‘มาราธอน’ วิ่งเอาชนะตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/429575

‘มาราธอน’ วิ่งเอาชนะตัวเอง

โดย…ปอย ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

นักเขียนปากกาทอง ฮารูกิ มูราคามิ บอกว่ารู้ตัวไม่เหมาะเล่นกีฬาเป็นทีม เขาเลือกวิ่งเพราะทุกก้าวกำหนดจังหวะความเร็วของตัวเองได้ คำตอบซึ่งก็ไม่แตกต่างกันเมื่อถามผู้หญิง(สวย) ทำไมจึงเลือกออกวิ่ง…? “จูน” พรมณี คุณสิริประภารัตน์ บอกเรื่องการนัดกลุ่มเพื่อนๆ ลงสนามแบดมินตันช่างยากเย็น เวลาก็ไม่เคยลงตัวกันสักที แล้วพอไม่ได้ออกกำลังกายน้ำหนักเพิ่มเริ่มมีพุง จนเพื่อนหัวอกเดียวกันชวนไปวิ่ง จึงรู้ว่าสองขามีพลังพาไปไกลได้กว่าใจเราคิด

“วิ่งมาได้ 11 เดือนแล้วค่ะ ออกแรงเยอะกว่าและเห็นผลเร็วกว่าตีแบด เป็นการออกกำลังกายที่ทำได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องใช้เครื่องช่วยออกกำลังใดๆ นอกจากขาของเราเอง การวิ่งเผาผลาญพลังงานได้ดีที่สุดนะคะ ขจัดเซลลูไลต์ต้นขาได้ดีมากเฟิร์มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จูนวิ่งจริงจังค่ะ ความท้าทายที่สุดในการวิ่ง คือเรื่องของการฝึกซ้อมเพื่อถึงเป้าหมาย ไม่ใช่ว่าซ้อมเพื่อลงสนามแข่งวิ่งอย่างเดียว”

จากวิ่งเพื่อหุ่นเป๊ะแต่ตอนนี้ พรมณีเลือกเป็นนักกีฬาสมัครเล่นโดยมีเป้าหมายที่สนามฟูลมาราธอน วิ่งระยะ 42 กม. พิสูจน์ตัวเองด้วยสองขาที่เรียวและแกร่งขึ้น

“เดือนที่แล้วจูนเพิ่งลงสนาม ‘ศิริราช เดิน-วิ่งผสานชุมชน ครั้งที่ 10’ ระยะทาง 14 กม. ทำเวลา 1:26:50 ชั่วโมงค่ะ จูนไปวิ่งเก็บระยะนะคะ ไม่ได้เน้นการทำเวลา แต่ก็ถือว่าระยะยาวแต่เวลาก็พอใจอยู่ค่ะ

 

เป้าหมายในการวิ่งคือ วิ่งมินิมาราธอนระยะ 10 กม. ให้ได้เวลาดีขึ้นค่ะ ตอนนี้เวลาดีที่สุดของระยะ 10 กม. จูนทำได้ คือ 56.05 นาที หวังว่าภายในปีนี้จะได้ที่ 55 นาทีหรือต่ำกว่าให้ได้ค่ะ ก็ต้องเริ่มที่วินัยฝึกซ้อมให้มากขึ้น แล้วจูนวิ่งระยะ 21 กม. ฮาล์ฟมาราธอนปีนี้ก็วิ่งผ่านไปแล้ว 1 งานค่ะตั้งใจวิ่งระยะฮาล์ฟอีก 4 งาน เพื่อให้ครบ 5 งานภายในปีนี้ค่ะ และเป้าหมายใหญ่ที่สุดคือการลงงานวิ่งระยะ 42 กม. ฟูลมาราธอน สนามจอมบึงมาราธอน ต้นปี 2560 ค่ะ ดังนั้นนอกจากจะซ้อมเรื่องระยะเวลาวิ่งที่ดีขึ้นของ 10 กม. ก็เตรียมความพร้อมซ้อมวิ่งระยะยาวให้ได้ 25-32 กม. ให้ได้ภายในปีนี้ด้วยค่ะ”

ไม่มีใครคิดว่าสาวสวยลุคคาวาอี้ จะเอาจริง! พรมณีบอกก็คิดว่าเป็นนักวิ่งสไตล์ฟรุ้งฟริ้ง วิ่งเพื่อสุขภาพอย่างเดียวไม่ได้คาดหวังอะไร แต่วิ่งไปวิ่งมาเริ่มไม่ฟรุ้งฟริ้งแล้วจริงจังมากขึ้น

“เริ่มหาข้อมูลทำอย่างไรให้วิ่งเร็วขึ้น ตั้งแต่จังหวะการหายใจ วิ่งแบบไหนถูกต้อง การเลือกรองเท้า เพื่อนำมาปรับให้วิ่งได้เร็วขึ้นเหนื่อยน้อยลง ลดอาการบาดเจ็บ จูนเป็นนักวิ่งสไตล์กำลังพัฒนาค่ะ (หัวเราะ) วิ่งให้รู้สึกสนุกมีความสุขไปกับการวิ่ง เป็นการสร้างความบันเทิงให้กับการออกกำลังกายของตัวเอง

ยากที่สุดคือการฝึกซ้อมไปเรื่อยๆ ซึ่งในบางครั้งก็จะรู้สึกขี้เกียจเพราะไม่มีแรงบันดาลใจใหม่ๆ หลายคนลงสนามเพื่อเอาชนะใจตัวเอง แต่หลังจากวิ่งจบงานแล้วก็ไม่ได้มีการฝึกซ้อมต่อ พอมีงานวิ่งใหม่ค่อยไปวิ่งโดยไม่ซ้อมก็จะไม่มีพัฒนาการวิ่งให้ดีขึ้น จูนอยากไปให้ถึงเป้าหมายและเก่งแบบคนอื่นๆ วินัยในการซ้อมสำคัญค่ะ ซ้อมควบคุมการหายใจให้ได้จังหวะไปพร้อมๆ กับการวิ่งก้าวขาการพยายามควบคุมการวิ่งให้มีความคงที่โดยเราวิ่งแล้วไม่เหนื่อย แล้วจะมีความสุขกับการวิ่งค่ะ” พรมณีบอกพร้อมโชว์หุ่นที่เห็นกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ ก็แค่เอาชนะใจตัวเองด้วยการออกวิ่ง

 

ท่ายิงธนูขาตรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2559 เวลา 09:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/429451

ท่ายิงธนูขาตรง

โดย…ภัทราทิพย์ พงษ์พานิช โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่ายิงธนู (Shooting Bow Pose or Akarna-Ddhanurasana) ปกติจะงอเข่าแล้วดึงเท้ามาใกล้ใบหู แต่ท่านี้จะทำแบบยืดขาตรง โดยให้ดึงขามาชิดหน้าผาก ส่งผลต่อเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อใต้ขาในส่วนที่ต่างกัน ยืดเส้นใต้ขาทำให้ขาตรง ช่วยสร้างสมาธิจุดศูนย์รวมของความแข็งแกร่งภายใน บริหารแขนให้แข็งแรง

วิธีปฏิบัติ

1 นั่งยืดขาตรงชิดกัน ปลายเท้าตั้ง หลังตรง หายใจเข้า เหยียดแขนทั้งสองแนบใบหู

2 หายใจออก ยืดตัวไปด้านหน้า นิ้วชี้นิ้วกลางจับปลายเท้าล็อกนิ้วโป้ง

3 หายใจเข้า ยกขาซ้ายขึ้นจากพื้น พยายามให้ขาตรง แต่ถ้าทำไม่ได้ ให้งอเข่าก่อน

 

4 หายใจออก ดึงขาขึ้นมาทางลำตัวเท่าที่ทำได้ หากทำได้มากให้ดึงขามาชิดหน้าผากพยายามให้ขาทั้งสองตรง ไม่งอเข่า มือขวาอย่าให้นิ้วหลุดจากเท้าหายใจเข้าออก 3-5ลมหายใจเปลี่ยนทำสลับข้าง

 

 

โรคติดต่อ ทางเพศสัมพันธ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2559 เวลา 09:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/429449

โรคติดต่อ ทางเพศสัมพันธ์

น่าสนใจอย่างยิ่งเมื่อแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ระบุว่าแนวโน้มของโรคกำลังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆจากที่เคยหายไปก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะโรคซิฟิลิส หนองใน และหนองในเทียม

พญ.รัตติยา เตชะขจรเกียรติ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และระบาดวิทยา โรงพยาบาลบางรัก เปิดเผยว่าปัจจุบันแนวโน้มผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในประเทศไทยยังคงสูงขึ้นเรื่อยๆ จากที่เคยหายไปอยู่ช่วงหนึ่งก่อนหน้านี้ โดยในช่วงปี 2553-2558 พบผู้ป่วยโรคซิฟิลิส หนองใน และหนองในเทียม เพิ่มขึ้นกว่าปกติถึง 2 เท่า นอกจากนี้ยังพบผู้ติดเชื้อซิฟิลิสมากกว่า 1,000 คน ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยเป็นโรคที่ค่อนข้างหายากในประเทศไทย

สาเหตุสำคัญอาจมาจากทั้งการไม่สวมถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์ รวมถึงไม่ระมัดระวังคู่นอนว่ามีเชื้อหรือไม่ ทำให้มีผู้ติดเชื้อค่อนข้างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน การเคลื่อนย้ายประชากรและแรงงานหลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พบผู้ป่วยมากขึ้น นอกจากนี้ ที่น่ากังวลก็คือ มีการพบโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เหล่านี้ควบคู่กับการตรวจพบเชื้อเอชไอวีในผู้ป่วยอีกด้วย

ส่วนผู้ป่วยที่ไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์นั้น พญ.รัตติยา กล่าวว่า ขอให้เปลี่ยนนิสัยและขอให้สวมถุงยางอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากตัวเลขของผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ล้วนมาจากผู้ที่ไม่ได้สวมถุงยางอนามัย โดยผู้ที่ไม่อยากซื้อใช้สามารถไปรับฟรีได้ที่สถานพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข และที่สำนักงานป้องกันควบคุมโรคเขตต่างๆ

พญ.รัตติยา บอกอีกว่า อาการของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพศชายมักมีอาการปัสสาวะขัดหรือมีหนอง มูกใส ไหลออกจากท่อปัสสาวะ รวมถึงเจ็บปวด มีผื่น แผล บริเวณอวัยวะเพศ ขาหนีบบวมหรือเป็นฝี ขณะที่เพศหญิงอาจมีตกขาวสีผิดปกติ มีกลิ่นเหม็นคันอวัยวะเพศ เจ็บหรือปวดท้องน้อย มีผื่น ตุ่มแผล ฝี บริเวณอวัยวะเพศเช่นกัน ขณะที่ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักอาจมีอาการคันรอบรูทวาร ปวดเบ่งบริเวณทวารหนัก หรือมีหนองไหลออกจากทวารได้ และอาจพบผื่นตามตัว ฝ่ามือ ฝ่าเท้า แผลในปาก ผมร่วง ในผู้ป่วยซิฟิลิส จึงควรไปตรวจและรักษาทันทีที่พบอาการ

สำหรับสถานการณ์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทั่วโลก อ้างอิงจากองค์การอนามัยโลก พบว่ามีผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์รายใหม่ปีละ 357 ล้านคน เป็นผู้ป่วยหนองในเทียม 131 ล้านคน หนองใน 78 ล้านคน ซิฟิลิส 5.6 ล้านคน และพยาธิช่องคลอด 143 ล้านคน โดยสถานการณ์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในประเทศไทยยังคงมีแนวโน้มที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

นพ.กำธร ยลสุริยันวงศ์ แก้โรคอ้วนด้วยการผ่าตัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2559 เวลา 09:34 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/429448

นพ.กำธร ยลสุริยันวงศ์ แก้โรคอ้วนด้วยการผ่าตัด

นพ.กำธร ยลสุริยันวงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ด้านศัลยกรรมผ่าตัดส่องกล้อง และศัลยกรรมโรคอ้วน ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ แนะนำให้ทราบเกี่ยวกับวิธีการรักษา “โรคอ้วน”

ข้อมูลเมื่อปี 2552 พบว่ามีผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนสูงถึงร้อยละ 36.5 และยังพบว่าความอ้วนมีผลเสียทำให้เกิดโรคเรื้อรังอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย ได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง โรคข้อเข่าเสื่อม ภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจขณะหลับ

นพ.กำธร บอกว่า โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ได้ตั้งทีมดูแลส่งเสริมป้องกันและรักษาโรคอ้วนขึ้น โดยมีทีมแพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าที่ ดูแลอย่างครบวงจร โดยถึงปัจจุบันมีผู้มารับคำปรึกษาแล้วมากกว่า 300 ราย/ปี และมีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาโดยการผ่าตัดไปแล้วกว่า 100 ราย

“โรคอ้วนเป็นต้นเหตุของปัญหาสุขภาพมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านกระดูกและข้อ เช่น โรคเกาต์ ปวดเข่า ปวดขา หรือน้ำตาลและไขมันในเส้นเลือดสูง ซึ่งทำให้ผู้ป่วยเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง หรือ โรคเบาหวาน และในบางรายอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้” นพ.กำธร กล่าว

ทั้งนี้ในขั้นแรก แพทย์และนักโภชนาการจะพยายามให้คนไข้ลดน้ำหนักด้วยตนเอง ซึ่งแพทย์จะให้เวลาผู้ป่วยควบคุมน้ำหนักด้วยตนเองอย่างน้อย 6 เดือน และจะไม่แนะนำให้คนไข้หักโหมลดน้ำหนักหรือใช้ยาเด็ดขาด โดยต้องลดอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีหลักสำคัญอยู่ 2 ประการ คือ ควบคุมอาหาร และการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม

แต่หากผู้ป่วยลดน้ำหนักไม่สำเร็จ จะมีทางเลือกทางอื่น อาทิ การผ่าตัดในการรักษาโรคอ้วน ซึ่งมีหลักการสำคัญง่ายๆ คือทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้ร่างกายดูดซึมพลังงานจากอาหารได้น้อยลง ให้ร่างกายจำเป็นต้องนำไขมันส่วนเกินออกมา

สำหรับการผ่าตัดทำได้หลักๆ 3 วิธี ได้แก่ 1.ผ่าตัดรัดกระเพาะอาหาร โดยนำห่วงมารัดกระเพาะอาหารส่วนต้นให้อาหารผ่านเข้าสู่กระเพาะได้ช้าลง จะทำให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น ทานอาหารได้น้อยลง 2.ผ่าตัดลดขนาดกระเพาะ คือการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะให้เหลือเพียงท่อขนาดเล็ก ทำให้คนไข้อิ่มเร็วขึ้น ทั้งยังช่วยลดฮอร์โมนกระตุ้นความหิว และ 3.บายพาสลัดทางเดินอาหาร หรือการตัดต่อลำไส้ โดยตัดกระเพาะส่วนต้นมาต่อเข้าโดยตรงกับลำไส้เล็ก ทำให้อาหารลัดผ่านกระเพาะไปย่อยที่ลำไส้เล็กส่วนล่าง ร่างกายจึงดูดซับพลังงานได้น้อยลง ช่วยให้นำไขมันส่วนเกินออกมาใช้เป็นพลังงานแก่ร่างกายได้เร็วขึ้น

แม้ว่าการผ่าตัดจะดูน่ากลัว แต่สามารถทำได้โดยการส่องกล้อง ไม่จำเป็นต้องเปิดแผลกว้างเหมือนการผ่าตัดทั่วไป และยังมีโอกาสที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนและเสียชีวิตน้อยมาก อย่างไรก็ตามการลดความอ้วนด้วยวิธีการธรรมชาติยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุด

 

สูงวัยแล้วไง…ความสุขอยู่ที่(การทำ)ใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 เมษายน 2559 เวลา 17:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/429173

สูงวัยแล้วไง...ความสุขอยู่ที่(การทำ)ใจ

โดย…บีเซลบับ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ความทุกข์จากอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ มักเพิ่มปริมาณขึ้นตามจำนวนปีของอายุที่เพิ่มขึ้นด้วย ทั้งที่เมื่ออายุมากขึ้น คนเราน่าจะมีความสุขและอยู่อย่างสบายๆ ไม่ดิ้นรน ไม่วุ่นวายกับสภาวะแวดล้อม หากความเป็นจริงคือคนมักไม่ได้เตรียมพร้อมกับชีวิตสูงวัยไว้ล่วงหน้า ผู้สูงอายุยังต้องเผชิญกับปัญหายุ่งยากไม่ผิดกับคนวัยอื่น กลายเป็นโรคคนแก่คือโรคที่เกิดจากอารมณ์ ความเจ็บป่วยในวัยนี้นอกจากการเจ็บป่วยทางกาย เช่น ความจำ ไขข้อ ความดัน ฯลฯ ยังมีปัญหาทางอารมณ์ที่ส่งผลต่อภาวะจิตใจของผู้สูงวัยอย่างมาก

พญ.ภัทรวรรณ ขันธ์แก้ว จิตแพทย์โรงพยาบาลมนารมย์ เล่าว่า ความเจ็บป่วยทางจิตใจส่วนหนึ่งมักมีสาเหตุมาจากความรู้สึกไม่มั่นคงและไม่ปลอดภัย ทั้งเรื่องการเงิน เรื่องสุขภาพ ความไม่มั่นคงของชีวิต จนก่อให้เกิดความวิตกกังวล ผิดหวังท้อแท้ เบื่อหน่าย หรือถึงขั้นป่วยเป็นโรคซึมเศร้า สาเหตุหลักมีดังนี้

1.ความไม่มั่นคงทางการเงิน

ปัจจุบันสังคมมีแนวโน้มที่จะไม่จ้างคนที่อายุเกิน 45 ปี เข้าทำงาน ดังนั้นพอถึงอายุ 65 ปี จะพบว่ามีคนจำนวนมากที่ไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้แล้ว ดังนั้นเรามักจะมีคำถามในใจเสมอว่า แล้วการเงินของเราจะเป็นอย่างไรเมื่ออายุ 65 ปี

2.ความไม่มั่นคงเรื่องการงาน

ไม่มีหน่วยงานใดที่จะจ้างคนสูงอายุ หรือมีก็น้อยมาก เพราะทุกคนมองว่าเป็นไม้ใกล้ฝั่ง ไม่คล่องแคล่ว เชื่องช้า น่าจะอยู่กับครอบครัวมากกว่าจะออกไปทำงานนอกบ้าน

3.ความไม่มั่นคงทางอารมณ์

ผู้สูงอายุถูกมองว่าเป็นภาระของครอบครัวและสังคม แทนที่จะมองว่าเป็นคนเชื่อมโยงระหว่างคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่าให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น หากเรารับคนวัยนี้ไว้ทำงานในหน่วยงานหรือเลี้ยงดูพ่อแม่ที่บ้าน ทางแก้เพื่อช่วยเหลือและลดความเครียดจึงอยู่ที่ลูกๆ ต้องปรับตัวปรับใจ หันมาดูแลเอาใจใส่พ่อแม่มากขึ้น และสังคมควรมองผู้สูงอายุด้วยความเมตตาและให้ความช่วยเหลือด้วยความเต็มใจ

4.ความกลัวการเจ็บป่วย

เมื่อมีปัญหาต่างๆ รุมเร้า ทั้งโรคทางกายและโรคทางอารมณ์ ก็ยิ่งทำให้รู้สึกวิตกกังวลมากยิ่งขึ้น กลัวว่าจะพิการ กลัวจะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ กลัวเป็นภาระ

5.ความกลัวตาย

ในวัยนี้สิ่งที่จะต้องเจอคือความสูญเสียเพื่อนผู้ใกล้ชิด ญาติมิตร โดยคนรู้จักใกล้ตัวต่างทยอยล้มตายไปทีละคนสองคน ต่อนานไปคือความตายของสามีหรือภรรยา เพื่อนสนิท ผู้สูงอายุจะรู้สึกเหงา เพราะชีวิตแทบจะไม่เหลือใครหรืออะไรอีกแล้ว

6.ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย

ปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจรัดตัว ผู้สูงอายุไม่สามารถอาศัยอยู่กับลูกหลานได้เหมือนสมัยก่อน กลายเป็นความเครียดที่สะสมในชีวิต

สิ่งเหล่านี้เป็นสาเหตุของภาวะเครียดในผู้สูงวัยที่ทุกคนควรตระหนัก ปัญหาของผู้สูงอายุก็คือปัญหาของเรา เนื่องจากทุกคนหนีไม่พ้นวัยชรา มาช่วยกันดูแลเอาใจใส่และผลักดันให้ผู้สูงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทั้งกายใจ ทั้งนี้ในวัยหนุ่มสาวซึ่งเป็นช่วงชีวิตขาขึ้น ต้องฝึกวางแผนการใช้ชีวิตให้ดี เพราะถ้าคุณวางแผนว่าจะทำอะไรเมื่อเป็นผู้สูงอายุได้เร็วเท่าไหร่ ก็จะเป็นผู้สูงอายุที่มีความสุขมากขึ้นเท่านั้น ฝึกตนและวางแผนในเรื่องจำเป็นเหล่านี้

1.ฝึกพัฒนาอารมณ์ให้มั่นคง ฝึกพัฒนาระบบความคิด หรือคิดให้สมวัย มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ มีใจเมตตากรุณา เป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ มีความสามารถในการประนีประนอมและยอมรับความจริง สิ่งเหล่านี้หากเราพัฒนาไปเรื่อยๆ เราจะปรับตัวในวัยผู้สูงอายุได้ดีกว่าคนที่ไม่เคยคิดหรือฝึกเลย

2.วางแผนการเงินในอนาคต (ดูข้อมูลจากคอลัมน์ Money_Future Wealth ทุกวันพฤหัสบดี)

3.วางแผนเรื่องที่อยู่อาศัย คิดให้ได้และคิดให้ตกตั้งแต่เนิ่นๆ ว่าจะอยู่กับใคร อยู่อย่างไร อย่าลืมคิดแผนสองไว้ด้วย เช่น ถ้าอยู่กับคนนี้ไม่ได้ จะอยู่กับคนไหน ถ้าตัดสินใจเด็ดขาดว่าต้องการหย่า รีบจัดการให้เสร็จก่อนชราภาพ

4.หางานอดิเรกทำ เป็นเรื่องสำคัญเพราะทำให้เราดำรงอยู่ด้วยชีวิตชีวา มีความตระหนักรู้ในคุณค่าของตัวเอง เพลิดเพลินในชีวิต

5.รณรงค์เรื่องปัญหาผู้สูงอายุในสังคม รณรงค์เพื่อช่วยกันเปลี่ยนทัศนคติของคนในสังคมที่มีต่อผู้สูงวัย ให้ความเห็นอกเห็นใจ เห็นคุณค่าและทำกิจกรรมร่วมกัน

แล้วถ้าหากเป็นผู้สูงอายุแล้วล่ะ จะปฏิบัติตัวอย่างไร

1.ยอมรับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ปัจจุบันให้ได้

2.หาเพื่อนใหม่ๆ เพื่อทดแทนเพื่อนเก่าที่ล้มหายตายจาก ทยอยจากไป ชีวิตจะอบอุ่นหรือจะเหงา ขึ้นอยู่กับตัวเอง

3.ปรับความคิดให้รู้จักยืดหยุ่น ปรับตัวได้ตามยุคสมัย ลดการบ่นหรือการตำหนิติเตียนลูกหลานหรือคนรุ่นใหม่

4.แต่งกายให้ดูดี สะอาดสะอ้าน ดูแลตัวเองไม่ให้ทรุดโทรม

5.อย่าปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างไร้ค่า หาทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเองสังคมชุมชน

6.รักษาอารมณ์ให้สดชื่นอยู่เสมอ

7.อย่ากังวลเรื่องความตาย คิดเสียว่าเราทุกคนก็ต้องตายเหมือนกัน ไม่ใช่เราเป็นคนแรกที่ตายเสียเมื่อไหร่

สรุปแล้วความสุขของผู้สูงวัยอยู่ที่การฝึกจิตใจ ฝึกอารมณ์ความคิด ทั้งตัวผู้สูงวัยเองและตัวคนในสังคมผู้สูงอายุด้วย วัยสูงอายุเป็นวัยทองของชีวิต ทำใจให้พอใจกับสภาพชีวิตปัจจุบัน แม้จะลำบากทางกายอย่างไรแต่ต้องทำใจให้เป็นสุข จำไว้เสมอว่า สูงวัยสุขได้ที่ใจ การรักษาโรคทางกายต้องรักษาต่อเนื่อง การรักษาจิตใจและอารมณ์ก็เช่นกัน

 

ดักแด้ไหมอาหารสุขภาพยุคใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 เมษายน 2559 เวลา 17:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/428941

ดักแด้ไหมอาหารสุขภาพยุคใหม่

โดย…สมแขก

ดักแด้ไหมไม่ใช่เพียงอาหารพื้นบ้านอีกต่อไป แต่กำลังจะกลายเป็นนวัตกรรมสุขภาพที่จะทำให้เราพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น และยังอาจเป็นช่องทางสร้างรายได้ในเชิงพาณิชย์ในยุคที่เราจะก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอีกด้วย รศ.ดร.จินตนาภรณ์ วัฒนธร ศูนย์วิจัยและพัฒนาการแพทย์ทางเลือกแบบบูรณาการ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า ข้อมูลจากการศึกษาวิจัยเมื่อเร็วๆ นี้ พบว่า ดักแด้ไหมสามารถเพิ่มการเรียนรู้และความจำและสามารถป้องกันภาวะความจำบกพร่องที่พบในโรคสมองเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) ได้

นอกจากนี้ อุดมด้วยโปรตีน มีกรด อะมิโนสำคัญจำนวนมาก ทั้งยังพบว่าดักแด้ไหม สามารถป้องกันและลดอันตรายจากการทำลายสมองเนื่องจากโรคหลอดเลือดสมองและโรคพิษสุราเรื้อรัง มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และปกป้องสมอง มีรายงานว่าสารสกัดดักแด้ไหมสามารถปกป้องเซลล์ประสาทจากความเป็นพิษของสาร Beta amyloid และ Glutamate นอกจากนั้นยังมีฤทธิ์เพิ่มการเรียนรู้และความจำในอาสาสมัคร งานวิจัยเบื้องต้นของนักวิจัยของศูนย์วิจัยและพัฒนาการแพทย์ทางเลือกแบบบูรณาการ พบว่า สารสกัดดักแด้ไหมสามารถลดความบกพร่องทางสมองในแบบจำลองของภาวะออทิสติกได้ ยิ่งไปกว่านั้นสารสกัดดักแด้ไหมยังมีฤทธิ์ลดคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด ตลอดจนลดการเกิดหลอดเลือดตีบ (Atherosclerotic plaque)

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการเก็บดักแด้ไหมไว้นานๆ มักมีปัญหาเรื่องเกิดกลิ่นหืน จึงมีการพัฒนาดักแด้ไหมให้อยู่ในรูปสารสกัดเพื่อพร้อมใช้ในการบริโภค

 

อะไรเอ่ย ยิ่งกินยิ่งเครียด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 เมษายน 2559 เวลา 17:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/428940

อะไรเอ่ย ยิ่งกินยิ่งเครียด

โดย…สมแขก

เอมิลี เอดิสัน นักวิจัยด้านโภชนาการ และนักโภชนาการให้กับนักกีฬาในซีแอตเติล กล่าวว่า อาหารสามารถกำหนดอารมณ์ของเราได้ แต่หลายคนมักจะไม่รู้ว่า สิ่งที่พวกเขากินทุกวันส่งผลโดยตรงต่ออารมณ์ของพวกเขา อาหารบางอย่างนอกจากจะไม่ทำให้หายเครียดแล้วยังสร้างปัญหาให้เครียดมากขึ้นไปอีก ลองมาดูกันว่าอาหารชนิดไหนที่ควรเลี่ยงเวลามีความเครียด

– คาร์โบไฮเดรตและน้ำตาล

จริงอยู่ว่าการรับประทานแป้งและอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาลจะทำให้รู้สึกเพลิดเพลินเวลารับประทาน แต่นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ได้ลงความเห็นว่าการเพิ่มคาร์โบไฮเดรตขัดขาวในอาหารจะเพิ่มความเครียดให้คุณ ซึ่งข้อมูลสุขภาพจากการติดตามผู้หญิงกว่า 7 หมื่นคน นักวิจัยพบปริมาณน้ำตาลในเลือดของพวกเธอเหล่านั้นสูง หลังจากพวกเธอรับประทานน้ำตาลและธัญพืชขัดขาว เพราะน้ำตาลที่นอกจากจะเพิ่มปริมาณแคลอรีอย่างมหาศาลให้ร่างกายแล้วยังไปทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเกิดความแปรปรวน ส่งผลกระทบต่อฮอร์โมนคอร์ติซอล และน้ำตาลเป็นต้นเหตุของการอักเสบเรื้อรัง ดังนั้นอาหารที่มีน้ำตาลสูงสามารถส่งผลต่อการอักเสบทั่วร่างกายทวีความรุนแรงขึ้นได้ และยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะซึมเศร้าได้มาก

– น้ำอัดลม

อย่าคิดว่าเครื่องดื่มสุดโปรดที่แก้กระหายและแสนจะชื่นใจของคุณจะรอดพ้นจากข้อหานี้ เพราะน้ำตาลที่แฝงตัวอยู่ในน้ำอัดลมเทียบเท่ากับน้ำตาลถึง 10 ก้อน ซึ่งข้างต้นได้บอกถึงความเครียดที่จะเกิดขึ้นหลังจากความชื่นใจไปแล้ว สิ่งที่หลายคนยังสงสัยคือ น้ำอัดลมแบบไดเอตที่บอกว่าไม่มีน้ำตาลสามารถดื่มทดแทนได้ คำตอบคือ ให้ผลไม่ต่างกัน เพราะสารให้ความหวานแทนน้ำตาลจะไปทำปฏิกิริยากับแบคทีเรียในกระเพาะอาหาร ส่งผลโดยตรงต่อโรคอ้วนและโรคเบาหวาน ดังนั้นสรุปได้ว่า ไม่ว่าน้ำตาลหรือสารให้ความหวานแทนน้ำตาลในน้ำอัดลมก็ร้ายกาจพอๆ กัน

– ไขมันทรานส์

ไขมันทรานส์ ศัตรูตัวร้ายของร่างกาย ซึ่งมีการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเวคฟอเรสต์ พบว่าอาหารที่มีไขมันทรานส์สูงเป็นสาเหตุทำให้น้ำหนักขึ้นและรอบเอวที่จะทำให้คุณเครียดยิ่งกว่าเดิม และเพิ่มความเสี่ยงของภาวะซึมเศร้า นอกจากนี้ไขมันเทียมยังไปกระตุ้นให้เกิดภาวะสมองเสื่อมและริ้วรอยก่อนวัยที่ควรจะเป็น  สำหรับในคุณผู้ชายสิ่งที่ต้องตระหนกก็คือฮอร์โมนเพศชายลดลงส่งผลต่อการผลิตสเปิร์มที่ด้อยคุณภาพด้วย

 

วิ่งอย่างไรไม่ให้บาดเจ็บ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 เมษายน 2559 เวลา 16:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/428477

วิ่งอย่างไรไม่ให้บาดเจ็บ

โดย…พุสดี

ถึงตารางงานจะรัดตัวแค่ไหน แต่คนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ ก็ไม่ละเลยที่จะหาเวลาออกกำลังกาย หลายคนเลือกที่จะไปเข้ายิม วิ่งตามสวนสาธารณะ หรือหางานวิ่งในวันหยุดสุดสัปดาห์ เพราะการออกกำลังกายด้วยการวิ่ง สามารถทำได้ง่ายๆ แค่มีรองเท้าคู่ใจคู่เดียว รูปแบบการวิ่งก็มีให้เลือกตามถนัด แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการวิ่งให้ถูกวิธี เพราะถ้าหากวิ่งผิดวิธี แทนที่จะออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ อาจจะเป็นการทำลายสุขภาพทางอ้อม

งานนี้ถ้าใครไม่อยากวิ่งแล้วบาดเจ็บ พงศกร ร่าเริงใจ ผู้เชี่ยวชาญฝ่ายสปอร์ต เพอร์ฟอร์แมนซ์ บริษัท อาดิดาส ประเทศไทย มีเคล็ดลับดีๆ มาฝาก

1.วอร์มอัพร่างกาย : เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับร่างกาย ควรวอร์มอัพจนรู้สึกถึงความร้อนที่เกิดขึ้น ให้เริ่มมีเหงื่อเล็กน้อย ด้วยการยืดเหยียด เดินเร็ว รวมถึงการวิ่งช้าๆ สามารถนับเป็นการอุ่นเครื่องก่อนวิ่งด้วยความเร็ว

2.วิ่งให้ถูกวิธี : ท่าวิ่งที่ถูกต้องควรจะเป็นท่าที่ทำให้เราวิ่งได้สบาย เป็นธรรมชาติของตนเอง เหนื่อยน้อย และไม่บาดเจ็บ

3.หาจุดสมดุลของร่างกาย : นอกจากการลงเท้าให้เข้ากับสรีระแล้ว ผู้วิ่งต้องหาจุดแกนกลางของร่างกายเพื่อรักษาสมดุล โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ย่อเข่าในขณะที่เท้าสัมผัสพื้นเพื่อลดการกระแทกและการบาดเจ็บ ไม่ก้มหน้ามากจนเกินไปในขณะวิ่ง

4.การแกว่งแขน : ต้องสัมพันธ์กับการก้าวเท้า จะทำให้การวิ่งนั้นดีขึ้น และลดการใช้พลังงานของระบบภายในของร่างกายลดลง ซึ่งจะส่งผลให้วิ่งได้เร็วและนานขึ้น มีประสิทธิภาพในการวิ่งมากขึ้น

5.คูลดาวน์ : เมื่อวิ่งเสร็จ การคูลดาวน์เป็นสิ่งที่ลืมไม่ได้ เนื่องจากขณะเราวิ่ง อุณหภูมิในร่างกายจะสูงขึ้นกว่าปกติ การคูลดาวน์จะช่วยให้อุณหภูมิและการเต้นของหัวใจค่อยๆ ลดลงอย่างช้าๆ และกลับเข้าสู่สภาวะปกติ รวมถึงการลดปัญหาการบาดเจ็บที่เกิดจากกรดแลคติกที่เกิดขึ้นในขณะวิ่ง และอาจส่งผลระยะยาว หากปล่อยไว้นานๆ อาจส่งผลทำให้ประสิทธิภาพของร่างกายเสื่อมไวกว่าปกติหรือก่อนเวลาอันควร โดยวิธีการคูลดาวน์นั้นทำได้ไม่ยากโดยการค่อยๆ ลดความเร็วในขณะวิ่งให้ช้าลง การเดินเร็ว และยืดเหยียด โดยการคูลดาวน์ควรใช้เวลาอย่างน้อย 10-30 นาทีหลังจากวิ่ง

6.เลือกรองเท้าวิ่งที่เหมาะสม : เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงอย่างมาก ควรเลือกรองเท้าให้เหมาะกับรูปแบบการวิ่ง เพราะนวัตกรรมที่ทันสมัยสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการวิ่งให้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งช่วยปกป้องเท้าของเราให้พ้นอาการบาดเจ็บจากการวิ่งได้

 

เลือกเครื่องวัดการออกกำลังกาย สำหรับคนรักกีฬา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 เมษายน 2559 เวลา 09:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/428270

เลือกเครื่องวัดการออกกำลังกาย สำหรับคนรักกีฬา

โดย…โยโมทาโร่

เป้าหมายในการออกกำลังกายของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันออกไป บางคนต้องการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก บางคนต้องการให้หุ่นเฟิร์มขึ้น แต่ถ้าคุณต้องการออกกำลังกายเพื่อการแข่งขันกีฬา เช่น วิ่งมาราธอน หรือปั่นจักรยานแล้วละก็ คุณอาจจำเป็นที่จะต้องใช้เครื่องวัดการออกกำลังกายเข้ามาช่วยในการเก็บข้อมูลในการพัฒนาความสามารถให้สูงขึ้น ซึ่งเครื่องวัดการออกกำลังกายในปัจจุบัน ก็ไม่ได้มีราคาแพงเกินเอื้อมเหมือนสมัยก่อนแล้วละครับ เพราะผู้ผลิตสินค้าเสื้อผ้า รองเท้ากีฬา ไม่เว้นแม้แต่ผู้ผลิตนาฬิกาและเครื่องนำทาง ทั้งหลายต่างก็ลงมาจับตลาดสินค้าสำหรับการออกกำลังกาย ทำให้เรามีตัวเลือกที่มากขึ้น และแน่นอนว่าราคาย่อมถูกลงตามไปด้วย

เครื่องวัดการออกกำลังกายจะวัดกิจกรรมหลักๆ ระหว่างที่เราออกกำลังกายเป็น 2 ส่วน คือ 1.การเคลื่อนไหว และ 2.อัตราการเต้นหัวใจ

ในส่วนของการวัดการเคลื่อนไหวนั้น ก็จะแบ่งออกแบบ 2 ชนิด คือ ชนิดใช้เซ็นเซอร์วัดการเคลื่อนไหวติดที่รองเท้า และอีกชนิดคือ วัดจากดาวเทียมจีพีเอส ทั้งสองแบบมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันบ้างตรงที่ชนิดเซ็นเซอร์ติดที่รองเท้านั้น สามารถใช้งานได้ทั้งในและนอกอาคาร และวัดกิจกรรมการเคลื่อนไหวของเราได้ตลอดเวลา ทำให้วัดค่าพลังงานแคลอรีที่ใช้ได้ค่อนข้างตรง แต่เสียตรงที่อาจมีการคลาดเคลื่อนเรื่องระยะทางและความเร็วอยู่บ้าง เหมาะกับการวิ่งบนสายพานและกีฬาในร่มชนิดอื่นๆ

 

แต่ในขณะที่ดาวเทียมจีพีเอสนั้น เหมาะกับการใช้ออกกำลังกายแบบเอาต์ดอร์ สามารถมองเห็นเส้นทางการออกกำลังกายของเรา มีความแม่นยำเรื่องระยะทางและความเร็วมากกว่า ไม่สามารถใช้ในอาคารได้เหมาะกับกีฬาอย่างการปั่นจักรยานและวิ่งมาราธอน

สำหรับเครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจนั้นจะแบ่งเป็น 2 ชนิดอีกเช่นกัน ชนิดแรกเป็นแบบวัดด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เครื่องวัดชนิดนี้ต้องใช้สายคาดหน้าอก ติดระหว่างการออกกำลังกายตลอดเวลา มีข้อดีคือมีความแม่นยำและเก็บอัตราการเต้นในรายละเอียดกว่า แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความอึดอัดของสายคาดระหว่างการออกกำลังกาย

ชนิดที่สอง ที่ได้รับความนิยมคือวัดด้วยแสง ข้อดีของการวัดแบบนี้คืออุปกรณ์มีขนาดเล็กใส่ในนาฬิกาและสายรัดข้อมือก็ยังได้ ราคาถูกกว่าแบบวัดด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า แต่ยังมีความคลาดเคลื่อนอยู่บ้างถ้าใช้ระหว่างการออกกำลังกาย

 

ดังนั้น แนวทางการเลือกอุปกรณ์วัดเหล่านี้ ควรเลือกตามลักษณะกีฬาที่เราเล่นดังนี้

1.วิ่งมาราธอน สามารถใช้เครื่องวัดอัตราการเต้นหัวใจได้ทั้งสองชนิด แต่ให้เน้นระบบการจับระยะทางและความเร็วด้วยจีพีเอสที่วัดผลได้แม่นยำมากกว่า

2.ปั่นจักรยาน เลือกเครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจแบบใช้แสงได้ ส่วนเครื่องจับระยะทางและความเร็วควรใช้แบบจีพีเอสเท่านั้น

3.ฟุตบอลและบาสเกตบอล ควรเลือกเครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และใช้ระบบการจับระยะทางและความเร็วด้วยเซ็นเซอร์ติดที่รองเท้า เพราะทั้งสองแบบนี้จะมีความเบา ทนทาน และคล่องตัวเวลาออกกำลังกายมากกว่า

 

4.แอโรบิกและมวย เป็นกีฬาที่ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องจับระยะทางและความเร็ว ให้ใช้เครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจแบบใช้คลื่นแม่เหล็ก เพราะมีความคล่องตัวสูงสุด

สุดท้ายที่เราแนะนำ คือ ควรเลือกอุปกรณ์ให้เป็นแบรนด์เดียวกันทั้งหมด เพราะมีผลเรื่องการประมวลผลเก็บข้อมูลการออกกำลังกาย ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถประเมินความแข็งแรงของร่างกายอย่างรอบด้านและเห็นผลชัดเจนที่สุด

 

ท่า High Lunge ยืดไหล่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 เมษายน 2559 เวลา 10:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/428156

ท่า High Lunge ยืดไหล่

โดย…ภัทราทิพย์ พงษ์พานิช โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่า High Lunge เป็นท่ายืนที่ช่วยฝึกสมาธิ ความมั่นคงของร่างกาย ทำให้กล้ามเนื้อแกนกลางของร่างกายได้สัดส่วนสวยงาม ฝึกกล้ามเนื้อขาให้แข็งแรง การยืดไหล่ประกอบท่า High Lunge จะช่วยบริหารและยืดเส้นเอ็นหัวไหล่ให้ยืดหยุ่น คลายปวดเมื่อยไหล่และสะบัก ช่วยเพิ่มฝึกการทรงตัวมากขึ้น

วิธีปฏิบัติ

1 ก้าวขาซ้ายไปข้างหน้าสุดขา ย่อเข่าตั้งฉาก ปลายเท้าขวาวางที่พื้น เปิดส้นเท้า มือวางที่เอวให้ลำ ตัวตรงไปด้านหน้าสะโพกไม่บิด

 

2 เมื่อทรงตัวนิ่งแล้ว กางแขนออกระดับไหล่ กำ มือทั้งสอง

 

3 หายใจเข้า พาดแขนขวามาทางไหล่ซ้ายงอศอกซ้ายล็อกแขนขวาระหว่างศอกกับข้อมือ พยายามเกร็งแขนขวาไม่งอแขน

 

4 หายใจออก หันหน้าไปด้านขวา ทรงตัวนิ่งหายใจเข้าออก 3-5 ลมหายใจ เปลี่ยนทำสลับข้าง