พ่อแม่ยุคใหม่รู้ทันโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังในเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/434588

พ่อแม่ยุคใหม่รู้ทันโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังในเด็ก

โดย…พ.อ.หญิง พญ.ปาจรีย์  ฑิตธิวงษ์ กุมารแพทย์โรคผิวหนัง

สภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงมลพิษที่มากขึ้นและใกล้ตัวเราทุกขณะ ร่างกายของเราต้องปรับตัวกับโลกและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงโรคภัยไข้เจ็บที่มีมากขึ้นและทวีความรุนแรง โดยเฉพาะโรคยอดฮิตของคนเมืองกรุงอย่าง “โรคภูมิแพ้” ที่เชื่อได้เลยว่าหลายท่านหรือคนใกล้ชิดอาจจะกำลังประสบปัญหากับอาการภูมิแพ้ต่างๆอยู่เป็นแน่ วันนี้เราจะมารู้จักโรคภูมิแพ้ชนิดหนึ่งที่พบมากขึ้นในสังคมเมืองในปัจจุบัน

นอกจากคนวัยทำงานที่มีความเสี่ยงต่อการป่วยด้วยอาการภูมิแพ้แล้ว ในเด็กก็ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังสำหรับกลุ่มโรคภูมิแพ้ ที่ปรากฏในเด็กค่อนข้างมากนั่นก็คือ“โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง”ซึ่งมักเริ่มแสดงอาการทางผิวหนังที่สามารถเห็นได้ชัดเจนตั้งแต่วัยทารก โรคนี้สามารถพบได้ในเด็กตั้งแต่วัยทารกก่อนครบขวบปีไปจนถึงวัยผู้ใหญ่โดยพบมากที่สุดในเด็กตั้งแต่อายุ 3 เดือนถึงอายุห้าขวบ ซึ่งสาเหตุหนึ่งสัมพันธ์กับการถ่ายทอดพันธุกรรมภูมิแพ้มาจากพ่อแม่และผิวหนังขาดสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติทำให้มีผิวแห้งร่วมกับอาการผิวหนังแดงอักเสบเป็นขุย ผิวหนังไม่เรียบมีความไวต่อสารก่อภูมิแพ้และสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง

สำหรับอาการของโรคที่จะเห็นได้ชัดเจนนั่นคืออาการผิวหนังแห้งคัน แดงอักเสบเรื้อรัง เป็นๆหายๆ ในทารกและเด็กเล็กจะมีอาการค่อนข้างมาก ทั้งคันมาก ผิวแห้งเป็นขุยสาก มักพบผื่นแดงที่บริเวณใบหน้าโดยเฉพาะ 2 ข้างแก้ม ที่ลำตัว แขน ขาและในบางรายอาจมีปัญหาในการนอนหลับเพราะคันมาก โดยอาหารมีส่วนเกี่ยวข้องเป็นสาเหตุค่อนข้างน้อย

ส่วนในเด็กโตมักจะพบผื่นในบริเวณข้อพับต่างๆของแขนขา และยังคงมีอาการคันมาก ร่วมกับผิวแห้ง อาจจะพบอาการของโรคได้บริเวณผิวหนังรอบดวงตา รอบคอ รอบปาก หรือหลังใบหู มีความเป็นไปได้ที่อาการของโรคจะต่อเนื่องจนถึงวัยผู้ใหญ่ หากต่อเนื่องถึงวัยผู้ใหญ่แล้วจะยังคงมีอาการผิวแห้งเป็นขุย พร้อมอาการผิวหนังแดงอักเสบเป็นๆ หายๆและอาจจะส่งผลให้เกิดการแพ้สารสัมผัสต่างๆได้ด้วยเช่น แพ้ผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นหอมอาทิ  ครีมทาผิว น้ำหอม โดยในผู้ป่วยบางรายอาจเริ่มมีอาการภูมิแพ้ในระบบอื่นๆตามมา เช่น หอบหืด ภูมิแพ้เยื่อบุจมูก ภูมิแพ้เยื่อบุตา มืออักเสบเป็นต้น

หลักการรักษาอาการของโรคนี้ สิ่งสำคัญต้องดูแลผิวหนังให้ชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลาด้วยการทาสารให้ความชุ่มชื้นหลังอาบน้ำทันที และทาต่อเนื่องทุกวันโดยแนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื้นที่อ่อนโยนไม่ระคายเคืองต่อผิวไม่มีสี ไม่มีน้ำหอมผสมและไม่ใส่สารกันบูดที่ระคายเคืองต่อผิวหนังเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและลดการระคายเคือง เป็นเกราะป้องกันผิวหนังต่อสารสัมผัสที่เป็นสารก่อภูมิแพ้และเชื้อโรค ตลอดจนเรียนรู้การอาบน้ำที่ถูกวิธีต้องไม่อาบน้ำร้อนมากหรือนานจนเกินไปไม่อาบน้ำเกินวันละ 2 ครั้งและใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีความอ่อนโยนต่อผิว งดใช้สบู่ก้อนที่มีค่าความเป็นด่างสูงและควรไปพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอเพื่อปรับการใช้ยาทาสเตียรอยด์ให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละรายเพื่อลดอาการแดงอักเสบของผิวหนัง

ในปัจจุบันยังมีผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื้นที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหนังและยังมีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบของผิวหนังได้ระดับหนึ่งที่ค่อนข้างปลอดภัย โดยถือเป็นทางเลือกหนึ่งในการใช้สารให้ความชุ่มชื้นที่มีคุณสมบัติลดการอักเสบที่ผิวหนังทำให้ผิวหนังของผู้ป่วยมีความแข็งแรงมากขึ้น ผิวที่ชุมชื้นจะช่วยให้ผื่นสงบเร็วและยาวนานขึ้นอีกด้วยถือเป็นทางเลือกการรักษาร่วมกับการใช้ยาทาสเตียรอยด์ตามแพทย์สั่ง  การใช้ผลิตภัฑณ์ต่างๆและยาทาสเตียรอยด์ควรปรึกษาแพทย์เพื่อให้คำแนะนำ

จะเห็นได้ว่าโรคภัยนั้นคืบคลานมาใกล้ตัวเรามากขึ้นทุกขณะ การป้องกันโรคเป็นทางออกที่ดีที่สุด แต่ในบางกรณีก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเกิดโรคได้ การรักษาและดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่องตามหลักวิชาการแพทย์ ทำให้สามารถหายหรือทุเลาจากอาการเจ็บป่วยที่ต้องเผชิญได้ในที่สุด

 

Wild Thing Pose

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤษภาคม 2559 เวลา 08:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/434401

Wild Thing Pose

โดย…ภัทราทิพย์ พงษ์พานิช โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

Wild Thing Pose (Camatkarasana) เป็นท่าที่ช่วยบริหารปอดเปิดช่องอก บริหารข้อต่อหัวไหล่ ยืดเหยียดกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นหน้าขา เปิดสะโพก ช่วยให้ข้อต่อสะโพกยืดหยุ่น กระดูกสันหลังส่วนบนได้รับการกดนวด ในชุดนี้จะทำต่อจากท่ามังกร (Dragon Pose)

วิธีปฏิบัติ

1. เริ่มจากท่าสุนัขก้ม (Downward Facing Dog) สู่ท่า High Lunge

 

2. ขยับมือทั้งสองมาข้างเท้าซ้าย หมุนเท้าขวาออกด้านข้างแล้ววางเท้าราบลงที่พื้น

 

3. เดินมือมาทางด้านหลัง ลดสะโพกลงทางเท้าขวา

 

4. เหมือนนั่งยอง แต่เหยียดขาซ้าย ส้นเท้าซ้ายตั้งพื้น

 

5. วางมือซ้ายที่พื้นด้านหลัง เหยียดแขนขวา หายใจเข้า

 

6. หายใจออก ดันสะโพกขึ้น ทิ้งศีรษะไปด้านหลัง เหยียดขาซ้ายตรง ขาขวางอ เหยียดแขนขวาข้ามศีรษะ พยายามดันสะโพกดันหลังโค้ง หายใจเข้าออก 3-5 ลมหายใจแล้วคลายท่า ทำสลับข้าง

 

สัญลักษณ์โภชนาการ ช่วยผู้บริโภคเลือกอาหารมีประโยชน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤษภาคม 2559 เวลา 08:47 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/434400

สัญลักษณ์โภชนาการ ช่วยผู้บริโภคเลือกอาหารมีประโยชน์

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

เมื่อไม่นานมานี้ มูลนิธิส่งเสริมโภชนาการฯ มหาวิทยาลัยมหิดล และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้ชวนผู้ประกอบการร่วมระดมสมองทำสัญลักษณ์โภชนาการ “ทางเลือกสุขภาพ” ให้ผู้บริโภคสามารถเลือกบริโภคอาหารที่มีคุณค่าโภชนาการเหมาะสม เป็นประโยชน์ รวมถึงลดโรคอ้วน และโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้

นพ.บุญชัย สมบูรณ์สุข เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา บอกว่า การแสดงสัญลักษณ์โภชนาการบนฉลากอาหาร หรือ Healthier Logo นั้นเกิดมาจากประกาศกระทรวงสาธารณสุข ให้ทำเกณฑ์สารอาหารหรือคุณค่าทางโภชนาการที่ใช้ประกอบการพิจารณารับรองการแสดงสัญลักษณ์โภชนาการ โดยกลุ่มอาหารที่ผ่านความเห็นชอบแล้ว 3 กลุ่ม ดังนี้ อาหารมื้อหลัก, เครื่องดื่ม อาทิ น้ำผักและน้ำผลไม้ น้ำอัดลมและน้ำหวานกลิ่นรสต่างๆ  น้ำนมถั่วเหลือง น้ำธัญพืช และเครื่องปรุงรส อาทิ น้ำปลา และซีอิ๊ว

โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับรู้ว่ามีผลิตภัณฑ์ที่มีสัญลักษณ์โภชนาการออกสู่ท้องตลาดแล้ว สามารถเลือกซื้อและบริโภคอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการให้เหมาะสมต่อสุขภาพ รวมทั้งหวังให้ผู้ประกอบการหันมาใช้ตราสัญลักษณ์นี้บนฉลากผลิตภัณฑ์ และให้ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองสามารถผลิตสินค้าออกสู่ท้องตลาดได้อย่างรวดเร็ว

เลขาธิการฯ อย. บอกอีกว่า ล่าสุดมีผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองตราสัญลักษณ์ดังกล่าวจำนวน 24 ผลิตภัณฑ์ จาก 9 บริษัท แยกเป็นกลุ่มเครื่องดื่ม 22 ผลิตภัณฑ์ และกลุ่มเครื่องปรุงรส 2 ผลิตภัณฑ์ โดยหลังจากแถลงข่าวอย่างเป็นทางการในเดือน ส.ค. จะมีการประชาสัมพันธ์เต็มรูปแบบ  และจะมีผลิตภัณฑ์แสดงสัญลักษณ์ดังกล่าวมากขึ้น

ด้าน ดร.ทิพย์วรรณ ปริญญาศิริผู้อำนวยการสำนักอาหาร คณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า ปัจจุบันปัญหาโรคอ้วนและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (โรค NCDs) เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน ที่มีแนวโน้มประชาชนคนไทยในประเทศป่วยเพิ่มสูงขึ้น กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ส่งเสริมและเร่งพัฒนาข้อมูลโภชนาการใหม่ๆ ที่มีลักษณะให้อ่านง่ายขึ้น

ทั้งนี้ ประโยชน์ที่สำคัญที่ อย.ต้องการ คือต้องการผลักดันให้ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์อาหารทุกรายได้หันมาร่วมกันปรับสูตรลดหวาน มัน เค็ม ผลิตภัณฑ์อาหารชนิดใดที่ได้รับรองมาตรฐาน ก็จะได้รับสัญลักษณ์โภชนาการ ทางเลือกสุขภาพ นำไปติดที่ฉลากผลิตภัณฑ์  ผู้ประกอบการก็จะได้รับความเชื่อถือจากผู้บริโภค ในเรื่องของความปลอดภัย ปลอดโรค สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคได้  ส่วนผู้บริโภคเมื่อเกิดความมั่นใจในผลิตภัณฑ์อาหารนั้นๆ ก็จะหันมาซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสุขภาพของตัวเองมากขึ้น

ด้าน ศ.ดร.วิสิฐ จะวะสิต นักวิชาการอาวุโส สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า มูลนิธิส่งเสริมโภชนาการฯ ได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานรับรองการแสดงสัญลักษณ์โภชนาการ โดยมีประโยชน์ 2 ทางด้วยกันคือ 1.เพื่อให้เป็นการสนับสนุนให้ประชาชนเกิดความรู้ความเข้าใจในการเลือกสินค้ามาบริโภคอาหารให้เหมาะสมได้ประโยชน์ให้ดีต่อสุขภาพ โดยลดหวาน มัน  เค็ม และปราศจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

2.ในด้านความรู้ความเข้าใจในเรื่องการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหาร การกำหนดหลักเกณฑ์ทางด้านวิทยาศาสตร์อาหาร โดยเมื่อผู้ประกอบการเข้ามาร่วมโครงการพัฒนาและส่งเสริมการใช้สัญลักษณ์โภชนาการอย่างง่าย สำหรับเป็นข้อมูลการตัดสินใจเลือกผลิตภัณฑ์อาหารของผู้บริโภคเพื่อลดการบริโภคน้ำตาล โซเดียม และไขมันเพื่อขับเคลื่อนประชาสัมพันธ์สัญลักษณ์โภชนาการ แล้วมั่นใจว่า ผู้ประกอบการจะพัฒนาอาหารให้ได้คุณค่าตามค่าโภชนาการอย่างเหมาะสม โดยผู้ประกอบการสามารถสมัครได้ฟรี ดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ http://healthierlogo.com หรือ www.ทางเลือกสุขภาพ.com

 

Protein Actually โปรตีนสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 พฤษภาคม 2559 เวลา 14:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/433579

ADVERTORIAL

Protein Actually โปรตีนสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย

โปรตีนเป็นสารอาหาร 1 ใน 5 หมู่ที่จำเป็นยิ่งต่อร่างกาย ซึ่งโดยปกติแล้วคนเราสามารถรับสารอาหารจำพวกโปรตีนได้จากการรับประทานอาหารทั้งพืชและสัตว์ นอกจากร่างกายจะต้องการโปรตีนเพื่อใช้ในการเจริญเติบโตแล้ว ร่างกายของคนเรา ไม่ว่าจะเป็นเลือด กล้ามเนื้อ ผิวหนัง ไปจนถึงเล็บ ต่างก็มีโปรตีนเป็นส่วนประกอบที่สำคัญทั้งสิ้น แต่หากเราไม่ได้รับโปรตีนอย่างเพียงพอนั้น ย่อมส่งผลไม่ดีต่อร่างกายแน่

โปรตีนมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไรบ้าง?
1.เป็นส่วนประกอบให้แก่โครงสร้างหลักของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นเอ็น กระดูก หรือกล้ามเนื้อ
2. เป็นส่วนสำคัญในเม็ดเลือดแดง ซึ่งมีหน้าที่นำส่งสารอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ทุกชนิดที่อยู่ภายในร่างกาย
3.ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
4.สร้างน้ำย่อย ฮอร์โมน น้ำนม รวมถึงสารภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
5. ช่วยรักษาสมดุลระหว่างกรดและด่าง น้ำในหลอดเลือด เนื้อเยื่อและเซลล์ภายในร่างกาย ซึ่งจะส่งผลต่อปฏิกิริยาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกาย
6.ในกรณีที่ร่างกายขาดพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตและไขมัน โปรตีนจะให้พลังงานแก่ร่างกาย โดยโปรตีน 1 กรัม ให้พลังงานประมาณ 4 กิโลแคลเลอรี่

หากร่างกายไม่ได้รับโปรตีนเพียงพอ
ร่างกายจะซูบซีดไม่สดใส แก่กว่าวัย รูปร่างไม่กระชับเต่งตึง ผมหงอกผมร่วงมากอย่างผิดปกติ ผิวหนังหยาบกร้าน ทั้งเล็บก็แห้งฉีกขาดได้ง่าย ป่วยบ่อยแถมยังหายช้ากว่าปกติ ทำให้รู้สึกไม่ปลอดโปร่งกระฉับกระเฉง คิดช้า สุขภาพกายอ่อนแอ สุขภาพจิตห่อเหี่ยว

ใคร…ที่ควรรับประทานโปรตีนเสริม
การรับประทางอาหารประเภทโปรตีนให้เพียงพออาจจะไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนปกติทั่วๆ ไปซึ่งมีเวลาสรรหาสารอาหารที่มีความจำเป็นต่อร่างกายได้อย่างเพียงพอ แต่หากคุณไม่มีเวลา หรืออยู่ในสภาวะจำกัดเช่นระหว่างการเดินทางซึ่งอาจจะไม่สามารถเลือกรับประทานได้มากนัก การรับประทานโปรตีนเสริมคือคำตอบ นอกจากนี้ยังมีคนอีกหลายกลุ่มที่ต้องการโปรตีนเสริม เช่น

1.ผู้สูงอายุ ซึ่งมักจะเบื่ออาหาร และอาหารไม่ย่อย ไม่ชอบเคี้ยวเนื้อสัตว์เนื่องจากมีปัญหาฟันไม่ดี
2.ผู้ป่วยระยะพักฟื้น ผู้ป่วยเรื้อรังที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ และคนที่เพิ่งผ่านการผ่าตัด ก็ต้องการโปรตีนในปริมาณที่สูงมากเพื่อใช้ในการซ่อมแซมร่างกาย แต่ในยามที่ป่วยเราต่างก็รู้กันดีว่าไม่สามารถรับประทานอาหารได้มากเหมือนกับภาวะปกติ
3.ผู้ป่วยบางกลุ่ม เช่น ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิต มะเร็ง และผู้ป่วยโรคเอดส์ ต่างก็ต้องการโปรตีนในปริมาณที่สูงเพื่อช่วยเสริมสร้างทั้งเม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาว ให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดียิ่งขึ้น
4.เด็กที่ไม่ได้รับประทานนมมารดา หรือมีปัญหาแพ้นมวัว ซึ่งทำให้มีทางเลือกในการรับโปรตีนเข้าสู่ร่างกายได้น้อยลง

 

Immuplex

อาหารเสริมเพื่อเสริมภูมิต้านทาน ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ต้องการโปรตีนเสริม

ทำไมต้องเวย์ โปรตีน ไอโซเลท (Whey Protein Isolate) เพราะเป็นแหล่งโปรตีนสกัดที่บริสุทธิ์ที่สุด อุดมไปด้วยกรดอะมิโนอันเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของโปรตีน ช่วยในเรื่องของภูมิต้านทาน เพราะเป็นสารตั้งต้นของการผลิตภูมิต้านทานสำหรับคนทุกเพศทุกวัย เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ร่างกายแข็งแรง

ทำไมต้องเป็น Immuplex Whey Protein Isolate
1.ดูดซึมง่าย แค่ภายใน 1 ชั่วโมงหลังรับประทาน
2.เวย์ โปรตีน ไอโซเลท เป็นโปรตีนที่บริสุทธิ์ เนื่องจากไม่มีเคซีนและแลคโตสเหลืออยู่ ดังนั้นผู้ที่เคยรับประทานนมวัวแล้วมีผื่นขึ้น , มีอาการท้องเสีย หรือถ่ายเหลว จึงสามารถรับประทานได้
3.มีซิลิเนียมและ แร่ธาตุสังกะสีช่วยเสริมพลังในการสร้างเม็ดเลือดและภูมิต้านทานหลายชนิด ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

วิธีรับประทาน : เพียงตัก Immuplex 1 ช้อนตวง (11 กรัม) ใส่ลงในน้ำ 1 แก้วเล็ก (150-200 มล.) คนให้เข้ากันหรือผสมในเครื่องดื่มที่ชอบ วันละ 1-2 ครั้ง (1ขวดรับประทานได้ 50ครั้ง) แต่งกลิ่นวานิลา รับประทานง่ายแสนง่าย

พบกับผลิตภัณฑ์อาหารเสริม Immuplex โดย MEGA We care ได้ตามร้านขายยาชั้นนำทั่วไป และติดตามข้อมูลข่าวสารสุขภาพเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/MEGAWeCare และ Line : @megawecare

 

นพ.กฤษฎา มโหทาน เฝ้าระวังโรคเรื้อนรับเออีซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤษภาคม 2559 เวลา 08:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/434399

นพ.กฤษฎา มโหทาน เฝ้าระวังโรคเรื้อนรับเออีซี

โดย…สุภชาติ เล็บนาค

ฉบับนี้ นพ.กฤษฎา มโหทาน นายแพทย์ทรงคุณวุฒิกรมควบคุมโรค มาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับโรคเรื้อน ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในระยะ “หลังกำจัดโรคเรื้อน”

นพ.กฤษฎา บอกว่า ปัจจุบันแม้ประเทศไทยจะประสบความสำเร็จ จนสามารถกำจัดโรคเรื้อนให้ไม่เป็นปัญหาสาธารณสุข คือ อัตราความชุกโรคเรื้อนต่ำกว่า 1 ต่อหมื่นประชากร ตั้งแต่ปี 2537 จนถึงปัจจุบันและมีจำนวนผู้ป่วยลดลง จากปี 2549-2558 จาก 615, 506, 401, 358, 405, 280, 220, 188,  208  และ 187 ราย ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ในปี 2558 จังหวัดที่พบจำนวนผู้ป่วยโรคเรื้อนรายใหม่สูงสุด 5 ลำดับแรก คือ นราธิวาส 25 ราย, ศรีสะเกษ 14 ราย, ปัตตานี 13 ราย, ชัยภูมิ 10 ราย,บุรีรัมย์ และยะลา จังหวัดละ 9 ราย ซึ่งผู้ป่วยโรคเรื้อนรายใหม่ในประชากรไทยยังคงพบมากในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

สำหรับจำนวนผู้ป่วยโรคเรื้อนรายใหม่ในประชากรต่างด้าวที่ตรวจพบมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น คือ 28, 22, 22, 47 และ 39 ราย โดยพบผู้ป่วยโรคเรื้อนรายใหม่สัญชาติเมียนมามากที่สุดคือ 149 ราย, กัมพูชา 3 ราย, ลาว 3 ราย, จีน  อินเดีย และอินโดนีเซีย สัญชาติละ 1 ราย

“สอดคล้องกับข้อมูลขององค์การอนามัยโลก ปี 2556  ที่รายงานการค้นพบผู้ป่วยโรคเรื้อนรายใหม่ในประเทศที่มีพรมแดนติดต่อประเทศไทยมากที่สุด คือ เมียนมา 2,950 ราย,กัมพูชา 373 ราย, มาเลเซีย 306 ราย, ลาว 84 ราย และไทย188 ราย โดยการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน อาจมีผู้ป่วยโรคเรื้อนเดินทางเข้ามาด้วย ทำให้โรคเรื้อนอาจกลับมาเป็นปัญหาได้อีก” นพ.กฤษฎา ระบุ

สำหรับปัจจัยเสี่ยงในด้านต่างๆ ได้แก่ ด้านบุคคล ประชากรไทยมีโอกาสสัมผัสใกล้ชิดประชากรต่างด้าวที่เป็นโรคเรื้อน ด้านเชื้อโรค การเพิ่มขึ้นของประชากรต่างด้าวเป็นการเพิ่มโอกาสที่จะมีแหล่งรังโรคเรื้อน ด้านสิ่งแวดล้อม ที่พักอาศัยของประชากรต่างด้าวที่เป็นชุมชนแออัดทำให้มีโอกาสเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคเรื้อน ประกอบกับแรงงานต่างด้าวบางส่วนหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย  ทำให้เข้าไม่ถึงระบบบริการสาธารณสุข จึงไม่ได้รับการตรวจคัดกรองโรคเรื้อน นอกจากนี้ จำนวนผู้ป่วยที่ลดน้อยลงทำให้แพทย์และพยาบาลบางส่วนขาดทักษะในการตรวจคัดกรองและวินิจฉัยโรคเรื้อน ซึ่งในการตรวจจะต้องใช้อาการทางคลินิกเป็นหลักสำคัญ โดยปัจจุบันยังไม่มีเครื่องมือทางห้องปฏิบัติการที่ง่าย สะดวก และมีความแม่นยำในการตรวจวินิจฉัย

 

น้ำส้มคั้นที่คุณดื่ม…จริงหรือปลอม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 พฤษภาคม 2559 เวลา 13:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/433849

น้ำส้มคั้นที่คุณดื่ม...จริงหรือปลอม?

วิธีการสังเกตน้ำส้มคั้นจริง-ปลอม และข้อมูลน่ารู้เพิ่มเติมจากนักวิชาการด้านเทคโนโลยีการอาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

จากกรณีน้ำส้มคั้นปลอมที่มีการผลิตขึ้นโดยผู้ประกอบการต่างชาติที่อำเภอมวกเหล็ก และหลอกขายตามท้องตลาดทั่วไปในจังหวัดสระบุรี ราคาขวดละ 20 บาทนั้น กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในโลกออนไลน์และจากประชาชนทั่วไปที่ได้รับรู้ข่าวสารอย่างทั่วถึง ซึ่งต่อมาทางตำรวจและทหารในท้องที่ได้นำกำลัง พร้อมเจ้าหน้าที่จากกระทรวงสาธารณสุข เข้าจับกุมทันที พร้อมของกลางที่ใช้ในการผลิตทั้งหมด โดยเนื้อหาในข้อมูลออนไลน์ก่อนหน้านั้นระบุว่า “..ทำน้ำส้มปลอมใส่ขัณฑสกรนิดเดียวลงถังกะละมังซักผ้า แล้วเติมน้ำก๊อกผสมสีส้ม” และสำหรับคำให้การของผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมต่อมาอ้างว่า “จริง ๆ น้ำส้มถูกคั้นจากผลส้ม เพียงแต่มีหัวเชื้อและนำมาผสมกับน้ำประปา” ซึ่งหากพิจารณาตามข้อกำหนดคณะกรรมการอาหารและยา กรณีนี้น่าจะเข้าข่ายความผิดการผลิตอาหารปลอมและอาหารที่ไม่มีฉลาก

ดร. กฤษกมล ณ จอม ภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ให้ความรู้กับ ข่าวน้ำส้มปลอมครั้งนี้คงจะกลายเป็นประเด็นสำคัญในสังคม ทำให้เกิดความตระหนักเอาใจใส่ของพ่อค้าแม่ค้าน้ำส้มคั้นสด และเกิดการเฝ้าระวังและสนใจของผู้บริโภคโดยทั่วไป สำหรับการเลือกซื้อน้ำส้มคั้นสดนั้น หากเป็นไปได้ควรเลือกแบบที่มีฉลากแสดงเสมอ แต่โดยปกติทั่วไปเรามักจะซื้อน้ำส้มคั้นสดตามตลาดนัด ซึ่งก็จะเป็นการคั้นสด ๆ ที่จุดขายและมีการบรรจุขวดพลาสติกไว้สำหรับแช่เย็นบางส่วนด้วย ตามปกติวิสัยโดยทั่วไปของผู้ซื้อน้ำส้มคั้นสดก็มักจะเปิดขวดดื่มเลยทันที โดยอาจจะซื้อเก็บไปแช่เย็นไว้ทานบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็เก็บไว้ไม่นาน แค่ 2 ถึง 3 วันก็ดื่มหมดแล้ว ดังนั้น น้ำส้มคั้นสดตามตลาดสดส่วนใหญ่ จึงไม่ได้มีการแสดงฉลากอะไรมาก เพียงแต่ระบุป้ายหน้าร้านและราคาขายไว้ให้เห็น ผู้บริโภคก็จะเลือกซื้อตามร้านประจำที่คุ้นเคยดี แต่หากต้องซื้อที่อื่นที่ไม่ใช่เจ้าประจำแล้ว ก็ควรจะต้องเพิ่มความใส่ใจในการเลือกซื้อเป็นพิเศษสักนิด

ดร. กฤษกมล ประเด็นแรกที่พอจะสังเกตได้ คือ น้ำส้มคั้นสดนั้น ควรมีความขุ่นของเนื้อส้มอยู่บ้าง ถ้าตั้งทิ้งไว้สักพักควรมีตะกอนเนื้อส้มแยกอยู่ด้านล่างให้มองเห็นได้บ้างด้วยตาเปล่า หากไม่มีตะกอนเลยสักนิด เป็นน้ำสีส้มใส ๆ ให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาจจะเป็นน้ำส้มผสมขึ้นมา และหากเมื่อซื้อแล้วเปิดขวดออกมา ก่อนดื่มลงไป ให้ลองดมกลิ่นดูสักนิด เพราะน้ำส้มคั้นสดจริง ๆ จะมีกลิ่นส้มธรรมชาติออกมาให้คนดื่มได้หอมชื่นใจกันบ้าง หากไม่มีกลิ่นอะไรเลยหรือกลิ่นจางมาก ๆ ก็จะไม่ใช่น้ำส้มคั้นสดแน่ ๆ เพราะลักษณะของน้ำส้มคั้นสดทั่วไป ต้องมีสี กลิ่น รสตามธรรมชาติของส้ม

กรณีข่าวน้ำส้มปลอมครั้งนี้ มีประเด็นที่ผู้บริโภครับไม่ได้ที่ควรกล่าวถึง คือ การใช้น้ำก๊อกผสม การใส่ขัณฑสกร การใส่สีผสมอาหาร และการผสมน้ำส้มในกะละมังซักผ้านั่นเอง โดยปกติน้ำส้มคั้นสดจะมีความเป็นกรด เป็นอาหารที่มีความเป็นกรดค่อนข้างต่ำ โดยมีค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) อยู่ระหว่าง 3.0 ถึง 4.0 ซึ่งสามารถตรวจวัดง่าย ๆ ด้วยกระดาษตรวจวัดค่าความเป็นกรด-ด่างหรือกระดาษวัดพีเอช ที่จะมีสีเปรียบเทียบให้เห็นข้างกล่องตั้งแต่ค่า 0 ถึง 14 การมีความเป็นกรด-ด่างต่ำนี้ จึงเป็นข้อดีของน้ำส้มในการจำกัดชนิดและปริมาณจุลินทรีย์ที่สามารถรอดชีวิตหรือเจริญเติบโตได้ ซึ่งหากเป็นน้ำส้มปลอมหรือมีการเจือจางด้วยน้ำก๊อกมากขนาดนั้นจริง จะทำให้น้ำส้มนั้นมีค่าความเป็นกรด-ด่างสูงขึ้น ซึ่งถ้าลองตรวจด้วยกระดาษวัดพีเอชแล้วพบว่าค่าเกิน 5.0 ขึ้นไป ย่อมเป็นไปได้แล้วว่าน้ำส้มคั้นนั้นเจือจางมา แต่หากผู้ประกอบการกรณีนี้มีการเติมกรดอื่น ๆ ลงไปในน้ำส้มเจือจาง เพื่อรักษาค่าความเป็นกรด-ด่างให้ต่ำไว้ตามเดิม

ประเด็นที่สอง คือ การเติมขัณฑสกรหรือแซ็กคาริน ซึ่งสารสังเคราะห์โดยกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์ตัวนี้ เป็นวัตถุเจือปนอาหารให้ความหวานแทนน้ำตาล หรือเรียกว่า น้ำตาลเทียม มีลักษณะเป็นผลึกสีขาวขุ่น และมีความหวานกว่าน้ำตาลทราย 300 ถึง 500 เท่า ปกติเวลาเราซื้อน้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม ราคาประมาณ 25 ถึง 30 บาท มาทำน้ำเชื่อมสัก 1 ลิตร ถ้าต้องการน้ำเชื่อมสัก 300 ลิตร ก็ต้องซื้อน้ำตาลทรายมาไม่ต่ำกว่า 300 กิโลกรัม ราคารวมไม่ต่ำกว่า 7,500 บาท แต่ขัณฑสกร 1 กิโลกรัม ราคาประมาณ 300 บาท สามารถนำมาทำน้ำเชื่อมได้ทีเดียว 300 ลิตรเลย โดยที่มีความหวานใกล้เคียงน้ำเชื่อมจากน้ำตาลทราย จึงถือว่าราคาไม่แพงเลยสำหรับการผลิตขนาดใหญ่ ซึ่งถ้าผู้ประกอบการเติมขัณฑสกรแทนน้ำตาลทรายลงไปในน้ำส้ม แน่นอนว่าจะต้องใช้ปริมาณน้อยมากในระดับมิลลิกรัมต่อขวด ไม่อย่างนั้นจะหวานมากเกินไป ซึ่งอาจจะหวานจนติดลิ้นได้ ดังนั้น จึงต้องใช้ปริมาณน้อยมาก ๆ ซึ่งจะทำให้ปริมาณของแข็งที่ละลายได้ทั้งหมดต่ำมาก ๆ ไปด้วย

การตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์การอาหารสามารถวัดได้ด้วยเครื่องวัดปริมาณของแข็งที่ละลายได้ทั้งหมด (refractometer) ซึ่งเป็นเครื่องมือขนาดพอดีมือที่สามารถพกพาใส่กระเป๋าออกภาคสนามได้ ค่าที่ได้มีหน่วยเป็นบริกซ์ เช่น ถ้าวัดได้ค่า 8 บริกซ์ หมายถึง ในน้ำส้ม 100 กรัม มีน้ำตาลและของแข็งอื่น ๆ ละลายอยู่ 8 กรัม เป็นต้น ซึ่งโดยปกติน้ำส้มคั้นทั่วไปจะมีปริมาณของแข็งที่ละลายได้ทั้งหมดอยู่ระหว่าง 10 ถึง 15 บริกซ์ ถ้าน้ำส้มคั้นที่ซื้อมาหวานจริง ๆ แต่พอลองตรวจวัดค่าบริกซ์ออกมาแล้วได้ต่ำมาก ๆ แสดงว่าน้ำส้มคั้นที่ท่านซื้อมา น่าจะมีการเจือจางและผลิตขึ้นมาโดยมี

ส่วนผสมของน้ำตาลเทียมก็เป็นได้ สำหรับความปลอดภัยของขัณฑสกรนั้น ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในหมู่นักวิชาการ มีรายงานว่าสารตัวนี้ทำให้เกิดมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะของหนูทดลอง แต่ได้มีการแย้งว่าปริมาณที่ทำการทดลองกับหนูนั้น เป็นปริมาณที่ใช้มากเกินกว่าที่จะเป็นจริงได้สำหรับมนุษย์ ในสหรัฐอเมริกาจึงอนุญาตให้ใช้ได้ตามปกติ แต่ต้องอยู่ในความควบคุมและระบุปริมาณที่ฉลากไว้ด้วย ส่วนในยุโรปอนุญาตให้ใช้ได้สูงสุดที่ 80 ถึง 100 มิลลิกรัมต่อลิตรเท่านั้น สำหรับประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขอนุญาตให้ใช้ได้ในเครื่องดื่มไดเอทหรือสำหรับผู้จำกัดอาหารและน้ำหนักตัว อาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวานและผู้ป่วยโรคอ้วนซึ่งต้องจำกัดปริมาณน้ำตาล จึงไม่ควรนำมาใช้กับอาหารทั่วไป โดยเฉพาะอาหารที่เด็ก ๆ ทานได้ เพราะอยู่ในช่วงอายุที่ต้องการพลังงานสูง ส่วนเรื่องการใช้น้ำผสมสีส้มในการผลิตน้ำส้มปลอมกรณีนี้ ต้องตรวจดูว่าสีส้มนั้นมาจากธรรมชาติ หรือเป็นสีผสมอาหารสังเคราะห์ที่อนุญาตให้ใช้และใช้ในปริมาณที่กำหนดหรือไม่ ปัจจุบันมีชุดทดสอบสีผสมอาหารที่ห้ามใช้ ซึ่งหากเป็นสีผสมอาหารที่ไม่อนุญาตให้ใช้หรือนำมาจากสีย้อมผ้า สีทาผนังบ้าน อาจจะมีการปนเปื้อนสารปรอทและโลหะหนักอื่น ๆ เป็นพิษภัยกับผู้บริโภคได้

ส่วนการผสมน้ำส้มในกะละมังซักผ้าที่เป็นภาพถ่ายให้เห็นนั้น แสดงถึงการใช้อุปกรณ์ที่ผิดประเภทและผิดวัตถุประสงค์ในการผลิต กะละมังซักผ้าไม่ใช่วัสดุสัมผัสอาหาร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่เอาใจใส่ในการผลิตอาหารเพื่อความปลอดภัยของผู้ประกอบการ ถือว่าไม่มีหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตอาหารอย่างชัดเจน เมื่อพิจารณาถึงผลกระทบต่อผู้บริโภคในกรณีน้ำส้มคั้นปลอมในครั้งนี้ สามารถเรียงลำดับได้ดังนี้ คือ ผู้ประกอบการไม่มีหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร อาจจะทำให้มีจุลินทรีย์ปนเปื้อนในระหว่างการผลิต และประกอบกับมีการเจือจางน้ำส้มด้วยน้ำก๊อก ทำให้ค่าความเป็นกรดเจือจางและปริมาณของแข็งที่ละลายได้ทั้งหมดต่ำลง จะส่งผลให้จุลินทรีย์ที่ปนเปื้อนมานั้นเพิ่มจำนวนเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วในสภาวะอากาศร้อนของประเทศไทย ปัญหาแรกที่เร็วที่สุดในกรณีนี้ต่อผู้บริโภค คือ ปวดท้อง ท้องเสีย หรือท้องร่วงจากจุลินทรีย์ปนเปื้อน ปัญหาถัดมา คือ สีส้มที่ใช้ผสมลงไป หากเป็นสีที่เป็นอันตรายและมีปริมาณมากเกินไป จะส่งผลต่อระบบย่อยอาหารและทางเดินอาหาร และยังสะสมในร่างกาย ซึ่งจะเป็นสาเหตุของโรคเรื้อรังในอนาคต

ประเด็นที่สาม เรื่อง ขัณฑสกรในกรณีนี้นั้น ยังถือว่าไม่น่าเป็นห่วงเท่ากับเรื่องการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์และสีผสมอาหารดังที่กล่าวมาข้างต้น เนื่องจากหลักฐานผลกระทบทางสุขภาพในมนุษย์ของขัณฑสกรที่ยังไม่ชัดเจนและยังเป็นที่ยอมรับให้ใช้ในอาหารได้ในปริมาณหนึ่ง สำหรับประเด็นน้ำส้มคั้นปลอมครั้งนี้ให้ถือเป็นบทเรียนในด้านความปลอดภัยอาหารครั้งสำคัญ โดยผู้ผลิตต้องคำนึงถึงหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตอาหารให้ถูกสุขลักษณะและมีความ

ปลอดภัย เพื่อให้ความมั่นใจ และสามารถมัดใจให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นในอาหารที่ผลิตขึ้น ซึ่งจะทำให้มีลูกค้าประจำและเหนียวแน่นสม่ำเสมอไป ส่วนผู้บริโภคเอง เมื่อได้รับข่าวสารใด ๆ โดยเฉพาะการแบ่งปันหรือแชร์ข่าวอย่างรวดเร็วในโลกออนไลน์ ก็ไม่ควรตื่นตระหนกไป จนพากันไม่ซื้อไม่ทานน้ำส้มคั้นสดตามท้องตลาดทั้งหมดจนพ่อค้าแม่ค้าน้ำส้มรายอื่น ๆเดือดร้อนขายน้ำส้มคั้นไม่ได้และขาดทุนไปตาม ๆ กัน ผู้บริโภคก็ควรพิจารณาข้อมูลข่าวสารให้ถี่ถ้วนอย่างแยบยลให้เห็นถึงข้อเท็จจริง โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับอาหารที่มีผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของเราเองและคนรอบข้าง ทั้งนี้น้ำส้มคั้นสดจริง ๆ ที่ผลิตอย่างดีและปลอดภัยจากผู้ผลิต ยังคงสามารถดื่มแก้กระหายคลายร้อนและมีประโยชน์ต่อร่างกายของผู้บริโภคเหมือนเช่นที่ผ่านมา

 

เอ็มเอ็มเอ เทรนด์ใหม่ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:22 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/433278

เอ็มเอ็มเอ เทรนด์ใหม่ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว

โดย…โยโมทาโร่

หากคุณกำลังเลือกไม่ถูกว่าจะเริ่มเรียนศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวอะไรดี นาทีนี้เราแนะนำให้คุณลองมาเรียนศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวแนวใหม่ก็คือเอ็มเอ็มเอ  (MMA-Mix Martial Art) ศิลปะการต่อสู้แนวผสมผสานที่รวมทุกศาสตร์เข้าด้วยกัน จนกลายเป็นเทรนด์ใหม่ของการฝึกศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวที่เขาการันตีว่าสามารถใช้ได้ในชีวิตจริงได้ดีที่สุด

ย้อนกลับไปถึงประวัติศาสตร์ของเอ็มเอ็มเอเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการบนเวทีการแข่งขันรายการยูเอฟซี (Ultimate Fighting Championship) เมื่อปี พ.ศ. 2536 สหรัฐอเมริกา ด้วยวัตถุประสงค์ในการแข่งขันระหว่างศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวของชาติใดที่เก่งที่สุดในเวทีของเอ็มเอ็มเอ จึงมีทั้งยูโด, คาราเต้,เทควันโด, คาโปเอร่า และมวยไทย แรกเริ่มต่างฝ่ายต่างก็งัดใช้ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวของตัวเองมาสู้กัน แต่ต่อมานักสู้เหล่านี้เริ่มที่จะเรียนรู้ทักษะการเอาตัวรอดจากศิลปะการต่อสู้หลายแขนง จนกลายมาเป็นการฝึกเอ็มเอ็มเอ เพื่อเข้าร่วมการต่อสู้บนเวทีนี้โดยเฉพาะ

 

ชาตรี ศิษย์ยอดธง หรือ ชาตรี ตรีศิริพิศาล นักธุรกิจและอดีตนักมวยไทย เจ้าของธุรกิจยิมฝึกเอ็มเอ็มเอ อีโวล์ฟ (Evolve Mixed Martial Arts) และเจ้าของรายการแข่งขันเอ็มเอ็มเอ วัน แชมเปี้ยนชิพ (One Championship) รายการแข่งขันเอ็มเอ็มเอ รายการใหญ่ที่สุดในเอเชีย เอ็มเอ็มเอ คือการต่อสู้ที่รวมศิลปะการต่อสู้หลากหลายแขนงเข้าไว้ด้วยกัน แต่หลักๆ ของเอ็มเอ็มเอ หากเป็นการต่อสู้แนวตั้งจะใช้มวยไทยเป็นหลัก แต่ถ้าเป็นการต่อสู้แนวนอนจะเป็นบราซิลเลียนยิวยิตสู

ดังนั้น คนที่มาฝึกเอ็มเอ็มเอก็จะได้การฝึกทั้งมวยไทยที่ขึ้นชื่อว่าแกร่งที่สุดในการต่อสู้แนวตั้ง และหากเจอคู่ต่อสู้จับล็อกกดลงพื้นก็สามารถตอบโต้ได้อย่างเหมาะสม ข้อดีของการฝึกเอ็มเอ็มเอก็คือสามารถใช้ป้องกันตัวได้ในชีวิตจริง หรือบางคนก็มาฝึกเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง และลดน้ำหนักไปด้วยในตัว

ชาตรี

 

เดชดำรงค์ ส.อำนวยศิริโชค หรือ ธำรง ทองใย นักมวยไทยที่หันไปเล่นเอ็มเอ็มเอ เล่าถึงกีฬาชนิดนี้ว่า “ตอนแรกผมก็คิดว่าเอ็มเอ็มเอเป็นเหมือนพวกมวยวัด อยู่ดีๆ ก็วิ่งมาจับทุ่มเราให้ล้มแล้วทุบกันไปทุบกันมา แต่พอมาได้ลองเล่นดูแล้วถึงได้รู้ว่า เราต้องเรียนรู้ศาสตร์อื่นด้วยโดยเฉพาะการต่อสู้แนวนอนเช่นบราซิลเลียนยิวยิตสู ซึ่งมวยไทยนั้นไม่มีเทคนิคการต่อสู้แบบนี้ ถ้าเราโดนจับกดให้ล้มแล้วล็อก เราจะสู้เขาได้ยาก การฝึกเอ็มเอ็มเอเราอาจจะเน้นไปที่มวยไทยเป็นการต่อสู้หลัก ส่วนการต่อสู้แนวนอนนั้นเราเลือกเรียนแค่บราซิลเลียนยิวยิตสู แค่นี้ก็เพียงพอที่จะสามารถใช้ป้องกันตัวได้ทั้งบนเวทีและในชีวิตจริง”

ดังนั้น การเรียนเอ็มเอ็มเอจึงมีค่าเท่ากับการที่คุณเปิดใจเรียนรู้ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวเพื่อผสมผสานออกมาเป็นสไตล์การต่อสู้ในแบบเฉพาะของคุณเอง คุณอาจจะเลือกเตะให้เก่งเหมือนมวยไทย ชกแม่นยำเหมือนมวยสากล และจับล็อกคู่ต่อสู้ให้อยู่มือด้วยบราซิลเลียนยิวูยิตสู แล้วใช้สิ่งเหล่านี้ปกป้องตัวเองจากภัยสังคมในชีวิตจริงด้วยวิถีของเอ็มเอ็มเอนั่นเอง

เดชดำรงค์

 

ท่ามังกร (แบบหันเท้าไปด้านข้าง)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/433171

ท่ามังกร (แบบหันเท้าไปด้านข้าง)

โดย…ภัทราทิพย์ พงษ์พานิช โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

Dragon Pose หรือท่ามังกรพื้นฐาน เท้าจะชี้ไปด้านหน้า หากท่านที่เคยทำแล้ว สามารถนั่งได้โดยไม่ล้ม ใต้ขายืดหยุ่นดีแล้ว ลองฝึกแบบเท้าหันไปด้านข้างดู จะรู้สึกว่ายากและตึงกว่าท่าพื้นฐาน แต่หากท่านที่ยังไม่ยืดหยุ่นพอให้ฝึกท่าปกติไปก่อน หากไม่สามารถนั่งได้ ต้องเขย่งเท้า ให้ลองหาบล็อก หรือหมอนโยคะมารองใต้ก้นก่อน เมื่อฝึกให้ขายืดได้มากขึ้น ค่อยๆ นำบล็อกออกได้ค่ะ

ท่านี้ทำให้เส้นใต้ขาถึงสะโพกยืดอย่างมาก ทำให้ข้อเข่าข้อต่อขาแข็งแรง บริหารอุ้งเชิงกราน ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงขามากขึ้น

วิธีปฏิบัติ

1 อยู่ในท่า High Lunge เป็นท่าเริ่ม หรือจากท่า Downward Facing Dog ก้าวขาซ้ายไปข้างหน้าให้เท้าอยู่ระหว่างมือทั้งสองขาหลังเหยียดตรงเปิดส้นเท้า ปลายเท้าอยู่ที่พื้น

 

2 หมุนตัวมาด้านขวาโดยไม่ขยับเท้าซ้ายตามมือวางที่พื้นด้านขวาหมุนเท้าขวาให้ส้นเท้าวางที่พื้น ปลายเท้าตั้งขึ้น

 

3 ลดสะโพกลง แต่ก้นไม่วางที่พื้น เหมือนนั่งยองวางศอกทั้งสองลงที่พื้นยืดตัวยืดหลัง หายใจเข้าออกขณะค้างท่าเพื่อให้เส้นคลาย 3-5 ลมหายใจ แล้วทำสลับข้าง

 

สาระน่ารู้เกี่ยวกับ โรคเบาหวานในไต ว่าด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีน ตอน 1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/433170

สาระน่ารู้เกี่ยวกับ โรคเบาหวานในไต ว่าด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีน ตอน 1

โดย…พจ.เยาวเกียรติ เยาวพันธุ์กุล คลินิกหัวเฉียวฯ แพทย์แผนจีน Facebook Fanpage : huachiewtcm

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับโรคเบาหวานในไตทางด้านแพทย์แผนตะวันตกกันก่อน โรคเบาหวานในไตนั้นเป็นโรคแทรกซ้อนรุนแรงเกี่ยวกับหลอดเลือดขนาดเล็กในร่างกาย เกิดได้ทั้งในผู้ป่วยโรคเบาหวาน type 1 และ type 2 ปัจจุบันพบว่าโรคนี้ได้คร่าชีวิตคนไปจำนวนไม่น้อย อาการที่ปรากฏในระยะแรกของผู้ป่วยโรคเบาหวานคือมักพบโปรตีนหรือไข่ขาวในปัสสาวะ จากนั้นจึงมีภาวะบวมน้ำและความดันโลหิตสูงร่วมด้วย ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้หากปล่อยไว้เป็นเวลานานส่งผลให้การทำงานของระบบไตเสื่อมลงและทำให้เกิดโรคไตวายได้ในที่สุด

การวินิจฉัยโรคโดยแพทย์จะพบ UREA (อัตราการขับโปรตีนในไต) ในปัสสาวะสูงกว่าปกติ ซึ่งอยู่ระหว่าง 20-200 Ug/min หรือ 24 H-TP 30-300 mg/24 h รวมถึงการตรวจปัสสาวะติดต่อกัน 2 ครั้ง พบว่ามีไข่ขาวในปัสสาวะมากกว่า 0.5g/24h ซึ่งในทางคลินิกนั้นผู้ป่วยโรคเบาหวานเมื่อมีการตรวจพบว่าตัวเองมีค่า UREA หรือ 24h-TP (อัตราการขับโปรตีนในปัสสาวะใน 24 ชม.) สูงมีอาการบวมน้ำ ความดันโลหิตสูง ค่าต่างๆ ในไตสูงขึ้น หรือดวงตาฝ้าฟาง เช่นนี้แล้วควรคำนึงถึงโรคเบาหวานในไตด้วย แต่มีข้อยกเว้นสำหรับคนที่มีโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ ผู้ป่วยที่เป็นโรคไตอื่นๆ โรคหัวใจวาย โรคเหล่านี้อาจทำให้ค่าไข่ขาวหรือโปรตีนในปัสสาวะเพิ่มสูงขึ้นได้เช่นกัน

ปัจจุบันการแบ่งระยะของโรคเบาหวานในไตมีดังต่อไปนี้

ระยะที่ 1 : ค่า GFR (อัตราที่เลือดไหลผ่านไตเรียกว่า glomerular filtration rate) สูงขึ้น ในระยะเริ่มแรกลักษณะของไตจะมีขนาดใหญ่ขึ้นเลือดไปเลี้ยงไตมากขึ้น ในระยะแรกนี้จะไม่มีโปรตีนในปัสสาวะและไม่มีอาการแสดงของโรค

ระยะที่ 2 : UREA ยังคงมีค่าปกติแต่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิสภาพที่ตัวกรองไต แต่ยังคงไม่แสดงอาการใดๆ ในระยะนี้เกิดภายหลังจากเป็นโรคเบาหวานแล้วประมาณ 2 ปี

ระยะที่ 3 : โรคเบาหวานลงไตในระยะแรก เกิดหลังจากเป็นโรคเบาหวานแล้วประมาณ 10-15 ปี ในระยะนี้จะตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะในปริมาณเล็กน้อย ระยะนี้ค่าของ UAER จะมีค่าประมาณ 20-200 μmol/min หรือ 30-300 mg/24 ชม. ถ้าหากมีภาวะความดันโลหิตสูงมาร่วมด้วยส่งผลให้การเสื่อมของไตเร็วขึ้น

ระยะที่ 4 : ระยะของโรคเบาหวานลงไตหรือผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานมานาน 15-20 ปี ระยะนี้ค่า UREA มีค่าประมาณ ≥200 μmol/min หรือ ≥300 mg/24 ชม. ในระยะนี้ถ้าหากไม่รีบรักษาอัตราการเสื่อมของไตจะเสื่อมเร็วกว่าคนปกติถึง 10 เท่า เข้าสู่ระยะไตวายได้อย่างรวดเร็ว ในระยะนี้ผู้ป่วยมักมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ไม่มีแรง อ่อนเพลีย หนาวง่าย คันตามผิวหนังโดยไม่รู้สาเหตุ และมีอาการซีดเนื่องจากปริมาณเม็ดเลือดแดงในร่างกายต่ำลง เป็นต้น

และระยะสุดท้าย ไตวาย ค่า GFR น้อยกว่า 10 ml/min เป็นไตวายระยะสุดท้าย การทำงานของไตลดลงเหลือไม่ถึงร้อยละ 5 ของปกติ และมีของเสียคั่งในร่างกายจำนวนมาก ผู้ป่วยปัสสาวะน้อยมากจนไม่มีปัสสาวะ มีอาการซึมเศร้า ไม่รู้สึกตัว มีอาการช็อกหมดสติและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ในระยะนี้จะต้องมีการรักษาที่เหมาะสม เช่น การล้างไต เป็นต้น

ทั้งนี้ โดยส่วนใหญ่แล้วในระยะที่ 1 หรือ 2 นั้นจะไม่เห็นอาการที่แน่ชัด ผู้ป่วยจึงละเลยการดูแลเอาใจใส่ตัวเอง ฉะนั้นเมื่อเรารู้ตัวว่าเป็นโรคนี้แล้วควรป้องกันและรักษาแต่เนิ่นๆ เช่น ในระยะแรก ถ้าหากรู้ว่าเป็นโรคเบาหวานแล้วควรที่จะเข้ารับการรักษาทันที หรือดูแลสุขภาพร่างกายเพื่อไม่ให้อาการของโรคลามไปเป็นไตวายในระยะสุดท้าย

 

ปรับเปลี่ยนเพื่อชีวิตที่ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤษภาคม 2559 เวลา 16:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/432905

ปรับเปลี่ยนเพื่อชีวิตที่ดี

โดย…กันย์ ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ทุกวันนี้มักได้ยินได้ฟังว่ามีแต่คนป่วยเป็นมะเร็งกันหนาหูขึ้น แน่นอนว่าส่วนหนึ่งมาจากอาหารการกินและการใช้ชีวิตที่เร่งรีบเคร่งเครียดอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษอย่างอากาศในเมืองใหญ่ แต่อย่ากลัวมันจนเกินเหตุและกังวลจนไม่กล้ากระดิกตัวทำอะไร จะกินจะใช้อะไรก็เกรงว่าจะเป็นบ่อเกิดของโรคมะเร็ง ทำใจให้เป็นอุเบกขาเอาไว้ ตั้งสติแล้วมองมุมใหม่

มีอาจารย์แพทย์สูงอายุจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า มะเร็งคือธรรมชาติ (Cancer is Natural) เพราะมะเร็งคือธรรมชาติของการปรับตัวของเซลล์ อันเนื่องมาจากการที่เลือดของเรากลายเป็นพิษเกินกว่าที่เซลล์จะมีชีวิตต่อไปได้ ถ้าหากเซลล์เหล่านั้นไม่ปรับตัวเซลล์เหล่านั้นจะป่วยและตาย เซลล์เหล่านั้นจึงตอบสนองอย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยการผ่าเหล่าเพราะเซลล์ในร่างกายมนุษย์ มีความสามารถที่จะปรับตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลง การปรับตัวของเซลล์จึงเป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติ

เป็นที่น่าเสียดายว่าคุณหมอทั่วโลกบอกกับเราว่าวิธีการรักษามะเร็ง คือการบำบัดด้วยคีโมหรือการทำลายเซลล์มะเร็งด้วยรังสี แต่สิ่งที่คุณหมอไม่ได้บอกเราคือทำไมเซลล์มะเร็งจึงผ่าเหล่าตั้งแต่แรก อย่างไรก็ตามเมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปเซลล์อีกจำนวนมากก็จะผ่าเหล่าต่อไปอีกไม่เร็วก็ช้า นั่นเป็นสาเหตุที่เราพบเห็นผู้ป่วยมะเร็งถูกให้คีโมดีขึ้นเพียงชั่วคราวแล้วกลับทรุดลงไปใหม่อีก หากมันไม่ผ่าเหล่ามันจะต้องตาย การผ่าเหล่าของเซลล์จึงเป็นธรรมชาติ

มะเร็งแท้จริงแล้วคือวิวัฒนาการของกลุ่มเซลล์ที่พยายามรอดตายจากสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ แต่ทั้งหมดนี้ก็กลายเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ เพราะเซลล์เหล่านั้นลงเอยด้วยการฆ่าร่างกาย แต่นั้นไม่ใช่ประเด็นที่แท้จริง มะเร็งคือวิวัฒนาการของกลุ่มเซลล์ที่พยายามจะรอดตายในสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษอย่างสูง

เราต้องพยายามทำความเข้าใจในประเด็นนี้ให้ชัดเจน การพยายามฆ่าเซลล์เหล่านั้นโดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม เปรียบได้กับการฆ่าแมลงวันโดยไม่ได้พยายามเอาขยะออกไป ดังนั้นมาลงมืออย่างฉับพลันเพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมของคุณอย่างรวดเร็วได้อย่างไร มีวิธีการง่ายๆ ด้วยกัน 3 วิธี คือ

1.หายใจลึกๆ

เพราะสิ่งแรกที่กระตุ้นให้เซลล์ผ่าเหล่าและกลายเป็นเซลล์มะเร็ง คือ การขาดออกซิเจน เซลล์มะเร็งปรับตัวเพื่อรอดชีวิตในสภาพแวดล้อมที่มีระดับออกซิเจนต่ำยิ่งมีออกซิเจนต่ำเท่าไร เซลล์มะเร็งก็ยิ่งเติบโตได้มากขึ้นเท่านั้น เพราะนี่คือวิวัฒนาการของเซลล์ ที่ปกติต้องการจะรอดชีวิตอยู่ได้ในสภาพแวดล้อมที่มีระดับออกซิเจนต่ำ วิธีแก้ไขคือหายใจลึกๆ ซึ่งเป็นการออกกำลังง่ายๆ ที่ทำได้ทุกเช้า เพื่อเพิ่มระดับออกซิเจนให้กับเลือด

วิธีการคือเดิน 5 นาที แล้วหายใจตามนี้…

– หายใจเข้า 4 ครั้งติดกัน กลั้นหายใจแล้วนับ 1-4

– หายใจออกช้าๆ 4 ครั้งติดกัน แล้วนับ 1-2-3-4 ทำอีกครั้ง 1-2-3-4 หายใจเข้าทางจมูก กลั้นใจแล้วนับ 1-2-3-4 หายใจออกทางปาก โดยหายใจลึกๆ เข้าไปในท้อง ไม่ใช่แค่หายใจเข้าไปในอก นี่คือวิธีการหายใจที่ถูกต้อง ถ้าหากไม่มีที่เดินให้เดินในห้องนอน เพราะมันมีที่พอสำหรับการออกกำลังของเราทุกวิธี

2.หยุดรับประทานอาหารที่เป็นกรด

สิ่งที่มากระตุ้นเซลล์ให้ผ่าเหล่ากลายเป็นเซลล์มะเร็ง คือ สภาพแวดล้อมที่เป็นกรด เพราะนั่นคือการตอบสนองที่จะทำให้เซลล์รอดชีวิตได้ ในสภาพแวดล้อมที่เป็นกรด เซลล์ที่ผ่าเหล่าจะตายในสภาพแวดล้อมที่เป็นด่างและเติบโตในสภาพแวดล้อมที่เป็นกรด คุณจะทำให้ร่างกายของคุณเป็นด่างได้ ก็ด้วยการรับประทานอาหารที่เป็นด่าง มากขึ้น

– น้ำผัก น้ำผลไม้สด มีประสิทธิภาพสูงมาก

– งดน้ำตาล โคคา-โคล่า เป๊ปซี่ และน้ำอัดลมทุกชนิด กาแฟ เนื้อสัตว์ นม บุหรี่ และแอลกอฮอล์

– รับประทานผักสดสีเขียว ผลไม้สด น้ำด่าง และน้ำมะพร้าว หากคุณต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงของสุขภาพอย่างน่าอัศจรรย์ ในระยะเวลาอันสั้นให้ดื่มน้ำผักสดปั่นทุกเช้าโดยไม่ต้องรับประทานอะไรอีกเลย จนกว่าจะถึงมื้อเที่ยง นำผักใบเขียวหลากชนิด มะเขือเทศ แตงกวา ปั่นกับน้ำสะอาดแล้วดื่ม คุณอาจจะคิดว่ามันไม่น่าดื่มเลย แต่มันไม่เลวร้ายและออกจะอร่อยด้วยซ้ำไป เมื่อคุณคุ้นเคยกับมัน หรือทำน้ำให้เป็นด่างง่ายๆ ด้วยการนำน้ำเปล่าใส่แก้วแล้วฝานส้ม มะนาว แตงกวา หรือใบสะระแหน่

ใส่ลงไปแล้วดื่มวันละ 3-4 แก้ว ก็จะช่วยการเพิ่มความเป็นด่างได้มากขึ้น

3.ความเครียดทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

ความเครียดคือฆาตกรเบอร์หนึ่งและเป็นต้นเหตุที่ก่อให้เกิดโรคทุกโรค ความเครียดเพิ่มความเป็นกรดและส่งผลกระทบต่อทุกสิ่งทุกอย่างในร่างกาย มันจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่เราจะต้องทำจิตใจให้แข็งแรงเบิกบานอยู่เสมอแล้วคุณจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร

– ทำสมาธิ ดูหนังตลก ละเว้นจากการดูข่าวร้ายและเรื่องเลวร้าย อ่านหนังสือดีๆ ที่ทำให้เกิดแรงบันดาลใจ หาสัตว์มาเลี้ยง พบเพื่อนใหม่ๆ สัมพันธภาพใหม่ๆ ปลดความทุกข์ความสลดใจเก่าๆ และสิ่งเลวร้ายต่างๆ ที่ผ่านไปแล้วลืมมันซะ เริ่มต้นใหม่กับวันที่ดีกว่าเดิม

การป้องกันและรักษาตัวเองให้ห่างหายจากมะเร็งเป็นสิ่งที่คุณทำได้ เพียงแต่หมั่นดูแลรักษาสุขภาพ ไม่เครียดไม่กังวล ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ไม่เป็นพิษกับร่างกายก็ช่วยให้สุขภาพดีไม่มีโรคร้ายมาถามหา ปฏิบัติตัวให้ถูกต้องใช้ความคิดให้ถูกต้อง จงเปลี่ยนน้ำในบ่อปลาเมื่อปลาป่วย เพราะการทำลายบ่อปลาไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง มาดูแลสุขภาพให้ดีกันเสียแต่เนิ่นๆ เริ่มแต่วัยหนุ่มสาวเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในยามสูงวัย