ฮีตสโตรก… อย่าตายเพราะความร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤษภาคม 2559 เวลา 16:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/432688

ฮีตสโตรก... อย่าตายเพราะความร้อน

โดย…บีเซลบับ ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ร้อนจริงๆ และเมื่อสักครู่ก็ได้ยิน บก.พูดขึ้นลอยๆ ว่า จนถึงขณะนี้มีคนไทยเสียชีวิตจากภาวะขาดน้ำไปแล้วหลายคน จึงคิดว่าน่าจะหาความรู้เรื่องนี้สักหน่อย เพราะก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย แม้ฝนจะตั้งท่าบ้าง แต่ก็เชื่อว่าหน้าร้อนจะยังอยู่กับเราไปอีกนาน (แถมแอร์ก็ไม่เย็นด้วย)

“คลื่นความร้อน” (Heat Wave) เป็นปรากฏการณ์อากาศร้อนที่มากกว่าปกติ ความชื้นในทะเลถูกพัดขึ้นฝั่งในขณะที่อากาศร้อน จากสภาพอากาศที่ร้อนและความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศที่สูง ทำให้เหงื่อไม่ระเหย จึงพาความร้อนออกจากร่างกายไม่ได้ ส่งผลให้รู้สึกร้อนอบอ้าวจนระบบเมตาโบลิซึมในร่างกายล้มเหลวถึงขั้นเสียชีวิตได้

ในต่างประเทศอาจมีการเตือนถึงการเกิดคลื่นความร้อนขนาดหลายพันหรือแม้กระทั่งหลายหมื่นตารางกิโลเมตร มีการแนะนำเกี่ยวกับการรับมือกับภัยธรรมชาติชนิดนี้อย่างเข้มงวด โดยเตือนให้ประชาชนอยู่ในบ้านหรือในตัวอาคารที่มีร่มเงา มีการแนะนำให้ดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันการสูญเสียของน้ำในร่างกาย สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย โรคลมแดด หรือฮีตสโตรก ได้ยินมากขึ้นและถี่ขึ้นเรื่อยๆ

ย้อนไปดูข้อมูลด้านสถิติอุณหภูมิความร้อนในประเทศไทย ปี 2553 ซึ่งมีสภาพอากาศร้อนชื้น เนื่องจากปรากฏการณ์เอลนินโญ ทำให้ฤดูร้อนปีนั้นประเทศไทยมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงถึง 42-43 องศาเซลเซียส จนผู้เชี่ยวชาญด้านโลกร้อนเตือนว่า ไทยเสี่ยงต่อปรากฏการณ์ “คลื่นความร้อน” สำหรับปีนี้แม้ยังพยากรณ์ไม่ได้ (คลื่นความร้อน) แต่มีแนวโน้มสูงที่จะเกิดขึ้น ความร้อนพุ่งทะลุ 40 องศาเซลเซียส!

รูปแบบของคลื่นความร้อน

1.คลื่นความร้อนจะมีความร้อนสูงตั้งแต่ระดับ 32.2 องศาเซลเซียสขึ้นไป

2.มีระยะเวลาของการแผ่หรือกระจายคลื่นนานมากกว่า 48 ชั่วโมงขึ้นไป

3.มีความชื้นสัมพัทธ์ 80% หรือมากกว่า

ภัยที่มาพร้อมคลื่นความร้อน

1.โรคลมแดด (Heat Stroke)

เกิดจากการที่ร่างกายได้รับความร้อนมากเกินไป จนทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส สังเกตอาการเบื้องต้น ได้แก่ เมื่อยล้า อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน วิตกกังวล ปวดศีรษะ ความดันต่ำหน้ามืด ไวต่อสิ่งเร้าได้ง่าย และยังอาจมีผลต่อระบบไหลเวียนเลือด ในบางรายมีภาวะขาดน้ำ เพ้อ ชัก ไม่รู้ตัว เซลล์ตับตาย หายใจเร็ว ปอดบวม มีการคั่งของของเหลว หัวใจเต้นผิดจังหวะ ช็อก

2.โรคเพลียแดด (Heat Exhaustion)

เกิดขึ้นเมื่อออกแรงทำงานหนักหรือออกกำลังกายในที่มีอากาศร้อนและชื้น ทำให้ของเหลวในร่างกายสูญเสียไปในรูปของเหงื่อ ของเหลวที่ร่างกายสูญเสีย เป็นสาเหตุให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อที่สำคัญไม่เพียงพอ ทำให้เกิดอาการช็อก

การช่วยเหลือผู้ป่วย

1.ในเบื้องต้น ให้นำผู้ป่วยเข้าที่ร่ม นอนราบ โดยยกเท้าให้สูงทั้งสองข้าง

2.ถอดเสื้อผ้าออก นำผ้าชุบน้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบตามซอกตัว คอ รักแร้ เชิงกราน ศีรษะ ร่วมกับการใช้พัดลมเป่าระบายความร้อน หรือเทน้ำเย็นราดลงบนตัว เพื่อลดอุณหภูมิร่างกายให้ต่ำลงโดยเร็วที่สุด

3.รีบนำส่งโรงพยาบาล

ป้องกันความร้อนได้อย่างไร

1.เตรียมร่างกายให้พร้อมด้วยการออกกำลังกายกลางแจ้งอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละอย่างน้อย 30 นาที เพื่อให้ร่างกายปรับสภาพและเคยชินกับอากาศร้อน

2.หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดในวันที่อากาศร้อนจัด โดยเฉพาะช่วงเวลา 10.00-15.00 น.

3.ไม่ลืมที่จะดื่มน้ำ 1-2 แก้ว ก่อนออกจากบ้านในวันที่มีอากาศร้อนจัด หากต้องอยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อน ควรดื่มน้ำให้ได้ชั่วโมงละ 1 ลิตร หรือ 4-6 แก้ว/ชั่วโมง

4.สวมใส่เสื้อผ้าที่มีสีอ่อน บาง เบา และระบายความร้อนได้ดี

5.ทาโลชั่นกันแดดที่มีค่า SPF15 ขึ้นไปก่อนออกจากบ้าน สำหรับชาวบ้านที่ไม่ทาโลชั่นกันแดด ให้ใช้ร่ม ผ้า หรือสวมหมวกปีกกว้างคลุมศีรษะ ใบหน้าและลำตัว อย่าให้แดดแผดเผา

6.ควรดูแลเด็กเล็ก หรือผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองได้น้อย ควรจัดให้อยู่ในสภาพแวดล้อมหรือห้องที่ระบายอากาศได้ดี ในเด็กเล็กต้องให้มีระยะพักระหว่างการเล่นทุก 1 ชั่วโมง และให้ดื่มน้ำ 1 แก้วในระหว่างนั้น

7.อย่าปล่อยให้เด็กหรือผู้สูงอายุอยู่ในรถที่ปิดสนิทตามลำพัง และควรได้รับน้ำอย่างเพียงพอ

8.หลีกเลี่ยงการกินยาแก้แพ้ ลดน้ำมูก โดยเฉพาะก่อนการออกกำลังกาย หรือต้องอยู่ในสภาพอากาศที่ร้อน

9.หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

 

จิตติพร จันทรัช แบดมินตันเป็นกีฬาที่ชอบ!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 พฤษภาคม 2559 เวลา 09:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/432031

จิตติพร จันทรัช แบดมินตันเป็นกีฬาที่ชอบ!!

โดย…ภาดนุ ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

คิด-จิตติพร จันทรัช หนุ่มนักบริหารผู้รั้งตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็กโซติค ฟู้ด หรือ XO ซึ่งทำธุรกิจส่งออกผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรสภายใต้แบรนด์ เอ็กโซติค ฟู้ด (Exotic Food) เป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ที่บาลานซ์ชีวิตตัวเองทั้งเรื่องงาน ให้เวลากับครอบครัว รวมทั้งงานอดิเรกอย่างการเล่นกีฬาได้ลงตัว ซึ่งคิดบอกว่ากีฬาโปรดที่สุดของเขาก็คือ แบดมินตัน แหม! กำลังเข้ากับกระแสกีฬายอดฮิตในตอนนี้พอดี

“ผมเริ่มหัดเล่นแบดมินตันมาตั้งแต่เรียนชั้นมัธยม เพราะช่วงที่เรียนนั้นที่โรงเรียนจะมีกีฬาให้เลือกเล่นได้ โดยจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทั้งแบดมินตัน บาสเกตบอล และฮอกกี้ ตอนนั้นกีฬาที่ผมถนัดที่สุดก็คือแบดมินตันนี่แหละ รองลงมาก็คือบาสเกตบอล แต่หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมแล้วผมก็ห่างหายจากการตีแบดไปเลย เพราะช่วงที่ไปเรียนต่อและใช้ชีวิตอยู่ที่สหรัฐ ผมก็มักจะเล่นบาสซะมากกว่า พอกลับมาทำธุรกิจที่เมืองไทยก็ค่อนข้างจะยุ่งมาก ผมเลยเพิ่งกลับมาตีแบดได้แค่ 2 ปีเท่านั้น”

 

คิดบอกว่า หลังจากกลับมาตีแบดอีกครั้ง เขามักจะชวนภรรยา (คุณหมอแวนด้า) ไปตีแบดด้วยกันเสมอ หากภรรยาไม่ว่าง เขาก็จะชวนเพื่อนไปตีแบดด้วยแทน

“ปัจจุบันนี้ผมตีแบดสัปดาห์ละ 2 ครั้ง โดยมักจะตีในวันธรรมดามากกว่า หากวันไหนว่างก็จะนัดกับเพื่อนที่คอร์ตแบดแถวๆ สุขุมวิทนี่แหละครับ เพราะสะดวกดี ไม่ไกลจากบ้านมากนัก ถ้าถามว่าผมตีเก่งขนาดไหน ก็ต้องบอกว่าผมฝีมือธรรมดามากๆ ครับ (หัวเราะ) จุดประสงค์ของผมคือตีแบดเพื่อออกกำลังกายให้เหงื่อออกและช่วยให้ร่างกายแข็งแรงมากกว่า จะไม่เน้นการแข่งขัน เพราะการตีแบดเป็นกีฬาที่ออกแรงเยอะ ทั้งวิ่ง (รับลูก) ทั้งกระโดด (ตบลูก) คือใช้ทั้งแรงแขนและแรงขา อีกอย่างพอตีกับเพื่อนก็จะสนุกๆ ขำๆ กัน จึงช่วยผ่อนคลายความเครียดได้เยอะ”

คิดเสริมว่า ส่วนใหญ่แล้วเขาจะนัดเพื่อนตีแบดในช่วง 4-5 โมงเย็น เพราะไม่อยากกลับบ้านดึกจนเกินไป จะได้มีเวลาเล่นกับลูกเยอะๆ สำหรับเขา เสน่ห์ของแบดมินตันนอกจากความสนุกแล้ว ยังเป็นกีฬาที่ตัวเขามีทักษะในการเล่นดีที่สุดนอกเหนือจากกีฬาอื่นๆ ที่ใช้มือ เช่น ปิงปอง หรือเทนนิส แถมการตีแบดยังเล่นอยู่บนคอร์ตซึ่งส่วนมากจะอยู่ในที่ร่มหรือในโรงยิม จึงไม่ต้องออกไปตากแดดให้ร้อนเหมือนตีเทนนิส

 

“สำหรับการฝึกฝนทักษะในการตีแบด อย่างที่บอกว่าผมเรียนมาตั้งแต่เด็ก จึงตีแบดเป็นตั้งแต่ตอนนั้น แม้จะห่างหายไปนาน แต่ทักษะในการตีแบดก็ยังคงอยู่ ทำไปทำมาแล้วกีฬาที่ผมเล่นได้ดีที่สุดก็คือแบดมินตันกับบาสเกตบอล แต่ช่วงนี้ผมจะชอบเล่นแบดที่สุดครับ

ข้อแนะนำก่อนการเล่นแบดก็คือ ผู้เล่นต้องมีการเหยียดยืดกล้ามเนื้อ (Stressing) ประมาณ 3-5 นาที ก่อนเล่นทุกครั้ง มิฉะนั้นพอเล่นเสร็จอาจทำให้เส้นพลิก กล้ามเนื้ออักเสบ หรือเกิดการบาดเจ็บได้ โดยก่อนเล่นอาจจะตีโต้ลูกเพื่อเป็นการวอร์มร่างกายไปด้วยก็ได้ และหลังเล่นเสร็จก็อย่าลืมผ่อนคลายกล้ามเนื้อ (Cool Down) ด้วยก็จะดี”

คิดทิ้งท้ายว่า การเล่นแบดเป็นความเพลิดเพลินอย่างหนึ่ง ดีกว่าไปวิ่งบนเครื่องวิ่งเฉยๆ ซึ่งจะน่าเบื่อมาก สู้เอาเวลามาตีแบดดีกว่า นอกจากความสนุกแล้ว เรายังได้มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนและคนอื่นๆ ด้วย แล้วการตีแบดยังทำให้เหงื่อออกเยอะมาก ซึ่งช่วยเผาผลาญพลังงานได้เยอะไม่แพ้กีฬาชนิดอื่นเลยล่ะ

 

ท่ายิงธนูแบบยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/431915

ท่ายิงธนูแบบยืน

โดย…ภัทราทิพย์ พงษ์พานิช โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่ายิงธนู (Archer Pose หรือ Akarna Dhanurasana) ทั่วไปจะทำในท่านั่ง ประโยชน์ของท่าที่ได้ต่างกัน ท่ายืนจะทำให้ขาและข้อต่อต่างๆ ตั้งแต่ข้อต่อสะโพก เข่า และข้อเท้าแข็งแรง ทั้งยังช่วยให้แกนกลางลำตัวและแขนสะบักไหล่แข็งแรงขึ้น เพื่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ระหว่างการทำท่าให้รู้สึกถึงความแข็งแรงของท่า และการเกร็งกล้ามเนื้อทุกส่วน ท่านี้เหมาะกับผู้ฝึกทุกระดับ

วิธีปฏิบัติ

1 ยืนแยกขากว้างเท่าที่ทำได้ ปลายเท้าชี้ไปด้านหน้า ยืดหลังตรง มือจับเอว

 

2 หมุนเท้าขวา เฉียง 45 องศา กำมือทั้งสอง นิ้วโป้งไว้ด้านใน กางแขนข้างลำตัว ขนานพื้น

 

3 หายใจเข้า หายใจออก ย่อเข่าขวาเหยียดขาซ้าย ทิ้งน้ำหนักไปทางขาขวา ตั้งส้นเท้าซ้าย ปลายเท้าเปิดขึ้นขณะเดียวกันให้งอแขนขวาเข้าหาตัวมืออยู่ใกล้ใบหู เหมือนยิงธนู มองไปทางปลายมือซ้าย หายใจเข้าออกค้างท่า 3-5 ลมหายใจ แล้วทำสลับข้าง

 

 

ศ.ราล์ฟ มอสเกส นวัตกรรมยา ช่วยเหลือผู้ป่วยโรคภูมิแพ้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤษภาคม 2559 เวลา 09:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/431912

ศ.ราล์ฟ มอสเกส นวัตกรรมยา ช่วยเหลือผู้ป่วยโรคภูมิแพ้

ฉบับนี้ ศ.ราล์ฟ มอสเกส แพทย์เฉพาะทางด้านโสตนาสิกลาริงซ์(ผู้เชี่ยวชาญด้านหู คอ จมูก) แพทย์เฉพาะทางด้านภูมิแพ้(ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้) และหัวหน้าภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์จากสถาบันโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันทางคลินิกของยุโรป (EAACI) เล่าให้ฟังเกี่ยวกับนวัตกรรมใหม่ในการรักษาโรคภูมิแพ้

ทั้งนี้ โรคภูมิแพ้มีสาเหตุมาจากภูมิคุ้มกันของร่างกายตอบสนองอย่างรุนแรงต่อสารก่อภูมิแพ้ที่เข้ามากระตุ้น เช่น ละอองเกสร ไรฝุ่น หรือขนสัตว์ โดยจำนวนของผู้ป่วยโรคภูมิแพ้นั้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในรอบ 40 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในประเทศอุตสาหกรรม นอกจากนี้สภาพภูมิอากาศ ไอเสียจากรถยนต์ โรงงานอุตสาหกรรม ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้โรคภูมิแพ้กำเริบขึ้น

ศ.ราล์ฟ กล่าวว่า การรักษาโรคภูมิแพ้ในขั้นแรก มักจะให้ยาต้านสารฮิสตามีน ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปแบบของยาเม็ด ยาหยอดตา หรือยาพ่นจมูก ขึ้นอยู่กับอาการ หรือถ้าอาการหนักอาจจะให้ยาพ่นจมูกที่มีส่วนประกอบของสเตียรอยด์ ซึ่งสามารถออกฤทธิ์อย่างฉับพลันและได้ผลดีแต่มีผลข้างเคียง

นอกจากนั้นยังมีวิธีการรักษาด้วย Immunotherapy ซึ่งเป็นการปรับภูมิคุ้มกันร่างกาย โดยเริ่มจากฉีดสารก่อภูมิแพ้เข้าร่างกายในปริมาณน้อยๆ เพื่อให้ปรับตัว ก่อนเพิ่มปริมาณจนร่างกายไม่ตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ โดยอาจกินเวลานาน 1-3 ปี แต่ได้ในระยะยาวและมีประสิทธิภาพมากที่สุด และยังลดโอกาสการพัฒนาของโรคจากภูมิแพ้ไปเป็นหอบหืด

ส่วนลมพิษเป็นอาการทางผิวหนังที่เกิดขึ้นเองจากการที่ร่างกายหลั่งสารฮิสตามีนออกมา โดย 80% ไม่มีสาเหตุที่แน่ชัด แสดงอาการเป็นผื่นสีแดงหรือขาว ซึ่งมีขนาดแตกต่างกันออกไป โดยผื่นจะเกิดขึ้นและหายไปซ้ำๆ โดยลมพิษไม่ใช่โรคที่อันตรายร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ แต่ทำให้ผู้ป่วยไม่สบายตัวและรบกวนการใช้ชีวิตหรือการนอนของผู้ป่วยอีกด้วย

โดยลมพิษสามารถรักษาได้ด้วยการให้ยาต้านฮิสตามีน แต่ผู้ป่วยต้องได้รับยาที่แรงกว่าปริมาณปกติที่ใช้รักษาภูมิแพ้จมูกอักเสบ โดยอาจจะต้องมากกว่า 2-4 เท่า แต่มักจะมีฤทธิ์กดประสาท ทำให้ง่วงซึม
ซึ่งผู้ป่วยจะได้รับผลข้างเคียงจากการได้รับยาปริมาณเยอะแบบนี้ และทำให้ลำบากในการใช้ชีวิต

“ในตอนนี้มียาต้านฮิสตามีนแบบใหม่ ได้รับการรับรองจากแนวทางการรักษาระดับนานาชาติ มีปริมาณมากกว่ายาต้านฮิสตามีนทั่วไปที่ใช้กัน แต่ไม่มีฤทธิ์กดประสาท และถึงจะเพิ่มปริมาณยาก็ไม่มีผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์ ถือว่าเป็นโชคดีของผู้ป่วยเป็นอย่างยิ่ง” ศ.ราล์ฟ กล่าว

 

รับมือสังคมผู้สูงอายุ เผยหลักคิด ธุรกิจเนิร์สซิ่งโฮม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤษภาคม 2559 เวลา 09:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/431911

รับมือสังคมผู้สูงอายุ เผยหลักคิด ธุรกิจเนิร์สซิ่งโฮม

โดย…อธิปัตย์ ยศรุ่งเรือง

“ปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ขณะคนหนุ่มสาวต่างหลั่งไหลไปอยู่รวมกันในเมืองใหญ่ คนรุ่นใหม่ต้องทำงานแข่งกับเวลามากขึ้น และด้วยภาระการงานที่บีบรัด จึงไม่ค่อยมีเวลากลับไปดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน ท่ามกลางรูปแบบชีวิตในสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ “เนิร์สซิ่งโฮม” หรือ “ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ” จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ไม่ค่อยมีเวลาดูแล หรือไม่อยากปล่อยให้ผู้สูงอายุต้องอยู่บ้านตามลำพัง และพร้อมจะซื้อคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนผู้ซึ่งเป็นที่รัก” จรัลพัฒน์ สรวิสูตร เจ้าของโกลเด้นแคร์เนอร์สซิ่งโฮม กล่าวถึงความสำคัญของธุรกิจผู้สูงอายุที่กำลังเติบโตในสังคมเมือง

โกลเด้นแคร์เนอร์สซิ่งโฮม นับเป็นกลุ่มผู้ประกอบการรายแรก ที่เปิดธุรกิจผู้สูงอายุในเมืองไทยจนประสบความสำเร็จและกลายเป็นที่ยอมรับในเรื่องคุณภาพการให้บริการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งจะคัดแยกผู้สูงอายุตามระดับอาการป่วย เพื่อให้เป็นไปตามหลักมาตรฐานและความเหมาะสมของเครื่องมือ อุปกรณ์ในการดูแล โดยจะมีบ้าน 2 หลังไว้สำหรับดูแลผู้สูงอายุที่มีอาการป่วยไม่มาก สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และอีกหลังไว้สำหรับผู้สูงอายุที่ต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิด

“เราจะเริ่มตั้งแต่การคัดเลือกบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านการดูแลตามหลักมาตรฐาน และที่สำคัญคือต้องมีใจรักและปฏิบัติต่อผู้สูงอายุเสมือนญาติพี่น้อง เพื่อให้เกิดผลดีต่อทั้งสุขภาพกายและใจของผู้สูงอายุที่เข้ามาอยู่อาศัย”

สำหรับเนิร์สซิ่งโฮมผู้สูงอายุนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีมานานแล้วในต่างประเทศโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่เจริญแล้ว ซึ่งสังคมไทยในปัจจุบันก็มีแนวโน้มว่าความต้องการของธุรกิจในรูปแบบนี้จะเติบโตขึ้นเมื่อก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ แต่ยังมีข้อจำกัดในเรื่องแนวคิด วัฒนธรรม ซึ่งบ่อยครั้งจึงเกิดการตั้งคำถามว่าจะเป็นการทอดทิ้งบุพการีหรือไม่

“ถ้าเปรียบเทียบกับสังคมเมืองนอก พอหลังจากก้าวสู่ช่วงวัยเกษียณ ก็จะเก็บเงินไว้ก้อนนึง แล้วเลือกเนิร์สซิ่งโฮมดีๆ จากนั้นก็ถือกระเป๋าเข้าไปอยู่เองเลยวัฒนธรรมทางสังคมของเมืองนอกจะเป็นแบบนี้ โดยเฉพาะในแถบยุโรป อเมริกา แต่เมืองไทยยังไม่ไปถึงขั้นนั้น เรายังมีข้อจำกัดหลายอย่าง โดยเฉพาะในแง่ของค่านิยม หรือทัศนคติการตอบแทนบุญคุณ เพราะถ้าเอาพ่อแม่เข้าไปอยู่ บางคนก็มองในแง่ลบว่าพ่อแม่แค่ 2 คนทำไมถึงดูแลไม่ได้ ฯลฯ ซึ่งก็เป็นที่ถกเถียงกันไป แต่หากมองในภาพความเป็นจริงแล้วสังคมปัจจุบันกลายเป็นสังคมที่ตกอยู่ในท่าบังคับชีวิตที่ต้องใช้เวลาในการทำงานเยอะขึ้น บ่อยครั้งภาระหน้าที่มันก็ไม่เอื้อต่อเราที่จะไปดูแล”

ตลอดระยะเวลากว่า 9 ปี ที่เปิดทำธุรกิจผู้สูงอายุจรัลพัฒน์ เผยหลักคิดในการทำธุรกิจผู้สูงอายุให้ประสบความสำเร็จว่า เจ้าของผู้ประกอบการต้องคิดว่าคนที่เข้ามาอยู่ในบ้านเราคือญาติพี่น้อง ไม่ใช่ลูกค้า และไม่ควรเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่เน้นสร้างรายได้จากจำนวนผู้สูงอายุ แต่ควรเน้นการใส่ใจดูแลอย่างทั่วถึงมากกว่า

“อย่างในส่วนของผม จะมีคุณตาคุณยายเพียงแค่10 กว่าท่าน เพราะเราเน้นในเรื่องของความอบอุ่นเป็นหลัก ไม่ได้เน้นปริมาณของผู้สูงอายุ เวลาเดินเข้าไปในบ้าน ผู้สูงอายุจะทักเราเหมือนลูกเหมือนหลาน คือคำว่าเนิร์สซิ่งโฮม มันมีคำว่า “โฮม” ที่แปลว่า “บ้าน” อยู่ คอนเซ็ปต์ง่ายๆ คือเรารู้สึกกับคุณพ่อคุณแม่ของเรายังไง เราก็ต้องรู้สึกกับคุณตาคุณยายที่อยู่ในเนิร์สซิ่งโฮมของเราอย่างนั้น และไม่ว่าเราจะไปจ่ายตลาดเลือกซื้อของใช้อะไรก็แล้วแต่ให้คุณตาคุณยาย เราต้องคิดเสมอว่าเรากำลังซื้อให้กับญาติเราใช้ ไม่ใช่ไปซื้อที่มันถูกที่สุด เพื่อหวังที่จะลดต้นทุน มันเป็นสิ่งที่ต้องใส่ใจในทุกรายละเอียดของท่าน” จรัลพัฒน์ กล่าว

 

ท่าออกกำลังกายกระชับ ‘ต้นขา’และ ‘ก้น’ ให้สวย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤษภาคม 2559 เวลา 17:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/431619

ท่าออกกำลังกายกระชับ 'ต้นขา'และ 'ก้น' ให้สวย

โดย…วราภรณ์ ภาพ : ดีไลท์ โยคะ แอนด์ เอกซ์เซอร์ไซส์ สตูดิโอ

เทรนด์การออกกำลังกายมีออกมาใหม่เรื่อยๆ เพื่อให้การออกกำลังกายเป็นเรื่องสนุกมากขึ้น ณัฐญา อรรถสงวน สตูดิโอ เมเนเจอร์ แห่งดีไลท์ โยคะ แอนด์ เอกเซอร์ สตูดิโอ  จะมาแนะนำท่าการออกกำลังกายกระชับต้นขาและก้นให้สวยบนเครื่องเล่นที่ชื่อ แพดเดิลบอร์ด มีอยู่ 2 ท่า ได้แก่  “สควอต” กับ “Leg Lunge” เป็นท่าออกกำลังกายที่ให้ประโยชน์ทั้งกล้ามเนื้อด้านนอกของบริเวณก้นและต้นขาทำให้ทั้งสองส่วนกระชับมากขึ้น ซึ่งก้นและต้นขากระชับนั้นเป็นยอดปรารถนาของสุภาพสตรี

ท่าสควอต (Squats)

เหมือนท่านั่งเก้าอี้กลางอากาศ ท่านี้เหมาะกับทุกเพศทุกวัยและถือเป็นท่าหลักที่ใช้ในการบริหารร่างกายช่วงล่างซึ่งเป็นกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่สุดและแข็งแรงที่สุด โดยส่วนที่ได้รับประโยชน์ที่สุด คือ  ต้นขาและก้น ยิ่งยืนเล่นบนแพนเดิลบอร์ด เทรนด์ออกกำลังกายแนวใหม่ที่มาจากออสเตรเลีย เพราะเมื่อแพนเดิลบอร์ดจำลองมาจากการเล่นเซิร์ฟ ก็ยิ่งต้องใช้การทรงตัวมากเพราะพื้นแพนเดิลบอร์ดจะไม่เรียบ ก็ยิ่งต้องทรงตัวมากขึ้น 2-3 เท่าทีเดียว กล้ามเนื้อก็จะยิ่งเกร็งตัว ช่วยทำให้การออกกำลังกายช่วงต้นขาและก้นได้ประสิทธิภาพมากขึ้น

ลงมือกันเลย 

1.ก้าวขึ้นยืนบนแพดเดิลบอร์ด ลำตัวตั้งตรง เท้าแยกห่างกันประมาณช่วงไหล่ ซึ่งความกว้างของเท้าก็จะบริหารกล้ามเนื้อได้แตกต่างกันไปอีก แยกเท้าปกติจะเป็นบริหารต้นขาด้านนอก

ท่าสควอต (Squats) 1

 

2.ย่อเข่าทั้งสองข้างลงช้าๆ โดยดันก้นไปทางด้านหลังเหมือนกำลังจะนั่งเก้าอี้ พยายามให้หลังตั้งตรงอย่าโค้งไปข้างหน้าหรือทำหลังค่อม พร้อมๆ กับยกมือทั้งสองข้างขึ้นไปด้านบน

ท่าสควอต (Squats) 2

 

3.ตรวจสอบดูว่าเข่าทั้งสองข้างนั้นยื่นเลยออกไปเกินปลายเท้าหรือไม่ หากเกินแสดงว่าทำผิดให้ดันก้นไปข้างหลังอีกหรือยกตัวสูงขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อยจนได้ท่าที่ถูกต้อง ค้างอยู่ที่ท่านี้ประมาณ 10 วินาที

ท่าสควอต (Squats) 3

 

4.ยืดตัวขึ้นสู่ท่าเริ่มต้น นับเป็น 1 ครั้ง ทำซ้ำ 15 ครั้ง/เซต ทำทั้งหมด 3 เซต

ท่าสควอต (Squats) 4

 

ท่า Leg Lunge

เสร็จสิ้นการบริหารกล้ามเนื้อขาด้านหน้าและก้น แต่การออกกำลังกายที่ดีเมื่อออกกำลังกายกล้ามเนื้อด้านหน้าแล้ว ด้านหลังก็ต้องออกกำลังกายด้วย จึงมีท่า Leg Lunge คือการบริหารกล้ามเนื้อด้านหลังขาให้ครบถ้วน

ลงมือกันเลย

1.ก้าวขึ้นไปยืนบนแพดเดิลบอร์ด กางขาออกให้เท่ากับไหล่ทั้งสองข้าง

ท่า Leg Lunge 1

 

2.ก้าวเท้าข้างหนึ่งไปข้างหน้า เอามือทั้งสองข้างเท้าเอวไว้

ท่า Leg Lunge 2

 

3.จากนั้นย่อตัวลงจนรู้สึกปวดตึงที่ต้นขา ค้างไว้ครู่หนึ่ง ค้างที่ท่านี้สัก 1 อึดใจ

ท่า Leg Lunge 3

 

4.ยืดตัวกลับมายืนในท่าที่ 1 จากนั้นทำสลับกับขาอีกข้างหนึ่ง ทำสลับกันครบ 2 ข้าง ทำทั้งหมด 15-20 ครั้ง ถือเป็น 1 เซต ทำให้ครบ 3 เซต

ท่า Leg Lunge 4

 

ลดเค็ม ลดโรคไต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 พฤษภาคม 2559 เวลา 18:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/431139

ลดเค็ม ลดโรคไต

โดย…กันย์

สถานการณ์โรคไตทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศไทยข้อมูลจากสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย พบว่าความชุกของคนไข้โรคไตเสื่อมเรื้อรังประมาณ 17.6% ปัจจุบันพบผู้ป่วยโรคไตเสื่อมเรื้อรังประมาณ 8 ล้านคน ในจำนวนนี้มีผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ต้องรอการบำบัดทดแทนไต เช่น การล้างไต การเปลี่ยนไต อยู่เป็นจำนวนมาก และในแต่ละปีจะมีคนเป็นโรคไตเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 7,000-1 หมื่นคน

พบว่าผู้ป่วยโรคไตมักจะมีภาวะแทรกซ้อนทางด้านหัวใจและหลอดเลือด ทำให้มีอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูง อีกทั้งค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคไตค่อนข้างมาก ทำให้มีข้อจำกัดในการเข้าถึงการรักษา หน่วยงานต่างๆ ทั่วโลกจึงได้จัดกิจกรรมเพื่อรณรงค์ให้เห็นความสำคัญของโรคไต และเพื่อหาแนวทางป้องกัน เพื่อลดอุบัติการณ์การเกิดโรคไตในระยะยาว สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยจัดกิจกรรมและรณรงค์ภายใต้คำขวัญที่ว่า “โรคไตเป็นได้ตั้งแต่เด็ก รู้แต่เล็กป้องกันได้” โดยมุ่งเน้นโรคไตในเด็กเป็นสำคัญ

ปัจจุบันมีผู้ป่วยไตซึ่งอายุน้อยลงไปเรื่อยๆ สาเหตุอาจเกิดจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เปลี่ยนไป คนส่วนใหญ่ไม่มีเวลา ต้องรับประทานอาหารนอกบ้าน อาหารสำเร็จรูป อาหารจานด่วนต่างๆ ซึ่งมีการปรุงแต่งโดยคำนึงถึงรสชาติมากกว่าสุขภาพของผู้บริโภค สำนักโภชนาการ กรมอนามัย สำรวจพบว่าคนไทยมีการบริโภคเกลือหรือโซเดียมสูงเกินปริมาณแนะนำถึง 2 เท่า ซึ่งทำให้มีผลกระทบต่อไตตามมาได้

นพ.สุรวัฒน์ อดิเรกเกียรติ อายุรแพทย์โรคไต โรงพยาบาลปิยะเวท กล่าวว่า อาการของโรคไตเริ่มจากตั้งแต่ไม่มีอาการผิดปกติอะไรเลย บางคนมีอาการบวม ปัสสาวะผิดปกติ ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน โลหิตจาง อ่อนเพลีย จนกระทั่งมีการคั่งของของเสียมากทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน เกิดภาวะชัก หากไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะและเสียชีวิตตามมาได้ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไตอักเสบ

ควรควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกาย หลีกเลี่ยงยาที่ไม่จำเป็น ดื่มน้ำให้เพียงพอ ประมาณ 1.5-2 ลิตร/วัน ลดอาหารเค็มเพราะทำให้ไตทำงานหนัก และทำให้บวมและมีความดันโลหิตสูง

 

ทิพย์วลี จารุหิรัญสกุล กีฬาคือความสนุกของชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/430712

ทิพย์วลี จารุหิรัญสกุล กีฬาคือความสนุกของชีวิต

โดย…สมแขก ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

จากหญิงสาวทำงานที่อยากออกกำลังกายด้วยการเล่นแบดมินตัน เริ่มต้นเธอบอกว่าตัวเองเป็นนักเล่นที่ไม่เก่งเอาเสียเลย จึงรู้สึกไม่สนุกและไม่มีใครอยากร่วมทีมด้วย หากเป็นคนอื่นโดนแบบนี้คงเลิกเล่นหรือไม่ก็ไปเล่นกีฬาชนิดอื่นแต่ ยู้-ทิพย์วลี จารุหิรัญสกุล ไม่เป็นเช่นนั้น เธอท้าทายตัวเองฝึกฝนตัวเองให้เก่งขึ้นเพื่อจะได้เล่นกับคนอื่นสนุกสนาน จนร่างกายแข็งแรง ลงแข่งได้รับรางวัล เช่น แชมป์หญิงคู่รายการ Aeroplane Invitation Cup 2014 เหรียญทองแดงแบดฯ หญิงเดี่ยวกีฬานานาชาติที่พัทยา MMOA Pattaya International 2014 ฯลฯ

และเป็นจุดเริ่มต้นของการท้าทายตัวเองในกีฬาชนิดอื่นๆ เช่น กีฬาวิ่ง ปั่นจักรยาน และล่าสุดกับไตรกีฬาที่สุดแสนจะท้าทายเธอกลายเป็นที่รู้จักของนักวิ่งในสมญานามว่า นักวิ่งหน้าหมวยที่ก้าววิ่งอย่างเคนยา ภายในเวลา 3 ปี เธอกวาดถ้วยรางวัลมานับไม่ถ้วน ซึ่งล่าสุดเธอเป็นหนึ่งในแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ให้กับแบรนด์ชุดกีฬาจากสหรัฐอเมริกาอย่างอันเดอร์ อาร์เมอร์ (Under Armour) ด้วย และเพราะเธอทำกิจกรรมหลากหลาย เธอจึงเปิดแฟนเพจส่วนตัวเพื่อแลกเปลี่ยนกับคนที่ติดตามเธอ (www.facebook.com/LoveSportGirl)

 

“การหลงใหลในกีฬาของยู้เริ่มจากแบดมินตัน ด้วยเหตุผลเพียงแค่อยากเล่นให้สนุก จนรู้สึกว่าเราแข็งแรงขึ้น และบังเอิญช่วงหนึ่งที่มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อนชาวต่างชาติเขานิยมวิ่งและชวนยู้ออกไปวิ่ง แต่ตอนนั้นเรายังรู้สึกไม่ชอบก็เลยไม่ได้วิ่ง ซึ่งครั้งแรกที่วิ่งคืองานในเมืองไทยวิ่งแค่ 5 กม. พอวิ่งจบก็รู้สึกว่าเราทำได้ รายการต่อไปวิ่ง 10 กม. ตอนนั้นรู้สึกว่าตัวเองแข็งแรงนะคะ แต่กลับเหนื่อยมาก วิ่งแบบทรมาน เพราะเราไม่เคยซ้อม ความเหนื่อยยากในการวิ่ง 10 กม. ทำให้เห็นหลายอย่างจากสนามวิ่ง เราได้แรงจูงใจจากคนมีอายุที่สามารถวิ่งได้แข็งแรงกว่าเรา ผู้หญิงที่ภายนอกดูอ่อนแอแต่สายตาที่มุ่งมั่นและเท้าที่ก้าวไม่หยุด

จากวันนั้นทำให้ยู้อยากเอาชนะใจตัวเอง เริ่มท้าทายตัวเองว่าเราจะวิ่ง 10 กม.ให้จบแบบสนุกได้อย่างไร จึงศึกษาการวิ่งอย่างจริงจังขึ้น ซ้อมบ่อย เสริมสร้างความแข็งแรงให้ร่างกาย และลงแข่งระยะมินิมาราธอนให้บ่อยขึ้น พอเริ่มได้ถ้วยแรก รางวัลชนะเลิศบางคนที มินิมาราธอน 2013 ได้ที่ 1 ครั้งแรก พร้อมสถิติมินิมาราธอน 46 นาที จากนั้นก็เริ่มขึ้นรับรางวัลบ่อยและทำเวลาได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ก็ตัดสินใจลงรายการวิ่งมาราธอน หลังจากวิ่งมาแล้ว 8 เดือน โดยลงแบบก้าวกระโดดจาก 10 กม. เป็น 42 กม. โดยไม่ผ่าน 21 กม.มาก่อนเลย”

 

มาราธอนแรกของทิพย์วลีทำให้เธอกลายเป็นที่กล่าวถึงในโซเชียลมีเดีย เพราะเธอได้เขียนแบ่งปันตลอดจนความรู้สึกประสบการณ์วิ่งมาราธอนแรกในเว็บไซต์ชื่อดังและมีคนแชร์เรื่องราวของเธอมากมาย เธอเป็นหนึ่งในหญิงสาวที่จุดประกายให้กับสาวคนอื่นอีกมากมายที่อยากลุกมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง “สำหรับยู้ผลพลอยได้จากการวิ่งที่เห็นชัดที่สุดคืออาการภูมิแพ้ที่เป็นมาดีขึ้น ตอนที่เราเริ่มต้นทำงานยิ่งเปิดบริษัทของตัวเองยิ่งเครียดไมเกรนก็มา แต่หลังจากออกกำลังกายอาการพวกนั้นหายไปหมด ตอนนี้ร่างกายฟิตมากขึ้นจนไม่อยากหยุดวิ่งแล้วค่ะ ซึ่งไม่ใช่แค่วิ่งอย่างเดียวยู้ออกกำลังกายอย่างอื่นควบคู่ด้วย เทนนิส ปิงปอง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน ทำทุกอย่างให้มันสนุก เราจะรู้สึกว่าเราเป็นเด็กตลอดเวลา (หัวเราะ)”

เห็นตารางเวลาของสาวหมวยคนนี้แน่นตลอดเวลาเพราะเธอทำธุรกิจส่วนตัวและตระเวนแข่งวิ่งและไตรกีฬาอยู่บ่อยครั้ง หลายคนสงสัยว่าเธอแบ่งเวลาออกกำลังกายกับงานที่ทำอย่างไร ยู้บอกว่า “การออกกำลังกายของยู้ตอนนี้แทบจะเหมือนกับเราต้องทานข้าวในแต่ละวัน คือเป็นสิ่งที่ต้องทำแต่ไม่มีตารางแน่นอน มีเวลาว่างตรงไหนก็ออกกำลังกายตรงนั้น ดังนั้นรถของยู้ตอนนี้จึงเหมือน
ช็อปกีฬาย่อมๆ คือจะมีอุปกรณ์ทุกอย่างอยู่ในรถ ชุดวิ่ง ชุดว่ายน้ำ รองเท้าวิ่ง รองเท้าสำหรับตีแบดฯ บางวันมีชุดเฟรมจักรยานและชุดซ้อมพร้อมสแตนด์บาย คือครบและพร้อมเปลี่ยนชุดในรถและออกกำลังกายที่ไหนก็ได้เมื่อไหร่ก็ได้

 

“เพราะงานของเราจะกำหนดซ้อมกับคนอื่นได้ยาก จึงค่อนข้างทำตามใจตัวเอง จะดูเวลาและถามร่างกายตัวเองว่าวันนี้พร้อมออกกำลังกายประเภทไหน ยู้จะไม่ฝืนว่าจะต้องทำ แต่ยู้ทำเพราะสนุกเหมือนเวลาผู้หญิงที่ได้ช็อปปิ้ง แต่การออกกำลังกายคือความสุขของยู้ ซึ่งนี่เป็นข้อดีของการเล่นกีฬาหลายอย่างทำให้เราไม่เบื่อ ถ้าไม่อยากวิ่งก็ปั่น ถ้าไม่อยากปั่นก็ว่ายน้ำหรือตีแบดฯ มีทางเลือกเยอะมาก”

วันนี้หญิงสาวคนนี้พิชิตความท้าทายมาแล้วหลายอย่าง เป้าหมายของการออกกำลังกายของเธอตอนนี้ไม่ใช่ถ้วยรางวัล (แม้จะ
กวาดมาเกือบทุกสนาม) แต่มันคือความสุขและสนุกที่ได้ทำ ได้เจอเพื่อนในสนาม ความฟิตที่ทำให้ดูเด็กเสมอ “ยู้ไม่ใช่นักกีฬาอาชีพแต่ยู้เป็นคนทำงานที่มีงานอดิเรกเป็นกีฬา อยากให้คนที่หันมาวิ่งหรือออกกำลังกายตอนนี้ไม่ใช่แค่ตามเทรนด์หรือตามกระแส อยากให้มองเป็นเรื่องสนุกและผ่อนคลาย ถ้าทำงานเครียดก็หาทางออกด้วยการเล่นกีฬาที่ชอบมาผ่อนคลายกับกีฬาแล้วจะมีแรงไปสู้กับงานใหม่ค่ะ” ทิพย์วลี ทิ้งท้าย

 

ท่าเรือ พลิกแพลงบิดตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 พฤษภาคม 2559 เวลา 17:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/430621

ท่าเรือ พลิกแพลงบิดตัว

โดย… ภัทราทิพย์ พงษ์พานิช โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่านี้เป็นการพลิกแพลงท่าเรือเข้ากับท่าจับเท้าบิดตัวด้านข้าง ประโยชน์ที่ได้คือการยืดกล้ามเนื้อด้านข้างลำตัว หัวไหล่ สะบัก ไปจนถึงหลัง ทำให้ข้อต่อหัวไหล่เปิดและแข็งแรง ทั้งยังทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องแข็งแรง เส้นใต้ขายืดตรง ฝึกการทรงตัวและสมาธิ

วิธีปฏิบัติ

1 นั่งหลังตรง ยืดขาตรง ชันเข่าขวาขึ้น เหยียดแขนซ้ายแนบใบหูมือขวาวางประคองด้านหลัง หายใจเข้า ยืดตัว (รูป 1)

(รูป 1)

 

2 หายใจออก เอื้อมแขนซ้ายมาด้านขวาข้ามเข่าขวา มือหงายสอดใต้ส้นเท้าขวา (รูป 2)

(รูป 2)

 

3 มือขวาอ้อมไปจับปลายเท้าซ้ายด้านนอก ยกขาซ้ายขึ้นหายใจเข้า (รูป 3)

(รูป 3)

 

4 หายใจออก มือขวาดึงขาซ้ายเหยียดขาตรง โดยที่แขนขวาไปอยู่หลังศีรษะ หรือเท่าที่ทำได้ พยายามบิดตัวให้ศีรษะอยู่ใต้แขนขวาหายใจเข้าออก (รูป 4)

(รูป 4)

 

5 หากทำได้มากให้ลองโดยมือซ้ายประคองขาขวา แล้วเหยียดขาขวาตรงขึ้นเหมือนในท่าเรือทรงตัว เกร็งหน้าท้องหายใจเข้าออก 3-5 ลมหายใจ (รูป 5) เปลี่ยนทำสลับข้าง

(รูป 5)

 

สาระน่ารู้เกี่ยวกับ โรคเบาหวานในไต ว่าด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีน ตอน 1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 พฤษภาคม 2559 เวลา 17:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/430619

สาระน่ารู้เกี่ยวกับ โรคเบาหวานในไต ว่าด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีน ตอน 1

โดย… พจ.เยาวเกียรติ เยาวพันธุ์กุล คลินิกหัวเฉียวฯ แพทย์แผนจีน Facebook Fanpage : huachiewtcm

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับโรคเบาหวานในไตทางด้านแพทย์แผนตะวันตกกันก่อน โรคเบาหวานในไตนั้นเป็นโรคแทรกซ้อนรุนแรงเกี่ยวกับหลอดเลือดขนาดเล็กในร่างกาย เกิดได้ทั้งในผู้ป่วยโรคเบาหวาน type 1 และ type 2 ปัจจุบันพบว่าโรคนี้ได้คร่าชีวิตคนไปจำนวนไม่น้อย อาการที่ปรากฏในระยะแรกของผู้ป่วยโรคเบาหวานคือมักพบโปรตีนหรือไข่ขาวในปัสสาวะ จากนั้นจึงมีภาวะบวมน้ำและความดันโลหิตสูงร่วมด้วย ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้หากปล่อยไว้เป็นเวลานานส่งผลให้การทำงานของระบบไตเสื่อมลงและทำให้เกิดโรคไตวายได้ในที่สุด

การวินิจฉัยโรคโดยแพทย์จะพบ UREA (อัตราการขับโปรตีนในไต) ในปัสสาวะสูงกว่าปกติ ซึ่งอยู่ระหว่าง 20-200 Ug/min หรือ 24 H-TP 30-300 mg/24 h รวมถึงการตรวจปัสสาวะติดต่อกัน 2 ครั้ง พบว่ามีไข่ขาวในปัสสาวะมากกว่า 0.5g/24h ซึ่งในทางคลินิกนั้นผู้ป่วยโรคเบาหวานเมื่อมีการตรวจพบว่าตัวเองมีค่า UREA หรือ 24h-TP (อัตราการขับโปรตีนในปัสสาวะใน 24 ชม.) สูงมีอาการบวมน้ำ ความดันโลหิตสูง ค่าต่างๆ ในไตสูงขึ้น หรือดวงตาฝ้าฟาง เช่นนี้แล้วควรคำนึงถึงโรคเบาหวานในไตด้วย แต่มีข้อยกเว้นสำหรับคนที่มีโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ ผู้ป่วยที่เป็นโรคไตอื่นๆ โรคหัวใจวาย โรคเหล่านี้อาจทำให้ค่าไข่ขาวหรือโปรตีนในปัสสาวะเพิ่มสูงขึ้นได้เช่นกัน

ปัจจุบันการแบ่งระยะของโรคเบาหวานในไตมีดังต่อไปนี้

ระยะที่ 1 : ค่า GFR (อัตราที่เลือดไหลผ่านไตเรียกว่า glomerular filtration rate) สูงขึ้น ในระยะเริ่มแรกลักษณะของไตจะมีขนาดใหญ่ขึ้นเลือดไปเลี้ยงไตมากขึ้น ในระยะแรกนี้จะไม่มีโปรตีนในปัสสาวะและไม่มีอาการแสดงของโรค

ระยะที่ 2 : UREA ยังคงมีค่าปกติแต่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิสภาพที่ตัวกรองไต แต่ยังคงไม่แสดงอาการใดๆ ในระยะนี้เกิดภายหลังจากเป็นโรคเบาหวานแล้วประมาณ 2 ปี

ระยะที่ 3 : โรคเบาหวานลงไตในระยะแรก เกิดหลังจากเป็นโรคเบาหวานแล้วประมาณ 10-15 ปี ในระยะนี้จะตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะในปริมาณเล็กน้อย ระยะนี้ค่าของ UAER จะมีค่าประมาณ 20-200 μmol/min หรือ 30-300 mg/24 ชม. ถ้าหากมีภาวะความดันโลหิตสูงมาร่วมด้วยส่งผลให้การเสื่อมของไตเร็วขึ้น

ระยะที่ 4 : ระยะของโรคเบาหวานลงไตหรือผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานมานาน 15-20 ปี ระยะนี้ค่า UREA มีค่าประมาณ ≥200 μmol/min หรือ ≥300 mg/24 ชม. ในระยะนี้ถ้าหากไม่รีบรักษาอัตราการเสื่อมของไตจะเสื่อมเร็วกว่าคนปกติถึง 10 เท่า เข้าสู่ระยะไตวายได้อย่างรวดเร็ว ในระยะนี้ผู้ป่วยมักมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ไม่มีแรง อ่อนเพลีย หนาวง่าย คันตามผิวหนังโดยไม่รู้สาเหตุ และมีอาการซีดเนื่องจากปริมาณเม็ดเลือดแดงในร่างกายต่ำลง เป็นต้น

และระยะสุดท้าย ไตวาย ค่า GFR น้อยกว่า 10 ml/min เป็นไตวายระยะสุดท้าย การทำงานของไตลดลงเหลือไม่ถึงร้อยละ 5 ของปกติ และมีของเสียคั่งในร่างกายจำนวนมาก ผู้ป่วยปัสสาวะน้อยมากจนไม่มีปัสสาวะ มีอาการซึมเศร้า ไม่รู้สึกตัว มีอาการช็อกหมดสติและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ในระยะนี้จะต้องมีการรักษาที่เหมาะสม เช่น การล้างไต เป็นต้น

ทั้งนี้ โดยส่วนใหญ่แล้วในระยะที่ 1 หรือ 2 นั้นจะไม่เห็นอาการที่แน่ชัด ผู้ป่วยจึงละเลยการดูแลเอาใจใส่ตัวเอง ฉะนั้นเมื่อเรารู้ตัวว่าเป็นโรคนี้แล้วควรป้องกันและรักษาแต่เนิ่นๆ เช่น ในระยะแรก ถ้าหากรู้ว่าเป็นโรคเบาหวานแล้วควรที่จะเข้ารับการรักษาทันที หรือดูแลสุขภาพร่างกายเพื่อไม่ให้อาการของโรคลามไปเป็นไตวายในระยะสุดท้าย