5 ความเชื่อเรื่องเซ็กส์แปลกๆ ที่ทุกคนต้องอึ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 พฤษภาคม 2559 เวลา 21:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/sex/434802

5 ความเชื่อเรื่องเซ็กส์แปลกๆ ที่ทุกคนต้องอึ้ง

คิดดูสิ ย้อนไปเมื่อปี 1800s นักปราชญ์หลายคน เขาไม่คิดว่า ผู้หญิงอย่างเราจะฟินได้เวลามีเซ็กส์ หรือพวกเขายังเชื่ออีกว่าสาวคนไหนที่มีการศึกษาสูงๆ จะส่งผลทำลายน้องจิ๊ของเราได้… ความเชื่อเกี่ยวกับส่วนล่างของร่างกายผู้หญิง ที่หลายคนคิดกันไปแปลกๆ แบบไม่น่าเชื่อว่าจะมีใครคิดขึ้นมาได้ เรารวมไว้ให้แล้ว!

มีฟันอันแหลมคม ซ่อนอยู่ในช่องคลอดของเรา!

กรอกตาแรงๆ ได้เลย แต่เมื่อยุคโบร๊าณโบราณนานมาแล้ว หลายที่ตั้งแต่รัสเซียถึงอินเดีย หรือจะญี่ปุ่น พวกเขาเชื่อว่า ผู้ชายไม่สามารถมีเซ็กส์กับภรรยาตัวเองได้ เพราะจะเสี่ยงต่อการเป็นหมัน ชายผู้กล้าสุดๆ เท่านั้นที่จะสามารถเอาฟันในช่องคลอดของผู้หญิงออกไปได้ เพื่อทำให้ช่วงล่างของผู้หญิงเชื่อง และสามารถมีเซ็กส์กับเราได้ตามปกติ….

จนถึงวันนี้ ถ้าใครลองกูเกิ้ล Vagina With Teeth ก็จะเห็นบทความมากมายเกี่ยวกับ ความเชื่อว่ามีฟันอยู่ในช่องคลอดของเรานี่! จนเคยมีคนทำหนังเกี่ยวกับความแปลกของช่องคลอดนี้ออกมาในปี 2007 เรื่อง Teeth

ขอย้ำอีกที ว่าช่องคลอดของเราไม่มีฟัน มันไม่สามารถกัดอะไรขาดได้ และจะไม่ทำอันตรายน้องจุ๊ของผู้เราหรอกเนอะ

มดลูกของเรา ขยับไหนมาไหนก็ได้!

คนกรีกสมัยโบราณเชื่อว่า มดลูกในตัวเรา เดินทางไปไหนมาไหนได้ทั่วช่องท้องเราเลย ซ้าย ขวา ขึ้น ลง อะไรก็ได้ที่ทำให้มดลูกสบายใจ… เพลโต นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ เคยพูดไว้ว่า “มดลูก คืออวัยวะที่ขยับตัวเองไกลออกไปเรื่อยๆ ได้จนถึงสีข้าง..”

จนมาถึงปี 1700s หมอทั้งหลายเชื่อกันว่า สาเหตุของโรคฮิสทีเรีย หรือโรคติดเซ็กส์ในตัวผู้หญิง เกิดจากการที่มดลูกเดินทางขึ้นไปยังสมอง! เลยเอาแต่คิดๆๆๆๆ เรื่องเซ็กส์น่ะสิ

เอาเป็นว่า มดลูกของเราอยู่ที่เดิมไม่เคยไปไหนเลยจ่ะ แต่ถึงถ้ามดลูกเราเดินทางจากช่องคลอดไปสมองได้จริงๆ มันคงเกิดอะไรน่ากลัวกว่าโรคฮิสทีเรียเยอะน่ะ…

โรคฮิสทีเรีย รักษาได้ด้วยไวเบรเตอร์…

ถ้าเคยคิดว่า เจ้าไวเบรเตอร์ เซ็กส์ทอยตัวโปรดของเรานี่ ผลิตขึ้นมาเพื่อความสุขของเราล้วนๆ คิดผิดแล้วล่ะ ย้อนกลับไปช่วงปลายของศตวรรษที่ 19 โรคฮิสทีเรีย คือโรคระบาดที่หาสาเหตุไม่ได้ว่าเกิดจากอะไรกันแน่ อาการมันคือ รู้สึกเร้าอารมณ์แบบต่อเนื่อง มีความกังวล จินตนาการอีโรติคแฟนซีมากมายในหัว มีอาการแฉะ… คือตอนนี้ เราก็รู้แหละ ว่ามันคือความต้องการที่ท่วมท้นของผู้หญิง แต่สมัยก่อน คนเขาไม่เชื่อว่า ผู้หญิงจะสามารถเอนจอยกับเซ็กส์ได้ (หื้ม?) ใครที่เป็นแบบนั้นจะถูกมองว่าน่ากลัว และมีปัญหาชัวร์ๆ (หื้ม??)

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสมัยนั้น เลยเปิดการบำบัด คือการนวดช่วงล่างเพื่อให้ผู้หญิงรู้สึกอยากออกัสซั่มกันน้อยลง  (เพราะเมื่อก่อน การช่วยตัวเองถือเป็นอะไรที่ไม่ดีต่อสุขภาพ และไม่ใช่สิ่งที่ผู้หญิงควรทำ เลยต้องถึงมือหมอ เพื่อให้ดูเป็นการเป็นงานและไม่น่าเกลียด) (หื้มห้ื้มมม??) แต่หมอเองก็ขี้เกียจทำ เพราะเขาทั้งเหนื่อย นิ้วก็ชา แถมผู้หญิงแทนที่จะหายอยาก ก็กลายเป็นกลับมาบำบัดอีกเรื่อยๆ (แหม่) ในที่สุด ช่วงปี 1880s หมอชาวอังกฤษเลยสร้างเจ้าไวเบรเตอร์ หรือเครื่องนวดส่วนตัวนี่ขึ้นมา เพื่อเป็นเครื่องมือรักษาความต้องการนี้ของผู้หญิง!

ประจำเดือนของผู้หญิง คือยาพิษ!

ปี 1920s เขาเชื่อกันว่า มันมีสารพิษอยู่ในเลือดประจำเดือนของเรา อันตรายถึงขั้นทำให้ดอกไม้ตายได้! ทฤษฎีนี้คิดค้นโดยดร. เบล่า ชิ้ค เพราะอะไรน่ะเหรอ? เพราะช่วงนั้น ผู้ช่วยของเขากำลังมีประจำเดือนอยู่ แล้วเธอก็กำลังเอาดอกไม้วางใส่แจกัน แล้วดอกไม้นั่นก็ตาย! ตั้งแต่นั้นมา ดร.เบล่า ก็เลยใช้เวลาพิสูจน์ทฤษฎีว่าประจำเดือนนี้คือสิ่งมีพิษ ให้น่าเชื่อถือต่อๆๆๆมา

แถมเมื่อศตวรรษที่ 13 ยังมีหนังสือแต่งขึ้นมาเรื่อง ความลับของผู้หญิง (De Secretis Mulierum) เขียนไว้ว่า “จริงๆ แล้ว ผู้หญิงไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นปีศาจ! ประจำเดือนของผู้หญิงเป็นสิ่งอันตราย ถึงขนาดถ้าแค่เด็กๆ เผลอหันไปมอง ประจำเดือนก็สามารถพ่นพิษใส่เด็กน้อยน่าสงสารนั้นได้”

โท่ ประจำเดือนของเรา ก็แค่เลือดและเนื้อเยื่อที่ร่างกายเราไม่ต้องการแล้ว ไม่ใช่สารพิษซักหน่อย!

ผ้าอนามัยแบบสอด คือการทำให้เราเสียเวอร์จิ้น!

กว่าจะรู้กันว่า การใช้ผ้าอนามันแบบสอดนี้ จะไม่ทำให้สาวๆ เสียเวอร์จิ้น ก็ปี 1940s นู่นแหน่ะ ก่อนหน้านั้น ผ้าอนามันแบบสอดยุคแรก ผลิตมาเมื่อประมาณช่วงศตวรรษที่ 18-19 ส่วนใหญ่แล้ว เอาไว้ให้คุณหมอรักษาและให้ยาบริเวณช่องคลอดประมาณนั้น แล้วต่อมา คนก็กลัวกันต่างๆนานาว่า มันจะดูไม่ดีที่ผู้หญิงอาจจะเผลอจับของลับของตัวเอง หรือผ้าอนามันแบบสอดตัวนี้จะไปปิดช่องทางประจำเดือน หรืออาจทำให้เราสูญเสียเวอร์จิ้นไปเลย!

ข้อมูลจาก : CLEO Thailand

 

7 ข้อนี้เราคอนเฟิร์ม… เซ็กซ์ดีๆ ทำให้เราสุขภาพดีขึ้นแน่นอน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มีนาคม 2559 เวลา 15:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/sex/419463

7 ข้อนี้เราคอนเฟิร์ม… เซ็กซ์ดีๆ ทำให้เราสุขภาพดีขึ้นแน่นอน!

ถ้าใครคิดว่าเซ็กซ์เป็นแค่เรื่องสนุกๆ ของอารมณ์เฉยๆ เราขอเถียงสุดตัวเลยว่าคุณคิดผิดถนัด! เพราะว่าเซ็กซ์ดีๆ นอกจากจะทำให้เรามีความสุขแล้ว มันยังทำให้เรามีสุขภาพดีขึ้น แบบที่คุณคิดไม่ถึงเลยทีเดียว!1. แฮงค์หนัก ปวดหัวมาขนาดไหน งานนี้ได้หายเป็นปลิดทิ้ง

คุณสามารถอ่าน “ข่าวย้อนหลัง” และ “ข่าวในหมวดหนังสือพิมพ์” ทั้งหมดได้ เพียงสมัครสมาชิกพรีเมียม

 

เป็นโรคหัวใจ… ใช่ว่าอด Sex

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 17:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/sex/415115

เป็นโรคหัวใจ... ใช่ว่าอด Sex

โดย…อณุสรา  ทองอุไรหลายๆ ครั้งที่เคยได้ยินข่าวการเสียชีวิตในขณะมีเพศสัมพันธ์ “ตายคาอก” หนึ่งในนั้นบางคนเชื่อว่า เกิดจาก โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุสำคัญ โดยหลายคนอาจเคยสงสัยว่าแล้วผู้ที่เป็นโรคหัวใจจะยังสามารถมีกิจกรรมบนเตียงได้หรือไม่

คุณสามารถอ่าน “ข่าวย้อนหลัง” และ “ข่าวในหมวดหนังสือพิมพ์” ทั้งหมดได้ เพียงสมัครสมาชิกพรีเมียม

ใส่ใจ ‘ข้อเข่า’เพื่อย่างก้าวที่แข็งแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/441198

ใส่ใจ ‘ข้อเข่า’เพื่อย่างก้าวที่แข็งแรง

โดย…พุสดี

ปวดเข่า ข้อเข่าฝืดหรือติดขัดได้ยินเสียงดังในเข่า เข่าบวมรู้สึกขาไม่มีกำลังหรือเข่าอ่อนปวดเข่าเวลาขึ้น-ลงทางชันหรือบันไดปวดเวลานั่งกับพื้น เช่น นั่งพับเพียบขัดสมาธิหรือคุกเข่า ปวดเวลาเดินบนพื้นราบ ใครที่กำลังมีอาการเหล่านี้อย่านิ่งนอนใจ เพราะอาจกำลังเสี่ยงต่อการเป็น “โรคข้อเข่าเสื่อม” โดยไม่รู้ตัว ซึ่งหลายคนอาจนอนใจว่าโรคนี้มักเป็นในผู้สูงอายุเท่านั้น แต่วัยทำงานหรือวัยรุ่นก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้ได้เช่นกัน

นพ.ศริษฏ์ หงษ์วิไล ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ ศูนย์ข้อสะโพกและข้อเข่ากรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า ข้อเข่าที่เป็นปกติจะมีช่องว่างระหว่างข้อต่อ ซึ่งจะมีของเหลวที่มีลักษณะข้นมากบรรจุอยู่เรียกว่าน้ำเลี้ยงข้อ ทำ หน้าที่เหมือนเบาะรองรับข้อต่อ แต่ในผู้ที่มีอาการข้อเสื่อมน้ำเลี้ยงข้อจะมีความข้นและความยืดหยุ่นลดลงกว่าปกติ ทำ ให้คุณสมบัติการรองรับแรงกระแทกเมื่อมีแรงกดลงที่ข้อเข่าเสียไป กระดูกอ่อนที่ทำ หน้าที่ป้องกันปลายกระดูกของกระดูกต้นขาและกระดูกหน้าแข้งจะเกิดการกระทบกระแทกและเสียดสีกันซึ่งเป็นต้นเหตุของอาการปวดที่เกิดขึ้น

สาเหตุหลักของโรคข้อเข่าเสื่อมเกิดจากการเสื่อมของกระดูกอ่อนบุข้อที่เกิดจากการใช้งานหนักและความเสื่อมตามอายุ ส่วนใหญ่จะพบในผู้สูงอายุหรือในบางรายอาจเป็นผลจากปัจจัยอื่น เช่น น้ำหนักตัวมาก เป็นโรคอ้วน ใช้งานข้อเข่ามากเกินไป มีประวัติเคยประสบอุบัติเหตุบริเวณข้อเข่าอย่างรุนแรง เช่น กระดูกหักเข้าข้อ เอ็นข้อเข่าฉีกขาด แหวนรองข้อฉีกขาด มีประวัติเคยติดเชื้อในข้อเข่าเป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรัง เช่น รูมาตอยด์ หรือเกาต์

การเสื่อมของข้อโดยเฉพาะข้อเข่าแบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่หนึ่ง จะมีอาการเจ็บเล็กน้อย ไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง แต่อาจมีอาการฝืดๆ ขัดๆ ระยะที่สอง กระดูกอ่อนผิวข้อเริ่มสึกอาจต้องตรวจดูจากการเอกซเรย์ ระยะที่สาม ผิวข้อเริ่มขรุขระกระดูกอ่อนผิวข้อเริ่มแตกร่อนมีอาการเจ็บขัดมากขึ้น และระยะที่สี่กระดูกอ่อนผิวข้อสึกทั่วข้อเข่า

การรักษาอาการเสื่อมของข้อเข่าขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค ในระยะแรกของโรคข้อเสื่อมมักจะใช้ยาแก้ปวดธรรมดาและทำ กายภาพบำบัดรวมทั้งควบคุมน้ำหนักตัวและรับประทานอาหารให้เหมาะสม ในกรณีที่มีอาการมากหรือปรับเปลี่ยนท่าทางแล้วอาการปวดไม่บรรเทา แนะนำ ให้ปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยให้การรักษาและคำ แนะนำ ต่อไป

สำหรับผู้ป่วยที่จะออกกำ ลังกายแนะนำว่าให้ออกกำลังกายด้วยวิธีที่ไม่สร้างภาระให้กับข้อเข่า หลีกเลี่ยงการกระโดด กระแทก การบิดเข่าเป็นต้น สำหรับการออกกำลังกายในน้ำ เช่น ว่ายน้ำ หรือเดินในน้ำจะช่วยให้ข้อเข่ารับภาระน้อยลง มีการฝึกการเคลื่อนไหวของข้อเข่าได้ดี รวมถึงการออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยานนั้นสามารถทำได้การบริหารกำลังกล้ามเนื้อต้นขาโดยไม่ใช้น้ำหนักต้าน เช่น การนั่งเกร็งต้นขาและยกปลายเท้าขึ้น จะช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น ช่วยบรรเทาอาการปวดได้

 

รับมือออฟฟิศซินโดรมแบบสาวยุคใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/441195

รับมือออฟฟิศซินโดรมแบบสาวยุคใหม่

โดย…พุสดี

“โรคออฟฟิศซินโดรม” เป็นกลุ่มอาการที่พบบ่อยในคนวัยทำงานออฟฟิศ ที่สภาพแวดล้อมในที่ทำงานไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการนั่งทำงานตลอดเวลา ไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย ทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออักเสบและปวดเมื่อยตามอวัยวะต่างๆ

พญ.สมิตดา สังขะโพธิ์ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู กล่าวในการเสวนา หัวข้อ “รอบรู้เรื่องปวด…ภัยเงียบของผู้หญิง” ถึงแนวทางการรักษาโรคออฟฟิศซินโดรมว่ามี 2 แนวทาง หนึ่ง คือ การรักษาที่สาเหตุ สามารถทำได้ทั้งแบบผ่าตัดและไม่ผ่าตัด สอง คือ การรักษาเพื่อบรรเทาอาการ เช่น การกินหรือฉีดยา ตลอดจนการบรรเทาอาการการปวดเมื่อยโดยการนวดผ่อนคลาย หรือการยืดหยุ่นร่างกายอย่างถูกวิธี เพื่อช่วยเพิ่มสมรรถนะและความยืดหยุ่น รวมถึงผ่อนคลายกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ เช่น คอ ไหล่ สะบัก หลัง และขา เป็นต้น

นอกจากนี้ ผู้ป่วยต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองให้เหมาะสมในขณะทำงาน อาทิ ปรับความสูงของเก้าอี้และโต๊ะเวลาทำงานให้เหมาะสม หากใช้คอมพิวเตอร์กึ่งกลางของจอควรอยู่ในระดับสายตา การพิมพ์งานแป้นคีย์บอร์ดควรอยู่ในระดับข้อศอก ข้อมือ ใช้เมาส์โดยพักข้อศอกบนที่รองแขน และสามารถเคลื่อนไหวได้แบบไม่จำกัดพื้นที่ ขณะนั่งทำงานควรนั่งหลังตรงชิดขอบด้านในของเก้าอี้ กะพริบตาบ่อยๆ พักสายตาจากจอคอมพิวเตอร์ทุกๆ 10 นาที เปลี่ยนท่าการทำงานทุก 20 นาที ยืดเหยียดกล้ามเนื้อมือและแขนทุก 1 ชั่วโมง กินอาหารให้ตรงเวลาและครบ 5 หมู่ และหากพบว่าตัวเองมีอาการปวดที่เรื้อรังนานกว่า 3 เดือน ควรไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

 

ฝึกโยคะ ช่วยย่อยอาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/441016

ฝึกโยคะ ช่วยย่อยอาหาร

โดย…พุสดี

การใช้ชีวิตที่เร่งรีบไปทุกอย่าง ไม่เว้นแม้แต่การกินอาหารคือ พฤติกรรมทำร้ายตัวเองแบบไม่รู้ตัวของคนรุ่นใหม่ไม่ว่าจะเป็นการเลือกกินอาหารง่ายๆ สะดวก รวดเร็ว เอาให้พออิ่มท้องมีแรงทำงาน หรืออาจไม่กินข้าวเช้า รอรวบยอดไปกินช่วงเที่ยงก็มี พอพฤติกรรมที่ไม่ดีบวกกับความเครียดสะสมจากการทำงาน ย่อมทำให้ระบบย่อยอาหารไม่ดีถามหา เกิดอาการขับถ่ายไม่สะดวก รู้สึกท้องไส้ปั่นป่วน มีแก๊สในกระเพาะอาหารและลำไส้มากเกินไป ทำให้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องผูก คลื่นไส้อาเจียน สิวผุดขึ้นบนใบหน้า ผิวรอบดวงตาดำคล้ำ มีกลิ่นปากไม่พึงประสงค์ ซ้ำร้ายอาจทำให้เป็นโรคกรดไหลย้อน โรคลำไส้แปรปรวน โรคกระเพาะอาหาร ฯลฯ สุดท้ายต้องลาพบแพทย์เสียสตางค์ก้อนโต

คงจะดีกว่า ถ้าคุณสามารถรักษาอาการเหล่านี้ได้ด้วยการปรับพฤติกรรมตัวเอง ควบคู่ไปกับการฝึกโยคะ งานนี้ 3 กูรูด้านสุขภาพ ครูเอก-พงศ์พิพัฒน์ เกียรติประพิณ และครูบี-กุลรัตน์ ทวีนุช ผู้ร่วมก่อตั้งสตูดิโอ โยคะ แอนด์ มี และกาละแมร์-พัชรศรี เบญจมาศ เฮลตี้ไอคอนสาวแห่งยุค มีเคล็ดลับดีๆ มาฝากด้วย Yoga for Digestion หรือเคลื่อนไหวร่างกายผ่านการยืดเหยียด ช่วยให้กระตุ้นการทำงานอวัยวะภายในช่องท้องให้มีประสิทธิภาพ ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น ด้วยท่าโยคะง่ายๆ ดังนี้

1.Ardha Baddha Padmottanasana

ช่วยระบบย่อยและกำจัดพิษที่เกิดจากของเสีย

1.1 ยืนตรง ยกขาซ้ายงอเข่า วางเท้าซ้ายบนต้นขาขวา

1.2 อ้อมแขนซ้ายไปด้านหลังเอว มือจับเท้าขวา

1.3 ก้มตัวไปข้างหน้า วางมือขวาบนพื้นข้างเท้าขวา

1.4 แอ่นหลังเท่าที่ทำได้ วางศีรษะหรือคางบนเข่าขวา

Ardha Baddha Padmottanasana

 

2.Utthita Parsrakonasana

ช่วยกระตุ้นการขับถ่าย

2.1 ยืนตัวตรง แยกเท้ากว้าง

2.2 เปิดปลายเท้าซ้ายไปทางซ้าย 90 องศา บิดเท้าขวาเฉียงตามเท้าซ้าย

2.3 เหยียดแขนทั้งสองข้างตรง ขนานกับพื้น งอเข่าซ้าย หน้าแข้งตรงฉากกับข้อเท้าซ้าย

2.4 ขาขวาเหยียดตรง กดเท้าทั้งสองแน่น

2.5 ยืดลำตัวไปทางขาซ้าย วางมือที่พื้นข้างนอกเท้า รักแร้ซ้ายคร่อมเข่า

2.6 เหยียดแขนขวาขึ้นตรงแนบหูขวา สายตามองตามมือขวา

Utthita Parsrakonasana

 

3.Salabhasana

ช่วยให้ระบบย่อยทำงานดี บรรเทาอาการท้องอืด

3.1 นอนคว่ำหน้า แขนเหยียดไปข้างหลัง

3.2 ยกศีรษะ หน้าอก ยกแขนและขาให้สูงขึ้น

3.3 หน้าท้องติดพื้นรับน้ำหนักร่างกาย

3.4 เกร็งก้นยืดกล้ามเนื้อต้นขา เหยียดขาทั้งสองข้างตรง

Salabhasana

 

4.Pavananuktasana

ช่วยขับลม นวดลำไส้

4.1 นอนหงาย หัวไหล่ คอติดพื้น

4.2 งอเข่าซ้ายเข้าข้างลำตัว ประสานนิ้วมือทั้งสิบที่หน้าแข้ง

4.3 ดึงเข่าซ้ายหาไหล่ซ้าย จนตึงสะโพกซ้าย

4.4 ทำสลับข้างขวา ทำตามข้อ 4.1-4.3

4.5 จากนอนหงาย งอเข่าทั้งสองเข้ามาหาอก ใช้แขนกอดขา มือจับศอกฝั่งตรงกันข้าม

4.6 กอดรัดแน่น จนต้นขาติดท้อง เข่าติดอก หายใจสบาย ผ่อนคลาย คอ ไหล่

Pavananuktasana

 

ท่ายืนสคอทแขนนกอินทรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/440816

ท่ายืนสคอทแขนนกอินทรี

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

Mala Hastagarudasana  (wide squat with eagle pose arm) : ท่ายืนสคอทแขนนกอินทรี จริงๆ ท่ายืนแยกขากว้างแล้วทำสคอท เป็นท่าที่ไม่ยากแต่ต้องอาศัยความอดทนเพราะผู้ฝึกส่วนใหญ่มักจะทนเมื่อยขา เมื่อยก้น เมื่อยสะโพกไม่ไหว ทั้งๆ ที่เป็นท่าง่ายๆ แต่กลับค้างท่าให้นานกันแทบไม่ไหว ความท้าทายของท่าตระกูลสคอทจึงเป็นเรื่องของความอดทน เพื่อให้กล้ามเนื้อทนทาน

ในวันนี้เราจะเพิ่มการยืด และคลายความเมื่อยล้าจากสะบัก ไหล่ และแขนเข้าไปด้วยในขณะที่ค้างท่า นอกจากจะช่วยกระชับก้น บั้นท้ายขาหนีบ (Groin) กระเบนเหน็บ (Sacrum) สะโพก(Hips) หลังล่าง (Lower Back) แล้ว ยังช่วยเพิ่มการเผาผลาญและกระชับหน้าท้อง (Tone Belly) ได้อีกด้วย แต่สำหรับผู้ที่มีอาการบาดเจ็บรุนแรงที่กระดูกสันหลังส่วนล่าง รวมทั้งการบาดเจ็บที่หัวเข่าควรงดฝึกท่านี้

วิธีปฏิบัติ

1 ยืนแยกขาทั้ง 2 ข้าง กว้างออกไปนอกเสื่อ หรือประมาณสองช่วงไหล่ครึ่ง พร้อมทั้งเปิดปลายเท้าออก 15-45 องศา มือทั้งสองข้างวางไว้ที่สะโพก หายใจเข้าออกสักครู่

 

2 ย่อเข่าลง ค่อยๆ ดึงก้นไปด้านหลังเราจะรู้สึกว่าก้นหนัก โน้มลำตัวมาด้านหน้าทำสคอท วางมือแตะพื้นไว้ก่อน ยืดอกไว้

 

3 หายใจเข้าตั้งมือซ้ายมาด้านหน้า จากนั้นนำแขนขวามาพันเป็นท่านกอินทรี หายใจเข้าออกสักครู่ จากนั้นค่อยๆ ลองดึงแขนมาด้านหน้าให้มากที่สุดในขณะที่ดึงก้นไปด้านหลัง ค้างท่าสัก 10 วินาที หายใจเข้าออก

 

 

 

4 ค่อยๆ วางท่อนแขนลงไปที่พื้นรักษาตำแหน่งเข่า สะโพกและก้นให้สมดุล ค้างท่า 15 วินาทีจากนั้นค่อยๆ คลาย ยืดขาทั้งสองข้างหายใจเข้าออก

 

 

ตื่นขึ้นมาไอตอน ตี3-ตี5 หรือเปล่า?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/440815

ตื่นขึ้นมาไอตอน ตี3-ตี5 หรือเปล่า?

โดย…แพทย์จีน อรกช มหาดิลกรัตน์ (ไช่ เพ่ย หลิง) คลินิกหัวเฉียวฯ แพทย์แผนจีน Facebook Fanpage : huachiew tcm

ในช่วงเวลาตี3-ตี5 คุณรู้หรือไม่ว่าเป็นช่วงที่ปอดกำลังขับพิษ เลือดลมกำลังขับเคลื่อน ปอดเริ่มทำงาน ดังนั้น หากว่าปอดของคุณกำลังมีปัญหา อาจจะต้องลุกขึ้นกลางดึกมาไอแค่กๆ ต่อเนื่องหลายนาทีกว่าจะหยุดไอ

หากใครที่กำลังมีปัญหาแบบนี้ นั่นแสดงว่าปอดกำลังเตือนคุณแล้วล่ะ

วิธีการรักษาอาการด้วยตนเองในเบื้องต้นอาจจะลองนวดด้วยตัวเองด้วยวิธีง่ายๆ นั่นคือนวดที่ “จุดไท่หยวน” (&>2826;&>8170;) ซึ่งอยู่ตรงรอยบุ๋มบริเวณข้อมือฝั่งนิ้วโป้งทั้งสองข้าง นวดคลึงเบาๆ ประมาณ 1-2 นาที จุดนี้จะช่วยบำรุงชี่ที่ปอดได้ ทำให้ปอดทำงานดีขึ้น แต่ทางที่ดีควรจะรีบไปปรึกษาหมอดีกว่านะคะโดยเฉพาะคนที่มีอาการไอเรื้อรังมานาน อาจใช้วิธีการรักษาด้วยแพทย์แผนจีนก็ได้เพื่อปรับสมดุลร่างกายภายใน แพทย์แผนจีนเน้นรักษาก่อนที่จะเกิดโรคค่ะ

ปอดเป็นอวัยวะบอบบางต้องหมั่นทะนุถนอม นอกจากควร ลด ละ การสูบเลิกบุหรี่แล้ว ในช่วงเวลาตี3-ตี5 ก็ควรนอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่ เป็นวิธีปกป้องปอดที่ดีอีกทางหนึ่ง พยายามหลีกเลี่ยงอากาศเย็นและให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ไม่ทำงานงานหนักหามรุ่งหามค่ำจนเกินไป บางคนชอบทำงาน เล่นเกม ดูหนัง สังสรรค์ กว่าจะนอนตี 3 ตี 4 ซึ่งจะเป็นการทำร้ายปอดได้ง่ายค่ะ

 

เนื้อสัตว์แช่เย็น…กับความปลอดภัยในอาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มิถุนายน 2559 เวลา 22:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/440582

เนื้อสัตว์แช่เย็น...กับความปลอดภัยในอาหาร

โดย…ผศ.ดร.พิมพ์เพ็ญ พรเฉลิมพงศ์ สาขาวิชาวิศวกรรมอาหาร คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

ในอดีตผู้บริโภคหลายคนยังคงติดกับการรับประทานเนื้อสัตว์ที่เพิ่งออกจากโรงฆ่าสัตว์ ที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ทุกชนิด ทั้งแบคทีเรีย ยีสต์ และรา ซึ่งจุลินทรีย์เหล่านี้มีอยู่ทั่วไปในสิ่งแวดล้อม ทั้งในดิน น้ำ รวมทั้งจากตัวสัตว์เอง

จุลินทรีย์นี้เป็นตัวการทำให้เกิดการเสื่อมเสียด้วยจุลินทรีย์ (microbial spoilage) และก่อให้เกิดอันตรายในอาหาร (food hazard) จากจุลินทรีย์ก่อโรค (pathogen) ที่ทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษ (food poisoning) เพราะส่วนประกอบทางเคมีของเนื้อสัตว์เหมาะสมกับการเจริญและการเพิ่มจำนวนของจุลินทรีย์ทุกชนิด ทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน รวมถึงวิตามินและเกลือแร่ เมื่อประกอบกับการที่เนื้อมีความชื้นสูง

สำหรับเนื้อของสัตว์ที่มีสุขภาพดีนั้น จะไม่มีจุลินทรีย์ภายในกล้ามเนื้อ จุลินทรีย์จะอยู่ที่ผิวหนังและทางเดินอาหารของสัตว์ การควบคุมการปนเปื้อนของเนื้อสัตว์จึงต้องดำเนินการตั้งแต่อยู่ในฟาร์ม เพื่อให้ถูกต้องตามสุขลักษณะ รวมถึงการขนส่งเข้าสู่โรงฆ่าสัตว์ จนกระทั่งถึงการแปรรูป และการกระจายสินค้าถึงมือผู้บริโภค ตามหลักการ From Farm to Table
นอกจากนี้ ยังมีวิธีที่เหมาะสมกับการป้องกันการปนเปื้อนของจุลินทรีย์คือ การแช่เย็น-แช่แข็ง โดยต้องทำทันทีภายหลังการฆ่าและการชำแหละ ด้วยการนำซากสัตว์ที่ได้เข้าไปเก็บรักษาไว้ห้องเย็นทันที เพื่อลดอุณหภูมิของซากลง และเพื่อชะลอการเพิ่มจำนวนของจุลินทรีย์

อุณหภูมิที่เหมาะสมในการแช่เย็นซากสัตว์และเนื้อสัตว์ อ้างอิงมาจากอุณหภูมิต่ำสุดที่จุลินทรีย์กลุ่ม แบคทีเรียมีโซไฟล์ (mesophilic bacteria) ซึ่งก่อให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษได้แก่ Escherichia coli, Campylobacter jejuni และ Salmonella สามารถเจริญได้คือ 7 องศาเซลเซียส ดังนั้นอุณหภูมิที่จุดเย็นช้าที่สุดของเนื้อสัตว์จะต้องวัดได้ 7 องศาเซลเซียส หรือต่ำกว่า เพื่อชะลอการเจริญของจุลินทรีย์ดังกล่าว

สำหรับวิธีการแช่เย็นซากสัตว์ขนาดใหญ่ เช่น ซากวัว สุกร แพะ แกะ ซากจะถูกผ่าเป็น 2 ซีก ล้างซากให้สะอาดดีแล้ว เก็บรักษาไว้ในห้องเย็น ที่มีอุณหภูมิประมาณ 0-4 องศาเซลเซียส เพื่อให้อุณหภูมิซากได้ประมาณ 4-7 องศาเซลเซียส ส่วนสัตว์ปีกซึ่งมีขนาดเล็ก การลดอุณหภูมิของสัตว์ปีกต่ำกว่า7 องศาเซลเซียส ก่อนนำไปผ่านกระบวนการตัดแต่งแยกชิ้นส่วน อาจทำได้โดยการแช่ในน้ำเย็นหรือน้ำแข็ง ควรเป็นระบบที่ซากสัตว์ปีกและน้ำเคลื่อนที่สวนทางกัน (counter-flow water) หรือการใช้อากาศเย็น เช่น เครืองเป่าลมเย็น (blast chiller)

นอกจากนี้ ต้องควบคุมความชื้นสัมพัทธ์ภายในห้องเย็นระหว่างการแช่เย็น ให้อยู่ในสภาวะที่เหมาะสม เพื่อลดการสูญเสียน้ำหนัก หรือการหดตัวให้น้อยที่สุด โดยควบคุมความชื้นสัมพัทธ์ของห้องเย็น ให้อยู่ระหว่างร้อยละ 88-92 แต่ถ้าความชื้นสัมพัทธ์สูงกว่าระดับนี้จะทำให้ซากเกิดการเน่าเสีย ส่วนในขั้นตอนการตัดแต่งก็ต้องควบคุมอุณหภูมิห้องไม่ให้เกิน 18 องศาเซลเซียสด้วย

เมื่อผ่านขั้นตอนการแช่เย็นจนกระทั่งได้เนื้อสัตว์ที่มีคุณภาพเพื่อจำหน่ายให้กับผู้บริโภคแล้ว การจัดเก็บในร้านค้าก็มีความสำคัญ โดยระหว่างการจำหน่ายต้องรักษาอุณหภูมิการจัดเก็บเนื้อสัตว์แช่เย็นให้ไม่เกิน 0-4 องศาเซลเซียส เพื่อชะลอการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ดังกล่าวข้างต้น

ที่สำคัญเมื่อผู้บริโภคซื้อหาเนื้อสัตว์กลับไปประกอบอาหารที่บ้านก็ต้องเก็บรักษาในอุณหภูมิเดียวกันนี้ เพื่อชะลอการเสื่อมเสียของเนื้อ แต่จะให้ดีควรซื้อเนื้อสัตว์แค่เพียงพอต่อการบริโภค ไม่ควรซื้อกักตุน และก่อนนำมาปรุงอาหารควรล้างทำความสะอาดเนื้อสัตว์ด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง ที่สำคัญคือต้องเน้นการปรุงสุกทุกครั้ง เพียงเท่านี้ก็จะได้เมนูจากเนื้อสัตว์แสนอร่อยที่ปลอดภัยต่อการบริโภค

 

ขับรถให้ปลอดภัยขณะตั้งครรภ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มิถุนายน 2559 เวลา 10:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/440178

ขับรถให้ปลอดภัยขณะตั้งครรภ์

โดย…ภาดนุ ภาพ… ฟอร์ด

ในปัจจุบันนี้ คุณแม่ตั้งครรภ์มือใหม่หลายคนอาจยังมีความจำเป็นที่จะต้องทำงานนอกบ้าน และเดินทางอยู่ตลอดโดยขับรถเอง ซึ่งนอกจากจะต้องเลือกรถยนต์ที่ได้รับการออกแบบมาตามมาตรฐานเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของเหล่าคุณแม่หัวคิดทันสมัย ที่ให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยมาเป็นอันดับหนึ่งแล้ว การป้องกันที่ถูกต้องในระหว่างขับรถก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญที่สุดเช่นกัน

อย่างที่รู้กันว่าร่างกายของคุณแม่จะเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงระยะเวลาของการตั้งครรภ์ อาการที่สามารถส่งผล
กระทบต่อความสามารถในการขับรถของคุณแม่ในช่วงนี้ ได้แก่ อาการแพ้ท้อง คลื่นไส้อาเจียน ปวดหลัง และภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ ซึ่งภาวะดังกล่าวนี้เกิดได้ทั้งจากพันธุกรรมและการนั่งอยู่กับที่นานๆ ดังนั้นคุณแม่ตั้งครรภ์ทั้งหลายควรดื่มน้ำอย่างสม่ำเสมอและหมั่นยืดขาเมื่อต้องเดินทางระยะไกล

ก่อนออกเดินทางคุณแม่ควรใช้เข็มขัดนิรภัยให้ถูกต้อง และจัดตำแหน่งสายเข็มขัดนิรภัยที่พาดในแนวทแยงให้พาดอยู่ระหว่างหน้าอกลงไปตามแนวโค้งของท้อง โดยพาดสายเข็มขัดในแนวนอนให้อยู่เหนือต้นขาและกระดูกเชิงกราน หลังจากนั้นเสียบหัวเข็มขัดเข้ากับตัวล็อก และตรวจสอบอีกครั้งเพื่อไม่ให้สายเข็มขัดรัดแน่นมากจนเกิดความอึดอัดไม่สบายตัว อย่างไรก็ดีคุณแม่ควรป้องกันไม่ให้เข็มขัดนิรภัยขึ้นมาอยู่บริเวณหน้าท้องโดยเด็ดขาด

ระหว่างการขับรถควรแวะจอดพักอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเคลื่อนไหวเท้าและหมุนข้อเท้าอย่างช้าๆ รวมถึงขยับนิ้วเท้า เนื่องจากการนั่งเป็นระยะเวลานานสำหรับหญิงตั้งครรภ์จะทำให้เท้าและข้อเท้ามีอาการบวมได้ง่าย การได้แวะจอดพักเพื่อยืดเส้นยืดสายหรือทำกายบริหารจะช่วยให้เลือดไหลเวียนลงสู่เท้าได้สะดวกมากยิ่งขึ้น และยังสร้างความผ่อนคลายทั้งแก่ตัวคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ หากมีอาการปวดหลังในระหว่างขับรถก็สามารถใช้หมอนอิงใบเล็กๆ หรือผ้าขนหนูพับทบกันวางหนุนหลังไว้ก็ได้ เพราะจะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นตลอดการเดินทาง

นอกจากนี้ คุณแม่ตั้งครรภ์ควรปรับตำแหน่งเบาะนั่งและพนักพิงไปด้านหลังให้มากที่สุด แต่ยังอยู่ในตำแหน่งที่สามารถเหยียบคันเร่งและเบรกได้ไม่ลำบาก และอยู่ในระยะที่สามารถจับบังคับพวงมาลัยได้อย่างถนัดมือ โดยระดับหน้าอกควรห่างจากพวงมาลัยหรือแผงหน้าปัดประมาณ 10 นิ้ว การนั่งในลักษณะดังกล่าวจะทำให้ท้องของคุณแม่อยู่ในตำแหน่งที่มีระยะห่างพอดี และป้องกันการกระแทกจากถุงลมนิรภัยหากเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด

สำหรับคุณแม่ในช่วงระยะไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์ ควรหลีกเลี่ยงการขับรถและเดินทางคนเดียว แต่หากมีความจำเป็นต้องเดินทาง ควรนั่งที่เบาะหลังซึ่งเป็นตำแหน่งที่ปลอดภัยมากที่สุด ในกรณีที่นั่งเบาะหน้า ให้ปรับตำแหน่งเบาะนั่งและพนักพิงไปด้านหลังให้มากที่สุด เพื่อป้องกันการกระแทกจากการทำงานของถุงลมนิรภัยยามเกิดเหตุฉุกเฉิน

ในทุกๆ การเดินทาง คุณแม่ตั้งครรภ์ควรพกพาสำเนาระเบียนฝากครรภ์ติดตัวไปทุกที่ ซึ่งในสมุดจะรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นต่างๆ ไว้ครบถ้วน ตั้งแต่ประวัติการตั้งครรภ์ ผลการรักษา ไปจนถึงเบอร์โทรติดต่อฉุกเฉิน

ในกรณีที่คุณแม่ตั้งครรภ์ประสบอุบัติเหตุเล็กน้อยและรู้สึกสบายดี ถึงอย่างไรก็ควรไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด เพราะครรภ์ของคุณแม่อาจได้รับการกระทบกระเทือนและมีความเสี่ยงของภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด (Placental Abruption) หรือการคลอดก่อนกำหนด (Preterm Labor) ได้

อย่างไรก็ตาม การขับรถไม่นับเป็นข้อห้ามปฏิบัติสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ แต่ควรเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น และปฏิบัติตามเคล็ดลับเบื้องต้นที่กล่าวมา เพื่อเตรียมความพร้อมในทุกการขับขี่และสร้างความปลอดภัยสูงสุดให้แก่คุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ที่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจของทุกคนในครอบครัว