หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ชวนชมนิทรรศการ ‘ดาวเด่นบัวหลวง 101’ ครั้งที่ 14

หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ชวนชมนิทรรศการ ‘ดาวเด่นบัวหลวง 101’ ครั้งที่ 14

หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ชวนชมนิทรรศการ ‘ดาวเด่นบัวหลวง 101’ ครั้งที่ 14

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.08 น.

มูลนิธิบัวหลวง และ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ชวนชมนิทรรศการ ดาวเด่นบัวหลวง 101 ครั้งที่ 14  ณ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยครั้งนี้มีตัวแทนนิสิต นักศึกษาศิลปะจากสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ รวม 74 คน เข้าร่วมการแข่งขันวาดภาพสด ระหว่างวันที่ 6-11 ธันวาคม ที่ผ่านมา

มูลนิธิบัวหลวง และหอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้จัดโครงการ “ดาวเด่นบัวหลวง 101” ขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2551 เพื่อให้ศิลปินรุ่นใหม่มีโอกาสเรียนรู้จากประสบการณ์จริง  ตั้งแต่การทำงานร่วมกับผู้อื่น การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น กลวิธี กระบวนการสร้างสรรค์งาน และการเสริมสร้างมิตรภาพระหว่างกัน  สำหรับปีนี้ โครงการ “ดาวเด่นบัวหลวง 101” ได้รับความร่วมมือจากสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ ในการคัดเลือกตัวแทนนิสิต นักศึกษาศิลปะ ชั้นปีที่ 3 เข้าร่วมโครงการแข่งขันวาดภาพสด รวม 74 คน โดยเปิดโอกาสให้นิสิต นักศึกษา ได้ถ่ายทอดความคิด มุมมอง และความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรม ได้อย่างอิสระตามความถนัดของตนเอง เพื่อนำความรู้ที่ได้รับจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ และประสบการณ์ในการแข่งขัน ไปต่อยอดพัฒนาการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะต่อไป โดยการวาดภาพสดจัดผ่านพ้นไปแล้วเมื่อวันที่ 6 -11 ธันวาคม และคณะกรรมการตัดสินประกาศผลงานที่ได้รับรางวัลเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ที่ผ่านมา

ผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการ ดาวเด่นบัวหลวง 101 เพื่อร่วมเสริมสร้างกำลังใจและสนับสนุนให้ศิลปินรุ่นใหม่ ได้สร้างสรรค์ผลงานคุณภาพออกเผยแพร่แก่สาธารณชนอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันนี้ – 16 มกราคม 2569 ณ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ถนนราชดำ เนินกลาง เปิดให้เข้าชมทุกวัน (ปิดวันพุธ) เวลา 10.00 – 19.00 น.

คุณหญิงชดช้อย โสภณพนิช กรรมการมูลนิธิบัวหลวง และประธานโครงการแข่งขัน ดาวเด่นบัวหลวง 101,อ.
ปัญญา วิจินธนสาร ประธานกรรมการตัดสิน และ อ.ศราวุธ ดวงจำปา กรรมการตัดสิน ร่วมแสดงความยินดีกับศิลปิน

คุณหญิงชดช้อย โสภณพนิช กรรมการมูลนิธิบัวหลวง และประธานโครงการแข่งขัน ดาวเด่นบัวหลวง 101,อ. ปัญญา วิจินธนสาร ประธานกรรมการตัดสิน และ อ.ศราวุธ ดวงจำปา กรรมการตัดสิน ร่วมแสดงความยินดีกับศิลปิน

คณะกรรมการโครงการ “ดาวเด่นบัวหลวง 101”

คณะกรรมการโครงการ “ดาวเด่นบัวหลวง 101”

รางวัลดาวเด่นบัวหลวงยอดเยี่ยม เสาวลักษณ์ บัวโต จาก คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ

รางวัลดาวเด่นบัวหลวงยอดเยี่ยม เสาวลักษณ์ บัวโต จาก คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ

รางวัลความคิดสร้างสรรค์  กันตพล สุกาญจนรักษ์ จากมหาวิทยาลัยนเรศวร

รางวัลความคิดสร้างสรรค์ กันตพล สุกาญจนรักษ์ จากมหาวิทยาลัยนเรศวร

รางวัลดีเด่น ภูชิสส์ โพธิ์ทาราม จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

รางวัลดีเด่น ภูชิสส์ โพธิ์ทาราม จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ผลงานรางวัลดาวเด่นบัวหลวงยอดเยี่ยม

ผลงานรางวัลดาวเด่นบัวหลวงยอดเยี่ยม

ผลงานรางวัลความคิดสร้างสรรค์

ผลงานรางวัลความคิดสร้างสรรค์

ผลงานรางวัลดีเด่น

ผลงานรางวัลดีเด่น

รางวัลพิเศษ

รางวัลพิเศษ

ระวัง แดด ฝุ่น ลม ตัวการ ‘ต้อเนื้อ’ เสี่ยงสายตาเอียงและมองไม่ชัดถาวร

ระวัง แดด ฝุ่น ลม ตัวการ ‘ต้อเนื้อ’ เสี่ยงสายตาเอียงและมองไม่ชัดถาวร

ระวัง แดด ฝุ่น ลม ตัวการ ‘ต้อเนื้อ’ เสี่ยงสายตาเอียงและมองไม่ชัดถาวร

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.33 น.

แสงแดด ฝุ่น ลม อาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่รู้หรือไม่ว่าปัจจัยเหล่านี้ล้วนทำให้เกิด “ต้อเนื้อ” ภาวะที่เยื่อบุตาขาวลามเข้ามากระจกตา หากปล่อยไว้ อาจกระทบต่อการมองเห็นได้จริง

แพทย์หญิงพิมพ์พิสาข์ วุฑฒิชัยพันธ์ จักษุแพทย์ชำนาญการด้านโรคจอประสาทตาและวุ้นตา โรงพยาบาลเวชธธานี อินเตอร์เนชั่นแนล อธิบายว่า ต้อเนื้อคือภาวะที่ผังผืดของเยื่อบุตางอกจากเยื่อบุตาขาวแล้วลามเข้าหากระจกตา มักเริ่มจากด้านหัวตา พบได้ในผู้ที่โดนแสงอัลตราไวโอเลต (UV) ลมหรือฝุ่นอย่างเรื้อรัง หากลุกลามมากหรือบังการมองเห็น ทำให้ตาแดง ระคายเคือง หรือเกิดภาวะสายตาเอียงได้

หลายคนมักสับสนระหว่างต้อเนื้อและต้อลม ซึ่งทั้ง 2 โรคมีความแตกต่างกันดังนี้ ต้อลม (Pinguecula): ก้อนนูนสีเหลืองบนเยื่อบุตาขาว ไม่ล้ำเข้ากระจกตา ส่วนต้อเนื้อ (Pterygium): คือต้อลมที่ล้ำเข้ากระจกตา มีโอกาสรบกวนการมองเห็น

 ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่การแพทย์ปัจจุบันคาดว่าเกิดจากตัวกระตุ้นบางอย่าง เช่น ลมร้อน ลมแห้ง ฝุ่นควัน มลภาวะ และรังสียูวี โดยตัวกระตุ้นดังกล่าวจะไปรบกวนเซลล์ต้นกำเนิด ทำให้เซลล์นั้นพัฒนาเป็นเยื่อบุตาขาวที่ผิดปกติ เกิดเป็นก้อนผังผืดบริเวณเยื่อบุตาขาวหรือกระจกตา

อาการของโรคต้อเนื้อสามารถมองเห็นได้จากภายนอก ได้แก่ ก้อนเป็นพังผืดสีขาวเหลืองหรือสีชมพูอ่อนๆ มีเส้นเลือดฝอยกระจายอยุ่ทั่วทั้งพังผืด อยู่ที่บริเวณหางตาหรือหัวตา ตาแดง ระคายเคือง ตาแห้ง แสบเคือง เหมือนมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในดวงตาเมื่อขยี้ตาบ่อย ๆ จะทำให้ดวงตาอักเสบ บางครั้งอาจเกิดแผลในกระจกตาหรือทำให้เกิดการติดเชื้อที่ดวงตาได้

จักษุแพทย์จะตรวจวินิจฉัยด้วยสลิตแลมป์ (slit-lamp) เพื่อประเมินตำแหน่ง ขนาด และผลกระทบต่อกระจกตาหรือต่อสายตา เพื่อวางแผนดูแลและติดตามการลุกลามของต้อเนื้อ

การรักษาต้อเนื้อ แบ่งออกเป็น 2 แนวทาง ได้แก่  1) รักษาแบบไม่ผ่าตัด จักษุแพทย์จะพิจารณาใช้ในกรณีที่ต้อเนื้อยังไม่ล้ำเข้ากลางกระจกตา และยังไม่กระทบการมองเห็น โดยจะใช้ยาหยอดตาลดอักเสบหรือน้ำตาเทียม เพื่อลดระคายเคือง รวมถึงแนะนำปรับพฤติกรรม เช่น แว่นกันแดดเลนส์ป้องกันรังสี UV, สวมหมวกปีกกว้าง, หลีกเลี่ยงการเผชิญกับฝุ่นและลมโดยตรง

2) รักษาแบบผ่าตัด  จักษุแพทย์จะพิจารณาใช้ในกรณีต้อเนื้อล้ำเข้ากลางกระจกตาหรือเริ่มรบกวนการมองเห็น มีการเอียงของกระจกตา, อักเสบซ้ำ, หรือเหตุผลด้านความสวยงาม โดยการผ่าตัดมักใช้เวลาโดยเฉลี่ย 10–30 นาที และกลับบ้านได้วันเดียว แบ่งเป็น 2 เทคนิคการผ่าตัดเล็ก ได้แก่ เทคนิค Conjunctival Autograft (CAG) คือการตัดต้อเนื้อออกและ “ปลูกถ่ายเยื่อบุตาของผู้ป่วยเอง” เพื่อปิดแผล เทคนิคนี้จากข้อมูลรายงานพบว่าอัตรากลับมาเป็นซ้ำน้อย และเทคนิค Amniotic Membrane Transplantation (AMT) คือการใช้เยื่อหุ้มรกปิดแผล

การดูแลหลังผ่าตัด คือ หยอดยาลดอักเสบ ยาฆ่าเชื้อตามแพทย์สั่ง หลีกเลี่ยงขยี้ตา ว่ายน้ำ หรือสัมผัสฝุ่นลมใน 2–4 สัปดาห์แรก ใส่แว่นกันแดดเมื่อออกแดด มาตรวจตามนัดเพื่อลดความเสี่ยงกลับเป็นซ้ำและประเมินแผล  

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบหลังผ่าตัดมีดังนี้  ตาแดง ระคายเคืองชั่วคราว, แผลหายช้า ติดเชื้อ (พบได้น้อย) กลับเป็นซ้ำ โดยเฉพาะในผู้สัมผัส UV ต่อเนื่อง หรือมีแผลหดดึง

แม้ต้อเนื้อจะไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่หากปล่อยทิ้งไว้นานก็อาจส่งผลต่อคุณภาพการมองเห็นได้ การป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ทั้งการใช้แว่นกันแดด หมวกปีกกว้าง และลดการสัมผัสสิ่งระคายเคือง เป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยถนอมสายตาได้ในระยะยาว

NT ชวนเที่ยวงานกาชาด 2568 รำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ‘พระผู้ทรงเป็นแม่แห่งแผ่นดิน’

NT ชวนเที่ยวงานกาชาด 2568 รำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ‘พระผู้ทรงเป็นแม่แห่งแผ่นดิน’

NT ชวนเที่ยวงานกาชาด 2568 รำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ‘พระผู้ทรงเป็นแม่แห่งแผ่นดิน’

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.52 น.

บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ (มหาชน) หรือ NT เชิญชวนชาวไทยร่วมถวายความอาลัยน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ แด่ “พระผู้ทรงเป็นแม่แห่งแผ่นดิน” สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเปี่ยมสายธารแห่งพระเมตตา สถิตในดวงใจชาวไทยนิรันดร์ ในการออกร้านงานกาชาดประจำปี 2568   ณ สวนลุมพินี ร่วมชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ พระผู้เป็นดั่งสายใยแห่งปวงประชา เรียนรู้บริการดิจิทัลสุดล้ำจาก NT และกิจกรรม “สอยดาว สอยโชค” ที่มอบความสุขและรอยยิ้มให้ทุกครอบครัวได้พกพาของรางวัลใหญ่กลับบ้านมากมายตลอด 11 วัน

งานกาชาดประจำปี 2568 จัดขึ้นในวันที่ 11-21 ธันวาคม 2568 ณ สวนลุมพินี โดย NT ผู้นำด้านบริการดิจิทัลและเทคโนโลยีแห่งชาติ ร่วมออกโดยจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ  ภายใต้แนวคิด “ร้อยดวงใจปวงประชา น้อมสำนึก  พระเมตตา องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย” สืบสานแนวพระราชดำริสู่วิถีแนวคิด “ร้อยรวมดวงใจไทยทั่วหล้า” เผยแพร่พระราชกรณียกิจและพระปรีชาสามารถ อันเป็นสื่อสายใยสู่ปวงประชาเพื่อพัฒนาประเทศชาติ 5 ด้าน ได้แก่ พระราชินีแห่งการศึกษา  ผู้ทรงเป็นครูของแผ่นดิน พระราชินีแห่งโขนไทย พระราชินีแห่งการอนุรักษ์ป่า น้ำ และพันธุ์สัตว์ พระราชินีแห่งการสังคมสงเคราะห์ และ พระราชินีแห่งศิลปาชีพและชุดไทย  

นอกจากนี้ ยังถ่ายทอดสายใยแห่งความผูกพันของ NT ผ่านความรู้และกิจกรรม Next, through Technology สร้างอนาคตด้วยเทคโนโลยี โชว์ความล้ำสมัยของ“องค์กรแห่งชาติที่เชื่อมต่อเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อคนไทยทุกคน” กับ 6 กลุ่มบริการดิจิทัลและเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ (Smart City) และกิจกรรม CSR เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งการส่งเสริม Green ICT การใช้ AI พัฒนาเยาวชนและชุมชน ในโครงการเพาะพันธุ์ดี NT Youth Club ที่ทำมาแล้วกว่า 85 ชุมชน ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ

พิเศษสุด!..ด้วยการมอบเสียงหัวเราะแห่งความสุขในกิจกรรม “สอยดาว สอยโชค” ให้ทุกครอบครัวได้ ร่วมลุ้น! และรับของรางวัลใหญ่! กลับบ้านไปพร้อมรอยยิ้มกันได้ทุกครอบครัว  พบกับ ร้านกาชาด NT ที่ งานกาชาดประจำปี 2568 ณ สวนลุมพินี โซน 6 บูธเลขที่ 6.11

แมคโดนัลด์ ประเทศไทย เดินหน้าโครงการ ‘McHappy Smile’ ระดมพนักงานจิตอาสา มอบมื้อแห่งความสุข สู่เด็กและเยาวชนทั่วไทย

แมคโดนัลด์ ประเทศไทย เดินหน้าโครงการ ‘McHappy Smile’  ระดมพนักงานจิตอาสา มอบมื้อแห่งความสุข สู่เด็กและเยาวชนทั่วไทย

แมคโดนัลด์ ประเทศไทย เดินหน้าโครงการ ‘McHappy Smile’ ระดมพนักงานจิตอาสา มอบมื้อแห่งความสุข สู่เด็กและเยาวชนทั่วไทย

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.15 น.

แมคโดนัลด์ ประเทศไทย ตอกย้ำความมุ่งมั่นในพันธกิจเคียงข้างสังคมไทย ผ่านการเดินหน้าโครงการเพื่อสังคม ‘McHappy Smile’ ด้วยความร่วมมือจากพนักงานจิตอาสากว่า 200 ชีวิต พร้อมขยายการดำเนินงานครอบคลุม 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ ส่งมอบรอยยิ้ม มื้ออาหารแห่งความสุข และโอกาสในการเรียนรู้นอกห้องเรียนสู่เด็กและเยาวชน จำนวนกว่า 400 คน ในหลายจังหวัดทั่วไทย

นางสาวกิตติวรรณ อนุเวชสกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แมคไทย จำกัด กล่าวว่า  แมคโดนัลด์ ประเทศไทย เชื่อมั่นว่าการดำเนินธุรกิจต้องเติบโตไปพร้อมกับการมอบคุณค่าสู่สังคม ในโอกาสฉลองครบรอบ 40 ปี เราจึงได้ยกระดับโครงการพัฒนาสังคม ‘McHappy Smile’ พร้อมผนึกความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อเพิ่มการเข้าถึงเยาวชนในจังหวัดต่างๆ  ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งโครงการเพื่อสังคมที่สะท้อนให้เห็นถึงพันธกิจในการอยู่เคียงข้างชุมชนของแมคโดนัลด์ ประเทศไทย”

สำหรับโครงการพัฒนาสังคม ‘McHappy Smile’ ขับเคลื่อนโดยจิตอาสาจากแมคโดนัลด์ที่ได้ส่งมอบประสบการณ์ความสุขแบบครบวงจร ให้กับน้องๆ กว่า 400 คน จากโรงเรียนใน 4 ภูมิภาคทั่วไทย ได้แก่  โรงเรียนวัดไผ่ล้อม (พูลประชาอุปถัมภ์) จ.นครปฐม, โรงเรียนวัดโพธิ์เสด็จ จ. นครศรีธรรมราช, โรงเรียนบ้านสันติคาม จ. ชลบุรี และโรงเรียนวัดจอมทอง จ. พิษณุโลก ซึ่งกิจกรรมพัฒนาสังคมนี้ไม่เพียงสร้างความสนุกสนานจากโชว์พี่โรนัลด์   และผองเพื่อน แต่ยังสร้างประสบการณ์การเรียนรู้นอกห้องเรียน ผ่านกิจกรรมทัวร์ร้านแมคโดนัลด์ พร้อมช่วงเวลาสุดพิเศษจากกิจกรรม ‘Birthday Party’ เพื่อให้น้องๆ ได้ร่วมฉลองช่วงเวลาแห่งความสุขร่วมกันผ่านเมนูอาหารกลางวันที่จัดเตรียมอย่างพิถีพิถัน ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพระดับโลกของแมคโดนัลด์ 

นอกจากนั้น ในปีนี้ โครงการ ‘McHappy Smile’ ยังได้มอบอุปกรณ์กีฬาเพื่อส่งเสริมสุขภาวะที่ดีแก่เด็กๆ ทั้ง 4 โรงเรียน อาทิ ฟุตบอล, วอลเลย์บอล ตะกร้อ, เทเบิลเทนนิส และแบดมินตัน ซึ่งล้วนเป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่ช่วยให้เด็กๆ ได้เข้าถึงกิจกรรมที่ส่งเสริมสุขภาพและได้ออกกำลังกายอย่างสนุกสนานและปลอดภัย

“ตลอดเวลากว่า 40 ปีของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย  แมคโดนัลด์ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ร้านอาหาร แต่เรายืนหยัดในฐานะส่วนหนึ่งของสังคมที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างชุมชนเสมอ ‘McHappy Smile’ จึงถือเป็นหนึ่งโครงการสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของแมคโดนัลด์ ประเทศไทย โดยกว่า 3 ปีที่ผ่านมา โครงการนี้ประสบความสำเร็จในการเติมเต็มความสุขและรอยยิ้มให้กับเด็กๆกว่า 1,000 คน ด้วยความมุ่งมั่นและทุ่มเทจากพนักงานจิตอาสากว่า 200 ชีวิต ซึ่งร่วมเสียสละเวลารวมกว่า 1,600 ชั่วโมง ในการจัดกิจกรรมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นของแมคโดนัลด์ ประเทศไทย ในการอยู่เคียงข้างชุมชนและสังคมไทยอย่างยั่งยืน ” นางสาวกิตติวรรณ กล่าวปิดท้าย

ยัสปาล กรุ๊ป ร่วมกับ คณะวารสารฯ มธ. ปลุกพลัง Gen Z จัดกิจกรรม Jaspal Group Next Gen Creator 2025 ผลักดันนักศึกษาโชว์ไอเดีย สู่การเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์สายแฟชั่น

ยัสปาล กรุ๊ป ร่วมกับ คณะวารสารฯ มธ. ปลุกพลัง Gen Z จัดกิจกรรม Jaspal Group Next Gen Creator 2025 ผลักดันนักศึกษาโชว์ไอเดีย สู่การเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์สายแฟชั่น

ยัสปาล กรุ๊ป ร่วมกับ คณะวารสารฯ มธ. ปลุกพลัง Gen Z จัดกิจกรรม Jaspal Group Next Gen Creator 2025 ผลักดันนักศึกษาโชว์ไอเดีย สู่การเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์สายแฟชั่น

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.11 น.

บริษัท ยัสปาล จำกัด (มหาชน) หรือ ยัสปาล กรุ๊ป ผู้นำธุรกิจแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ของเมืองไทย ร่วมกับ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเวทีให้เหล่าคนรุ่นใหม่ Gen Z ได้แสดงศักยภาพกับกิจกรรม Jaspal Group Next Gen Creator 2025 โครงการสร้างสร้างสรรค์ผลงาน ที่ให้นักศึกษาได้โชว์ไอเดียการทำวิดีโอคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์ธุรกิจแฟชั่น ส่งเสริมศักยภาพการเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ในสายแฟชั่น พร้อมมอบทุนการศึกษา รวมมูลค่า 80,000 บาท

ยัสปาล กรุ๊ป เล็งเห็นถึงพลัง​ Gen Z ที่เติบโตมาพร้อมกับสมาร์ตโฟนและโซเชียลมีเดีย ทำให้การสร้างคอนเทนต์เป็นเรื่องที่เข้าถึงง่ายและสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ จัดเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสูงในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ผ่านบทบาทการเป็นครีเอเตอร์บนสื่อดิจิทัล จึง​ได้ร่วมมือกับคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้ ลงมือทำจริง ผ่านโครงการ Jaspal Group Next Gen Creator 2025 พื้นที่สร้างผลงาน โชว์ไอเดียการทำคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์ธุรกิจแฟชั่น และสามารถเข้าถึงผู้บริโภคในเนื้อหาที่ใช่ สไตล์ที่ชอบได้ตรงตามเป้าหมายของแบรนด์พร้อมก้าวสู่การเป็น Next Talents” ของวงการคอนเทนต์ครีเอเตอร์สายแฟชั่นและต่อยอดสู่การร่วมงานกับ ยัสปาล กรุ๊ป ในอนาคต พร้อมส่งเสริมให้นักศึกษาได้เปลี่ยนความรู้ในห้องเรียนให้เป็นทักษะที่ใช้ได้จริงสู่การสร้างคอนเทนต์วิดีโอที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค ซึ่งถือได้ว่าเป็นทิศทางที่สำคัญของวงการสื่อสารมวลชนและธุรกิจแฟชั่นในอนาคตและเปิดกว้างทางไอเดีย ในการฝึกจัดทำ Digital Communication Plan นำเสนอให้กับทางแบรนด์ ในมุมมองจากคนรุ่นใหม่อีกด้วย

ทั้งนี้โครงการ Jaspal Group Next Gen Creator 2025 ได้ให้โจทย์กับนักศึกษาได้นำเสนอผลงาน จาก 4 แบรนด์แฟชั่นในเครือยัสปาล กรุ๊ป ได้แก่ แบรนด์ Jaspal , แบรนด์ CC Double O , แบรนด์ CPS CHAPS และแบรนด์ Lyn Around ให้สร้างสรรค์ผลงานในรูปแบบวิดีโอสั้น ที่มีไอเดียโดดเด่น แปลกใหม่ พร้อมการนำเสนอสินค้าของแบรนด์ในเชิงแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ ที่สามารถดึงดูดความสนใจของผู้ชม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในกลยุทธ์การตลาดดิจิทัล

โดยผลงานที่ได้รับรางวัล ได้แก่

รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม Just pow แบรนด์โจทย์ CC Double O

รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 2 ได้แก่ ทีม Jas2 holiday แบรนด์โจทย์ CPS CHAPS

รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 3 ได้แก่ ทีม Glossip Girls แบรนด์โจทย์ Lyn Around

รางวัลชมเชย ได้แก่ทีม ONYX , ทีมลิลลี่ลิน, ทีมล่ารอยยิ้ม, ทีม Red Re bel, ทีม มา4 จ่าย3, ทีม JasNewbie และทีม Barbarbie

ชนกานต์ โสดา นักศึกษาจากคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตัวแทนจากทีม Just pow ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ เผยว่า “กิจกรรมนี้มีเนื้อหาสอดคล้องกับรายวิชาที่เรียน จึงอยากลองนำเอาความรู้ที่ได้เรียนมามาลองสร้างเป็นผลงานจริงเพื่อแข่งขัน โดยโจทย์ที่ได้รับคือ แบรนด์ CC Double O จึงอยากทำคอนเทนต์ออกมาให้มีความ Casual ไม่หวือหวาจนเกินไป ดูสบายๆ เหมือนเพื่อนคุยกับเพื่อน เพื่อสื่อสารไปยัง Gen Z จึงเลือกใช้คอนเซปต์ 1 piece, all places ด้วยกางเกงยีนส์ที่คิดว่าทุกคนต้องมีติดบ้านมาเป็นไอเทมหลักในการแมตช์ให้ลุคดูทำตามได้จริง”

ด้าน นันท์นภัส กังแฮ นักศึกษาจากคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตัวแทนจากทีม Jas2 holiday ที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 2 เผยว่า “ได้นำเสนอความคิดสร้างสรรค์เกี่ยวกับการทำ Fashion Content ที่ไม่เคยทำมาก่อน จึงอยากสื่อสารและนำเสนอผ่านคลิป POV ที่เป็นการจำลองมุมมองของกลุ่มเป้าหมาย ทำให้เข้าถึงได้ง่าย สื่อสารถึงความมั่นใจในการแต่งตัวในคอนเซปต์ Street is EVERYWEAR(where) ไม่ว่าใครก็สามารถเปลี่ยนทุกที่ให้เป็นที่แสดงออกตัวตนได้ผ่านชุด CPS CHAPS ที่ Mix & Match ได้ทุกวัน นับว่าได้รับประสบการณ์ที่ดีจากการทำผลงานชิ้นนี้ และได้พัฒนาตนเอง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ที่สามารถนำไปต่อยอดการทำงานในอนาคต”

กัณฐกาญจน์ สืบบุญเชิญวงศ์ นักศึกษาจากคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตัวแทนจากทีม Glossip Girls ที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 3 เผยว่า “โครงการนี้เป็นหนึ่งในโอกาสดีๆ ที่นับว่าเป็นประสบการณ์ที่อาจจะหาจากที่ไหนไม่ได้อีก ทำให้ได้พัฒนาตัวเองในทุกๆ ขั้นตอนการผลิตชิ้นงาน ตั้งแต่วางคอนเซปต์จากแบรนด์ Lyn Around ซึ่งตีโจทย์มาให้ตรงกับ Core Concept ของแบรนด์ จนถึงการถ่ายทำ และยังได้ใช้ทักษะที่เรียนมา ลงมือทำจริง ทำให้เข้าใจบทบาทเบื้องหลังการเป็นครีเอเตอร์มากยิ่งขึ้น”

ยัสปาล กรุ๊ป เดินหน้าส่งเสริมศักยภาพเยาวชนคนรุ่นใหม่ผ่านนโยบายความยั่งยืนในด้าน “The Power of Next” เพื่อเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยให้เติบโต

นลินี เรืองวิทยานุกูล ผอ.ฝ่ายสื่อสารองค์กร ยัสปาล กรุ๊ป,ผศ. ดร.มานา ปัจฉิมนันท์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการและ
พัฒนาคุณภาพการศึกษา คณะวารสารฯ มธ. และผู้บริหารจากแบรนด์แฟชั่นในเครือยัสปาล กรุ๊ป  ธัญญะกาญจน์ เครือหงส์ ผอ.ฝ่ายการตลาด แบรนด์ CC DOUBLE O , เจสสิกา มารี โฆษิตธนากร ผอ.ฝ่ายการตลาด แบรนด์ CPS , ณณริล บุตรฉัยยา ผจก.อาวุโสฝ่ายกลยุทธ์และการสื่อสาร แบรนด์ Lyn Around พร้อมด้วย นักศึกษาคณะวารสารฯ มธ.ที่ได้รับรางวัล ชาลิสา ทองนิมิตสวัสดิ์,รวิฏา ลัทธิ และ ชัยณรงค์ นาคฤทธิ์

นลินี เรืองวิทยานุกูล ผอ.ฝ่ายสื่อสารองค์กร ยัสปาล กรุ๊ป,ผศ. ดร.มานา ปัจฉิมนันท์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการและ พัฒนาคุณภาพการศึกษา คณะวารสารฯ มธ. และผู้บริหารจากแบรนด์แฟชั่นในเครือยัสปาล กรุ๊ป ธัญญะกาญจน์ เครือหงส์ ผอ.ฝ่ายการตลาด แบรนด์ CC DOUBLE O , เจสสิกา มารี โฆษิตธนากร ผอ.ฝ่ายการตลาด แบรนด์ CPS , ณณริล บุตรฉัยยา ผจก.อาวุโสฝ่ายกลยุทธ์และการสื่อสาร แบรนด์ Lyn Around พร้อมด้วย นักศึกษาคณะวารสารฯ มธ.ที่ได้รับรางวัล ชาลิสา ทองนิมิตสวัสดิ์,รวิฏา ลัทธิ และ ชัยณรงค์ นาคฤทธิ์

นลินี เรืองวิทยานุกูล และ ผศ. ดร.มานา ปัจฉิมนันท์

นลินี เรืองวิทยานุกูล และ ผศ. ดร.มานา ปัจฉิมนันท์

รางวัลชนะเลิศ ทีม Just pow

รางวัลชนะเลิศ ทีม Just pow

รองชนะเลิศ อันดับที่ 2 ทีม Jas2 holiday

รองชนะเลิศ อันดับที่ 2 ทีม Jas2 holiday

รองชนะเลิศ อันดับที่ 3 ทีม Glossip Girls

รองชนะเลิศ อันดับที่ 3 ทีม Glossip Girls

กรรมการตัวแทนจากแบรนด์ Jaspal ร่วมตัดสินผลงาน

กรรมการตัวแทนจากแบรนด์ Jaspal ร่วมตัดสินผลงาน

กรรมการตัวแทนจากแบรนด์ CPS CHAPS ร่วมตัดสินผลงาน

กรรมการตัวแทนจากแบรนด์ CPS CHAPS ร่วมตัดสินผลงาน

กรรมการตัวแทนจากแบรนด์ CC Double O ร่วมตัดสินผลงาน

กรรมการตัวแทนจากแบรนด์ CC Double O ร่วมตัดสินผลงาน

กรรมการตัวแทนจากแบรนด์ Lyn Around ร่วมตัดสินผลงาน

กรรมการตัวแทนจากแบรนด์ Lyn Around ร่วมตัดสินผลงาน

นักศึกษานำเสนอ Digital Communication Plan

นักศึกษานำเสนอ Digital Communication Plan

ผลงานจากทีม Glossip Girls โดยแบรนด์ Lyn Around

ผลงานจากทีม Glossip Girls โดยแบรนด์ Lyn Around

ผลงานจากทีม Jas2 holiday โดยแบรนด์ CPS CHAPS

ผลงานจากทีม Jas2 holiday โดยแบรนด์ CPS CHAPS

ผลงานจากทีม Just pow โดยแบรนด์ CC Double O

ผลงานจากทีม Just pow โดยแบรนด์ CC Double O

Harper’s BAZAAR Women of the Year 2025 เฉลิมฉลองพลังผู้หญิงผู้ขับเคลื่อนโลกสู่อนาคต

Harper’s BAZAAR Women of the Year 2025 เฉลิมฉลองพลังผู้หญิงผู้ขับเคลื่อนโลกสู่อนาคต

Harper’s BAZAAR Women of the Year 2025 เฉลิมฉลองพลังผู้หญิงผู้ขับเคลื่อนโลกสู่อนาคต

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.05 น.

ปักหมุดโมเมนต์ประวัติศาสตร์! ครั้งแรกในไทยกับงาน “Harper’s BAZAAR Women of the Year 2025” @bazaarthailand ร่วมเฉลิมฉลองแก่ผู้ทรงอิทธิพลที่เป็นเข็มทิศนำทางสังคมสู่อนาคต นำโดยรางวัลเกียรติยศ Thai Heritage ถวายแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ พร้อมเหล่าผู้สร้างแรงบันดาลใจ ภายใต้ถ้วยรางวัลดีไซน์ล้ำค่าจาก SARRAN ที่สดุดีภูมิปัญญาหญิงไทยผ่านกลิ่นและดอกไม้ นี่คือค่ำคืนที่ไม่ใช่แค่การเปล่งประกาย แต่คือการ “เปล่งพลัง” ขับเคลื่อนโลกด้วยหัวใจผู้หญิง

ท่ามกลางการเคลื่อนไหวของโลกที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ฮาร์เปอร์ส บาซาร์ ในฐานะนิตยสารแฟชั่นระดับโลก ได้ยืนหยัดเคียงข้างและเชิดชูบทบาทของผู้สร้างสรรค์มาอย่างยาวนาน ผ่านการจัดงาน Harper’s BAZAAR Women of the Year เพื่อเฉลิมฉลองและมอบรางวัลอันทรงเกียรติแด่สุภาพสตรีผู้ทรงอิทธิพล ผู้ซึ่งใช้พรสวรรค์ วิสัยทัศน์ และความมุ่งมั่น สร้างสรรค์ผลงานอันโดดเด่น พร้อมเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ร่วมขับเคลื่อนสังคมในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านศิลปะ วัฒนธรรม ธุรกิจ หรือแฟชั่น

ในปีนี้ ฮาร์เปอร์ส บาซาร์ ประเทศไทย (Harper’s BAZAAR Thailand) ได้นำเอาเจตนารมณ์อันยิ่งใหญ่นี้มาสู่ประเทศไทยเป็นครั้งแรก ด้วยการจัดงาน Harper’s BAZAAR Women of the Year 2025 เพื่อเฉลิมฉลองคุณค่าและความสำเร็จของบุคคลผู้ทรงอิทธิพลชาวไทยจากหลากหลายแวดวงผู้ซึ่งเปล่งประกายความสามารถและจิตวิญญาณแห่งการสร้างสรรค์ พร้อมถ่ายทอดแรงบันดาลใจและพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงสู่สังคม ให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างงดงามและยั่งยืน ณ Sphere Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์

อาลี ซีอานี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดิจิเซน จำกัด และ แพม เทียน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายดิจิทัล บริษัท ดิจิเซน จำกัด ร่วมเปิดม่านงานอย่างสง่างามและกล่าวถึงแรงบันดาลใจเบื้องหลังว่า “งานในค่ำคืนนี้มิใช่เพียงการมอบรางวัล หากแต่เป็นการสร้างพื้นที่เพื่อยกย่อง “พลังของผู้หญิง” ในฐานะผู้สร้างสรรค์ ผู้เปลี่ยนแปลง และผู้กำหนดทิศทางของวัฒนธรรมร่วมสมัย ธีมงานในปีนี้จึงเน้นย้ำถึงภาพลักษณ์ของผู้หญิงยุคใหม่ที่ผสานความสง่างามเข้ากับวิสัยทัศน์ที่ล้ำสมัย สะท้อนให้เห็นว่าความงามที่แท้จริงคือพลังทางวัฒนธรรมที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ในทุกมิติ” บรรยากาศด้วยไฮไลท์สำคัญของงาน คือ พิธีมอบรางวัล Harper’s BAZAAR Women of the Year 2025 เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จของบุคคลผู้ทรงเกียรติ ผู้ซึ่งเป็นพลังแห่งแรงบันดาลใจ โดยได้รับเกียรติสูงสุดในการทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรางวัลในสาขา Thai Heritage แด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เพื่อเฉลิมพระเกียรติคุณและยกย่องสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างไว้แก่สังคมไทย นอกจากพระองค์จะทรงมีพระปรีชาสามารถในด้านการออกแบบแล้ว ยังทรงเป็นผู้นําในการสืบสาน อนุรักษ์ และต่อยอดภูมิปัญญาไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านผ้าไทย พระองค์ทรงตีความลวดลาย เทคนิคดั้งเดิม และความงดงามของงานหัตถศิลป์ไทยให้มีความร่วมสมัย ผ่านการออกแบบภายใต้แบรนด์ SIRIVANNAVARI ซึ่งพระองค์ทรงกำกับงานอย่างใกล้ชิด ผลงานของพระองค์ทำให้ผ้าไทยถูกชุบชีวิตใหม่ในเวทีแฟชั่นโลก และเป็นที่ประจักษ์ว่ามรดกไทยสามารถงอกงามได้อย่างร่วมสมัยโดยไม่สูญเสียเสน่ห์ดั้งเดิม

ในเวทีนานาชาติ พระองค์ยังทรงได้รับการจับตามองในฐานะดีไซเนอร์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ด้วยผลงานของแบรนด์ SIRIVANNAVARI ซึ่งเป็นแบรนด์แฟชั่นไทยแบรนด์แรกและแบรนด์เดียว ที่อยู่ในตารางทางการของ Milan Fashion Week นับเป็นพลังสำคัญที่ผลักดันให้ดีไซเนอร์ไทยได้รับการมองเห็นบนเวทีระดับสากล สำหรับรางวัลระดับนานาชาติ พระองค์ทรงเป็นคนไทยพระองค์แรกที่ทรงได้รับการถวายพระเกียรติคุณและทรงได้รับเหรียญสดุดีในด้านการส่งเสริมงานด้านวิจิตรศิลป์ มรดกทางวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา ณ สำนักงานใหญ่ขององค์การ UNESCO ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส นอกจากนี้ องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ได้ถวายรางวัล ‘ความเป็นเลิศด้านการสร้างสรรค์: WIPO Award for Creative Excellence 2025’ แด่พระองค์เพื่อยกย่องในพระวิริยอุตสาหะ และพระปรีชาสามารถในด้านทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งการสร้างสรรค์ผลงานลิขสิทธิ์ การออกแบบแฟชั่น และเครื่องหมายการค้า ตลอดจนพระกรณียกิจในการส่งเสริมศักยภาพของช่างฝีมือในชุมชนท้องถิ่น เพื่ออนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมไทย

พร้อมกันนี้ ยังมีการมอบรางวัลให้แก่ผู้ทรงอิทธิพลในสาขาต่าง ๆ นำโดย รีเบคก้า แพทรีเซีย อาร์มสตรอง ในสาขา Breakthrough, สโรชา จันทร์กิมฮะ ในสาขา Breakthrough, อารยา เอ ฮาร์เก็ต ในสาขา Fashion Icon, อุรัสยา เสปอร์บันด์ ในสาขา Actress, วาสนา สายมา ในสาขา Craftsmanship, เอวาริณณ์ พันธุ์วิเชียร ในสาขา Makeup Artist, พิชญา สุนทรญาณกิจ ในสาขา Chef, ชรารัตติ์ สาระอาภรณ์ ในสาขา Pop culture, แอน ทองประสม ในสาขา Wellness, วิชชุลดา ปัณฑรานุวงศ์ ในสาขา Artist, จิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท ในสาขา Writer, สมฤทัย รัตนวราห ในสาขา Influencer, ดนุภา คณาธีรกุล ในสาขา Musician และ กฤษฏ์ อำนวยเดชกร ในสาขา Phenomenon

ไอคอนแห่งวงการแฟชั่น ชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต เจ้าของรางวัลสาขา Fashion Icon นิยามตัวตนผ่านกาลเวลากว่าทศวรรษว่า “สไตล์คือการเดินทาง ไม่ใช่จุดหมาย” เธอย้ำถึงทัศนคติในการใช้ชีวิตท่ามกลางโลกโซเชียลว่า “อยากให้คนจดจำว่า ‘I have no hate’ เราไม่เคยเกลียดใคร อยากส่งต่อแต่พลังบวก สังคมทุกวันนี้เต็มไปด้วย Negativity มากเกินไป อยากให้คนใจดีต่อกันมากขึ้น อย่าตัดสินกัน และอย่าดูถูก Purpose ของตัวเอง” 

สำหรับคลื่นลูกใหม่ที่สะท้อนศักยภาพ Soft Power ไทย เบ็คกี้-รีเบคก้า แพทรีเซีย อาร์มสตรอง เจ้าของรางวัลสาขา Breakthrough เปิดใจถึงเบื้องหลังความสำเร็จว่า “ทุกเช้าที่ตื่นมาคือความพร้อมที่จะลุยเต็มที่ ต่อให้ป่วยก็ต้องสู้ เพราะมันคือความรับผิดชอบ… อยากให้คนได้ยินชื่อเบ็คกี้แล้วรู้สึกว่า ผู้หญิงคนนี้เป็นนักแสดงที่เก่งและตั้งใจกับทุกผลงานแบบเกิน 100%” เช่นเดียวกับ ฟรีน-สโรชา จันทร์กิมฮะ ที่เชื่อว่า “ความกล้าที่จะลงมือทำคือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด…อยากให้สังคมเห็นคุณค่าของการเป็นตัวตนที่แท้จริง หยุดลดทอนตัวเองเพื่อให้ใครยอมรับ แต่กล้าที่จะเป็นในแบบที่เราภูมิใจ” 

ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์ เจ้าของรางวัลสาขา Actress นักแสดงหญิงผู้ครองหัวใจผู้ชมมาอย่างยาวนาน นิยามความเป็นนักแสดงผ่านจุดเปลี่ยนในละคร “จาก ‘ดวงใจอัคนี’ สู่การปลดล็อกจิตวิญญาณนักแสดงใน “คลื่นชีวิต” เผยว่า “ความท้าทายสูงสุดคือการทำความเข้าใจ ‘ความเป็นมนุษย์’ ผ่านตัวละครจนผู้ชมเชื่อสนิทใจ ซึ่งนั่นคือความภูมิใจที่ยิ่งใหญ่กว่ารางวัลใดๆ เธอทิ้งท้ายด้วยพลังบวกถึงผู้หญิงทุกคน ให้กล้าแสดงออกผ่านแฟชั่นและใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย โดยยึดมั่นใน ‘การรักตัวเอง’ เพราะเมื่อเรารักตัวเองมากพอ เราจะก้าวผ่านทุกอุปสรรคไปได้อย่างงดงาม”

เวทีนี้ยังเปิดพื้นที่ให้กับเสียงของผู้สร้างสรรค์ จิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท นักเขียนซีไรต์ที่อายุน้อยที่สุด สะท้อนมุมมองว่า “อยากให้คนจดจำพลังงานบางอย่างในงานเขียนของเรา มันคือความอ่อนโยนที่กล้าชี้ไปยังความจริง แม้จะเป็นความจริงที่คนส่วนใหญ่ไม่อยากมองเห็น” สอดคล้องกับ วาสนา สายมา เจ้าของรางวัลสาขา Craftsmanship ผู้ยกระดับหัตถกรรมไทยสู่สากล ที่กล่าวอย่างภูมิใจว่า “งานหัตถกรรมเกิดจากมือผู้หญิง วันนี้เราทำให้ผู้หญิงในชุมชนทุกคนยอมรับและรวมพลังกันทำงานใหญ่ได้ นั่นคือการสร้างพลังของผู้หญิงที่แท้จริง” 

รางวัล Wellness สำหรับ แอน ทองประสม นักแสดงและโปรดิวเซอร์ เผยถึงการเป็นตัวแทนของผู้หญิง
ยุคใหม่ที่เชื่อในพลังของความสมดุลและการดูแลตัวเองว่า จุดเปลี่ยนสำคัญเริ่มต้นจากวันที่เธอล้มป่วยอย่างหนัก จนทำให้หันกลับมาให้เวลากับร่างกายอย่างจริงจังจากโยคะ เวทเทรนนิ่ง สู่การวิ่ง ความสม่ำเสมอมากกว่าสิบสามปีได้หล่อหลอมเป็นวินัยชีวิต อุปสรรคทั้งเรื่องเวลา การบาดเจ็บ และวัยที่เปลี่ยนไป กลับกลายเป็นบทเรียนให้เธอเข้าใจร่างกายอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นเธอเลือกเปลี่ยนการออกกำลังกายจากหน้าที่ ให้กลายเป็นกิจวัตรที่เต็มไปด้วยความสุขความภาคภูมิใจสูงสุดไม่ใช่เพียงรูปร่างที่แข็งแรง แต่คือความไม่ยอมแพ้ต่อข้อจำกัดของตัวเองและบนเส้นทางการแสดง แอนยังคงยืนหยัดในฐานะนักแสดงหญิงคุณภาพ ที่พิสูจน์ว่าความสามารถไม่เคยถูกจำกัดด้วยวัย

ในแวดวงศิลปะและวัฒนธรรมป๊อป แม็กกี้-ชรารัตติ์ สาระอาภรณ์ สาขา Pop Culture เจ้าของคาแรกเตอร์ Charlotte กล่าวว่า “การภูมิใจในตัวเองคือเรื่องสำคัญมาก ขอให้มีความสุขกับตัวตนของเราเอง และพัฒนามันให้ดีขึ้นในแบบของเรา” ส่วน มิลลิ-ดนุภา คณาธีรกุล เจ้าของรางวัลสาขา Musician กล่าวถึงการต่อสู้ในฐานะศิลปินหญิงว่า

“การเป็นผู้หญิงมันยากจริงๆ แต่อยากบอกว่า ‘มาสู้ไปด้วยกันนะคะ’ เราจะเหนื่อยไปพร้อมกัน และทำในแบบที่ยังมีความสุขกับมัน” ปิดท้ายด้วยรางวัลพิเศษ Phenomenon พีพี-กฤษฏ์ อำนวยเดชกร ศิลปินผู้ทลายกำแพงแห่งเพศ กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าประทับใจว่า “การเป็นตัวของตัวเองดีที่สุดแล้ว ไม่มีใครเป็นเหมือนใครได้ จงภูมิใจในความแตกต่าง เพราะนั่นคือความพิเศษของเรา และอย่าลืมกลับมาดูแลใจตัวเองด้วย” 

Harper’s BAZAAR Women of the Year 2025 คือการประกาศคุณค่าแห่ง “พลังหญิง” อย่างสง่างาม ผ่านเรื่องราวที่พิสูจน์แล้วว่าความฝันและความกล้าหาญเปลี่ยนโลกได้จริง รางวัลในค่ำคืนนี้จึงมิใช่เพียงสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ แต่คือหมุดหมายแห่งความหวัง และเป็นจุดเริ่มต้นให้ผู้หญิงไม่เพียงแค่ “เปล่งประกาย” แต่พร้อม “เปล่งพลัง” เพื่อขับเคลื่อนโลกสู่อนาคตด้วยหัวใจของผู้หญิงอย่างแท้จริง

GAMBOL ส่งมอบรองเท้า 9,000 คู่ ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ผ่าน 5 องค์กรหลัก

GAMBOL ส่งมอบรองเท้า 9,000 คู่ ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ผ่าน 5 องค์กรหลัก

GAMBOL ส่งมอบรองเท้า 9,000 คู่ ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ผ่าน 5 องค์กรหลัก

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.48 น.

บริษัท บิ๊กสตาร์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรองเท้า GAMBOL (แกมโบล) เดินหน้าส่งมอบความห่วงใยสู่พี่น้องชาวใต้และชาวอำเภอหาดใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยคณะผู้บริหารนำโดยคุณนิติ กิจกำจาย คุณสุมิตรา กิจกำจาย และคุณสรกิตติ์ กิจกำจาย ได้ร่วมมอบรองเท้าจำนวน 9,000 คู่ รวมมูลค่า 824,010 บาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนอย่างเร่งด่วน

เพื่อให้ความช่วยเหลือกระจายไปอย่างทั่วถึง GAMBOL ได้ส่งมอบผ่าน 5 หน่วยงานพันธมิตรสำคัญ ได้แก่ 1. สภากาชาดไทย (ร่วมกับช่อง 3 ในโครงการ “รวมน้ำใจ ช่วยภัยน้ำท่วม”) 2. มูลนิธิเพจอีจัน 3. มูลนิธิองค์กรทำดี 4. ศูนย์รับบริจาค Thai PBS และ 5. ศูนย์รับบริจาคการบินไทย

การส่งมอบรองเท้าครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของเจตนารมณ์ในการดำเนินงานตามแนวทางของ GAMBOL ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมสังคมไทยให้น่าอยู่และยั่งยืน พร้อมช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบในยามวิกฤต ทางบริษัทฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่ารองเท้าที่ส่งมอบให้ไปจะช่วยอำนวยความสะดวกและเยียวยาจิตใจให้กับผู้ประสบภัยในพื้นที่น้ำท่วม และช่วยให้ทุกคนเดินหน้าก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคง โดย “GAMBOL ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจ เคียงข้างพี่น้องชาวใต้ในทุกก้าวแห่งการฟื้นฟู”

การส่งมอบรองเท้าได้ดำเนินการร่วมกับองค์กรต่าง ๆ ดังนี้: รองเท้าจำนวน 2,000 คู่ ผ่านศูนย์รับบริจาค การบินไทย สำนักงานใหญ่ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 รองเท้าจำนวน 1,000 คู่ ผ่านศูนย์รับบริจาค Thai PBS สำนักงานใหญ่ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 รองเท้าจำนวน 2,000 คู่ ผ่านโครงการ “ร่วมปันน้ำใจ ช่วยเหลือผู้ประสบภัย (ฟื้นฟู)” ของมูลนิธิองค์กรทำดี โดยมี คุณบุ๋ม–ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี เป็นผู้รับมอบ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 รองเท้าจำนวน 2,000 คู่ ผ่าน มูลนิธิเพจอีจัน เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 และรองเท้าจำนวน 2,000 คู่ ผ่านโครงการ “รวมน้ำใจ ช่วยภัยน้ำท่วม” ร่วมกับ สภากาชาดไทย โดยมี คุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา เป็นผู้รับมอบ เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568

แบรนด์ ชวนส่งต่อความสุขปีใหม่ให้คนสำคัญ ในแคมเปญ “ให้แบรนด์แทนใจเลือกด้วยใจให้คนสำคัญ”

แบรนด์ ชวนส่งต่อความสุขปีใหม่ให้คนสำคัญ ในแคมเปญ “ให้แบรนด์แทนใจเลือกด้วยใจให้คนสำคัญ”

แบรนด์ ชวนส่งต่อความสุขปีใหม่ให้คนสำคัญ ในแคมเปญ “ให้แบรนด์แทนใจเลือกด้วยใจให้คนสำคัญ”

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.42 น.

“ชุดของขวัญและกระเช้าปีใหม่แบรนด์” โดยบริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำตลาดอาหารเสริมสุขภาพภายใต้ตราผลิตภัณฑ์แบรนด์ (BRAND’S) ในประเทศไทยและอินโดไชน่า รุกตลาดส่งท้ายปี       สานต่อแคมเปญ “#ให้แบรนด์แทนใจเลือกด้วยใจให้คนสำคัญ” เปิดตัวคอลเลกชันชุดของขวัญและกระเช้าปีใหม่แบรนด์สุด    พรีเมียม โดดเด่นด้วยดีไซน์ทันสมัย ผสานความมงคล และนำไปใช้ต่อได้จริง มีหลากหลายดีไซน์ให้เลือก เพื่อมอบเป็นของขวัญสะท้อนความตั้งใจ ใส่ใจในการเลือกของขวัญเพื่อคนสำคัญ ที่เต็มไปด้วยความรัก ความห่วงใย และใส่ใจสุขภาพ* แด่ผู้รับคนพิเศษทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ญาติพี่น้อง หัวหน้า เพื่อนร่วมงาน คู่ค้าทางธุรกิจ ไปจนถึงกลุ่มเพื่อน เดินหน้าสร้างการรับรู้ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการตลาดเต็มรูปแบบ เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ ดึง “แอฟ ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ” และ “มอส มัดจุก” อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง มาร่วมถ่ายทอดมุมมองที่ว่า…ทำไมหลายคนจึงเลือกแบรนด์เป็นของขวัญปีใหม่ให้คนสำคัญ เพราะการมอบแบรนด์ไม่ได้เป็นแค่ของขวัญ แต่คือความใส่ใจสุขภาพ* และความพิถีพิถันในการเลือกของผู้ให้ แทนความรู้สึกดีๆ และความห่วงใยต่อผู้รับ พร้อมกันนี้ยังจัดโปรโมชันพิเศษมอบส่วนลดสูงสุด 25% และของสมนาคุณอีกมากมาย ตั้งแต่วันนี้ – 7 มกราคม 2569

นภิส ศศิวิมลกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์แบรนด์รังนกแท้และของขวัญแบรนด์ บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ปัจจุบันการมอบของขวัญไม่ได้เป็นเพียงแค่การให้สิ่งของ แต่คือการส่งต่อความรู้สึก ความใส่ใจ และความปรารถนาดีที่มีต่อกัน ผู้บริโภคยุคใหม่จึงมองหาของขวัญที่มีคุณค่า ดีต่อสุขภาพ* และมีดีไซน์ที่สวยงามเหมาะกับผู้รับแต่ละกลุ่ม แบรนด์เข้าใจอินไซต์เหล่านี้เป็นอย่างดี จึงสานต่อแคมเปญ ‘#ให้แบรนด์แทนใจเลือกด้วยใจให้คนสำคัญ’ พร้อมเปิดตัวชุดของขวัญและกระเช้าปีใหม่แบรนด์ดีไซน์ใหม่ ที่มาพร้อมกับความพิถีพิถันและความใส่ใจในรายละเอียด ทั้งด้านดีไซน์และรูปแบบที่ทันสมัย พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็นของขวัญสุดพรีเมียมที่ใส่ใจสุขภาพ* สะท้อนความตั้งใจ ใส่ใจในการเลือกของขวัญเพื่อคนสำคัญ โดยไฮไลต์คอลเลกชันในปีนี้มีผลิตภัณฑ์แบรนด์ให้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น แบรนด์ซุปไก่สกัด ที่มีคาร์โนซีนและวิตามินบี 12 ซึ่งมีส่วนช่วยเสริมการทำงานตามปกติของสมองและระบบประสาท, แบรนด์ วีต้า วิตามินเอ เบอร์รี่ มีแอนโทไซยานิดินจากสารสกัดบ็อกบิลเบอร์รี่ และมีวิตามินเอสูง ซึ่งมีส่วนช่วยคงสภาพปกติของการมองเห็น, แบรนด์ วีต้า ไฟเบอร์ พรุน ที่มีใยอาหารสูง 10,000 มก. ช่วยเพิ่มกากใยในระบบทางเดินอาหาร ช่วยกระตุ้นการขับถ่าย และแบรนด์รังนกแท้ ที่คัดสรรรังนกแท้เกรดคุณภาพ ซึ่งมีสาร NANA (N-Acetylneuraminic Acid) และสังกะสี ซึ่งมีส่วนช่วยในการทำหน้าที่ตามปกติของระบบภูมิคุ้มกันและช่วยในกระบวนการต่อต้านอนุมูลอิสระ”

ยกขบวนชุดของขวัญและกระเช้าปีใหม่แบรนด์หลากดีไซน์ ออกแบบเพื่อตอบโจทย์ผู้รับที่หลากหลาย

ชุดของขวัญแบรนด์ซุปไก่สกัด และแบรนด์รังนกแท้ มาพร้อมดีไซน์ลวดลายดอกแมกโนเลีย ที่ผสานหน้าต่างลายฉลุอันประณีต สื่อถึงคำอวยพรให้มีสุขภาพแข็งแรง โชคดี และร่ำรวย ดีไซน์เรียบหรู มีความพรีเมียม เหมาะสำหรับมอบให้พ่อแม่ ผู้ใหญ่ที่เคารพ เพื่อนร่วมงาน หัวหน้า หรือคู่ค้าทางธุรกิจ สะท้อนถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียด

นอกจากนี้ ชุดของขวัญและกระเช้าของขวัญแบรนด์ซุปไก่สกัดยังมาพร้อมความพิเศษให้ผู้รับได้ลุ้นของรางวัล เพียงสแกนคิวอาร์โค้ดบริเวณด้านขวาของกล่อง เลือกเมนู “กิจกรรมความพิเศษ” และทำตามขั้นตอนที่ปรากฏบนแบนเนอร์ เพียงเท่านี้ก็มีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลใหญ่ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่แค็ตตาล็อกออนไลน์ https://online.fliphtml5.com/kzksb/qjnb/   

ชุดของขวัญแบรนด์วีต้า วิตามินเอ เบอร์รี่ และแบรนด์วีต้า ไฟเบอร์ พรุน มาพร้อมดีไซน์ทันสมัย ด้วยลวดลายยูนิคอร์น ต้อนรับปีม้า สื่อถึงคำอวยพรให้สุขภาพแข็งแรง โชคดี และมีพลังใจ โดดเด่นด้วยสีสันสดใส เหมาะสำหรับมอบให้เพื่อน ญาติหรือคนที่สนิท
กระเช้าของขวัญปีใหม่แบรนด์ รุ่นใหม่ทั้ง 5 แบบ ที่ใช้ต่อได้จริง ได้แก่

– กระเช้าแบรนด์รังนกแท้ ใช้ต่อเป็น “กระเป๋าถือพรีเมียม”
– กระเช้าแบรนด์วีต้า วิตามินเอ เบอร์รี่ และ กระเช้าแบรนด์วีต้า ไฟเบอร์ พรุน ใช้ต่อเป็น “กระเป๋าผ้าแฟชั่น”
– กระเช้าแบรนด์ซุปไก่สกัด ใช้ต่อเป็น “กล่องใส่ของ-ชั้นวางอเนกประสงค์”
– กระเช้าแบรนด์พรีเมียมเฉพาะปีใหม่ ใช้ต่อเป็น “กระเป๋าเก็บความเย็น”
– กระเช้ารวมแบรนด์ x ARISTOTLE ใช้ต่อเป็น “กระเป๋าแฟชั่น ARISTOTLE”

พร้อมกันนี้ แบรนด์ ยังเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดล่าสุดที่ได้ “แอฟ – ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ” ร่วมกับตัวแทนคนรุ่นใหม่อย่าง “มอส มัดจุก” และ “มาย เลขาสุดป่วน” อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังจากช่อง Mosmudjook มาร่วมถ่ายทอดการมอบของขวัญปีใหม่แบรนด์ ที่เลือกด้วยความใส่ใจ เพื่อส่งต่อความห่วงใยให้ผู้รับคนสำคัญ โดยสามารถรับชมโฆษณาได้ที่ YouTube https://youtu.be/u9d5aug3pg8 ตลอดจนเดินหน้าจัดกิจกรรมและโปรโมชันพิเศษเพื่อผู้บริโภคอีกมากมาย**

โปรโมชันชุดของขวัญและกระเช้าปีใหม่ มอบส่วนลดสูงสุด 25%** ที่ห้างสรรพสินค้าและร้านค้าชั้นนำ ตั้งแต่วันนี้ – 7 มกราคม 2569
เช็กแค็ตตาล็อกออนไลน์ ของขวัญแบรนด์ ปีใหม่ 2569 https://bit.ly/4oiUgAo หาซื้อง่ายที่ห้างสรรพสินค้าและร้านค้าชั้นนำทั่วไป หรือสั่งออนไลน์ได้ที่ Lotus’s: https://bit.ly/4qqgPoa, Big C: https://bit.ly/3JvAS3R, Top’s: https://bit.ly/4qyn1KZ, The Mall: https://bit.ly/3Ws6KcP, Makro: https://bit.ly/4hAaa6Y, Shopee: https://bit.ly/3WvGFtd, Lazada: https://bit.ly/4oCVXs6,  All Online 7-11: https://bit.ly/47nMVJX

รับของสมนาคุณ เมื่อซื้อผลิตภัณฑ์ใดก็ได้ของแบรนด์ตามมูลค่าที่กำหนด ตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม 2568 – 7 มกราคม 2569 หรือจนกว่าของสมนาคุณจะหมด ได้แก่ รับฟรี ของพรีเมียม เช่น ชุดจานชามหรือชุดถนอมอาหาร มูลค่า 890 บาท เมื่อซื้อครบ 3,999 บาท รับฟรี หม้อทอดไร้น้ำมัน KASHIWA ขนาด 5.5 ลิตร มูลค่า 1,290 บาท เมื่อซื้อครบ 6,999 บาท และรับฟรี กระเป๋าเดินทาง CAGGIONI ขนาด 20 นิ้ว มูลค่า 4,200 บาท เมื่อซื้อครบ 9,999 บาท

กิจกรรมพิเศษที่หน้าร้านค้าทั่วไป ให้ผู้บริโภคได้สร้างสรรค์กระเช้าของขวัญปีใหม่แบรนด์ในสไตล์ตนเอง พร้อมสิทธิ์ร่วมลุ้นรางวัล (Lucky Draw) ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน – 31 ธันวาคม 2568 กิจกรรมสุดพิเศษที่ Lotus’s, Tops และ The Mall* ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน – 31 ธันวาคม 2568 (เฉพาะสาขาที่ร่วมรายการ)

เมื่อซื้อสินค้าแบรนด์ครบ 499 บาท ฟรีแบรนด์วีต้าเบอรี่ 42 มล. พร้อมพิมพ์ฉลากที่สามารถใส่รูปตัวเองได้ (ถ่ายรูปหน้าบูท) เพื่อมอบให้คนพิเศษ และเมื่อซื้อสินค้าแบรนด์ครบ 999 บาท ฟรีแบรนด์รังนกแท้ 42 มล. พร้อมพิมพ์ฉลากที่สามารถใส่รูปตัวเองได้ (ถ่ายรูปหน้าบูท) เพื่อมอบให้คนพิเศษ Lucky Wheel เมื่อซื้อสินค้าแบรนด์ครบ 999 บาท รับสิทธิ์ร่วมกิจกรรมวงล้อลุ้นรางวัล มูลค่าสูงสุด 490 บาท

เฮเฟเล่ จับมือ พันธมิตร พลิกโฉมมุมสินค้าเป็นสตูดิโองานดีไซน์ ในงาน งานสถาปนิก’69

เฮเฟเล่ จับมือ พันธมิตร  พลิกโฉมมุมสินค้าเป็นสตูดิโองานดีไซน์ ในงาน  งานสถาปนิก’69

เฮเฟเล่ จับมือ พันธมิตร พลิกโฉมมุมสินค้าเป็นสตูดิโองานดีไซน์ ในงาน งานสถาปนิก’69

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.29 น.

เฮเฟเล่ ประเทศไทย เตรียมสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ บนเวที ASA Architect Expo 69 หรือ “งานสถาปนิก’69” มหกรรมแสดงเทคโนโลยีสถาปัตยกรรมและผลิตภัณฑ์ก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ด้วยการถ่ายทอดมุมมอง ผ่านบทบาทของแบรนด์โซลูชันเรื่องบ้านและงานอาคาร ที่อยากชวนคนไทยไปสัมผัสกับประสบการณ์งานดีไซน์รูปแบบใหม่ จากการร่วมมือกับ “Jenchieh Hung + Kulthida Songkittipakdee / HAS design and research” เปลี่ยนจากบูธโชว์สินค้าให้เป็น “สตูดิโอชิ้นงานสถาปัตยกรรม” ที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน พร้อมให้สัมผัสในปี 2569

ปีนี้ เฮเฟเล่ได้เลือกทำงานร่วมกับ “Jenchieh Hung + Kulthida Songkittipakdee / HAS design and research” นำโดย เจอร์รี่ หง (Jenchieh Hung) และ กุลธิดา ทรงกิตติภักดี สตูดิโอสถาปนิกชั้นนำระดับนานาชาติที่มีผลงานทั้งด้านสถาปัตยกรรมทั้งในและต่างประเทศ โดยมีลายเซ็นสำคัญคือแนวคิด design + research ที่ไม่ได้มองอาคารแค่ในเชิงโครงสร้าง แต่ใช้การวิจัยและตีความ “ภูมิทัศน์เอเชีย” ผ่านวิธีคิดใหม่ ๆ ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และมีมิติทางวิถีชีวิตที่หลากหลาย การจับมือกันระหว่างเฮเฟเล่และ HAS design and research จึงไม่ใช่เพียงการให้สถาปนิกมาออกแบบบูธหรือสินค้า แต่เป็นการให้ทีมออกแบบระดับโลกมาตีความโซลูชันด้านฮาร์ดแวร์ แสงสว่าง ห้องครัว ไปจนถึงห้องน้ำของเฮเฟเล่ให้กลายเป็นภาษาทางสถาปัตยกรรมที่เล่าเรื่องการอยู่อาศัยในยุคใหม่ได้อย่างมีมิติ

เสาวนีย์ เสริมศุภกรวงศ์ Sales Director บริษัท เฮเฟเล่ (ประเทศไทย) จำกัด อธิบายมุมมองของแบรนด์ต่อการร่วมงานครั้งนี้ ว่างานสถาปนิก’69 เป็นเวทีสำคัญที่เฮเฟเล่ใช้ถ่ายทอดมุมมองใหม่ ๆ เกี่ยวกับการอยู่อาศัยและการออกแบบ “เฮเฟเล่มีความเชื่อว่า ‘นวัตกรรมที่ดี’ ไม่ได้มีแค่การสร้างสินค้ามากขึ้น แต่รวมไปถึงการพัฒนาโซลูชันที่ช่วยให้การใช้ชีวิตและพื้นที่ใช้งานมีประสิทธิภาพยิ่งกว่าเดิม ปีนี้เฮเฟเล่จึงตั้งใจนำเสนออีกมิติที่แตกต่าง ทั้งในเชิงแนวคิด รูปแบบการดีไซน์ และผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ยังไม่เคยเปิดตัวที่ไหน รวมถึงเรื่ององค์ประกอบ ที่เราออกแบบขึ้นเป็นพิเศษเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับวงการสถาปัตยกรรมและดีไซน์ ซึ่งเฮเฟเล่มั่นใจว่าผู้เข้าชมงานจะได้สัมผัสประสบการณ์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนอย่างแน่นอน”

จากวิธีคิดของ HAS design and research ที่ออกแบบผ่านบริบทความเป็นเมืองและภูมิทัศน์เอเชีย ทำให้พื้นที่ของเฮเฟเล่ในงานสถาปนิก’69 จึงมีการจัดวางให้เป็นมากกว่าบูธแสดงสินค้า ที่เป็นเหมือนสตูดิโอชิ้นงานสถาปัตยกรรม ที่หยิบเอาองค์ประกอบของบ้านและอาคารมาจัดวางใหม่ให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน แสง พื้นผิว และการเคลื่อนไหวภายในพื้นที่เดียวกัน โดยผู้ชมงานจะไม่ได้แค่เดินผ่านชุดฟิตติ้ง ครัว หรือโคมไฟไปทีละชิ้น แต่จะได้เห็นว่านวัตกรรมของเฮเฟเล่เหล่านี้ เมื่ออยู่ในสายตาและการจัดวางของสถาปนิกระดับโลก จะกลายเป็นพื้นที่ด้านประสบการณ์ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับการใช้ชีวิตและอยู่อาศัยได้อย่างไร

อีกเบื้องหลังสำคัญของความร่วมมือนี้ คือดีเอ็นเอแบบ German Engineering ที่เฮเฟเล่ยึดมั่นมาโดยตลอด ในฐานะผู้นำด้าน Home & Building Solutions ที่มอบโซลูชันแบบครบวงจร ตั้งแต่อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ เฟอร์นิเจอร์ฟิตติ้ง เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัว สุขภัณฑ์และอุปกรณ์ห้องน้ำ ไปจนถึงเรื่อง Lighting Solutions ที่ไม่ได้ให้เพียงแสงสว่าง แต่มอบ“คุณภาพแสงที่ยกระดับการใช้ชีวิต” ทำให้ปีหน้า รวมถึงบนเวทีสถาปนิก’69 จะเป็นอีกก้าวสำคัญที่เฮเฟเล่เดินหน้าผลักดันแนวคิด Smart Living อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งในมุมโซลูชันที่ช่วยให้บ้านและอาคารฉลาดขึ้น หรือการออกแบบรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ทำให้ทุกการใช้งานมีความสะดวก ปลอดภัย และสวยงาม ผ่านการผสานอย่างลงตัวของงานดีไซน์และเทคโนโลยี

เฮเฟเล่จึงอยากชวนสถาปนิก อินทีเรียดีไซเนอร์ เจ้าของธุรกิจ จนถึงคนรักบ้านทุกคน มาสัมผัสประสบการณ์ครั้งนี้ด้วยตัวเองในงานสถาปนิก’69 ระหว่างวันที่ 28 เมษายน 2569 – 3 พฤษภาคม 2569 ที่บูธ TP05 ฮอลล์ 2 อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

“ในปี 2569 ที่วงการสถาปัตยกรรมกำลังมองหาภาษาการดีไซน์รูปแบบใหม่ เฮเฟเล่ x งานสถาปนิก’69 จะเป็นพื้นที่ให้ทุกคนได้เห็นด้วยตาว่าโซลูชันเรื่องบ้านและอาคารจากเยอรมนี เมื่อถูกเล่าด้วยภาษาของสถาปนิกและงานศิลปะ จะสามารถกลายเป็นประสบการณ์ที่ #ไม่เคยเห็นมาก่อน ได้อย่างไร” เสาวนีย์ ทิ้งท้าย

การเดินทางและสุขภาพ เรื่องที่ต้องคิดคู่กัน ก่อนจะเก็บกระเป๋า เช็ควัคซีนกันหรือยัง?

การเดินทางและสุขภาพ เรื่องที่ต้องคิดคู่กัน ก่อนจะเก็บกระเป๋า เช็ควัคซีนกันหรือยัง?

การเดินทางและสุขภาพ เรื่องที่ต้องคิดคู่กัน ก่อนจะเก็บกระเป๋า เช็ควัคซีนกันหรือยัง?

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ก่อนจะออกเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ หลายคนอาจให้ความสำคัญกับเรื่องการจองตั๋ว ที่พัก หรือการเตรียมเสื้อผ้าและกล้องถ่ายรูป แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ “สุขภาพ” โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมด้านภูมิคุ้มกันผ่านการฉีดวัคซีน

นพ.วีรยุทธ ตะโนรี (ว.40915) แพทย์เฉพาะทางด้านเวชปฏิบัติทั่วไป ศูนย์ตรวจสุขภาพ โรงพยาบาลนวเวช มาให้ความรู้เกี่ยวกับการลดความเสี่ยงจากโรคติดเชื้อที่อาจพบเจอในประเทศปลายทาง เพื่อให้คุณดูแลตนเองและคนรอบข้างได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

บุคคลบางกลุ่มมีความเปราะบางและต้องใส่ใจเรื่องสุขภาพมากเป็นพิเศษในการเดินทางทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้แก่ ผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว เด็กเล็กและสตรีมีครรภ์ ผู้ที่ไม่เคยตรวจสุขภาพมาก่อน (กลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสำคัญ เพราะอาจไม่รู้ว่าตนเองมีภาวะแฝงอะไรบ้าง) ดังนั้น จึงขอแนะนำให้ “ตรวจสุขภาพก่อนการเดินทาง” เพื่อประเมินความเสี่ยงที่แท้จริงและรับคำแนะนำในการดูแลตนเองอย่างถูกต้อง

วัคซีนพื้นฐานที่จำเป็น

ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ใด การสร้างภูมิคุ้มกันพื้นฐานให้ครบถ้วนเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือมีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ ควรได้รับวัค ซีนดังต่อไปนี้: วัคซีนไข้หวัดใหญ่: ควรฉีดกระตุ้นปีละ 1 ครั้ง วัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน (dTAP): ควรฉีดกระตุ้นทุก 10 ปี วัคซีนหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน (MMR): สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยเป็นโรคหรือได้รับวัคซีนไม่ครบ

วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A): แนะนำเป็นพิเศษ เนื่องจากโรคติดต่อผ่านอาหารและน้ำดื่มที่ไม่สะอาด ซึ่งเป็นความเสี่ยงหลักของนักเดินทาง วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B): ติดต่อผ่านเลือดและสารคัดหลั่ง ป้องกันไว้เผื่อกรณีเกิดอุบัติเหตุฉุกเฉินหรือเจ็บป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาในต่างแดน วัคซีนเฉพาะกลุ่มเสี่ยง: เช่น วัคซีนงูสวัด (Shingles) และวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ(Pneumococcal) แนะนำสำหรับผู้สูงอายุหรือผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง

วัคซีนเฉพาะทางของแต่ละประเทศ

นอกจากวัคซีนพื้นฐานแล้ว ควรพิจารณาฉีดวัคซีนเพิ่มเติมตามความเสี่ยงของโรคในแต่ละประเทศปลายทาง ดังนี้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (เช่น เวียดนาม ลาว กัมพูชา): ควรพิจารณาฉีด วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ โดยเฉพาะหากมีแผนรับประทานอาหารริมทาง (Street Food) หรือเดินทางในพื้นที่ชนบท แอฟริกาและอเมริกาใต้: “จำเป็น” ต้องฉีด วัคซีนไข้เหลือง (Yellow Fever) ซึ่งบางประเทศกำหนดให้ผู้เดินทางต้องมีใบรับรองการฉีดวัคซีน จึงจะสามารถเข้าประเทศได้ (แนะนำเพิ่มเติม: ควรพิจารณาฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า แบบป้องกันล่วงหน้าหากมีแผนการเดินทางที่ต้องใกล้ชิดหรือสัมผัสกับสัตว์) ยุโรปและสหรัฐอเมริกา: เน้นวัคซีนไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะการเดินทางในช่วงฤดูหนาวที่มีการระบาดสูง ตะวันออกกลาง: หากเดินทางไปแสวงบุญหรือเยี่ยมเยียนญาติ ควรตรวจสอบข้อกำหนดเรื่อง วัคซีนป้องกันโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningococcal Vaccine) ซึ่งบางประเทศ เช่น ซาอุดิอาระเบีย มีข้อบังคับให้ฉีดในช่วงประกอบพิธีฮัจญ์

การวางแผนฉีดวัคซีนและปรึกษาแพทย์

เพื่อให้วัคซีนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์หรือคลินิกเวชศาสตร์การเดินทางล่วงหน้าอย่างน้อย 4-6 สัปดาห์ก่อนเดินทาง โดยมีระยะเวลาที่ควรคำนึงถึงดังนี้ วัคซีนทั่วไป: ควรฉีดอย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนเดินทาง เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้ทัน วัคซีนพิษสุนัขบ้า: กรณีฉีดเพื่อป้องกันแบบล่วงหน้า (Pre-exposure prophylaxis) อาจจำเป็นต้องฉีดให้ครบ 3 เข็มในกลุ่มที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 21 วัน จึงควรเผื่อเวลาให้มากกว่าวัคซีนชนิดอื่น

 เตรียมพร้อมก่อนบิน: ยา ประกัน และข้อมูล

นอกจากการฉีดวัคซีนแล้ว การเตรียมตัวด้านอื่น ๆ ก็สำคัญไม่แพ้กัน: ยาประจำตัวและใบรับรองแพทย์: เตรียมยาโรคประจำตัวให้เพียงพอ และควรพกใบรับรองแพทย์ (Medical Certificate) ภาษาอังกฤษกำกับไปด้วย โดยเฉพาะยาแก้ปวดหรือยาจิตเวช ที่มีส่วนผสมของสารควบคุม รวมถึงควรพกยาสามัญประจำบ้านติดตัวไปด้วย ประกันสุขภาพ: ควรทำประกันสุขภาพการเดินทาง (Travel Insurance) เพื่อความอุ่นใจหากเกิดการเจ็บป่วยฉุกเฉิน เช็คสภาพแวดล้อม: ตรวจสอบสภาพอากาศและสถานการณ์โรคระบาดในพื้นที่ที่จะไป เพื่อเตรียมอุปกรณ์ป้องกันได้อย่างเหมาะสม

การดูแลสุขอนามัยระหว่างเดินทาง

เมื่ออยู่ต่างแดน การ์ดอย่าตก เพื่อลดความเสี่ยงในการรับเชื้อโรค: จดจำเบอร์โทรฉุกเฉิน (Emergency Call): ควรบันทึกเบอร์ฉุกเฉินของประเทศปลายทางไว้ในโทรศัพท์ ยึดหลัก “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ”: ปฏิบัติอย่างเคร่งครัด สวมหน้ากากอนามัย: เมื่อต้องอยู่ในพื้นที่แออัด หรือพื้นที่สาธารณะที่มีผู้คนพลุกพล่าน

บทสรุป: สุขภาพที่ดี คือการท่องเที่ยวที่ราบรื่น

การเจ็บป่วยระหว่างเดินทางไม่เพียงทำให้แผนเที่ยวสะดุด แต่ยังอาจส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว การตรวจสุขภาพ การฉีดวัคซีนและการเตรียมตัวที่ดีจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองและคนรอบข้าง หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดและขอรับคำปรึกษาได้ที่ โรงพยาบาลนวเวช โทร. 1507 I Line: @navavej

นพ.วีรยุทธ ตะโนรี

นพ.วีรยุทธ ตะโนรี