7 ผลไม้ต้านมะเร็ง กินได้ทุกวันทั้งก่อนและหลังป่วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/596143

  • วันที่ 28 ก.ค. 2562 เวลา 17:10 น.

7 ผลไม้ต้านมะเร็ง กินได้ทุกวันทั้งก่อนและหลังป่วย

นอกจากยาและนวัตกรรมทางการแพทย์ที่จะช่วยให้เราห่างไกลจากโรคมะเร็ง การเลือกกินอาหารและผลไม้ ก็จะทำให้เราสามารถลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคมะเร็งได้ด้วย ลองมาดูกันว่า 7 ผลไม้ที่มีฤทธิ์ช่วยต้านมะเร็งนั้นมีอะไรกันบ้าง

มะเร็งเป็นโรคร้ายอันดับต้นๆ ที่คร่าชีวิตคนไทย โดยผู้ชายมีสถิติการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับ มะเร็งต่อมลูกหมาก ส่วนผู้หญิงมักจะเสียชีวิตด้วยมะเร็งเต้านม การเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งนั้นมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี เนื่องจากการดูแลสุขภาพของคนในปัจจุบันที่มีปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคมะเร็งได้ง่าย ทั้งอาหารการกิน การออกกำลังกาย รวมถึงสภาพแวดล้อมต่างๆ หากเราลองมองรอบตัวให้ดีก็จะพบว่าการดำเนินชีวิตของเรานั้นมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคมะเร็งได้ ส่วน วิธีที่จะป้องกันไม่ให้โรคร้ายมาเยือนหรือช่วยบรรเทาให้อาการของโรคเบาบางลงง่ายๆ คือการเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ รวมถึงอาหารที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง เช่น ผลไม้ต้านมะเร็งทั้ง 7 อย่างนี้

มังคุด

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยและพัฒนามังคุดไทย บริษัท เอเชียน ไฟย์โตซูติคอลส์ จำกัด (มหาชน) และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่า สารสกัดจากมังคุดช่วยสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด TH1 และ TH 17 ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยกำจัดและป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็งเกือบทุกชนิดได้ ไม่เว้นแม้แต่มะเร็งเต้านม อีกทั้งเซลล์เม็ดเลือดขาว TH1 ยังเป็นสารกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรง สามารถช่วยป้องกันโรคได้ดีขึ้น โดยเฉพาะการปกป้องเซลล์ในร่างกายไม่ให้กลายเป็นเซลล์มะเร็งร้าย นอกจากนี้ ในมังคุดมีสารแซนโทน (Xanthone) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยซ่อมแซมเซลล์ที่ถูกทำลายในร่างกายช่วยต้านมะเร็งได้

 

ทับทิม

งานวิจัยทางการแพทย์ของสหรัฐ พบว่า น้ำทับทิมอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดที่มีประสิทธิภาพค่อนข้างสูง และยังมีไฟโตนิวเทรียนท์ รวมถึงกรดเอลลาจิก (Ellagic Acid) ที่มีคุณสมบัติช่วยป้องกันการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ในร่างกายมนุษย์ และยับยั้งการขยายตัวของเซลล์ผิดปกติซึ่งอาจจะกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้ โดยเฉพาะเซลล์มะเร็งผิวหนัง มะเร็งลำไส้ มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม และมะเร็งต่อมลูกหมาก นอกจากนี้ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ประเทศสหรัฐ ยังระบุด้วยว่า สารเอลลาจิกในทับทิม สามารถป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกของผู้หญิงได้อีกด้วย

ส้ม

ผลการศึกษาของ Texas A&M University เผยว่า นอกจากส้มรวมไปถึงมะนาวและเลม่อนจะเปี่ยมไปด้วยวิตามินซีแล้ว ยังมีคุณสมบัติต้านมะเร็งได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะกับโรคมะเร็งเต้านม เนื่องจากมีสารแคโรทีนอยด์ค่อนข้างสูง มีสารต้านอนุมูลอิสระมากมาย มีส่วนช่วยลดโอกาสในการเกิดมะเร็งที่ปาก กล่องเสียง และที่กระเพาะอาหาร นอกจากนี้ ในเปลือกส้มยังมีฤทธิ์ในการช่วยทำลายเซลล์มะเร็งได้ด้วย

 

มันเทศ

มันเทศนอกจากจะมีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เบต้าแคโรทีน ไฟเบอร์ วิตามินอี วิตามินซี ไรโบฟลาวิน โพลีฟีนอล สารต้านอนุมูลอิสระ และกรดคาเฟอิกแล้ว การศึกษาจาก The International Potato Center เผยว่า ในมันเทศหรือมันหวานยังเปี่ยมไปด้วยกรดคาเฟโออิวควินิก (Caffeoylquinic Acid) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านม แต่ก็อย่าเผลอกินมันเทศแบบจัดหนัก เพราะอย่าลืมว่ามันเทศเป็นพืชหัวที่มีคาร์โบไฮเดรตอยู่เยอะ ดังนั้นหากไม่อยากอ้วนก็พยายามอย่ากินเป็นของว่างมื้อดึกก็แล้วกัน

องุ่น

ทั้งในองุ่นแดงและองุ่นเขียวมีสารที่ช่วยต้านมะเร็งได้ องุ่นเขียวอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ สามารถช่วยให้ร่างกายป้องกันมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งต่อมลูกหมากได้ ในขณะที่องุ่นแดงนั้นช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งและช่วยป้องกันเนื้องอกได้อีกด้วย

ลิ้นจี่

ผลไม้หอมหวานชื่นใจรสชาติหวานอมเปรี้ยว ในเนื้อลิ้นจี่และเปลือกลิ้นจี่มีสารฟลาโวนอยด์หลายชนิด ซึ่งสารฟลาโวนอยด์ในลิ้นจี่นั้นมีฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งได้ โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม

เบอร์รี่

ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่อุดมด้วยสารฟลาโวนอยด์ สารต้านอนุมูลอิสระ และสารที่มีคุณสมบัติต้านเซลล์มะเร็งร้าย โดยงานวิจัยพบว่าผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ โดยเฉพาะบลูเบอร์รี่มีสารพฤกษเคมีจำพวกแอนโทไซยานิน (Anthocyanins) สูง ซึ่งช่วยชะลอการเกิดเซลล์มะเร็ง และลดเซลล์มะเร็งเต้านมในหนูทดลองได้ถึง 60-75% เมื่อเทียบกับหนูทดลองที่ไม่ได้กินบลูเบอร์รีเป็นประจำ

หมอเผยประโยชน์ของรังนกจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/596122

  • วันที่ 28 ก.ค. 2562 เวลา 11:00 น.

หมอเผยประโยชน์ของรังนกจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์

นพ.ไพศิษฐ์ ตระกูลก้องสมุท ชี้ 3 ประโยชน์ของ “รังนก” ดีกับผิวพรรณ เพิ่มภูมิคุ้มกัน ดีต่อระบบประสาท

รังนก (Edible bird’s nests) ถือว่าเป็นอาหารที่มีคุณค่าเป็นที่นิยมของคนจีนมาเป็นเวลานานนับพันปี ได้รับการขนานนามว่า “คาเวียร์แห่งตะวันออก (Caviar of the East)” รังนกเป็นผลผลิตที่ได้จากน้ำลายของนกนางแอ่น (Swiftlet หรือ Collocalia) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Aerodramus fuciphagus

รังนกแท้คุณภาพดีดูกันอย่างไร

รังนกแท้ที่คุณภาพดีที่สุดคือ รังนกแท้ สีเหลืองทองจากถ้ำธรรมชาติที่เก็บครั้งแรกของปี เพราะรังนกจะมีขนาดใหญ่ เนื้อหนา มีสิ่งเจือปนน้อย

รู้จักประโยชน์ของรังนก

สำหรับคุณประโยชน์ของรังนกนั้น หมอหนุ่ม-นพ.ไพศิษฐ์ ตระกูลก้องสมุท แพทย์ปฏิบัติการนิวทริชัน Royal Free Hospital ลอนดอน อาจารย์พิเศษ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ไอดีไลฟ์คลินิก ให้ข้อมูลว่า รังนกอุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆ รังนกประกอบด้วย ไกลโคโปรตีน (คาร์โบไฮเดรตเชื่อมต่อกับโปรตีน) โปรตีน คาร์โบไฮเดรต กรดอะมิโนจำเป็นหลายชนิด เช่น ทรีโอนีน ทริปโตแฟน ซีสตีน และไทโรซีน มีแร่ธาตุหลากหลายได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โซเดียม โพแทสเซียม

งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่ารังนกมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายด้าน ได้แก่

รังนกดีต่อผิวพรรณ รังนกมีโปรตีนแบบพิเศษที่มีโครงสร้างเหมือนกับอีพิเดอร์มอล โกรท แฟคเตอร์ (Epidermal Growth Factor หรือ EGF) ซึ่งตามธรรมชาติแล้ว EGF ช่วยสร้างเซลล์ผิวใหม่ทดแทนเซลล์เก่าที่เสื่อมสลาย ช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวที่ถูกทำลาย ช่วยให้ผิวพรรณสดใส ดูอ่อนกว่าวัย

นอกจากนั้น ยังพบว่ารังนกมีไกลโคโปรตีนที่ประกอบด้วยน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวที่มีคาร์บอนจำนวน 9 อะตอมที่ชื่อว่า เอ็น-อะซิทิลนิวรามินิค แอซิด (N-acetylneuraminicacid หรือ NANA) เป็นส่วนประกอบ จากการศึกษาในห้องแล็บพบว่า NANA (นานา) หรือ กรดไซอะลิค (sialic acid) ช่วยยับยั้งกระบวนการสร้างเม็ดสีเมลานินของเซลล์ผิวหนังโดยช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส (tyrosinase) ซึ่งเอนไซม์ไทโรซิเนสเป็นสาเหตุของการเกิดเม็ดสีเมลานิน และความหมองคล้ำของผิว

รังนกดีต่อระบบภูมิคุ้มกัน รังนกมีฤทธิ์ยับยั้งการติดเชื้อไวรัสโดยสารออกฤทธิ์ที่ชื่อว่า NANA(นานา) หรือ กรดไซอะลิค (sialic acid) สารนี้จะจับเชื้อไวรัสและยับยั้งการเกิดฮีแมกกลูติเนชัน (เป็นการจับกันระหว่างฮีแมกกลูตินินของไวรัสกับตัวรับที่ผิวเซลล์ทำให้ไวรัสเข้าสู่เซลล์) จึงช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัสต่างๆ เช่น ไวรัสไข้หวัดใหญ่ไกลโคโปรตีนในรังนกยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย โดยช่วยกระตุ้นการแบ่งเซลล์ของเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์และกระตุ้นการหลั่งสารภูมิต้านทานต่างๆ ได้แก่ อิมมูโนโกลบูลินเอ (IgA) ซึ่งเป็นแอนติบอดีหลักบริเวณเยื่อบุทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ, อิมมูโนโกลบูลินเอ็ม (IgM)และอิมมูโนโกลบูลินจี (IgG) ซึ่งเป็นแอนติบอดีในเลือดรังนกจึงช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยป้องกันการติดเชื้อ ดีต่อระบบทางเดินหายใจ บรรเทาอาการหวัดและภูมิแพ้

รังนกดีต่อระบบประสาท การศึกษาในระดับโมเลกุลและในสัตว์ทดลองพบว่า กรดไซอะลิค (sialic acid) เป็นส่วนประกอบหลักของสารในกลุ่มไกลโคไลปิดที่เป็นองค์ประกอบของแกงกลิโอไซด์ (gaglioside) ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของสมอง ช่วยเพิ่มความจำมีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบของระบบประสาท (anti-neuroinflammatory effect)

เมื่อความนิยมรังนกในตลาดมีเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีผู้ผลิตรังนกปลอม (ผลิตจากยางไม้คารายาที่มาจากต้นสุพรรณิการ์) เลียนแบบรังนกแท้ออกมาในท้องตลาดเนื่องจากรังนกแท้และรังนกปลอมมีลักษณะภายนอกที่คล้ายคลึงกันมากจนไม่สามารถแยกความแตกต่างได้จากการสังเกต สามารถแยกได้จากการตรวจสอบในห้องปฏิบัติการด้วยวิธีทางเคมีและเทคนิคอินฟราเรดสเปกตรัม

3 เคล็ดลับส่งเสริมคนสูงวัยให้สุขภาพดีทั้งปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/590603

  • วันที่ 28 ก.ค. 2562 เวลา 08:30 น.

3 เคล็ดลับส่งเสริมคนสูงวัยให้สุขภาพดีทั้งปี

เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ร่างกายและสมองก็มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เราจึงอยากแนะนำ 3 เคล็ดลับเพื่อคนสูงวัยสุขภาพดี ลดภาวะการทำงานของสมองถดถอย และช่วยเพิ่มพลังให้สมองสดชื่น

เคล็ดลับที่ 1 เลือกกินอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น

หลากหลายงานวิจัยระบุว่า คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน และธัญพืชที่ไม่ผ่านกระบวนการขัดสีทั้งหลาย ถือเป็นตัวเลือกโภชนาการที่ดีต่อสุขภาพสมองที่อาจช่วยลดโอกาสเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อม นอกจากนี้ การกินปลาอย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์ จะทำให้ได้รับไขมันโอเมก้า 3 เพียงพอตามที่ร่างกายต้องการ ซึ่งช่วยปกป้องสมองและควบคุมระดับอารมณ์ให้คงที่ แล้วอย่าลืมกินผัก-ผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระเยอะๆ เพื่อช่วยให้สมองแจ่มใสแข็งแรงในระยะยาว และป้องกันสมองจากภาวะความเครียดทางด้านร่างกายที่มีผลจากการมีอนุมูลอิสระมากเกินกว่าที่จะสามารถจัดการได้ ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากอายุที่มากขึ้น และสำหรับผู้ชายในวัย 40 ปี ควรกินผลไม้อย่างน้อย 2 ถ้วย และผักอย่างน้อย 3 ถ้วยต่อวัน

เคล็ดลับที่ 2 ขจัดความเครียด

อาการเครียดเรื้อรังสามารถส่งผลร้ายต่อสุขภาพได้ ไล่มาตั้งแต่การนอนไม่หลับ น้ำหนักเพิ่ม ไปจนถึงโอกาสเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ ยังไม่นับรวมการบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกัน ระบบย่อยอาหาร และระบบประสาทส่วนกลางด้วย แม้ว่าเราจะไม่สามารถขจัดความเครียดออกไปจากชีวิตได้ทั้งหมด แต่ก็สามารถเรียนรู้วิธีจัดการความเครียดเพื่อช่วยให้ปกป้องดูแลสุขภาพหัวใจและสมองไปพร้อมกันได้ โดยวิธีดีๆ ที่ช่วยลดความเครียดก็คือ การออกกำลังกายเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นการเดิน วิ่งจ๊อกกิ้ง โยคะ รำไทเก๊ก ฯลฯ เพราะการออกกำลังกายไม่เพียงแค่ช่วยลดโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคซึมเศร้าเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มความสามารถด้านการรับรู้ การเรียนรู้ และเพิ่มขนาดของสมองส่วนที่ดูแลควบคุมเรื่องความจำด้วย นอกจากนั้น การลองเข้าสังคมและสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่นที่สามารถช่วยเหลือกันและกันได้ ก็จะช่วยลดระดับความเครียด และทำให้ชีวิตรู้สึกเติมเต็มมากขึ้น

เคล็ดลับที่ 3 หาเวลาทำอะไรสนุกๆ ฝึกสมองบ้าง

มีงานวิจัยมากมายที่ชี้ให้เห็นว่ากิจกรรมที่กระตุ้นสมองนั้นเชื่อมโยงกับการลดโอกาสเสี่ยงเป็นโรคสมองเสื่อมได้ โดยหากคุณชื่นชอบท้าทายอะไรใหม่ๆ ให้ลองทำกิจกรรมที่ไม่เคยทำได้มาก่อน เช่น หัดเล่นดนตรี เล่นหมากรุก หรืออะไรง่ายๆ อย่างเกมซูโดกุ เล่นหมากกระดานต่างๆ กระบวนการเรียนรู้ และการรับข้อมูลรวมถึงประสบการณ์ใหม่ๆ เช่น การฝึกฝนทักษะที่แตกต่าง สามารถกระตุ้นการทำงานของสมองได้ พยายามฝึกกิจกรรมการเรียนรู้ให้หลากหลายเพื่อให้รู้สึกน่าสนใจอยู่เสมอ

อย่างไรก็ดี แม้เคล็ดลับเพื่อการสูงวัยอย่างมีสุขภาพดีข้างต้นจะเป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย แต่ก็ยังมีหลายคนละเลยที่จะทำ จำไว้เสมอว่าไลฟ์สไตล์ของการได้รับโภชนาการที่ดี บวกกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพและการหมั่นทำกิจกรรมฝึกฝนสมองอยู่เสมอ สามารถช่วยถนอมรักษาสุขภาพสมองให้แจ่มใสไปได้นาน

 

 

 

ภาพ : freepik

ฮาร์วาร์ด เผยเทรนด์องค์กรยุคใหม่ “เวลล์เนสส์ คัลเจอร์” สร้างความได้เปรียบยั่งยืนทางธุรกิจ 10 เท่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/595991

  • วันที่ 26 ก.ค. 2562 เวลา 13:57 น.

ฮาร์วาร์ด เผยเทรนด์องค์กรยุคใหม่ "เวลล์เนสส์ คัลเจอร์" สร้างความได้เปรียบยั่งยืนทางธุรกิจ 10 เท่า

‘สลิงชอท’ ลุยเจาะตลาดองค์กรสุขภาพดี รายแรกของไทย มั่นใจสร้างธุรกิจเติบโต 30%

นางสาวสุทธิโสพรรณ ช่วยวงศ์ญาติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สลิงชอท กรุ๊ป จำกัด บริษัทที่ปรึกษาให้บริการด้านการพัฒนาผู้นำและการพัฒนาองค์กร เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจที่ปรึกษาด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ล่าสุดมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดออกมาเปิดเผยว่า องค์กรใดให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพและนำเรื่องสุขภาพมาเป็นหนึ่งในกลยุทธ์และการสร้างวัฒนธรรมองค์กร (Wellness Culture) ถือเป็นองค์กรที่อยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบทางธุรกิจของโลกยุคนี้

ขณะที่ สถาบัน MDA Leadership Consulting ออกมาเผยผลงานวิจัยผนวกกับผลการพยากรณ์ของนักอนาคตศาสตร์ พบว่าบทบาทใหม่ของผู้นำแห่งอนาคต คือการสร้างวัฒนธรรมสุขภาพ Wellness Culture ซึ่งจะกลายเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน

หลักการสำคัญของการสร้าง Wellness Culture ให้ประสบผลสำเร็จ คือ การสร้างต้นแบบที่ดีผ่านผู้นำ เพราะการที่ผู้นำมีสุขภาพดีจะช่วยให้สามารถดูแลสนับสนุนคนอื่นรอบตัวทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวได้ดีขึ้นถึง 10 เท่า การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นสุขภาพ จึงเป็นเทรนด์ที่ผู้นำและองค์กรไม่ควรพลาด โดยการจะสร้างองค์กรที่มีสุขภาพดี ผู้นำต้องมีสุขภาพดีก่อนในฐานะต้นแบบ เพราะผู้นำที่แข็งแรงจะนำพาองค์กรให้แข็งแรง และเป็นกุญแจนำองค์กรสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน

ปัจจุบันหลายองค์กรกำลังประสบปัญหาการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและธุรกิจมีความซับซ้อนมากขึ้นทำให้ผู้นำยุคใหม่ต้องเผชิญกับปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ซึ่งมีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานจากงานวิจัยเกี่ยวกับผู้นำและความเครียดพบว่า 1.ผู้นำ 66% เชื่อว่าตนเองเครียดกว่าเมื่อ 5 ปีที่แล้ว 2.ผู้นำ 88% บอกว่างานคือต้นเหตุแห่งความเครียดโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานในบทบาทผู้นำองค์กร

3.ผู้นำ 60% มองว่าองค์กรไม่ได้เตรียมเครื่องมือหรือวิธีการเพื่อช่วยเหลือการจัดการกับความเครียดในองค์กร 4.ผู้นำ 80% เชื่อว่าการมีโค้ช มีกลุ่มเพื่อนสามารถช่วยให้บริหารความเครียดและสร้างสุขภาพที่ดี

นางมัณฑนา รักษาชัด กรรมการผู้จัดการ กลุ่มกิจการธุรกิจหลัก บริษัท สลิงชอท กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า จากข้อมูลวิจัยของ Aro Ha Wellness Retreats ศูนย์ปรับวิธีคิดและวิธีการใช้ชีวิตตามหลักการ Wellness ชี้ให้เห็นว่าผู้นำที่ผ่านการโค้ชชิ่งจากสถาบันใน 6 วันแรก การใช้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ที่เข้าร่วมโปรแกรมมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น โดย 16% มีความเป็นอยู่และมีความสุขมากขึ้นหลังจากผ่านไป 1 เดือน

ผลการศึกษายังพบว่าด้านการทำงาน 13% ของผู้เข้าร่วมโปรแกรมมีผลการทำงานที่ดีขึ้น ในด้านของสุขภาพทางร่างกาย พบมีพัฒนาที่ดีขึ้น 22.4% นอกจากนี้ งานวิจัยยังกล่าวถึงความเครียด ซึ่งอีกปัจจัยมีผลต่อ Wellness ซึ่งการเกิดความเครียดฉับพลันจะส่งผลต่อการตัดสินใจ โดยทำให้มีการใช้อารมณ์เป็นพื้นฐานในการตัดสินใจ มากกว่าการตัดสินใจบนพื้นฐานของเป้าหมายทางธุรกิจ อันจะนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดทางธุรกิจจนเกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา

สำหรับโปรแกรม Leading Well ภายใต้ธุรกิจใหม่ Leadership Wellness เป็นโปรแกรมการพัฒนาเปลี่ยนแปลงผู้บริหารให้สร้าง Wellness ตลอดระยะ 12 เดือน จุดเด่นของโปรแกรมคือการเน้นโค้ชผู้นำให้ก้าวข้ามการเปลี่ยนแปลง นับตั้งแต่ทัศนคติและวิธีการเปลี่ยนแปลงตัวเอง จนสามารถมี Wellness ได้ในระยะยาว

รวมทั้งสามารถนำไปกำหนดนโยบายและใช้เป็นต้นแบบในสร้าง Wellness Culture ที่เข้มแข็งให้องค์กรต่อไป ครอบคลุม Wellness ทั้งหมด 6 ด้าน เพราะ Wellness มากกว่าแค่มีสุขภาพทางกายที่ดี ได้แก่1.Emotional Wellness หรือ Wellness ด้านอารมณ์ 2. Physical Wellness หรือ Wellness ด้านร่างกายและสุขภาพ 3. Spiritual Wellness หรือWellness ด้านจิตใจ 4. Intellectual Wellness หรือ Wellness ด้านสติปัญญา 5. Social Wellness หรือ Wellness ด้านสังคม และ 6. Environmental Wellness หรือ Wellness ด้านสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ ผู้นำที่มี Wellness จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและความต่อเนื่องในการทำงาน 2 ด้านได้แก่ 1. เพิ่มประสิทธิภาพผลการดำเนินงานขององค์กรจากผลการทำงานที่ดีขึ้น 2. ในด้าน Business Continuity หรือการดำเนินธุรกิจต่อเนื่อง ด้วยสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดีขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงของธุรกิจ (Business Risks) ไม่ว่าจะที่เกิดจากการที่ผู้นำเจ็บป่วย หรือแม้กระทั้งการถึงการเสียชีวิตจากการความเครียดและปัญหาสุขภาพ

ข้อมูลจาก London Business School พบกว่าจากการติดตามผลการดำเนินงานตลอด 25 ปีของบริษัทชั้นนำในอเมริกาที่ถูกระบุว่าเป็นบริษัทที่น่าทำงานด้วยมากที่สุด มีมูลค่าหุ้นสูงกว่าบริษัททั่วไปถึง 50%

บริษัท สลิงชอท กรุ๊ป เปิดตัวธุรกิจใหม่ Leadership Wellness เป็นรายแรกของประเทศไทย เนื่องจากพบว่าผู้นำในปัจจุบันหันมาใส่ใจตนเองตาเทรนด์สุขภาพ ซึ่งหากศึกษาตลาดสุขภาพในระดับโลกจะพบว่า เป็นธุรกิจที่โตเร็วกว่าเศรษฐกิจโลกโดยรวม โดยสัดส่วนหลักจะอยู่ที่ธุรกิจความงามและชะลอวัย (25%) ตามมาด้วยธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพและลดน้ำหนัก (16%) ธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (15%) ส่วนด้านสุขภาพของผู้นำและในที่ทำงานมีเพียง 1% เท่านั้น ถือเป็นตลาดใหม่ที่ สลิงชอท กรุ๊ป จะเข้าไปเจาะเพื่อให้ความรู้และสร้างการเติบโต เชื่อว่าจะช่วยให้บริษัทเติบโตเพิ่มขึ้นอีก 30% ในปีนี้

ก่อนข้อเข่าเสื่อม มีสัญญาณเตือนอะไรบ้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/595813

  • วันที่ 25 ก.ค. 2562 เวลา 19:00 น.

ก่อนข้อเข่าเสื่อม มีสัญญาณเตือนอะไรบ้าง

จริงๆ แล้วการเกิดโรคเข่าเสื่อม ถ้าไม่ได้เกิดจากอายุที่มากขึ้น กรรมพันธุ์ หรืออุบัติเหตุ ก็สามารถเกิดจากพฤติกรรมที่เราทำอยู่ทุกๆ วันโดยไม่รู้ตัวได้เหมือนกัน งั้นมาลองสังเกตตัวเองดูสักหน่อยว่ามีอะไรเป็นสัญญาณเตือนว่าเข่ากำลังจะเสื่อมอยู่บ้าง

สัญญาณเตือนจากพฤติกรรมประจำวัน ส่วนใหญ่มักจะมีอาการผิดปกติเริ่มจากเล็กๆ น้อยๆ ที่หลายคนอาจไม่ทันได้ใส่ใจหรือสังเกตตัวเองนัก ซึ่งหากรู้ตัวแต่เนิ่นๆ และปรึกษาแพทย์ก็น่าจะช่วยให้อาการต่างๆ ดีขึ้นได้ เช่น

  • มีอาการปวดข้อ บางคนแค่เดินบนพื้นราบก็ปวดเข่าแล้ว หรือบางคนจะรู้สึกปวดมากขึ้นเวลาขึ้นหรือลงบันไดที่ต้องทิ้งน้ำหนักที่เข่ามากกว่าปกติ หรือบางกรณีอาจจะเป็นเฉพาะเวลากลางคืน ปวดจนทำให้นอนหลับไม่ดีหรือนอนหลับไม่ได้ไปเลยก็มี บางคนนั่งขัดสมาธิ นั่งพับเพียบแล้วอาการจะปวดมากจนไม่สามารถนั่งอยู่ในท่าเหล่านั้นได้ หรือในบางรายต้องกดที่เข่าถึงจะรู้สึกปวด เป็นต้น
  • มีเสียงดังลั่นที่ข้อเข่า บางคนจะเป็นตอนเช้าหลังตื่นนอนใหม่ๆ รู้สึกข้อฝืดๆ ขยับลำบากกว่าช่วงเวลาอื่น บางคนอาจจะรู้สึกเวลาขยับเข่าและเป็นเฉพาะข้างใดข้างหนึ่ง และอาจจะไม่ได้เป็นสม่ำเสมอตลอดเวลา บางคนเมื่อไหร่ที่ต้องนั่งพับเพียบจะรู้สึกเข่าตึงๆ ฝืดๆ ขยับข้อเข่าได้ไม่ปกติก็เข้าข่ายนี้เช่นกัน แต่อาจจะยังเป็นไม่มากจนทำให้มีเสียงดังลั่นในข้อ
  • ใช้ชีวิตประจำวันลำบากขึ้น เช่น บางคนยืนอาบน้ำนานๆ ไม่ได้เพราะปวดเข่า จนทำให้ต้องใช้วิธีนั่งอาบน้ำ หรือบางคนขึ้น-ลงบันไดหลายๆ ขั้นไม่ไหว หรือเดินเป็นระยะทางไกลๆ ไม่ค่อยได้ หรือบางคนมีปัญหาหนักถึงขนาดลำบากในการใส่หรือถอดกางเกง หรือบางคนนั่งนานๆ แล้วลุกไม่ไหว ต้องมีคนมาช่วยพยุง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อรู้ตัวว่าเข่าไม่ปกติ ส่วนใหญ่มักจะละเลย คิดว่าไม่ได้เป็นอะไรมาก จึงไม่ค่อยทำการรักษาหรือพบแพทย์ แต่การปล่อยไปเรื่อยๆ ก็อาจทำให้ลุกลามเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นมาได้ ในขณะที่หากทำการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ก็สามารถรักษาให้หายได้ โดยไม่ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเข่าเสื่อมตามมา ฉะนั้นหมั่นสังเกตตัวเอง หากพบสิ่งผิดปกติให้รีบพบแพทย์จะดีที่สุด โดยเฉพาะเมื่อมีอาการติดต่อกันมาสักระยะหนึ่งแล้วยังไม่ดีขึ้น

ภาพ freepik

มีประจำเดือนแบบไหน บ่งบอกถึงภาวะมีบุตรยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/595678

  • วันที่ 25 ก.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

มีประจำเดือนแบบไหน บ่งบอกถึงภาวะมีบุตรยาก

เรื่องนี้สาวๆ ต้องรู้!! สังเกตประจำเดือนตัวเอง จุดบ่งชี้ถึงภาวะการมีบุตรยาก

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าการที่ผู้หญิงมีประจำเดือนตามปกติต้องอาศัยการทำงานประสานกันระหว่างต่อมใต้สมองส่วนหน้ากับอวัยวะสืบพันธุ์ โดยที่ต่อมใต้สมองจะทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมน FSH ให้สูงขึ้น เพื่อมากระตุ้นให้รังไข่ผลิตไข่ และผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนของเพศหญิง

ภาวะใดก็ตามที่ทำให้ระดับฮอร์โมน FSH เอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรนในร่างกายเปลี่ยนไปจากภาวะปกติ เช่น ภาวะไม่ตกไข่เรื้อรัง รังไข่สร้างฮอร์โมนได้ไม่เพียงพอ เยื่อบุโพรงมดลูกบางหรือหนาผิดปกติ จะส่งผลให้รอบเดือนมาผิดปกติ และบางครั้งอาจส่งให้เกิดภาวะมีบุตรยากได้ในอนาคต

ดังนั้น ประจำเดือนที่ปกติจะมีลักษณะอย่างไร และแบบไหนถึงบ่งบอกเรื่องการมีบุตรยาก สังเกตได้จากสิ่งเหล่านี้

ความถี่ของการมีประจำเดือน

ปกติประจำเดือนของผู้หญิงควรมาทุก 21-35 วัน โดยจะสามารถตกไข่ตามปกติ 80% ถ้ามีประจำเดือนถี่หรือห่างกว่านี้มักจะไม่ตกไข่เรื้อรัง ส่งผลให้ประจำเดือนมาห่างและมีบุตรยาก เนื่องจากไม่มีไข่ไปปฏิสนธิกับอสุจิ เช่น ผู้ป่วย PCOS หรือ PCO มักเป็นผู้หญิงที่มีน้ำหนักตัวมาก อาจมีอาการของภาวะฮอร์โมนเพศชายเด่น เช่น สิว หน้ามัน ขนดก เมื่ออัลตราซาวด์ดูรังไข่จะพบฟองไข่ใบเล็กๆ จำนวนมากที่ไม่สามารถเจริญเติบโตจนสามารถตกออกมาได้สะสมอยู่ภายในรังไข่ จึงเป็นที่มาของโรค Polycystic Ovarian Syndrome

กรณีนี้ผู้ป่วยจะมีประจำเดือนทุก 2-3 เดือน ผนังโพรงมดลูกที่หนาตัวอยู่เป็นเวลานานเพราะไม่มีการตกไข่ เมื่อหลุดลอกออกเป็นประจำเดือนอาจมีเลือดที่มากกว่าคนปกติ หรือมีลักษณะเป็นลิ่มๆ อีกทั้งถ้าผนังโพรงมดลูกหนาตัวนานหลายปี อาจมีโอกาสตรวจพบมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกมากขึ้น

ปริมาณและระยะเวลาของเลือดประจำเดือนที่ออก

ปกติแล้วควรมีระยะอยู่ที่ 2-7 วัน และปริมาณที่ออกวัดจากจำนวนผ้าอนามัยที่ใช้ ขนาดปกติไม่เกิน 3-4 แผ่นต่อวัน และไม่ควรมีลิ่มเลือดขนาดเกินปลายนิ้วก้อยปนออกมาร่วมด้วย ไม่ควรมีเลือดออกกะปริดกะปรอยหลังจากประจำเดือนหยุดแล้ว ซึ่งมักทำให้เกิดปัญหาเยื่อบุโพรงมดลูก และเป็นสาเหตุให้มีบุตรยาก เพราะตัวอ่อนไม่สามารถฝังตัวและเจริญเติบโตต่อในโพรงมดลูกที่มีความผิดปกติได้

อาการปวดประจำเดือนมีความผิดปกติ

เช่น มีอาการปวดท้องน้อยเกือบทุกครั้ง มีอาการปวดหน่วงลงช่องคลอดหรือทวารหนัก ปวดหลัง ที่เกิดขึ้นได้ทั้งก่อน-หลัง หรือระหว่างมีประจำเดือน ซึ่งมักมีความรุนแรงมากขึ้น การรักษาตั้งแต่อดีต-ปัจจุบันจะใช้ยาบรรเทาอาการปวด ทั้งยากินและยาฉีดเพื่อลดอาการปวด ซึ่งปริมาณยาจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นจากเดิม นอกจากนี้ อาการเหล่านี้อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้หญิงมีบุตรยากเช่นกัน เช่น ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ที่รังไข่ หรือช็อกโกแลตซีสต์

 

ภาพ freepik

ส่องตัวเลขผลตรวจสุขภาพประจำปีดัชนีชี้สุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/595669

  • วันที่ 24 ก.ค. 2562 เวลา 17:00 น.

ส่องตัวเลขผลตรวจสุขภาพประจำปีดัชนีชี้สุขภาพ

หนึ่งในสวัสดิการด้านสุขภาพของคนทำงานคือ “การตรวจสุขภาพประจำปี” ซึ่งผลของการตรวจจะปรากฏเป็นตัวเลข โดยแต่ละค่ามีความหมายว่าอย่างไรบ้าง วันนี้เรามีคำตอบ

คนส่วนใหญ่เชื่อว่า สุขภาพดี คือการไม่มีโรคประจำตัว ไม่เจ็บ ไม่ป่วย ซึ่งนั่นเป็นการสังเกตหรือประเมินในเบื้องต้นเท่านั้น เพราะคนที่เราเข้าใจว่าสุขภาพดีและใช้ชีวิตปกติ อาจมีสัญญาณเตือนการเกิดโรคในอนาคตแอบแฝงอยู่โดยไม่รู้ตัว เพราะไม่เคยตรวจเช็กสุขภาพ ซึ่งการตรวจสุขภาพประจำปี หรือ Health Check-Up ถือเป็นดัชนีชี้วัดสุขภาพที่จะทำให้เราไม่ประมาทนั่นเอง

เลือดเราสุขภาพดีหรือไม่

มองหาคำว่า ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด “CBC” (Complete Blood Cell) เพื่อค้นหาความผิดปกติของส่วนประกอบทั้งหมดของเลือด ได้แก่ เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด ความเข้มข้นของเลือด ซึ่งอาจบ่งบอกถึงสภาวะความผิดปกติของเลือด ภาวะโลหิตจาง ภาวะที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันของร่างกาย และรูปร่างของเม็ดเลือดแดง ดังนั้้น ค่าฮีโมโกบิน (Hemoglobin) ของผู้ชายจะต้องอยู่ที่ประมาณ 13-18 และผู้หญิงจะอยู่ที่ประมาณ 12-16 หากมีค่าต่ำกว่าอาจจะเป็นโรคโลหิตจาง หรือธาลัสซีเมีย

น้ำตาลสูงวัดกันที่ตัวเลขเท่าไหร่

การตรวจระดับน้ำตาลในเลือด เป็นการตรวจหาข้อบ่งชี้ของโรคเบาหวาน โดยที่ระดับกลูโคส หรือ Blood Glucose จะต้องไม่เกิน 100 หากเกิน 126 คุณอาจจะกำลังเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานอยู่ แต่อย่างไรก็ตาม ผลตรวจอาจจะยังมีความไม่แน่นอนนัก อาจจะต้องมีการตรวจหาเบาหวานเพิ่มเติมในวันอื่นๆ ด้วยเพื่อความแน่นอน การตรวจระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสม (GlycatedHb – HbA1c) เป็นอีกหนึ่งวิธีในการตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งจะเป็นการตรวจน้ำตาลสะสมในเลือดในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เพื่อความแม่นยำในการตรวจเบาหวาน โดยจะต้องมีค่าไม่เกิน 7 หากมีค่าตัวเลขสูงกว่า 6.5 ขึ้นไปคุณอาจจะเป็นการยืนยันว่าคุณกำลังเป็นเบาหวานอยู่

ไขมันดีไม่ดีรู้ได้อย่างไร

การตรวจระดับไขมันในเลือด เป็นการตรวจทั้งคลอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ เพื่อหาความเสี่ยงในการเป็นโรคต่างๆ ที่เกี่ยวกับข้องกับโรคความดัน หลอดเลือดหัวใจ เส้นเลือดสมอง โดยจะมีการตรวจระดับไขมันคอเลสเตอรอลในเลือด (Cholesterol) จะต้องมีค่าไม่เกิน 200 แต่ถ้าหากมีค่ามากกว่า 240 คุณอาจจะกำลังเสี่ยงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจสูง ดังนั้น ให้สังเกต 4 ค่าหลักๆ คือ

  • โคเลสเตอรอลรวม ซึ่งไม่ควรให้สูงเกิน 200 มก.ต่อเดซิลิตร
  • LDL หรือไขมันเลว หากมีมากเกินไปจะเสี่ยงต่อการอุดตันของไขมันในหลอดเลือด ซึ่งไม่ควรเกิน 160 มก.ต่อเดซิลิตร
  • HDL หรือไขมันดี ตัวนี้ยิ่งมีมากยิ่งดีต่อร่างกาย หรือควรมีไม่ต่ำกว่า 50 มก.ต่อเดซิลิตรขึ้นไป เพราะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือด ซึ่งการออกกำลังกายและการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์จะช่วยได้
  • ไตรกลีเซอไรด์ เป็นกรดไขมันที่ร่างกายได้จากการย่อยอาหาร โดยระดับไตรกลีเซอไรด์ไม่ควรเกิน 170 มก.ต่อเดซิลิตร

การทำงานของตับดีหรือกำลังแย่

การตรวจการทำงานของตับ เป็นการตรวจหาเอ็นไซม์ของตับเพื่อดูว่าตับมีการทำงานปกติอยู่หรือไม่ โดยดูได้จากค่า SGOT และ SGPT ซึ่งค่าปกติคือประมาณ 40 U/L หากมีค่าเกินกว่านี้แสดงว่าคุณอาจจะมีภาวะตับอักเสบอยู่ก็ได้ การตรวจเอนไซม์ในเซลล์เยื่อบุท่อน้ำดีของตับ (Alkaline Phos) เป็นหนึ่งในการตรวจหาความปกติของการทำงานของตับเช่นกัน โดยเป็นการหาการอุดตันของตับ ถ้ามีค่ามากกว่า 280 อาจจะมีความเสี่ยงภาวะตับแข็ง หรือมีนิ่วในถุงน้ำดี หรือเป็นมะเร็งในตับก็ได้

ไตทำหน้าที่ปกติดีหรือไม่

การตรวจการทำงานของไต หรือ Blood Urea Nitrogen (BUN) เป็นการวัดระดับปริมาณของเสียในร่างกายที่ร่างกายจะสามารถขับออกไปได้ ซึ่งค่าปกติของการทำงานของไตคือ 5-20 หากคุณตรวจวัดได้ค่าที่มากกว่านี้ คุณอาจจะกำลังมีภาวะไตเสื่อม เพราะร่างกายไม่สามารถขับของเสียออกไปได้ตามปกติ และการตรวจระดับครีเอตินินในเลือด (Creatinine) ก็เป็นส่วนหนึ่งของการตรวจการทำงานของไตที่บ่งบอกว่าคุณเป็นโรคไตอยู่หรือเปล่า ดังนั้น ค่ามาตรฐานของครีเอตินสำหรับผู้หญิงคือ 0-0.95 มก.ต่อเดซิลิตร ส่วนผู้ชาย คือ 0-1.17 มก.ต่อเดซิลิตร ถ้าหากมีค่ามากกว่านี้คุณอาจจะกำลังเสี่ยงเป็นโรคไต

ปัสสาวะบอกอะไร

การตรวจปัสสาวะ (UA) สามารถวัดความผิดปกติได้หลายอย่าง แต่หลักๆ แล้วการตรวจปัสสาวะจะเป็นการหาความถ่วงจำเพาะ หรือก็คือพฤติกรรมการดื่มน้ำของเรา โดยคนปกติค่าจะอยู่ที่ 010 – 1.020 ถ้ามากกว่าแสดงว่าร่างกายขาดน้ำ หรือเราดื่มน้ำน้อยเกินไป แต่ถ้าน้อยกว่านี้แสดงว่าเราดื่มน้ำมากเกินไป ร่างกายจึงต้องกำจัดน้ำออกมาทางปัสสาวะหรืออาจจะกำลังเป็นโรคเบาจืดอยู่ก็ได้เช่นกัน

การตรวจกรดยูริคในเลือด (Uric Acid) เป็นการตรวจเกลือยูริคในเลือดหรือหาโรคเก๊าต์นั่นเอง โดยคนปกติหรือผู้ชายปกติจะต้องมีค่าไม่เกิน 5 และผู้หญิงจะต้องไม่เกิน 8

อย่างไรก็ตามผลการตรวจสุขภาพต่างๆ เหล่านี้ยังต้องผ่านการพิจารณาจากคุณหมอเพื่อความแม่นยำและแน่ชัดในการวิเคราะห์ ค่าวัดผลต่างๆ เป็นเพียงตัวเลขที่บ่งชี้หลังจากการตรวจสุขภาพเบื้องต้น การวินิจฉัยต่างๆ จะต้องอยู่ในดุลยพินิจของหมอด้วย

 

ภาพ freepik

วิธีลดน้ำหนักผิดๆ ของคนคิดใช้ทางลัด ‘ผอมเพรียว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/595657

  • วันที่ 24 ก.ค. 2562 เวลา 11:00 น.

วิธีลดน้ำหนักผิดๆ ของคนคิดใช้ทางลัด 'ผอมเพรียว'

ตัวอย่างการลดน้ำหนักผิดวิธีที่คนส่วนใหญ่เลือกใช้ ส่งผลข้างเคียงอย่างไรบ้างกับร่างกาย

ผ่านไปไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัย การมี “หุ่นดี” ก็ยังเป็นที่ปรารถนาอยู่เสมอ ทำให้ผู้คนสรรหาวิธีการลดความอ้วนต่างๆ มากมาย ทั้งวิธีที่ถูกต้องสู่การมีสุขภาพดี และวิธีลดแบบผิดๆ ที่ก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย ซึ่งที่คนส่วนมากเลือกใช้ ได้แก่

ลดน้ำหนักด้วยการอดอาหาร หรือควบคุมการกินอาหารที่ผิดวิธี

การอดอาหาร หรือกินน้อยกว่าที่ร่างกายต้องการมากเกินไป ไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพ ทำให้ขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย จะส่งผลให้ร่างกายไม่มีเรี่ยวแรง ขาดสารอาหารไปเลี้ยงส่วนต่างๆ อาจทำให้เสียชีวิตได้ และการอดอาหารจะยิ่งทำให้หิวมากขึ้นและรับประทานมากขึ้นในมื้อต่อๆ ไป

วิธีลดแบบนี้ในช่วงแรกน้ำหนักจะลด แต่ในระยะยาวอาจจะรักษาน้ำหนักให้คงที่ไว้ไม่ได้ รวมถึงอาจจะทำให้ระบบเผาผลาญในร่างกายผิดปกติเผาผลาญพลังงานได้น้อยลงได้

ซื้อยาหรืออาหารเสริมลดความอ้วนมาใช้เอง โดยไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ ส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับผลข้างเคียงที่รุนแรงจากการใช้ยา โดยมักจะมีตัวยา ดังนี้

1.ยาลดความอยากอาหาร เช่น เฟนเตอมีน (Phentermine) ผลข้างเคียงได้แก่ นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย ปวดศีรษะ หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง อาจหมดสติหรือชักได้ หากรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดการติดยาได้

2.ไทรอยด์ฮอร์โมน น้ำหนักที่ลดลงเกิดจากการทำลายโปรตีนของกล้ามเนื้อแทนที่จะเป็นไขมัน ผลข้างเคียง ได้แก่ ใจสั่นหรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ

3.ยาขับปัสสาวะ ไม่มีผลในการลดแคลอรีที่ร่างกายได้รับ มีผลเพียงทำให้ปริมาณน้ำในร่างกายลดลงเท่านั้น ผลข้างเคียง ได้แก่ สูญเสียสมดุลของเกลือแร่ที่สำคัญต่อร่างกายไปด้วย ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายอาการผิดปกติต่อหัวใจ สมอง และอาจมีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

4.ยาถ่ายหรือยาระบาย ไม่มีผลในการลดแคลอรีที่ร่างกายได้รับ เป็นการขับอาหารออกจากทางเดินอาหาร ผลข้างเคียง หากใช้ปริมาณมาก อาจทำให้เกิดอาการท้องเดิน ร่างกายสูญเสียสมดุลของน้ำและเกลือแร่ เกิดอันตรายได้ และการใช้ยาระบายติดต่อกันนานๆ ส่งผลร่างกายเริ่มทนต่อยา

วิธีการลดน้ำหนักที่ถูกต้องและปลอดภัย

การลดน้ำหนักที่ถูกต้อง คือการควบคุมอาหารควบคู่กับการออกกำลังกาย โดยการควบคุมอาหารจะมีผลมากกว่า ควรควบคุมพลังงานแคลลอรี่ไม่ให้เกินที่ร่างกายต้องการ ลดอาหารพวกไขมันลง เน้นสารอาหารโปรตีน หลีกเลี่ยงการรับประทานเกลือและน้ำตาล

 

ภาพ freepik

เปิดตำรา ‘คู่มือการดูแลผู้สูงวัย’ พิชิตชัยวัยเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/595671

  • วันที่ 24 ก.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

เปิดตำรา 'คู่มือการดูแลผู้สูงวัย' พิชิตชัยวัยเกษียณ

ศึกษาวิธีการใช้ชีวิตวัยเกษียณให้สำราญ ผ่านตำรา 5 เล่มที่เข้าใจง่าย ปฏิบัติได้ไม่ยาก จัดทำโดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ร่วมกับ มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ครอบคลุมสุขภาพช่องปาก สุขภาพจิต การทรงตัว การมองเห็น และที่อยู่อาศัย

เล่มที่ 1 คู่มือการดูแลผู้สูงวัย ปรับบ้านอยู่สบาย

รวบรวมข้อมูล จัดการ และเผยแพร่องค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีชุมชนที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงสภาพแวดล้อมสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงหรือพิการ และได้รวบรวมผลงานประกวดการปรับปรุงสภาพแวดล้อมด้วยเทคโนโลยีชุมชนเอาไว้ ผลงานเหล่านี้ผ่านการใช้งานจริงมาแล้ว อย่างไรก็ตาม แต่ละผลงานมีความเป็นปัจเจก ระยะ สัดส่วน รวมถึงขนาดขององค์ประกอบต่างๆ ในผลงานอาจเหมาะสมเฉพาะบุคคล หากมีการนำผลงานไปพัฒนาต่อควรมีการประยุกต์ให้เหมาะสมกับผู้ที่ใช้งานและบริบทของท้องถิ่นหรือชุมชน ช่างชาวบ้านหรือช่างในชุมชนสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้มาประยุกต์และพัฒนาเป็นผลงานที่เหมาะสมในท้องถิ่นต่อไป

หนังสือเล่มนี้จึงได้รวบรวมเทคโนโลยีชุมชนเพื่อการปรับปรุงสภาพแวดล้อมสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงหรือพิการ โดยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1. สิ่งประดิษฐ์หรืออุปกรณ์ที่ช่วยในการดำรงชีวิต และ 2. การปรับปรุงบ้านและสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม หากนำมาใช้ดำเนินการจะสามารถป้องกันการเจ็บป่วย ส่งเสริมสุขภาพ และบำบัดฟื้นฟูร่างกายของผู้สูงอายุ นอกจากนี้ ยังเอื้อต่อการดูแลผู้สูงอายุและช่วยแก้ปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายได้อีกด้วย

เล่มที่ 2 คู่มือการดูแลผู้สูงวัย สูตรคลายซึมเศร้า

ภาวะซึมเศร้า (depression) เป็นภาวะที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงหรือพิการ ซึ่งประสบความยากลำบากในการเข้ารับบริการสาธารณสุข บุคคลกลุ่มนี้จะมีโอกาสเกิดภาวะซึมเศร้าได้สูงกว่าผู้สูงอายุทั่วไป ภาวะซึมเศร้านั้นมีโอกาสพัฒนาไปเป็น “โรคซึมเศร้า” ได้ในอนาคต นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงที่จะนำไปสู่การทำร้ายตนเอง

“สูตรคลายซึมเศร้า” เล่มนี้ประกอบด้วยตัวอย่า กิจกรรมซึ่งคัดเลือกมาแล้วว่าเหมาะสมที่ผู้ดูแลผู้สูงอายุจะนำไปใช้ดูแลผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะมีภาวะพึ่งพิงหรือพิการ โดยประมวล 7 สูตรคลายซึมเศร้า ความรู้และถอดบทเรียนจากประสบการณ์ของผู้ดูแล รวมถึงบุคลากรจากหน่วยงานต่างๆ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงหรือพิการทั่วประเทศ

เล่มที่ 3 คู่มือการดูแลผู้สูงวัย ไม้เท้าช่วยมอง

ตำราเล่มนี้จะมี 8 คู่มือการดูแลผู้สูงวัย เนื้อหาเรื่องการจัดสภาพแวดล้อมเพื่อเอื้อให้ผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางการเห็นได้ใช้ชีวิตประจำวันในบ้านและชุมชนอย่างสะดวกปลอดภัย เพื่อให้ผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางการเห็นหลุดพ้นจากภาวะพึ่งพิงหรือภาวะติดบ้าน ไม่เป็นภาระให้ลูกหลาน เป็นผู้สูงอายุที่มีคุณค่า มีศักดิ์ศรี และมีความภาคภูมิใจในตนเอง รวมถึงทักษะการทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมและการเคลื่อนไหว เป็น ทักษะที่คิดค้นและพัฒนาโดยคนตาบอดและคนที่ทำงานกับคนตาบอด เพื่อให้คนตาบอดสามารถเดินทางไปไหน 7 ไม้เท้าช่วยมอง มาไหนและทำกิจกรรมต่างๆ ได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่น

เล่มที่ 4 คู่มือการดูแลผู้สูงวัย ช่องปากสุขี

จัดทำขึ้นสำหรับผู้จัดการการดูแลผู้สูงอายุ (care manager) ระดับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน เพื่อให้ทราบถึงวิธีการดูแลช่องปากของผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้านกับกลุ่มติดเตียง ซึ่งต่างมีเงื่อนไขเฉพาะตัว และสามารถเลือกใช้วิธีการที่เหมาะสมในการดูแลผู้สูงอายุแต่ละกลุ่มได้ เพราะการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุเป็นเรื่องสำคัญ ปากและฟันที่สะอาดจะช่วยให้ผู้สูงอายุรู้สึกสบาย ไม่เจ็บปวด ไม่มีกลิ่นปาก กินอาหารได้ตามปกติ ลดความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ โดยเฉพาะปัญหาปอด ติดเชื้อจากการสำลัก (aspiration pneumonia) ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตได้

 

เล่มที่ 5 คู่มือการดูแลผู้สูงวัย เดินดีไม่มีล้ม

คู่มือป้องกันการล้มในผู้สูงวัย เป็นการให้ความรู้เบื้องต้น เรื่องการจัดการความเสี่ยงในการล้ม รวมถึงการออกกำลังกายที่เหมาะสมเพื่อพัฒนาความสามารถในการทรงตัว ป้องกันการล้มในระยะยาว โดยได้กลั่นกรององค์ความรู้และประสบการณ์ในการดูแลรักษาฟื้นฟู มุ่งเน้นให้อ่านและทำความเข้าใจได้ง่าย และเน้นการนำ ไปใช้อย่างปลอดภัยเป็นสำคัญ

 

ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดหนังสือทั้งหมดนี้ได้ที่ http://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/5/discover

ขอบคุณข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

จริงเหรอ? อดอาหารเพิ่มพลังสมอง! ไขโปรแกรม “Intermittent fasting”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/595609

  • วันที่ 23 ก.ค. 2562 เวลา 16:00 น.

จริงเหรอ? อดอาหารเพิ่มพลังสมอง! ไขโปรแกรม “Intermittent fasting”

ค้นหาคำตอบโปรแกรม Intermittent fasting ช่วยปลดล็อกสมอง ป้องกันโรค ชะลอวัย ฯลฯ ได้จริงหรือไม่ จากแพทย์และเชฟทำอาหารชื่อดังเมืองไทย

******************

โดย…รัชพล ธนศุทธิสกุล

“Intermittent fasting” หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า ‘IF’ เป็นโปรแกรมการแบ่งรอบการรับประทานอาหารและไม่รับประทานอาหาร ซึ่งได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในช่วงหลายๆ ปีที่ผ่านมา เนื่องจากการตั้งเวลาโปรแกรมการกินอาหารช่วยให้ร่างกายสามารถควบคุมน้ำหนักได้เป็นอย่างดีและรวดเร็ว

ขณะที่ต่อมาโปรแกรมดังกล่าวได้มีการค้นคว้าและวิจัยตามลำดับ ซึ่งล่าสุดมีการออกมาเผยแพร่ประโยชน์ของรับประทานอาหารแบบมีวินัย ไม่ใช่แค่ได้รูปร่างและหุ่นที่ดี แต่ยังส่งผลต่อระบบอื่นๆ ในร่างกายมากมาย เป็นต้นว่า พัฒนาสมอง ไม่แก่ ต้านทานโรค ชะลอเซลล์มะเร็ง ฯลฯ

โพสต์ทูเดย์จึงเดินทางเข้าพบผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของการแพทย์และอาหารอย่าง “นายแพทย์ดิษกุล ประสิทธิ์เรืองสุข” หรือ “หมอตั้ม” แพทย์ประจำบ้านและเชฟผู้ทำอาหารชื่อดังของเมืองไทยถึงประเด็นดังกล่าว

น้ำหนักลดจริง แต่ไม่ทำให้เป็นยอดมนุษย์

หมอตั้มบอกถึงวิธีจัดเวลาการกินอาหารแบบ Intermittent fasting หรือ if เริ่มเป็นที่นิยมราวๆ ปี 2012 จากหนังสือ The Fast diet ของ Dr.Michael Mosley และหนังสือ The Obesity Code ของ Dr.Jason Fung ซึ่งเป็นการอดอาหารตามตารางเวลาที่กำหนด โดยแบ่งออกเป็นรอบของช่วงการอดอาหาร (Fasting) และการไม่อดอาหารตามเวลาที่กำหนด (Feeding) ทำให้ร่างกายมีการหลังสารฮอร์โมนอินซูลินลดลง ก่อให้เกิดการเปลี่ยนน้ำตาลในเลือดเป็นไขมันลดลง และส่งผลให้เกิดการกักเก็บไขมันใต้ผิวหนังลดลงและน้ำหนักลดลง

อย่างไรก็ตาม Intermittent fasting ยังไม่มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ระบุออกเปิดเผย ข้อมูลการสร้างประโยชน์ต่อสมรรถนะทางร่างกายอื่นๆ อาทิเช่น  1.ช่วยเผาผลาญไขมัน สร้างกล้ามเนื้อเพิ่ม 2.ช่วยให้สมองดีขึ้น  3.กระตุ้นเซลล์ช่วยในการซ่อมแซมผิวพรรณชะลอวัย 4.ลดความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ  5. ชะลอเซลล์โรคมะเร็ง 6.ลดการอักเสบในร่างกาย 7.ป้องกันโรคอัลไซเมอร์  ฯลฯ

“การควบคุมอาหารด้วยวิธีการ Intermittent fasting ในตอนนี้ยังไม่มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์รับรองอย่างที่เราได้ยินมาทำ Intermittent fasting แล้วช่วยให้ชะลอวัยก็ดี พัฒนาสมองก็  ลดการติดเชื้อของโรคกว่าการกินอาหารแบบไม่มีวินัย 2 เท่า หรือต้านทานการลุกลามของเซลล์มะเร็ง ในส่วนของตรงนี้ยังคงต้องรองานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่จะออกมาในอนาคตข้างหน้า”

ทดลองในหนูเห็นผล แต่คนยังต้องรอพิสูจน์

แม้ว่า Intermittent fasting จะยังไม่มีผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ออกมารองรับ แต่ในงานทดลองวิจัยกับสัตว์ซึ่งสื่อปัจจุบันที่ตีพิมพ์ออกมาส่วนใหญ่นั้น หมอตั้มพบว่าให้ผลลัพธ์มีส่วนช่วยในระบบต่างๆ ตามที่กล่าวมาข้างต้นจริง

“ตอนนี้งานวิจัยกับสัตว์ส่วนใหญ่ก็จะศึกษาจากหนูและการศึกษาการเซลล์ในหลอดแก้ว แต่ถึงอย่างไรก็ตามการตอบสนองในสัตว์กับการตอบสนองในร่างกายมนุษย์อาจจะไม่เหมือนกัน เนื่องจากการตอบสนองในสัตว์ สมมุติทำการทดลองในหนูพบว่ากินน้ำแดงทำให้หนูแข็งแรงขึ้น 10 เท่า แต่พอให้คนกินน้ำแดงกลับไม่ได้ผลแบบนั้น เพราะฉะนั้นตอนนี้ยังสรุปไม่ได้ว่าจริงๆ แล้วถ้าคนเรากินจะได้ผลตามที่เจอในหนูหรือไม่”

โดยประโยชน์ของการกินแบบมีวินัยที่ปรากฏชัดๆ คือ การสอดคล้องกับนาฬิกาชีวิต (Biological Clock) ของระบบการทำงานของร่างกายที่ธรรมชาติสร้างขึ้นให้มนุษย์ ซึ่งเมื่อร่างกายทำอย่างเป็นระบบย่อมนำมาสู่สุขภาพที่ดี

“เพียงแค่ต้องคำนึงถึงบริบทและเลือกรูปแบบเวลาในการอดอาหาร ถ้าอดอาหารแบบ 5 : 2 กินอาหาร 5 วัน ไม่กินอาหาร 2 วัน ในหนึ่งสัปดาห์วิธีนี้เห็นผลการลดน้ำหนักดีที่สุด เช่นเดียวกับอดอาหาร 20 ชั่วโมง และกินอาหารแค่ 4 ชั่วโมง แต่ทำได้ยาก ที่นิยมกันเลยจะเป็น 16 : 8  มื้อแรกก็จะกินประมาณช่วงเช้า 8:00 น. มื้อถัดไปอีก 8 ชั่วโมงก็จะเป็นเวลาเย็น 16:00 น. จากนั้นเว้นอีก 16 ชั่วโมงก็จะเป็น 8:00 น. เช้าวันถัดไปพอดี

“อีกสิ่งที่ต้องคำนึงในการทำ Intermittent fasting ก็คือ ตารางเวลาออกกำลังกายอาจจะต้องยึดตามเวลากินซักเล็กน้อย โดยควรจัดเวลาออกกำลังกายหลังจากที่ทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้วเพื่อป้องกันภาวะน้ำตาลต่ำและการสลายโปรตีนจากกล้ามเนื้อ”

 

อยาก “แข็งแกร่ง” ต้องออกกำลังกาย

วิธีการคุมเวลาการกิน Intermittent fasting หมอตั้มแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการทำโปรแกรมนี้เพื่อลดน้ำหนักอย่างไรก็ตามไม่ควรที่จะละเลยคือ หลักโภชนาการด้านอาหาร

“กินอาหารทั่วไปเหมือนคนทาน 3 มื้อปรกติ แต่ต้องเลือกอาหารที่มีประโยชน์และพอเหมาะ เพราะการที่คนจะลดน้ำหนักต้องจำกัดจำนวนแคลอรี่ที่เพียงพอที่ต้องใช้ต่อวันหรือไม่ว่าเหมาะสมหรือไม่ หากเรากินมากไปมันก็ตกค้าง ทุกอย่างก็ต้องบาลานซ์กัน”

โดยอาหารที่ในแต่ละวันที่ควรรับประทานในช่วง Feeding ของแต่ละวันนั้น นายแพทย์ดิษกุลระบุว่า

1.คาร์โบไฮเดรต ควรทานเป็นจำพวกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนและมีไฟเบอร์สูง เช่น ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ธัญพืชต่างๆ

2.ไขมัน ควรเลือกไขมันประเภทไม่อิ่มตัวและไม่มีไขมันทรานส์ เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันมะกอก

3.โปรตีน ควรทานให้อยู่ปริมาณที่พอเหมาะ

4. ทานผัก ผลไม้ให้ครบทุกสี เพื่อให้ได้รับวิตามินและเกลือแร่ครบ

“ที่สำคัญเลยหลักของการดูแลสุขภาพคือต้องอย่าลืมออกกำลังกาย อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ วันๆ หนึ่งออกกำลังกายให้ได้ 30 นาทีต่อวัน เป็นเวลา 5 วัน เท่านี้สุขภาพก็ดีและแข็งแรงไกลโรคที่เห็นได้จริงๆ ณ ตอนนี้ ไม่ต้องรองานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ว่าทำแล้วส่งผลต่อร่างกายให้แข็งแรงกว่าคนอื่นเท่าตัว ไม่แก่ ไม่ป่วยหรือไม่”