ถนอมดวงตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มิถุนายน 2559 เวลา 10:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/436885

ถนอมดวงตา

โดย…เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร

จากการสำรวจพบว่าคนไทยประมาณ 18% จะมีปัญหาทางด้านสายตา ซึ่งตลาดคอนแทคเลนส์มีแนวโน้มและทิศทางที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกๆ ปี โดยกลุ่มเป้าหมายหลักของตลาดคอนแทคเลนส์ คือ กลุ่มวัยรุ่นนิสิต นักศึกษา และกลุ่มคนทำงานซึ่งมีอายุตั้งแต่ 18-40 ปี

พญ.เกศรินทร์ เกียรติเสวี จักษุแพทย์ โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่าด้วยสังคมปัจจุบันเราอยู่กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สมาร์ทโฟนคอมพิวเตอร์ต่างๆ ตลอดเวลา จึงอาจเป็นสาเหตุในการกระตุ้นให้ดวงตาแห้งง่าย ดังนั้นเพื่อลดอาการตาแห้งตาล้าควรจะเลือกใช้คอนแทคเลนส์และน้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ที่ดีที่มีความชุ่มชื้นต่อดวงตา และเหมาะกับการใช้ชีวิตในปัจจุบันมากขึ้น ด้วยไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป แนะนำให้ใส่คอนแทคเลนส์ ก็ควรจะใส่เท่าที่จำเป็น ถ้าถึงบ้านแล้วก็อาจรีบถอดมาทำความสะอาด ใช้ตามระยะเวลาที่กำกับ ไม่ใส่นอน เลือกน้ำยาทำความสะอาดให้เหมาะสม มีคุณสมบัติที่ดี มีประสิทธิภาพให้ความชุ่มชื้นต่อดวงตา

วิธีการใช้สายตาเพื่อถนอมสายตาเบื้องต้น ถ้าออกข้างนอกควรสวมใส่แว่นกันแดด หรือถ้าทำงานใช้สายตาอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ พวกสมาร์ทโฟนต่างๆ ควรต้องพักสายตา 20 นาทีโดยการมองไปไกล 20 ฟุต แล้วกลับมาทำงานต่อเพื่อป้องกันตาแห้งตาล้า อาจจะใช้น้ำตาเทียมหยอดเพื่อเพิ่มควรชุ่มชื้นในดวงตาด้วย

พญ.เกศรินทร์ เกียรติเสวี

 

นอกจากนี้ การรักษาสุขภาพดวงตาสำหรับผู้ที่ใช้คอนแทคเลนส์ที่ดี ควรใส่ตามระยะเวลาของรุ่นที่เลือกใช้ อย่าใส่เกิน ไม่ควรใช้ใส่นอนควรล้างทำความสะอาด และควรเลือกน้ำยาที่มีประสิทธิภาพตามระยะเวลาที่บ่งใช้ เช่น ภายในระยะเวลากี่เดือนควรจะเปลี่ยน ต้องเคร่งครัดตามเอกสารที่แจ้งวันหมดอายุ ไม่ควรทิ้งไว้เกินเพราะจะทำให้เสี่ยงต่อดวงตา โดยดูจากรุ่นน้ำยาที่เลือกใช้ด้วย

ส่วนวิธีสังเกตอาการที่เกิดจากการใช้น้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ที่ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่สะอาด จะมีคราบโปรตีน คราบไขมันสะสมจะทำให้เป็นคราบ ทำให้มองเห็นไม่ชัดและอาจจะทำให้กระตุ้นการอักเสบในเยื่อบุตาและกระจกตา ที่ร้ายแรงก็อาจจะทำให้ติดเชื้อที่กระจกตาอักเสบและติดเชื้อได้ จนอาจจะทำให้เกิดสูญเสียการมองเห็นและอาจจะทำให้ตาบอดได้ในไม่ช้า

การเลือกใช้น้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ที่ดี ควรเลือกที่สามารถจะจำกัดสารตกค้าง  “ฆ่าเชื้อ” แบคทีเรียเชื้อรา และอะแคนธามีบา และควรดูในฉลากหรือเอกสารกำกับตัวยาเพื่อประกอบการตัดสินใจการเลือกซื้อหรือใช้ และควรจะมีคุณสมบัติสะอาด ฆ่าเชื้อ ลดสารตกค้าง และมีความชุ่มชื้นให้กับตัวคอนแทคเลนส์และต่อผิวกระจกตา อย่างมีประสิทธิภาพที่ดีต่อดวงตา

อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้น้ำยาคอนแทคเลนส์กว่า 52.7% ยังประสบกับปัญหาตาแห้ง ซึ่งบางครั้งเกิดจากคอนแทคเลนส์ของเราเองที่ใช้ใส่ บางทีก็อาจจะดูดน้ำตาไปก็อาจจะทำให้ตาแห้งได้ง่าย บางส่วนก็อาจจะขึ้นอยู่กับการใช้งานด้วยว่ายาวนานหรือไม่ อาจไม่ได้คุณภาพ

เพราะฉะนั้นการเลือกคอนแทคเลนส์ และน้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ที่ดี มีคุณภาพ จะช่วยถนอมดวงตาให้มีประสิทธิภาพและสดใสอยู่เสมอ

 

โรคหลอดเลือดหัวใจ ภัยเงียบคร่าชีวิตวัยทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มิถุนายน 2559 เวลา 10:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/436884

โรคหลอดเลือดหัวใจ ภัยเงียบคร่าชีวิตวัยทำงาน

โดย…ผศ.นพ.ภาวิทย์ เพียรวิจิตร

ข้อมูลที่น่าตกใจจากกรมควบคุมโรค ได้สะท้อนให้เห็นว่าในปัจจุบัน “วัยทำงาน” ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 38.31 ล้านคนป่วยเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจและหลอดเลือดจำนวนมากโดยวัยทำงานเพศหญิงป่วยสูงเป็นอันดับสอง รองจากโรคมะเร็ง และวัยทำงานเพศชาย ป่วยสูงเป็นอันดับสาม รองจากอุบัติเหตุและโรคมะเร็ง

ผศ.นพ.ภาวิทย์ เพียรวิจิตร อาจารย์ประจำภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้ข้อมูลภายในงานประชุมวิชาการ Cardio Cocktail 2016 จัดโดยโรงพยาบาลรามาธิบดี ว่า ภาวะหัวใจล้มเหลวเป็นภาวะที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ตามที่ต้องการผลกระทบของโรคความดันโลหิตสูง โรคลิ้นหัวใจผิดปกติ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด โรคเบาหวาน หัวใจเต้นผิดปกติ เป็นต้น

ทั้งนี้ผลกระทบสามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ 1.หัวใจห้องขวาล้มเหลว หัวใจห้องขวาจะรับเลือดจากร่างกายแล้วสูบฉีดไปยังปอดเพื่อฟอกเลือด หากหัวใจห้องขวาล้มเหลวจะทำให้เกิดอาการบวมของเท้า และ 2.หัวใจห้องซ้ายล้มเหลว หัวใจห้องซ้ายจะรับเลือดที่ฟอกแล้วจากปอดและจะสูบฉีดไปเลี้ยงทั่วร่างกาย เมื่อหัวใจห้องนี้ล้มเหลวจึงทำให้ร่างกายไม่สามารถสูบฉีดเลือด จนเนื้อเยื่อต่างๆ ขาดออกซิเจนเกิดการคั่งของน้ำและเกลือในปอด จนส่งผลให้เกิดภาวะน้ำท่วมปอดได้

ข้อมูลผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาตัวด้วยภาวะหัวใจล้มเหลวในโรงพยาบาลรามาธิบดี พบว่ามีอัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยที่ 10% ต่อปี โดยมีกลุ่มผู้ป่วยเป็นคนในวัยทำงานอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป และยังคงมีแนวโน้มที่มีอายุลดน้อยลงเรื่อยๆ เนื่องจากการละเลยการดูแลสุขภาพของตนเอง รวมถึงการบริโภคโซเดียมหรืออาหารที่มีรสชาติเค็มมากเกินไป

สอดคล้องกับรายงานจากกรมควบคุมโรคที่แสดงให้เห็นว่าคนไทยรับประทานเกลือมากถึง 10.8 กรัม/วัน และมากกว่าที่องค์การอนามัยโลกแนะนำคือ 5 กรัมเท่านั้น ทั้งนี้พบว่าผู้ป่วยวัยทำงานจำนวนมากที่มีประวัติการบริโภคโซเดียมหรืออาหารที่เค็มสูง เช่น ซีอิ๊ว น้ำปลา เต้าเจี้ยว กะปิ ปลาร้า น้ำผลไม้กระป๋อง อาหารกึ่งสำเร็จรูป ขนมที่มีการเติมผงฟูมีโซเดียม รวมไปถึง ชีส เนื้อสัตว์แปรรูปต่างๆ เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงมากยิ่งขึ้นจนส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาวะหัวใจล้มเหลว

สำหรับการรักษาภาวะหัวใจล้มเหลวในปัจจุบันได้มีวิวัฒนาการที่ก้าวหน้ามากขึ้น จึงส่งผลให้การรักษาประสบความสำเร็จและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น แต่ก็ยังต้องอาศัยความร่วมมือที่ดีระหว่างทีมแพทย์และพยาบาลกับผู้ป่วยเป็นสิ่งสำคัญ

 

ระวังร่างกายขาดน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มิถุนายน 2559 เวลา 16:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/436141

ระวังร่างกายขาดน้ำ

โดย…พุสดี

การดื่มน้ำเปล่าที่สะอาดเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับเด็ก ในช่วงที่มีอุณหภูมิร้อนจัดทำให้ร่างกายสูญเสียเหงื่อมากกว่าปกติ หากดื่มน้ำในปริมาณที่ไม่เพียงพอในแต่ละวัน อาจส่งผลให้เกิดภาวะขาดน้ำและเสี่ยงต่อการเกิดอาการต่างๆ ที่ไม่พึงประสงค์ได้

อิสตรี ประจญศานต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) ให้ความรู้ว่า เด็กเป็นวัยที่มีโอกาสขาดน้ำได้ง่าย เพราะไม่รู้ว่าต้องดื่มน้ำเมื่อรู้สึกกระหาย แถมเป็นวัยที่สนุกกับการเล่นเพลินจนลืมเรื่องหิว เลยทำให้มีโอกาสสูงที่จะดื่มน้ำไม่เพียงพอ อีกทั้งการสูญเสียน้ำในรูปแบบต่างๆ เช่น อุจจาระ เหงื่อ การหายใจ และปัสสาวะ ก็อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงของภาวะขาดน้ำแบบไม่รู้ตัว

คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตเด็กๆ อย่างใกล้ชิด หากพบ 6 อาการต่อไปนี้ แสดงว่าลูกน้อยกำลังเสี่ยงภาวะขาดน้ำ เริ่มจากผิวหนังแห้ง หยาบกร้าน ริมฝีปากแห้ง ท้องผูก ปัสสาวะน้อยลง หรือปัสสาวะมีสีเหลืองเข้ม นอกจากนี้การสูญเสียเหงื่อและน้ำมากเกินไป อาจทำให้มีอาการปวดศีรษะ มึนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลียไม่มีแรง เป็นตะคริว มีไข้ ไปจนถึงมีอาการชัก เกร็ง ซึม หรือหมดสติ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากภาวะดังกล่าว คุณพ่อคุณแม่ควรปฏิบัตังนี้

1.เตรียมน้ำดื่มสะอาดให้เด็กๆ พกติดตัวเวลาออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน เพื่อช่วยลดอุณหภูมิในร่างกายให้เย็นลง

2.ให้จิบน้ำอุณหภูมิห้องแทนน้ำเย็นจัดบ่อยๆ ระหว่างวัน เพราะการดื่มน้ำปริมาณเยอะๆ รวดเดียวหรือน้ำเย็นจัด อาจทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน

3.ไม่ใส่เสื้อผ้ารัดตัว และเลือกเนื้อผ้าที่โปร่งสบาย เพื่อช่วยในการระบายความร้อนได้ง่าย เช่น ผ้าฝ้าย และควรเป็นผ้าสีอ่อนที่ไม่ดูดซับความร้อนเวลาออกแดด

4.ควรอาบน้ำให้เด็กๆ เมื่ออากาศร้อนมาก หรือเล่นจนอุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นและเหงื่อออกมาก เพราะการอาบน้ำจะช่วยให้เด็กๆ สบายตัวขึ้น

5.กินผักและผลไม้ที่มีน้ำมาก โดยเฉพาะจำพวกแตงเพราะมีฤทธิ์เย็น ควรหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกทอดๆ มันๆ เช่น กล้วยแขก ปาท่องโก๋ และไก่ทอด ฯลฯ กินอาหารที่ปรุงสุกใหม่และสะอาด เพราะหน้าร้อนเชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดี ทำให้อาหารบูดเสียได้ง่าย

 

พฤติกรรมเสี่ยงเกิดภูมิคุ้มกันต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มิถุนายน 2559 เวลา 16:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/436139

พฤติกรรมเสี่ยงเกิดภูมิคุ้มกันต่ำ

โดย…พุสดี

เมื่อคนเราได้รับสิ่งแปลกปลอมเข้าร่างกายไม่ว่าจะผ่านทางกินหรือหายใจ ในบางรายอาจไม่เกิดความผิดปกติใดๆ แต่ในบางรายกลับเกิดความผิดปกติ นั่นเพราะร่างกายมีความต้านทานไม่สูงพอจะกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่เข้าไปในร่างกาย

นพ.ไพศิษฐ์ ตระกูลก้องสมุท แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและเวชศาสตร์ชะลอวัยโรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท กล่าวว่า มนุษย์เรามีภูมิคุ้มกันอยู่ในร่างกาย ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้เชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย แต่ด้วยสภาพอากาศที่ผันผวน บางครั้งทำให้เกิดสภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ เห็นได้จากบางคนมีอาการคัดจมูกทุกๆ เช้าหลังตื่นนอน หรือบางคนคัดจมูกจนถึงขั้นจามไม่หยุดเมื่ออากาศชื้นหรือเย็นขึ้น สิ่งบ่งชี้เหล่านี้ล้วนเป็นอาการเบื้องต้นของภูมิคุ้มกันต่ำ หากปล่อยให้ลุกลามอาจเกิดอาการหวัดเรื้อรัง หรือร้ายแรงถึงขั้นโรคมะเร็ง เพื่อป้องกันตัวเองให้ห่างจากสภาวะดังกล่าว เราสามารถดูแลตัวเองโดยหลีกเลี่ยงปัจจัยเหล่านี้

1.ความเครียดสะสม ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเกือบทั้งหมดลดลง เช่น ลดประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดขาวในการกำจัดเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอม เม็ดเลือดขาวถูกสร้างลดลง

2.โภชนาการที่ไม่ดี ติดนิสัยกินหวานมากเกินไป ชอบกินอาหารแปรรูป อาหารที่เสี่ยงเจือปนโลหะหนักและยาฆ่าแมลง ควรเลือกอาหารที่ดีต่อระบบภูมิคุ้มกัน ได้แก่ โปรตีนจากไข่ขาว ปลา กระเทียม หัวหอม ผักผลไม้สีส้มเหลือง ผักใบเขียว ธัญพืช รวมถึงสมุนไพรไทยอย่าง พลูคาว

3.ขาดวิตามินดี แม้ประเทศไทยจะอยู่ในเขตร้อนที่มีแสงแดดธรรมชาติเพียงพอ แต่กิจกรรมส่วนใหญ่ของคนเมืองทั้งทำงานหรือออกกำลังกายก็อยู่แต่ในตัวอาคาร ทางที่ดีแนะนำตรวจเช็กระดับวิตามินดีและรับประทานเสริม ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

4.นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ การทำงานของระบบประสาทและระบบภูมิคุ้มกันทำงานเชื่อมโยงสื่อสารซึ่งกันและกัน เมื่อพักผ่อนน้อยทำให้เม็ดเลือดขาวชนิดทีเซลล์ลดลง และเพิ่มการอักเสบเรื้อรังในร่างกาย เราควรนอนให้ได้วันละ 6-8 ชั่วโมง

5.ไม่ออกกำลังกายเลย หรือออกกำลังกายหนักหน่วงเกินไป ส่งผลเสียต่อระบบภูมิคุ้มกันได้ เราควรเดินทางสายกลาง การออกกำลังกายที่สม่ำเสมอช่วยเพิ่มการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน เราควรออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น เดินเร็ว ปั่นจักรยาน ให้ได้อย่างน้อย 150 นาที/สัปดาห์

6.บุหรี่และแอลกอฮอล์ เพราะสารในบุหรี่และแอลกอฮอล์จะเพิ่มการอักเสบเรื้อรังกับร่างกาย ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานลดลง

 

อยากสุขภาพดี-กล้ามท้องเซ็กซี่ ต้องทำ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มิถุนายน 2559 เวลา 14:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/435927

อยากสุขภาพดี-กล้ามท้องเซ็กซี่ ต้องทำ!

โดย…สมแขก

สาวๆ ที่อยากมีหน้าท้องสวยเซ็กซี่ฟังทางนี้ เนื่องจากสมแขกได้ร่วมโครงการ Fat Blasting Firm Body and Sexy Abs โดย หมอเมย์-พญ.สมิตดา สังขะโพธิ์ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลพระรามเก้า ชวนผู้ติดตามแฟนเพจเฟซบุ๊ก GoodHealth สุขภาพดีอย่างมีกึ๋น มาดูแลสุขภาพและเปลี่ยนแปลงรูปร่างตัวเองด้วยวิธีง่ายๆ แต่ต้องมีวินัยและต้องทำอย่างต่อเนื่อง สมแขกค้นพบว่าวิธีที่จะแนะนำโดยหมอเมย์นี้จะทำให้สาวๆ ที่ขี้เกียจออกกำลังกายชักจะสนุกกับการตื่นเช้ามาขยับร่างกันมากขึ้น เริ่มเลย…

1.ออกกำลังกายเช้าอย่างน้อย 30 นาที โดยเลือกทำอะไรก็ได้ เช่น เดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ เต้นซุมบ้า แอโรบิก กระโดดเชือก โยคะ ไทชิ หรือไทเก๊ก ทำให้ได้ 4 วัน/สัปดาห์ ทำไมต้องออกตอนเช้า เนื่องจากร่างกายของเรานอนมาทั้งคืน ตื่นตอนเช้าร่างกายต้องใช้พลังงานจากพลังงานที่สะสมไว้จากตับและกล้ามเนื้อ หมายถึงการออกกำลังกายตอนเช้าร่างกายจะนำพลังงานเก่ามาใช้นั่นเอง แล้วทำไมต้อง 30 นาที การออกกำลังกายในช่วง 30 นาทีแรก ร่างกายมักใช้พลังงานที่สะสมไว้โดยส่วนใหญ่จะเป็นไกลโคเจน มักไม่กระทบระดับน้ำตาลในเลือดมากนัก ซึ่งหากใครสามารถหรือมีเวลานานกว่า 30 นาทีก็ทำได้  แต่ควรอยู่ในระดับเบาถึงปานกลาง ไม่แนะนำให้ออกกำลังหนักเกินไป

2.ชะลอการกินอาหารเช้าหลังออกกำลังกาย 45 นาที แต่ห้ามงดเด็ดขาด ทำไมจึงต้องชะลอการกินอาหารเช้า 40-45 นาที ถ้ายังไม่กินอะไรหลังออกกำลังกาย ร่างกายจะดึงพลังงานเก่าที่มีมาใช้ สลายไขมันมาเป็นพลังงาน (Lypolysis) กลไกนี้จะหยุดลงเมื่อมีอาหารหรือน้ำตาลเข้าสู่ร่างกาย การปล่อยให้หิวเป็นการกระตุ้นยีนในร่างกายส่งผลให้แก่ช้าได้ …ดีเนอะ

3.เล่นเวต Abs & Core100/200/300/400/500 ครั้ง ตามที่เวลาสะดวกหรือมีแรงไหว แบ่งเป็นเซตละ 20 ครั้ง ตัวอย่างท่าเวตที่ง่ายๆ

Reverse Crunch เป็นท่านอน ยกขาทั้งสองข้างให้ตั้งฉากกับพื้น นำมือทั้งสองข้างวางใต้สะโพก จากนั้นยกไหล่ไม่ให้ติดพื้น ค่อยๆ วางขาลง และดึงขาขึ้นนับเป็น 1 ครั้ง ทำทั้งหมด 20 ครั้ง/3 เซต

Alternated Arm-Leg Crunch ยังอยู่ในท่านอน แขนเหยียดเหนือศีรษะ ชันเข่าสองข้าง จากนั้นเหยียดขาข้างหนึ่งออกแล้วค่อยๆ ยกขาและแขนขึ้นมาแตะกัน ทำข้างละ 20 ครั้งครบทั้งสองข้างนับเป็น 1 เซต ทำทั้งหมด 3 เซต ท่านี้จะได้หน้าท้องด้านข้างและหน้าท้องด้านบน

Alternated Reverse Crunch นอนเหยียดขา นำมือทั้งสองข้างวางใต้สะโพก จากนั้นยกขาทั้งสองข้างให้ตั้งฉากกับพื้น ค่อยๆ วางขาซ้ายลงพื้น จากนั้นดึงขึ้นมาติดขาขวา พร้อมเกร็งหน้าท้อง สลับข้างค่อยๆ วางขาขวาลงพื้น จากนั้นดึงขึ้นมาติดขาซ้าย ทำสลับกันจนครบ 20 ครั้ง/3 เซต

Abs Pull Up เตรียมพร้อมในท่าแพลงกิ้ง จากนั้นโก่งหลังขึ้นค้างไว้ 3 วินาที แล้วกลับมาอยู่ในท่าแพลงกิ้งเช่นเดิม ทำทั้งหมด 20 ครั้ง/3 เซ็ต

4.งดขนม แป้งสาลี และนม (ไม่ควรมองข้าม) ทำไมควรเลี่ยงนมวัว ข้าวสาลีและผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแป้งสาลี คนไทย 80% แพ้นมและข้าวสาลี แต่อาการมักไม่ได้แสดงออกว่ามีอาการแพ้เพราะคนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าอาการแพ้ต้องมีแต่ผื่นคันบวมหน้าตา อาการแพ้เหล่านี้มักถูกเรียกว่าภูมิแพ้แฝง เพราะปัจจุบันคนเรามักบริโภคยาแก้อักเสบฆ่าเชื้อ ยาแก้ปวดแก้อักเสบ ความเครียด รวมถึงอาหารบางชนิดทำให้สภาวะระบบนิเวศในลำไส้ผิดเปลี่ยนไป แบคทีเรียดีถูกฆ่าตายจากยาฆ่าเชื้อและยาแก้ปวด น้ำย่อยจากระบบลำไส้ลดปริมาณลง อาหารที่กินเข้าไปจึงไม่สามารถถูกย่อยจนเป็นหน่วยเล็กที่สุด ในเวลาเดียวกันแต่ละเซลล์ลำไส้เกิดช่องว่างเล็กๆ ทำให้สารอาหารที่ยังย่อยไม่สมบูรณ์ถูกดูดซึมและล่องลอยเข้าสู่กระแสเลือด เรียกว่าลำไส้รั่ว (Leaky Gut Syndrome) ร่างกายจะเข้าใจว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม ร่างกายจะสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาต่อต้าน ในบางรายอาจพบอาการคล้ายโรคภูมิแพ้ตัวเอง เช่น ปวดข้อปวดกระดูก ปวดเมื่อยตามตัว ผื่นคัน ผื่นผิวหนัง นอนไม่หลับ ท้องอืด อาหารไม่ย่อย พุงป่องท้องโตลมในท้องมาก อ่อนเพลียง่าย และส่วนใหญ่อาหารที่ทำให้เป็นปัญหาก็คือ นม แป้งน้ำตาลผ่านกรรมวิธี ข้าวสาลี อย่างไรก็ตาม หากคุณเคยตรวจร่างกายและพบว่าไม่แพ้นมวัว หรือแป้งสาลี ก็สามารถรับประทานได้ แต่ขอให้อยู่ในปริมาณที่พอดี

หากสามารถทำตามคำแนะนำของหมอเมย์ได้ครบถ้วน สุขภาพจะค่อยๆ ดีขึ้น และรูปร่างจะค่อยๆ เปลี่ยนไป และคุณก็จะรู้สึกสนุกกับการออกกำลังกายไปเอง

 

Somachandrasana 3 (Nectar of the Moon)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มิถุนายน 2559 เวลา 09:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/435621

Somachandrasana 3 (Nectar of the Moon)

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

หลายคนอาจเคยฝึกท่า High Lunge และท่า Somachandrasana 1 และ 2 มาบ้างแล้ว วันนี้เราจะฝึกในแบบที่ 3 ซึ่งการเข้าท่าจะลึกขึ้น เข้าถึงสะโพกมากขึ้น ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้ขาและลำตัวด้านข้าง ทั้งยังเพิ่มกำลังแขน  รวมถึงในแบบที่ 3 จะมีการบิดช่วงช่องท้องและหัวไหล่ในขณะฝึก แต่แนะนำให้ผู้ฝึกเริ่มฝึกท่านี้เมื่อทำท่าแบบที่ 1 และ 2 ได้ดีแล้วค่อยลองทดลองฝึกในแบบที่ 3 ดู

วิธีปฏิบัติ

1 เราจะเริ่มจากท่า Drogon ขาซ้ายงอเหมือนครึ่งยิงยองก้นลอยจากพื้นส่วนขาขวายืดมาด้านหน้ากดส้นเท้าลงที่พื้น ยืดกระดูกสันหลังส่งพลังจากส้นเท้าวิ่งมาที่ขาขวาด้านใน ไปจนถึงกระดูกเชิงกราน

 

2 ยกลำตัวขึ้นเพื่อส่งตัวเปลี่ยนท่าโดยใช้มือยันพื้นถ่ายเทน้ำหนักให้เลื่อนไหลเฝ้าระวังการเคลื่อนไหวในช่วงเปลี่ยนท่าโดยเดินมือมาที่ขาขวาด้านหน้าแล้วยืดขาซ้ายแทนขาหน้างอในลักษณะที่ทำมุมให้ฝ่าเท้าหน้าหมุนออก

 

3 วางศอกขวาลงส่วนมือซ้ายเลื่อนออกไปด้านนอกเล็กน้อยขาหลังยืดและยกสะโพกไว้

 

4 แขนขวาหมุนอ้อมเข่าชี้ไปด้านหลังโดยที่เท้าทั้ง 2 ข้าง หมุนออกตามเข็มนาฬิกา เท้าหน้าหมุนเปิดฝ่าเท้า ส่วนเท้าหลังวางหลังเท้าลงหันหน้ามองตามมือไปด้านหลัง ค้างท่า 5 ลมหายใจ ในขณะที่หายใจให้รู้สึกถึงลมหายใจของตัวเอง จากนั้นลองทำสลับข้าง

 

 

จุดเด่นของการเสริมความงาม แบบการแพทย์จีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มิถุนายน 2559 เวลา 09:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/435620

จุดเด่นของการเสริมความงาม แบบการแพทย์จีน

โดย…คลินิกหัวเฉียวฯ แพทย์แผนจีน Facebook Fanpage : huachiew tcm

‘การเสริมความงามแบบแผนจีนจะเน้นที่องค์รวมให้ผลในระยะยาว’

ความสมบูรณ์สดใสที่แสดงออกมาภายนอกเปรียบเสมือนกระจกส่องสะท้อนให้ทราบถึงสรีระการทำงานหรือพยาธิสภาพของอวัยวะจ้าง-ฝู่ เลือดลมภายใน หากจะบอกว่าจิตใจและอารมณ์คือเสน่ห์ของความงามซึ่งแฝงอยู่โดยต้องอาศัยสารอาหารเลือดลมและการทำงานของอวัยวะมาสนับสนุนสร้างเสริมด้วยเหตุนี้ สวยอย่างสุขภาพดี รูปสักษณ์และเสินต้องเป็นเอกภาพเดียวกัน ซึ่งก็คือ เป็นความงามที่เกิดจากอวัยวะจ้าง-ฝู่ เลือดลมทำงานปกติ

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว หากจะงามต้องปรับจากภายในแล้วงามออกภายนอก ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้คือความงามแบบองค์รวมไม่สามารถแยกจากกันได้ หากอาศัยเพียงการปรับแต่งรูปโฉมโนมพรรณภายนอกด้วยรูปแบบทรงผมเครื่องประดับตกแต่งแล้วบอกว่างามถือว่าเข้าใจผิดอย่างยิ่งมิใช่งามแท้ถาวร

ในกระบวนการรักษาแบบแพทย์จีนจึงเน้นภายในและภายนอก วิธีการล้วนเกิดจากเบ้าหลอมเดียวกันไม่ว่าจะเป็นการรับประทานยายาใช้ภายนอก การใช้อาหาร ฝังเข็ม ทุยหนาชี่กง มุ่งเน้นที่ปรับอวัยวะจ้าง-ฝู่เลือดลมให้ตอบสนองที่ผิวพรรณ เส้นผม รูปร่างทวารทั้ง 5 ต่างกับการเสริมความงามแบบปัจจุบันที่เน้นการผ่าตัดเสริมบริเวณต่างๆ ซึ่งเป็นการปรับปรุงเฉพาะที่ มีความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างแพทย์แผนจีนกับการแพทย์สมัยใหม่แพทย์จีนจะไม่เพียงแต่เน้นการรักษาให้มีความงามอย่างเดียวยังต้องให้มีสุขภาพแข็งแรงด้วย โดยเฉพาะจะต้องชี้นำแนวทางปฏิบัติตนทั้งด้านการดำเนินชีวิต อาหาร อารมณ์ จึงจะครบทุกด้านอันเป็นลักษณะรักษาแบบองค์รวม

“อาศัยการเปี้ยนเจิ้งเป็นแนวทางปรับให้เข้ากับแต่ละบุคคล”หมายถึง อาศัยการตรวจพื้นฐาน 4 ประการ จากนั้นจึงเปี้ยนเจิ้งเพื่อหาวิธีการบำรุงรักษาให้ถูกต้อง เช่น – ในผู้ที่มีผิวแห้ง อาจเกิดจากเลือดลมอ่อนแอ, หยินพร่องมีไฟ, ชี่ติดขัดเลือดคั่ง – ในคนที่จะลดความอ้วนต้องเปี้ยนเจิ้งว่าเกิดจากมีเสมหะอุดตันม้าม กระเพาะร้อนชื้น ชี่ติดขัดเลือดคั่ง อินพร่องมีไฟ หยางของม้าม – ไตพร่อง

การรักษาเบื้องต้นดังกล่าวเข้าหลักการที่ว่า โรคหรืออาการเดียวกันมีวิธีการรักษาต่างกัน ในสตรีมีฝ้า หรือสิวอาจเกิดจากตับติดขัด ชี่ติดขัดเลือดคั่ง ชง-เยิ่นไม่สมดุล หากพูดถึงการรักษาแบบแพทย์สมัยใหม่แล้ว จะรักษาต่างกัน แต่ในแพทย์จีนกลับใช้วิธีการเดียวกัน เพราะกลไกของการดำเนินโรคแบบเดียวกัน เข้าหลักการที่ว่า “โรคหรืออาการต่างกัน วิธีการรักษาเดียวกัน” ซึ่งก็คือสามารถใช้วิธีปรับการกระจายชี่ตับ ปรับชง-เยิ่นให้สมดุล

สรุปแล้ว หากจะรักษาเพื่อความงาม จำเป็นต้องให้แพทย์จีนเปี้ยนเจิ้งก่อนว่าเป็นกลุ่มอาการใด หากจะบำรุงดูแลให้สวยงามต้องเปี้ยนเจิ้งก่อนว่าเป็นคนลักษณะใด

ใช้หลักการเคลื่อนไหวเป็นหัวใจสำคัญเพื่อจะให้ได้ผลลัพธ์ “ในความเคลื่อนไหวเกิดความงาม” โดยเน้นที่ปริมาณการไหลเวียนของชี่เซวี่ย เพราะประการแรก ใบหน้าจะดูสวยงามต้องมีเลือดมาหล่อเลี้ยงได้ดี ประการที่สอง เมื่อเกิดการไหลเวียนกระบวนการเผาผลาญสร้างสิ่งใหม่ขจัดสิ่งเก่าจะเกิดขึ้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา “น้ำนิ่งจะเน่าเสีย” จึงเป็นเหตุผลว่า “ในความงามเกิดความเคลื่อนไหวนั่นเอง”

ในกลุ่มยาที่ใช้เพื่อความงามจะเป็นพวกที่มีกลิ่นหอม มีฤทธิ์ทะลวง สลายการคั่งเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งภายในและภายนอก การฝังเข็มด้วยการกระตุ้นจุดบางตำแหน่งจะส่งผลให้การไหลเวียนคล่องมากขึ้น การนวดทุยหนาเช่นเดียวกัน โดยใช้ท่านวดกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด เร่งกระบวนการสร้างสิ่งใหม่ ขจัดสิ่งเก่าให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“วิธีการแบบธรรมชาติมีความปลอดภัยและมั่นใจได้” ในผู้ที่ต้องการเสริมความงามด้วยการเปลี่ยนรูปโฉมมีเพียงจำนวนน้อยนิดโดยมากจะใช้วิธีการบำรุงดูแลสุขภาพหรือการรักษาเสียมากกว่า การใช้วิธีแบบธรรมชาตินั้นได้แก่ การใช้สมุนไพร อาหารยา ฝังเข็ม ทุยหนา ชี่กง วิธีการเหล่านี้มีความปลอดภัยไม่มีผลเสีย หรือแม้แต่สมุนไพรบางตัวจะมีพิษ หากแต่ด้วยวิธีการปรุงที่ถูกต้อง ทำให้พิษจากยานั้นลดน้อยลงจนไม่มีผลข้างเคียงได้

 

รับมือภูมิแพ้ผิวหนัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 พฤษภาคม 2559 เวลา 09:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/434776

รับมือภูมิแพ้ผิวหนัง

โดย…พุสดี

สภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงรวมถึงมลพิษที่มากขึ้นและใกล้ตัวเราทุกขณะ นำมาสู่โรคภัยไข้เจ็บที่นับวันจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับร่างกายของเราที่อ่อนแอลงไปเรื่อยๆ ทุกวัน โดยเฉพาะโรคยอดฮิตของคนเมืองกรุงอย่าง “โรคภูมิแพ้” โดยอาการภูมิแพ้ที่ปรากฏในเด็กค่อนข้างมาก คือ “โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง” พบได้ในเด็กตั้งแต่ก่อนครบขวบปีจนถึงวัยผู้ใหญ่ แต่พบมากที่สุดในเด็กวัย 6 เดือน-5 ขวบ สาเหตุหลักมาจากการถ่ายทอดพันธุกรรมภูมิแพ้มาจากพ่อแม่ ทำให้ผิวหนังขาดสารให้ความชุ่มชื้นธรรมชาติ ผิวจะแห้ง แดงอักเสบ เป็นขุยสาก ไวเกินต่อสารกระตุ้นภูมิแพ้

อาการของโรคที่เห็นได้ชัดเจน คือ ผิวหนังแห้งคันอักเสบเรื้อรังเป็นๆ หายๆ ในทารกและเด็กเล็กจะมีอาการค่อนข้างรุนแรง ทั้งคัน ทั้งผิวแห้งเป็นขุยสาก มักพบผื่นแดงที่บริเวณใบหน้าโดยเฉพาะ 2 ข้างแก้ม ที่ลำตัว แขน ในบางรายอาจมีปัญหาในการนอนหลับเพราะคันมาก

ส่วนในเด็กโตจะพบอาการแสดงบริเวณข้อพับต่างๆ และยังคงมีอาการคัน หรืออาจจะพบอาการของโรคได้บริเวณรอบดวงตา รอบคอ รอบปาก หรือหลังใบหู มีความเป็นไปได้ที่อาการของโรคจะต่อเนื่องจนถึงวัยผู้ใหญ่ หากเป็นเช่นนั้นจะส่งผลให้เกิดการแพ้จากการสัมผัสสารต่างๆ ได้ด้วย และอาจมีอาการข้างเคียงอื่นๆ เช่น หอบหืด ภูมิแพ้เยื่อบุจมูก ภูมิแพ้เยื่อบุตา เป็นต้น

สำหรับแนวการรักษาแนะนำให้ดูแลผิวหนังให้ชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา ด้วยการทาสารให้ความชุ่มชื้นด้วยผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีสี ไม่มีน้ำหอม ไม่ใส่สารกันบูด เพื่อลดการระคายเคืองและลดความเสี่ยงต่อการแพ้ ไม่อาบน้ำร้อนมากหรือนานจนเกินไป รวมทั้งไม่อาบน้ำบ่อยเกินไป พร้อมใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดร่างกายที่มีความอ่อนโยน รวมถึงการทาครีมบรรเทาอาการผิวหนังแห้งคันอักเสบ และหมั่นไปพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ

 

ดูแลสุขภาพกระดูกก่อนเซลล์กระดูกเสื่อมสลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 พฤษภาคม 2559 เวลา 09:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/434775

ดูแลสุขภาพกระดูกก่อนเซลล์กระดูกเสื่อมสลาย

โดย…พุสดี

ถ้าร่างกายมนุษย์เปรียบเสมือนบ้านกระดูกกว่า 200 ชิ้นที่อยู่ในร่างกายของเราก็เปรียบเสมือนเสาและโครงสร้าง เรามักจะเข้าใจผิดว่ากระดูก คือ อวัยวะที่แข็งแรงคงทน แต่ในความเป็นจริงแล้วกระดูกเป็นเพียงเซลล์เนื้อเยื่อเล็กๆ ที่มารวมตัวกัน และความจริงที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือเซลล์กระดูกจะเสื่อมสลายไปได้ตลอดเวลา

นพ.สมบูรณ์ รุ่งพรชัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์วัยยุวัฒน์ เปิดเผยว่า ร่างกายของเราประกอบไปด้วย เซลล์เนื้อกระดูก มีหน้าที่ดูแลตรวจสอบโครงสร้างกระดูกอยู่ตลอดเวลา เซลล์สลายกระดูกเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่สลายเนื้อกระดูกส่วนที่สึกหรอและเซลล์สร้างกระดูกใหม่ มีหน้าที่สร้างเนื้อกระดูกใหม่ขึ้นมาทดแทน โดยแบ่งเป็น 3 ช่วงวัย สร้างและสลายกระดูก คือ ช่วงวัยเด็กจนถึงวัยรุ่นเป็นช่วงที่กระดูกพัฒนาเร็วมาก เซลล์สร้างกระดูกจะทำงานเร็วกว่าเซลล์สลายกระดูก ทำให้เนื้อกระดูกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุ

ดังนั้น หากเราสร้างเซลล์กระดูกได้มากกว่าหรือเท่ากับสลาย กระดูกก็ยังคงแข็งแรง แต่เมื่อการสลายของเซลล์กระดูกมากกว่าการสร้างจะนำมาสู่ โรคกระดูกพรุน กลุ่มเสี่ยงที่อาจเกิดโรคกระดูกพรุน ได้แก่ ผู้ที่สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า ดื่มชา กาแฟ น้ำอัดลม ได้รับแสงแดดน้อย ทำให้ขาดวิตามินดี ไม่ออกกำลังกาย เป็นต้น

“ปัจจัยที่เร่งการสลายกระดูก ได้แก่ การอักเสบทำให้ร่างกายหลั่งสารที่เป็นตัวกระตุ้นเซลล์สลายกระดูก เมื่อเกิดการอักเสบเรื้อรัง เซลล์สลายกระดูกจะถูกเร่งให้ออกมาสลายเนื้อกระดูกมากกว่าปกติ จนนำมาสู่โรคกระดูกพรุน ระดับฮอร์โมนเพศ ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการสร้างและการสลายเซลล์กระดูกให้สมดุล เมื่ออายุเกิน 30 ปี ระดับฮอร์โมนเพศจะเริ่มลดลงและลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อเข้าสู่วัยทอง ส่งผลให้การสร้างช้ากว่าการสลาย วิถีชีวิต ผู้ที่ขาดการออกกำลังกาย นอนหลับไม่เพียงพอ ชอบกินแป้ง น้ำตาล จนทำให้ฮอร์โมนบางชนิดสูงขึ้น ส่งผลให้ร่างกายเกิดสภาวะอักเสบเรื้อรัง”

สถาบันสุขภาพนิวทริไลท์แนะนำถึงแนวทางในการเสริมสร้างเซลล์เนื้อกระดูก ว่าควรกินอาหารที่มีแร่ธาตุสำคัญต่อกระดูก เช่น แคลเซียมได้โดยตรงจาก นม โยเกิร์ต นมถั่วเหลือง ปลาตัวเล็ก ไข่ ถั่ว ธัญพืช หรือรับประทานแคลเซียมเสริม เป็นต้น แมกนีเซียม เป็นสารอาหารที่ทำงานร่วมกับแคลเซียมในการสร้างเนื้อกระดูก มีอยู่ในอาหารจำพวก ถั่ว ธัญพืช อาหารทะเล วิตามินดี ทำหน้าที่ควบคุมระดับแคลเซียมทั้งในกระดูกและในเลือดให้สมดุล มีส่วนช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียม เราสามารถเพิ่มวิตามินดีได้โดยรับแดดอ่อนๆ ยามเช้าและเย็น วันละ 10-15 นาที หรือกินอาหารประเภทไข่ ปลาแซลมอน ปลาแมกคาเรล หรือปลาทู

นอกจากนี้ ยังต้องชะลอการสลาย โดยเนื้อกระดูกจะมีการสลาย ต่อเมื่อเซลล์สลายกระดูกถูกเร่งการทำงาน ดังนั้น เพื่อชะลอวงจรดังกล่าวต้องอาศัยสารอาหารที่จะเข้ามาช่วยลดการอักเสบในกระดูก ได้แก่ สารสกัดจากผลทับทิมและเมล็ดองุ่น โดยสารสกัดทั้งสองชนิดนี้จะเข้าไปช่วยตัดตอนไม่ให้เข้าไปสั่งการเซลล์สลายกระดูก ช่วยชะลอการสลายได้เป็นอย่างดี พร้อมทำงานร่วมกับแคลเซียม แมกนีเซียม และวิตามินดี ในการเสริมสร้างและป้องกันกระดูกพรุนได้อีกด้วย

 

4 ท่าโยคะ บริหารหลังแข็งแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 พฤษภาคม 2559 เวลา 11:14 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/434590

4 ท่าโยคะ บริหารหลังแข็งแรง

โดย…พุสดี

โรคปวดหลัง เป็นอาการยอดฮิตที่เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย ทั้งนี้อาการปวดหลังไม่ได้มีสาเหตุจากการใช้ชีวิตกับพฤติกรรมแบบซ้ำๆ แต่ยังเกิดจากการยกของหนัก การออกกำลังกายอย่างหักโหม การมีน้ำหนักตัวมากเกินไป รวมถึงการนั่ง-นอนบนเฟอร์นิเจอร์ที่รองรับสรีระได้ไม่ถูกต้อง ตลอดจนการมีบุคลิกภาพที่ไม่ถูกต้องบางอย่าง เช่น ยืนหลังค่อม ยืนไหล่ห่อ ยืนก้นแอ่นมาด้านหลังมากเกินไป สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลให้กล้ามเนื้อตึงเกร็งและกระดูกผิดปกติ จนเกิดอาการปวดเมื่อยลามมาสู่อาการกระดูกเคลื่อนเคล็ดกดทับเส้นประสาทได้

เพื่อไม่อาการปวดหลังกลายเป็นฝันร้ายที่ตามหลอกหลอน ทุกคนสามารถป้องกันและคลายอาการปวดหลังได้ด้วยการบริหารเวลาให้ตัวเอง โดยเริ่มจากหยุดพักกับกิจกรรมที่กำลังจดจ่อมาขยับร่างกายยืดเหยียดกล้ามเนื้อกันสักนิด โดย ครูเอก-พงศ์พิพัฒน์ เกียรติประพิณ และครูบี-กุลรัตน์ ทวีนุช สองกูรูโยคะเมืองไทยจากสตูดิโอ โยคะ แอนด์ มี แนะนำ 4 ท่าโยคะบริหารหลัง (Yoga For Healthy Back) ที่จะช่วยสร้างความยืดหยุ่นและความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อสะโพก หลัง กระดูกสันหลัง ขา และหน้าท้อง ตามกปกติกล้ามเนื้อฝั่งซ้ายและขวาของคนส่วนใหญ่จะแข็งแรงไม่เท่ากัน การฝึกโยคะจะช่วยปรับให้กล้ามเนื้อทั้งสองข้าง มีความแข็งแรงสมดุลเท่ากัน ทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวสบาย คล่องตัว ข้อต่อต่างๆ ขยับได้ดี แถมยังได้เรียนรู้ขีดจำกัดของร่างกายตัวเอง นอกจากนี้การหายใจแบบโยคะระหว่างทำท่าฝึก ยังช่วยเรื่องระบบหายใจทำให้การลำเลียงออกซิเจนเข้าไปหล่อเลี้ยงอวัยวะภายในร่างกายทำงานได้ดีขึ้น ผู้ฝึกจะรู้สึกสมองปลอดโปร่ง ผ่อนคลาย จิตใจสงบ มีสมาธิ

Downward – Facing Dog Pose

 

– Downward – Facing Dog Pose

ช่วยยืดเหยียดหัวไหล่ แนวกระดูกสันหลัง ข้อมือ น่อง และกล้ามเนื้อเอ็นร้อยหวาย พร้อมกับสร้างความแข็งแรงให้แขนและขา ท่านี้จะช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนให้กับผู้ฝึก และบรรเทาอาการปวดหลัง ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ คลายความเครียด หลังจากฝึกจะรู้สึกสมองปลอดโปร่ง

วิธีทำ

1.มือกว้างเท่าช่วงอก แขนเหยียดตรง เท้าขนานกว้างเท่าสะโพก

2.ยืดลำตัวตรง ขาเหยียดตรง ดันไปข้างหลัง

3.หายใจสบาย

Extended Triangle Pose

 

– Extended Triangle Pose

ช่วยยืดหัวไหล่ หน้าอก กระดูกสันหลัง สะโพก ต้นขา ขาหนีบ เข่า เอ็นร้อยหวาย ข้อเท้า และด้านข้างลำตัว ทั้งยังช่วยกระตุ้นการทำงานของอวัยวะภายในช่องท้อง ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และบรรเทาอาการวัยทอง ผ่อนคลายความเครียด ลดอาการปวดหลัง บำบัดโรคส้นเท้าแบน ปวดคอ โรคข้อเสื่อม รวมถึงภาวะกระดูกพรุนอีกด้วย

วิธีทำ

1.เท้ากว้าง 4 ฟุต

2.บิดเท้าซ้ายไปทางซ้าย 90 องศา เท้าขวาบิดตามไปเล็กน้อย

3.แขนยกขึ้นขนานพื้น เหยียดตรง

4.เอนลำตัวไปทางซ้าย ลดมือซ้ายวางไว้ที่ข้อเท้า

5.ยกแขนขวาขึ้น เหยียดตรง

Cobra Pose

 

– Cobra Pose

ช่วยสร้างความแข็งแรงให้กับไหล่ หลัง กระดูกสันหลัง และกล้ามเนื้อหน้าท้อง พร้อมทำให้ปอดและหัวใจแข็งแรง ผ่อนคลายความเครียด บรรเทาอาการเหนื่อยล้า และบำบัดโรคหอบหืดได้

วิธีทำ

1.นอนคว่ำ

2.มือวางข้างอก ข้อศอกแนบลำตัว

3.กดดันขา หน้าแข้ง หลังเท้า ราบกับพื้น

4.ยกแผ่นอกขึ้น เหยียดลำตัว ยืดคอ เงยคาง

Head-to-Knee Forward Bend Pose

 – Head-to-Knee Forward Bend Pose

ช่วยยืดหัวไหล่ หลัง กระดูกสันหลัง ขาหนีบ เอ็นร้อยหวาย และกล้ามเนื้อแฮมสตริง พร้อมกระตุ้นการทำงานของตับและไต บรรเทาอาการเหนื่อยล้า เวียนศีรษะและอาการไม่สบายตัวในช่วงสตรีมีรอบเดือน แถมยังทำให้สมองปลอดโปร่ง คลายเครียด บำบัดโรคความดันโลหิตสูง ไซนัส และอาการนอนไม่หลับ

วิธีทำ

1.งอเข่าขวาวางฝ่าเท้าไว้ที่ต้นขาซ้ายด้านใน

2.ยกแขนขึ้น ยืดลำตัว หลังตรง

3.มือจับเท้า งอข้อศอกดึงลำตัวยืดไปด้านหน้า

4.หากจับเท้าไม่ถึงให้งอเข่า

ครูเอก กูรูโยคะ กล่าวถึงประโยชน์ของโยคะในงานมหกรรม “Anlene Move Festival” มูฟสุดมันส์ แอ็กทีฟสุดพลัง ว่า โยคะเป็นการฝึกร่างกายกับลมหายใจที่สอดคล้องกัน ซึ่งเมื่อรวมกันก็จะทำให้เกิดสมาธิ ทำให้ร่างกายปลอดโปร่งโล่งขึ้น ในเรื่องการหายใจ ถ้าสังเกตตัวเองเราจะเห็นว่าเวลาเราโกรธจะหายใจถี่ เร็ว ความดันขึ้นสูง หัวใจทำงานหนัก แต่เมื่อฝึกลมหายใจด้วยโยคะ ร่างกายจะสงบลง และอวัยวะภายในต่างๆ จะกลับมาทำงานได้ดีขึ้น

ส่วนร่างกาย โยคะช่วยทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้นพร้อมกับมีความยืดหยุ่นมากขึ้นด้วย จึงช่วยให้กล้ามเนื้อเราสบายขึ้นในเวลาที่เราไปทำอย่างอื่นในชีวิตประจำวัน ทั้งยังช่วยกระตุ้นความสามารถในการเคลื่อนไหวของร่างกาย ความรู้สึกปวดเมื่อยที่ตึงอยู่จะคลายออก การทรงตัวของร่างกายจะสมดุลขึ้น พร้อมไปกับระบบการไหลเวียนเลือดและระบบขับถ่ายของเสียที่จะสมดุลขึ้นด้วย