เมื่อ 1 ใน 10 ของประชากรทั่วโลกมีภาวะไตเรื้อรัง สังเกตอาการ ส่องกลุ่มเสี่ยง เลี่ยงไตวาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/677384

วันที่ 06 มี.ค. 2565 เวลา 13:33 น.เมื่อ 1 ใน 10 ของประชากรทั่วโลกมีภาวะไตเรื้อรัง สังเกตอาการ ส่องกลุ่มเสี่ยง เลี่ยงไตวาย

นพ.โสฬส จาตุรพิศานุกูล อายุรแพทย์โรคไต โรงพยาบาลวชิรพยาบาล ชวนเสริมสร้างภูมิความรู้ควบคู่การดูแลไต ห่วงคนไทยมีภาวะไตเรื้อรังซ่อนอยู่

โรคไตเรื้อรัง เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญทั้งของประเทศไทยและทั่วโลก ประมาณการณ์กันว่า 1 ใน 10 ของประชากรผู้ใหญ่ทั่วโลกนั้นมีภาวะไตเรื้อรัง แม้ปัจจุบันจะมีการรักษาไตเรื้อรังระยะสุดท้ายด้วยการบำบัดทดแทนไตวิธีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดเปลี่ยนไต การฟอกไตทางช่องท้องและการฟอกเลือดก็ตาม แต่ผู้ป่วยกลุ่มนี้ก็ยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้และยังไม่มียาตัวใด ๆ ที่สามารถฟื้นการทำงานของไตเรื้อรังให้กลับมาสู่ภาวะปกติ ดังนั้น การรักษาโรคไตเรื้อรังที่ดีที่สุดในปัจจุบันจึงเป็นการป้องกันและการชะลอไตเสื่อมไม่ให้ผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะไตวายระยะสุดท้ายนั่นเอง

ถึงแม้โรคไตเรื้อรังจะเป็นโรคที่พบได้บ่อยและมีความสำคัญ แต่ผู้ป่วยจำนวนมากนั้นไม่ทราบว่าตนเองมีภาวะไตเรื้อรังซ่อนอยู่ เนื่องจากอาการเริ่มต้นของโรคไตเรื้อรังมักจะไม่มีอาการหรือมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น มีปัสสาวะตอนกลางคืน หรือมีปัสสาวะเป็นฟอง

การคัดกรองโรคไตเรื้อรังในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงจึงมีความสำคัญเพื่อทำให้สามารถวินิจฉัยและรักษาโรคไตเรื้อรังได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงของโรคดังต่อไปนี้ เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด เก๊าท์ โรคแพ้ภูมิตนเอง ผู้ป่วยที่มีเรื่องนิ่วหรือติดเชื้อทางเดินปัสสาวะหลายครั้ง คนที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคไตเรื้อรัง และผู้ป่วยที่รับประทานยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เป็นประจำ เป็นต้น ผู้ป่วยกลุ่มนี้ควรได้รับการตรวจคัดกรองด้วยการตรวจเลือดดูการทำงานของไตและตรวจดูความผิดปกติของปัสสาวะอย่างน้อยปีละครั้ง

เมื่อตรวจพบโรคไตเรื้อรังแล้ว การรักษาจะมุ่งเน้นเพื่อชะลอการเสื่อมของไตไม่ให้ผู้ป่วยเข้าสู่ไตวายระยะสุดท้ายและเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคไต การรักษาจะมีทั้งการรักษาสาเหตุและการควบคุมปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำให้ไตเสื่อมได้ไวขึ้น ส่วนใหญ่แล้วยาของแพทย์เพียงอย่างเดียวนั้นอาจจะไม่สามารถทำให้ถึงเป้าหมายของการรักษาได้ ผู้ป่วยที่มีความรู้ในการดูแลตนเองและสามารถปฏิบัติตนให้ถูกต้องจะทำให้ผลของการรักษาดีขึ้น โดยสามารถทำได้ ดังนี้

1. รับประทานยาครบตามกำหนด เพื่อควบคุมความดันโลหิตและภาวะเบาหวานให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

2. งดสูบบุหรี่ เนื่องจากเพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมองและทำให้ไตเสื่อมไวขึ้น

3. หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวด ยาลูกกลอน ยาสมุนไพรที่ไม่ได้มีการรับรอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนซื้อยามารับประทานเองทุกครั้ง

4. ลดอาหารรสเค็มและรับประทานสารอาหารประเภทโปรตีน, อาหารที่มีโพแทสเซียมและฟอสฟอรัสในปริมาณที่เหมาะสม โดยอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไตอาจจะมีความแตกต่างแต่ละระยะของโรค จึงควรรับประทานอาหารตามที่แพทย์หรือนักกำหนดอาหารแนะนำ

5. ควบคุมน้ำหนักให้ดัชนีมวลกายอยู่ในเกณฑ์ปกติ BMI (18.5-25) และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

6. หลีกเลี่ยงความเครียดและมาพบแพทย์ตามกำหนด

การรักษาโรคไตเรื้อรังมีความก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมทั้งการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ สามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็วไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับโรคไตเรื้อรัง การปฏิบัติตัว ผลการศึกษาวิจัยใหม่ ๆ เป็นต้น การเสริมสร้างภูมิความรู้เหล่านี้ของผู้ป่วยและญาติจะทำให้การดูแลโรคไตเรื้อรังทำได้ดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกันผู้ป่วยและญาติก็ควรจะต้องระวังข้อมูลที่ผิดหรือการโฆษณาเกินจริงซึ่งสามารถแฝงเข้ามาตามช่องทางเหล่านี้ได้เช่นกัน นอกจากจะทำให้เสียเงินโดยไม่จำเป็นแล้วยังอาจจะมีผลเสียต่อโรคไตที่เป็นอยู่ด้วย ข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้รับมาจึงควรนำไปปรึกษากับทีมแพทย์ผู้รักษาก่อนเสมอเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและนำมากำหนดวางแผนการรักษาร่วมกัน

และเพื่อเป็นการเผยแพร่ความรู้เรื่องโรคไต สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เตรียมจัดกิจกรรมวันไตโลก ในปี 2565 ขึ้น ภายใต้คำขวัญ “เสริมสร้างภูมิความรู้ ควบคู่การดูแลไต” โดยในปีนี้กิจกรรมสัปดาห์วันไตโลกจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6- 13 มีนาคม 2565 และจะจัดงานวันไตโลก ในวันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม 2565 ในรูปแบบออนไลน์(Facebook live/zoom) ผ่านเพจเฟซบุ๊ก สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย ตั้งแต่เวลา 10.00 – 13.30 น.ดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ www.nephrothai.org

“โพรไบโอติก” จุลินทรีย์มีประโยชน์ ตัวช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/677269

วันที่ 04 มี.ค. 2565 เวลา 10:12 น.“โพรไบโอติก” จุลินทรีย์มีประโยชน์ ตัวช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน

สร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายในระยะยาว “โพรไบโอติก” คือคำตอบ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย ได้ออกมาเปิดเผยว่า อาการลองโควิด (Long COVID) หรือภาวะของคนที่หายจากโควิด-19 แล้วแต่ยังต้องเผชิญกับอาการที่หลงเหลืออยู่ มีโอกาสเกิดขึ้นได้ 30-50% จากจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่รักษาหายแล้ว โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการป่วยรุนแรง ดังนั้น ผู้ป่วยลองโควิด-19 ควรดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงและสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของตนเองอยู่เสมอ*

โดยนอกจากการกินอาหารที่ดีมีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ นายแพทย์สุวรรณชัย ยังแนะนำให้บริโภคอาหารที่มีจุลินทรีย์สุขภาพ หรือโพรไบโอติกส์ (Probiotics) ได้แก่ โยเกิร์ต นมเปรี้ยว โดยควรเลือกชนิดที่มีนํ้าตาลน้อย และทานร่วมกับอาหารที่มีใยอาหารสูง เพื่อเป็นอาหารให้จุลินทรีย์สุขภาพ และช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เพื่อให้ร่างกายต่อสู้กับภาวะลองโควิดได้อย่างดีที่สุด เพราะโพรไบโอติกจะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อฉวยโอกาสในร่างกาย เช่น โควิด เพราะหากร่างกายอ่อนแอ โควิดก็ทำร้ายเราได้ง่ายขึ้น

ในช่วงเวลาที่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องแบบนี้ การดูแลสุขภาพโดยเฉพาะการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอย่อมเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนให้ความสนใจ นอกเหนือจากการเว้นระยะห่างทางสังคม การหมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ และการสวมหน้ากากเป็นประจำ สิ่งสำคัญที่ทุกคนพึงปฏิบัติก็คือการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกายเป็นประจำ และการพักผ่อนให้เพียงพอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนควรปฏิบัติอยู่แล้วไม่ว่าจะมีโควิด-19 หรือไม่

และในเมื่อเรายังคงต้องใช้ชีวิตกับโควิด-19 ต่อไป จึงน่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่ทุกคนจะหันมาดูแลและเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของตนเองให้แข็งแรงจนเป็นนิสัย เพื่อช่วยให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับเชื้อโรคได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งหนึ่งในเคล็ดลับที่ทำได้ง่ายที่สุดและสามารถทำได้ทุกวันก็คือ การรับประทาน “โพรไบโอติก” หรือจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ เพราะโพรไบโอติกมีจุดเด่นในเรื่องการช่วยปรับสมดุลของลำไส้และมีส่วนช่วยในระบบภูมิคุ้มกัน พร้อมทั้งช่วยให้การทำงานของทางเดินอาหารเป็นปกติ

ทางด้านจากข้อมูลของ ดัชมิลล์ ผู้นำสินค้านมเปรี้ยวและโยเกิร์ตที่ได้นำเข้าและพัฒนาโพรไบโอติกลิขสิทธ์เฉพาะของดัชมิลล์หลายสายพันธุ์ เช่น LGGTM ซึ่งมีผลการวิจัยรับรองมากที่สุดว่าสามารถช่วยสร้างเสริมภูมิคุ้มกันได้ และ Immulus สายพันธุ์ทีได้รับการยอมรับจากทั่วโลก  โดยข้อมูลบ่งชี้ว่า กว่า 70% ของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายนั้นอยู่ที่ลำไส้ เมื่อดูแลลำไส้ได้ดีก็เป็นจุดเริ่มต้นของการมีสุขภาพที่ดีด้วยเช่นกัน ดังนั้น การรับประทานทานโพรไบโอติกเป็นประจำจะมีส่วนช่วยเรื่องระบบภูมิคุ้มกันและยังช่วยลดการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารและลำไส้อีกด้วย

โพรไบโอติกคือจุลินทรีย์สุขภาพ พบได้ในอาหารที่เราบริโภคกันทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นโยเกิร์ต นมเปรี้ยว กิมจิ ผักดอง เต้าเจี้ยว ฯลฯ ซึ่งเมื่อรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะจะช่วยเสริมจุลินทรีย์ในลำไส้ใหญ่ ก่อให้เกิดประโยชน์ดี ๆ ต่อร่างกาย จึงไม่น่าแปลกใจที่มีการใช้โพรไบโอติกในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารร่วมในการรักษาโรค เช่น อาการท้องเสียจากการไม่ย่อยน้ำตาลแลคโตสในนม ท้องเสียจากยาปฏิชีวนะ อาหารเป็นพิษ ลำไส้แปรปรวน ท้องผูก และภูมิแพ้ เป็นต้น

คำถามต่อมาก็คือ แล้วปริมาณโพรไบโอติกที่เราควรรับประทานนั้น แค่ไหนจึงจะเรียกว่าพอเหมาะ?

คำตอบก็คือ ทานได้ทุกวัน ทุกคนสามารถเลือกรับประทานนมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ต เช่น ดัชมิลล์พลัส ดัชชี่ไบโอ นมเปรี้ยวดีไลท์ และโปรบิแล็คได้ทุกวันเพื่อการดูแลสุขภาพอย่างง่าย ๆ ในราคาที่เข้าถึงทุกคนเพียง 10-15 บาทต่อวันเท่านั้น เพื่อเป็นการเสริมโพรไบโอติกและเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรงได้อย่างสม่ำเสมอ เพิ่มเติมจากการเลือกรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ การออกกำลังกายเป็นประจำ และการพักผ่อนให้เพียงพอ ทั้งนี้ ดัชมิลล์ อยากเห็นคนไทยเข้าถึงสุขภาพที่ดีอย่างเท่าเทียมกัน ยังคงนำนมเปรี้ยวและโยเกิร์ตที่มีโพรไบโอติกไปมอบให้แก่ชุมชนและโรงพยาบาลต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับคนไทยทั้งในสถานการณ์โควิดและในชีวิตประจำวันต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

พวกเราทุกคนยังต้องใช้ชีวิตร่วมกับโควิด-19 ไปอีกนานแค่ไหนไม่มีใครกำหนดได้ แต่สิ่งที่กำหนดได้แน่ ๆ ก็คือการดูแลรักษาสุขภาพร่างกายของเราเองให้แข็งแรงอยู่เสมอในทุก ๆ วัน และหากเป็นเรื่องการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายในช่วงเวลาของการแพร่ระบาดแบบนี้ “โพรไบโอติก” ย่อมเป็นอีกหนึ่งคำตอบที่เลือกได้ไม่ยากเลยสำหรับทุกเพศทุกวัยในทุก ๆ วัน

* อ้างอิงข้อมูลจาก ข่าวสาร กรมอนามัย 16 กุมภาพันธ์ 2565 https://multimedia.anamai.moph.go.th/news/160265/

Clarion call for people to ACT NOW as world marks obesity day on Mar 4

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/life/40013028


World Obesity Day is marked on March 4 every year and aims to raise awareness about obesity and the health impacts it can have.

Clarion call for people to ACT NOW as world marks obesity day on Mar 4

The World Health Organisation (WHO) defines obesity as “abnormal or excessive fat accumulation that presents a risk to health”. It is commonly measured through Body Mass Index (BMI), which if taken into account with waist and height ratios, can give more accurate results. A BMI of over 25 is considered overweight and above 30 is categorised as obese. The BMI is calculated by dividing weight in kilograms with height in metres squared.

This year’s World Obesity Day, marked on Friday, follows the theme “Everybody Needs to Act”.

The World Obesity Federation named March 4 as World Obesity Day in 2015 in a bid to create a system where obesity is prioritised as a health issue. It calls on people living with obesity to come forward and share their experiences, and also aims to put an end to the shame and stigma associated with obesity.

Obesity leads to an increased risk of diseases such as diabetes, cardiovascular diseases and cancer, and those living with obesity are twice as likely to be hospitalised when hit by Covid-19.

According to the federation, more than 800 million people across the world are obese and it is estimated that treating their medical conditions will cost more than US$1 trillion by 2025.

Childhood obesity is also on the rise and is expected to affect at least 250 million children by 2030.

This issue is not limited to rich countries anymore, as it is rising fast in middle- and low-income countries, many of which are also tackling the problem of malnutrition.

Published : March 04, 2022

By : THE NATION

กุมารแพทย์ เตือนภัยร้ายหน้าร้อนที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/677161

วันที่ 03 มี.ค. 2565 เวลา 10:05 น.กุมารแพทย์ เตือนภัยร้ายหน้าร้อนที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม

ต้อนรับฤดูร้อนอย่างเป็นทางการ กุมารแพทย์ เตือนภัยร้ายหน้าร้อนที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม พร้อมแนะนำทิปส์ในการป้องกันเจ้าตัวน้อย และโปรโมชั่นสุดคุ้ม

อุณหภูมิที่พุ่งสูง และอากาศที่เริ่มร้อนอบอ้าวขึ้นทุกวัน เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู้หน้าร้อนอีกครั้ง แต่ถึงแม้ว่าฤดูร้อนของไทยจะทำให้สามารถทำกิจกรรมสนุก ๆ กับเจ้าตัวน้อยได้มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็อาจนำพาสิ่งไม่พึ่งประสงค์ ที่อาจเป็นอันตรายกับเด็ก ๆ มาให้คุณพ่อคุณแม่กังวลใจด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ ดูดูเลิฟ (Dodolove) แบรนด์กางเกงผ้าอ้อมเด็กยอดนิยม จึงเชิญ “พญ. พรนิภา ศรีประเสริฐ” กุมารแพทย์จากเพจ เรื่องเด็กๆ by หมอแอม มาให้คำแนะนำ พร้อมบอกทิปส์ดี ๆ ในการป้องกันภัยที่อาจเกิดขึ้นกับเจ้าตัวน้อยในช่วงหน้าร้อน พร้อมชี้เป้าโปรโมชั่นดี ๆ ให้ผู้ปกครองได้เตรียมพร้อมรับมือ และเพลิดเพลินไปกับความคุ้มค่าสุดพิเศษ ในมหกรรมช้อปปิ้งออนไลน์สุดยิ่งใหญ่ Shopee 3.15 Consumer Day ตั้งแต่วันที่ 4 – 15 มีนาคม 2565

พญ.พรนิภา ศรีประเสริฐ กุมารแพทย์จากเพจเรื่องเด็กๆ by หมอแอม ให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับโรคและอาการต่าง ๆ ที่อาจกวนใจเจ้าตัวน้อยในช่วงหน้าร้อนว่า “อุณหภูมิที่สูงขึ้นมักจะทำให้เกิดสิ่งที่ไม่พึ่งประสงค์กับเด็กเล็ก อายุ 0 – 5 ปี มากที่สุด เนื่องจากภูมิคุ้มกันของเด็กวัยนี้ยังไม่แข็งแรงนัก มีผิวที่บอบบางและเหงื่อออกง่าย ประกอบกับชอบวิ่งเล่นและคว้าสิ่งของเข้าปากโดยไม่รู้ตัว ซึ่งเป็นสาเหตุที่อาจทำให้เจ็บป่วยได้ง่ายกว่าเด็กในช่วงวัยอื่น ๆ ดังนั้น ในช่วงซัมเมอร์นี้ คุณพ่อคุณแม่ควรใส่ใจในการดูแลเจ้าตัวน้อยในช่วงวัยนี้เป็นพิเศษ”

 

ภัยร้ายหน้าร้อนที่ไม่ควรมองข้าม

โรคท้องร่วง ท้องเสีย หรืออุจจาระร่วง: อาหารที่ตั้งทิ้งไว้นานเกินไปที่อุณหภูมิห้องมักบูดเสียได้ง่ายกว่าปกติ เนื่องจากเชื้อแบคทีเรียจะเติบโตได้เร็วในอากาศร้อน หากพ่อแม่ไม่ทราบ อาจทำให้เกิดอาการท้องเสีย ลำไส้อักเสบ หรืออาหารเป็นพิษได้ คุณพ่อคุณแม่สามารถป้องกันได้ง่าย ๆ โดยการให้ลูกรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ บนภาชนะที่มั่นใจได้ว่าสะอาดปราศจากเชื้อโรค และควรหมั่นทำความสะอาด ไม่ว่าจะเป็นการล้างมือถูสบู่ให้เด็ก หรือเช็ดด้วยผ้าเช็ดทำความสะอาด ก่อนหยิบอาหารเข้าปากทุกครั้ง ซึ่งนอกจากจะช่วยป้องกันสิ่งสกปรกไม่ให้เข้าไปในร่างกายแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างนิสัยและสุขอนามัยที่ดีให้ลูกได้อีกด้วย

ผดร้อน: แน่นอนว่าเมื่อเมืองไทยเข้าสู่หน้าร้อน ผิวของเด็กเล็กที่บอบบางก็สามารถเกิดผดได้จากเหงื่อ บริเวณไรผม หน้าผาก ซอกคอ แผ่นหลัง หรือบริเวณที่เหงื่อออกมาก ๆ ซึ่งผื่นหรือผดเหล่านี้จะดีขึ้นเมื่อเหงื่อแห้ง แต่จะกลับมาเป็นใหม่เมื่ออากาศร้อนและเหงื่อออกอีก ดังนั้น ผู้ปกครองจึงควรเลือกเสื้อผ้าที่โปร่งบาง ทำมาจากเส้นใยที่ระบายอากาศได้ง่าย และคอยหาจังหวะให้ลูกหยุดพักจากการเล่นสนุก เพื่อจิบน้ำ และใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดเหงื่อ จะเป็นการช่วยลดผดเหงื่อได้ และสำหรับเด็กเล็กที่ต้องใส่ผ้าอ้อม คุณพ่อคุณแม่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากอุณหภูมิของปัสสาวะหรืออุจจาระที่ร้อนอยู่แล้ว เมื่ออบอยู่ในผ้าอ้อมนาน ๆ ประกอบกับอากาศร้อนชื้นภายนอก จะทำให้ผ้าอ้อมไม่ระบายอากาศออก ยิ่งทำให้ร้อนและเกิดผดเหงื่อได้มากขึ้น ทางที่ดีคือควรเลือกผ้าอ้อมที่ซึมซับได้ดี มีผิวสัมผัสนุ่มสบาย ไม่ก่อให้เกิดการเสียดสี และที่สำคัญสามารถระบายอากาศได้ดี เพื่อให้เจ้าตัวน้อยสามารถสนุกสนานกับกิจกรรมกลางแจ้งได้อย่างปลอดภัยไร้กังวล

พบกับไอเทมเพื่อลูกน้อยจาก ดูดูเลิฟ ไม่ว่าจะเป็นกางเกงผ้าอ้อม ผ้าเช็ดทำความสะอาดสำหรับเด็ก ออร์แกนิค เครื่องนึ่งขวดนมพร้อมอบแห้ง หรือ เครื่องอุ่นนมและฆ่าเชื้อโรค ที่มาพร้อมกับความคุ้มค่าแบบจัดเต็ม คืนกำไรให้คุณพ่อคุณแม่รับซัมเมอร์นี้ ในมหกรรมช้อปปิ้งออนไลน์สุดยิ่งใหญ่ Shopee 3.15 Consumer Day ไม่ว่าจะเป็น ส่วนลดสูงสุด 80% โค้ดส่วนลดเพิ่มสูงสุด 50% และสิทธิพิเศษมากมายเมื่อชำระเงินผ่าน ShopeePay1 ตั้งแต่วันที่ 4 – 15 มีนาคม 2565 และอย่าพลาดข่าวสาร และโปรโมชั่นอื่น ๆ จากร้านออฟฟิเชียลสโตร์ Dodolove Official Store 

Institute article discusses MIS-C, ‘Long Covid’ in children

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/life/40012986


The Queen Sirikit National Institute of Child Health published an article on MIS-C (multisystem inflammatory syndrome in children) and “Long Covid” in young ones, saying MIS-C can occur two to six weeks in children recovering from Covid-19.

Institute article discusses MIS-C, ‘Long Covid’ in children

The exact cause of the syndrome is not known yet, but it appears to be an excessive immune response related to Covid-19, the article said.

Director Adisai Pattatang said MIS-C was first identified in the UK in April 2020.

It was found more in boys than girls, with children aged eight to ten most susceptible. But it was found in only 0.03 per cent of children who contracted Covid.

Symptoms are high fever, rash, red lips, red eyes, lymphadenopathy, vomiting and liquid stools. Some suffer from fatigue, pneumonia or even shock from cardiac arrhythmia.

Fifteen children have been treated at the Queen Sirikit National Institute of Child Health but there has been no fatality yet. Seven to 14 per cent of them suffered from cardiac arrhythmia.

The institute has launched a project to monitor child patients with Long Covid.

This condition occurs in individuals with a history of probable or confirmed SARS CoV-2 infection, usually three months from the onset of Covid-19 with symptoms that last for at least two months, according to the World Health Organisation on October 6, 2021.

These conditions are usually not severe, but chronic.

Patients are given symptomatic treatment.

Department of Medical Services director-general Somsak Akksilp said doctors currently do not know the cause and pathology of Long Covid. They only have a hypothesis that it might be related to a part of the germ which affects the immune system and causes inflammation.

There were many possible risk factors according to many studies, such as being female, old age, obesity, people with underlying disease, having more than five symptoms in the first week, or having severe symptoms in the first phase. However, these factors were not confirmed.

According to the Department of Medical Services, the top 10 symptoms that are commonly found are:

  • Fatigue
  • Difficulty in breathing
  • Coughing
  • Insomnia
  • Headache
  • Hair loss
  • Dizziness
  • Anxiety / stress
  • Short-term memory loss
  • Chest pain.

Published : March 03, 2022

By : THE NATION

People will continue to need vaccine jabs for long-term high immunity: Dr Yong

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/life/40012984


People will need to continue receiving Covid-19 vaccine jabs to stimulate immunity against the virus in the long term, expert virologist Dr Yong Poovorawan wrote on his Facebook page on Thursday.

People will continue to need vaccine jabs for long-term high immunity: Dr Yong

He stressed that Covid-19 vaccines can reduce the severity but cannot prevent infection due to the virus’s short incubation period and mutation.

Yong pointed out that using new Covid-19 variants to produce vaccines would not help improve efficiency.

He went on to write that immunity from Covid-19 is “not very high”, while vaccines cannot prevent infection even though they provide high immunity, but this would eventually decrease as time passed.

“Whatever the vaccine, its maximum efficiency is 14 to 28 days after vaccination and this will eventually decline,” he warned, adding that there is no such thing as “the best vaccine”.

Yong said people can be infected with Omicron easily, but they will develop mild symptoms if they are fully vaccinated or have been infected with other variants before.

However, he pointed out that people who were infected with Omicron could spread the virus, adding that children were among new Covid-19 cases even though they were vaccinated.

Yong stressed that children will have to go to school.

“Schools in many countries including Singapore have not closed but are conducting antigen tests on students. Those who test positive are ordered to isolate at home for seven days. They can then return to school without taking any more tests as the chance is low that they will spread the virus seven days after infection,” he explained.

Yong said he would continue to recommend “stimulating immunity” with vaccines even if people have received the third and fourth jabs.

He made it clear that receiving the third jab is necessary to reduce the severity of the disease and enable the body to become “familiar” with the virus.

“The important thing right now is protecting vulnerable people, while everyone must take care of their health and undergo prevention measures in this new normal era,” he wrote.

Life “must move forward”, he added.

Published : March 03, 2022

By : THE NATION

Virologist says Covid control measures will keep changing according to situation

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/life/40012948


The Covid-19 situation is changing so the prevention measures will also change, expert virologist Dr Yong Poovorawan wrote on his Facebook page on Wednesday.

Virologist says Covid control measures will keep changing according to situation

Yong said that Covid-19 at first was severe and had a high fatality rate two years ago. The disease has been changing over time and the severity was decreasing.

“In the first year, the goal was zero or no patients at all, so prevention measures were strict with nationwide lockdowns. However, we realised in the second year that the goal was impossible, so the focus changed to reducing the number of patients to the least possible. This still involved some lockdowns and suspension of some activities.

“This year [the third year], we know that we must live with the disease. The severity is low while the number of patients is high at around 10,000 per day. The fatality rate is down to 1 to 2 deaths per 1,000 patients.

“We are not following the timeline or closing the country anymore. Prevention measures are aimed at reducing severity in risk groups to reduce fatalities,” he said.

For diagnosis, “patients with mild symptoms or those who are asymptomatic need to take only do ATK tests because RT-PCR has a high cost and cannot be done at every place. Only people in risk groups need to be tested with RT-PCR,” he said.

For treatment, “we are not isolating every patient in field hospitals or hospitels as before. Patients with mild symptoms could be treated at home with symptomatic treatment”, he said.

Yong added that only people at high risk need to undergo quarantine for 10 days, with ATK tests on the third and seventh days. “They will be able to work if test results were negative. However, they still need to strictly take care of themselves for five to seven more days,” he said in the post.

Low-risk people could report for work, but they have to protect themselves and monitor their symptoms for seven days, he suggested.

Yong concluded that the measures will always change, according to the situation at that time.

Published : March 02, 2022

By : THE NATION

Thailand likely to see 50,000-100,000 Covid cases soon: health commission deputy

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/life/40012946


Thailand’s Covid-19 cases have not reached their peak yet and daily infections are expected to rise to between 50,000 and 100,000 cases soon, Public Health Commission vice-chairman Chalermchai Boonyaleephan warned on Tuesday.

Thailand likely to see 50,000-100,000 Covid cases soon: health commission deputy

He said Covid cases in western countries had already reached a peak and declined faster than eastern countries, including Thailand, due to their decision to ease Covid-19 restrictions.

“However, there has been a rise in the number of Covid-19 deaths in western countries and a severe impact on their public health systems,” he said.

“Meanwhile, eastern countries had opted to maintain strict prevention measures, reopening their economies slower than western nations.”

Chalermchai said some of Thailand’s hospitals cannot support increasing Covid-19 cases as the country decided to maintain strict prevention measures.

Thailand likely to see 50,000-100,000 Covid cases soon: health commission deputy

He went on to say that Thailand’s Covid-19 cases are still in an upward trajectory, with a slowdown period every two to three weeks.

He said it was necessary to monitor when the country’s cases would hit a peak, reiterating that daily infections could rise to between 50,000 and 100,000 cases soon.

Chalermchai said the country’s public health system would be able to handle rising Covid-19 cases in the future.

“Hence, the government, public and media should come together to reduce the number of Covid-19 infections and deaths as much as possible,” he added.

Published : March 02, 2022

By : THE NATION

How to ฟื้นฟูผิวสวยให้คุณแม่หลังคลอด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/677050

วันที่ 02 มี.ค. 2565 เวลา 10:10 น.How to ฟื้นฟูผิวสวยให้คุณแม่หลังคลอด

‘ธัญ’ (THANN) ร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แนะนำวิธีฟื้นฟูผิวสวยอย่างมีสุขภาพดีสำหรับคุณแม่หลังคลอด

“ระยะหลังคลอด” แน่นอนว่าย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลงของร่างกายจากการตั้งครรภ์หลายอย่าง สร้างความกังวลใจให้คุณแม่หลังคลอดจนขาดความมั่นใจ ไม่ว่าจะเป็นอาการผิวแห้งขาดน้ำ ผิวหมองคล้ำไม่สดใส ผิวแตกลาย รวมถึงผิวหย่อนคล้อย การดูแลผิวหลังคลอดอย่างถูกวิธีจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้คุณแม่หลังคลอดกลับมามีผิวสวยสุขภาพดีได้อีกครั้ง แบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผม ‘ธัญ’ (THANN) พร้อมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แพทย์หญิงอวิกา รงค์ทอง มาแนะนำ “วิธีฟื้นฟูผิวสวยอย่างสุขภาพดีสำหรับคุณแม่หลังคลอด” กับผลิตภัณฑ์ Body Butter, Hydrating Emulsion และ Revitalising Face Mask โดยมีเซเลบริตี้สาวคุณแม่มือใหม่มาร่วมเผยวิธีการดูแลสุขภาพผิวตามแบบฉบับตนเอง

แพทย์หญิงอวิกา รงค์ทอง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม ได้แนะนำวิธีฟื้นฟูผิวสวย คืนผิวใส สำหรับคุณแม่หลังคลอด ดังนี้ 

ระหว่างการตั้งครรภ์ร่างกายของคุณแม่จะมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรนที่สูงขึ้น ส่งผลให้ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ และหลังจากการคลอดลูก ระดับฮอร์โมนดังกล่าวก็จะลดลงอย่างรวดเร็วและกลับเข้าสู่สภาวะปกติ การเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันของฮอร์โมนนี้เป็นสาเหตุให้คุณแม่ประสบกับปัญหาผิวจนทำให้เกิดความไม่มั่นใจ โดยปัญหาผิวที่มักพบได้บ่อยหลังการคลอดลูก คือ

· ผิวหมองคล้ำ พบได้ในหลายส่วนของร่างกาย เช่น บริเวณข้อพับต่างๆ อย่างรักแร้ ขาหนีบ คอ เส้นกลางหน้าท้อง ลานหัวนม ต้นขา นอกจากนี้ยังพบกระ ฝ้า และจุดดำตามใบหน้า รวมถึงความหมองคล้ำใต้ดวงตา ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเพศในช่วงตั้งครรภ์ที่ไปกระตุ้นเม็ดสีผิว (เมลานิน) ให้เข้มขึ้นกว่าเดิม แม้หลังจากคลอดลูกไปแล้ว สีผิวที่หมองคล้ำจะยังคงอยู่ และจะจางลงตามธรรมชาติอย่างน้อย 3-6 เดือน

· ผิวแห้งขาดน้ำ หลังคลอดประมาณ 2 สัปดาห์ คุณแม่อาจต้องเผชิญสภาวะผิวขาดน้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากร่างกายจะมีการขับเอาน้ำที่สะสมในระหว่างตั้งครรภ์ออกไป ทำให้อาการบวมน้ำลดลง วิธีสังเกตเบื้องต้นของอาการผิวขาดน้ำ คือ ผิวแห้ง ปากแห้งลอกเป็นขุย กลืนน้ำลายแล้วเหนียวคอ ผมขาดหลุดร่วงง่าย น้ำนมออกน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

· ผิวแตกลาย ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่จะมีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นทุกเดือน ผิวหนังจะเกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็วตามขนาดของทารกในครรภ์ จึงทำให้เกิดผิวแตกลายตามมา ไม่ว่าจะเป็นบริเวณท้องน้อย เต้านม หรือต้นขา ซึ่งปัญหาผิวแตกลายมักจะเกิดในช่วงอายุครรภ์ 6-7 เดือนไปจนถึงหลังคลอด

· ผิวหย่อนคล้อย ช่วงหลังคลอดคุณแม่จะมีภาวะหย่อนคล้อยตามส่วนต่างๆ เช่น หน้าท้อง ต้นขา ต้นแขน เกิดจากน้ำหนักที่ลดลงอย่างรวดเร็วหลังการคลอด ผิวจึงสูญเสียคอลลาเจนและอีลาสตินไป ทำให้ผิวขาดความกระชับ หากเป็นคนที่มีสภาพผิวหย่อนคล้อยอยู่แล้ว หลังคลอดอาจก่อให้เกิดปัญหาผิวหย่อนคล้อยได้มากกว่าเดิม

· ผื่นแพ้หลังคลอด สภาวะหลังการคลอดจะเกิดความไม่สมดุลของฮอร์โมน ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ระดับของฮอร์โมนที่น้อยลงส่งผลให้ผิวหนังแห้ง เกิดการระคายเคืองได้ง่ายเมื่อสัมผัสโดนสิ่งต่างๆ

ปัญหาผิวดังกล่าวข้างต้นจะค่อยๆ หายไป และดีขึ้นตามธรรมชาติ ซึ่งแต่ละบุคคลก็อาจใช้เวลาไม่เท่ากัน สามารถใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวได้ตามปกติ แต่ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีความอ่อนโยนต่อผิว มีส่วนผสมของสารสกัดธรรมชาติที่มีคุณสมบัติในการมอบความชุ่มชื้นได้อย่างยาวนาน อ่อนโยนต่อผิวบอบบางหรือผิวแพ้ง่าย โดยไม่ทิ้งความมันส่วนเกินและไม่อุดตันรูขุมขน รวมถึงผลิตภัณฑ์กลุ่มลดเรือนริ้วรอยและฟื้นฟูสภาพผิวควบคู่กันได้ นอกจากนี้การสครับผิวอย่างสม่ำเสมอช่วยกระตุ้นการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวใหม่ ทำให้ผิวที่หมองคล้ำจางลง และควรหลีกเลี่ยงการเผชิญกับแสงแดดแรงๆ หรือหากมีความจำเป็นที่ต้องออกไปข้างนอกก็สามารถทาครีมกันแดดได้ โดยเลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF อยู่ระหว่าง 30-50 และมีค่า PA ที่เหมาะสม

นอกจากการบำรุงผิวจากภายนอกแล้ว สิ่งสำคัญอีกสิ่งคือควรดูแลตัวเองจากภายในควบคู่ไปด้วย เช่น ควรดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอต่อวัน สามารถคำนวณได้จากน้ำหนักตัว (ก.ก.) x 33 =…ซีซี (1,000 ซีซี = 1 ลิตร, 1 ลิตร = 4 แก้ว) เพื่อทดแทนน้ำในร่างกายที่สูญเสียไป เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ เช่น ปลาทะเล ผักใบเขียว ธัญพืช ผลไม้ตระกูลเบอรี่ และอย่าลืมหาเวลานอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นฟูตัวเอง ไม่ควรนอนดึก หากเป็นไปได้ควรเข้านอนก่อน 4 ทุ่ม เนื่องจากในช่วง 4 ทุ่มถึงตี 2 ร่างกายจะหลั่งโกรทฮอร์โมนออกมาซ่อมแซมผิวพรรณขณะหลับ”

ด้านเซเลบริตี้ต่างร่วมทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ พร้อมเผยเคล็ดลับการดูแลสุขภาพผิวตามแบบฉบับตนเอง เริ่มที่คุณแม่ป้ายแดง ชมพูนุท โรจน์ศิริรัตน์ เผยว่า “ปกติเราเป็นคนให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพผิว รวมถึงพิถีพิถันในการเลือกรับประทานอาหารและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จึงไม่ค่อยได้รับผลกระทบเรื่องผิวพรรณหรือการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายระหว่างการตั้งครรภ์มากนัก ในช่วงเดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์ก็จะมีสภาวะผิวแห้งขาดน้ำและปัญหารอยแตกลายบริเวณท้องน้อย แต่เราเตรียมพร้อมรับมือด้วยผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของสารสกัดธรรมชาติที่ช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นและคืนความเรียบเนียนให้กับผิวอย่างบอดี้ บัตเตอร์ เป็นประจำ และมาส์กหน้าสัปดาห์ละครั้งด้วย รีไวทอลไลซิ่ง เฟซ มาส์ก เพื่อคืนความกระจ่างใสสู่ผิวค่ะ”

ถัดมาที่คุณแม่ลูกแฝด วรนันท์ จันทรัศมี เล่าว่า “ตั้งแต่ตั้งครรภ์ลูกแฝดเห็นได้ชัดเลยว่าผิวพรรณเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก ถึงแม้ว่าเราจะทาครีมบำรุงผิวเป็นอย่างดีแต่ผิวก็ยังแตกลาย ส่วนช่วงหลังคลอดก็ยังประสบปัญหาผิวหย่อนคล้อยอีกด้วย ยิ่งช่วงที่ต้องให้นมลูกๆ จะรู้สึกเลยว่าผิวแห้งมาก ทั้งที่จากเราเป็นคนผิวค่อนข้างมัน สิ่งที่ทำได้ตอนนี้ คือ เราจะเน้นเรื่องการฟื้นบำรุงผิว โดยเราเลือกใช้ บอดี้ บัตเตอร์ เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวกาย และยังช่วยให้ผิวเราเรียบเนียนกระชับขึ้น ส่วนผิวหน้าเราก็จะบำรุงด้วย ไฮเดรติ้ง อิมัลชั่น และ รีไวทอลไลซิ่ง เฟซ มาส์ก เพื่อเติมความชุ่มชื้นและคืนความกระจ่างใสให้กับผิวค่ะ”

ปิดท้ายที่คุณแม่คนเก่ง ดร.พิมพ์ขวัญ บุญจิตต์พิมล กล่าวว่า “เราโชคดีที่ตอนท้องไม่ได้แพ้ท้อง ไม่มีสิว ไม่มีรอยแตกลาย ไม่มีฝ้ากระให้คอยกังวลใจ แต่จะมีเพียงอาการผิวแห้งขาดน้ำและระคายเคืองได้ง่ายกว่าปกติ สำหรับการเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เราจะเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารสกัดธรรมชาติ ไม่มีน้ำหอม ไม่มีแอลกอฮอล์ เพื่อไม่ให้เกิดการระคายเคือง สำหรับผิวกายเราจะใช้ บอดี้ บัตเตอร์ ด้วยเป็นประจำ เพื่อเติมความชุ่มชื้นและเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิว ป้องกันผิวจากการเกิดรอยแตกลาย ส่วนผิวหน้าก็จะบำรุงด้วย ไฮเดรติ้ง อิมัลชั่น เป็นประจำ ยิ่งช่วงนี้ลูกสาวเริ่มโตแล้ว ทำให้เรามีเวลาออกกำลังกายได้อย่างเต็มที่ เพื่อรูปร่างที่กระชับได้สัดส่วนสวยงามค่ะ”

ความผิดปกติของหมอนรองกระดูก ความเจ็บปวดที่หลายคนเข้าใจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/677041

วันที่ 02 มี.ค. 2565 เวลา 08:55 น.ความผิดปกติของหมอนรองกระดูก ความเจ็บปวดที่หลายคนเข้าใจ

จะลุกก็โอย จะนั่งก็โอย อาการจากความผิดปกติของหมอนรองกระดูก ความเจ็บปวดที่อาจมีสัญญาณเตือนให้รู้ตัวก่อน หรือมาได้แบบไม่ทันตั้งตัว!!

เชื่อว่าปัญหาสุขภาพไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับตัวเองหรือคนที่เรารักอย่างแน่นอน แต่ปัญหาสุขภาพบางอย่างก็อาจเกิดขึ้นได้แม้เสี้ยววินาที อย่างอาการของ “หมอนรองกระดูกอักเสบ” หรืออาจโชคร้ายกว่านั้นคือ “หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท”

กระดูกสันหลังของมนุษย์ที่อยู่ในแนวกึ่งกลางทางด้านหลังของลำตัว มีลักษณะเป็นข้อๆ ตั้งแต่ลำคอจนถึงด้านหลังของทวารหนัก ระหว่างกระดูกแต่ละข้อจะมีหมอนรองกระดูกสันหลัง (Intervertebral disc) คั่นอยู่ในแต่ละข้อ ลักษณะเป็นรูปทรงสั้นๆ มีความสูงประมาณ 1 ใน 4 ของความยาวของข้อกระดูกสันหลัง หรือประมาณ 6-8 มม. โดยทำหน้าที่รับแรงเมื่อร่างกายเคลื่อนไหวและปกป้องไขสันหลัง

โรคหมอนรองกระดูกสันหลังที่พบบ่อย

หมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม

โรคหมอนรองกระดูกสันหลังที่พบบ่อยในปัจจุบัน คือ ภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม ความเสื่อมที่เราทราบกันมักจะเกิดจากอายุที่มากขึ้น เกิดจากการใช้งานมาเป็นเวลานาน แต่ในปัจจุบันโรคหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม สามารถพบได้ตั้งแต่อายุ 25-50 ปี โดยภาวะนี้เกิดจากตัวหมอนรองเกิดภาวะที่แห้งลง เสียความยืดหยุ่น สาเหตุการเกิดที่พบได้บ่อย ได้แก่ การนั่งทำงานนานๆ การขับรถนานๆ การทำงานที่ต้องยกของบ่อยๆ และการสูบบุหรี่ พบว่าคนที่สูบบุหรี่จะทำให้เลือดไปเลี้ยงที่หมอนรองกระดูกสันหลังน้อยลง ทำให้หมอนรองกระดูกเสื่อมเร็วขึ้น

หมอนรองกระดูกอักเสบ 

โรคหมอนรองกระดูกอักเสบ แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ อักเสบจากการติดเชื้อ ส่วนใหญ่เป็นการลามมาจากการติดเชื้อในกระแสเลือด แต่เชื้อกลับไปเกาะอยู่ที่บริเวณกระดูกสันหลัง แล้วลามมายังหมอนรองกระดูก หรือมีการฉีดยา ฉีดสีเข้าไปในหมอนรองกระดูก แล้วมีเชื้อโรคนั้นตามเข้าไปด้วย ตรงจุดนี้เอง ที่ทำให้เกิดการติดเชื้อได้วิธีการรักษา ทำได้ด้วยการใช้ยาฆ่าเชื้อ

และอักเสบจากความเสื่อมของร่างกาย ที่ค่อยๆ เสื่อมลงเรื่อยๆ หมอนรองกระดูกเกิดเป็นรอยแตก โดยร่างกายของเราไม่เคยรับรู้มาก่อนว่าในหมอนรองกระดูกเรามันมีอะไรอยู่บ้าง ฉะนั้น ร่างกายเราก็จะคิดว่าสิ่งที่อยู่ในหมอนรองกระดูกที่ปลิ้นไหลออกมาเป็นของแปลกปลอม ร่างกายจึงจำเป็นต้องกำจัดทิ้ง จนเกิดการอักเสบขึ้น

อาการของโรคหมอนรองกระดูกอักเสบ การบาดเจ็บของหมอนรองกระดูก เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการปวดหลัง ตัวหมอนรองกระดูกเองมีเส้นประสาทมาเลี้ยงน้อยมาก เมื่อแตก หรือปลิ้นจะไม่เจ็บที่ตัวหมอน แต่อาจอักเสบ หรือกดทับเอ็นกระดูกและเส้นประสาทที่อยู่ใกล้ ทำให้มีอาการปวดบริเวณหลังส่วนล่าง รวมทั้งมีอาการปวดที่ขาได้ โรคหมอนรองกระดูกอักเสบนั้น เป็นอาการที่วินิจฉัยได้ยาก ส่วนใหญ่อาการแสดงที่เห็นเด่นชัด คือ เรื่องของการปวดหลัง ซึ่งการปวดหลังก็มีด้วยหลายสาเหตุ แต่อาการปวดที่ระบุจำเพาะเกี่ยวกับโรคหมอนรองกระดูกอักเสบ คือ การนั่งแล้วไม่สามารถนั่งได้เป็นระยะเวลานานๆ เมื่อยืน หรือแอ่นตัวอาการดีขึ้น แต่เมื่อก้มตัวอาการจะแย่ลง โดยจะมีอาการลักษณะนี้เป็นระยะเวลานาน ในกรณีที่มีอาการปวดหลังเรื้อรัง แต่ยังหาสาเหตุไม่ได้ รักษา หรือทำกายภาพแล้วอาการยังไม่ดีขึ้นให้สงสัยไว้ก่อนเลยว่า คุณอาจมีอาการของโรคหมอนรองกระดูกอักเสบก็เป็นได้

หมอนรองกระดูกอักเสบแบบไหน ถึงจำเป็นต้องผ่าตัด?

  • ปวดมาก จนทนไม่ได้
  • รำคาญมาก จนทนไม่ได้

หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

เป็นโรคที่พบได้บ่อย ผู้ป่วยจะมีอาการปวดรุนแรงจากการบาดเจ็บของหมอนรองกระดูก ร่วมกับการปวดจากเส้นประสาทถูกกดทับ การใช้งานหลังที่ไม่ถูกต้อง การยกของหนัก ๆ การออกกำลังเวทเทรนนิ่งที่ผิดจังหวะ สามารถทำให้เกิดการบาดเจ็บของหมอนรองกระดูกสันหลังได้

นพ.ศรัณย์ ก่อวุฒิกุลรังษี แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อ และกระดูกสันหลัง ศูนย์กล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ โรงพยาบาลนวเวช ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ตั้งแต่โครงสร้างของกระดูกสันหลังและหมอนรองกระดูก การเกิดโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ไปจนถึงการป้องกันและรักษา เพื่อให้สามารถศึกษาและทำความเข้าใจได้โดยง่าย ดังนี้

โครงสร้างของกระดูกสันหลังและหมอนรองกระดูก

กระดูกสันหลังของมนุษย์มีลักษณะเป็นปล้อง ๆ โดยส่วนหน้าจะเป็นรูปร่างทรงกระบอกสั้น ๆ ระหว่างปล้องจะมีหมอนรองกระดูกสันหลังคั่นไว้ ส่วนปล้องจะมีแกนกระดูก 2 ข้าง ยื่นไปด้านหลัง สร้างเป็นวงโค้งโอบรอบไขสันหลัง และสร้างเป็นข้อต่อด้านหลัง รูปร่างของกระดูกสันหลังแต่ละปล้องจะแตกต่างกันไปเล็กน้อย ขนาดของปล้องกระดูกสันหลังจะค่อย ๆ ใหญ่ขึ้น จากกระดูกคอไล่ลงมาถึงเอว เพื่อรองรับน้ำหนักของร่างกายและการใช้งาน

หมอนรองกระดูกสันหลังจะมีลักษณะเป็นถุงแบน ๆ ที่มีเปลือกหนา ๆ ตามเส้นรอบวง ภายในบรรจุสารประกอบโปรตีนและน้ำ มีเซลล์สร้างสารประกอบดังกล่าวเล็กน้อย หมอนรองกระดูกทำหน้าที่เป็นตัวดูดซับแรงกระแทกต่อกระดูกสันหลัง และทำให้การเคลื่อนไหวระหว่างปล้องขณะที่ก้มเงยหรือเอียงตัว เป็นไปอย่างราบรื่น

หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทเกิดได้อย่างไร

ภาวะหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท สามารถแบ่งตามสาเหตุได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ

1. จากการที่ถุงของหมอนรองกระดูก ไม่สามารถทนรับแรงที่มากระทำได้ เช่น การถูกกระแทกอย่างรุนแรง หรือการก้มตัวทำให้เปลือกด้านหลังเกิดการฉีก และสารประกอบภายในเกิดการเคลื่อนตัวโป่งนูน และเคลื่อนมาเบียดพื้นที่ของไขสันหลังและเส้นประสาท เมื่อมีการกดจะทำให้เส้นประสาททำงานผิดปกติ

2. จากความเสื่อมของร่างกาย หรือการใช้งานหลังมาก ๆ เป็นเวลานาน ๆ น้ำหนักตัวที่มากเกินไป เมื่อสารประกอบภายในเสี่อมสภาพ ปริมาณน้ำลดลง หมอนรองกระดูกจะยุบตัว ทำให้เปลือกเกิดการโป่งนูน กดทับเส้นประสาท โดยมักพบร่วมกับความเสื่อมของข้อต่อที่อยู่ด้านหลังของเส้นประสาท

อาการของหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

ในกรณีที่เกิดจากการใช้งาน หรืออุบัติเหตุ ผู้ป่วยมักมาด้วยอาการปวดหลังทันทีทันใด ตำแหน่งที่ปวดมักเป็นบริเวณเอว เนื่องจากเป็นจุดที่มีการเคลื่อนไหวเยอะและรับน้ำหนักเยอะ และบริเวณดังกล่าวมีเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อและรับความรู้สึกส่วนขา ทำให้ผู้ป่วยมักมีอาการปวดเสียว หรือปวดร้าวลงขาข้างใดข้างหนึ่ง ในรายที่อาการรุนแรงจะตรวจพบอาการอ่อนแรงหรือชาของขาข้างที่มีอาการ ในรายที่เป็นที่กระดูกสันหลังส่วนอื่น ๆ ก็จะเกิดอาการตามระดับของไขสันหลังและเส้นประสาทที่ถูกกด เช่น ปวดร้าวลงแขนจากหมอนรองกระดูกคอบาดเจ็บ

สำหรับในกรณีที่เกิดจากความเสื่อมของร่างกาย ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดลงขาที่ไม่รุนแรงมาเป็นเวลานาน มีอาการปวดหลังเป็น ๆ หาย ๆ มักเกิดร่วมกับความเสื่อมของเนื้อเยื่อและข้อต่อข้างเคียง เกิดเป็นภาวะโพรงไขสันหลังตีบ หากเป็นที่ส่วนเอว ผู้ป่วยจะมีอาการหน่วง ๆ ที่ก้นและขาเวลายืน เดินแล้วเมื่อยง่าย อาจมีอาการชาหรืออ่อนแรงร่วมด้วย

การตรวจเพื่อวินิจฉัย

แพทย์จะซักประวัติการใช้งาน อุบัติเหตุ ความเสี่ยง และตรวจร่างกายระบบประสาท และตรวจจำเพาะเพื่อประเมินว่ามีภาวะเส้นประสาทถูกกดทับหรือไม่ โดยการถ่ายภาพรังสีกระดูกสันหลัง ในรายที่สงสัยหรือมีอาการรุนแรง จะต้องทำเอ็กซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อประเมินขนาดและความรุนแรง สำหรับวางแผนการรักษาต่อไป

การรักษาหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท แบ่งออกเป็น

การรักษาแบบประคับประคอง

ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการไม่รุนแรง การอ่อนแรงไม่ชัดเจน เส้นประสาทถูกกดทับไม่มาก สามารถรักษาแบบไม่ผ่าตัดได้ โดยให้ผู้ป่วยนอนในท่านอนหงาย ใช้หมอนเล็กรองใต้เข่าหรือนอนตะแคง ร่วมกับการให้ยาต้านการอักเสบและยาลดปวด สามารถทำกายภาพบำบัดรวมเพื่อลดอาการปวดหลังและปวดขาได้ เมื่ออาการปวดดีขึ้น ผู้ป่วยควรได้รับการประเมินติดตามต่อเนื่อง พร้อมรับคำแนะนำในการปฏิบัติตัวและปรับเปลี่ยนการทำงานเพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดซ้ำ

การรักษาโดยการผ่าตัด

ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการปวดรุนแรง การให้ยาลดปวดไม่ได้ผล หรือมีภาวะเส้นประสาทถูกกดทับรุนแรง ขาอ่อนแรง ผู้ป่วยจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด โดยในปัจจุบัน มีทั้งการผ่าตัดแบบแผลเล็ก เพื่อเอาชิ้นหมอนรองกระดูกที่กดทับออกเพียงอย่างเดียว หรือในกรณีที่กระดูกสันหลังมีความเสื่อมร่วมด้วย แพทย์อาจพิจารณาผ่าตัดเปิดโพรงไขสันหลังและนำชิ้นส่วนที่กดออก ร่วมกับใส่อุปกรณ์ดามกระดูก

การปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

1. ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้มากเกินไป ลดแรงกดทับที่หมอนรองกระดูก

2. ระมัดระวังในการใช้งานหลัง โดยเฉพาะผู้ใช้แรงงานหรือผู้ที่ต้องยกของหนักบ่อย ๆ โดยท่ายกของจากพื้นที่เหมาะสมคือ การย่อเข่า โดยหลังตั้งตรงหรือเอนมาด้านหน้าเล็กน้อย งดการใช้ท่าก้มหลังโดยเข่าเหยียดตรง เพราะจะมีโอกาสเกิดการบาดเจ็บของหมอนรองกระดูกได้ง่าย

3. การออกกำลังเวทเทรนนิ่ง ไม่ยกน้ำหนักที่มากเกินกำลัง และควรใช้อุปกรณ์รัดพยุงหลัง เพื่อช่วยลดโอกาสการบาดเจ็บ

4. งดสูบบุหรี่ เพราะจะทำให้เส้นเลือดที่นำออกซิเจนไปเลี้ยงหมอนรองกระดูกเกิดความเสียหายได้