ต้อนรับปีม้า ‘วาโก้’ เปิดตัวคอลเลกชันพิเศษ ‘Gallop of Fortune’ พุ่งทะยานสู่ความมั่งคั่งกับผลงาน ‘ยูน-ปัณพัท’ ศิลปินไทยฝีมือระดับโลก

ต้อนรับปีม้า ‘วาโก้’ เปิดตัวคอลเลกชันพิเศษ ‘Gallop of Fortune’ พุ่งทะยานสู่ความมั่งคั่งกับผลงาน ‘ยูน-ปัณพัท’ ศิลปินไทยฝีมือระดับโลก

ต้อนรับปีม้า ‘วาโก้’ เปิดตัวคอลเลกชันพิเศษ ‘Gallop of Fortune’ พุ่งทะยานสู่ความมั่งคั่งกับผลงาน ‘ยูน-ปัณพัท’ ศิลปินไทยฝีมือระดับโลก

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Wacoal x Phannapast ประเดิมศักราชใหม่ด้วยการเผยโฉมคอลเลกชันพิเศษ “Gallop of Fortune”  พุ่งทะยานสู่ความมั่งคั่ง ต้อนรับปีมะเมีย ปีนักษัตรตรงกับปีม้า โดยถ่ายทอดพลังแห่งความมุ่งมั่น ความสำเร็จและความโชคดี ผ่านแรงบันดาลใจจาก “ภาพวาดม้า 8 ตัว” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์มงคลของชาวไทยเชื้อสายจีนมายาวนาน โดยเชื่อกันว่าม้า 8 ตัวเป็นตัวแทนของความก้าวหน้า ความคล่องแคล่วว่องไว และความสำเร็จที่มาถึงอย่างไม่หยุดยั้ง ช่วยเสริมพลังชีวิตและดึงดูดโอกาสดีๆ เข้ามา

อินทิรา นาคสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน)

นางอินทิรา นาคสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า คอลเลกชัน Gallop of Fortune เป็นชุดเลานจ์แวร์ที่ออกแบบอย่างมีสไตล์ โดดเด่นด้วยการเลือกสรรเนื้อผ้าเกรด พรีเมียมที่ให้สัมผัสนุ่มลื่น น้ำหนักเบา เหมาะกับสภาพอากาศและไลฟ์สไตล์ของผู้หญิงยุคใหม่ พร้อมดีไซน์เรียบหรูแฝงกลิ่นอายแห่งการเริ่มต้นใหม่ ไม่เพียงช่วยเสริมลุคให้โดดเด่นขึ้นแต่ยังสร้างความรู้สึกดีที่ได้สวมใส่ หรือมิกซ์แอนด์แมทช์กับกับบราวาโก้ผ้าลูกไม้หลากหลายรูปแบบ รวมทั้งคอร์เซ็ท (บราผ้าลูกไม้แบบครึ่งตัว) เพื่อเสริมลุคให้ดูโดดเด่น หรูหราและมั่นใจในทุกโอกาส ตอบโจทย์คนที่กำลังมองหาเสื้อผ้าชิ้นพิเศษสำหรับปีใหม่ ปาร์ตี้ส่งท้ายปีหรือการพบปะคนสำคัญ เชื่อกันว่ายิ่งเริ่มปีด้วยชุดที่ใช่ความมั่นใจยิ่งเพิ่ม เหมือนเป็นพลังเล็กๆ ที่ช่วยหนุนให้ทุกก้าวของปีใหม่นี้ราบรื่นกว่าเดิม หรือเลือกเป็นของขวัญส่งต่อความหมายดีๆ ให้กับคนที่คุณรักเพื่อเริ่มต้นปีของทุกคนอย่างสมบูรณ์แบบ

ยูน-ปัณพัท เตชเมธากุล ศิลปินออกแบบลวดลาย

ยูน-ปัณพัท เตชเมธากุล ศิลปินออกแบบลวดลาย กล่าวเสริมว่า คอลเลกชันนี้ออกแบบผสานดีไซน์ร่วมสมัยเข้ากับความหมายอันลึกซึ้งของศิลปะจีนดั้งเดิม โดยมีลวดลายการเคลื่อนไหวของม้าเพื่อสะท้อนความสง่างาม แข็งแกร่ง ที่กำลังเคลื่อนเข้าสู่ช่วงการเฉลิมฉลองทั้งปีใหม่ไทยและปีใหม่จีนอย่างมั่นใจ เปรียบเสมือนพลังภายในที่ผลักดันให้ทุกคนก้าวข้ามความท้าทายไปสู่ความสำเร็จ และส่วนสำคัญของลายพิมพ์คือการผสมผสานเสน่ห์ของดอกโบตั๋น ดอกกุหลาบ และดอกเบญจมาศ ซึ่งล้วนเป็นดอกไม้แห่งความโชคดี ถ่ายทอดความงามของการผลิบานและการเปลี่ยนแปลงอย่างเปล่งประกาย

คอลเลกชัน Gallop of Fortune พร้อมให้สาวๆ สายแฟชั่น ได้สัมผัสความงดงามและพลังมงคลแล้วที่วาโก้ช็อปและเคาน์เตอร์วาโก้ที่ร่วมรายการ พร้อมอัปเดตสินค้าวาโก้ ได้ที่ FB: Wacoal Thailand, Line: @Wacoal.th หรือ Call Center โทร. 02-296-9979

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงฉลองพระองค์ชุดกิโมโนผ้าไทย ภายใต้โครงการ ‘Thai Kimono Project’

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงฉลองพระองค์ชุดกิโมโนผ้าไทย ภายใต้โครงการ ‘Thai Kimono Project’

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงฉลองพระองค์ชุดกิโมโนผ้าไทย ภายใต้โครงการ ‘Thai Kimono Project’

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญา ทรงฉลองพระองค์ชุดกิโมโนผ้าไทย ภายใต้โครงการ “Thai Kimono Project” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว ร่วมกับสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT และ บริษัท OMIYA จำกัดประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้มีการเปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการ ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว สร้างความปลาบปลื้มและได้รับความสนใจจากชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างยิ่ง 

นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า โครงการความร่วมมือดังกล่าว เป็นการนำผ้าทอไทยภายใต้โครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ตามพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งทรงมุ่งมั่นฟื้นฟูภูมิปัญญาการทอผ้าไทยอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ และส่งเสริมให้ช่างทอผ้าท้องถิ่นสร้างสรรค์ผลงานอย่างประณีต ภายใต้แนวคิดการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มาผสานกับความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบและการควบคุมคุณภาพกิโมโนของ บริษัท OMIYA จำกัด ที่มีอายุยาวนานกว่า 74 ปี ตั้งอยู่ในเมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับแนวหน้าของวงการกิโมโน ด้วยการนำลวดลายและผืนผ้าหลากหลายมาประยุกต์ให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย ขณะเดียวกันยังคงรักษาแบบแผนดั้งเดิมตามมาตรฐานกิโมโนของญี่ปุ่นไว้อย่างครบถ้วน

สำหรับที่มาของความร่วมมือในการจัดทำกิโมโนผ้าไทยในครั้งนี้ นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ อัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว ได้กล่าวว่า “สืบเนื่องจากการเสด็จเยือนประเทศญี่ปุ่นของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อปีพ.ศ. 2524 ซึ่งได้เสด็จฯ มาทอดพระเนตรการจัดแสดงแฟชั่นที่นำผ้าไหมมัดหมี่ของไทยมาตัดเย็บเป็นชุดกิโมโน ปัจจุบัน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงตั้งพระทัยสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธานดังกล่าว ทางสำนักงานฯ จึงได้น้อมนำแนวคิดนี้มาฟื้นฟูและพัฒนาเพิ่มเติมให้เกิดเป็นการซื้อขายที่ยั่งยืน โครงการดังกล่าวได้รับการตอบรับจากชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างดี โดยมียอดสั่งซื้อแล้วกว่า 1,000 ออเดอร์ คิดเป็นมูลค่ากว่า 17.6 ล้านเยนซึ่งช่วยให้ผ้าไทยสามารถจำหน่ายได้ในปริมาณมากขึ้น และมีมูลค่าสูงขึ้นกว่าเท่าตัว เป็นการสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนช่างทอผ้าไทยอย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับพระราชดำริของพระองค์ที่ทรงมีปณิธาณมุ่งหวังให้ประชาชนชาวไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน”

กองทุนสื่อฯ จัดงานเสวนาเจาะทิศทางสื่อไทยปี 2569 มุ่งขับเคลื่อนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ สู่ความยั่งยืน

กองทุนสื่อฯ จัดงานเสวนาเจาะทิศทางสื่อไทยปี 2569 มุ่งขับเคลื่อนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ สู่ความยั่งยืน

กองทุนสื่อฯ จัดงานเสวนาเจาะทิศทางสื่อไทยปี 2569 มุ่งขับเคลื่อนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ สู่ความยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ (THAI MEDIA FUND) จัดเสวนาวิชาการสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และทิศทางสื่อปี 2569 ภายใต้แนวคิด “Shaping the Future by Driving Media 2026” เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มและทิศทางการพัฒนาสื่อไทย พร้อมขับเคลื่อนระบบนิเวศสื่อที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างสร้างสรรค์

ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

โหว เป่ย (Hou Pei) ที่ปรึกษาฝ่ายข่าวสารสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ร่วมกล่าวปาฐกถา ในนามของสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ให้ความใส่ใจและสนับสนุนการส่งเสริมความร่วมมือด้านสื่อระหว่างจีน-ไทย และกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เยาวชนคือคนรุ่นที่มีพลัง มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และเป็นแรงขับเคลื่อนที่สดใหม่ที่สุดในการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ฝ่ายจีนหวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากเพื่อนสื่อมวลชนในการใช้แพลตฟอร์มสื่อใหม่ (New Media) นำเสนอเนื้อหาที่ได้รับความนิยมในหมู่       คนรุ่นใหม่ เพื่อร่วมกันเขียนบทใหม่ของมิตรภาพจีน-ไทย สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยจะยังคงสนับสนุนการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือระหว่างสื่อมวลชนของทั้งสองประเทศ เพื่อเสริมสร้างความไว้วางใจและมิตรภาพระหว่างประชาชนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นสืบไป

ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวว่า งานเสวนาวิชาการสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และทิศทางสื่อปี 2569 ครั้งนี้เป็นพื้นที่แห่งโอกาส เพื่อการเติบโตของนิเวศสื่อไทยอย่างยั่งยืน ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์สื่อในยุคดิจิทัล “กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์” จึงเปิดพื้นที่แห่งโอกาส ที่ช่วยเติมเต็มศักยภาพให้ผู้ผลิตสื่อ นักสื่อสาร และผู้ประกอบการ ได้เติบโตบนเส้นทางของการสร้างสรรค์สื่อคุณภาพอย่างแท้จริง แนวคิดสำคัญคือการสร้าง นิเวศสื่อที่สมดุล ซึ่งไม่อาจผลักภาระให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งรัฐ เอกชน ภาควิชาการ ชุมชน และประชาชน เพื่อให้สื่อทำหน้าที่เป็นพลังบวกที่ช่วยให้สังคมและชุมชนอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข กองทุนฯ พยายามใช้บทบาทของตนเองเป็น สะพานเชื่อมองค์ความรู้ ดึงผู้เชี่ยวชาญและผู้ผลิตสื่อทั้งในและต่างประเทศ มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ครั้งนี้ เพื่อจุดประกายและสร้างแรงจูงใจ   ให้ผู้ประกอบการรายเล็ก รายย่อย เปรียบเสมือนการ “ปลูกต้นกล้า” ที่ต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง จนเติบโตเป็น  “ต้นไม้ใหญ่” ที่สามารถให้ร่มเงาและคุณค่าแก่สังคมในอนาคต ในระดับนโยบาย ยังมีความคาดหวังว่ารัฐบาลจะ เห็นความสำคัญของสินค้าวัฒนธรรม     อย่างจริงจัง ประเทศไทยมีต้นทุนทางวัฒนธรรมอันหลากหลายและงดงาม ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดเป็นเนื้อหาสร้างสรรค์ ถ่ายทอดสู่สายตาชาวโลก ให้เกิดความชื่นชม สนใจ และตระหนักถึงคุณค่าของวัฒนธรรมไทยในเวทีสากล ท้ายที่สุด ความเชื่อสำคัญที่ยังคงยืนยันอย่างหนักแน่นคือ “สื่อที่ดี และสื่อที่สร้างสรรค์ สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นได้” ภาคนโยบายจึงควรสนับสนุนและผลักดันให้เกิด แพลตฟอร์มสัญชาติไทย ที่เปิดพื้นที่ให้นักสื่อสารชุมชน ซึ่งมีพลังและไฟในการขับเคลื่อนสังคม ได้จับคู่กับภาคธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อร่วมกันสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และพาประเทศไทยเดินหน้าไปด้วยกันอย่างภาคภูมิใจ

ภายในงานเสวนาวิชาการฯ ได้รวบรวมผู้นำ ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อ เทคโนโลยีวงการสื่อ จากทั้งในและต่างประเทศมาร่วมแชร์ข้อมูลด้านสื่อให้กับผู้ร่วมเสวนา อาทิ ดร. โชคชัย เอี่ยมฤทธิไกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท เทโร ดิจิทัล จำกัด,  กนกพร ประสิทธิ์ผล ผู้อำนวยการสำนักสื่อดิจิทัล ไทยพีบีเอส พร้อมด้วยคุณโจว หรง (Zhou Rong) Government Public Relations Officer of Shanhai Group, หวัง หย่าซง (Wang Yasong) ประธานบริษัท Guangxi Nanyi Intelligent Technology, คุณเสี่ยวคุน เกา (Xiaokun Gao) ผู้จัดการประจำประเทศไทย Country Manager – Sanook / Tencent,   ดร.ปริญญา หอมอเนก ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอซิส โปรเฟสชั่นนัล เซ็นเตอร์ จำกัด และบริษัท ไซเบอร์ตรอน จำกัด , แกรี่ พาวด์ ผู้อำนวยการ  ฝ่ายปฏิบัติการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC), Bloomberg LP ประเทศไทย และภายในงานยังได้รับเกียรติจาก คมกฤษ ตรีวิมล ผู้กำกับภาพยนตร์,  ธีรคหเทพ อาริยวงศ์ษา จากTHAM Studio19 มาร่วมพูดคุยประเด็นอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยก้าวไกลสู่ตลาดโลกอีกด้วย

แอสเซทไวส์ จับมือ สมาคมถ่ายภาพฯ ชวนบันทึกความสุขผ่านเลนส์ กับโครงการ ‘The 2026 ASSETWISE Photo Contest’

แอสเซทไวส์ จับมือ สมาคมถ่ายภาพฯ ชวนบันทึกความสุขผ่านเลนส์  กับโครงการ ‘The 2026 ASSETWISE Photo Contest’

แอสเซทไวส์ จับมือ สมาคมถ่ายภาพฯ ชวนบันทึกความสุขผ่านเลนส์ กับโครงการ ‘The 2026 ASSETWISE Photo Contest’

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แอสเซทไวส์ ร่วมกับ สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ เปิดพื้นที่ให้ “ความสุข” ถูกบันทึกผ่านมุมมองของช่างภาพทั่วประเทศ กับโครงการประกวดภาพถ่าย The 2026 ASSETWISE PHOTO CONTEST FOR CHARITY ชวนทั้งมืออาชีพและผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ มาร่วมเล่าเรื่องความน่าอยู่ของโลกใบนี้ ผ่านภาพถ่ายที่เปี่ยมไปด้วยความหมาย ดูแล้ว…ยิ้มได้ อบอุ่นใจ และมีคุณค่า พร้อมชิงเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 290,000 บาท โดยผลงานที่ได้รับคัดเลือกจะนำไปใช้สนับสนุนภารกิจของสถาบันมะเร็งแห่งชาติต่อไป ส่งผลงานได้ ตั้งแต่วันนี้ – 22 กุมภาพันธ์ 2569 (ปิดระบบรับภาพเวลา 23.59 น.)

นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นผู้นำด้านไลฟ์สไตล์ภายใต้แนวคิด “ความสุขที่ออกแบบมาเพื่อคุณ” หรือ “We Build Happiness” กล่าวว่า  แอสเซทไวส์เชื่อว่าความสุขไม่ใช่เพียงการมีที่อยู่อาศัยที่ดี แต่ยังเกิดขึ้นจากประสบการณ์ ไลฟ์สไตล์ และมุมมองดีๆ ที่ช่วยเติมเต็มคุณภาพชีวิตในแต่ละวัน ซึ่งหนึ่งในพลังสร้างสรรค์ที่สามารถถ่ายทอดและส่งต่อความสุขเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน คือ ศาสตร์ด้านการถ่ายภาพ แอสเซทไวส์จึงร่วมจัดโครงการประกวดภาพถ่าย The 2026 ASSETWISE PHOTO CONTEST FOR CHARITY เพื่อเปิดโอกาสให้ช่างภาพทุกระดับได้นำเสนอเรื่องราวความสุขผ่านมุมมองที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง และร่วมกันสร้างสังคมแห่งความสุขไปด้วยกัน

“การร่วมมือกับสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 เราเชื่อว่าความสุขสามารถเกิดขึ้นได้จากสิ่งเล็กๆ รอบตัว และศิลปะภาพถ่ายคือสื่อกลางที่ช่วยบันทึกช่วงเวลาเหล่านั้นไว้ได้อย่างทรงพลัง โครงการนี้จึงไม่เพียงสนับสนุนงานสร้างสรรค์เท่านั้น แต่ยังเปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้ร่วมแบ่งปันมุมมองดีๆ ให้กับสังคม โดยเฉพาะการสนับสนุนคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์ ให้ได้กล้าแสดงออก ทำในสิ่งที่รัก และต่อยอดไปสู่ความภาคภูมิใจในตัวเอง พร้อมร่วมสร้างสังคมแห่งความสุขในรูปแบบใหม่ๆ  สำหรับการประกวดในครั้งนี้ แอสเซทไวส์ได้รับเกียรติจาก คุณตุลย์ หิรัญญลาวัลย์ นายกสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมเป็นหนึ่งในคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อร่วมเปิดมุมมองและยกระดับมาตรฐานการตัดสินผลงานภาพถ่ายในโครงการ” นายกรมเชษฐ์ กล่าว

กติกาแบ่งออกเป็น 2 หัวข้อ ได้แก่  1. หัวข้อ “Happyscape ทิวทัศน์แห่งความสุข” เปิดรับภาพถ่ายทิวทัศน์เมือง ธรรมชาติ หรือสถานที่ใดๆ ที่สร้างความสุขให้แก่ผู้พบเห็น โดยผลงานที่ส่งเข้าประกวดต้องถ่ายด้วย “กล้องดิจิทัลทั่วไปและกล้องฟิล์ม” เท่านั้น (ไม่รับภาพถ่ายจากโดรน) 2. หัวข้อ “A Joyful World โลกนี้น่าอยู่” เปิดรับภาพถ่ายที่ถ่ายทอดความน่าอยู่ของโลกนี้ ที่อาจจะเป็นความสุขเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน หรือเป็นภาพจากสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต พืชพรรณ วัตถุสิ่งของ ตลอดจนเหตุการณ์ต่างๆ รอบตัวเราที่เห็นแล้วมีความสุข ผลงานที่ส่งเข้าประกวดต้องถ่ายด้วย “สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต” เท่านั้น

ทั้งนี้ ในแต่ละหัวข้อมีรางวัลชนะเลิศ เงินสด 100,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลเกียรติยศ และรางวัลดีเด่น เงินสด 5,000 บาท จำนวน 9 รางวัล รวมมูลค่ารางวัลทั้งโครงการ 290,000 บาท พร้อมโอกาสนำผลงานภาพถ่ายไปต่อยอดและเผยแพร่เพื่อสนับสนุนภารกิจของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ โดยไม่เป็นการแสวงหาผลกำไร  รายละเอียดเพิ่มเติม คลิก https://www.rpst.or.th/home/gallerydetails.php?id=133

‘ไอ้ฝรั่ง’ อาหารไทยไร้กรอบ เน้นความอิสระ และกล้าคิดต่าง สองเชฟต่างชาติตีความความเป็นไทยผ่านมุมมองของ ‘ไอ้ฝรั่งคนนั้น’

‘ไอ้ฝรั่ง’ อาหารไทยไร้กรอบ เน้นความอิสระ และกล้าคิดต่าง สองเชฟต่างชาติตีความความเป็นไทยผ่านมุมมองของ ‘ไอ้ฝรั่งคนนั้น’

‘ไอ้ฝรั่ง’ อาหารไทยไร้กรอบ เน้นความอิสระ และกล้าคิดต่าง สองเชฟต่างชาติตีความความเป็นไทยผ่านมุมมองของ ‘ไอ้ฝรั่งคนนั้น’

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ไอ้ฝรั่ง (Ai Farang) ร้านอาหารไทยที่ไม่ติดกรอบแห่งใหม่ล่าสุดที่ซอยทองหล่อ ชวนชิมอาหารไทยในมุมมองใหม่ ผ่านสายตาและรสมือของทิม บัทเลอร์ และและลอริน จานิตา 2 เชฟชาวต่างชาติที่ใช้ชีวิตในไทยมานาน แต่ก็ยังสลัดความเป็นฝรั่งในตัวเองไม่ออก เมนูที่ไอ้ฝรั่งจึงเป็นการตีความอาหารไทยแบบใหม่ โดยใส่ความกล้า ความตลก และตัวตนที่ไม่เหมือนใครลงไปด้วย ไอ้ฝรั่งจึงเป็นเหมือนชุมชนของความแตกต่างที่อยู่ร่วมกันได้ ลิ้มลองรสชาติด้วยใจที่เปิดกว้าง โดยไม่ต้องพกความคาดหวังออกมาจากบ้านว่าอาหารไทยควรเป็นแบบไหน

ทิม บัทเลอร์ หัวหน้าเชฟและหุ้นส่วนของร้าน อีท มี (Eat Me) และลอริน จานิตา เชฟลูกครึ่งฟิลิปปินส์-อเมริกัน เป็นผู้อยู่เบื้องหลักคอนเซปต์ของร้าน ทั้งสองนำประสบการณ์การทำงาน และระยะเวลาหลายปีที่ได้ซึมซับวัฒนธรรม ภาษา และวิถีอาหารของไทย มาถ่ายทอดออกมาเป็นร้านอาหารไทยรูปแบบใหม่ที่ทั้งขี้เล่นและลึกซึ้ง

ภายในร้านตกแต่งขึ้นจากแนวคิดที่ยกย่องความงดงามของความไม่สมบูรณ์แบบ บรรยากาศจึงให้ทั้งความมีชีวิตชีวา และเสน่ห์แบบดิบ ๆ รองรับได้ทั้งหมด 40 ที่นั่ง การตกแต่งภายในเลียนแบบศาลาไทยริมน้ำ ตีความใหม่ในสไตล์ดิบเท่ และนำเฟอร์นิเจอร์เก่ามาใช้ เช่น เก้าอี้โรงหนัง บานประตูไม้พับ และของสะสมจากยุค 60s – 70s พร้อมให้บริการด้วยความเป็นกันเอง อบอุ่น และผ่อนคลาย โดยไม่มีข้อกำหนดเรื่องการแต่งกาย

อาหารแต่ละจานของไอ้ฝรั่ง สร้างสรรค์จากรากของความเป็นไทย แต่ตีความใหม่ด้วยเทคนิคแบบตะวันตกพร้อมเติมความอยากรู้อยากเห็นแบบฝรั่ง โดยใช้ทั้งวัตถุดิบท้องถิ่นและแรงบันดาลใจจากทั่วโลกผสมผสานเข้าด้วยกัน เริ่มที่เมนูคุ้นเคยอย่าง Pad Kra Pao Spring Rolls หรือปอเปี๊ยะผัดกะเพรา ที่แตกต่างด้วยไส้ที่ทำจากเนื้อวัว ไข่นกกระทา และโหระพา หรือจะเป็นเมนู Caviar Service นำคาเวียร์โอเซียทรามารับประทานกับใบชะพลูและเครื่องเมี่ยงคำ ด้าน Sea Urchin Pani Puri คือส่วนผสมที่ลงตัวของไข่หอยเม่น มะกอกเขียว และมะขาม ส่วน Seared Foie Gras เสริมรสเข้มข้นของฟรัวกราส์ ด้วยความสดชื่นจากส้มคาลามันซีได้อย่างลงตัว เมนูแกง Hed Thob Curry ยกระดับแกงเห็ดถอบแบบอีสานไปอีกขั้นด้วยผงกะหรี่และมันฝรั่ง สำหรับคนที่ชอบเมนูสไตล์คอมฟอร์ต จะต้องหลงรัก Truffle Fried Rice  หรือข้าวผัดทรัฟเฟิล เสิร์ฟพร้อมไข่ดาวและเห็ดย่าง หรือจะเป็น Nam Ya Puu Spaghetti ที่เชฟเลือกใช้ปูคิงแครบกับหมึกดำ หากต้องการจานหนักขึ้น ไม่ควรพลาด Beef Short Rib Rat Na เบสด้วยน้ำสต็อกรสชาติเข้มข้น ราดบนเส้นกรอบ และเสริมรสด้วยพริกดอง ส่วนของหวานนั้นก็แฝงไว้ด้วยความซุกซนเช่นเดียวกับอาหาร เพื่อมอบประสบการณ์สไตล์ ไอ้ฝรั่ง ที่จะหาจากไหนไม่ได้

เมนูเครื่องดื่มของ ไอ้ฝรั่ง สะท้อนจิตวิญญาณอิสระของอาหารได้อย่างลงตัว โดยมีเครื่องดื่มซิกเนเจอร์ อาทิ Basque Chili Dirty Martini มาในโทนเผ็ดร้อนด้วยวอดก้าดองพริก น้ำดองพริกปิปาร์รา และตกแต่งเพิ่มคาแรกเตอร์ด้วยกุนเชียงเผาไฟ ส่วน Serrano Ham Melon เติมมิติหวานเค็มให้วอดก้า ด้วยเมลอนไทยและญี่ปุ่น น้ำผึ้ง เหล้ามิโดริ และมีแฮมเซอร์ราโนกรอบเป็นท็อปปิ้ง สำหรับ Spritzy A/F เป็นการตีความ Negroni Sbagliato ใหม่ ให้ความสดชื่นจากโฟมแอปเปิลยูสุด้านบน ขณะที่ EGGspresso Martini เติมความเข้มมันด้วยการนำกาแฟดำ บรั่นดีรีเจนซี่ วอดก้ามาเขย่ารวมกัน และท็อปด้วยโฟมนุ่ม ๆ จากกะทิและไข่แดง

นอกจากนี้ ไอ้ฝรั่ง ยังพร้อมเสิร์ฟความสนุกด้วย Frozen Cocktail of the Day ที่หมุนเปลี่ยนทุกวัน เซอร์ไพรส์ลูกค้าด้วยความเย็นฉ่ำของค็อกเทลแบบไม่ซ้ำ นอกจากนี้ ยังมีคราฟต์เบียร์ทั้งกระป๋องและสด รวมถึงสาโท และไวน์ที่คัดสรรมาอย่างดี เพื่อให้มีตัวเลือกที่ตอบโจทย์ทุกอารมณ์และทุกสไตล์

ไอ้ฝรั่ง ตั้งอยู่ที่ 113 ซอยทองหล่อ แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 17:00 – 24:00 น.สอบถามข้อมูลหรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทร.02-63 145 7565

โนโว นอร์ดิสค์ จับมือ สถานเอกอัครราชทูตเดนมาร์กในไทย ช่วยเหลือผู้ใช้ชีวิตร่วมกับโรคเบาหวานที่ประสบอุทกภัยภาคใต้

โนโว นอร์ดิสค์ จับมือ สถานเอกอัครราชทูตเดนมาร์กในไทย ช่วยเหลือผู้ใช้ชีวิตร่วมกับโรคเบาหวานที่ประสบอุทกภัยภาคใต้

โนโว นอร์ดิสค์ จับมือ สถานเอกอัครราชทูตเดนมาร์กในไทย ช่วยเหลือผู้ใช้ชีวิตร่วมกับโรคเบาหวานที่ประสบอุทกภัยภาคใต้

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท โนโว นอร์ดิสค์ ฟาร์มา (ประเทศไทย) จำกัด (“โนโว นอร์ดิสค์”) และสถานเอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำประเทศไทย บริจาคเงินจำนวน 430,000 บาท (ประมาณ 86,000 โครนเดนมาร์ก) แก่สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ  เพื่อสนับสนุนการบรรเทาทุกข์หลังเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ทางภาคใต้ของประเทศไทย

ตามข้อมูลของรัฐบาล เหตุอุทกภัยในประเทศไทยส่งผลกระทบต่อประชาชนเกือบสามล้านคน1 โดยพื้นที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลาเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด การบริจาคครั้งนี้จะช่วยจัดหาเวชภัณฑ์และอุปกรณ์จำเป็นสำหรับผู้ที่ใช้ชีวิตร่วมกับโรคเบาหวานในพื้นที่ซึ่งประสบปัญหา เนื่องจากการขาดแคลนเวชภัณฑ์และการเข้าถึงผู้ให้บริการด้านสุขภาพที่ลดลง

พิธีส่งมอบเงินบริจาค ณ สถานเอกอัครราชทูตเดนมาร์กตอกย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศในยามที่เผชิญความยากลำบาก ผู้เข้าร่วมได้แก่ เอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำประเทศไทย ผู้จัดการทั่วไปของโนโว นอร์ดิสค์ และผู้แทนจากสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ รวมถึง ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์ ประธานสมาคม  รศ.นพ.เพชร รอดอารีย์ อุปนายก และ ศ.คลินิก พญ.สุภาวดี ลิขิตมาศกุล อุปนายก

ฯพณฯ นายแดนนี่ แอนนัน เอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำประเทศไทย กล่าวว่า “เดนมาร์กและไทยมีความสัมพันธ์ยาวนานกว่า 400 ปี การบริจาคจากโนโว นอร์ดิสค์ ซึ่งเป็นบริษัทด้านการดูแลสุขภาพระดับโลกที่มีสำนักงานใหญ่ในเดนมาร์ก แก่เพื่อนและพันธมิตรชาวไทยในยามจำเป็น โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ชีวิตร่วมกับโรคเบาหวาน เสริมสร้างความสัมพันธ์โดยมุ่งเน้นการพัฒนาด้านสาธารณสุข ความเป็นอยู่ที่ดี และคุณภาพชีวิตของประชาชนของเราทั้งสองประเทศ”

นายจิฮาน เซอร์ดาร์ คิซิลจิก ผู้จัดการทั่วไปของบริษัท โนโว นอร์ดิสค์ ฟาร์มา (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “โนโว นอร์ดิสค์ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงด้านโรคเบาหวานมากว่าศตวรรษ และเราได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรของเรา รวมถึงสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ เพื่อป้องกันและลดภาระของโรคเบาหวาน การบริจาคครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของโนโว นอร์ดิสค์ที่จะเป็นหุ้นส่วนของหน่วยงานราชการ ระบบสาธารณสุข และประชาชนชาวไทย ในยามที่เราเข้าสู่ปีที่ 43 ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย”

ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์ ประธานสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ กล่าวว่า แม้อัตราการแพร่ระบาดของเบาหวานในภาคใต้จะอยู่ที่ร้อยละ 82 ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำสุดเมื่อเทียบกับทุกภาคในประเทศไทย แต่อุทกภัยครั้งนี้ได้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อการดำเนินชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้ใช้ชีวิตร่วมกับโรคเบาหวาน การบริจาคจะช่วยจัดหาเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องซึ่งจำเป็นเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจอันตรายถึงแก่ชีวิตในกลุ่มประชากรที่เปราะบางที่สุด

‘ถอดรหัสไขมัน’ วิเคราะห์ไขมันเชิงลึก แนะทางเลือกธรรมชาติ เพื่อสุขภาพหัวใจที่ยั่งยืน

‘ถอดรหัสไขมัน’ วิเคราะห์ไขมันเชิงลึก แนะทางเลือกธรรมชาติ เพื่อสุขภาพหัวใจที่ยั่งยืน

‘ถอดรหัสไขมัน’ วิเคราะห์ไขมันเชิงลึก แนะทางเลือกธรรมชาติ เพื่อสุขภาพหัวใจที่ยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

W9 wellness center เปิดมุมมองทบทวนความเชื่อเดิมเกี่ยวกับไขมัน LDL ซึ่งเคยถูกขนานนามว่าเป็น “ไขมันเลว” แต่ในปัจจุบันได้ยกเลิกฉายานี้ไปเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ง่าย ในความเป็นจริง LDL ไม่ใช่คอเลสเตอรอล/ไขมันเลว แต่เป็นเพียงแค่ “พาหนะ” ที่ใช้ขนส่งคอเลสเตอรอลในกระแสเลือดเท่านั้น ซึ่ง LDL มีบทบาทสำคัญในการลำเลียงคอเลสเตอรอลไปยังเซลล์ต่าง ๆ เพื่อใช้ในการสร้างฮอร์โมน วิตามินดี เยื่อหุ้มเซลล์ ปลอกหุ้มเส้นใยประสาท ใช้ผลิตน้ำดี และยังใช้ในกระบวนการสร้าง โคเอนไซม์คิวเทน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการผลิตพลังงานในระดับเซลล์อีกด้วย

LDL หรือ Lipoprotein เป็นโปรตีนขนส่งชนิดหนึ่ง ที่ทำหน้าที่ลำเลียงคอเลสเตอรอล จากตับไปยังเซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกาย เพื่อใช้ในการสร้างเซลล์ ฮอร์โมน และวิตามินดี ในขณะที่คอเลสเตอรอล เป็นสารไขมันชนิดหนึ่ง (Steroid Lipid) ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อร่างกายเช่นกัน อย่างไรก็ตาม หากมีระดับของทั้ง LDL และคอเลสเตอรอล มากเกินไป อาจส่งผลให้เกิดการสะสมของไขมันในผนังหลอดเลือด นำไปสู่ความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยเฉพาะในกรณีของคอเลสเตอรอล ที่ต้องอาศัย LDL เป็นพาหนะในการเคลื่อนที่ การทำความเข้าใจบทบาทที่แตกต่างกันของทั้ง LDL และ คอเลสเตอรอล จึงเป็นสิ่งสำคัญต่อการประเมินและดูแลสุขภาพหัวใจอย่างมีประสิทธิภาพ

นพ. พิจักษณ์ วงศ์วิศิษฎ์ แพทย์ผู้อำนวยการ W9 Wellness Center

นพ. พิจักษณ์ วงศ์วิศิษฎ์ แพทย์ผู้อำนวยการ W9 Wellness Center กล่าวว่า ประเด็นเกี่ยวกับไขมันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ซึ่งมีการถกเถียงกันในวงกว้าง เนื่องจากเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญกับโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของโลก และมีรายละเอียดเชิงลึกค่อนข้างมาก ในแง่งานวิจัย ก็ยังคงค้นพบมุมมองและกลไกใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ ทั้งกลไกการทำงาน การเกิดโรค และในแง่การรักษา ซึ่งมีการตีพิมพ์ออกมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การทำความเข้าใจเกี่ยวกับ LDL และ คอเลสเตอรอล ในประเด็นสำคัญจะเปลี่ยนมุมมองเดิมที่เคยมีต่อ LDL ที่มักถูกเรียกว่า “ไขมันเลว” ไปอย่างสิ้นเชิง     

LDL เป็นโปรตีนขนส่งไขมันที่ตับ สร้างขึ้นมาเองเป็นหลัก LDL จากอาหารเป็นเพียงปัจจัยส่งเสริมทางอ้อม ที่จะกระตุ้นให้ตับผลิต LDL มากขึ้นหรือน้อยลง โดยไขมันจากอาหารจะส่งผลโดยตรงต่อระดับ ไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ส่วนระดับ LDL จะมีผลจากปัจจัยทางพันธุกรรม และการใช้ชีวิต (Lifestyle) มากกว่า เช่น ความเครียดเรื้อรัง คุณภาพการนอนหลับ และอายุที่มากขึ้นที่ส่งผลกับระดับฮอร์โมนเพศที่ลดลง เมื่อฮอร์โมนเพศลดลง ตับก็จะกำจัด LDL ได้น้อยลง จึงมี LDL ค้างอยู่ในเลือดเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น การคงสมดุลฮอร์โมนให้ดีสมวัย ก็จะส่งผลดีต่อสมดุลไขมันในเลือด รวมทั้งความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดอีกด้วย

ระดับการอักเสบสะสมหรือเรื้อรังในร่างกาย โดยเฉพาะผนังหลอดเลือด ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยร่วมที่ควรได้รับการพิจารณา หากเปรียบเทียบหลอดเลือดในร่างกายกับระบบท่อน้ำหรือสายยาง การที่ผนังหลอดเลือดมีการอักเสบเรื้อรัง ก็เปรียบเสมือนท่อน้ำที่มีตะกรัน หรือสายยางที่มีคราบตะไคร่น้ำ ผนังหลอดเลือดที่ขรุขระ ไม่ลื่นเรียบ หรือเสียความยืดหยุ่น ก็จะทำให้การไหลของเวียนของเลือดไม่มีประสิทธิภาพ เกิดความเสี่ยงต่อการเกาะติดและอุดตันได้ง่ายขึ้น ซึ่งสามารถตรวจคัดกรองได้จากระดับโปรตีนที่ตอบสนองต่อการอักเสบ ในสภาวะที่ร่างกายปกติ ไม่มีการเจ็บป่วย หรือการอักเสบเฉียบพลัน

ขนาดและจำนวนของ LDL ต่างหาก ที่มีผลกับความเสี่ยงโรคหัวใจ และหลอดเลือดมากกว่า ปริมาณ LDL รวมที่เราตรวจวัดกันอยู่ในการตรวจคัดกรองสุขภาพประจำปีทั่วไป “ไขมันเลว” ที่แท้จริงก็คือ LDL ขนาดเล็ก (เล็กกว่า 22-29 nm) ส่วน LDL ที่มีขนาดใหญ่ พบว่ามักจะไม่ใช่ตัวร้ายที่ก่อการอุดตันบริเวณผนังหลอดเลือดเท่ากับ LDL ขนาดเล็ก ดังนั้น คนที่มีระดับ LDL 130 mg/dl เท่ากัน อาจจะมีความเสี่ยงที่แตกต่างกันได้มาก ดังที่แสดงตัวอย่างในภาพ ซึ่งการตรวจสมดุลไขมันเชิงลึกจะช่วยให้สามารถมองเห็น “โครงสร้าง” ซึ่งบ่งบอก “คุณภาพ” ของไขมันได้ชัดเจนขึ้น ไม่ใช่แค่ “ปริมาณ” ซึ่งจะช่วยให้แพทย์สามารถประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงความจำเป็นในการใช้ยารักษาได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น ซึ่งเหมาะกับกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันสูง คนที่ไขมันสูงมานาน ผู้สูบบุหรี่ หรือผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย

ด้านการรักษาโรคไขมันโลหิตสูงด้วยยาลดไขมัน ยาลดระดับไขมันโดยทั่วไปจะถูกใช้เมื่อไม่ประสบความสำเร็จกับการปรับการใช้ชีวิต ในแง่การรักษาด้วยการใช้ยาลดไขมัน ยังถือว่าเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูง และยังคงมีความจำเป็นอย่างมากโดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนั้นการใช้ยาลดไขมัน อาจไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อลดระดับไขมันเพียงอย่างเดียว เนื่องจากมีงานวิจัยเชิงป้องกันแนะนำว่า การใช้ยาลดไขมัน สามารถช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุในผู้สูงอายุ และผู้ที่มีความเสี่ยงสูงได้ด้วย แต่ยาทุกชนิดล้วนมีข้อดีและข้อเสีย การที่ทราบถึงข้อเสียและข้อควรระวังไว้ก่อนก็ถือเป็นสิ่งที่ดี

ข้อควรระวัง เมื่อต้องใช้ยาลดไขมันกลุ่ม Statins ต่อเนื่อง ผลข้างเคียงต่อกล้ามเนื้อ เช่น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งมีอาการตั้งแต่เล็กน้อย ซึ่งอาจพบอาการปวดกล้ามเนื้อได้ประมาณ 5-10% ไปจนถึงกล้ามเนื้อสลายตัวรุนแรง ซึ่งพบได้น้อยมาก นอกจากนี้ ยังอาจส่งผลต่อตับ เช่น ทำให้ค่าเอนไซม์ตับสูงขึ้น ไม่ควรใช้ในผู้ที่มีโรคตับรุนแรง และควรสังเกตอาการ เช่น เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร หรือมีภาวะตัวเหลือง ตาเหลือง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของปัญหาตับ บางกรณียังพบว่า Statins โดยเฉพาะในขนาดสูง อาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และอาจมีอาการทางระบบประสาท เช่น ความจำสั้นหรือสับสนชั่วคราว ซึ่งมักดีขึ้นเมื่อหยุดยา

W9 Wellness Center เน้นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม เพื่อควบคุมระดับไขมัน LDL โดยไม่พึ่งพายา ผ่านการปรับไลฟ์สไตล์ เช่น การเลือกอาหารแนว Whole-food Plant-based ลดไขมันอิ่มตัวและอาหารแปรรูป เสริมใยอาหาร และออกกำลังกายแบบ Anti-aging เพื่อกระตุ้นฮอร์โมนและเพิ่มไขมันดี (HDL) นอกจากนี้ ยังเน้นการดูแลตับให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะระบบดีท็อกซ์ เพื่อป้องกันการสะสมของ homocysteine ที่กระตุ้นการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและสมองเสื่อม พร้อมทั้งอาจพิจารณาการเสริมสารอาหารจากธรรมชาติ เช่น Plant sterols, Niacin, Berberine, Red yeast rice, Flaxseed และสารสกัดชาเขียว ซึ่งมีงานวิจัยรองรับว่าช่วยลด LDL ได้อย่างปลอดภัย  ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่ W9 Wellness Center

ททท. จับมือ ‘ลิซ่า’ เตรียมสร้างปรากฎการณ์ ‘LISA Effect’ จุดประกายท่องเที่ยวไทย เปลี่ยนทุกโลเคชั่นสู่แลนด์มาร์กที่ต้องเช็กอิน !

ททท. จับมือ ‘ลิซ่า’ เตรียมสร้างปรากฎการณ์ ‘LISA Effect’    จุดประกายท่องเที่ยวไทย เปลี่ยนทุกโลเคชั่นสู่แลนด์มาร์กที่ต้องเช็กอิน !

ททท. จับมือ ‘ลิซ่า’ เตรียมสร้างปรากฎการณ์ ‘LISA Effect’ จุดประกายท่องเที่ยวไทย เปลี่ยนทุกโลเคชั่นสู่แลนด์มาร์กที่ต้องเช็กอิน !

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าสร้างสรรค์ชิ้นงานร่วมกับ ลลิษา “ลิซ่า” มโนบบาลศิลปินชาวไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลกในบทบาทนักร้อง นักแสดง นักเต้น และแรปเปอร์ ในฐานะ Amazing Thailand Ambassador เตรียมสร้างปรากฎการณ์ “LISA Effect” ครั้งใหม่ท่องเที่ยวทั่วไทย ส่งแรงกระเพื่อมให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในประเทศไทยในปี 2569 พร้อมเตรียมปล่อย Teaser ภาพยนตร์โฆษณา ต้นเดือนมกราคมปี 2569 สร้างพลังขับเคลื่อนแบรนด์ Amazing Thailand อย่างสง่างาม

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เปิดเผยว่า ททท. เดินหน้าผลักดันให้ประเทศไทยยังคงรักษาตำแหน่งเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวชั้นนำที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว เราเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า ทุกย่างก้าวของลิซ่าไม่เพียงสร้างแรงบันดาลใจให้กับแฟนคลับเท่านั้น แต่ยังจะสามารถยกระดับการท่องเที่ยวไทยให้เป็นจุดหมายที่นักเดินทางเฝ้ารอ และการสร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ให้กับประเทศไทยของ “ลิซ่า – ลลิษา มโนบาล” ในฐานะ “Amazing Thailand Ambassador” ของ ททท. ที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้น เป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารแบรนด์ Amazing Thailand ที่จะช่วยเสริมพลังการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมไทยให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านภาพลักษณ์ ความน่าสนใจ พร้อมต่อยอดปรากฏการณ์ “LISA Effect” ให้กลายเป็นพลังสร้างสรรค์ที่ทุกที่ต่างจับตามอง และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดย ททท. ตั้งเป้าหมายสร้างกระแส Big Impact ครั้งสำคัญ เพื่อจุดประกายแรงบันดาลใจและ Call to Action ให้เกิดการเดินทางจริง

หลังจากที่ ททท. ได้ประกาศว่า “ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล ตอบรับเป็น ‘Amazing Thailand Ambassador’ โปรโมทการท่องเที่ยวประเทศไทย เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ได้สร้างกระแสตอบรับที่ดีและสร้าง Engagement จากสังคมออนไลน์อย่างล้นหลาม คนไทยต่างช่วยกันนำเสนอ ‘สถานที่ท่องเที่ยว’ ทั่วภูมิภาคประเทศไทยที่อยากให้ Amazing Thailand Ambassador ไปเยือนและชวนคนไทยออกไปเที่ยว โดย ททท. ได้นำเอาความเห็นในสังคมออนไลน์ดังกล่าวมาร่วมสร้างสรรค์และผลิตชิ้นงานโฆษณา ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์โฆษณาและ Key Visual เพื่อทำให้การออกเดินทางท่องเที่ยวประเทศไทยในครั้งนี้ ชาวไทยได้มีส่วนร่วมและเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้ออกเดินทางไปค้นพบประเทศไทยในมุมมองใหม่ผ่านการนำเสนอของ

“ลิซ่า” Amazing Thailand Ambassador ผู้ที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจและส่งต่อความภาคภูมิใจของความเป็นไทยได้ในวงกว้าง ด้วยผลงานและความสำเร็จตลอดเส้นทางที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพอันทรงพลังในการนำเสนอภาพลักษณ์ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

ความสำเร็จบนเส้นทางศิลปินชั้นนำของ ลิซ่า ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพและอิทธิพลอันทรงพลังของศิลปินไทยที่สามารถสร้างอิมแพคได้อย่างแท้จริง ซึ่งปรากฏการณ์ “LISA Effect” กลายเป็นพลังแห่งการสื่อสารที่สร้าง Big Impact อย่างมหาศาล ตั้งแต่มิวสิกวิดีโอเพลง “LALISA” ที่ถูกปล่อยออกมาเมื่อปี 2564 ได้นำเสนอความงดงามและเรื่องราวที่ผูกพันของจังหวัด บุรีรัมย์ และ ปราสาทหินพนมรุ้ง สัญลักษณ์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่น จนทำให้กลายเป็นจุดเช็กอินที่นักท่องเที่ยวอยากไปเยือนเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นสองเท่า ตามการรายงานข้อมูลของอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง ไม่เพียงแต่ความงดงามของสถานที่ท่องเที่ยว แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจชุมชนในพื้นที่รอบด้าน และสะท้อนเรื่องราวความสวยงามของวิถีไทยออกสู่สายตาชาวโลก อาทิ บ้านสวนริมมูล ที่มุมถ่ายรูปสวย ๆ กลายเป็นแลนด์มาร์กที่แฟนคลับและผู้มาเยือนไม่พลาดเก็บภาพความทรงจำ รวมไปถึง เมนูลูกชิ้นยืนกินหลังสถานีรถไฟบุรีรัมย์ ที่ลิซ่าพูดถึงก็กลายเป็นไวรัลในโลกโซเชียล แสดงให้เห็นผลกระทบเชิงเศรษฐกิจที่ช่วยให้ธุรกิจท้องถิ่นเติบโตอย่างเป็นรูปธรรม

ทันทีที่มีการเปิดตัวซิงเกิล “Rockstar” ในเดือนมิถุนายน 2567 พร้อมกับมิวสิกวิดีโอที่ใช้โลเคชั่นถ่ายทำในกรุงเทพมหานคร ได้เกิดปรากฏการณ์นักท่องเที่ยวตามรอยอย่างท่วมท้น สถานที่ที่ลิซ่าปรากฏตัวได้กลายเป็นแลนด์มาร์กสุดฮิตที่ผู้คนจากทั่วสารทิศหลั่งไหลเข้ามาเช็กอินอย่างไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะเป็น แหล่งสตรีทฟู้ดและป้ายไฟสีสันยามค่ำคืนของ ย่านเยาวราช รวมถึงอาคารเก่าที่ถูกทิ้งร้างอย่างโรงหนังออสการ์ ซอยเพชรบุรี 39 ซึ่งถูกเนรมิตให้เป็นพื้นที่ถ่ายภาพสุดฮิปบนบันไดเลื่อน ปรากฏการณ์ความร้อนแรงนี้ถูกตอกย้ำด้วยยอดวิวที่ทะลุ 10 ล้านวิวภายใน 6 ชั่วโมง ส่งผลให้การค้นหาคำว่า “Yaowarat” บน Google พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด และช่วยยกระดับไชน่าทาวน์แห่งนี้จนได้รับฉายาใหม่คือ “ฮอลลีวูดของไทย”

นอกจากนี้ ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2568 การที่ซีรีส์ชั้นนำระดับสากลเลือกใช้ประเทศไทยเป็นฉากหลังในการถ่ายทำ ณ แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลอันงดงาม เช่น เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเกาะเฮ จังหวัดภูเก็ต ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสมบูรณ์ของระบบนิเวศทางทะเลและภาพลักษณ์การพักผ่อนแบบหรูหรา ทั้งภาพการเช็กอินริมทะเลใสสะอาด มุมรีสอร์ทหรูสไตล์โมเดิร์น และสวนเขียวชอุ่ม ตอบโจทย์ทั้งผู้ที่ต้องการพักผ่อนแบบลักชัวรีและผู้ชื่นชอบกิจกรรมทางน้ำอย่างลงตัว ซึ่งได้ส่งผลลัพธ์ที่ชัดเจน โดยพบว่าสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเยือนเกาะสมุยเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 51 ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 และล่าสุดกับการเยี่ยมชมเสน่ห์เมืองไทยอย่างจังหวัด พระนครศรีอยุธยา การปรากฏตัวของลิซ่าในชุดผ้าไทยประยุกต์ ณ วัดสำคัญ อาทิ วัดมหาธาตุ วัดแม่นางปลื้ม และวัดหน้าพระเมรุ ได้จุดประกายเทรนด์ใหม่ “นุ่งผ้าไทยเที่ยววัด” ที่ไม่เพียงแต่ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม แต่ยังช่วยเร่งอัตราการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ ยอดขายผ้าซิ่น งานหัตถกรรมของที่ระลึก และโครงการท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งนำไปสู่การเพิ่มการรับรู้และความสนใจต่อมรดกโลกและประวัติศาสตร์ไทยในวงกว้างอย่างมีประสิทธิภาพ

ในปี 2569 ลิซ่า ในบทบาท Amazing Thailand Ambassador จะทำหน้าที่เชิญชวนแฟนคลับและนักท่องเที่ยวเปิดมุมมองใหม่ในการสัมผัสเสน่ห์และประสบการณ์ของสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย พร้อมสานต่อหน้าที่สำคัญในการเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางยอดนิยมและสร้างแรงบันดาลใจให้นักท่องเที่ยวออกไปค้นหาและสัมผัสความสวยงามของประเทศไทยไปด้วยกัน เตรียมรับชมภาพยนตร์โฆษณาตัวอย่าง (Teaser) ของ Amazing Thailand Ambassadorได้ในต้นเดือนมกราคม ปี 2569

มมส.รวมใจจุดเทียนถวายความอาลัย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ พร้อมแสดงงานศิลป์เทิดพระเกียรติ

มมส.รวมใจจุดเทียนถวายความอาลัย 'สมเด็จพระพันปีหลวง' พร้อมแสดงงานศิลป์เทิดพระเกียรติ

มมส.รวมใจจุดเทียนถวายความอาลัย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ พร้อมแสดงงานศิลป์เทิดพระเกียรติ

วันอาทิตย์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มมส.รวมใจจุดเทียนถวายความอาลัย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ พร้อมแสดงงานศิลป์เทิดพระเกียรติ

คณะศิลปกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดพิธีจุดเทียนถวายความอาลัยและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ บริเวณด้านหน้าอาคารคณะฯ โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มลฤดี เชาวรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการสภา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นประธานในพิธีกล่าวคำน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ “แม่ของแผ่นดิน” ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยในทุกภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราชกรณียกิจในการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการอนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศและคุณภาพชีวิตของประชาชน

ภายหลังจากการกล่าวคำน้อมรำลึกฯ คณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร นิสิต และนักเรียนจากโรงเรียนสาธิตฯ ได้ร่วมกันยืนสงบนิ่ง และพร้อมใจกัน จุดเทียนถวายความอาลัย เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี ความกตัญญู และความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงเป็นที่พึ่งและร่มโพธิ์ร่มไทรของปวงชนชาวไทย บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความสงบและอบอวลไปด้วยความจงรักภักดีอย่างสุดซึ้ง ซึ่งนอกจากพิธีจุดเทียนแล้ว คณะศิลปกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมศาสตร์ ยังได้จัด นิทรรศการและการแสดงผลงานสร้างสรรค์งานศิลป์น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ “สมเด็จพระพันปีหลวง” ขึ้นบริเวณเดียวกัน

กิจกรรมดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมกันแสดงความสามารถทางศิลปะ โดยการ จับพู่กันถ่ายทอดความงดงามและพระราชกรณียกิจอันทรงคุณค่า ผ่านงานจิตรกรรม เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติและรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยตลอดมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการส่งเสริมและต่อยอดงานศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับสากล

Science Update : ค้นพบ ‘หุบเขาไดโนเสาร์’ ในอิตาลี

Science Update : ค้นพบ 'หุบเขาไดโนเสาร์' ในอิตาลี

Science Update : ค้นพบ ‘หุบเขาไดโนเสาร์’ ในอิตาลี

วันอาทิตย์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Science Update : ค้นพบ ‘หุบเขาไดโนเสาร์’ ในอิตาลี

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นักบรรพชีวินวิทยาค้นพบรอยเท้าไดโนเสาร์มากกว่า 20,000 รอย กระจายตัวเป็นระยะทางกว่า 5 กิโลเมตร บนหน้าผาหินปูนที่เกือบจะตั้งฉาก ในอุทยานแห่งชาติสเตลวิโอ ทางตอนเหนือของอิตาลี ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับเมืองบอร์มิโอ สถานที่ที่จะใช้จัดแข่งสกีอัลไพน์ในกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว 2026

รอยเท้าเหล่านี้มีความเก่าแก่ประมาณ 210 ล้านปี หรือตรงกับยุคไทรแอสซิกตอนปลาย (Late Triassic) คาดว่าเป็นของกลุ่มโพรซอโรพอดส์ (Prosauropods) หรือไดโนเสาร์กินพืชคอยาวที่เป็นบรรพบุรุษของซอโรพอดขนาดใหญ่ เช่น Plateosaurus ซึ่งมีความยาวได้ถึง 10 เมตร และหนักถึง 4 ตัน

การค้นพบครั้งสำคัญนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจว่า เมื่อ 210 ล้านปีก่อน พื้นที่เทือกเขาแอลป์แห่งนี้เคยเป็นที่ราบลุ่มริมทะเลที่มีความอ่อนนุ่มของโคลน ทำให้ไดโนเสาร์ที่เดินผ่านทิ้งรอยเท้าที่ชัดเจนไว้ บางรอยเห็นได้ถึงรอยกรงเล็บและนิ้วเท้า เมื่อเวลาผ่านไปหลายล้านปี การเคลื่อนที่ของเปลือกโลกแอฟริกาที่ชนเข้ากับยุโรป ทำให้ชั้นหินที่เคยราบเรียบถูกบีบอัด พับตัว และยกตัวขึ้นจนกลายเป็นเทือกเขาแอลป์ รอยเท้าที่เคยอยู่บนพื้นจึงกลายเป็นแนวตั้งอยู่บนหน้าผาอย่างที่เห็นในปัจจุบัน