ผลไม้ล้างของเสีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มิถุนายน 2559 เวลา 10:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/440176

ผลไม้ล้างของเสีย

โดย…กันย์ ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ผลไม้บางชนิดนั้น นอกจากความอร่อยแล้ว ยังมีสรรพคุณและคุณประโยชน์ดีๆ แฝงอยู่มากมาย ซึ่งล้วนแล้วแต่ดีกับร่างกายและสุขภาพของเรามาก แม้อาหารจะมีทั้งคุณและโทษ การรับประทานอาหารไม่สมดุลกับความต้องการของร่างกาย รับประทานไม่ถูกวิธี หรืออาหารที่รับประทานปนเปื้อนสารพิษ อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ เช่น ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย แพ้อาหาร ซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้น สารพิษสะสมยังเป็นตัวการให้เกิดโรคร้าย เช่น โรคมะเร็ง

ทางที่ดีควรหันมาใส่ใจดูแลอาหารการกินในชีวิตประจำวันตั้งแต่วันนี้กันดีกว่า การกินผลไม้ที่มีคุณสมบัติช่วยล้างพิษก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการดูแลรักษาสุขภาพ ไปดูกันเลยว่า 5 ผลไม้นั้นมีอะไรกันบ้าง ที่ช่วยขับล้างพิษของเสียในร่างกายและยังช่วยให้ระบบย่อยอาหารของคุณดีขึ้นอีกด้วย แถมเป็นผลไม้หาง่ายราคาไม่แพง

1.แอปเปิ้ล ผลไม้ที่ดีที่สุดสำหรับการขจัดของเสียออกจากร่างกาย สารเพคตินในแอปเปิ้ลจะช่วยกำจัดสารพิษและป้องกันไม่ให้โปรตีนในลำไส้บูดเน่า นอกจากนี้แอปเปิ้ลยังมีไฟเบอร์สูง ซึ่งเปรียบเหมือนไม้กวาดช่วยทำความสะอาดลำไส้ ทำให้ตับและระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น

2.สับปะรด มีเอนไซม์ที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของกรดไฮโดรคลอริกในกระเพาะอาหาร ทำให้ของเสียเป็นโปรตีนแตกตัวเร็วขึ้น สับปะรดช่วยรักษาอาการอักเสบในทางเดินอาหาร และช่วยในการทำงานของต่อมไร้ท่อ

3.องุ่น ผลไม้ลูกเล็กๆ ที่ทำหน้าที่เป็นสารฟอกล้างให้ผิวหนัง ตับ ไต และลำไส้ นอกจากนี้องุ่นยังอุดมไปด้วยเกลือแร่และพลังงานจึงช่วยบำรุงเลือด ช่วยซ่อมแซมและสร้างเซลล์ในร่างกาย

4.แตงโม มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ เท่ากับช่วยฟอกล้างร่างกาย อีกทั้งช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ลดความดันโลหิต เปลือกของแตงโมอุดมไปด้วยคลอโรฟิลล์ และที่เมล็ดยังมีวิตามินมากมาย น้ำคั้นจากเปลือกและเมล็ดแตงโมจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

5.มะละกอ เอนไซม์ปาเปนในกล้ามเนื้อมะละกอมีลักษณะคล้ายกับน้ำย่อยเปปซินกระเพาะอาหาร ดังนั้นมะละกอจึงช่วยให้โปรตีนแตกตัวได้เร็วขึ้นเช่นเดียวกับสับปะรด อีกทั้งยังช่วยทำความสะอาดลำไส้และช่วยย่อยอาหาร การรับประทานมะละกอเป็นประจำยังช่วยลดอาการซึมเศร้าได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

รู้ถึงคุณประโยชน์เช่นนี้ก็หามารับประทานกันเยอะๆ ถูก ดี และมีประโยชน์

 

ท่ายืนก้มตัวแบบฝ่าเท้าซ้อนกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มิถุนายน 2559 เวลา 09:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/439481

ท่ายืนก้มตัวแบบฝ่าเท้าซ้อนกัน

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

การฝึกอาสนะแบบยืนก้มตัวนั้นมีหลากหลายแบบด้วยกัน ทั้งแบบเท้าชิดแบบแยกขากว้าง วันนี้เราจะมาลอง Uttanasana (Standing Forward Fold) หรือท่ายืนก้มตัวแบบฝ่าเท้าซ้อนกัน เป็นการปรับท่าฝึกด้วยการวางตำแหน่งฝ่าเท้าให้ซ้อนกัน ซึ่งจะทำให้การทรงตัวยากขึ้นมากกว่าการยืนแบบเท้าขนานกัน

การปรับวางฝ่าเท้าแบบนี้จะทำให้ตึงหรือเกิดการยืดที่ขาด้านหลังมากขึ้นกว่าเดิม แนะนำให้ฝึกท่าประยุกต์นี้เมื่อผ่านการฝึกแบบท่าพื้นฐานมาแล้ว กุญแจที่สำคัญในการฝึกท่าก้มตัวคือ ก่อนพับตัวให้ยืดซี่โครงและลำตัวส่วนบนให้ยาวก่อน ค่อยพับตัวมาจากสะโพก จากนั้นเมื่อพับตัวลงมาให้เก็บกระดูกเชิงกรานมาด้านหน้าเพื่อป้องกันการบาดเจ็บที่หลังล่าง ประโยชน์หลักของท่านี้คือการยืดหลังและขาด้านหลัง

วิธีปฏิบัติ

1 ยืนตรงวางเท้าทั้งสองข้างชิดกันก่อน จากนั้นหายใจเข้าให้ลึกแล้วหายใจออกพับตัวลงมา

 

2 ยืดอกแล้วก้าวฝ่าเท้าขวามาวางซ้อนด้านบนฝ่าเท้าซ้ายแล้วพับตัวลงหายใจเข้าออกประมาณ 15 วินาทีหากขาด้านหลังตึงให้ทำครึ่งทาง โดยการวางมือแตะหน้าขายืดหลังให้ตรง หรือวางมือที่บล็อกโยคะแทน

 

3 บิดลำตัวด้วยการเดินมือทั้งสองข้างไปด้านขวาแล้วค้างท่าประมาณ 15 วินาทีหายใจเข้าออกตามปกติต้นคอ ใบหน้าและศีรษะผ่อนคลาย แล้วลองทำสลับข้าง

 

ความผิดปกติของทารก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มิถุนายน 2559 เวลา 09:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/439480

ความผิดปกติของทารก

ปัจจุบันพบว่าทารกแรกเกิดมีอาการ Deletion Syndrome ซึ่งเป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากการหายไปของชิ้นส่วนเล็กๆ ของโครโมโซมคู่ที่ 22 โดยมีอุบัติการณ์พบได้ประมาณ 1:1,000 รายในทารกแรกเกิด เป็นอันดับ 2 รองจากดาวน์ซินโดรมทำให้เด็กมีความผิดปกติหลากหลายรูปแบบ

อลิสา จันทร์ปี ผู้เชี่ยวชาญทางด้านพันธุศาสตร์การแพทย์จาก  N Health เปิดเผยว่า อาการผิดปกติของทารกที่มีอาการ Deletion Syndrome เช่น หัวใจผิดปกติแต่กำเนิด แคลเซียมต่ำ เกล็ดเลือดต่ำระบบภูมิคุ้มกันร่างกายบกพร่อง เพดานปากโหว่ มีปัญหาเรื่องการได้ยิน รวมทั้งมีความบกพร่องทางด้านสติปัญญาตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงปานกลาง และมีพัฒนาการช้า

สำหรับกลุ่มอาการนี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้เท่าๆ กันในคุณแม่ทุกช่วงอายุ ซึ่งต่างจากดาวน์ซินโดรมที่มีโอกาสพบสูงขึ้นในคุณแม่ที่อายุมากขึ้น

ก่อนหน้านี้ การตรวจคัดกรองก่อนคลอดหากลุ่มอาการผิดปกติ  Deletion Syndrome ไม่สามารถตรวจพบได้ด้วยการตรวจวิเคราะห์โครโมโซมจากน้ำคร่ำโดยการดูผ่านกล้องจุลทรรศน์ แต่ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้ามากขึ้นจาก N Health Laboratory Services ให้บริการในการตรวจคัดกรองก่อนคลอดโดยใช้วิธี Non-invasive  prenatal Testing (NIPT) ซึ่งเป็นการตรวจคัดกรองเพื่อหาความผิดปกติของโครโมโซมทารกในครรภ์จากเลือดแม่

อย่างไรก็ตาม วิธีดังกล่าวไม่มีความเสี่ยงต่อการแท้งบุตร โดยสามารถตรวจหาความผิดปกติได้เร็วที่สุดคือ ตั้งแต่อายุครรภ์ที่ 9 สัปดาห์เป็นต้นไป เพื่อเตรียมการจัดการสำหรับรองรับความผิดปกติของเด็กที่จะคลอดมาอย่างทันท่วงที เช่น หากเด็กมีหัวใจผิดปกติแต่กำเนิด อาจจะต้องเตรียมทีมแพทย์โรคหัวใจเข้ามาดูแลในช่วงแรกคลอด

หากเด็กภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการชักในเด็ก ต้องมีการให้แคลเซียมและวิตามินดีเสริมแก่เด็กเพื่อป้องกันการเกิดอาการชักหรือหากเด็กมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งเด็กกลุ่มนี้ควรได้รับการประเมินก่อนการรับวัคซีน เพื่อป้องกันการเกิดอาการแทรกซ้อนจากการรับวัคซีน

นอกจากความผิดปกติที่กล่าวมาแล้ว ยังพบความผิดปกติที่เกิดอาการเพดานปากโหว่ ส่งผลทำให้เกิดปัญหาในการรับประทานอาหารและการพูดคุย ผู้ป่วยต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไขตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อให้กระทบต่อพัฒนาการของเด็กน้อยที่สุด

อย่างไรก็ตาม อาการ Deletion Syndrome ยังสามารถเข้ารับการผ่าตัดเพื่อแก้ไขได้แต่ โรคดาวน์ซินโดรม (Down’s Syndrome หรือ Down Syndrome)ซึ่งเกิดความผิดปกติของสารพันธุกรรมที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิดเช่นกัน แต่เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้เนื่องจากสาเหตุของโรคนั้นเกิดขึ้นจากความผิดปกติภายในโครโมโซม และปัจจุบันนั้นก็ยังไม่มีวิธีป้องกันการเกิดโรคดาวน์ซินโดรมได้

เพราะฉะนั้น คุณแม่ตั้งครรภ์ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองก่อนคลอด เพื่อให้มั่นใจว่าลูกน้อยที่จะลืมตาดูโลกจะมีอาการครบ 32 และเติบโตอย่างแข็งแรงต่อไป

 

พญ.ชินมนัส ตั้งจาตุรนต์รัศมี แนะวิธีดูแลเล็บ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มิถุนายน 2559 เวลา 09:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/439479

พญ.ชินมนัส ตั้งจาตุรนต์รัศมี แนะวิธีดูแลเล็บ

พญ.ชินมนัส ตั้งจาตุรนต์รัศมี หัวหน้ากลุ่มงานเส้นผมและเล็บ สถาบันโรคผิวหนัง และประชาสัมพันธ์สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย บอกว่า เล็บที่มีสุขภาพดีจะต้องมีสีผิวของเนื้อใต้เล็บเป็นสีชมพูอ่อนๆ  พื้นผิวเรียบ ผิวหนังรอบเล็บไม่ถอยร่น เป็นขุยหรือมีผื่น เนื้อเล็บมีความหนาพอดีๆ และแข็งแรงพอที่จะใช้หยิบจับของได้

ส่วนเล็บที่ผิดปกตินั้น ต้องสังเกตว่าเป็นที่ตัวเล็บหรือผิวหนังรอบๆ เล็บ เนื่องจากผิวหนังรอบเล็บ อาจมีส่วนทำให้ผิวเล็บเกิดความผิดปกติได้เช่นกัน ปัญหาที่พบบ่อย คือ ปลายเล็บบางแตกเปราะง่าย ซึ่งมักเกิดกับคนที่ทำเล็บเป็นประจำ ล้างมือบ่อย หรือผู้ที่มีการใช้เล็บกับน้ำมากเกินไป

อีกกรณีคือผิวหนังรอบเล็บมีอาการบวมแดงเล็บจึงดูเปลี่ยนแปลงไป เช่น เป็นขุย มีสีเขียว รอบเล็บขรุขระเหมือนเป็นเชื้อรา แต่ไม่ใช่เชื้อรา มักเจอในแม่บ้านหรือคนที่ทำงานบ้านเอง เมื่อเล็บโดนน้ำยาทำความสะอาด ทำให้ผิวหนังรอบเล็บเปื่อย พอโดนสารเคมีซ้ำๆ จึงทำให้เกิดการอักเสบและบวมแดงได้

นอกจากนี้ ส่วนเล็ก ๆ ของเล็บ เมื่อเกิดความผิดปกติขึ้น มักจะนำความเจ็บปวด ไม่สวยงาม โดยความผิดปกตินั้น สังเกตได้เองจาก 3 กรณี คือ เล็บหนาผิดปกติหรือไม่ เช่น หนาบริเวณปลายเล็บสันนิษฐานได้ว่าอาจเป็นโรคเชื้อราหรือโรคสะเก็ดเงิน โดยโรคเชื้อรามักเกิดขึ้นเพียงไม่กี่เล็บ แต่สะเก็ดเงินมักเป็นหลายเล็บ หรือเป็นหมดทั้งเล็บ

นอกเหนือจากนี้  คือ อาการเล็บบางและมีรูปร่างผิดปกติ เช่น มีลักษณะแอ่นเหมือนช้อน อาจมีภาวะโรคเลือดจางหรือขาดธาตุเหล็ก และเล็บมีสีที่ผิดปกติหรือไม่ เช่น เล็บขาวครึ่งเล็บ (หมายถึง ผิวหนังใต้เล็บมีสีผิดปกติ) เป็นลักษณะที่พบได้ในผู้มีภาวะไตวายเรื้อรัง และบวมน้ำ

หากเป็นสีขาว 2 ใน 3 ของเล็บ มักเป็นอาการของโรคเบาหวาน โรคตับแข็ง หรือโรคหัวใจวาย สำหรับบางคนที่พบจุดขาวปรากฏบนเล็บโดยเฉพาะหากเป็นหลายเล็บ อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าอยู่ในภาวะขาดสารอาหารบางอย่าง

สำหรับผู้ที่ตกแต่งและต่อเล็บโดยไม่บำรุง อาจทำให้สุขภาพเล็บอ่อนแอลง โดยระยะสั้นเล็บอาจแตกหรือเป็นขุยลอก นอกจากนี้ การทาสีเล็บบ่อยๆ อาจส่งผลให้สีเล็บเปลี่ยนแปลงได้ง่าย โดยเฉพาะยาทาเล็บสีแดงกับสีส้ม ที่ทำให้เล็บเหลืองได้ง่ายกว่าสีอื่น

ผิวเล็บยังเสี่ยงต่อการทำลายจากสารเคมี บางแห้งและเปราะง่ายหรือตรงผิวเล็บหลุดลอกเป็นขุย โดยคนที่มีอาการแพ้ อาจเพิ่มความเสี่ยงให้รอบเล็บมีอาการบวมแดง หรือเจ็บบริเวณปลายนิ้วมือได้ด้วย การทาสีเล็บจึงควรเว้นช่วงการทาสีครั้งใหม่ประมาณ 1-2 สัปดาห์ ส่วนการต่อเล็บไม่ควรทำต่อเนื่องเกิน 3 เดือน และควรเว้น 1 เดือนก่อนจะต่อใหม่ นอกจากนี้ควรทาครีมบำรุงเพื่อช่วยดูแล

 

สุขได้แม้เป็นโรคซึมเศร้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มิถุนายน 2559 เวลา 11:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/438395

สุขได้แม้เป็นโรคซึมเศร้า

โดย…โยโมทาโร่

คนไทยเริ่มป่วยเป็นโรคซึมเศร้ากันมากขึ้น โดยสาเหตุหลักที่ทำให้เป็นโรคนี้มากที่สุด คือ ความเครียดสะสมจากการเดินทางในสภาพการจราจรที่ติดขัด งานที่เคร่งเครียดต้องติดต่อคุยกันแทบ 24 ชั่วโมง  และสาเหตุรองลงมาก็คือพันธุกรรม ความผิดปกติด้านสารเคมีในสมอง ทำให้ผู้ป่วยโรคนี้สูญเสียความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสังคมลดลง มีชีวิตโดดเดี่ยว บุคลิกภาพไม่ดี สูญเสียความมั่นใจในตัวเอง มองโลกในแง่ลบ แต่ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าก็ดูดีมีความมั่นใจในตัวเองได้ด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้

1.อย่าพยายามตั้งเป้าหมายในการทำงานที่สูงและมีความรับผิดชอบมากเกินไป ควรแยกแยะปัญหาใหญ่ๆ ให้เป็นส่วนย่อยๆ พร้อมทั้งจัดเรียงความสำคัญก่อนหลังและลงมือทำเท่าที่สามารถทำได้ เพื่อจะไม่เพิ่มความรู้สึกล้มเหลวในภายหลัง

2.เลี่ยงการอยู่เพียงลำพัง ควรเลือกทำกิจกรรมที่จะสร้างความรู้สึกที่ดีขึ้น หรือเพลิดเพลินและไม่หนักเกินไป เช่น การออกกำลังกายเบาๆ การชมภาพยนตร์ การร่วมทำกิจกรรมทางสังคม

3.ให้คนใกล้ชิดที่ไว้ใจได้ช่วยตัดสินใจในเรื่องสำคัญ เพราะผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจะมีภาวะทางอารมณ์ขึ้นสุดลงสุด ทำให้ยากแก่การคิดตัดสินใจในเรื่องต่างๆ

4.ยอมรับว่าตัวเองเป็นโรคซึมเศร้า ข้อนี้สำคัญมากที่สุด เพราะถ้าคุณไม่ยอมรับว่าเป็น ก็จะไม่ยอมรับการรักษาและปรับตัวในการใช้ชีวิต

5.เลือกทำในสิ่งที่รัก ควรใช้เวลาว่างจากการทำงานไปทำงานอดิเรกที่คุณชอบ เช่น เล่นเกม ปลูกต้นไม้ ออกกำลังกาย ดูหนัง ฟังเพลง สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ร่างกายหลั่งสารความสุขเพิ่มมากขึ้น ลดอาการซึมเศร้าให้น้อยลงจนเกือบเป็นปกติ

6.แต่งตัวตามเทรนด์แฟชั่น การแต่งตัวตามเทรนด์แฟชั่นจะช่วยให้คุณดูดีขึ้น มั่นใจในตัวเอง และรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่ามากขึ้น

7.เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสังคม การเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสังคมจะช่วยให้คุณรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าเมื่อทำสิ่งดีๆ ให้ผู้อื่น นอกจากนี้ยังใช้เวลาไปกับมิตรภาพใหม่ๆ ของคนที่มีจิตใจอาสาทำความดีเพื่อสังคม และเมื่อคุณรู้สึกดีขึ้นก็จะรู้สึกมีความมั่นใจในตัวเองและมีความสุขในการใช้ชีวิตต่อไปอย่างมีคุณค่าต่อตัวเองและผู้อื่น

 

บริหารกล้ามเนื้อหลัง เพิ่มความเท่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มิถุนายน 2559 เวลา 11:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/438393

บริหารกล้ามเนื้อหลัง เพิ่มความเท่

โดย…ภาดนุ ภาพ… ภัทรชัย ปรีชาพานิช

กล้ามเนื้อหลังถือเป็นกล้ามเนื้อมัดใหญ่ของผู้ชายที่มองข้ามไม่ได้ตอนเล่นเวต เนื่องจากกล้ามเนื้อหลังมีความสัมพันธ์โดยตรงกับกล้ามเนื้อส่วนอื่นๆ ของร่างกาย แถมยังช่วยให้คุณผู้ชายมีบุคลิกที่ดี อกผายไหล่ผึ่งและดูน่ามอง ครั้งนี้ ณัชฐรัตน์ ชุ่มนาเสียว หรือโค้ชคม ผู้จัดการแผนกฟิตเนสประจำโซฟิต (So Fit ) โรงแรมโซฟิเทล กรุงเทพ ได้ให้เกียรติมาสาธิตท่าบริหารกล้ามเนื้อหลัง พร้อมทั้งให้ความรู้กับผู้อ่านไปพร้อมกันด้วย

ท่าชินอัพ (Chin Up)

ท่าชินอัพ (Chin Up)

 

วิธีบริหาร

ใช้มือทั้งสองข้างจับบาร์ไว้ให้กว้างกว่าระดับหัวไหล่ แขนตึง งอขาค้างไว้ หายใจเข้าให้เต็มปอด แล้วเกร็งกล้ามเนื้อหลัง

ดึงตัวขึ้นไปให้ช่วงคางอยู่ในระดับเดียวกับบาร์ โดยจังหวะที่ออกแรงดึงตัวขึ้น ให้หายใจออกให้สุด ค้างท่านี้ไว้ 1-2 นาที แล้วกลับลงมาในท่าเริ่มต้น ทำต่อเนื่อง 12-15 ครั้ง

ท่าชินอัพ (Chin Up)

ประโยชน์ที่ได้

ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อข้างลำตัว (กล้ามเนื้อปีก) ให้แข็งแรง ถ้าเล่นบ่อยๆ อย่างถูกวิธีแบบต่อเนื่อง จะได้กล้ามเนื้อหลังเป็นรูปตัววี (V-Shape) เวลาใส่เสื้อแล้วจะดูสมาร์ทยิ่งขึ้น

ท่าไวด์ กริป แลต พูลดาวน์ (Wide Grip Latt Pulldown)

ท่าไวด์ กริป แลต พูลดาวน์ (Wide Grip Latt Pulldown)

 

วิธีบริหาร

นั่งลงบนเบาะของอุปกรณ์แลต พูลดาวน์ ใช้มือทั้งสองจับเคเบิลบาร์ให้มีความกว้างกว่าระดับหัวไหล่ หลังตรง หายใจเข้าให้เต็มปอด

ดึงเคเบิลบาร์ลงมาค้างไว้ตรงช่วงหน้าอกส่วนบน (ตอนออกแรงดึงเคเบิลบาร์ให้หายใจออก) เกร็งกล้ามเนื้อสะบักหลังไว้ จากนั้นค่อยๆ ผ่อนเคเบิลบาร์ให้กลับไปอยู่ในท่าตั้งต้น หายใจเข้า ทำเซตละ 12-15 ครั้ง รวมทั้งหมด 4 เซต

ท่าไวด์ กริป แลต พูลดาวน์ (Wide Grip Latt Pulldown)

 

ประโยชน์ที่ได้

ท่านี้เป็นท่าที่ต่อเนื่องจากท่าชินอัพ จึงช่วยเสริมกล้ามเนื้อหลักส่วนปลีกข้างลำตัวด้วยเช่นกัน และยังช่วยเสริมกล้ามเนื้อรองบริเวณหลังส่วนกลางให้แข็งแรงอีกด้วย

ท่าดัมบ์เบล วัน อาร์ม โรล (Dumbbell One Arm Roll)

ท่าดัมบ์เบล วัน อาร์ม โรล (Dumbbell One Arm Roll)

 

วิธีบริหาร

ใช้แขนซ้ายถือดัมบ์เบลขนาดพอเหมาะ (5 กก.) วางเข่าขวาและมือขวาลงบนม้านั่ง (Bench) จากนั้นโน้มตัวให้สันหลังเป็นแนวตรงขนานกับม้านั่ง ทิ้งแขนข้างซ้ายที่ถือดัมบ์เบลลงข้างลำตัว เท้าซ้ายที่อยู่กับพื้นเหยียดออก 45 องศา เงยหน้าขึ้น ตามองไปข้างหน้า หลังตรง ไม่แอ่น หายใจเข้า

ออกแรงดึงแขนซ้ายที่ถือดัมบ์เบลยกขึ้นมาข้างลำตัว (หายใจออก) โดยที่หลังยังตรงเหมือนเดิม แต่ใช้กล้าม เนื้อปีกค่อยๆ ดึงดัมบ์เบลขึ้นโดยให้ข้อศอกแนบลำตัว ค้างท่านี้ไว้ 1-2 วินาที แล้วผ่อนกลับมาที่ท่าเริ่มต้น หายใจเข้า ทำเซตละ 12-15 ครั้ง รวมทั้งหมด 4 เซต

ท่าดัมบ์เบล วัน อาร์ม โรล (Dumbbell One Arm Roll)

 

ประโยชน์ที่ได้

ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อด้านข้างของหลังซึ่งติดกับกล้ามเนื้อปลีก หรือพูดให้เข้าใจง่ายก็คือช่วยเสริมกล้ามเนื้อหลังมัดเล็กส่วนกลางนั่นเอง

ถ้าหนุ่มๆ บริหารกล้ามเนื้อหลังโดยทำ 3 ท่านี้อย่างถูกต้องแล้วละก็ รับรองว่าต้องมีแผ่นหลังรูปทรงวีเชพที่มีกล้ามเนื้อกว้าง แข็งแรง และสมส่วนดูดีจนสาวๆ เหลียวมองแน่นอน

 

ออปสเตเคิล วิ่งผจญธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มิถุนายน 2559 เวลา 11:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/438305

ออปสเตเคิล วิ่งผจญธรรมชาติ

โดย…โยโมทาโร่

เทรนด์การวิ่งมาราธอนกำลังได้รับความนิยมพอๆ กับการปั่นจักรยาน แต่หากคุณกำลังหาความท้าทายใหม่ๆ ให้กับการวิ่งแบบซ้ำซาก เราขอแนะนำให้คุณลองกับ “ออปสเตเคิล” (Obstacle) หรือการวิ่งแบบผจญภัย แบบวิ่งผ่านด่าน ผ่านสิ่งกีดขวาง กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในต่างประเทศ

ส่วนเมืองไทยได้นำการแข่งขันแบบนี้มาจัดการแข่งขันบ้างแล้ว เช่น รายการแข่ง “สิงห์ เก่ง แกร่ง กล้า ฝ่าฐานผจญภัย” ซึ่งยังเป็นรายการแข่งเดียวในประเทศไทยที่จัดการแข่งวิ่งแบบผจญภัย แต่ก็ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากนักวิ่งมากมาย

วิ่งแบบผจญภัยคืออะไร

นี่คือการวิ่งออกกำลังกายกลางแจ้งที่กลายเป็นที่นิยมมากในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมามากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก และนับเป็นการวิ่งท่ามกลางภูมิประเทศที่หลากหลาย ผู้วิ่งจะได้สัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด ในประเทศไทยและผู้คนหันกลับมานิยมการออกกำลังกายในแบบร่วมสัมผัสกับธรรมชาติและกิจกรรมกลางแจ้ง การวิ่งผจญภัยเป็นสิ่งใหม่ ซึ่งเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมในระยะเวลาอันสั้น โดยลักษณะของการแข่งขันวิ่งผจญภัยนี้ถูกผสมผสานระหว่างการแข่งขันและความงามทางธรรมชาติได้อย่างลงตัว กำลังเป็นที่นิยมและรู้จักกันมากขึ้นทั่วโลก

 

เมื่อเราคิดถึงการแข่งขันวิ่งทั่วไป เรามักจะนึกถึงภาพของการแข่งขันวิ่งบนทางเรียบหรือบนถนนทั่วไป แต่ยังมีกลุ่มนักวิ่งอีกจำนวนมากที่นิยมและเลือกที่จะวิ่งไปบนเส้นทางธรรมชาติ เพราะกีฬาวิ่งผจญภัยเป็นการผสมผสานกันระหว่างการวิ่งโดยอาศัยเทคนิคการเคลื่อนไหวของร่างกายไปกับเส้นทางตามธรรมชาติอันสวยงาม

กติกาแสนง่ายแต่วิ่งลำบากมาก

กติกาการวิ่งผจญภัยนั้นไม่ยากเลย เพราะส่วนมากแล้วมักจะลงแข่งเอาสนุกมากกว่าคว้าแชมป์ โดยแบ่งเป็นการแข่งแบบเดี่ยวระยะ 7.5 กม. และ 15 กม. และแข่งประเภททีมซึ่งนักกีฬาจะต้องทำการแข่งขันและฝ่าด่านอุปสรรคด้วยกันทั้งหมด 4 รอบการแข่งขัน ถึงจะถือว่าท่านแข่งจบโดยสมบูรณ์ โดยในแต่ละรอบของการแข่งขันจะต้องส่งนักกีฬาในทีมจำนวน 2 คน เป็นผู้เข้าแข่งขันฝ่าด่านอุปสรรคนั้นๆ จนกระทั่งครบรอบ (7.5 กม.) ในแต่ละรอบการแข่งขันสมาชิกในทีมจะต้องเลือกผู้ที่จะฝ่าด่านอุปสรรครอบละ 2 คน อาจจะเปลี่ยนคนหรืออาจจะเป็น 2 คนเดิมก็ได้ แต่จะต้องแข่งขันจนกระทั่งครบ 4 รอบ และในรอบสุดท้ายต้องวิ่งพร้อมกัน 5 คน

กฎการแข่งขัน ก็เพียงแค่ปฏิบัติตามคำสั่งของกรรมการอย่างเคร่งครัดในเรื่องการออกตัวและกฎความปลอดภัยพื้นฐาน และการมีน้ำใจนักกีฬาเท่านั้นเอง

 

นอกจากนี้ ผู้เข้าแข่งขันควรติดตามข่าวสารจากผู้จัดการแข่งขัน ซึ่งจะบอกถึงสภาพสนามว่าเป็นโคลน กรวดหิน ทางขึ้นเขา มีรากไม้ ต้องมีจุดปีน หรือต้องใช้อุปกรณ์เสริมอะไรบ้าง

สภาพเส้นทางและการเตรียมตัว

ลองนึกภาพการฝึกทหารที่ต้องวิ่งผ่านด่านอุปสรรคทั้งลอดลวดหนาม ลุยโคลน มุดอุโมงค์และโหนตัวไปอีกฝั่ง ซึ่งเป็นสีสันใหม่ในการออกกำลังกาย โดยการแข่งจะกำหนดให้มีเส้นทางเทรล 7 กม. ระหว่างทางมีฐานอุปสรรคให้ผู้แข่งขันต้องฝ่าฟันทั้งเปียกน้ำ เลอะโคลน ข้ามสะพานลอยน้ำที่สร้างจากแพไม้ไผ่ วิ่งผ่านพื้นที่กว้างเป็นเนินเขา ปีนตาข่าย ไถลตัวตามผา คล้ายกับทหาร แต่การแข่งแบบนี้ถอดรูปแบบมาให้สนุก ทำให้การวิ่งเป็นเรื่องสนุก ไม่ใช่วิ่งอย่างเดียว

ผู้เข้าแข่งขันจึงต้องเตรียมความพร้อมร่างกายให้แข็งแกร่ง และมีความยืดหยุ่นตัว สามารถทำกิจกรรมได้หลากหลาย เพราะเกมนี้ไม่ได้มาวิ่งอย่างเดียว ลองจินตนาการสิ่งกีดขวางให้เป็นอุปสรรคจริงในชีวิต หากเราต้องวิ่งหนีอะไรสักอย่างเพื่อเอาตัวรอดในสภาพภูมิประเทศที่โหดร้าย หากสนใจลองติดตามข่าวสารการแข่งขันวิ่งผจญภัยได้ที่เว็บไซต์ www.ama-events.com/th แล้วคุณจะลืมการวิ่งแบบเดิมไปเลยทีเดียว

 

Anatasana Pose Modification ท่าพระนารายณ์บรรทมแบบดัดแปลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มิถุนายน 2559 เวลา 10:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/438181

Anatasana Pose Modification ท่าพระนารายณ์บรรทมแบบดัดแปลง

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่าพระนารายณ์บรรทมนั้นมีหลายแบบด้วยกัน วันนี้เป็นการผสมกับท่านกพิราบ (EKA PADA RAJAKAPOTASANA) ซึ่งความยากของการค้างท่าจะอยู่ที่การหาสมดุล หรือการทรงตัวของร่างกายด้านข้างได้หรือไม่ ปกติการฝึกอาสนะท่าทรงตัวมักจะเป็นท่ายืนเป็นส่วนใหญ่ ร่างกายจึงไม่ค่อยคุ้นกับการทรงตัวด้านข้างมากนัก การฝึกอาสนะท่านี้ช่วยยืด รักแร้ หัวไหล่ เอว ลำตัวด้านข้างได้รับการนวด รวมทั้งหน้าขาด้านหน้าอีกด้วย แต่ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นหมอนรองกระดูกเคลื่อนรุนแรง รวมทั้งผู้ที่มีปัญหาที่คอ

วิธีปฏิบัติ

1 นอนตะแคงโดยยืดแขนซ้ายหนุนศีรษะ ตั้งเข่าขวามาด้านหน้าในท่าเตรียม

 

2 พับขาขวาไปด้านหลังที่ก้น โดยใช้มือขวากดหลังเท้าจนกระทั่งส้นเท้าติดชิดกัน

 

3 ยกศีรษะขึ้นแล้วใช้มือซ้ายช่วยจับเท้าขวาเพื่อให้มาอยู่บริเวณข้อพับศอกของแขนขวา

 

4 นิ้วมือทั้งสองข้าง ล็อกกัน ก้มหน้าไปที่พื้นเพื่อผ่อนคลายต้นคอ

 

5 ส่งมือซ้ายกลับมาวางด้านบนโดยใช้ศีรษะหนุนทับแขน ค้างท่าประมาณ 30 วินาที โฟกัสที่ลมหายใจ รับรู้ความรู้สึกของการยืดลำตัวด้านข้าง จากนั้นค่อยๆคลายแล้วลองทำสลับข้าง

 

การดีทอกซ์ผิวหน้า ด้วยน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มิถุนายน 2559 เวลา 10:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/438180

การดีทอกซ์ผิวหน้า ด้วยน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น

โดย…แพทย์จีนสุรีย์รัตน์ เกกีงาม (โจว จิ้ง เหวิน) คลินิกหัวเฉียวฯ แพทย์แผนจีน Facebook Fanpage : huachiew tcm

รูขุมขนเป็นที่สะสมของไขมัน ฝุ่นละอองเศษเครื่องสำอางต่างๆ เมื่อเกิดการอุดตันหรืออักเสบจึงเป็นสาเหตุของการเกิดสิว

หลักการของการดีทอกซ์ผิว คือ “การให้น้ำมันไปละลายน้ำมันบนผิวที่จับตัวกับสิ่งสกปรกที่อุดตันรูขุมขนให้หลุดออกมา”

อธิบายง่ายๆ ว่าเหมือนกับการเปิดฝาท่อระบายน้ำเสีย พอของเสียมีทางออกก็จะค่อยๆ ทยอยออกมา จนหลายคนรู้สึกว่าใช้แล้วทำไมสิวเยอะขึ้น แต่ถ้าใช้ต่อเนื่องไปสักพักประมาณ 1 เดือน สิวจะค่อยๆ ลดลง รูขุมขนเล็กลง หน้าไม่ค่อยมัน ส่วนคนที่ผิวแห้งจะรู้สึกว่าผิวชุ่มชื้น ไม่แห้งกร้าน

วิธีใช้ นวดหน้าด้วยน้ำมันมะพร้าว 10-15 นาที เพื่อให้เครื่องสำอาง หรือสิ่งสกปรกที่อุดตันรูขุมขนหลุดออกมา หลังจากนั้นเช็ดหน้าด้วยสำลีแผ่น หรือสำลีแผ่นชุบน้ำหมาด แล้วล้างหน้าตามปกติ ถ้ารู้สึกว่าล้างหน้าแล้วผิวยังหนักๆ ไม่สบายผิว อาจทาด้วยแป้งฝุ่นบางๆ

คำแนะนำควรดีทอกซ์ผิวทุกวันในตอนเย็น

 

ข้อแนะนำเพิ่มเติม

แต่ถ้าดีทอกซ์ผิวแล้ว ต้องเตรียมรับมือกับสิวที่เพิ่มขึ้น ด้วยการเตรียมตัวให้พร้อมเสียก่อน ซึ่งในทางการแพทย์จีนเชื่อว่าถ้าหากร่างกายสะอาด ผิวพรรณภายนอกจะสะอาดไปด้วย ดังนั้นก่อนที่จะดีทอกซ์ผิวหน้า เราควรลดเลิกรับประทานของทอด ของหวาน อาหารรสจัดน้ำเย็น อาหารแปรรูปก่อน 2 อาทิตย์ แล้วจึงเริ่มการดีทอกซ์ผิว และถ้ารู้สึกว่าสิวมีเยอะมาก การบำบัดด้วยยาสมุนไพรจีนหรือการฝังเข็มก็เป็นอีกช่องทางที่สามารถใช้ร่วมกันได้

 

ท่า ครึ่งคันไถครึ่ง ยืนด้วยไหล่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มิถุนายน 2559 เวลา 10:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/436886

ท่า ครึ่งคันไถครึ่ง ยืนด้วยไหล่

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

Half Halasana Half Sarvangasana Pose (ท่าครึ่งคันไถครึ่งยืนด้วยไหล่) ท่านี้ครูออกแบบโดยการผสมระหว่างท่าคันไถและท่ายืนด้วยไหล่เข้าด้วยกัน เมื่อเราฝึกท่ากลุ่มนี้จะทำให้แผ่นหลังแข็งแรง โดยเฉพาะการคลายตัวของกล้ามเนื้อกระดูกสันหลัง (Spinal Extensors) ทั้งยังส่งผลถึงกล้ามเนื้อขา เช่น กล้ามเนื้อขาด้านหลัง (Hamstrings) กล้ามเนื้อน่องทั้งด้านหลังและด้านข้าง(Gastrocnemius, Soleus)

เมื่อประยุกต์ท่าอาสนะนี้ขึ้นมา ทำให้เกิดความท้าทายในการทรงตัวด้วยไหล่มากขึ้น ทั้งยังเพิ่มการยืดทำงานบริเวณกล้ามเนื้อขาด้านหน้ากลุ่มควอดริเซบ ฟีเมอริส ซึ่งรวมกันอยู่ทั้งหมด 4 กลุ่มกล้ามเนื้อ (Quads)

นอกจากนี้ ยังส่งผลดีกับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน เพราะช่วยปรับระดับกลูโคสในกระแสเลือดให้สมดุล แต่ไม่ควรฝึกท่านี้หากมีอาการไส้เลื่อน หมอนรองกระดูกเคลื่อน มีอาการบาดเจ็บรุนแรงที่หลัง ที่คอ และความดันโลหิตสูง

วิธีปฏิบัติ

1. นอนหงายคว่ำฝ่ามือไว้ข้างลำตัวชันเข่าขึ้น

 

2. หายใจออกส่งก้นและขาลอยขึ้นจากพื้นใช้การยกขึ้นไม่กระชาก

 

3. เมื่อฝ่าเท้าวางพื้นแล้วหายใจเข้ายกขาซ้ายชี้ขึ้นเพดาน

 

4. ส่งมือซ้ายเหนือศีรษะไปจับเท้าขวา  ใช้มือตรงข้าม

 

5. พับขาซ้ายลงมาแล้วใช้มือขวาจับฝ่าเท้าให้ชิดติดก้น

 

6. ขณะค้างท่าค่อยๆ ยืดลำตัวขึ้น ค้างท่าประมาณ 20 วินาที  หายใจเข้าออกตามธรรมชาติ แล้วลองสลับข้างเมื่อคลายท่าเสร็จให้ฝึกท่าปลา เพื่อคลายต้นคอหรือพักท่าศพสักครู่