพื่อตรวจหาความเสี่ยง หากตรวจพบก่อนอาการแสดงออกให้เห็น เข้ารับการรักษาได้อย่างรวดเร็ว จะช่วยป้องกันการติดเชื้อระหว่างคู่ และยังช่วยป้องกันการส่งผลเสียไปยังลูกด้วย

คำแนะนำจากคุณหมอสำหรับผู้ที่ต้องการมีบุตร

นายแพทย์ธีธัช ได้ให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่ประสงค์ตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนตั้งครรภ์ เพราะการตรวจเช็คบางอย่างจะทำให้สามารถรู้ และวางแผนการรักษาอาการหรือความผิดปกติที่ไม่แสดงออกได้ดีกว่ารอจนมีอาการหรือความผิดปกติ และสำหรับผู้ที่มีโรคทางพันธุกรรม โดยเฉพาะโรคเลือดจางธาลัสซีเมีย ซึ่งในคนไทยเป็นพาหะทางพันธุกรรมที่พบค่อนข้างบ่อย หากตรวจพบว่าเป็นพาหะทั้งคู่ ถือเป็นคู่เสี่ยงที่จะเป็นโรคเลือดจางธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง ซึ่งคุณหมอจะได้ใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนการมีบุตรได้อย่างถูกต้อง

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการตรวจสุขภาพและการวางแผนการมีบุตร หรือคำถามด้านสุขภาพอื่นๆ สามารถขอคำปรึกษาได้จากทีมแพทย์โรงพยาบาลในเครือบริษัท พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ จำกัด และสามารถติดตามสาระดีๆ เกี่ยวกับการแพทย์ได้ที่เฟซบุ๊ก: Principal Healthcare Company