โครงการโขง-เลย-ชี-มูล พลิกอีสานสู่ความมั่นคงทางน้ำอย่างยั่งยืน กรมชลฯเผยความคืบหน้าต่อยอดสู่คุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่

โครงการโขง-เลย-ชี-มูล พลิกอีสานสู่ความมั่นคงทางน้ำอย่างยั่งยืน กรมชลฯเผยความคืบหน้าต่อยอดสู่คุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่

โครงการโขง-เลย-ชี-มูล พลิกอีสานสู่ความมั่นคงทางน้ำอย่างยั่งยืน กรมชลฯเผยความคืบหน้าต่อยอดสู่คุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ท่ามกลางผืนดินอีสานที่คุ้นชินกับทั้งภาพความแห้งแล้งและสายน้ำหลากในฤดูฝน จังหวัดขอนแก่นกลายเป็นจุดนัดพบของความหวังครั้งใหม่ เมื่อกรมชลประทาน เปิดความคืบหน้า “โครงการบริหารจัดการน้ำ โขง-เลย-ชี-มูล โดยแรงโน้มถ่วง ระยะที่ 1 (หัวงานแนวผันน้ำ)”  ซึ่งกำลังวางรากฐานการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญให้กับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

สิ่งที่สะท้อนภาพอนาคตได้ชัดเจนที่สุด อาจไม่ใช่เพียงโครงสร้างอุโมงค์ใต้ภูเขา แต่คือเสียงจากชุมชนเล็กๆ ต.นาคำ อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ที่มี 38 ครอบครัวอาศัยอยู่ ปัจจุบันมีเพียงประมาณ 5 ครอบครัวที่ยังทำการเกษตรได้เต็มศักยภาพ เพราะข้อจำกัดด้านแหล่งน้ำในฤดูแล้ง

นางพรทิพย์ ขามก้อน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 ตำบลนาคำ สะท้อนความคาดหวังว่า หากมีแหล่งน้ำเพียงพอ ชาวบ้านจะสามารถวางแผนการเกษตรได้ตลอดปี ลดปัญหาแรงงานอพยพ และสร้างความมั่นคงให้ครอบครัวในระยะยาว เช่นเดียวกับ นายเจษฎา ตันติบัญชาชัย นายกเทศมนตรีตำบลเขื่อนอุบลรัตน์ ที่มองว่า โครงการระยะที่ 1 นี้ คือความหวังของความมั่นคงทางน้ำ ซึ่งจะต่อยอดไปสู่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

โครงการขนาดใหญ่ (Mega Project) นี้ มุ่งแก้ปัญหาภัยแล้งและอุทกภัยซ้ำซาก ด้วยแนวคิดที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง โดยใช้ “แรงโน้มถ่วงของโลก” ปล่อยให้น้ำไหลไปตามธรรมชาติ ลดการพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าในการสูบน้ำในระยะยาว และลดผลกระทบจากการเวนคืนที่ดิน โดยระบบอุโมงค์จะใช้เฉพาะช่วงที่ต้องลอดผ่านภูเขาหรือชุมชนหนาแน่น เพื่อรักษาแรงดันน้ำและข้ามสิ่งกีดขวางทางธรรมชาติ

ระยะที่ 1 นี้ ครอบคลุมการผันน้ำจากปากแม่น้ำเลย อ.เชียงคาน จ.เลย ผ่าน จ.หนองบัวลำภู จ.อุดรธานี ปลายทางที่ อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น โดยโครงการออกแบบให้ผันน้ำได้ 160 ลบม./วินาที คาดการณ์ปริมาณน้ำรวมกว่า 2,664.29 ล้าน ลบม./ปี

ตัวเลขที่สะท้อนความหมายมากกว่าเพียงปริมาณน้ำ คือ “พื้นที่รับประโยชน์” รวมกว่า 1,333,512 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่สูบน้ำใน จ.หนองบัวลำภู 11,680 ไร่ พื้นที่เพาะปลูกรอบอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ในฤดูแล้ง 60,600 ไร่ และพื้นที่ชลประทานจากลำน้ำพอง ต่อเนื่องลำน้ำชีอีกกว่า 1.26 ล้านไร่

นายพิเชษฐ รัตนปราสาทกุล ผู้อำนวยการสำนักออกแบบวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม กรมชลประทาน ระบุว่า โครงการนี้จะเปลี่ยนพื้นที่ขาดแคลนน้ำในภาคอีสานให้กลายเป็นเขตเกษตรกรรมสมัยใหม่ สร้างความมั่นคงทางน้ำตลอดทั้งปี และเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคอย่างยั่งยืน

“โครงการโขง-เลย-ชี-มูล คือความพยายามสร้างความมั่นคงทางน้ำให้ภาคอีสานอย่างยั่งยืน เปลี่ยนพื้นที่ที่เคยเผชิญภัยแล้งซ้ำซาก ให้สามารถวางแผนเกษตรได้ตลอดทั้งปี เมื่อมีน้ำเพียงพอ เกษตรกรจะเพิ่มรอบการเพาะปลูก ยกระดับรายได้ และลดแรงกดดันจากหนี้สินได้อย่างเป็นรูปธรรม

จุดเด่นคือ การใช้แรงโน้มถ่วง (Gravity) ปล่อยให้น้ำไหลเองตามธรรมชาติ จึงช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าในการสูบน้ำ ระบบอุโมงค์จะใช้เฉพาะช่วงที่ต้องลอดผ่านภูเขาหรือชุมชนหนาแน่น เพื่อรักษาแรงดันน้ำและข้ามสิ่งกีดขวางทางธรรมชาติ ลดการเวนคืนที่ดิน บางช่วงมีการออกแบบเป็นคลองเปิดเนื่องจากสภาพภูมิประเทศ และสภาพทางธรณีวิทยา ซึ่งช่วยลดต้นทุนการก่อสร้าง เมื่อเทียบกับการขุดอุโมงค์ทั้งหมด สามารถส่งน้ำปริมาณมากไปยังพื้นที่เกษตรได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง

ปัจจุบัน โครงการอยู่ระหว่างการสำรวจและออกแบบรายละเอียด ยังไม่ได้เริ่มการก่อสร้างหรือเวนคืนพื้นที่ เรามุ่งให้ทุกขั้นตอนโปร่งใส และคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ”

ในมิติพลังงาน นายชาญณรงค์ จันทมงคล ผู้อำนวยการโรงไฟฟ้าพลังน้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ระบุว่า ปริมาณน้ำต้นทุนที่เพียงพอจะช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ รองรับช่วงความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง และทำให้การบริหารจัดการน้ำของเขื่อนอุบลรัตน์ มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ทั้งด้านการผลิตไฟฟ้า การชลประทาน และการควบคุมระดับน้ำในฤดูฝน

บนแผนที่อีสาน เส้นทางน้ำสายใหม่นี้อาจยังอยู่ในขั้นการออกแบบและวางระบบ แต่สำหรับหลายครอบครัว มันคือภาพอนาคตที่เริ่มชัดขึ้น อนาคตที่คำว่า “น้ำ” ไม่ใช่ความกังวล หากคือรากฐานของชีวิตและโอกาสที่มั่นคงกว่าเดิม

จุฬาฯ เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ช่อง 7 HD รวมใจ ฝ่าภัยน้ำท่วมใต้

จุฬาฯ เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ช่อง 7 HD รวมใจ ฝ่าภัยน้ำท่วมใต้

จุฬาฯ เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ช่อง 7 HD รวมใจ ฝ่าภัยน้ำท่วมใต้

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.23 น.

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมด้วย ผศ.ดร.ณภัทร ชัยมงคล และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ระวี จูฑศฤงค์ ผู้ช่วยอธิการบดี เข้ามอบเงิน จำนวน 2,569,000 บาท จากโครงการ “จุฬาฯ เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ช่อง 7 HD รวมใจ ฝ่าภัยน้ำท่วมใต้ ” ให้แก่มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยมี ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษา ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการมูลนิธิฯ พร้อมด้วย ศ.กิตติคุณ ดร.อัจฉรา จันทร์ฉาย รองประธานกรรมการมูลนิธิฯ วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิฯ และคณะกรรมการ ผู้บริหารมูลนิธิฯ เป็นผู้แทนรับมอบ

ในการนี้ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เยี่ยมชมนิทรรศการภารกิจของมูลนิธิฯ ตลอดจนชมห้อง war room ห้องปฏิบัติการติดตามพายุฝน เพื่อการส่งสัญญาณเตือนภัยไปยังเครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)  เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ณ อาคารมหินทรเดชานุวัตน์ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย

รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ ชวนคนไทยร่วมบุญติดโซล่าเซลล์ลดค่าไฟ สร้างอนาคตเด็กพิเศษอย่างยั่งยืน

รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ ชวนคนไทยร่วมบุญติดโซล่าเซลล์ลดค่าไฟ สร้างอนาคตเด็กพิเศษอย่างยั่งยืน

รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ ชวนคนไทยร่วมบุญติดโซล่าเซลล์ลดค่าไฟ สร้างอนาคตเด็กพิเศษอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.58 น.

โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ ภายใต้มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ จัดโครงการ “ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซล่าเซลล์)” เพื่อบริหารจัดการพลังงานลดภาระค่าไฟฟ้า และนำงบฯมาพัฒนาการเรียนการสอนให้กับน้องๆ ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและออทิสติกอย่างต่อเนื่อง โครงการฯนี้มุ่งลดการใช้พลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมดูแลระบบไฟฟ้าและความปลอดภัยภายในโรงเรียน ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ยั่งยืนในระยะยาวจึงขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมเป็นพลังสำคัญสนับสนุนโครงการด้วยการบริจาคผ่านธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี 591-6-00135-5 ชื่อบัญชี โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์หรือบริจาคผ่านระบบ e-Donation สอบถามรายละเอียด โทร. 092-739-0990 ใบเสร็จสามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาษีได้

นางสาววรรณวนัช กันพรม ผู้จัดการโรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ กล่าวว่า โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ เป็นหน่วยงานภายใต้การบริหารของ มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2550 เพื่อจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานและฝึกอาชีพให้แก่เด็กพิเศษ เช่น เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและออทิสติก อายุระหว่าง 7–30 ปี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะวิชาชีพ ทักษะทางสังคม และสามารถพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต

ปัจจุบันโรงเรียนมีนักเรียนและบุคลากรรวมกว่า 200 คน ส่งผลให้มีความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าตลอดทั้งวัน ทั้งระบบไฟฟ้าแสงสว่าง เครื่องปรับอากาศ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ สื่อการสอน ระบบอินเทอร์เน็ต ตลอดจนระบบเสียงและอุปกรณ์สนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญในการจัดการเรียนการสอนและการบริหารงาน  ทั้งนี้การใช้ไฟฟ้าไม่ได้จำกัดเฉพาะในห้องเรียน แต่ครอบคลุมถึงอาคารและพื้นที่ใช้งานทั้งหมด โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางวันซึ่งเป็นช่วงที่มีการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าในแต่ละเดือนเป็นภาระงบประมาณจำนวนมากและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ทางโรงเรียนฯ จึงให้ความสำคัญในการหาแนวทางลดต้นทุนด้านพลังงานอย่างจริงจัง

ด้วยเหตุนี้ โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์จึงจัดโครงการ “ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซล่าเซลล์)” ขึ้นเพื่อใช้พลังงานทดแทนจากแสงอาทิตย์ในการผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ภายในโรงเรียน ลดค่าใช้จ่ายระยะยาว ควบคุมการใช้พลังงานและระบบความปลอดภัยไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่สอดคล้องกับนโยบายด้านการอนุรักษ์พลังงานขององค์กร

โครงการฯ ดังกล่าวนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน เพื่อให้งบประมาณที่ประหยัดได้สามารถนำกลับมาสร้างโอกาสพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กพิเศษในทุกมิติ ตามเจตนารมณ์ของมูลนิธิฯ ที่มุ่งส่งเสริมพัฒนาการและศักยภาพของเด็กฯอย่างต่อเนื่อง

​ดังนั้น จึงขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมสนับสนุนโครงการการติดติดตั้งระบบโซล่าเซลล์ บริจาคผ่านธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี 591-6-00135-5 ชื่อบัญชี โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ หรือผ่านระบบ e donation โดยสามารถนำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้ สอบถามรายลละเอียดเพิ่มเติมโทร 092 739 0990

แพทย์เตือน ‘สโตรก’ เพียง 1 นาที สูญเสีย 1 ล้านเซลล์สมอง วัยทำงานเสี่ยงพุ่ง

แพทย์เตือน ‘สโตรก’ เพียง 1 นาที สูญเสีย 1 ล้านเซลล์สมอง วัยทำงานเสี่ยงพุ่ง

แพทย์เตือน ‘สโตรก’ เพียง 1 นาที สูญเสีย 1 ล้านเซลล์สมอง วัยทำงานเสี่ยงพุ่ง

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.30 น.

โรคหลอดเลือดสมอง หรือ “สโตรก” (Stroke) ยังคงเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ     ต้น ๆ ของคนไทย รองจากโรคมะเร็งและโรคหัวใจ อีกทั้งยังเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะอัมพฤกษ์อัมพาตที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว ปัจจุบันพบแนวโน้มผู้ป่วยอายุน้อยกว่า 45 ปีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าโรคนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย แม้ไม่มีโรคประจำตัวหรือดูเหมือนมีสุขภาพแข็งแรงก็ตาม

หัวใจสำคัญที่สุดของโรคหลอดเลือดสมองคือ “เวลา” เนื่องจากสมองเป็นอวัยวะที่ไวต่อการขาดเลือดอย่างมาก “ทุก ๆ 1 นาทีที่สมองขาดเลือด จะมีเซลล์สมองตายลงประมาณ 1 ล้านเซลล์ ความเสียหายที่เกิดขึ้นมักถาวร การรักษาที่มีประสิทธิภาพที่สุดต้องเกิดขึ้นภายใน 4.5 ชั่วโมงแรก หรือที่เรียกว่า ‘หน้าต่างแห่งโอกาส’ หากผู้ป่วยมาถึงเร็ว โอกาสฟื้นตัวกลับมาใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติสูงถึง 70–80%”

พญ.ณิชนันทน์ เอกพิทักษ์ดำรง แพทย์ผู้ชำนาญการด้านสมองและระบบประสาทเฉพาะทางด้านโรคหลอดเลือดสมองและการตรวจหลอดเลือดสมองด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง โรงพยาบาลพระรามเก้า   ให้ข้อมูลว่า โรคหลอดเลือดสมองแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ ภาวะสมองขาดเลือด (Ischemic Stroke) ซึ่งเกิดจากหลอดเลือดตีบหรืออุดตันจากลิ่มเลือด มักสัมพันธ์กับโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หรือภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ และภาวะหลอดเลือดสมองแตก (Hemorrhagic Stroke) ซึ่งเกิดจากหลอดเลือดแตก ทำให้เลือดออกในเนื้อสมองหรือช่องว่างรอบสมอง โดยมีปัจจัยสำคัญคือความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ หรือภาวะหลอดเลือดสมองโป่งพอง (Aneurysm) ที่ผู้ป่วยบางรายอาจไม่ทราบมาก่อน

สำหรับการสังเกตอาการ โรคหลอดเลือดสมอง หรือ “สโตรก” (Stroke) ใช้หลัก B.E.F.A.S.T. ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการคัดกรองอาการที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน เป็นสัญญาณเตือนชีวิต หากสงสัยแม้เพียงเล็กน้อย ควรรีบมาโรงพยาบาลทันที อย่ารอดูอาการ เพราะยิ่งเร็ว โอกาสรอดและโอกาสฟื้นตัวก็ยิ่งสูง โดยประกอบด้วย

B – Balance (การทรงตัวผิดปกติ) ผู้ป่วยอาจมีอาการเดินเซ เวียนศีรษะ ทรงตัวไม่อยู่ หรือสูญเสียการประสานงานของร่างกายอย่างกะทันหัน เช่น หยิบของไม่ตรงตำแหน่ง กะระยะพลาด ทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่มีอาการใด ๆ

E – Eyes (ความผิดปกติทางการมองเห็น) มีอาการมองเห็นภาพซ้อน มองไม่ชัด ลานสายตาแคบลงทันทีทันใด หรือมีอาการตาดับไปข้างหนึ่ง บางรายรู้สึกเหมือนมีม่านมาบังสายตา

F – Face (ใบหน้าเบี้ยวผิดรูป) สังเกตจากมุมปากตก หน้าเบี้ยว ยิ้มแล้วมุมปากสองข้างยกไม่เท่ากัน

A – Arm (แขนหรือขาอ่อนแรง) มีอาการแขนหรือขาอ่อนแรง ชา ยกไม่ขึ้น หรือกำมือไม่ได้ มักเกิดกับร่างกายเพียงครึ่งซีก หากให้ยกแขนสองข้างพร้อมกัน อาจพบว่าข้างหนึ่งตกลงโดยควบคุมไม่ได้

S – Speech (การพูดผิดปกติ) พูดไม่ชัด ลิ้นแข็ง พูดติดขัด ใช้คำผิด พูดสลับคำ สื่อสารไม่รู้เรื่อง หรือฟังเข้าใจแต่ไม่สามารถตอบได้ถูกต้อง

T – Time (เวลา คือ ปัจจัยชี้ชะตา) หากพบอาการข้างต้นแม้เพียงข้อเดียวและเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันทีโดยไม่รอดูอาการ ไม่ควรให้ผู้ป่วยนอนพักหรือรับประทานยาเอง เพราะทุกนาทีที่ล่าช้าหมายถึงการสูญเสียเซลล์สมองจำนวนมหาศาล ซึ่งอาจส่งผลต่อการเดิน การพูด การมองเห็น และคุณภาพชีวิตในระยะยาว

อาการสโตรกบางครั้งอาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นอาการมึนเมา เนื่องจากผู้ป่วยอาจเดินเซ พูดไม่ชัด หรือมีอาการเวียนศีรษะคล้ายคนเมา แต่ความแตกต่างสำคัญคือ สโตรกมักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันโดยไม่มีการดื่มแอลกอฮอล์นำมาก่อน และมักมีอาการอ่อนแรงหรือชาครึ่งซีก ใบหน้าเบี้ยว หรือพูดผิดปกติร่วมด้วยอย่างชัดเจน ขณะที่อาการเมาจากแอลกอฮอล์มักสัมพันธ์กับปริมาณการดื่ม ไม่มีอาการหน้าเบี้ยวหรืออ่อนแรงครึ่งซีก และเมื่อระดับแอลกอฮอล์ในเลือดลดลง อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้น

ดังนั้น หากพบผู้ที่มีอาการคล้ายคนเมา แต่ไม่ทราบประวัติการดื่ม หรือมีอาการผิดปกติของใบหน้า แขนขา หรือการพูด ควรสงสัยสโตรกและรีบโทรขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ทันที

พญ.ณิชนันทน์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจัยเสี่ยงในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะในวัยทำงาน ไม่ว่าจะเป็นภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยที่ทำลายหลอดเลือดโดยตรง ทั้งหลอดเลือดสมองและหัวใจ โรคอ้วน การรับประทานอาหารไขมันสูงหรือมีน้ำตาลแฝง การดื่มแอลกอฮอล์ การใช้สารเสพติด ความเครียดสะสม และการพักผ่อนไม่เพียงพอ ฝุ่น PM2.5 และอากาศร้อนเป็นปัจจัยกระตุ้นทางอ้อมที่เพิ่มความเสี่ยงในระยะยาว สิ่งสำคัญคือการควบคุมโรคประจำตัวและดูแลสุขภาพพื้นฐานอย่างสม่ำเสมอ”

ในด้านการรักษา แพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกายทางระบบประสาท และวินิจฉัยด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT Scan) หรือการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อแยกประเภทของโรค บางกรณีอาจทำการตรวจ MRA เพื่อดูรายละเอียดเส้นเลือดสมอง รวมถึงอัลตราซาวด์หลอดเลือดที่คอ                   (Carotid Ultrasound) เพื่อตรวจหาคราบไขมันหรือการตีบตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง แนวทางการรักษาจะแตกต่างกันตามประเภทของโรค โดยกลุ่มสมองขาดเลือดสามารถให้ยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำได้ภายใน 4.5 ชั่วโมงหากเข้าเกณฑ์ตามการพิจารณาของแพทย์ หรือหากเป็นลิ่มเลือดอุดตันในเส้นเลือดสมองขนาดใหญ่ที่อาจมีหัตถการลากลิ่มเลือด ปัจจุบันขยายกรอบเวลาเป็น 24 ชั่วโมง(หากเข้าเกณฑ์) ขณะที่กลุ่มเลือดออกในสมองจะเน้นควบคุมความดันโลหิตอย่างใกล้ชิด และบางรายอาจต้องผ่าตัดหรือใส่ขดลวดเพื่อรักษาภาวะหลอดเลือดโป่งพอง

พญ.ณิชนันทน์ กล่าวปิดท้ายว่า การป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง หรือ “สโตรก” (Stroke) ที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างจริงจัง ควบคุมระดับน้ำตาล ความดันโลหิต และไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม ออกกำลังกายในระดับปานกลางอย่างน้อยประมาณ 300 นาทีต่อสัปดาห์ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เลิกสูบบุหรี่ งดแอลกอฮอล์ และพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะโรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แม้ไม่มีโรคประจำตัวหรือดูเหมือนมีสุขภาพแข็งแรงก็ตาม

“อย่ารอให้มีสัญญาณเตือนแล้วค่อยดูแลตัวเอง เพราะสโตรกไม่เลือกอายุ ไม่เลือกเพศ และไม่เลือกว่าคุณดูแข็งแรงเพียงใด เพราะในทุก ๆ 1 นาทีที่ปล่อยให้สมองขาดเลือด เท่ากับสูญเสียเซลล์สมองไปประมาณ 1 ล้านเซลล์ เวลาเพียงเสี้ยวนาที อาจหมายถึงคุณภาพชีวิตทั้งชีวิต” สำหรับผู้ที่ต้องการปรึกษาแพทย์ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 1270 หรือ Line: @praram9hospital

“ล้างไตทางช่องท้องด้วยเครื่องอัตโนมัติ” ยกระดับมาตรฐานการรักษาโรคไต ทางเลือกใหม่ สู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

“ล้างไตทางช่องท้องด้วยเครื่องอัตโนมัติ” ยกระดับมาตรฐานการรักษาโรคไต ทางเลือกใหม่ สู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

“ล้างไตทางช่องท้องด้วยเครื่องอัตโนมัติ” ยกระดับมาตรฐานการรักษาโรคไต ทางเลือกใหม่ สู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.26 น.

โรงพยาบาลพระรามเก้า ร่วมกับ บริษัท แวนทีฟ เฮลธ์แคร์ (ประเทศไทย) จำกัด (Vantive) ผู้นำนวัตกรรมด้านการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไตระดับโลก ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อพัฒนาและเปิดให้บริการ “หน่วยบริการล้างไตทางช่องท้องด้วยเครื่องอัตโนมัติ (Automated Peritoneal Dialysis: APD)” ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไตในประเทศไทย พร้อมนำเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่เข้ามาเพิ่มทางเลือกในการรักษา และส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้แก่ผู้ป่วย

ภายในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ได้รับเกียรติจาก นพ.เสถียร ภู่ประเสริฐ กรรมการผู้อำนวยการ โรงพยาบาลพระรามเก้า พร้อมด้วย นพ.ประเสริฐ ไตรรัตน์วรกุล รองกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส โรงพยาบาลพระรามเก้า ร่วมลงนามกับ เภสัชกร กฤษฎา กิรสมุทรานนท์ ผู้อำนวยการ บริษัท แวนทีฟ เฮลธ์แคร์ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อประกาศความร่วมมือในการพัฒนาหน่วยบริการล้างไตทางช่องท้องด้วยเครื่องอัตโนมัติ โดยมีคณะผู้บริหาร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และสื่อมวลชนเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

นพ.เสถียร ภู่ประเสริฐ กรรมการผู้อำนวยการ โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า ปัจจุบันโรคไตเรื้อรังมีแนวโน้มจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยด้านพฤติกรรมการใช้ชีวิต การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ รวมถึงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น เบาหวาน และความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่ภาวะไตวายระยะสุดท้าย ส่งผลให้ผู้ป่วยจำนวนมากจำเป็นต้องได้รับการบำบัดทดแทนไตอย่างต่อเนื่อง

“โรงพยาบาลพระรามเก้าให้ความสำคัญกับการพัฒนาศูนย์ดูแลผู้ป่วยโรคไตแบบครบวงจร เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่มีมาตรฐาน และมีทางเลือกที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของแต่ละคน การเปิดหน่วยบริการล้างไตทางช่องท้องด้วยเครื่องอัตโนมัติในครั้งนี้ จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการนำเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยเข้ามาเสริมศักยภาพการรักษา ช่วยลดภาระของผู้ป่วย และเพิ่มความสะดวกสบายในการดูแลรักษาในระยะยาว”

“ในอนาคต โรงพยาบาลพระรามเก้ามุ่งมั่นที่จะพัฒนาศูนย์ดูแลผู้ป่วยโรคไตให้เป็นหนึ่งในศูนย์ความเป็นเลิศด้านการรักษาโรคไตของประเทศ โดยผสานความเชี่ยวชาญของทีมแพทย์ผู้ชำนาญการเข้ากับเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัย เพื่อยกระดับมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยโรคไตของไทยให้ทัดเทียมระดับสากล”

นพ.วิรุฬห์ มาวิจักขณ์ รองกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส และผู้อำนวยการสถาบันโรคไตและเปลี่ยนไต โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า “โรคไตเรื้อรังเป็นโรคที่ต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องในระยะยาว การรักษาจึงต้องคำนึงถึงทั้งประสิทธิภาพทางการแพทย์และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย การล้างไตทางช่องท้องด้วยเครื่องอัตโนมัติ (APD) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ตอบโจทย์ผู้ป่วยยุคใหม่ เพราะสามารถล้างไตที่บ้านในช่วงกลางคืนขณะนอนหลับ ใช้เวลาประมาณ 8-10 ชั่วโมง ทำให้ผู้ป่วยยังใช้ชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงปกติ โดยไม่ต้องเดินทางมาโรงพยาบาลสัปดาห์ละหลายครั้งเหมือนการฟอกเลือด

ในด้านประสิทธิภาพ APD เป็นการล้างไตแบบต่อเนื่องทุกวัน ใกล้เคียงการทำงานตามธรรมชาติของไต ช่วยควบคุมระดับของเสียและสมดุลน้ำในร่างกายได้สม่ำเสมอ ลดความผันผวนของความดันโลหิต และลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและหลอดเลือด อีกทั้งยังช่วยรักษาการทำงานของไตที่เหลืออยู่ได้นานกว่าเมื่อเทียบกับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม  เครื่อง APD สามารถตั้งโปรแกรมควบคุมการรักษาได้อย่างแม่นยำ ลดความผิดพลาดและลดจำนวนครั้งของการเชื่อมต่อสาย จึงช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อในช่องท้อง นอกจากนี้ ยังมีระบบติดตามผลการรักษาแบบเรียลไทม์ ทำให้แพทย์สามารถประเมินและปรับแผนการรักษาได้อย่างทันท่วงที

APD จึงเป็นนวัตกรรมที่ช่วยยกระดับทั้งมาตรฐานการรักษาและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย พร้อมลดภาระของครอบครัว และสนับสนุนให้ผู้ป่วยสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นใจและยั่งยืนในระยะยาว” สำหรับ  ผู้ที่ต้องการปรึกษาแพทย์ด้านโรคไต สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร.1270 หรือ Line: @praram9hospital หรืออ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่ สถาบันโรคไตและเปลี่ยนไต

เภสัชกร กฤษฎา กิรสมุทรานนท์ ผู้อำนวยการ บริษัท แวนทีฟ เฮลธ์แคร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า แวนทีฟในฐานะผู้นำนวัตกรรมระดับโลกด้านการดูแลผู้ป่วยโรคไต ซึ่งได้รับความไว้วางใจมายาวนานกว่า 70 ปีทั่วโลก ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการรักษาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการล้างไตทางช่องท้องที่บ้าน เพื่อเพิ่มทางเลือกในการรักษาและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ภายใต้แนวคิด “ชีวิตยืนยาว ก้าวสู่ความเป็นไปได้ (Extending Lives, Expanding Possibilities)”

สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ แวนทีฟจะสนับสนุนเทคโนโลยีการล้างไตทางช่องท้องแบบอัตโนมัติ (Automated Peritoneal Dialysis: APD) พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้และแนวทางการดูแลผู้ป่วยให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ เพื่อเสริมศักยภาพในการนำเทคโนโลยีไปใช้ในการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ เทคโนโลยีของแวนทีฟยังมาพร้อมระบบดิจิทัลติดตามผู้ป่วยจากระยะไกล (Remote Patient Monitoring) ที่ช่วยให้แพทย์สามารถติดตามข้อมูลการรักษาของผู้ป่วยแบบเรียลไทม์ โดยข้อมูลจะถูกส่งตรงถึงแพทย์ผู้ดูแล เพื่อใช้ในการติดตามผลและปรับแผนการรักษาได้อย่างทันท่วงที ช่วยเพิ่มความต่อเนื่องในการดูแลผู้ป่วย และลดความจำเป็นในการเดินทางมาโรงพยาบาลบ่อยครั้ง

โอกาสนี้ นพ.น๊อต เตชะวัฒนวรรณา รองกรรมการผู้อำนวยการ โรงพยาบาลพระรามเก้า ได้นำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมศูนย์ไตเทียมแห่งใหม่ของโรงพยาบาลพระรามเก้า พร้อมนำเสนอแนวทางการพัฒนาการดูแลผู้ป่วยโรคไตด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มทางเลือกในการรักษา และยกระดับมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยโรคไตในประเทศไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานสากล

ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทั้งสององค์กรในการผสานองค์ความรู้ทางการแพทย์กับนวัตกรรมการรักษาระดับสากล เพื่อยกระดับมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยโรคไตของประเทศไทยให้ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยเข้าถึงเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ศิลปะไทยยังไม่ตาย! Bangkok Art Auction ประกาศความสำเร็จ ยอดประมูลพุ่งสวนเศรษฐกิจ

ศิลปะไทยยังไม่ตาย! Bangkok Art Auction ประกาศความสำเร็จ  ยอดประมูลพุ่งสวนเศรษฐกิจ

ศิลปะไทยยังไม่ตาย! Bangkok Art Auction ประกาศความสำเร็จ ยอดประมูลพุ่งสวนเศรษฐกิจ

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.22 น.

ปิดฉากลงอย่างสวยงาม สำหรับงานประมูลศิลปะครั้งยิ่งใหญ่ “The Extraordinaire 2026” ซึ่งจัดโดย บางกอก อาร์ต อ๊อกชั่น โดยในปีนี้ศิลปะไทยพิสูจน์ให้เห็นว่ายังคงเปี่ยมด้วยจิตวิญญาณและมูลค่าที่ไม่หยุดนิ่ง ด้วยสถิติยอดรวมการประมูลและไพรเวท เซลล์ ถล่มทลายกว่า 5ล้านบาท จากผลงานศิลปะที่ขายออกไป 66 ชิ้น ออกไปถึงกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนล็อทประมูล ท่ามกลางบรรยากาศการขับเคี่ยวอย่างดุเดือดของนักสะสมทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

นายเสริมคุณ คุณาวงศ์ ประธาน บางกอก อาร์ต อ๊อกชั่น กล่าวว่า ในการประมูลครั้งนี้ หนึ่งในปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ คือ ความตื่นตัวของ นักสะสมรุ่นใหม่และชาวต่างชาติ ที่เข้ามามีบทบาทอย่างมากในการยกป้ายประมูลชิ้นงานสำคัญ ส่งผลให้ราคาผลงานหลายชิ้นพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นว่าศิลปะไทยได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ทั้งในแง่ของคุณค่าทางสุนทรียศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และศักยภาพในการลงทุนระดับสากล

อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่น่าจับตาคือ การกลับมาอย่างสง่างามของศิลปินแห่งชาติ อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ โดยผลงานที่นำเข้าร่วมประมูลในครั้งนี้สามารถขายได้ครบทั้งหมด 7 ชิ้น ผ่านทั้งการประมูล และ Private Sales สร้างยอดรวมกว่า 15 ล้านบาท นับเป็นการตอกย้ำถึงสถานะของ อาจารย์เฉลิมชัยในฐานะหนึ่งในศิลปินไทยที่มีพลังในตลาดศิลปะอย่างต่อเนื่อง  โดยผลงานไฮไลต์ จิตพระอริยะ บัวทิพย์, 2535” ที่ถูกยกประมูลอย่างดุเดือดจากราคาเริ่มต้น 2,800,000 บาท ก่อนจะปิดการประมูลไปที่ 4,642,000 บาท นอกจากนี้ผลงานเพื่อการกุศลอีกจำนวน 2 ชิ้น ยังสามารถระดมทุนจากการประมูลภาพพิมพ์รวมกว่า 380,000 บาท เพื่อมอบให้แก่โรงพยาบาลศิริราช และโรงพยาบาลรามาธิบดี อีกด้วย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผลงานของอาจารย์เฉลิมชัยไม่ได้มีเพียงคุณค่าทางศิลปะ แต่ยังทรงพลังในฐานะงานศิลปะที่สามารถส่งต่อคุณค่าทางสังคมและแรงบันดาลใจได้อย่างงดงาม

นอกจากนี้ เวทีการประมูลครั้งนี้ ยังสร้างสถิติราคาใหม่ให้กับศิลปินหลายท่าน อาทิ

  • ชำเรือง วิเชียรเขตต์: ผลงานประติมากรรม “ปริมาตร, 2512” ปิดที่ 1,218,525 บาท
  • ชลูด นิ่มเสมอ: ผลงานขนาดใหญ่ปี 2539 จบการประมูลที่ 1,624,700 บาท
  • กิตติ นารอด: ศิลปินร่วมสมัยที่มาแรงที่สุด โดยผลงานถูกแย่งชิงอย่างดุเดือดจนราคาพุ่งจาก 4.8 แสนบาท ไปจบที่ 1,218,525 บาท
  • ทาคาชิ มุราคามิ: ศิลปินระดับโลกกับผลงาน “LV Cherry Infinity (2024)” ปิดที่ 812,350 บาท

 “ภาพรวมของงาน “The Extraordinaire 2026” ในครั้งนี้ คือเครื่องยืนยันว่าตลาดศิลปะไทยกำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนหันกลับมามองเห็นคุณค่าของงานศิลปะอย่างจริงจังในวงกว้าง ตอกย้ำความเชื่อของบางกอก อาร์ต อ๊อกชั่น ในการยึดมั่นในเรื่องของคุณค่า ความเชี่ยวชาญ และความซื่อตรง” ประธาน บางกอก อาร์ต อ๊อกชั่น กล่าวทิ้งท้าย

พลิกโฉม “เทศกาลไทย” สู่ยุทธศาสตร์รีแบรนด์ “ประเทศไทย” บนเวทีโลก ดึงต่างชาติมองไทย “มุมใหม่”

พลิกโฉม “เทศกาลไทย” สู่ยุทธศาสตร์รีแบรนด์ “ประเทศไทย” บนเวทีโลก ดึงต่างชาติมองไทย “มุมใหม่”

พลิกโฉม “เทศกาลไทย” สู่ยุทธศาสตร์รีแบรนด์ “ประเทศไทย” บนเวทีโลก ดึงต่างชาติมองไทย “มุมใหม่”

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.22 น.

หากถามชาวต่างชาติว่า “ถ้านึกถึงประเทศไทย นึกถึงอะไร” คำตอบที่ได้มักหนีไม่พ้นอาหารไทย ชายหาด วัดวาอาราม และรอยยิ้ม

ภาพจำเหล่านี้ไม่เคยผิด และยังทรงพลังเสมอ แต่สำหรับ นิกรเดช พลางกูร อดีตอธิบดีกรมสารนิเทศ และอดีตโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐฝรั่งเศส ภาพจำเหล่านี้ “ยังไม่พอ” สำหรับประเทศไทยในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว และทำให้ประเทศไทยต้องเร่งสร้าง “Nation Branding”

นิกรเดช ย้ำว่า ภาพลักษณ์ประเทศไทยในสายตาชาวต่างชาติค่อนข้าง “กระจัดกระจาย” แม้สถานเอกอัครราชทูตสถานกงสุลใหญ่ ของประเทศไทยในพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก จะมี “เครื่องมือ” ที่ใช้ช่วยกันสร้างการรับรู้ให้คนในประเทศนั้นๆ รู้จักประเทศไทย แต่รูปแบบการจัดงาน ตลอดจนชื่องาน ก็มักไม่ได้สอดคล้องหรือเป็นไปในทิศทางเดียวกัน จนทำให้ขาด “ตัวตนร่วม” หรือ “เอกภาพ”

“การดำเนินการยกระดับ เรื่องนี้เป็นการบ้านของกระทรวงการต่างประเทศที่ต้องสร้างภาพจำ สร้างโมเดล สร้างแบรนด์ให้ชัด เรามีเครื่องมือที่สถานทูต สถานกงสุลแต่ละประเทศช่วยพยายามสร้างการรับรู้กันอยู่แล้ว และทำต่อเนื่องกันมากว่า 30 ปี แต่จะเป็นรูปแบบงานที่จัดกันเองในท้องถิ่น หรือชุมชนไทยในประเทศนั้นๆ สิ่งสำคัญคือต้องปรับทิศทางของเครื่องมือนี้ ให้สามารถสั่นกระดิ่ง และสร้างแรงกระเพื่อมออกไปทั่วโลก” อดีตอธิบดีกรมสารนิเทศ ระบุ

ในปี 2568 ที่ผ่านมา กรมสารนิเทศ จึงได้ดำเนินการ “Rebrand” งาน “เทศกาลไทย” หรือ Thai Festival ทั่วโลกขึ้นมาใหม่ ผ่านการ พูดคุย หารือ ระหว่างผู้คนหลากหลายรุ่น กำหนดวัตถุประสงค์ กำหนดสัดส่วนรูปแบบงานขึ้นมาใหม่ สร้างมาสคอตร่วม เพื่อให้ภาพลักษณ์ของงาน Thai Festival เข้าไปขับเคลื่อนภาพลักษณ์ของประเทศไทยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เข้าถึงคนทั่วโลกได้ทุกเจเนอเรชั่น

นิกรเดช ระบุว่า วัตถุประสงค์ของการดึงดูดให้คนมางาน Thai Festival อาจไม่ใช่แค่การให้คนจดจำบูธใดบูธหนึ่งในงาน แต่คือการทำให้ผู้มาร่วมงานที่ไม่เคยรู้จักประเทศไทยมาก่อน รู้สึก “ประทับใจ” และ “อิ่มเอม” มีความรู้สึกได้ค้นพบมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับประเทศไทย จนอยากเดินทางมาไทยด้วยตัวเอง

“ชาวต่างชาติที่รู้จักประเทศไทยอยู่แล้ว จะรู้ว่าประเทศไทยมีทุกสิ่งที่พร้อมจะนำเสนอแก่คนทุกกลุ่ม แต่สำหรับคนที่ยังไม่เคยรู้จักประเทศไทย เราอยากให้ Thai Festival สะท้อนความจริงของประเทศไทย ว่าเรามีมากกว่านวดไทย มวยไทย เช่น เราเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่รับรองการสมรสเท่าเทียม เรานำศิลปินซีรีส์วาย คอนเสิร์ต T-Pop คอนเทนท์ต่างๆ ไปทำให้เขาเห็นมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับประเทศเรามากขึ้น”

นอกจากนี้ยังหยิบยก สอดแทรก ประเด็น Global Issue  ที่ประเทศไทยสนใจเข้าไปสื่อสารภายในงานด้วย เช่น เศรษฐกิจสร้างสรรค์ การ Reuse และ Recycle ขยะ

ขณะเดียวกัน แม้จะมีการกำหนดทิศทางขึ้นมาจากส่วนกลาง แต่นิกรเดช ย้ำว่า คอนเซ็ปต์การจัดงาน Thai Festival ในแต่ละประเทศไม่ได้จำเป็นต้องเหมือนกัน 100% เนื่องจากบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของแต่ละประเทศอาจแตกต่างกัน เช่น ซีรีส์วาย อาจประสบความสำเร็จในการเข้าถึงคนบางประเทศ แต่ในบางประเทศอาจไม่เปิดรับเรื่องนี้ ทางส่วนกลางจึงวางกรอบเป็นสัดส่วน 40:60 โดย 40% แรกคือ “เมนู” ที่ต้องการเน้นในปีนั้นๆ ให้สถานทูต สถานกงสุล แต่ละประเทศ เลือกหยิบไปใช้กับการจัดงาน Thai Festival ในประเทศนั้นๆ ขณะที่ 60% ที่เหลือคือส่วนที่สถานทูตสามารถเลือกนำเสนออย่างอิสระเองได้ เพราะสถานทูตคือผู้ที่รู้บริบทของสิ่งที่ควรนำเสนอในประเทศนั้นดีที่สุ

นอกจากการให้ “เมนู” แล้ว อีกส่วนหนึ่งที่ส่วนกลางจะเข้าไปสนับสนุนแต่ละสถานทูต คือการประสานงานกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องซึ่งดูแลเกี่ยวกับสินค้า บริการ ที่มีกรอบแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เช่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) หรือหน่วยงานที่ช่ำชองในด้านศิลปะวัฒนธรรมไทย เช่น กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ (สบศ.) แม้กระทั่งหน่วยงานที่เป็นตัวแทนระดับพื้นที่ เช่น กรมการพัฒนาชุมชน เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ OTOP  ส่งคนเหล่านี้เข้าไปซัพพอร์ตทางแต่ละสถานทูต เพื่อให้แต่ละที่มี “กระสุน” ในการนำเสนอประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันสมัย

ปี 2568 ที่ผ่านมา แนวคิดหลัก (Theme) ของการจัดงาน Thai Festival ทั่วโลก คือ “Creative Pulse” โดยสาเหตุที่กระทรวงฯ เลือกหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาก่อน เพราะตระหนักว่า ประเทศที่ “Rich in Culture” หรือรุ่มรวยทางวัฒนธรรม มักจะถูกมองว่า “ขาดความคิดสร้างสรรค์” ในขณะที่ความเป็นจริง ไทยเป็นประเทศที่โดดเด่นทั้ง 2 ด้าน การเลือกหยิบเรื่องความคิดสร้างสรรค์ หรือ Creativity ขึ้นมา จึงเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ต่างชาติเห็นภาพประเทศไทยได้ 180 องศา

และเพื่อเป็นการยกระดับความเข้มข้นของชีพจรแห่งความสร้างสรรค์ การจัดเทศกาลไทย ประจำปี 2569 ได้ต่อยอดแนวคิดตั้งต้น “Creative Pulse” สู่ “Creative Life and Creative Heartbeat : ชีวิตและพลังสร้างสรรค์”สะท้อนพลังของ “คนไทยผู้สร้างสรรค์” และ “ผลงานไทย” ในทุกมิติ อีกทั้งยังมุ่งเน้นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งและเป็นเอกภาพ โดยผลักดันการใช้ Brand CI ของเทศกาลไทย และ Mascot ที่สร้างขึ้นจากตัวอักษร a (@) ซึ่งอยู่ตรงกลางของคำว่า Thai ในตราสัญลักษณ์หลัก สื่อสารเรื่องการเป็น Landmark ใหม่ของความสร้างสรรค์การออกแบบรูปลักษณ์ ที่ชวนให้ผู้คนที่พบเห็น เกิดความสนใจ กระตุ้นให้เกิดการตั้งคำถาม และอยากมีส่วนร่วม เหมือนเครื่องหมายของความคิด ส่วนปลายแหลมของ Mascot ถูกสร้างให้ล้อและสอดคล้องกับการปักหมุด จึงดึงเอกลักษณ์นี้มาใช้เพื่อให้สอดคล้องกับ ตราสัญลักษณ์หลัก Thai Festival ดังที่ปรากฎในงาน เทศกาลไทยจากทุกแห่งทั่วโลก

แม้ภาพรวมการจัดงานตลอดทั้งปี 2568 จะประสบความสำเร็จด้วยการดึงดูดคนเข้าร่วมงานใน 45 เมือง 32 ประเทศทั่วโลก ได้ถึงกว่า 2 – 2.5 ล้านคน (รวบรวมจากการรายงานผล ของแต่ละสำนักงานในต่างประเทศ ที่ได้ดำเนินการจัดเทศกาลไทย) แต่นิกรเดช มองว่า ยังมีอีกหลายส่วนที่ท้าทายที่ให้มาปรับให้งาน Thai Festival ในปีต่อๆ ไปให้สนุกยิ่งขึ้น น่าจดจำยิ่งขึ้น โดยในระยะยาว เขาคาดหวัง 3 เรื่องต่องาน Thai Festival ได้แก่ 1.กลายเป็นเทศกาลในปฏิทินที่คนแต่ละประเทศรอคอย เช่น Thai Festival ในประเทศญี่ปุ่น ที่ประสบความสำเร็จด้วยการรองรับคนมากกว่า 300,000 คนในโยโยงิพาร์ค กลายเป็นหนึ่งในเทศกาลที่คนญี่ปุ่นตั้งตารอ ว่าปีนี้ประเทศไทยจะนำเสนออะไร และมีเรื่องกลับไปคุย ไปบอกต่อคนในสังคมรอบตัว

2.ช่วยสะท้อนภาพใหม่ๆ เกี่ยวกับประเทศไทยเข้าไปเพิ่มขึ้น เช่น ภาพด้านเทคโนโลยี ว่าประเทศไทยต้อนรับ Digital Nomads มีความโดดเด่นด้านการแพทย์ ด้าน Wellness ไปจนถึง Genetic Engineering ดึงดูดให้คนมาประเทศไทยมากขึ้น 3.ตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะประเทศขนาดกลางที่มีบทบาทสำคัญในเวทีโลก (Middle Power) สะท้อนให้ประชาคมโลกเห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพในทุกด้าน ในช่วงที่ระเบียบโลกกำลังถูกปรับแก้ เพื่อให้ไทยได้เข้าไปอยู่ในสมการของการเขียนกฎระเบียบโลกใหม่

“Thai Festival จะต้องกลายเป็นพาหนะที่ทำให้โลกรู้ว่าเรายังอยู่ตรงไหน ให้คนมองด้วยความรู้สึกว่าไทยเปลี่ยนไปแล้ว และไทยคือหนึ่งในผู้เล่นที่มีบทบาทสำคัญประเทศหนึ่งของโลก” นิกรเดช ทิ้งท้าย

UNHCR รวมพลังการให้ ในโครงการ “รอมฎอนนี้เพื่อพี่น้องและทานประจำปีซะกาต” ปีที่ 9

UNHCR รวมพลังการให้  ในโครงการ “รอมฎอนนี้เพื่อพี่น้องและทานประจำปีซะกาต” ปีที่ 9

UNHCR รวมพลังการให้ ในโครงการ “รอมฎอนนี้เพื่อพี่น้องและทานประจำปีซะกาต” ปีที่ 9

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.02 น.

สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ประเทศไทยดำเนินโครงการ “รอมฎอนนี้เพื่อพี่น้องและทานประจำปีซะกาต” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นจากสงครามทั่วโลกในช่วงวิกฤตที่ยากลำบากอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน โดยปัจจุบันสงครามและความรุนแรงส่งผลให้มีผู้พลัดถิ่นทั่วโลกมีจำนวนกว่า 117 ล้านคน ส่วนใหญ่คือพี่น้องชาวมุสลิม ที่เป็นเด็กกำพร้า แม่เลี้ยงเดี่ยว หญิงหม้าย และผู้สูงอายุที่ถูกบังคับให้ลี้ภัยออกจากบ้านของตนเอง

ในปีนี้ UNHCR ผนึกกำลังความร่วมมือกับพันธมิตรจากหลากหลายภาคส่วน เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งในการระดมทุนช่วยเหลือผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นทั่วโลกตลอดเดือนรอมฎอนอันประเสริฐ มุ่งส่งต่อความช่วยเหลืออย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงทีไปยังผู้ที่ต้องการ ความช่วยเหลือมากที่สุด พร้อมทั้งสร้างสรรค์กิจกรรมรณรงค์ที่หลากหลายและสอดคล้องกับยุคสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนของสังคมได้มีส่วนร่วมในการส่งต่อความเมตตาและความหวัง และร่วมเป็นพลังแห่งการให้ในเดือนอันประเสริฐนี้ร่วมกัน

แทมมี่ ชาร์ป ผู้แทนข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย กล่าว “ในปีที่ผ่านมา ความร่วมมือจากประเทศไทยนำไปรวบรวมในกองทุนซะกาตเพื่อผู้ลี้ภัยทั่วโลกได้ส่งต่อความช่วยเหลือถึงมือพี่น้องผู้ลี้ภัยกว่า 1 ล้านคนใน 25 ประเทศ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ผู้ลี้ภัยทั่วโลกยังอยู่ในภาวะวิกฤต ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในในเดือนรอมฎอนอันประเสริฐนี้ จะเป็นพลังสำคัญที่ช่วยให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามและความรุนแรงสามารถก้าวข้ามช่วงเวลาที่ยากลำบาก และมองเห็นความหวังในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง”

อ.อรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี กล่าว “รอมฎอนเป็นเดือนแห่งความเมตตาและการประกอบความดีและการให้ ช่วงเวลานี้โลกของเรายังคงเผชิญกับความรุนแรง และความขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง สำนักจุฬาราชมนตรี จึงขอเรียนเชิญพี่น้องมุสลิมและประชาชนชาวไทยทุกท่าน ร่วมกันแสดงความห่วงใยต่อเพื่อนมนุษย์ มอบซะกาตและการบริจาคซอดาเกาะห์ ช่วยเหลือผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นในเดือนอันประเสริฐนี้ เพื่อให้ UNHCR ช่วยเหลือพี่น้องผู้ลี้ภัยได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นหนทางสำคัญที่จะทำให้สังคมเกิดความสมดุลและมี ความเอื้ออาทร”

ดร. ทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ กรรมการและผู้จัดการ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย กล่าว “ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยยึดมั่นในบทบาทการเป็นสถาบันการเงินที่ส่งเสริมคุณค่าการแบ่งปันตามหลักศาสนาอิสลาม ควบคู่กับการสนับสนุนการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน เราเชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างภาคการเงิน ภาคสังคม และประชาชน จะสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งในระดับประเทศและระดับโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม

ในเดือนรอมฎอนอันประเสริฐ ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งความเมตตาและการให้ ธนาคารยังคงร่วมมือกับ UNHCR เพื่อรณรงค์และอำนวยความสะดวกให้ผู้บริจาคสามารถส่งต่อซะกาตได้อย่างถูกต้องตามหลักศาสนา ผ่าน ibank Application โมบายแบงก์กิ้งไอแบงก์ที่ให้บริการตามหลักชะรีอะฮ์บนแอปพลิเคชันเป๋าตัง อย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ พร้อมสนับสนุนกิจกรรมเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของสังคม อาทิ การประกวดโครงการครีเอเตอร์เพื่อสื่อสารประเด็นมนุษยธรรม และการจัดกิจกรรมโต๊ะรอมฎอน ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้นับเป็นปีที่ 3 ของกิจกรรมดังกล่าว

ที่สำคัญ ธนาคารยังร่วมประชาสัมพันธ์การรับซะกาตผ่านบัญชีซะกาตธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ที่มุ่งช่วยเหลือพี่น้องผู้ยากไร้ในประเทศไทย เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ผู้บริจาคในการส่งต่อความช่วยเหลือได้ตามเจตนารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนผู้ได้รับผลกระทบในต่างประเทศผ่าน UNHCR หรือพี่น้องผู้ยากไร้ในประเทศไทยผ่านไอแบงก์ เพื่อขับเคลื่อนผลลัพธ์เชิงบวกและยั่งยืนต่อสังคมในวงกว้าง”

นอกจากนี้ ดำรง พุฒตาล ที่ปรึกษาประธานรัฐสภา ยังเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการสนับสนุนการสื่อสารและการรณรงค์สาธารณะ เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ผู้ลี้ภัยทั่วโลก โดยได้ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 (ททบ.5) รายการ “แทนคุณแผ่นดิน เรื่องเล่าจากดำรง พุฒตาล” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 หลังจากประสบความสำเร็จและมีส่วนช่วยให้ โครงการประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในปีที่ผ่านมา รวมถึงช่องทางการสื่อสารอื่น ๆ อีกหลากหลายช่องทาง เพื่อร่วมส่งต่อความเมตตา ความห่วงใย และการช่วยเหลือไปยังพี่น้องมุสลิมผู้ลี้ภัยทั่วโลก

ในเดือนรอมฎอนอันศักดิ์สิทธิ์นี้ ทุกท่านสามารถแบ่งปันพื้นที่ความโอบอ้อมอารีเพื่อผู้ลี้ภัยกับครอบครัวผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นจากสงครามและความรุนแรงทั่วโลก ผ่านกิจกรรมตลอดเดือนรอมฎอนอันศักดิ์สิทธิ์นี้ โดยร่วมส่งกำลังใจและสนับสนุน Content Creator ในการประกวด “ครีเอเตอร์ผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงด้านมนุษยธรรมโลก” ภายใต้โครงการ “รอมฎอนนี้เพื่อพี่น้องและทานประจำปีซะกาต ปีที่ 9” สามารถร่วมบริจาคทานซะกาตเพื่อผู้ลี้ภัยกับ UNHCR https://donate.unhcr.org/th/th/zakat และสามารถบริจาคได้ที่ ชื่อบัญชี UNHCR Special Account ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เลขที่บัญชี 008-1-36212-9 และบริจาคทานซะกาตเพื่อช่วยเหลือพี่น้องผู้ยากไร้ในประเทศไทยกับธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ชื่อบัญชี บัญชีซะกาตธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เลขที่บัญชี 001-1-03879-9

ในการรับบริจาคทานประจำปีซะกาต UNHCR ทำงานร่วมกับมูลนิธิทาบาห์ องค์กรชั้นนำทางศาสนา และได้ขยายการรับรองระดับโลกจากนักวิชาการศาสนา (นักฟัตวา)จากสถาบันศาสนาอิสลามมากกว่า 18 แห่งทั่วโลก เช่น อียิปต์ เยเมน โมร็อกโก มอริเตเนีย รวมถึงประเทศไทย เพื่อรับรองหน่วยงานว่ามีคุณสมบัติในการรับทานซะกาตและสามารถมอบความช่วยเหลือนี้โดยตรงแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากสงคราม ได้แก่ ผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นชาวมุสลิม ให้พวกเขาได้มีอาหารที่พอเพียง น้ำสะอาดไว้ใช้และดื่ม ที่พักพิงที่ปลอดภัย และเงินสมทบช่วยเหลือ สามารถดูรายงานการบริจาคได้ที่ https://zakat.unhcr.org/en/posts-reports

ศิษย์วัฒนาร่วมคารวะคณาจารย์ ในงานบุรพาจารย์รำลึก 69

ศิษย์วัฒนาร่วมคารวะคณาจารย์ ในงานบุรพาจารย์รำลึก 69

ศิษย์วัฒนาร่วมคารวะคณาจารย์ ในงานบุรพาจารย์รำลึก 69

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.30 น.

สมาคมศิษย์วังหลัง – วัฒนา (ส.ว.ว.) นำโดย ศาสนาจารย์ ดร แพง ชินพงศ์ นายกสมาคมฯ พัทนุช ซ้ายขวัญ ประธานจัดงาน พร้อมคณะกรรมการและศิษย์วัฒนา จัดงาน “งานบุรพาจารย์รำลึก ประจำปี 2569”   เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2569 ณ อาคารเอ็ดน่าโคลอนุสรณ์ โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย

 “งานบุรพาจารย์รำลึก ประจำปี 2569” เต็มไปด้วยสีสันสดใสต้อนรับคณะคุณครูอาวุโสกลับโรงเรียน ทั้งนี้มีคณะคุณครูอาวุโสนำทีมโดย อ.เสริมศรี ไชยเศรษฐ์ อ.สาลินี วีรเธียร และ อ.จิรพร รัตนสุนทรากุล โดยมีนายกสมาคมศิษย์วังหลัง – วัฒนา ศาสนาจารย์ ดร แพง ชินพงศ์ และศิษย์วัฒนาร่วมต้อนรับและร่วมแสดงมุทิตาจิต อาทิ ลานทิพย์ ทวาทศิน, ดร. ณ ฤดี เคียงศิริ, ชลลกา เก่งระดมยิง อดีตนายกสมาคม และคณะกรรมการ ส.ว.ว. ร่วมงาน

ภายในงานสังสรรค์มีกิจกรรมเล่นเกมส์ ร้องเพลง ตลอดจนการแสดงจากศิษย์ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการแสดงบัลเลต์ The Emerald Symphony การแสดง Golden การแสดง K Pop Dance การแสดง Bangkok City และขับร้องเพลงโดย ผิงผิง-สรวีย์ ธนพูนหิรัญ จากนั้นได้เรียนเชิญคณะคุณครูทุกท่านชมคลิปความในใจจากศิษย์ และเริ่มพิธีแสดงมุทิตาจิต คารวะคณาจารย์ โดยนายกและกรรมการ ส.ว.ว. เป็นตัวแทนศิษย์วัฒนา มอบของที่ระลึกแด่คุณครูที่มาร่วมงานทุกท่าน และมอบเงินรายได้จากงานการาจเซลล์ให้กับชมรมครูเกษียณโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย พร้อมทั้งถ่ายภาพหมู่เป็นที่ระลึก

ศจ.ดร.แพง ชินพงศ์ มอบเงินรายได้จากงานการาจเซลล์ให้ชมรมครูเกษียณโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย โดยมี อ.จิรพร รัตนสุนทรากุล, อ.นุชจริทร์ สิทธิสรรค์ รับมอบ มีลูกศิษย์ อาทิ  ผาณิต พูนศิริวงศ์, ฐิดารัตน์ ชำนิวิกัยพงศ์, มนนิตา ตนประเสริฐ ร่วมถ่ายภาพ

 อ.สมศรี เย็นภิญโญ กับลูกศิษย์ร่นุใหญ่ ดร.ณ ฤดี เคียงศิริ อดีตนายก ส.ว.ว., ลานทิพย์ ทวาทศิน ผจก.รร.วัฒนาวิทยาลัย ศจ.ดร.แพง ชินพงศ์ และ  ธนิดา ฤทธาคนี

อ.สาลินี วีรเธียร กับลูกศิษย์ มัลลิกา ลิมปิอนันต์ชัย, ชลัยพร สิมะเสถียร,ศุลีพร ประทิพพรกุล, ชลลกา เก่งระดมยิง อดีตนายก ส.ว.ว., ดร.ณ ฤดี เคียงศิริ, แสงระวี อัศวกุล และ เสาวรส ศิริวรรณ

อ.จิรพร รัตนสุนทรากุล มอบของที่ระลึกให้กับนักแสดงบัลเลต์ The Emerald Symphony จากโรงเรียนภัธศิริวิมล แดนซ์ สตูดิโอ

อ.เสริมศรี ไชยเศรษฐ์ มอบของที่ระลึกให้นักแสดงชุด Golden ชั้นป. 2 รร.วัฒนาวิทยาลัย

 อ.กมลวรรณ จันทจิตร มอบของที่ระลึกนักแสดง Bangkok City

 แสงระวี อัศวกุล, เสาวรส ศิริวรรณ, ธัญรัศม์ พิมลสิงห์, ศจ.ดร.แพง ชินพงศ์, ชลัยพร สิมะเสถียร และศุลีพร ประทิพพรกุล

อ.เสงี่ยม แสงโชติ และ อ.ปราณี กล่ำเจริญ กับลูกศิษย์วัฒนารุ่น 151

ชลลกา เก่งระดมยิง อดีตนายก ส.ว.ว. เป็นตัวแทนสมาคมฯ มอบเงินและของที่ระลึกแด่คุณครูอาวุโส

 อ.ทวีศักดิ์ เล็กปทุมวภกุล และ อ.สิริลักษณ์ ประทีปะเสน

อ.นุชนารถ พรหมคำ, อ.จิรพร รัตนสุนทรากุล และ อ.นุชจินทร์ สิทธิสรรค์

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า ฯ ทรงเป็นประธาน ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า ฯ ทรงเป็นประธาน  ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า ฯ ทรงเป็นประธาน ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.16 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 คณะกรรมการและผู้บริหารมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้ถวายรายงานผลการดำเนินงานตามแนวพระราชดำริ “ปลูกป่า ปลูกคน” ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่มุ่งพัฒนาคนควบคู่กับการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผ่านการส่งเสริมทางเลือกในการดำรงชีวิตที่ยั่งยืนแก่ชุมชน โดยขับเคลื่อนโครงการต้นแบบและการขยายผลการพัฒนาอย่างยั่งยืนในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสะท้อนบทบาทของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในฐานะต้นแบบของประเทศในการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน ณ ห้องประชุมอาคารอเนกประสงค์ พระตำหนักดอยตุง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เมื่อเร็วๆ นี้

ผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาเชิงพื้นที่ และกิจการเพื่อสังคมภายใต้แบรนด์ “ดอยตุง” หนึ่งในประเด็นสำคัญของการประชุม คือความก้าวหน้าของ โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งเป็นโครงการต้นแบบของการพัฒนาทางเลือกอย่างยั่งยืน ที่ไม่เพียงเป็นต้นแบบของการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนบนพื้นที่สูง แต่ยังเป็นแบบอย่างของการสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่สามารถนำไปขยายผลสู่พื้นที่อื่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ปัจจุบันโครงการพัฒนาดอยตุงฯ ยังเป็นกลไกในการสร้างผู้ประกอบการในพื้นที่ ให้คนในชุมชนสามารถต่อยอดองค์ความรู้ พัฒนาอาชีพ และสร้างรายได้เสริมให้กับตนเองได้อย่างยั่งยืน ตัวอย่างสำคัญคือการพัฒนา “หมูดำดอยตุง” ซึ่งปัจจุบันมีการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ ได้ขึ้นทะเบียนเป็นสัตว์พื้นเมืองประจำถิ่นของประเทศไทย โดยกรมปศุสัตว์ และมีการแปรรูปผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าทางการค้า

ในด้านสิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ยังเดินหน้าฟื้นฟูระบบนิเวศของพื้นที่ป่าดอยตุงจนฟื้นตัวกลับมาอย่างสมบูรณ์ เกิดความหลากหลายทางชีวภาพ โดยจากการสำรวจตั้งแต่ปี 2566 ถึงปัจจุบัน พบพืชชนิดใหม่ ๆ จำนวน 1,457 ชนิด และพบสัตว์น้อยใหญ่หลากหลายชนิด รวมถึงสัตว์หายาก เช่น เลียงผา ลิ่น แมวดาว บินตุรง หรือหมีขอ และหมูหริ่ง

องค์ความรู้จากโครงการพัฒนาดอยตุงฯ ยังถูกนำไปขยายผลในต่างประเทศ โครงการพัฒนาทางเลือกที่ยั่งยืน ไทย–เมียนมา ซึ่งดำเนินงานมาเป็นระยะเวลากว่า 8 ปี ตั้งแต่ปี 2561 โดยส่งเสริมการพัฒนาระบบน้ำอุปโภคบริโภค การขยายพื้นที่เพาะปลูก และการพัฒนาพืชเศรษฐกิจ เช่น กาแฟ เพื่อสร้างทางเลือกในการดำรงชีวิตที่ยั่งยืนให้แก่ชุมชนในพื้นที่

ในส่วนสายงานกิจการเพื่อสังคม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ การนำวัสดุเหลือใช้มาเพิ่มมูลค่า และพัฒนากระบวนการผลิตที่ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งปัจจุบันมีองค์กรเอกชนหลายแห่งที่ใช้กาแฟ Carbon Neutral ของดอยตุง ส่วนงานหัตถกรรม ได้มีการส่งเสริม และอบรมเพิ่มทักษะงานหัตถกรรมในชุมชนทั้งในพื้นที่ดอยตุง และโครงการขยายผลอื่นๆ เพื่อชาวบ้านจะได้รับองค์ความรู้ไปประกอบวิชาชีพ และสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

การขยายผลองค์ความรู้ด้านการแก้ปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นพื้นฐาน โดยความร่วมมือกับหน่วยงานระดับชาติและนานาชาติ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2015 นานาประเทศทั่วโลกได้ลงนามความร่วมมือในสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสภาพภูมิอากาศ Paris Agreement เพื่อให้โลกบรรลุ Net Zero ภายในปี 2050 มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้ต่อยอดประสบการณ์จากโครงการพัฒนาดอยตุงฯ จัดตั้ง โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายป่าชุมชน ปัจจุบันโครงการดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่ป่า 287,914 ไร่ ใน 12 จังหวัดทั่วประเทศ มีผู้ได้รับประโยชน์กว่า 161,000 คน จาก 303 ชุมชน และสามารถรับรองคาร์บอนเครดิตได้แล้ว จาก 12 ป่าชุมชน พื้นที่รวม 12,840 ไร่ คิดเป็นปริมาณคาร์บอนเครดิตรวม 58,824 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

นอกจากนี้ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ยังได้ร่วมมือกับองค์กรวิชาการ ภาครัฐ และเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น โครงการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ดอยตุง ร่วมกับมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (National University of Singapore : NUS) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี อุทยานแห่งชาติขุนน้ำนางนอน และสำนักงานประมงจังหวัดเชียงราย และโครงการสำรวจและประเมินความหลากหลายทางชีวภาพในป่าชายเลน จังหวัดตรัง ซึ่งดำเนินงานร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย และบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เพื่อจัดทำฐานข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และพัฒนากลไกทางการเงินด้านความหลากหลายทางชีวภาพของชาติ

ในขณะเดียวกัน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ยังได้ขยายบทบาทในการเป็นที่ปรึกษาเชิงปฏิบัติการด้านความยั่งยืน โดยทำงานร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน ทั้งด้านการจัดการน้ำ การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การจัดการขยะ และการพัฒนาชุมชน รวมทั้งการพัฒนาหลักสูตรและการฝึกอบรมเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนสู่ภาคธุรกิจและเครือข่ายในระดับนานาชาติ

ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้สั่งสมองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืนตามแนวทางศาสตร์พระราชาและ “ตำราแม่ฟ้าหลวง” เป็นต้นแบบของการพัฒนาที่ยั่งยืนที่สามารถใช้ในการแก้ปัญหาวิกฤตของโลกได้