Consume herbal food, opt for aromatherapy, Thai massage to fight stress: traditional medicine dept

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/life/40013456


The Department of Thai Traditional and Alternative Medicine advised people to consume herbal foods and go in for aromatherapy and Thai massage to relieve stress amid a gloomy situation.

Consume herbal food, opt for aromatherapy, Thai massage to fight stress: traditional medicine dept

Deputy director-general Dr Kwanchai Wisitthanon said people become stressed due to consumption of negative or worrying information, such as Covid-19, politics and rising product prices.

He pointed out that stress could lead to muscle pain, dizziness, insomnia, high blood pressure and low immunity, especially for those with chronic diseases.

“Also, stress causes people to become frustrated and forgetful, putting them at risk of depression or mental health problems especially if they are under stress for a long time,” Kwanchai pointed out.

The doctor said there were three ways to relieve stress in terms of Thai traditional medicine:

• Consume herbal food such as Gaeng Som, Tom Yum, Gaeng Pa or spicy salad, because turmeric, ginger, galangal, lemongrass, basil, kaffir lime leaf and pepper have essential oils which help improve the circulatory system, as well as relieve muscle pain and dizziness.

• Go in for aromatherapy, which includes drinking water topped with jasmine flowers or placing jasmine, ylang-ylang or plumeria on your bed when going to sleep, which will help relax your mind and body.

• Opt for Thai massage to relieve muscle pain and dizziness, focusing on the neck and shoulders. People can get a massage at Thai traditional medicine clinics nationwide.

Kwanchai also advised people to be careful while consuming information, exercise regularly, drink at least eight glasses of water a day, sleep at least 6-8 hours a day, avoid eating high-fat foods, and seek activities to relieve stress, such as chanting, meditation, growing trees or listening to music.

For more information related to Thai traditional medicine and herbs, contact 0 2149 5678, or visit www.facebook.com/dtam.moph or the @DTAM Line account.

Published : March 16, 2022

By : THE NATION

How to หลากเรื่องต้องรู้ ‘ดีท๊อกซ์ผิวสวยด้วยตัวเอง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/678177

วันที่ 15 มี.ค. 2565 เวลา 13:15 น.How to หลากเรื่องต้องรู้ 'ดีท๊อกซ์ผิวสวยด้วยตัวเอง'

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แนะเทคนิคดีท๊อกซ์ผิวสวยกระจ่างใสแบบง่ายๆ ที่สามารถทำเองได้ที่บ้าน

‘ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง’ สำนวนนี้ยังคงใช้ได้จริงในทุกยุคทุกสมัย เพราะผู้หญิงกับความงามมันเป็นของคู่กันเสมอ การดูแลผิวพรรณให้สวยสุขภาพดีก็ถือเป็นพื้นฐานแรกที่สำคัญก่อนการแต่งแต้มเครื่องสำอางลงบนใบหน้า ดังนั้น การทำความสะอาดผิวหน้าเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ

แพทย์หญิงกนกวรรณ เศรษฐพงศ์วนิช ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม กล่าวถึงเทคนิคการดีท็อกซ์ผิวสวยกระจ่างใสแบบง่ายๆ ที่สามารถทำเองได้ที่บ้านว่า

การล้างหน้าถือเป็นหนึ่งในกิจวัตรประจำวันที่ควรเอาใจใส่และไม่ควรละเลย เพราะไม่เพียงแต่ช่วยทำความสะอาดสิ่งสกปรกและเครื่องสำอางเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงสุขภาพและความแข็งแรงของผิวหน้าอีกด้วย หากละเลยขั้นตอนนี้ไปอาจทำให้เกิดปัญหาผิวบนใบหน้าตามมาได้ การล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ไม่เหมาะสม อาจเป็นการทำร้ายผิวหน้าโดยที่เราไม่รู้ตัว ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาผิวต่างๆ เช่น การอุดตันของรูขุมขน สิว ริ้วรอย ผิวหนังอักเสบ เป็นต้น

ก่อนการล้างหน้าควรทำความสะอาดมือก่อน เช็ดทำความสะอาดเครื่องสำอางด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเครื่องสำอางออกให้หมด เพื่อป้องกันการอุดตันและระคายเคืองผิว จากนั้นล้างหน้าด้วยน้ำเปล่าที่อุณหภูมิห้อง ไม่ควรใช้น้ำอุ่นจัดหรือน้ำร้อนล้างหน้า เพราะน้ำที่มีอุณหภูมิสูงเกินไปจะชะล้างไขมันตามธรรมชาติที่ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันผิว ทำให้ผิวเสียสมดุล ก่อให้เกิดผิวแห้งลอก ผิวบาง หรือแสบร้อนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่มีผิวแห้ง แล้วตามด้วยผลิตภัณฑ์ล้างหน้า โดยนวดวนไปตามแนวรูขุมขน ประมาณ 15-20 วินาที เพื่อให้น้ำและสารทำความสะอาดชะล้างไขมัน คราบสกปรก และคราบเครื่องสำอางที่หลงเหลือให้หลุดออกแล้วค่อยล้างน้ำเปล่าเป็นขั้นตอนสุดท้าย

เลือกชนิดที่เหมาะกับสภาพผิวของตนเอง

  • ผิวแห้ง แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ทำความสะอาดที่ไม่ทิ้งความรู้สึกแห้งตึง เพื่อป้องกันผิวแห้งมากจนผิวแตกหรือลอก อาจเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมสารสกัดธรรมชาติที่มีคุณสมบัติในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว
  • ผิวมัน แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ไม่ทำให้หน้าแห้งตึงจนเสียสมดุล เพราะจะไปกระตุ้นต่อมไขมันให้ผลิตความมันออกมาเพิ่มเติม ทำให้หน้ามันกว่าเดิม สามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่มีคุณสมบัติในการควบคุมควมมัน (Oil control) ได้
  • ผิวผสม จะมีลักษณะของผิวมันและผิวแห้งผสมกัน โดยผิวที่มีความมันมักอยู่บริเวณหน้าผาก, จมูก, และคาง (หรือที่เรียกว่า ทีโซน) ในขณะที่บริเวณ แก้ม, ลำคอ, และรอบดวงตา (หรือที่เรียกว่า ยูโซน) จะมีสภาพผิวแห้งกว่า ซึ่งคนที่มีผิวผสมอาจจำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์ทั้งสำหรับคนผิวแห้งและผิวมัน
  • ผิวแพ้ง่าย เกิดขึ้นได้กับผิวทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นผิวมัน ผิวแห้ง หรือผิวผสม จึงควรใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวที่มีความอ่อนโยน และควรระวังสารที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง เช่น แอลกอฮอล์ น้ำหอมและสีสังเคราะห์ หรือส่วนผสมอื่นที่ก่อให้เกิดอาการคัน ระคายเคือง ผื่นแดง

หลังการล้างหน้า ไม่ควรปล่อยให้ใบหน้าที่เปียกแห้งไปเอง เพราะหยดน้ำที่เกาะบนผิวจะระเหยไปพร้อมกับดึงความชุ่มชื้นในชั้นผิวออกไปด้วย ทำให้ผิวแห้งกว่าปกติ ดังนั้นจึงควรใช้ผ้าเช็ดหน้านุ่มๆ ซับเบา ๆ ให้ทั่วหน้าหลังการล้างหน้า จากนั้นใช้โทนเนอร์เช็ดผิวหลังการล้างหน้า เพื่อปรับสภาพผิวและช่วยกระชับรูขุมขน และปิดท้ายด้วยการทาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า

วิธีดีท็อกซ์ผิว

หากรู้สึกว่าผิวหน้ายังมีความหมองคล้ำ ไม่สดใส สีผิวไม่สม่ำเสมอ ก็สามารถใช้วิธีดีท็อกซ์ผิวมาเป็นตัวช่วยได้อีกทาง การดีท็อกซ์ผิวเป็นการทำความสะอาดผิวแบบล้ำลึก ช่วยขจัดสิ่งสกปรกตกค้างหรือสะสมอยู่ตามรูขุมขน อาทิ ฝุ่นควัน คราบเครื่องสำอางต่างๆ การดีท๊อกซ์ผิวจริงๆ แล้วสามารถทำเองได้ที่บ้าน เพื่อผิวกระจ่างใส มีชีวิตชีวา

  • มาส์กโคลน ช่วยทำความสะอาดและดูดซับสิ่งสกปรกตกค้างตามรูขุมขน ลดการเกิดสิว โดยทามาส์กโคลนทิ้งไว้บนผิว ประมาณ 10-15 นาที แล้วล้างออกให้สะอาด
  • สครับผิว เพื่อกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว ช่วยทำความสะอาดรูขุมขน ควรสครับผิวสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หากผิวบอบบางแพ้ง่ายแนะนำให้สครับผิวเดือนละ 1 ครั้ง
  • ดื่มน้ำสะอาดมากๆ นอกจากจะช่วยนำพาสารอาหารไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายแล้ว ยังช่วยขับถ่ายสิ่งที่ร่างกายไม่ต้องการออกมาในรูปแบบของเหงื่อและปัสสาวะ เพื่อเสริมประสิทธิภาพการการดีท็อกซ์อาจผสมน้ำมะนาว 3-4 หยดในน้ำอุ่นดื่มได้
  • งดอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการต่ำ เช่น น้ำอัดลม น้ำหวาน ขนมกรุบกรอบ แฮมเบอร์เกอร์ มันฝรั่งทอด โดยเปลี่ยนมาทานผักใบเขียว และผลไม้สดต่างๆ แทน
  • ออกกำลังกาย นอกจากจะกระตุ้นการไหลเวียนของระบบเลือดและกระตุ้นการขับของเสียออกมาทางเหงื่อแล้ว ยังช่วยกระตุ้นการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวใหม่ได้เร็วขึ้นด้วย
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ระหว่างที่เรานอนหลับ ร่างกายจะหลั่งโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) มากที่สุดช่วง 5 ทุ่ม – ตี 2 เพื่อทำการฟื้นฟู ซ่อมแซมร่างกายส่วนต่างๆ รวมถึงช่วยทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น

เทคนิคการนวดเพื่อกระตุ้นระบบน้ำเหลือง (Lymphatic Drainage Massage)

Reduce outdoor workouts to avoid heatstroke: Health Department

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/life/40013442


The Department of Health suggested people avoid exercising outdoors for extended periods this summer to avoid heatstroke.

Reduce outdoor workouts to avoid heatstroke: Health Department

Deputy director-general Dr Montien Kanasawad said on Tuesday that the continuously increasing temperature would cause people who exercise outdoors for an extended period to suffer from dehydration and risk heatstroke.

He explained that people who suffer heatstroke will have no sweat but their temperature will increase, while people with heat exhaustion will witness excessive sweating.

Symptoms of heatstroke are being extremely thirsty, fatigued, experiencing nausea, vomitting, having a headache or low blood pressure, being light-headed and rapid breathing.

In severe cases, it might lead to delirium, seizure, unconsciousness, liver or kidney failure, or rapid heartbeat causing shock. It could also lead to a coma or death.

He advised people who exercise outdoors to reduce their workout times, especially when the weather is hot between 11am and 3pm. He also suggested wearing loose clothes for added cooling.

Published : March 16, 2022

By : THE NATION

Covid virus attacks ‘master cells’ of immune system, say Chinese scientists

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/life/40013402


Chinese researchers have discovered that the Covid-19 virus attacks the “master cells” of the immune system, causing immunodeficiency that can lead to organ failure and death.

Covid virus attacks ‘master cells’ of immune system, say Chinese scientists

The Chinese study, which was published in the peer-reviewed “Nature” journal last week, showed that SARS-CoV-2 can enter immune cells called CD4 T directly.

Previously, it was believed that the virus could only enter various cells via receptors such as ACE2 or TMPRSS2.

However, the study found that the virus could enter CD4 in patients’ blood leading to cell destruction, said Chulalongkorn University’s Thira Worathanarat, who flagged up the study in his Facebook post on Monday.

The researchers believe the virus enters CD4 cells via the lymphocyte function-associated antigen 1 or LFA-1.

Thira explained that CD4 T are immune cells that coordinate the fight against diseases such as HIV. However, if the Covid-19 virus enters the body and is left untreated to continuously destroy these cells, immunodeficiency and death from opportunistic infections can follow.

He explained that more study was required to find out how severely the body could be affected and what long-term consequences could result from attacks by the Covid virus on CD4 T cells.

Reference:
Shen, XR, Geng, R, Li, Q et al: ACE2-independent infection of T lymphocytes by SARS-CoV-2. Sig Transduct Target Ther 7, 83 (2022).

Covid virus attacks ‘master cells’ of immune system, say Chinese scientists

Published : March 15, 2022

By : THE NATION

Lung cancer: How to avoid Thailand’s leading killer

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/life/40013271


Lung cancer is the leading cause of death among Thai women and the second-leading cause among Thai men, according to the Department of Medical Services.

Lung cancer: How to avoid Thailand’s leading killer

Department chief Dr Somsak Akksilp said that lung cancer is difficult to detect in the first stages and has a high fatality rate.

He revealed that the three main risk factors for lung cancer are:

  1. Smoking cigarettes and other forms of tobacco is the main cause of lung cancer. Smokers are 10 times more likely to get lung cancer than non-smokers. Non-smokers who inhale tobacco smoke are also at risk as there are more than 60 carcinogens in cigarette smoke.
  2. Inhaling asbestos: Asbestos is used in industries such as construction, auto-manufacturing (brake pads), and insulation. Those at risk are residents or workers in areas contaminated with asbestos. It can take 15 to 35 years to develop lung cancer if you are exposed to asbestos. Non-smokers who work with asbestos dust for a long time are five times more likely to suffer from lung cancer than the general population.
  3. Other reasons: Pollutants such as PM 2.5, benzene and formaldehyde.

However, Somsak notes that most lung cancer patients have no history of smoking or exposure to asbestos. Currently, there is no efficient and cheap way of screening for lung cancer. By the time people get symptoms, the disease is likely to have advanced to later stages.

Therefore, the best advice is to avoid the risk factors for lung cancer.

Lung cancer: How to avoid Thailand’s leading killer
Lung cancer: How to avoid Thailand’s leading killer

Published : March 11, 2022

By : THE NATION

รู้ทันก่อนวัยทองมาเยือน!!!

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/677802

วันที่ 10 มี.ค. 2565 เวลา 14:35 น.รู้ทันก่อนวัยทองมาเยือน!!!

พญ.อนงนุช ชวลิตธำรง แนะวิธีสังเกตง่ายๆ ว่าคุณเริ่มเข้าสู่ “วัยทอง” แล้วหรือยัง?

เมื่อเริ่มอายุมากขึ้น นอกจากอวัยวะต่างๆในร่างกายจะทยอยเสื่อมลงไปแล้ว ยังมีสิ่งที่ลดน้อยลงโดยเรามักไม่รู้ตัว นั่นก็คือ ฮอร์โมน นั่นเอง ซึ่งเจ้าฮอร์โมนเหล่านี้เองที่มีส่วนให้อวัยวะ หรือการทำงานในร่างกายเราเสื่อมลง รวมถึงอารมณ์ก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย หรือที่เราคุ้นเคยกันดีว่า “วัยทอง” ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะผู้หญิง แต่สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในชายและหญิง

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเริ่มมีอาการวัยทองแล้ว?

พญ.อนงนุช ชวลิตธำรง แพทย์ American Board of Anti-Aging Medicine จาก Addlife Anti-Aging Center ได้ให้ข้อมูลวิธีสังเกตง่ายๆ ว่าคุณเริ่มเข้าสู่ “วัยทอง” แล้วหรือยัง ดังนี้

  • อารมณ์ฉุนเฉียว หงุดหงิดง่าย ซึมเศร้า ขี้วิตกกังวล
  • สมาธิสั้น ความจำแย่ลง การตัดสินใจช้าลง
  • นอนหลับยาก มีคุณภาพการนอนไม่ดี อ่อนเพลีย
  • ง่วงเหงาหาวนอนบ่อยๆในช่วงกลางวัน ไม่กระฉับกระเฉง
  • เหนื่อยง่าย ไม่แข็งแรงเหมือนเดิม ปวดหลัง ปวดข้อ ปวดศีรษะ

โดยปกติฮอร์โมนในร่างกายเราจะทำงานร่วมกัน ในการควบคุมการทำงานของระบบต่างๆในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น ฮอร์โมนเพศ (ชาย : เทสโทสเทอโรน , หญิง : เอสโตรเจนและโปรเจสเทอโรน) ฮอร์โมนไทรอยด์ ฮอร์โมนดีเอชอีเอ และโกรว์ธฮอร์โมน ทำให้เรารู้สึกสดชื่น แจ่มใส สมองปลอดโปร่ง นอนหลับสบาย ร่างกายแข็งแรง ไม่อ่อนเพลีย มีสมาธิและความจำดี แต่เมื่อใดที่เรารู้สึกอ่อนเพลีย ไม่สดชื่น นั่นเป็นอาการแสดงที่ร่างกายเราฟ้องว่า ฮอร์โมนต่างๆเหล่านี้เริ่มทำหน้าที่ได้ไม่สมบูรณ์

จะทำยังไงให้ร่างกายเราทำหน้าที่ได้ดีเหมือนเดิม?

โชคดีที่การแพทย์ปัจจุบันสามารถตรวจระดับฮอร์โมนต่างๆได้อย่างละเอียด หลักการก็คือ ร่างกายเราขาดฮอร์โมนตัวไหน ก็ให้ตัวนั้นเข้าไปทดแทน หรือที่เรียกว่า การให้ฮอร์โมนทดแทน นั่นเอง ฟังดูเหมือนง่ายใช่มั้ยคะ แต่ที่ยากก็คือ เราไม่สามารถให้ฮอร์โมนได้ด้วยตัวเอง เพราะเราไม่ทราบว่าร่างกายขาดฮอร์โมนตัวไหนบ้าง การรับประทานฮอร์โมนเองอาจทำให้เราได้รับอันตรายจากการได้รับยาเกินขนาด หรือรับยาโดยไม่จำเป็น รวมถึงข้อห้ามใช้ต่างๆ ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุด คือ การพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย เพื่อตรวจดูระดับฮอร์โมนในร่างกาย รวมถึงปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ จากนั้นแพทย์ก็จะพิจารณาให้ฮอร์โมนทดแทนตามระดับที่เหมาะสมค่ะ โดยฮอร์โมนที่ใช้ควรเป็น Bio-Identical Hormones คือ ฮอร์โมนที่มีลักษณะเหมือนฮอร์โมนธรรมชาติในร่างกาย

แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อ และกระดูกสันหลัง เผย ‘โรคกระดูกสันหลังเสื่อม’ รู้เร็ว รักษาได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/677660

วันที่ 09 มี.ค. 2565 เวลา 09:15 น.แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อ และกระดูกสันหลัง เผย 'โรคกระดูกสันหลังเสื่อม' รู้เร็ว รักษาได้

เมื่อประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว โรคภัยไข้เจ็บอันเนื่องมาจากความเสื่อมของร่างกายย่อมมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น “กระดูกสันหลังเสื่อม” นับเป็นโรคที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดและความทรมานในผู้สูงอายุ รวมถึงเป็นภาระให้กับผู้ดูแลอย่างมาก

เรื่องนี้ นพ.ศรัณย์ ก่อวุฒิกุลรังษี แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อ และกระดูกสันหลัง ศูนย์กล้ามเนื้อกระดูกและข้อ โรงพยาบาลนวเวช ให้ข้อมูลอธิบายผ่านบทความเรื่อง “โรคกระดูกสันหลังเสื่อม” เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่การใช้ชีวิตในสังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ

โรคกระดูกสันหลังเสื่อมคืออะไร?

โรคกระดูกสันหลังเสื่อม คือความเสื่อมของโครงสร้างร่างกายที่ช่วยให้มนุษย์สามารถยืนหรือนั่งตัวตรงได้ ประกอบไปด้วย ปล้องกระดูกสันหลัง หมอนรองกระดูก ข้อต่อ เอ็นยึดข้อต่อ และกล้ามเนื้อข้างเคียง มักพบในตำแหน่งที่มีการเคลื่อนไหวเป็นประจำ เช่น กระดูกสันหลังส่วนคอ และกระดูกส่วนเอว โดยส่วนใหญ่จะพบในผู้ป่วยอายุ 40 ปีขึ้นไป อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันเราพบผู้ป่วยที่มีอายุน้อยลงเรื่อย ๆ เนื่องจากลักษณะการทำงานที่นั่งหรือยืนในท่าเดิมนานๆ และรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป รวมถึงไม่มีเวลาออกกำลังกายเท่าที่ควร

โครงสร้างของกระดูกสันหลัง

กระดูกสันหลัง (Spine) เป็นโครงสร้างตามธรรมชาติของร่างกายที่สร้างขึ้นเพื่อปกป้องระบบประสาทส่วนกลาง ในที่นี้คือไขสันหลัง และเส้นประสาท และในมนุษย์จะมีรูปร่างแตกต่างจากสัตว์ชนิดอื่น ๆ เพราะสามารถยืนตั้งตัวตรงได้ และช่วยในการเคลื่อนไหว โดยกระดูกสันหลัง ประกอบไปด้วย

1. ปล้องกระดูกสันหลัง (Vertebra)

2. หมอนรองกระดูกสันหลัง (Intervertebral disc)

3. ข้อต่อระหว่างกระดูก (Facet joint)

4. เอ็นยึดข้อต่อ (Ligament)

นอกจากนี้ ยังมีกล้ามเนื้อข้างเคียงที่ช่วยพยุงและยึดโยงกระดูกสันหลังชิ้นต่าง ๆ เพื่อใช้ในการเคลื่อนไหวของร่างกายอีกด้วย

สาเหตุของโรคกระดูกสันหลังเสื่อม

  1. อายุที่มากขึ้น
  2. น้ำหนักตัวที่มากเกินไป
  3. การอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งต่อเนื่องเป็นเวลานาน ๆ เช่น นั่งทำงาน หรือยืน
  4. การทำงานใช้งานหลังที่ไม่เหมาะสม เช่น ทำงานในท่าก้มเป็นประจำ เช่น ช่างซ่อมรถยนต์ หรือการแบกของหนัก ๆ เกินเกณฑ์เป็นเวลานาน ๆ
  5. วิถีชีวิตที่ใช้งานกระดูกคอมากขึ้น เช่น การก้มดูโทรศัพท์มือถือ การใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน

เมื่อเกิดการใช้งานซ้ำ ๆ เหล่านี้ หมอนรองกระดูกจะเริ่มมีร่องรอยความเสียหาย จากนั้นก็จะเริ่มมีการสูญเสียน้ำ และมีการยุบตัวลง เกิดการไม่มั่นคงของโครงสร้างเกิดขึ้น กล้ามเนื้อข้างเคียงพยายามพยุงโครงสร้างเหล่านี้ และร่างกายตอบสนองด้วยการสร้างกลุ่มกระดูกงอก เพื่อรองรับโครงสร้างที่ไม่มั่นคงดังกล่าว ผู้ป่วยจะเริ่มปวดเมื่อมีการคลอนของโครงสร้างเกิดขึ้น ถ้าหมอนรองกระดูกที่ยุบและกลุ่มกระดูกที่งอกนี้ไปกดเส้นประสาทข้างเคียงก็จะทำให้เกิดอาการทางระบบประสาท

อาการของโรคกระดูกสันหลังเสื่อมแบ่งได้ 2 กลุ่มใหญ่ ๆ

1. อาการที่เกี่ยวกับระบบโครงสร้าง ได้แก่ อาการปวดคอ อาการปวดหลัง มักจะเป็น ๆ หาย ๆ อาจปวดเวลานั่งนาน ๆ หรือปวดเวลาขยับตัว หากผู้ป่วยที่มีอาการปวดคอ ก็อาจจะมีอาการปวดร้าวไปที่ท้ายทอย หรือบริเวณไหล่ได้ ผู้ป่วยบางรายที่มีการแข็งตัวของกระดูกสันหลัง ก็จะเกิดการก้มเงยได้ลำบาก ขยับตัวได้ลำบาก

2. อาการที่เกี่ยวกับระบบประสาท ซึ่งเกิดจากโครงสร้างของกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาทหรือไขสันหลัง ได้แก่ การปวดร้าวไปที่แขนหรือขา อาจมีอาการชา หรือการอ่อนแรงร่วมด้วย ซึ่งอาการจะเป็นข้างเดียว หรือเป็นทั้งสองข้างก็ได้ อาการทางระบบประสาทก็จะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของรอยโรคที่เกิดขึ้น ผู้ป่วยที่มีไขสันหลังถูกกดทับ นอกจากอ่อนแรงแล้ว ก็อาจมีอาการเดินลำบาก การใช้มือหยับจับของได้ไม่ถนัด หรือมีการกลั้นปัสสาวะและอุจจาระไม่ได้

การวินิจฉัยโรคกระดูกสันหลังเสื่อม

หลังจากแพทย์ซักประวัติอาการปวด ลักษณะการใช้งาน และประวัติอื่น ๆ และตรวจร่างกาย ทั้งการเคลื่อนไหวกระดูกและข้อ และระบบประสาทแล้ว แพทย์จะส่งทำเอ็กซเรย์กระดูกสันหลังส่วนที่เกี่ยวข้อง หากได้ข้อมูลไม่ชัดเจน จำเป็นต้องทำ MRI เพื่อดูลักษณะของโครงสร้างที่เราสงสัย นอกจากนี้ อาจจำเป็นต้องตรวจการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อด้วยกระแสไฟฟ้า (EMG) ในผู้ป่วยบางราย สำหรับการเจาะเลือดเพื่อดูค่าผลเลือดที่เกี่ยวข้องนั้นจะทำในกรณีที่ต้องการวินิจฉัยแยกโรคอื่นที่มีอาการคล้ายกัน

การรักษาโรคกระดูกสันหลังเสื่อม

1. การรักษาแบบอนุรักษ์

-การให้ยาลดปวดหรือยาต้านอักเสบ

-การให้ยาลดปวดเส้นประสาท

-การทำกายภาพบำบัด เช่น การใช้ความร้อน การดึงหลังหรือคอ

-การฉีดยาสเตียรอยด์ เพื่อลดปวดตามข้อบ่งชี้

2. การรักษาโดยการผ่าตัด ซึ่งรูปแบบการผ่าตัดจะขึ้นอยู่กับลักษณะของรอยโรคที่ผู้ป่วยเป็น เช่น การผ่าตัดเพื่อยกจุดกดทับ หรือการผ่าตัดเพื่อเสริมความมั่นคง โดยการใส่เหล็กดาม

การป้องกันโรคกระดูกสันหลังเสื่อม

  1. การใช้งานหลังให้ถูกวิธี เช่น เวลาเรานั่ง เราควรจะต้องตัวตรง หลังชิดกับพนักพิง อาจจะมีหมอนเล็ก ๆ รองที่บริเวณหลังกับพนักพิง สำหรับเก้าอี้ที่ดี พนักพิงควรจะสูงถึงบริเวณไหล่ ส่วนเรื่องคอ บางครั้งเราก็จะเผลอในการที่จะก้มคอดูโทรศัพท์ หรืออ่านหนังสือ หรือดูจอโน๊ตบุ๊ค เราจะต้องคอยรู้ตัวตลอดเวลา ว่าคอเราควรจะตั้งตรง ตามองตรง และมองสิ่งที่เราจะมองลงไปประมาณ 15-20 องศา ก็จะช่วยทำให้อาการปวดคอลดลงได้
  2. ไม่ควรใช้หลังในท่าเดิม ๆ นานเกินไป คววรหยุดพักยืดเส้นยืดสาย เช่น การนั่งเกิน 45 นาที ควรมีเวลาพักเปลี่ยนอิริยาบถประมาณ 10-15 นาที
  3. ออกกำลังกายเพื่อเสริมความแข็งแรง และเสริมความยืดหยุ่น เช่น การฝึกเกร็งหน้าท้องและกล้ามเนื้อหลัง ทั้งในเวลาที่มีการใช้งาน หรือจัดเวลาการออกกำลังกายเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อกลางลำตัว เช่น Planking นอกจากนี้ก็ยังต้องมีการออกกำลังเพื่อเสริมความยืดหยุ่นให้กับร่างกายด้วย
  4. ลดการใช้งานหลังที่ไม่เหมาะสม งดการยกของหนัก หรือกิจกรรมที่มีความเสี่ยงบาดเจ็บที่บริเวณหลัง
  5. การควบคุมน้ำหนักไม่ให้มากเกินเกณฑ์
  6. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่

Covid warning, advice for pregnant women, those with newborns

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/life/40013198


Pregnant women and those in the postpartum period are more likely to be infected with Covid-19 as 87 per cent have not been vaccinated, the Department of Health warned on Tuesday.

Covid warning, advice for pregnant women, those with newborns

Director-general Dr Suwanchai Wattanayingcharoenchai said 224 Covid-19 patients from February 27 to March 5 were pregnant women and women six months after pregnancy.

There were a total of 7,210 patients in the infected group and 110 deaths. They gave birth to 4,013 children, 319 of whom were infected while 67 died.

Some 6,292 of them, or 87 per cent, were unvaccinated, he said, while 398, or 5 per cent, received only a first dose. Another 550, or just 8 per cent, got a second dose.

According to available information, the fatality rate decreases by 10 times for patients who have received two doses of vaccines.

In total, 117,385 pregnant women have received the first dose of vaccines while 105,094 have received a second dose. Some 17,361 have got a booster dose, Suwanchai said.

The Public Health Ministry aims to fully vaccinate 240,000 pregnant women.

Deputy director-general Dr Ekachai Piansriwatchara said infected pregnant women with mild or no symptoms can isolate at home.

They should not come into contact with anyone and be separated from elders and children. They need to have separate utensils, open their room windows for better ventilation and avoid sleeping with other family members in an air-conditioned room.

Ekachai advised isolated pregnant patients to monitor symptoms of vaginal bleeding and fluid leak as well as preeclampsia.

They must lie on their left side for better blood circulation and should not lie on their back if they are just about to give birth.

Infected pregnant women who have difficulty breathing, feel unusually tired, have pneumonia or have a tight chest or chest pain should go to hospital immediately.

Ekachai said infected pregnant patients do not have to undergo a caesarean section as it takes four to five hours to prepare for this. He advised normal childbirth except for special cases.

Infected women who have just given birth and have mild or no symptoms can hold their uninfected newborns, but they need to wear a mask and wash their hands regularly, he advised.

According to Ekachai, breast milk cannot be infected with Covid-19 so new mothers can go ahead and feed their newborns after cleaning their breasts using a cloth and warm water.

However, the doctor warned infected pregnant women not to use Favipiravir or Fah Talai Jone because this could affect their newborns.

Published : March 09, 2022

By : THE NATION

Negative news reports can hurt us mentally, physically, warns psychologist

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/life/40013171


Keeping track of local and world news, especially the ongoing Russia-Ukraine war and economic damage or deaths caused by the Covid-19 pandemic, can affect people’s mental health, a psychology professor said last week.

Negative news reports can hurt us mentally, physically, warns psychologist

On the Facebook page Mahidol Channel, Asst Prof Wanlop Atsariyasing said if people follow too much depressing news, they are likely to suffer from “Headline Stress Disorder”. Though this problem has not been recognised as a disease, it can be considered a psychological disorder.

Wanlop lectures on Child and Adolescent Psychiatry.

He said bad news can affect people both mentally and physically, via symptoms like palpitation, tight chest, insomnia, anxiety, depression and anger.

In the long term, these problems can develop into diseases like hypertension, anxiety disorder and depression.

The professor said people who already suffer from anxiety or depression, those who spend a lot of time online and lack judgement when following the news are likely to suffer from this disorder. The Headline Stress Disorder may also affect those who suffer from physical and mental exhaustion.

To avoid developing this disorder, Wanlop advised people to:

  • Limit the time spent on consuming news
  • Avoid news media and social media if you are stressed
  • Do not believe every headline you read
  • Check facts first and always consume news from reliable sources
  • Wait for more facts and developments

Wanlop also advised people to consume positive news as well, and avoid reading news reports before going to bed. He also said people should opt for more relaxing activities and fun conversations with friends and family.

He added that people who are overcome with stress and anxiety can call the Department of Mental Health’s 1323 hotline, talk to its chatbot or consult a psychologist or psychiatrist.

Published : March 08, 2022

By : THE NATION

Q&A แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรม ผ่าทุกประเด็นศัลยกรรมที่คนอยากรู้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/677423

วันที่ 07 มี.ค. 2565 เวลา 08:57 น.Q&A แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรม ผ่าทุกประเด็นศัลยกรรมที่คนอยากรู้

สัมภาษณ์พิเศษ นพ.สุรสิทธิ์ อัศดามงคล แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่งและเสริมสร้างใบหน้า ประธานกรรมการบริหารโรงพยาบาลบางมด สมาชิกสมาคมศัลยกรรมตกแต่ง–เสริมสวย แห่งอเมริกา ญี่ปุ่น และนานาชาติ

Q : ศัลยกรรมยอดฮิตที่คนไทยนิยมทำกันมาก คือศัลยกรรมประเภทใด?

A : ปัจจุบันคนไทยใส่ใจดูแลตัวเองกันมาก ทำให้เห็นการเติบโตของสถานเสริมความงามกันอย่างแพร่หลาย เรียกได้ว่าเป็นเทรนด์กันไปแล้ว โดยศัลยกรรมยอดฮิต 5 อันดับแรกของคนไทย คือ

1. ทำตา

2. ทำจมูก

3. ทำหน้าอก

4. ดึงหน้า

5. เสริมสะโพก-ก้น 

ด้วยเพราะเทคนิคทางการแพทย์ที่ทำให้การผ่าตัดศัลยกรรมเป็นเรื่องที่ปลอดภัยและทำได้ง่าย ไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน ความเจ็บปวดน้อยลง แผลมีขนาดเล็ก รวมทั้งการดูแลหลังการผ่าตัด ไม่ใช่เรื่องที่ยุ่งยาก จึงทำให้การตัดสินใจทำศัลยกรรมของคนไทยเป็นเรื่องง่าย และนิยมทำกันมากขึ้น

Q : เพราะเหตุใดในปัจจุบัน คนจึงมองเรื่องการทำศัลยกรรมเป็นเรื่องปกติ และกล้าเปิดเผยมากขึ้น

A : เนื่องด้วยค่านิยมการทำศัลยกรรมในประเทศไทยเปลี่ยนไปจากเดิมมาก ผู้คนต่างชื่นชอบการมีรูปลักษณ์ที่สวยงาม และให้ความสำคัญกับการดูแลตนเอง แตกต่างจากเมื่อก่อน ที่หากมีคนทำศัลยกรรมจะถูกมองในแง่ลบ แต่ปัจจุบันการทำศัลยกรรม แสดงถึงการดูแลเอาใจใส่ตัวเอง ซึ่งสังคมก็จะมองในแง่บวกมากขึ้น  ทำให้ผู้ที่มาทำศัลยกรรมกล้าที่จะพูด กล้าเปิดเผย รวมทั้งบอกต่อเรื่องการทำศัลยกรรมมากขึ้น เพราะค่านิยมของสังคมเรื่องการทำศัลยกรรมที่เปลี่ยนไปในทางบวก ผู้ที่ทำศัลยกรรมจะมีความมั่นใจ และมีความสุขในชีวิตอย่างมาก ทุกครั้งที่ได้รับคำชื่นชม หรือส่องกระจกเห็นใบหน้า รูปร่างของตนเองที่ดูดีขึ้น ส่งผลต่อการใช้ชีวิต โอกาสที่ดีในการทำงานต่าง ๆ ที่ล้วนมาจากความมั่นใจในตัวเองทั้งสิ้น

นอกจากนี้ อีกประการหนึ่งที่ทำให้คนสนใจทำศัลยกรรมมากขึ้นกว่าแต่ก่อน คือเทคนิคและเทคโนโลยีการผ่าตัดที่ดีขึ้น สมัยก่อนถ้าทำศัลยกรรมแต่ละครั้งจะบวมช้ำนาน แผลผ่าตัดก็ยาว ทำไปแล้วผลลัพธ์ก็ไม่เป็นธรรมชาติ แต่ปัจจุบันเทคนิคการผ่าตัดทำศัลยกรรมความงามแผลเล็กมาก เจ็บน้อย หายเร็ว และให้ความเป็นธรรมชาติมา คนก็เลยนิยมหันมาทำศัลยกรรมมากขึ้น

Q : เมื่อพูดถึงเรื่องปลอดภัยในการทำศัลยกรรม ควรพิจารณาถึงปัจจัยใดบ้าง

A : การทำศัลยกรรมเมื่อเป็นการผ่าตัดขนาดใหญ่ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยศัลยแพทย์ที่มีประสบการณ์ เนื่องจากการผ่าตัดต้องอาศัยความชำนาญการเฉพาะทางจึงจะมีความปลอดภัยสูง อีกทั้งสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน มีความน่าเชื่อถือ มีที่พักฟื้นและการดูแลที่ดี ซึ่งหากเป็นการผ่าตัดขนาดใหญ่ที่ต้องดมยาสลบ ก็จำเป็นต้องมีวิสัญญีแพทย์ที่ชำนาญการคอยดูแล ต่อมาควรพิจารณาเรื่องคุณภาพ ดูผลลัพธ์จากการผ่าตัด ซึ่งต้องศึกษาดูเคสตัวอย่างประกอบ แต่วิธีที่ดีที่สุดอาจจะพิจารณาจากประสบการณ์ตรงจากคนใกล้ชิด เช่น ญาติ พี่น้อง คนในครอบครัว หรือเพื่อน ที่อาจจะทำศัลยกรรมมาแล้วได้ผลลัพธ์ที่ดี ก็ย่อมมีความน่าเชื่อถือได้ ซึ่งหากเมื่อพิจารณาจากความปลอดภัย และคุณภาพแล้วค่อยมาดูเรื่องความเหมาะสมของของราคากันอีกที

Q : แนะนำวิธีการเลือกแพทย์และสถานพยาบาลอย่างไรให้ปลอดภัย

A : สามารถเช็กได้โดยการนำชื่อศัลยแพทย์ ไปเช็กจากฐานข้อมูลบนเว็บไซต์แพทยสภา ที่ดูได้ว่ามีประสบการณ์กี่ปี เรียนจบเฉพาะทางด้านใด

สำหรับสถานพยาบาลสามารถเช็กจากเว็บไซต์กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เพื่อความมั่นใจ ก่อนการตัดสินใจเพื่อทำศัลยกรรม

Q : การเตรียมตัว สำหรับผู้ที่สนใจทำศัลยกรรม

A : เมื่อมีความมั่นใจและตั้งใจที่จะทำศัลยกรรมแล้ว การเตรียมความพร้อมก่อนการทำศัลยกรรมก็เป็นเรื่องสำคัญผู้ที่จะเข้ารับการทำศัลยกรรมควรเตรียมร่างกายให้พร้อม พักผ่อนให้เต็มที่ ไม่เครียด ไม่กังวล สำหรับผู้ที่เป็นโรคความดันสูง ก็ต้องควบคุมความดันให้ปกติเสียก่อน หรือหากมีโรคประจำตัวหรือประวัติการใช้ยาใด ก็ควรแจ้งประวัติให้แพทย์และพยาบาลทราบ เนื่องจากยาบางตัวอาจส่งผลกระทบต่อการผ่าตัด และควรงดดื่มเครื่องดื่มแอลกออฮอล์และบุหรี่อย่างน้อย 1 สัปดาห์ เนื่องจากเครื่องดื่มแอลกออฮอล์และบุหรี่มีผลต่อหลอดเลือดและการแข็งตัวของเลือด ทำให้แผลหายช้าและบวมช้ำได้นาน โดยเฉพาะการผ่าตัดใหญ่ เช่น การผ่าตัดดึงหน้า หรือการตัดไขมันหน้าท้อง การสูบบุหรี่ เพิ่มความเสี่ยงต่อการขาดเลือดของผิวหนังและเกิดผิวหนังตายได้

Q : มองทิศทางวงการศัลยกรรมในประเทศไทย เป็นอย่างไร

A : ในอนาคตประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางการผ่าตัดศัลยกรรมความงามอย่างแน่นอน เนื่องจากคุณภาพ เทคนิคการผ่าตัดและฝีมือศัลยแพทย์ไทยทัดเทียมและไม่เป็นรองประเทศใด โดยเน้นการทำศัลยกรรมให้น้อยแต่มีประสิทธิภาพ  ซึ่งสำคัญมากที่ต้องให้ศัลยแพทย์วิเคราะห์อย่างละเอียดก่อนการผ่าตัด 

อย่างไรก็ตาม แม้ที่ผ่านมาและในปัจจุบันจะยังอยู่ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 แต่ศูนย์ศัลยกรรมความงามโรงพยาบาลบางมด ก็มีโอกาสได้ดูแลผู้เข้ารับบริการศัลยกรรมทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติทั้งที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ที่ให้ความเชื่อมั่นและเลือกเข้ามาผ่าตัดศัลยกรรมอย่างต่อเนื่อง ทำให้เล็งเห็นถึงพฤติกรรมของการใส่ใจดูแลตัวเองของคนในปัจจุบัน โดยศูนย์ศัลยกรรมความงามโรงพยาบาลบางมด ยึดมั่นในการดูแลคนไข้ด้วยมาตรฐานความปลอดภัย และปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างเคร่งครัด เพื่อคลายความกังวลใจ พร้อมสร้างความมั่นใจให้คนไข้จากการผ่าตัดศัลยกรรม

Q : ความคิดเห็นเกี่ยวกับ “ศัลยกรรมเจนใหม่ ไม่จำกัดเพศ”

A : เมื่อตลาดศัลยกรรมปัจจุบันเปิดกว้างมากขึ้นและได้รับความสนใจจากทุกเพศ ทุกวัย จากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเพศหญิง เพศชาย หรือกลุ่ม LGBT เพศทางเลือกก็หันมาสนใจทำศัลยกรรมเพื่อเสริมจุดด้อยให้สวยงาม เสริมจุดเด่นให้ยิ่งโดดเด่น สร้างบุคลิกและความมั่นใจให้กับตนเอง จากที่ผ่านมาอาจจะเห็นว่าการศัลยกรรมอยู่ที่เพศหญิงวัยเริ่มทำงาน หรือกลุ่ม LGBT เพศทางเลือก แต่ปัจจุบันจะเห็นการทำศัลยกรรมเสริมความงามในผู้ชายก็เป็นที่ยอมรับมากขึ้น หรือแม้กระทั่งในผู้สูงอายุก็ตัดสินใจมาทำศัลยกรรม เพราะเทคนิคทางการแพทย์มีความปลอดภัย ใช้เวลาพักฟื้นไม่นาน ดูสวยขึ้น และผลลัพธ์ของการทำศัลยกรรมที่ให้ความเป็นธรรมชาติอีกด้วย