Hospitals to start maintaining health records of smokers

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/blogs/life/40012093


Hospital will soon maintain files on smokers to facilitate better treatment, Dr. Piyawan Limpanyalert, director of the Institute for Hospital Quality Assurance (Public Organisation), revealed.

Hospitals to start maintaining health records of smokers

He said the Hospital and Health Service Standard No. 5 (HA) requires that medical providers in hospitals record the smoking history of all patients. Patients who smoke must be identified for diagnosis on nicotine dependence and must have a plan for quitting smoking by means of education, smoking cessation programme, etc.

“After recording the patient’s case history, doctors and nurses will create learning, diagnosis and continuous care planning for patients diagnosed with nicotine addiction and linked to various important diseases,” said Piyawan.

The 2011 Global Survey on Smoking Behaviour of Thai Population found 13 million smokers, of whom 34.6 per cent, or 4.1 million, received medical care in one year, and 65.3 per cent, or 2.6 million, received intensive medical care. The smoking history of 55.8 per cent were recorded. Some 1.45 million, or slightly more than one-third of the 4.1 million, were advised to quit smoking.

Currently, Thailand has 10 million smokers and according to the report of the Thai People’s Health Examination Survey No. 6, 2019, there are over 2 million people with diabetes and blood pressure who still smoke.

Published : February 08, 2022

By : THE NATION

ส่องนวัตกรรมการแพทย์ : เทคโนโลยีการผ่าตัดส่องกล้องปอดขั้นสูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/675078

วันที่ 08 ก.พ. 2565 เวลา 12:05 น.ส่องนวัตกรรมการแพทย์ : เทคโนโลยีการผ่าตัดส่องกล้องปอดขั้นสูง

เทคโนโลยีการผ่าตัดส่องกล้องมีความจำเป็นต่อการรักษาทุกๆ โรคที่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด เนื่องจากการผ่าตัดเทคนิคนี้จะส่งผลทำให้เกิดอาการบาดเจ็บต่อร่างกายน้อยกว่าการผ่าตัดแบบเปิด ซึ่งการผ่าตัดส่องกล้องจะทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวไว เจ็บแผลน้อยหลังได้รับการผ่าตัด

ปัจจุบันการผ่าตัดแบบส่องกล้องแทบจะเป็นการผ่าตัดมาตรฐานในทุก ๆ อวัยวะภายในร่างกายไม่ว่าจะเป็นถุงน้ำดี ลำไส้ ไส้เลื่อน มดลูก จนไปถึงการผ่าตัดปอด ดังนั้นศัลยแพทย์ด้านนั้น ๆ จึงจำเป็นต้องมั่นฝึกฝนและศึกษาเพิ่มเติมในเทคโนโลยีนี้ เพื่อให้มีความเชี่ยวชาญและก่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด

อ.นพ.ศิระ เลาหทัย คณะแพทย์ศาสตร์วชิรพยาบาล แพทย์เฉพาะทางด้านการผ่าตัดส่องกล้องในช่องทรวงอก กล่าวว่า การผ่าตัดนั้นมีหลากหลายแบบ ถึงแม้หลักการจะคล้าย ๆ กัน แต่อุปกรณ์ที่ใช้หรือเทคนิคในการผ่าตัดมีความแตกต่างกัน การผ่าตัดแบบเปิดมักจะใช้เครื่องขนาดที่มือจับได้ แต่การผ่าตัดด้วยการส่องกล้อง ศัลยแพทย์จะมีแต่เครื่องมือที่ใส่เข้าไปในรูนั้น ๆ ส่วนสายตาจะมองจอมอนิเตอร์หรือแอลอีดี ในลักษณะคล้ายกับการเล่นวีดีโอเกม ดังนั้นศัลยแพทย์ต้องฝึกฝนทักษะให้เกิดความชำนาญและเชี่ยวชาญ ขอบเขตการให้บริการการผ่าตัดผ่านกล้องหรือที่เรียกว่า (VATS) Video assisted thoracoscopic surgery อ.นพ.ศิระ เลากทัย ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ถึงแม้การผ่าตัดส่องกล้องปอดค่อนข้างมีความหลากหลาย เทคนิคเริ่มตั้งแต่การผ่าตัด แบบ 3-4 จุด จนมาถึงปัจจุบันที่มีการทำผ่าตัดส่องกล้องปอดโดยเทคโนโลยีขั้นสูงแบบจุดเดียว หรือที่เรียกว่า Uniportal video assisted thoracoscopic surgery คือการผ่าตัดผ่านกล้อง ขนาด 3.5 เซ็นติเมตร แบบจุดเดียว โดยอุปกรณ์ทั้งหมดจะเข้าไปอยู่ในช่องเดียวและมองผ่านทางจอวีดีทัศน์ขณะทำการผ่าตัด โดยเป้าหมายนี้ ทำเพื่อหลีกเลี่ยงการเจาะผ่านหลายจุดและทำลายเนื้อเยื่อร่างกายให้น้อยมี่สุด ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องพักฟื้นเป็นเวลานาน

การผ่าตัดแบบจุดเดียวนั้นสามารถทำการผ่าตัดได้ตั้งแต่โรคลมรั่วในเยื่อหุ้มปอด (pneumothorax) ,มะเร็งปอด ( Lung cancer), น้ำในเยื่อหุ้มปอด ( Pleural effusion) ,หนองในปอด (Empyema thoracic) ,เนื้องอกในช่องอกหรือต่อมไทมัส (Mediastin tumour) ,เหงื่อออกมือ (Palmar hyperhidrosis) และยังมีโรคอื่น ๆ อีกหลายอย่างในช่องทรวงอก การผ่าตัดชนิดนี้ทางโรงพยาบาลวชิรพยาบาลได้เริ่มทำการผ่าตัดชนิดนี้มานานหลายปี เพื่อทำให้ผู้ป่วยได้ประโยชน์สูงสุด และกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เร็วที่สุด

ผู้ป่วยท่านใดที่ต้องการสอบถามรายละเอียดการผ่าตัดส่องกล้องสามารถเข้ารับการปรึกษาได้ที่ เพจเฟซบุ๊ก ผ่าตัดปอด หรือสอบถามข้อมูลได้ที่ @lungsurgeryth

ทำความเข้าใจ ‘ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/675025

วันที่ 07 ก.พ. 2565 เวลา 17:19 น.ทำความเข้าใจ 'ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด'

PAM Foundation จัดงาน “เปิดใจคุยกัน มารู้จักกับภาวะซึมเศร้าหลังคลอด” สร้างการรับรู้และความเข้าใจให้แก่คุณพ่อคุณแม่ พร้อมเผยงานวิจัย พบมารดา 1 ใน 6 คน มีภาวะซึมเศร้าหลังคลอดโดยแต่ละคนจะมีลักษณะและความหนักของอาการที่ต่างกันออกไป

มูลนิธิประณัยยาและอาร์เธอร์มากอฟฟิน (Pranaiya & Arthur Magoffin Foundation) หรือ PAM Foundation จัดงาน “เปิดใจคุยกัน มารู้จักกับภาวะซึมเศร้าหลังคลอด” เพื่อให้ความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับภาวะซึมเศร้าหลังคลอด โดย มี Dr.Maddalena Miele-Norton จิตแพทย์จากสหราชอาณาจักร และ พญ.ญาดาวี ตั้งตรงไพโรจน์ แพทย์จิตเวชศาสตร์ ร่วมด้วย มร.เฮมิช มากอฟฟิน ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ PAM Foundation คุณเปิ้ล จริยดี-คุณเจย์ สเปนเซอร์ และ คุณหนิง ศรัยฉัตร กุญชร ณ อยุธยา ที่มาแบ่งปันประสบการณ์จริงในฐานะผู้ที่เคยประสบภาวะซึมเศร้าหลังคลอด ณ สำนักงานใหญ่ บริษัท สุมิพล คอร์ปอเรชั่น จำกัด

มร.เฮมิช มากอฟฟิน ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ PAM Foundation เล่าถึงประสบการณ์และแรงบันดาลใจในการก่อตั้งมูลนิธิว่า “ในปี 2564 ได้สูญเสียภรรยา คุณประณัยยา อุลปาทร และ ลูกชาย น้องอาร์เธอร์ไปอย่างน่าเศร้าจากภาวะซึมเศร้าหลังคลอด คุณประณัยยาเป็นที่รักของทุกคนและเป็นคุณแม่ที่ทุ่มเทให้กับลูกมาก ส่วนน้องอาร์เธอร์ก็สร้างความสุขให้กับคนรอบข้าง ด้วยเหตุนี้จึงตัดสินใจก่อตั้งมูลนิธิในชื่อของทั้งสองคน ด้วยจุดประสงค์ที่จะสานต่อการทำงานเพื่อสังคมของคุณประณัยยา รวมถึงสร้างการรับรู้ สนับสนุนการดูแลและการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับภาวะซึมเศร้าหลังคลอดและภาวะอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนและหลังการคลอดบุตร”

งานวิจัยจาก 80 ประเทศทั่วโลกที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature พบว่า ภาวะซึมเศร้าหลังคลอดเกิดขึ้นกับมารดามากกว่า 1 ใน 6 คน โดยแต่ละคนจะมีลักษณะและความหนักของอาการที่ต่างกันออกไป นอกจากสถิติที่สูงของการเกิดภาวะซึมเศร้าหลังคลอดแล้ว ยังสามารถพบอาการทางจิตเวชอื่นๆที่เกิดกับมารดาในช่วงก่อนและหลังการคลอดบุตร โดยประเด็นเหล่านี้มักจะไม่ถูกกล่าวถึงในวงกว้าง น้อยคนที่จะรับรู้ถึงภาวะอาการเหล่านี้ รวมถึงมุมมองทั่วไปในสังคมเกี่ยวกับปัญหาจิตวิทยาที่ไม่เป็นบวกนัก ส่งผลให้ผู้ที่ประสบภาวะอาการเหล่านี้มีความกังวลที่จะถูกตัดสินจากบุคคลภายนอก จึงทำให้การต่อสู้กับภาวะอาการทางจิตเวชในช่วงก่อนและหลังการคลอดบุตรยากขึ้นไปอีก

“ภาวะอาการทางจิตเวชเหล่านี้ เริ่มเป็นที่รับรู้ในสังคมและมีการพูดถึงมากขึ้นแบบเปิดเผย อย่างไรก็ดี คุณภาพของการรักษาผู้ป่วยที่ประสบภาวะซึมเศร้าหลังคลอดและภาวะต่างๆที่เกี่ยวเนื่อง รวมถึงการดูแลผู้ใกล้ชิดของผู้ป่วยในประเทศไทย ยังสามารถที่จะพัฒนาได้อีกมาก PAM Foundation จึงถูกจัดตั้งขึ้นมาโดยมี 3 วัตถุประสงค์หลักในการทำงานเกี่ยวกับโรคภาวะซึม เศร้าหลังคลอดและโรคทางจิตเวชอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สร้างการรับรู้และให้ข้อมูลที่ถูกต้อง การให้ความดูแลแก่พ่อแม่มือใหม่ และการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม”

ภายในงานยังมีการเปิดตัวกิจกรรมระดมทุนกิจกรรมแรกของมูลนิธิ PAM Foundation โดย มร.เฮมิชจะร่วมวิ่งในรายการ JOGLE ที่ประเทศสหราชอาณาจักร เป็นระยะทางกว่า 1,400 กิโลเมตร จากตอนเหนือสุดของสก็อตแลนด์ลงไปถึงจุดล่างสุดของประเทศสหราชอาณาจักรที่เมืองคอร์นวอลล์ทางตอนใต้ โดยใช้เวลารวม 17 วัน นับตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2565 เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับมูลนิธิ และภาวะซึมเศร้าหลังคลอด รวมถึงระดมทุนเพื่อใช้ในการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ

สามารถติดตามคลิปวีดีโองาน “เปิดใจคุยกัน มารู้จักกับภาวะซึมเศร้าหลังคลอด” และรายละเอียดเกี่ยวกับ มูลนิธิประณัยยาและอาร์เธอร์ มากอฟฟิน (PAM Foundation) และ JOGLE รวมถึงกิจกรรมต่างๆของมูลนิธิได้ที่เว็บไซต์ www.pamfoundation.org

Why kids should still get Covid-19 jabs despite heart swelling risk

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/life/40012018


Children should receive their Covid-19 vaccines despite the risk of them developing myocarditis or inflammation of the heart muscle because the virus is far more dangerous, leading virologist Dr Yong Poovorawan said in a Facebook comment on Sunday.

Why kids should still get Covid-19 jabs despite heart swelling risk

Citing a study on boys and girls aged 12-15 that was published in the New England Journal of Medicine on January 26, he said boys were more at risk of developing myocarditis after receiving their second Pfizer jab.

“The ratio of boys at risk of myocarditis stood at one to 12,361, while that of girls was 10 times lower at one for every 144,439,” he said.

However, he said, most myocarditis patients had developed mild symptoms and could be cured without requiring treatment.

The study was conducted on 400,000 teenagers who had received their first jab and 320,000 who had received their second jab.

“With the ongoing Covid-19 crisis, children should receive their jabs to cut down the chance of severe infection. However, it is still up to the parents on whether they want their children to receive a jab or not,” he said.

Earlier, the Thai Food and Drug Administration has approved Sinovac and Sinopharm vaccines for children aged six and above for parents to choose as an alternative.

“So far, some 29,752 children aged between five and 11 have received their jab. The Public Health Ministry recommends eight weeks before the second jab is administered,” government spokesman Thanakorn Wangboonkongchana said. “Hospitals have set up separate vaccination points for children to ensure the vaccination drive goes smoothly.”

As of Monday, Thailand’s total caseload from Covid-19 stands at 2,507,471 – 2,392,384 of whom have recovered, 92,784 are still in hospitals and 22,303 have died.

Separately, another 11,063 people were given their first Covid-19 shot in the last 24 hours, 15,217 their second shot and 190,258 a booster, bringing the total number of Covid-19 vaccine doses administered nationwide to 117,094,785.

Published : February 07, 2022

By : THE NATION

Call for free infertility treatment as Thailand’s birth rate plunges

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/life/40011995


In a bid to tackle a huge drop in birth rates and Thailand’s fast-ageing society, public health agencies are pushing for fertility treatments and surrogacy programmes to be covered by the Universal Healthcare scheme and other welfare programmes.

Call for free infertility treatment as Thailand’s birth rate plunges

According to the Interior Ministry, Thailand saw 563,650 deaths against 544,570 births in 2021, the lowest in 10 years.

Prof Dr Kamthorn Pruksananonda, chair of a reproductive medicine panel at Royal Obstetrics and Gynaecologists of Thailand, warned that this decline in birth rate could trigger economic and social issues in the long term, especially when it comes to a greater reliance on migrant workers.

He said national healthcare schemes do not cover fertility treatments yet because infertility is not considered a disease. He added that currently, only private hospitals offer treatments like in-vitro fertilisation (IVF) for women finding it difficult to get pregnant. However, he said, not everybody can afford this because even the very basic IVF treatment can cost up to 100,000 baht.

“Now that the World Health Organisation has categorised infertility as a disease, government hospitals should start providing treatment at affordable prices,” he said.

Kamthorn said Royal Obstetrics and Gynaecologists of Thailand along with the Department of Health and Department of Health Service Support have drafted guidelines to help people gain access to infertility treatment. However, this process will take more than a year to complete as other related agencies like the National Health Security Office, Social Security Office and Comptroller General’s Department must draft their guidelines as well.

“The Universal Healthcare Coverage should first start providing fertility treatments before it is expanded to social security and civil servants’ welfare schemes,” he said. “Initial treatment is not expensive, as the first step is a correct diagnosis.”

Kamthorn said making infertility treatment more accessible should help solve the problem of declining birth rates, much like Scandinavian countries, which have been focusing on promoting family lives.

“Besides, getting pregnant after turning 40 puts women at the risk of developing high blood pressure and diabetes, etc, while foetuses face the risk of Down’s syndrome and other problems. The only way this can be avoided is if women have access to infertility treatments earlier,” he said.

He added that public hearings are also necessary to determine if same-sex couples can become parents via surrogacy under the Child Protection Act.

Published : February 06, 2022

By : THE NATION

Long Covid may have hit 1 million people in Thailand, survey shows

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/blogs/life/40011992


Up to 1 million people in Thailand may be suffering from long Covid, which may create labour shortages in the future, research shows.

Long Covid may have hit 1 million people in Thailand, survey shows

Researcher Thira Woratanarat said the number of reinfections has significantly surged thanks to the highly transmissible Omicron variant.

Hence, he said, people need to take steps to protect themselves and pay no attention to fake news and claims that Covid-19 is like normal flu.

Long Covid may have hit 1 million people in Thailand, survey showsResearch shows that there is a 20 to 40 per cent chance of people who have recovered from Covid-19 to develop long-term health problems or long-Covid, such as inflammation of certain organs or gastrointestinal problems, etc.

Long Covid can range from mild to severe and may hit both asymptomatic people as well as those with severe symptoms. It is believed that women face a greater risk of long Covid.

According to Brookings Metro, a US-based policy tracker, long Covid will mostly affect people of working age and subsequently create labour shortages.

Long Covid may have hit 1 million people in Thailand, survey shows

As many as 2.5 million people in Thailand have been infected by Covid-19, and it is estimated that up to 40 per cent of them have developed long Covid.

Published : February 06, 2022

By : THE NATION

สูตินรีแพทย์เผย 3 โรคที่ต้องระวังในผู้หญิง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/674602

วันที่ 02 ก.พ. 2565 เวลา 09:48 น.สูตินรีแพทย์เผย 3 โรคที่ต้องระวังในผู้หญิง

พญ.น้ำทิพย์ พันธ์ทิพทวี แชร์ข้อมูล 3 โรคที่ต้องระวังในผู้หญิง พร้อมแนะการตรวจคัดกรองเป็นประจำช่วยลดความเสี่ยงได้มาก

“เกิดเป็นผู้หญิงแท้จริงแสนลำบาก” คำกล่าวนี้จะเรียกว่าไม่ผิดนักก็ได้ เพราะในทุกๆ เดือนที่ผู้หญิงต้องมีประจำเดือน บางคนก็มีอาการปวดท้องที่ทำให้ต้องรู้สึกทรมานอยู่เสมอ ไม่ใช่เรื่องที่น่าภิรมย์เท่าไร แต่นั่นก็ยังไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร ปัญหาจริงๆ จะตามมาเมื่อผู้หญิงเริ่มอายุมากขึ้น เริ่มตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ความเสื่อมต่างๆก็เริ่มตามมา ไม่ว่าจะเป็น กระบวนการสร้างกระดูกที่เริ่มลดลง ทำให้กระดูกบางลง ความเสี่ยงในการเกิดก้อนเนื้อหรือมะเร็งก็เพิ่มขึ้นได้ โดยเฉพาะมะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูก

แพทย์หญิงน้ำทิพย์ พันธ์ทิพทวี สูตินรีแพทย์ และ American Board of Anti-Aging Medicine จาก Addlife Clinicชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) แชร์ข้อมูลเกี่ยวกับโรคที่ต้องระวังในผู้หญิง ดังนี้

1. มะเร็งปากมดลูก ซึ่งพบมากเป็นอันดับต้นๆของหญิงวัยเจริญพันธุ์ สาเหตุที่สำคัญคือ เชื้อไวรัส HPV(Human Papillomavirus)จาการติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ระยะแรกมักไม่แสดงอาการ ต้องอาศัยการตรวจคัดกรองเท่านั้น

2. มะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งอันดับหนึ่งในเพศหญิง โดยระยะแรกมักไม่แสดงอาการ กว่าจะรู้ตัวก็มีการดำเนินของโรคไประยะหนึ่งแล้ว เช่น มีก้อน หรือความผิดปกติที่เต้านม เช่น น้ำเหลือง หรือของเหลวไหลออกจากเต้านม เป็นต้น โดยผู้ที่มีคนในครอบครัวมีประวัติเป็นมะเร็งเต้านมจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงควรตรวจคัดกรองเป็นประจำทุกปี

3. กระดูกพรุน คือการที่สูญเสียมวลกระดูก หรือเนื้อกระดูกบางลง ทำให้รับน้ำหนักได้น้อยลง เปราะ แตกหักง่าย โดยผู้หญิงมีความเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุนมากกว่าผู้ชาย เนื่องจากผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน มีการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง และมีกระบวนการสลายกระดูกเพิ่มมากขึ้น

แต่ก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบันเราสามารถตรวจคัดกรองความเสี่ยงเหล่านี้ได้ รวมถึงการป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้ ด้วยการตรวจคัดกรองและการฉีดวัคซีนตามคำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง หรือสูตินรีแพทย์นั่นเอง โดยผู้หญิงทุกคนควรได้รับการตรวจคัดกรองความเสี่ยงเป็นประจำ เพิ่มเติมจากการตรวจสุขภาพปกติ ดังนี้

  • ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก สามารถตรวจได้ตั้งแต่เริ่มมีเพศสัมพันธ์หรืออายุ 35 ปีขึ้นไป โดยถ้าเป็นการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างเดียว (ThinPrep) ต้องตรวจทุกปี แต่ถ้าเพิ่มการตรวจหาเชื้อระดับพันธุกรรม (HPV DNA test) สามารถตรวจได้ทุก 3-5 ปี
  • ตรวจอัลตร้าซาวด์เต้านม เริ่มตรวจได้ตั้งแต่อายุ 30 ปี หรือผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็ง และควรตรวจเป็นประจำทุกปี
  • ตรวจเอกซเรย์เต้านม (แมมโมแกรม) ควรเริ่มตรวจเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็ง และควรตรวจเป็นประจำทุกปี
  • ตรวจความหนาแน่นมวลกระดูก สามารถตรวจได้ตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป เพื่อตรวจภาวะกระดูกบาง กระดูกพรุน เพื่อคัดกรองความเสี่ยงในการเกิดการแตกหักของกระดูก

ซึ่งปัจจุบันการตรวจเหล่านี้สามารถทำได้อย่างปลอดภัย แม่นยำ และมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้การตรวจก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ดังนั้น อย่ารีรอที่จะเข้ารับการตรวจคัดกรองเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ

รู้ทัน! วัยทองก่อนวัย ก่อนรังไข่เสื่อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/674407

วันที่ 31 ม.ค. 2565 เวลา 11:10 น.รู้ทัน! วัยทองก่อนวัย ก่อนรังไข่เสื่อม

คุยกับครูก้อย-นัชชา ลอยชูศักดิ์ เรื่อง “วัยทองก่อนวัย” ที่ส่งผลให้มีบุตรยากตามมา

วัยทองก่อนวัยอันควร มักพบในผู้หญิงที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปี อันเนื่องมาจากจากฟองไข่ในรังไข่สลายเร็วกว่าปกติ ทำให้ประจำเดือนค่อยๆ ขาดหายและขาดหายอย่างถาวรในที่สุด ซึ่งโดยปกติแล้วผู้หญิงจะเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนเมื่ออายุย่างเข้าช่วงวัย 45-55 ปี แต่กรณีวัยทองก่อนวัยในผู้หญิงน้อยกว่า40 ปี ส่งผลให้มีบุตรยากตามมา เนื่องจากรังไข่ มีหน้าที่หลักใน “สร้างเซลล์ไข่” และ “การสร้างฮอร์โมนเพศหญิง” กระตุ้นไข่ให้สุกและตกตามรอบเดือน เมื่อเข้าสู่ภาวะวัยทองก่อนวัย เป็นอาการบ่งชี้ถึง “ภาวะรังไข่เสื่อม” ประสิทธิภาพการทำงานของรังไข่ถดถอยทำให้มีบุตรยาก

จะรู้ได้อย่างไรว่ากำลังเข้าสู่ภาวะ “วัยทองก่อนวัย”

ครูก้อย-นัชชา ลอยชูศักดิ์ ครูวิทยาศาสตร์ที่ปรึกษาผู้มีบุตรยากและผู้ก่อตั้งเพจ BabyAndMom เพจที่ให้ความรู้และการเตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์สำหรับผู้มีบุตรยากตามหลักวิทยาศาสตร์ ที่ได้ศึกษาและรวบรวมงานวิจัยทั้งในไทยและต่างประเทศเกี่ยวกับหลักโภชนาการในการรับประทานอาหารที่จะช่วยเสริมภาวะเจริญพันธุ์ ช่วยบำรุงไข่ บำรุงมดลูก และปรับสมดุลฮอร์โมนเพื่อเตรียมพร้อมก่อนการตั้งครรภ์ จนได้รับความไว้วางใจจากผู้มีบุตรยากมายาวนาน ให้ข้อมูลว่า ก่อนจะเข้าสู่วัยทองร่างกายจะมีสัญญาณแจ้งเตือนล่วงหน้า คือ ประจำเดือนเริ่มมาคลาดเคลื่อนทิ้งช่วงนาน ท้องยาก หรือมากะปริดกะปรอย ปริมาณประจำเดือนจะลดลง มีอาการที่เกิดจากการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน เช่น อาการร้อนวูบวาบตามตัว นอนไม่หลับ หงุดหงิด โมโหง่าย ช่องคลอดแห้ง เจ็บแสบช่องคลอดเวลาที่มีเพศสัมพันธ์ ผิวแห้ง ผมร่วง ซึ่งหากมีอายุต่ำกว่า 40 ปี และเริ่มมีอาการดังกล่าวควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวิฉัยว่ากำลังเข้าสู่ภาวะวัยทองก่อนวัยหรือไม่ โดยแพทย์จะใช้ชุดตรวจเลือดเพื่อตรวจหาระดับ Follicle-Stimulating Hormone (FSH) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำหน้าที่สร้างไข่และกระตุ้นให้ไข่สุก มีผลต่อการมีประจำเดือน สามารถตรวจสอบโดยการเจาะเลือดตอนช่วงมีประจำเดือน 1-3 วันแรก หรือในรายที่สงสัยว่าน่าจะมีระดับไทรอยด์ต่ำ จะมีการตรวจฮอร์โมน Thyroid-Stimulating Hormone (TSH) ร่วมด้วยเพราะส่งผลต่อความผิดปกติของรอบเดือนเช่นกัน

โดยสามารถตรวจประเมินประสิทธิภาพของรังไข่จากตรวจค่า FSH ดังนี้

· FSH ต่ำเกินกว่า 4mIU/ml ไข่ใบเล็ก ท้องยาก

การมี FSH ในระดับต่ำเกินไปอาจส่งผลต่อภาวะเจริญพันธุ์ ทำให้วงจรรอบเดือนหยุดชะงักไปได้ ซึ่งค่าของฮอร์โมน FSH เป็นอีกหนึ่งปัจจัยมีผลต่อโอกาสตั้งครรภ์ มักจะพบในผู้หญิงที่มีอาการของภาวะถุงน้ำในรังไข่ (Polycystic Ovarian Syndrome หรือ PCOS) ภาวะที่มีไข่ใบเล็กจำนวนมากในรังไข่ ทำให้ไข่ไม่สุกและไม่โตตามเกณฑ์หรือไม่ตกตามรอบ ทำให้ประจำเดือนมาช้าและท้องยาก

· FSH 4-7mIU/ml ระดับปกติ

ระดับของ FSH ในร่างกายระดับนี้อยู่ในเกณฑ์ปกติ บ่งบอกถึงรังไข่สำรอง (Ovarian reserve) รวมถึงคุณภาพและจำนวนของไข่ที่เหลืออยู่ในเกณฑ์ปกติ

· FSH 10-20 mIU/ml เริ่มกระตุ้นไข่ได้ยาก เสี่ยงวัยทองก่อนวัยอันควร

ระดับของ FSH ที่เกิน 10mIU/ml จะเริ่มกระตุ้นไข่ได้ยาก หากมีอายุต่ำกว่า 40 ปีค่าดังกล่าวจะเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่ารังไข่เริ่มเสื่อม

· FSH สูงเกิน 20mIU/ml เข้าสู่วัยทอง มักจะพบในผู้หญิงที่เข้าสู่ภาวะหมดประจำเดือนก่อนกำหนด สามารถทำให้เป็นผู้มีบุตรยากได้

เมื่อมีจำนวณไข่ลดน้อยลง และคุณภาพของไข่เสื่อมลง ร่างกายจะพยายามผลิต FSH ออกมามากขึ้นเพื่อชดเชยและกระตุ้นให้ follicle มีการเจริญเติบโตมากขึ้น ด้วยเหตุนี้เอง หากพบว่ามีระดับ FSH สูง อาจเป็นตัวบ่งชี้ว่ากำลังจะเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนแล้ว ไข่ที่คุณภาพดีจะสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนและอินฮีบินบีสูง ผลคือ ค่า FSH จะต่ำลง หากไข่คุณภาพไม่ดีฮอร์โมนที่สร้างได้จากไข่จะมีระดับต่ำ ส่งผลให้ค่า FSH สูงขึ้น สัญญาณแรกที่บ่งบอกถึงการทำงานรังไข่ที่แย่ลง คือ ค่า FSH มากกว่า 10 mIU/mL ร่วมกับค่า E2 ที่น้อยกว่า 80 pg/ml มีรายงานว่าค่า FSH ที่มากกว่า 18 mIU/ml จะมีโอกาสการตั้งครรภ์น้อยมาก

กล่าวโดยสรุป การตรวจ FSH คือการตรวจฮอร์โมนการทำงานของรังไข่ ซึ่งหากตัวเลขยิ่งสูงแปลว่าการทำงานของรังไข่ยิ่งเสื่อมสภาพ อย่างไรก็ตามค่า FSH ในแต่ละเดือนไม่คงที่หากได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจน หรือ โปรเจสเตอโรน เช่น ยาคุมกำเนิด อาจได้ค่าที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้นหากกำลังทานยาคุมกำเนิดต้องแจ้งให้แพทย์ทราบ เพราะมีผลต่อการตรวจและการแปลผลด้วย

ดังนั้น หากมีข้อสงสัยว่ากำลังเผชิญกับปัญหาเข้าสู่ “วัยทองก่อนวัยอันควร” หรือ “รังไข่เสื่อม” ควรต้องเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุอย่างละเอียด เพราะอาจเกิดจากความผิดปกติของมดลูก เนื้องอกมดลูก ซีสต์รังไข่ หรือ โรคภายในสตรีเพื่อจะได้ให้แพทย์ตรวจวินินิจฉัยและรักษาต่อไป ครูก้อยกล่าวสรุป

ตรวจวัดความเสี่ยงก่อนสายเกินไป ‘โรคหัวใจ’ ภัยอันตรายที่คนไทยไม่ควรละเลย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/673812

วันที่ 24 ม.ค. 2565 เวลา 13:33 น.ตรวจวัดความเสี่ยงก่อนสายเกินไป ‘โรคหัวใจ’ ภัยอันตรายที่คนไทยไม่ควรละเลย

รู้หรือไม่ว่าคนไทยเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ด้วยอัตราการเสียชีวิตกว่า 58,000 ราย ในปี 2563 ที่ผ่านมา และมีแนวโน้มที่ตัวเลขนี้จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ หลายคนอาจมองว่าโรคหัวใจนั้นเป็นเรื่องไกลตัว และไม่ได้คาดคิดว่าพฤติกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันอาจส่งผลให้โรคร้ายนี้ก่อตัวเป็นภัยร้ายแฝงอยู่ในร่างกายอย่างเงียบๆ

แล้วเราจะเริ่มประเมินความเสี่ยงและรับมือกับภัยเงียบนี้ได้อย่างไร มาร่วมเจาะลึกทุกเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคหัวใจและหลอดเลือด กับ อาจารย์นายแพทย์ปริญญ์ วาทีสาธกกิจ อายุรแพทย์สาขาโรคหัวใจโรงพยาบาลรามาธิบดี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่จะมาถ่ายทอดความรู้และแนวทางการป้องกันโรคที่แม่นยำและทันสมัย พร้อมชวนคนไทยใส่ใจดูแลสุขภาพไปพร้อมๆ กัน

รู้ทัน ‘โรคหัวใจ’ ภัยอันตรายสำหรับคนไทยที่ไม่ควรละเลย

นอกเหนือจากอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดแล้ว ยังมีผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลอีกกว่า 6 แสนรายในปี 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งนับว่าเป็นตัวเลขที่ไม่น้อยเลย และในแต่ละปี ช่วงวัยของกลุ่มผู้ป่วยมีแนวโน้มที่จะลดน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ค่อนข้างอันตรายสำหรับคนไทย โดยส่วนใหญ่แล้วอาการของโรคมักพบในผู้ป่วยอายุตั้งแต่ 40 ปี ขึ้นไป แต่ก็มีโอกาสพบในผู้ป่วยที่อายุต่ำกว่า 40 ปีด้วยเช่นกัน ซึ่งมักจะเป็นกลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง และอาจเกิดได้จากหลากหลายปัจจัย หรือที่เราเรียกว่า ‘สหปัจจัย’ ซึ่งเกิดได้ทั้งจากพันธุกรรมและพฤติกรรม เช่น มีประวัติคนในครอบครัวที่เคยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดมาก่อน หรือปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่ส่งผลต่อการเกิดโรค เช่น พฤติกรรมการดื่มสุรา สูบบุหรี่ พักผ่อน ไม่เพียงพอ ภาวะความเครียด ความดัน ไขมันในเลือดสูง อ้วนน้ำหนักเกิน และเบาหวาน เป็นต้น

ลักษณะของโรคหัวใจที่น่าเป็นห่วงและมักพบได้บ่อยในกลุ่มคนที่มีอายุน้อยและ ดูแข็งแรงดี คือ ผู้ป่วยอาจมีคราบไขมันสะสมในเส้นเลือดซ่อนอยู่ก่อนโดยที่ไม่ได้ก่อให้เกิดการตีบตันใดๆ แต่หากวันใดวันหนึ่งที่ร่างกายเกิดความเครียดมาก จนคราบไขมันที่อยู่ในเส้นเลือดเกิดการแตกออก ร่างกายจะซ่อมแซมตนเองด้วยการส่ง เกล็ดเลือดไปอุดบริเวณที่เสียหาย เกล็ดเลือดที่ไปรวมกันในหลอดเลือดเล็กๆ นั้น สามารถที่จะทำให้เกิดภาวะเส้นเลือดอุดตันฉับพลันได้ไม่ยาก ส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดฉับพลัน และอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้ เหมือนที่เราจะเห็นได้ จากหลายๆ เคสที่ผู้ป่วยยังอายุไม่เยอะและสุขภาพร่างกายดูแข็งแรงปกติดี แต่กลับล้มลงและเสียชีวิตขณะออกกำลังกาย

สำหรับอาการเบื้องต้นของโรคหัวใจและหลอดเลือดที่พบได้บ่อยและสามารถสังเกตได้ง่าย คือ อาการเจ็บแน่นหน้าอกด้านซ้าย หรืออาการปวดลึกๆ บริเวณกลางอก อาจลามไปถึงแขนหรือกราม โดยอาการเจ็บส่วนใหญ่มักจะสัมพันธ์กับการออกแรง เมื่อได้หยุดพักอาการจะดีขึ้น หากมีอาการต้องสงสัยข้างต้น ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการตรวจหาโรคและดูแลรักษาต่อไป

มาถึงตรงนี้ หลายคนน่าจะอยากรู้แล้วว่าเราจะมีวิธีประเมินความเสี่ยงเพื่อป้องกันการเกิดโรคร้ายนี้ได้อย่างไร ปัจจุบัน บุคคลทั่วไปก็สามารถลองทำแบบประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ง่ายๆ โดยไม่จำกัดอายุ เพื่อเริ่มประเมินตนเองเบื้องต้นว่ามีความเสี่ยงหรือไม่ และเพื่อทำความเข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ชุดข้อมูลพื้นฐานที่เป็นสากลในการทำแบบประเมิน คือ อายุ เพศ ค่าความดันโลหิต เบาหวาน ไขมันในเลือด และประวัติการสูบบุหรี่ เป็นต้น จากสถิติพบว่า ยิ่งมีปัจจัยเสี่ยงหลายข้อ โอกาสเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดก็จะเพิ่มขึ้นมากกว่าคนที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงใดๆ

รู้ไว ห่างไกลโรค กับ โทรโปนินไอ (Troponin-I)

ทั้งนี้ เนื่องจากแบบประเมินพื้นฐานดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานได้ง่ายกับกลุ่มคนทุกเพศ ทุกวัย ในหลากหลายประเทศทั่วโลก ค่าความเสี่ยงที่ได้จึงจะเป็นค่าความเสี่ยงเบื้องต้นเท่านั้น หากต้องการความแม่นยำที่มากขึ้น หรือจำเพาะเจาะจงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดมากขึ้น โรงพยาบาลชั้นนำหลายแห่งในประเทศไทยจึงเริ่มนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการช่วยประเมินความเสี่ยงให้แม่นยำขึ้นเข้ามาประยุกต์ใช้ควบคู่กัน ยกตัวอย่างเช่นการตรวจเลือดเพื่อหาค่าโทรโปนินไอ ซึ่งเป็นโปรตีนที่เป็นองค์ประกอบหนึ่งของกล้ามเนื้อหัวใจ และมีความจำเพาะต่ออาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อหัวใจโดยตรง จึงสามารถเป็นตัวชี้วัดสุขภาพของกล้ามเนื้อหัวใจ รวมถึงช่วยประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดได้นั่นเอง

ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย จึงมีการตรวจหาค่าโทรโปนินไอที่สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และแม่นยำมากขึ้น หรือที่เรียกว่า ‘High Sensitivity Troponin-I (hsTni)’ “การตรวจเจาะเลือดแบบ High Sensitivity Troponin-I มีความไวและแม่นยำมากขึ้นเรื่อยๆ สามารถตรวจได้แม้กระทั่งในบุคคลทั่วไปที่ไม่แสดงอาการเจ็บป่วยใดๆ โดยมีโอกาสตรวจพบค่าโทรโปนินไอ ในคนทั่วไปที่ไม่ได้มีอาการของโรคหัวใจได้สูงถึง 80 เปอร์เซนต์ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมาก โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มคนที่สุขภาพร่างกายอาจดูแข็งแรงปกติดี แต่อาจจะมีความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดซ่อนอยู่ภายใน ซึ่งการตรวจเลือดด้วยวิธีการอื่นๆ ทั่วไป อาจไม่ได้มีความละเอียดมากพอ สำหรับค่าเฉลี่ยมาตรฐานของโทรโปนินไอสำหรับผู้ชายไม่ควรเกิน 12 และสำหรับผู้หญิงไม่ควรเกิน 10 โดยค่าที่ได้นั้น เมื่อนำมาใช้ร่วมกับแบบประเมินความเสี่ยงพื้นฐาน ก็จะสามารถเพิ่มความสามารถในการบ่งบอกถึงความเสี่ยง รวมถึงคาดการณ์ระยะเวลาที่จะเกิดโรคได้ล่วงหน้าถึง 10 ปี เพื่อเตรียมแนวทางในการป้องกัน หรือวางแผนการดูแลรักษาเพื่อบรรเทาความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต” นายแพทย์ ปริญญ์ กล่าวเสริม

สำหรับผู้ที่สนใจเข้ารับการตรวจ High Sensitive Troponin – I (hsTni) สามารถปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่โรงพยาบาล ใกล้บ้าน และสามารถรอรับผลตรวจได้อย่างรวดเร็วภายใน 1 วัน

“เพราะโรคหัวใจไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป อย่าปล่อยให้เรื่องสุขภาพของคุณสายเกินแก้”

5 อันดับโรคยอดฮิต เกาะติดชีวิตคนบ้างาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/673795

วันที่ 24 ม.ค. 2565 เวลา 11:30 น.5 อันดับโรคยอดฮิต เกาะติดชีวิตคนบ้างาน

รู้หรือไม่? กว่า 10% ของคนเมืองมีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคออฟฟิศ ซินโดรม (Office Syndrome) ซึ่งมีสาเหตุมาจากอายุที่มากขึ้นและมลพิษต่างๆ ที่สำคัญ “พฤติกรรมการทำงาน” ก็นับว่าเป็นปัจจัยให้เกิดความเสี่ยงสูงที่สุด มาดู 5 อันดับโรคยอดฮิต เกาะติดชีวิตคนเมืองมีอะไรบ้าง

สำหรับมนุษย์งาน เกือบทั้งหมดของชีวิตมีแต่คำว่า “งาน ประชุม อีเมล ลูกค้า” คงไม่ผิดหรอกที่หลายคนภาคภูมิใจกับความสำเร็จของงานที่เกิดจากความทุ่มเทของตัวเอง แต่อย่าลืมว่าแม้ใจยังสู้ แต่ร่างกายเราไม่ใช่เครื่องจักร ย่อมมีวันที่เหนื่อยและอ่อนล้า ถ้ามัวแต่เลือกงานแล้วมองข้ามตัวเอง เชื่อแน่ว่าร่างกายไปก่อนแน่ๆ แต่ถ้ายังอยากสนุกกับงานไปได้อีกนานๆ ก็ลองให้เวลาตัวเองสักนิดหันกลับมาสำรวจความผิดปกติของร่างกาย จะได้รู้ว่า ร่างกายของเราส่งสัญญาณเตือนภัยแล้ว ให้หันมาใส่ใจดูแลตัวเองได้แล้ว ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้ไข

กว่า 10% ของคนเมือง มีภาวะเสี่ยงต่อการเป็น “โรคออฟฟิศ ซินโดรม – Office Syndrome” ซึ่งมีสาเหตุมาจากอายุที่มากขึ้นและมลพิษต่างๆ ที่สำคัญ “พฤติกรรมการทำงาน” ก็นับว่าเป็นปัจจัยให้เกิดความเสี่ยงสูงที่สุด ด้วยสภาพการทำงานที่ต้องรีบเร่ง ล้วนมีส่วนทำให้พฤติกรรมของคนเปลี่ยนไป ทั้งการใช้คอมพิวเตอร์วันละหลายชั่วโมง การอดอาหาร อดหลับอดนอนเพื่อทำงานให้เสร็จ ทำให้ร่างกายของเราก็ต้องแบกรับภาวะความตึงเครียด ปราศจากการผ่อนคลาย ซึ่งจะส่งผลร้ายต่อร่างกายโดยไม่รู้ตัว

5 อันดับโรคยอดฮิต เกาะติดชีวิตคนเมืองมีอะไรบ้าง

1 “ไมเกรน” โรคปวดศีรษะเรื้อรัง

เคยรู้สึกไหมว่าเวลานั่งทำงานเครียดเราจะรู้สึกปวดหัว ตึบ..ตึบ.. บริเวณขมับ ด้านหน้าศีรษะหรือหลังต้นคอ นั่นคือ สัญญาณเตือนให้คุณรู้ล่วงหน้าว่า สภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรค ‘ไมเกรน’ ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากการเกร็งตัวสะสมของกล้ามเนื้อบริเวณบ่าและคอ จนจับตัวเป็นก้อนที่เรียกว่า จุด “Trigger Point” และจุดดังกล่าวไปกดทับบริเวณเส้นเลือดที่นำออกซิเจนไปเลี้ยงศีรษะ ทำให้เส้นเลือดหลังจุด “Trigger Point” เกิดการขยายตัวผิดปกติ ส่งผลให้เลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้ไม่เพียงพอจึงทำให้เกิดอาการปวดศีรษะขึ้น นอกจากนี้ แสงแดด ความร้อน การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ และการขาดฮอร์โมนบางชนิด ก็เป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิด ‘ไมเกรน’ ได้เช่นกัน

“ไมเกรน” มักจะพบในช่วงอายุ 10 – 50 ปี อัตราเฉลี่ยเพศหญิง ร้อยละ 18 และเพศชาย ร้อยละ 6 วิธีการดูแลให้ห่างไกลจาก “ไมเกรน” ก็สามารถทำได้ง่ายๆ เช่น พักผ่อนให้เพียงพอ อยู่ในที่อากาศถ่ายเทไม่ร้อนจนเกินไป บริหารกล้ามเนื้อบริเวณบ่าและคอให้มีการยืดหยุ่นอยู่เสมอเพื่อเลี่ยงการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ เปลี่ยนอิริยาบถในการนั่งทำงานเพื่อลดการเกร็งตัวสะสมของกล้ามเนื้อ หรือปรึกษาแพทย์ นักกายภาพบำบัด เพื่อทำการกดจุดสลาย “Trigger Point” บริเวณกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกาย

2 สภาวะเสียสมดุล

ปกติร่างกายของมนุษย์ถูกออกแบบขึ้น เพื่อรองรับภาวะรบกวนต่างๆ จากสิ่งแวดล้อม พร้อมขจัดและปรับระบบให้สามารถทำงานได้อย่างปกติมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมี “สมอง” เป็นจุดศูนย์รวมของการทำงานของร่างกาย “สมอง” จะทำหน้าที่ออกคำสั่งและส่งคำสั่งนั้นไปตามเส้นประสาทเพื่อไปควบคุมการทำงานของอวัยวะภายในร่างกายทุกระบบ รวมทั้งกล้ามเนื้อ และข้อต่อต่างๆ ซึ่งระบบรากประสาททั้งหมดออกมาตามแนวกระดูกสันหลัง แต่หากแนวกระดูกสันหลังเสียสมดุล ไม่อยู่ในแนวความโค้งที่ปกติ (เช่น ค่อม งอ คด แอ่น) โดยมีสาเหตุหลักมาจากการนั่งทำงานในออฟฟิศที่ผิดวิธี หรือทำงานในลักษณะซ้ำๆ ตลอดทั้งวัน ทำให้กล้ามเนื้อทานไม่ไหว ร่างกายก็จะฟ้องออกมาในรูปแบบของความเจ็บปวดต่างๆ เช่น ปวดหลังเรื้อรัง ปวดคอ ชาหรือแขนขาไม่มีแรงเป็นต้น ในระยะแรกอาจไม่แสดงผลอย่างชัดเจน แต่ถ้าละเลยอาจรุนแรงถึงขั้นทับเส้นประสาท อาจเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ หรือแม้แต่ส่งผลให้เป็นโรคภัย ระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆ ผิดปกติได้ด้วย

การดูแลและป้องกันนั้น มีวิธีง่ายๆ ทำได้ด้วยตัวเองทุกวัน โดยคืนความสมดุลให้กับโครงสร้างร่างกาย เช่น การยืดหยุ่นร่างกายไม่อยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานเกินไป เพื่อลดอัตราการเกร็งกล้ามเนื้อ หรือไม่ทำให้กล้ามเนื้อต้องทำงานหนักมากเกินไป หรือเพิ่มการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อบริเวณกระดูกสันหลัง ทั้งเดิน ยืน นั่ง นอน เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อ เพราะกล้ามเนื้อเป็นตัวยึดให้กระดูกอยู่ในแนวปกติถือเป็นการคงสภาพให้โครงสร้างร่างกายอยู่ในภาวะที่สมดุล เป็นต้น นอกจากนี้ ยังสามารถทำการปรึกษากับนักกายภาพบำบัดเพื่อทำการปรับโครงสร้างร่างกาย พร้อมปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินไลฟ์สไตล์ใหม่ได้เช่นกัน

3 กระดูกสันหลังคดงอ ‘อาการปวดหลังเรื้อรัง’

หนุ่มสาวชาวออฟฟิศสมัยใหม่ ที่ทำงานนั่งอยู่กับโต๊ะ ใช้ชีวิตคร่ำเคร่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เกือบวันละ 8 ชั่วโมง ใส่ร้องเท้าส้นสูงบ่อยๆ เคยลองสังเกตไหมว่าร่างกายสะสมความอ่อนเพลียและเมื่อยล้าไว้มากขนาดไหน และรู้หรือเปล่าว่านั้นคือสาเหตุเริ่มต้นของโรคปวดหลังเรื้อรัง ซึ่งโดยค่าเฉลี่ย 80% มักจะเคยมีอาการปวดหลังสักครั้งในชีวิต และกว่า 20% จะพบว่ามีอาการปวดหลังแบบเรื้อรังมาจาก “กระดูกสันหลังคดงอ”

วิธีการรักษาที่นิยมทำกันโดยทั่วไปในปัจจุบันมีอยู่ 2 วิธี คือ การรักษาด้วยการให้ยาและกายภาพบำบัดแบบ Passive ซึ่งช่วยลดอาการปวดได้ดี แต่ไม่ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นอย่างพอเพียงที่จะป้องกันอาการปวดซ้ำซากในอนาคตได้ ส่วนวิธีการรักษาแบบ “Active Rehabilitation” นั้นเป็นแนวทางใหม่ที่ได้รับความนิยมในต่างประเทศ เป็นที่ยอมรับกันว่าสามารถระงับปัญหาอาการปวดเรื้อรังได้อย่างถาวร ดีกว่าการรักษาแบบเดิมๆ และการออกกำลังกายที่เน้นตรงกล้ามเนื้อในส่วนที่มีปัญหา โดยออกแบบโปรแกรมให้เข้ากับเฉพาะตัวบุคคล และมีผู้ดูแลควบคุมใกล้ชิดนั้นได้ผลดีกว่าการออกกำลังกายตามลำพังตัวคนเดียวอย่างชัดเจน

4 ปลอกหุ้มเอ็นข้อมืออักเสบ เอ็นกล้ามเนื้อต้นคออักเสบ

อีกโรคที่คุกคามอย่างเงียบๆ คงจะหนีไม่พ้น ‘ปลอกหุ้มเอ็นข้อมืออักเสบ เอ็นกล้ามเนื้อต้นคออักเสบ’ หรือ ‘Carpal Tunnel Syndrome (CTS)’ ที่กำลังขยายวงกว้างในกลุ่มคนที่ต้องนั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ โดยสาเหตุหลักเกิดจากการการใช้ข้อมือในการยึดจับสิ่งของ หรือเม้าส์คอมพิวเตอร์ในท่าเดิมๆ เป็นระยะเวลานาน ทำให้กล้ามเนื้อกดทับเส้นประสาทและเส้นเอ็นจนอักเสบและเกิดพังผืดยึดจับบริเวณนั้นเป็นจำนวนมาก หรืออาจเกิดจากการทำงานของเส้นประสาทที่ส่งสัญญาณผ่านท่อนแขนจากข้อศอกไปยังบริเวณข้อมือซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้เกิดอาการปวดของปลายประสาท หรือเส้นเอ็นบริเวณต้นคอเกิดการอักเสบนั้นก็เกิดจากสาเหตุเดียวกัน

อยากห่างไกลความเสี่ยงเลือกวิธีปฎิบัติง่ายๆ ในการผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณมือและข้อมือทุก 15 – 20 นาที หรือปรึกษานักกายภาพบำบัดที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในด้านการรักษาแบบ “Manual Therapy” หรือการบำบัดด้วยวิธีการใช้มือเป็นหลัก ผสานเข้ากับการใช้เครื่องมือบำบัดเฉพาะทาง เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเคลื่อนไหวของข้อต่อต่างๆ ให้สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ แต่ในกรณีที่มีอาการอักเสบรุนแรงควรปรึกษาแพทย์ เพื่อป้องกันการเกิดภาวะการบาดเจ็บที่รุนแรง และลดอัตราการผ่าตัดลง

5 ‘หูดับ’ โรคประสาทหูเสื่อม

อีกหนึ่งภัยคุกคามที่คนเมืองควรรู้กับปัญหา “หูดับ” หรือโรคประสาทหูเสื่อม ซึ่งส่วนมากเกิดจากปัจจัยหลายสาเหตุ อาทิ กรรมพันธุ์ โรคบางชนิด หรือปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมภายนอก เป็นต้น ส่งผลให้ระดับการได้ยินเสียงลดลง โดยปกติประสาทหูจะเริ่มเสื่อมทีละน้อยๆ ในช่วงอายุประมาณ 30 – 50 ปีขึ้นไป แต่ในปัจจุบันความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในไลฟ์สไตล์ของคนเมืองมากขึ้น สังเกตได้จากค่านิยมในการใช้มิวสิกโฟนผ่านทางมือถือและเครื่อง MP3 การใช้โทรศัพท์มือถือนานๆ ก็อาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคประสาทหูเสื่อมได้

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าประสาทหูเสื่อมสภาพ ในขั้นต้นหากรู้สึกว่าได้ยินเสียงลดลง ได้ยินเสียงไม่ชัดเจนต้องตั้งใจฟังหรือให้คู่สนทนาต้องพูดซ้ำบ่อยๆ ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อตรวจหาสาเหตุความบกพร่องทางการได้ยินพร้อมรับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ หรือปรึกษาศูนย์ฯ บริการด้านการได้ยิน เพื่อตรวจวัดระดับของการได้ยินพร้อมรับคำปรึกษา และแนวทางฟื้นฟูการฟัง เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างปกติ

และนี่เป็นเพียง 5 อันดับโรคยอดฮิตเรียกน้ำย่อยสำหรับคนเมือง พ.ศ.นี้ แต่ความเป็นจริงยังมีโรคภัยอีกมากมายที่คืบคลานเข้ามาหาตัวเรา  ที่สามารถดูได้ใน ไลฟ์เซ็นเตอร์บล็อก ถ้าเรายังเลือกทำแต่งาน แล้วมองข้ามสุขภาพตัวเอง…ใส่ใจตัวเองสักนิด หาความสมดุลให้กับชีวิต แล้วจะรู้ว่า ชีวีตที่มีสุขเป็นอย่างไร