Life & Health : มารู้จักกับพืชตระกูลถั่ว (Beans) และประโยชน์ต่อสุขภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/776069

Life & Health : มารู้จักกับพืชตระกูลถั่ว (Beans) และประโยชน์ต่อสุขภาพ

Life & Health : มารู้จักกับพืชตระกูลถั่ว (Beans) และประโยชน์ต่อสุขภาพ

วันพุธ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

คนไทยเรามักจะคุ้นเคยกับคำว่า “ถั่ว” ซึ่งนำมารับประทานเป็นทั้งอาหารคาว อาหารหวานอาหารว่างนานาชนิด ข้อมูลจาก ผศ.ดร.ฉัตรภา หัตถโกศล กรรมการโครงการอาหารไทย หัวใจดี มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ แนะนำว่า โดยทั่วไปที่คนไทยเราเรียกรวมพืชหลายชนิดว่าถั่ว แต่ทางโภชนาการแล้วพืชตระกูลถั่ว หรือ Legumes นั้นแบ่งออกเป็นพืชที่มาจากหลากหลายกลุ่ม ได้แก่

1.กลุ่ม Beans มีลักษณะเป็นฝักเมล็ดไม่กลมสามารถกินได้ทั้งฝัก เช่น ถั่วแขก ถั่วฝักยาว ถั่วพู และกลุ่มที่กินเฉพาะเมล็ด เช่น ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วขาว

2.กลุ่ม Pea เป็นถั่วที่กลมอยู่ในฝัก มีเมล็ดกลม เช่น ถั่วลันเตา ชิกพี

3.กลุ่ม Lentils เลนทิลมีลักษณะแบนมีสีเขียว น้ำตาล แดง เหลือง ดำ

นอกจากนี้ ยังมีอีกกลุ่มคือ นัท (Nuts) ซึ่งไม่ได้อยู่ในตระกูล Legumes แต่จัดเป็นถั่วเปลือกแข็งซึ่งมีโครงสร้างแตกต่างจากพวก Legumes มีสารอาหารหลัก คือ ในถั่วเปลือกแข็ง
จะมีไขมันสูง โปรตีนปานกลาง มีคาร์โบไฮเดรตต่ำใยอาหารสูง ถั่วเปลือกแข็งเป็นส่วนเมล็ดของผลที่มีเพียง 1 เมล็ด และมีเปลือกแข็งห่อหุ้มเมล็ด ถั่วเปลือกแข็งที่เป็นที่นิยมรับประทาน เช่น อัลมอนด์ บราซิลนัท เม็ดมะม่วงหิมพานต์พีแคน แมคาเดเมีย ฮาเซลนัท ไพน์นัท พิสตาชิโอวอลนัท และดาวอินคา เป็นต้น

รู้จักกลุ่มของถั่วบีน (Bean)

กลุ่มของพวกถั่วบีน (Bean) จะเป็นแหล่งที่ดีของสารอาหาร เช่น โปรตีน ใยอาหาร โพแทสเซียม ในการจัดหมวดหมู่อาหารกลุ่มของถั่วนี้สามารถจัดได้ทั้งในกลุ่มของผักและกลุ่มของโปรตีน สำหรับผู้ที่เป็นมังสวิรัติก็สามารถกินถั่วเหล่านี้เพื่อให้ได้โปรตีนเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ในกลุ่มถั่วเหล่านี้จะมีไขมันต่ำและที่สำคัญไม่มีคอเลสเตอรอล ใยอาหารสูงซึ่งมีทั้งใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำที่ช่วยในเรื่องการขับถ่าย เพิ่มปริมาณอุจจาระและลดระยะเวลาการหมักในลำไส้ทำให้ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ส่วนใยอาหารชนิดละลายน้ำมีประโยชน์คือช่วยจับกับคอเลสเตอรอลขับออกนอกร่างกายและทำให้อิ่มท้องนาน ในกลุ่มถั่วชนิดนี้เมื่อกินแบบสุก
ครึ่งถ้วยจะได้รับใยอาหารประมาณ 7 กรัม ถือเป็น 1/3 ของปริมาณใยอาหารที่แนะนำในแต่ละวัน (25 กรัม) นอกจากนี้ในถั่วยังมีวิตามินและแร่ธาตุที่ดี เช่น โฟเลต เหล็ก ที่ช่วยการทำงานของเม็ดเลือดแดง ป้องกันการเกิดภาวะโลหิตจาง และทำให้ระบบเมตาโบลิกต่างๆ ของร่างกายทำงานปกติ โพแทสเซียม แมกนีเซียม ช่วยให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นทำงานดี เรามารู้จักถั่วแต่ละชนิดกันดีกว่า เช่น

l ถั่วดำ เป็นถั่วที่มีความนิยมมายาวนานตั้งแต่ในประเทศจีนที่นิยมนำเอาถั่วดำมาต้มผสมกับสมุนไพรนานาชนิดเพื่อให้ได้สรรพคุณทางยา ทางแพทย์แผนจีนถือว่าถั่วดำนั้นสามารถรักษาความร้อนในร่างกายได้ดีช่วยกำจัดความร้อน ขจัดพิษจากตับ แก้ร้อนในและรักษาอาการปวดต่างๆ ได้ดี ช่วยให้ระบบทางเดินโลหิตไหลเวียนได้ดีขึ้น สารสำคัญที่มีอยู่ในถั่วดำที่ก่อให้เกิดสีดำ คือ สารแอนโทไซยานินซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญตัวเดียวกันกับที่มีอยู่ในองุ่น บลูเบอร์รี่ สารนี้เป็นตัวที่ช่วยลดการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดรวมถึงโรคมะเร็งที่ระบบทางเดินอาหารได้ดี การรับประทานถั่วดำเป็นประจำจะทำให้ระบบทางเดินอาหารและลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น ช่วยขับของเสีย ช่วยทำให้ลดการดูดซึมของสารพิษ
เข้าสู่ร่างกาย

l ถั่วเขียวหรือถั่วทอง ซึ่งเรานิยมนำมาทำขนม เช่น ถั่วเขียวต้มน้ำตาล หรือนำมาทำอาหาร เช่น เนื้อสัตว์เทียม โดยมีส่วนผสมถั่วเหลืองเป็นหลักกับแป้ง ถั่วเขียวให้คุณค่าทางโภชนาการสูง ให้โปรตีนสูง คาร์โบไฮเดรตปานกลาง ไขมันต่ำ แร่ธาตุและวิตามินหลากหลายชนิดในปริมาณที่เหมาะสม เช่น มี วิตามินเค, วิตามินซี, วิตามินเอ, วิตามินบีรวม,โฟเลต และเหล็ก ในถั่วเขียวยังมีใยอาหารสูงซึ่งเป็นส่วนที่ดีเพราะทำให้อิ่มเร็วและดูดซึมไขมันและน้ำตาลได้ ถั่วเขียวมีน้ำตาลต่ำจึงเหมาะสำหรับผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานหรือผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน เพราะไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ที่ต้องการได้รับโปรตีนสูงควรที่จะรับประทานถั่วเขียวเป็นประจำ เพราะในถั่วเขียวมีโปรตีนที่ใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์แต่มีราคาที่ถูกกว่าและไม่มีโคเลสเตอรอลซึ่งเป็นตัวที่ก่อให้เกิดปัญหาของโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ ในถั่วเขียวอาจจะไม่มีกรดอะมิโนที่จำเป็นทุกชนิด แต่การรับประทานถั่วเขียวรวมกับธัญพืชตัวอื่นๆ เช่น ข้าว เมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวัน หรือถั่วประเภทอื่นๆ ก็จะทำให้ได้กรดอะมิโนที่จำเป็นได้อย่างครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการ

l ถั่วเหลือง จัดได้ว่าเป็นพืชที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่สูงมาก มีการนำเอาถั่วเหลืองมาทำงานวิจัยหลากหลายทั่วโลก ในสมัยก่อนกลุ่มผู้ที่นิยมบริโภคถั่วเหลือง คือ ประชากรในแถบเอเชีย แต่ในปัจจุบันนี้เนื่องจากความนิยมและคุณประโยชน์ต่อร่างกายจึงทำให้มีการบริโภคถั่วเหลืองในทุกที่ทั่วโลก ถั่วเหลืองมีสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมาก ตัวหนึ่ง
ที่โดดเด่นและน่าสนใจคือ กลุ่มไอโซฟลาโวนส์ Isoflavones ตัวอย่างเช่น geistein, daidzein ซึ่งทำหน้าที่คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกาย ถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองจึงมีประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้หญิง โดยเฉพาะที่มีภาวะหมดประจำเดือน เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นฮอร์โมนหลักที่ควบคุมการเสริมสร้างกระดูกของร่างกาย และยังช่วยรักษาความชุ่มชื้น ยืดหยุ่นของผิวหนัง การดื่มน้ำนมถั่วเหลืองหรือเต้าหู้ก็เป็นอีกหนทางที่ดีที่จะช่วยคุณสุภาพสตรีลดหรือบรรเทาอาการข้างเคียงจากภาวะหมดประจำเดือน อาหารที่ทำจากถั่วเหลืองจะมีประโยชน์สำหรับหัวใจ และยังลดปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดโรคหัวใจ มีรายงานถึงผลดีของถั่วเหลืองในการลดอัตราการเกิด องค์การอาหารและยาของอเมริกาแนะนำว่าให้รับประทานโปรตีนที่ทำจากถั่วเหลืองวันละ 25 กรัม ร่วมกับอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวต่ำจะลดอัตราการเกิดโรคหัวใจ ถั่วเหลืองมีโปรตีนสูงใกล้เคียงกันกับนมแต่มีไขมันอิ่มตัวที่น้อยกว่านมทำให้ผู้ที่รับประทานมังสวิรัติสามารถดื่มนมถั่วเหลืองแทนนมวัวได้ และได้ประโยชน์จากสารพฤกษาเคมีตัวอื่นๆ ร่วมด้วย ในปัจจุบันเราสามารถหาซื้ออาหารที่ผลิตมาจากถั่วเหลืองได้หลากหลาย เช่น เต้าหู้ทั้งชนิดนิ่ม แข็ง หลอด และอื่นๆ เต้าหู้ยี้ โปรตีนเกษตร ไอศกรีม เต้าเจี้ยว ซอสปรุงรสต่างๆ หรือจะนำมาเพาะงอกให้กลายเป็นถั่วงอกหัวโต ก็สามารถนำมาประกอบอาหารได้อีกหลากหลาย

l ถั่วแดง เป็นถั่วที่นิยมรับประทานกันมากโดยการนำถั่วแดงมาปรุงอาหารนั้นมีหลายวิธี เช่น ซุปถั่วแดง ถั่วแดงต้มน้ำตาลทรายแดง ขนมปังไส้ถั่วแดง หรือถั่วแดงต้มโรยสลัด โดยเฉพาะเป็นขนมหวานในประเทศญี่ปุ่นและจีน มีการใช้ถั่วแดงเป็นหลัก ซึ่งทำให้ถั่วแดงได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศทางแถบเอเชีย และสำหรับถั่วแดงนั้น แพทย์จีนถือว่าช่วยบำรุงหัวใจ ประเภทอาการใจสั่น ช่วยในการบำรุงระบบประสาท บำรุงลำไส้ ลดอาการบวมน้ำช่วยขับปัสสาวะ บรรเทาอาการปวดบวม ปรับสภาพเลือด ขับพิษ บำบัดอาการประจำเดือนมาผิดปกติ นอกจากนั้น ถั่วแดงยังมีทั้งสารอาหารโปรตีน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามีนเอ บี ซี และเป็นอาหารที่มีส่วนประกอบของเส้นใยอาหารสูงมากโดยเมื่อเทียบกับผักและผลไม้แล้วถือว่าถั่วแดงมีเส้นใยอาหารในปริมาณที่มากกว่า ดังนั้นจึงช่วยให้ร่างกายขับถ่ายได้ดี ทั้งยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ป้องกันการเกิดภาวะเส้นเลือดในสมองปริแตก นอกจากนั้นยังอุดมไปด้วยกรดโฟลิกที่ช่วยบำรุงโลหิต ป้องกันความผิดปกติของทารกในครรภ์ และยังประกอบด้วยสารแอนตี้ออกซิแดนต์ polyphenolics ที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจได้ดีอีกด้วย จากการวิจัยพบว่า สารต่อต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่ในถั่วแดงนั้นมีปริมาณใกล้เคียงหรือมากกว่ากับผลไม้ในตระกูลเบอร์รี่ เช่น บลูเบอร์รี่ และแคลนเบอร์รี่

l ถั่วขาว หรือ White Kidney Bean เป็นพืชตระกูลถั่วที่มีต้นกำเนิดในบริเวณพื้นที่สูงในแถบประเทศแม็กซิโก กัวเตมาลา เป็นพืชที่ต้องการอยู่ในอากาศหนาวเย็นในช่วงที่เจริญเติบโต ถั่วขาวนิยมบริโภคในรูปของการประกอบอาหารประเภทซุปและบริโภคกับเนื้อสัตว์ มีการศึกษาเกี่ยวกับสารสกัดจากถั่วขาวเพื่อนำมาเป็นอาหารเสริมควบคุมน้ำหนักเนื่องมาจากสารสำคัญที่มีอยู่ในถั่วขาวที่ชื่อว่า ฟาซิโอลามีน (Phaseolamin) มีคุณสมบัติทำให้เอนไซม์อะไมเลสเป็นกลาง มีผลทำให้แป้งหรือคาร์โบไฮเดรตที่รับประทานเข้าไปไม่สามารถเปลี่ยนจากเเป้งกลายเป็นน้ำตาลได้ถึงร้อยละ 50-66 นั่นหมายความว่า หากเรารับประทานอาหารจำพวกแป้งเข้าไป 1 จาน แต่ร่างกายเพียงสามารถเปลี่ยนแป้งให้เป็น Glucose และมีโอกาสที่จะเปลี่ยนต่อไปเป็นไขมัน ได้เพียงครึ่งจานเท่านั้น ส่วนอีกหนึ่งจานจะอยู่ในรูป Carbohydrate ที่ไม่ดูดซึม แล้วขับถ่ายออกมาในรูปของเส้นใยแทน เมื่อร่างกายได้รับพลังงานไม่เพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวัน ดังนั้น ร่างกายก็จะเผาผลาญไขมันเก่าที่สะสมออกมาใช้มากยิ่งขึ้นร่วมไปถึงยังลดระดับไตรกรีเซอไรด์ในร่างกายด้วยจึงทำให้น้ำหนักลดลงได้ มีคำแนะนำให้รับประทานสารสกัดจากถั่วขาวในปริมาณวันละ 500 มิลลิกรัม จะสามารถลดน้ำหนัก หรือควบคุมน้ำหนัก และควบคุมสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือด

ตราสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ” เป็นส่วนหนึ่งของโครงการอาหารไทย หัวใจดี ถูกก่อตั้งขึ้นโดยมูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้
ผู้บริโภคง่ายในการเลือกผลิตภัณฑ์อาหารที่ไม่เพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเมื่อบริโภคในปริมาณที่แนะนำตามหลักโภชนาการ ปัจจุบันโครงการอาหารไทย หัวใจดีได้ครบรอบ 20 ปี และมีการปรับเปลี่ยนโลโก้ อย่างไรก็ตาม ในช่วงเปลี่ยนผ่านอาจพบผลิตภัณฑ์ที่มีตราสัญลักษณ์เก่าได้ในท้องตลาด สำหรับผู้บริโภคที่กำลังมองหาทางเลือกในการดูแลสุขภาพ มองหาสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ” ได้ที่ผลิตภัณฑ์

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : แนวโน้มเทคโนโลยีที่จะพลิกโฉมประเทศไทยในปี 2024

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/774746

Life & Health : แนวโน้มเทคโนโลยีที่จะพลิกโฉมประเทศไทยในปี 2024

Life & Health : แนวโน้มเทคโนโลยีที่จะพลิกโฉมประเทศไทยในปี 2024

วันพุธ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เทคโนโลยีดิจิทัลกำลังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมทั่วโลก สำหรับประเทศไทยเองก็เช่นกัน เทคโนโลยีดิจิทัลกำลังถูกนำมาใช้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างกว้างขวาง

ข้อมูลจาก ภูกิจ ดิศทรานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัทเรียล สมาร์ท จำกัด เปิดเผยว่า ในปี 2024แนวโน้มเทคโนโลยีดิจิทัลที่คาดว่าจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อประเทศไทย ได้แก่

● Digital Transformation การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล หมายถึงการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในทุกมิติขององค์กร ทั้งในด้านการดำเนินงาน การจัดการ และการให้บริการ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจและองค์กร

● Artificial Intelligence (AI) ปัญญาประดิษฐ์ หมายถึงเทคโนโลยีที่เลียนแบบการทำงานของสมองมนุษย์ สามารถใช้เพื่อแก้ปัญหาที่ซับซ้อน ทำงานอัตโนมัติ และสร้างสรรค์ผลงาน และนวัตกรรมใหม่ๆ

● 5G เครือข่าย ช่วยให้สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ เข้าด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลรูปแบบายสื่อสารไร้สายความเร็วสูงใหม่ๆ

Digital Transformation ก้าวสำคัญสู่อนาคต

Digital Transformation เป็นเทรนด์สำคัญที่กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมทั่วโลก ในประเทศไทยเองก็มีการส่งเสริมให้องค์กรต่าง ๆ เร่งดำเนินการ Digital Transformation เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลก

สำหรับในปี 2024 คาดว่า Digital Transformation จะยังคงเป็นเทรนด์สำคัญในไทย โดยองค์กรต่างๆ จะให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้มากขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า ตัวอย่างการนำ Digital Transformation มาใช้ในไทย ได้แก่

● ภาคธุรกิจ : การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในกระบวนการผลิต การบริหารจัดการ Supply Chain และการให้บริการลูกค้า เช่น การนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการตรวจจับสินค้าเสื่อมสภาพ การนำระบบคลาวด์มาใช้ในการจัดการข้อมูล และการนำโซเชียลมีเดียมาใช้ในการสื่อสารกับลูกค้า

● ภาครัฐ : การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการให้บริการประชาชน เช่น การนำแอปพลิเคชั่นมาใช้ในการให้บริการประชาชน การนำบิ๊กดาต้ามาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล และการนำหุ่นยนต์มาใช้ในการให้บริการต่างๆ

AI เทคโนโลยีแห่งอนาคต

AI เป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพที่จะพลิกโฉมและปฏิวัติทุกวงการ ตั้งแต่เมื่อ 1 ปีที่แล้วที่บริษัท OpenAI ได้เปิดตัว ChatGPT ทำให้โลกได้รู้จัก AI และ Generative AI อย่างแพร่หลาย และทุกๆ บริษัทด้านเทคโนโลยีตื่นตัวเรื่อง AI กันมากขึ้น ในประเทศไทยเองก็มีการนำ AI มาใช้ในหลากหลายภาคส่วน เช่น

● ภาคอุตสาหกรรม : การนำ AI มาใช้ในกระบวนการผลิต การตรวจสอบคุณภาพ และการจัดการ Supply Chain เช่น การนำ AI มาใช้ในการควบคุมเครื่องจักรอัตโนมัติ การนำ AI มาใช้ในการตรวจจับสินค้าเสื่อมสภาพ และการนำ AI มาใช้ในการจัดเส้นทางขนส่ง

● ภาคบริการ : การนำ AI มาใช้ในการให้บริการลูกค้า การวิเคราะห์ข้อมูล และการขายสินค้า เช่น การนำ AI มาใช้ในตอบคำถามลูกค้า การนำ AI มาใช้ในการวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า และการนำ AI มาใช้ในแนะนำสินค้า รวมถึงการสร้างสรรค์ Content รูปแบบใหม่ๆ ที่ใช้ทรัพยากรน้อยลง

● ภาคสาธารณสุข : การนำ AI มาใช้ในการตรวจวินิจฉัยโรค การรักษาพยาบาล และการพัฒนายารักษาโรค เช่น การนำ AI มาใช้ในการวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์ การนำ AI มาใช้ในการรักษาโรคทางพันธุกรรม และการนำ AI มาใช้ในการพัฒนายารักษาโรคมะเร็ง เป็นต้น

5G เครือข่ายแห่งอนาคต

5G เป็นเครือข่ายสื่อสารไร้สายความเร็วสูง ช่วยให้สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ เข้าด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ5G รองรับการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลรูปแบบใหม่ๆ เช่น

● เทคโนโลยี AR/VR : เทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถมองเห็นโลกเสมือนจริง สามารถใช้ในการเรียนรู้ การฝึกอบรม และการทำงาน

● เทคโนโลยี IoT : เทคโนโลยีที่เชื่อมต่ออุปกรณ์ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน สามารถนำมาใช้ในการบริหารจัดการเมืองอัจฉริยะ การเกษตรอัจฉริยะ และอุตสาหกรรมอัจฉริยะ

● เทคโนโลยี Cloud Computing : เทคโนโลยีที่ช่วยให้สามารถเข้าถึงข้อมูลและทรัพยากรคอมพิวเตอร์ได้จากทุกที่ในโลก สามารถใช้ในการจัดเก็บข้อมูล ประมวลผลข้อมูล และให้บริการต่าง ๆ

ปัจจุบันในประเทศไทยเองมีเครือข่าย 5G ครอบคลุมมากกว่า 80% แล้วทั่วประเทศ สมมุติว่าคนไทย 10 คน จะมี 8 คน อยู่ในเครือข่ายที่รองรับ 5G แต่จะมีคนใช้งานจริงอยู่แค่ 2 คนเท่านั้น แต่ภายในปี 2025 คนไทยจะใช้งาน 5G มากขึ้นถึง 50% ด้วยกัน อ้างอิงโดยคุณนวชัย เกียรติก่อเกื้อ หัวหน้าส่วนงานการตลาดลูกค้าองค์กรและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม บริษัท AIS

โดยสรุป Digital Transformation, AI, และ 5G เป็นเทรนด์เทคโนโลยีที่มีความสำคัญต่อประเทศไทยในปี 2024 องค์กรต่างๆ ควรให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เร็วมากขึ้นในทุกวันนี้

ทั้งนี้ ภาครัฐควรส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านี้ได้อย่างเท่าเทียม และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลในประเทศไทย สำหรับบริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด เองก็เล็งเห็นถึงกระแสของการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีของประเทศไทยที่กำลังก้าวไปอย่างรวดเร็ว บริษัทฯได้เข้าช่วยให้บริการด้านการจัดการ Big Data และ Digital Transformation ให้กับบริษัทหรือองค์กรต่างๆ รวมถึงการใช้ AI เข้าพัฒนาต่อยอดหรือส่งเสริมด้านการดำเนินธุรกิจและการตลาดให้กับลูกค้าสามารถเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขันได้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.realsmart.co.th

สำหรับเทศกาลปีใหม่นี้ อาจารย์ คำพันธุ์ราชดา ผู้อำนวยการ วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ พัทยา เปิดเผยว่าวิทยาลัยเทคโนโลยี พระมหาไถ่ พัทยา สถานศึกษาเพื่อคนพิการ ชวนทำบุญรับเทศกาลปีใหม่กับ โครงการ “น้องอิ่มท้อง พี่อิ่มบุญ สุขคูณสอง” เพื่อให้น้องนักศึกษาผู้พิการได้ท้องอิ่ม ได้มีการศึกษาพร้อมฝึกทักษะวิชาชีพ สามารถเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้อย่างยั่งยืนโดยไม่เป็นภาระต่อสังคม ดังนั้น จึงขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธา สถานประกอบการร่วมจัดกิจกรรมส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) เพื่อต่อลมหายใจให้คนพิการ ด้วยการมอบทุนอาหาร ทุนการศึกษา สิ่งของเครื่องใช้แก่น้องๆ นักศึกษาคนพิการที่อยู่ในความดูแลของวิทยาลัยฯ กว่า 160 คน ให้ได้อิ่มท้องครบ 3 มื้อ เริ่มต้นเพียงมื้อละ 5,000-20,000 บาท นับเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ในสิ่งดีๆ ด้วยการทำบุญช่วยเหลือผู้พิการ สามารถบริจาคได้ที่ ธนาคารกรุงเทพ สาขาบางละมุง ออมทรัพย์เลขที่บัญชี 3424736274นำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า หรือ โทร.038-196494

ผศ. (พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : รู้จักอีกทางเลือกใหม่ในการดูแลสุขภาพ..การตรวจ Genetic Screening

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/772030

Life & Health : รู้จักอีกทางเลือกใหม่ในการดูแลสุขภาพ..การตรวจ Genetic Screening

Life & Health : รู้จักอีกทางเลือกใหม่ในการดูแลสุขภาพ..การตรวจ Genetic Screening

วันพุธ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดีเอ็นเอ ย่อมาจาก deoxyribonucleic acid (DNA) คือสารพันธุกรรมที่เก็บข้อมูลทางพันธุกรรม ซึ่งกำหนดลักษณะต่างๆ ของสิ่งมีชีวิต DNA ประกอบด้วยนิวคลีโอไทด์
4 ชนิด คือ A, T, C, G ซึ่งเข้าคู่กันตามกฎความเข้ากันได้ของเบส โดย DNA มีลักษณะเป็นเกลียวคู่ ซึ่งเกิดจากการเชื่อมต่อกันของนิวคลีโอไทด์ 2 สาย ทั้งนี้ DNA มีหน้าที่สำคัญ 2 ประการ คือ การถ่ายแบบตัวเอง และการถ่ายทอดข้อมูลผ่านอาร์เอ็นเอ ซึ่งทำให้สิ่งมีชีวิตสามารถสืบทอดลักษณะประจำพันธุ์และดำรงเผ่าพันธุ์อยู่ได้ นอกจากนี้ DNA ยังเป็นหลักฐานทางพันธุกรรมที่ใช้ในการศึกษาความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิต และการแก้ไขปัญหาทางการแพทย์

ข้อมูลจาก แพทย์หญิงอัญชลี ศรีมโนทิพย์ แพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัยWellness Center โรงพยาบาลเวชธานีเปิดเผยว่า ทุกๆ คนเกิดมาพร้อมกับ DNA ที่ได้จากพ่อแม่ ซึ่ง DNA จะมียีนเป็นตัวกำหนดลักษณะทางกายภาพและพันธุกรรมของมนุษย์ เช่น สีผิว ผม ตา รูปร่าง น้ำหนัก รวมถึง โรคทางพันธุกรรมบางชนิด หลายคนกว่าจะรู้ว่าตัวเองมีโรคทางพันธุกรรมแฝงอยู่ในร่างกายก็มีอาการรุนแรงแล้ว ดังนั้น ในปัจจุบันจึงมีวิธีตรวจที่เรียกว่า Genetic Screening เพื่อค้นหาโรคที่แฝงมากับพันธุกรรม รู้ก่อน รักษาทัน

ในแต่ละคนมีพันธุกรรมที่แตกต่างกันไปซึ่งพันธุกรรมนี้เป็นตัวกำหนด ลักษณะต่างๆ เช่น รูปร่าง หน้าตา สีผม สีตา สีผิว รวมถึงการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย สุขภาพ และความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ ด้วยเช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ และหลอดเลือดโรคสมอง โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือ โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมต่างๆ เช่นโรคทาลัสซีเมีย เป็นต้น

เดิมทีการตรวจหาความเสี่ยงโรคทางพันธุกรรม จะพิจารณาการตรวจในคนที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ จากประวัติครอบครัว หรือจะตรวจเมื่อมีการแสดงออกถึงความผิดปกติ หรืออาการต่างๆ ที่อาจบ่งชี้ถึงโรคทางพันธุกรรม เช่น พัฒนาการล่าช้า ลักษณะภายนอกผิดปกติ ปัญหาทางสุขภาพ นอกจากนี้ จะมีการตรวจความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งต่างๆ ในคนที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็ง

ปัจจุบันการตรวจทางพันธุกรรมgenetic screening นอกจากจะบอกถึงความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ ได้ละเอียดยิ่งขึ้น เช่น โรคพาร์กินสัน, โรคสมองเสื่อม, โรคไมเกรน, ไขมันในเลือดสูง รวมถึงความไวต่อการติดเชื้อต่างๆ และภาวะซึมเศร้า ซึ่งจะช่วยในการวางแผนดูแลสุขภาพได้ระยะยาว เนื่องจากตรวจ เพียงครั้งเดียว สามารถใช้ผลตรวจได้ตลอดชีวิต โดยในกระบวนการตรวจ genetic screening สามารถตรวจได้โดยการเจาะเลือด โดยไม่ต้องงดน้ำ งดอาหาร สามารถตรวจเวลาใดก็ได้ โดยจะใช้ระยะเวลารอรับผลตรวจประมาณ 3-4 สัปดาห์

นอกจากผลตรวจ genetic screening สามารถบอกความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ แล้ว ยังสามารถบอกถึงการตอบสนองต่อยาต่างๆ ความต้องการวิตามินแร่ธาตุ การรับประทานอาหารที่เหมาะสม ความเสี่ยงการแพ้อาหารต่างๆ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความยืดหยุ่น และความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บจากการออกกำลังกาย เพื่อการวางแผนการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับตัวเรา เช่น บางคนอาจจะเหมาะ กับเวทเทรนนิ่ง บางคนอาจจะเหมาะกับการออกกำลังกายแบบอื่นมากกว่า

ประโยชน์ของการตรวจ Genetic Screening ที่จะได้รับ ได้แก่ ช่วยการวางแผนการดูแลสุขภาพ จากผลการตรวจจะช่วยให้เราเข้าใจสุขภาพร่างกายเรามากขึ้น และ สามารถช่วยให้แพทย์วางแผนดูแลสุขภาพได้อย่างตรงจุดและเหมาะสมในแต่ละบุคคล ซึ่งอาจจะรวมถึงการปรับเปลี่ยน lifestyle พฤติกรรม และการใช้ยารักษาต่างๆ

ลดความเสี่ยงในการเกิดโรค การตรวจสามารถช่วยบอกความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันสูง โรคมะเร็ง ทำให้สามารถวางแผนในการตรวจสุขภาพให้เหมาะสม เพื่อลดหรือหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรค รวมถึงการดูแลสุขภาพให้ดีขึ้นด้วย ช่วยวางแผนการมีบุตร การตรวจนี้ช่วยคัดกรองความเสี่ยงในการเกิดโรคทางพันธุกรรมต่างๆ ซึ่งช่วยให้สามารถวางแผนการมีบุตรได้อย่างเหมาะสม

การตรวจ genetic screening เป็นอีกทางเลือกใหม่ที่จะช่วยให้เราวางแผนการดูแลสุขภาพได้อย่างแม่นยำและเหมาะสมเฉพาะบุคคล เพื่อป้องกันหรือลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตามก่อนตรวจควรปรึกษาแพทย์ เพื่อที่แพทย์จะสอบถามประวัติโดยละเอียดและอธิบายรายละเอียดต่างๆ ก่อนเริ่มตรวจ

ช่วงนี้เป็นช่วงที่ย่างเข้าปลายปีรับเทศกาลปีใหม่แล้ว ข้อมูลจากอาจารย์คำพันธุ์ ราชดา ผู้อำนวยการ วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ พัทยา เปิดเผยว่า วิทยาลัยเทคโนโลยี พระมหาไถ่ พัทยา สถานศึกษาเพื่อคนพิการ ได้ดำเนินงานด้านการจัดการศึกษา การฝึกอาชีพและการส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการ นอกจากนั้นยังรณรงค์และผลักดัน เพื่อการเข้าถึงสวัสดิการ การปรับสภาพแวดล้อม และบริการสาธารณะที่มีต่อคนคนพิการ รวมไปถึงการสร้างเจตคติเชิงสร้างสรรค์ของสังคมที่มีต่อคนพิการผ่านสื่อทุกรูปแบบ โดยตลอดระยะเวลากว่า 35 ปี ของการดำเนินงาน สามารถช่วยเหลือคนพิการมาแล้วมากกว่า 5,000 คนซึ่งการดำเนินงานของวิทยาลัยจำเป็นต้องดูแลทั้งในเรื่องที่พัก อาหาร งานพยาบาล การจัดการศึกษา และกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายจากคนพิการ

ขอเชิญชวนทำบุญรับเทศกาลปีใหม่กับโครงการ “น้องอิ่มท้อง พี่อิ่มบุญ สุขคูณสอง” เพื่อให้น้องนักศึกษาผู้พิการได้ท้องอิ่ม ได้มีการศึกษาพร้อมฝึกทักษะวิชาชีพ สามารถเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้อย่างยั่งยืนโดยไม่เป็นภาระต่อสังคม ดังนั้นจึงขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธา สถานประกอบการร่วมจัดกิจกรรมส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) เพื่อต่อลมหายใจให้คนพิการ ด้วยการมอบทุนอาหาร ทุนการศึกษา สิ่งของเครื่องใช้แก่น้องๆ นักศึกษาคนพิการที่อยู่ในความดูแลของวิทยาลัย กว่า 160 คน ให้ได้อิ่มท้องครบ 3 มื้อ เริ่มต้นเพียงมื้อละ 5,000-20,000 บาทนับเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ในสิ่งดีๆ ด้วยการทำบุญช่วยเหลือผู้พิการ สามารถบริจาคได้ที่ธนาคารกรุงเทพ สาขาบางละมุง ออมทรัพย์เลขที่บัญชี 3424736274 นำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า

LIFE & HEALTH : เรียนรู้การบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/770580

LIFE&HEALTH : เรียนรู้การบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์

LIFE&HEALTH : เรียนรู้การบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์

วันพุธ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เนื้อสัตว์ที่เรานิยมรับประทานมีสารอาหารที่แตกต่างกัน บางชนิดอาจจะมีปริมาณไขมันสูงบางชนิดอาจจะมีโปรตีนสูง ซึ่งร่างกายของแต่ละคนก็มีความต้องการสารอาหารที่ไม่เหมือนกัน จึงควรเลือกรับประทานเนื้อสัตว์ในปริมาณที่เหมาะสมและเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ และเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพ การที่ผู้บริโภคจะมีสุขภาพดีได้ ยังต้องคำนึงถึงการบริโภคอาหารชนิดต่างๆ ในปริมาณที่เหมาะสมตามเพศ วัย และกิจกรรม นอกจากนี้ผู้บริโภคควรต้องพิจารณาในด้านคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารและควรใส่ใจในเรื่องของการเลือกซื้อหรือวิธีการปรุงประกอบที่เหมาะสมซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดสารต่างๆ ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ข้อมูลจาก ผศ.ดร.พร้อมลักษณ์ สรรพ่อค้าโครงการอาหารไทย หัวใจดี ของ มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า เนื้อสัตว์ชนิดเป็นแหล่งอาหารที่มีโปรตีนสูง เนื้อสัตว์มีหลายชนิด ได้แก่ เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อแกะ และเนื้อสัตว์ปีก มีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก โดยเฉพาะส่วนที่เป็นเนื้อแดง (lean meat) มีน้ำเป็นส่วนประกอบมากกว่า 75% เนื้อของสัตว์ที่มีอายุน้อยกว่า เช่น เนื้อลูกวัว (veal) มีปริมาณน้ำสูงกว่าเนื้อสัตว์ที่มีอายุมากขึ้น โปรตีน เป็น สารอาหารที่ให้พลังงานและสร้างกล้ามเนื้อ โปรตีนเป็นโครงสร้างหลักของเนื้อสัตว์ โปรตีนจากเนื้อสัตว์เป็นโปรตีนที่มีคุณภาพสูง คือ มีกรดอะมิโนจำเป็น (essential amino acid) ครบถ้วนตามความต้องการของร่างกายมนุษย์ กรดอะมิโนที่พบมากในโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบของกล้ามเนื้อ เป็นประเภท branched-chain amino acid ได้แก่ leucineisoleucine และ valine ในเนื้อสัตว์มีไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride) เป็นส่วนประกอบหลัก มีฟอสโฟลิพิด (phospholipid) คอเลสเตอรอล (cholesterol) และมีวิตามินที่ละลายได้ในไขมัน กรดไขมันส่วนใหญ่จะเป็นกรดไขมัน อิ่มตัว (saturated fatty acid) เช่น กรดปาลมิติก (palmitic acid) กรดสเทียริก (stearic acid) และมีกรดไขมันไม่อิ่มตัว (unsaturated fatty acid) เช่น กรดโอลิอิก (oleic acid) ในปริมาณน้อย ในเนื้อสัตว์มีคาร์โบไฮเดรตไม่เกิน 1% โดยอยู่ในรูปของไกลโคเจน เนื้อสัตว์เป็นแหล่งของวิตามินบีรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิตามินบี 1 วิตามินบี 2 และไนอะซิน สารสำคัญที่ทำให้เกิดสีของเนื้อสัตว์ คือ ไมโอโกลบิน (myoglobin) เนื้อวัวยังมีวิตามินบี 12 ธาตุเหล็ก และสังกะสีด้วย

จากธงโภชนาการของประเทศไทยจะเห็นว่าเนื้อสัตว์นั้นอยู่บนด้านปลายธง มีข้อแนะนำให้บริโภควันละ 6-12 ช้อนกินข้าว ดังนี้

l เนื้อสัตว์ 6 ช้อนกินข้าวต่อวัน (มื้อละ 2 ช้อนกินข้าว) สำหรับเด็กอายุ 6 ขวบ ถึง  13 ปี,ผู้หญิงวัยทำงานอายุ 25-60 ปี และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป

l เนื้อสัตว์  9 ช้อนกินข้าวต่อวัน (มื้อละ3 ช้อนกินข้าว) สำหรับวัยรุ่นหญิง-ชาย อายุ 14-25 ปีและชายวัยทำงาน อายุ 25-60 ปี

l เนื้อสัตว์ 12 ช้อนกินข้าวต่อวัน(มื้อละ 4 ช้อนกินข้าว) สำหรับหญิงและชายที่ใช้พลังงานมากๆ เช่น นักกีฬา เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน

เนื้อสัตว์ เป็นแหล่งโปรตีนที่ดีและมีประโยชน์ควรรับประทานให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย อย่างน้อย 0.8-1 กรัมต่อน้ำหนักตัวต่อวันสำหรับเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกแล้ว 30 กรัม จะมีโปรตีนประมาณ 7 กรัม ทั้งนี้ ควรเลือกประเภทของเนื้อสัตว์ที่เหมาะสม และควรรับประทานเนื้อสัตว์ที่หลากหลาย ควรเลือกรับประทานเนื้อสัตว์ไม่ติดมันไม่ติดหนัง เน้นรับประทานเนื้อปลาและเนื้อไก่สลับกับเนื้อหมูและเนื้อวัว เนื้อปลาเป็นโปรตีนที่ดีย่อยง่าย เหมาะสมเป็นอาหารของเด็กและผู้สูงอายุปลาส่วนใหญ่มีไขมันต่ำ ไขมันในปลาประกอบด้วยกรดไขมันที่ให้ประโยชน์ที่ดี 2 ชนิด คือ EPA(Eicosapentaenoic acid) ให้คุณประโยชน์ในด้านการลดระดับของไขมันในเลือด และ DHA (Docosahexaenoic acid) ให้คุณประโยชน์ในการเป็นส่วนประกอบของเซลล์สมอง การรับประทานปลาแทนเนื้อสัตว์ชนิดอื่นเป็นประจำจะช่วยลดปริมาณไขมันในเลือด และหากเลือกรับประทานปลาเล็กปลาน้อยหรือปลากระป๋องจะได้แคลเซียม ซึ่งช่วยทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง แต่การบริโภคปลาก็ยังต้องคำนึงถึงปริมาณที่เหมาะสมเช่นกัน ไม่ได้มีข้อยกเว้นว่า จะบริโภคได้มากกว่าเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ สำหรับเนื้อแดง (เนื้อของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหมด เช่น หมู วัว แกะ แพะ) แนะนำให้บริโภคไม่เกิน 5 ช้อนกินข้าวต่อวัน หรือ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยปริมาณที่แนะนำให้บริโภคต่อสัปดาห์ คือน้ำหนักเนื้อสัตว์สุกไม่เกิน 350-500 กรัม หรือน้ำหนักเนื้อดิบ 700-750 กรัม

ควรเลือกวิธีการปรุงประกอบอาหารด้วยวิธีต้ม นึ่ง ตุ๋น มากกว่าการย่าง ผัด หรือทอด เนื่องจากการปรุงประกอบโดยใช้ความร้อนสูง (การย่างหรือการทอด) ที่สัมผัสกับอาหารโดยตรง อาจก่อให้เกิดสารก่อมะเร็ง เช่น PAH (Polycyclic Aromatic Hydrocarbons) และ HAC(Heterocyclic Aromatic Amines) ได้ สาร PAH จะเกิดได้มากกับเนื้อสัตว์ที่มีส่วนของไขมันหรือมันเปลวติดอยู่ด้วย อาหารที่จะพบสาร PAH ได้มาก ได้แก่ หมูย่างติดมัน เนื้อย่างติดมัน ไก่ย่างส่วนที่มีมัน เนื่องจากขณะปิ้งย่าง ไขมันจะหยดลงไปบนเตาไฟแล้วเกิดการเผาไหม้จนเกิดควันและเขม่าซึ่งจะลอยขึ้นมาเกาะติดกับชิ้นของเนื้อสัตว์ เนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมันหรือมีไขมันน้อย เช่น ปลาย่าง เนื้อย่าง หากมีการหมักโดยการเติมน้ำตาลลงไปด้วยก็จะส่งเสริมการเกิดสาร HAC เพิ่มขึ้น ซึ่งสารชนิดนี้ทำให้อาหารมีสีน้ำตาล นอกจากนี้ ความร้อนจากการปิ้งย่างจะทำให้ไนโตรเจนทำปฏิกิริยากับออกซิเจนได้เป็นไนโตรเจนออกไซด์ แล้วจึงทำปฏิกิริยากับเอมีน (amine) ที่ระเหยจากเนื้อสัตว์พร้อมกันได้เป็นสารกลุ่มไนโตรซามีนและตกลงมาเกาะที่ผิวของอาหารปิ้งย่างเหล่านั้น

ในส่วนของเนื้อสัตว์ที่มีการแปรรูปโดยและเพิ่มอายุการเก็บรักษาโดยการเติมดินปะสิว หรือ สารไนเตรตและสารไนไตรต์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยในการป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย Clostridium botulinum และช่วยทำให้เนื้อสัตว์มีสีชมพูที่เสถียร และมีรสชาติดีผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่จะมีการใช้สารไนเตรตหรือไนไตรต์ ได้แก่ เนื้อกระป๋อง แหนม กุนเชียง หมูแฮม เบคอน ไส้กรอก เป็นต้น สารไนเตรตหรือไนไตรต์ และเกลือของไนเตรตหรือไนไตรต์ เป็นสารที่อยู่ในการควบคุมของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเนื่องจากสารไนเตรตจะถูกเปลี่ยนเป็นไนไตรต์ และสารก่อมะเร็งชนิดไนโตรซามีน (nitrosamine) ได้เมื่อทำปฏิกิริยากับสารเอมีนที่อยู่ในอาหารประเภทเนื้อสัตว์ จึงต้องใช้ตามปริมาณที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยากำหนดเพื่อให้มีปริมาณไนไตรต์ตกค้างในผลิตภัณฑ์น้อยที่สุด เมื่อนำเนื้อสัตว์แปรรูปที่มีการเติมสารไนเตรตหรือไนไตรต์มาปรุงให้สุกด้วยความร้อนที่สูงหรือความร้อนต่ำแต่เวลานานก็อาจทำให้มีปริมาณของไนโตรซามีนเพิ่มมากขึ้น แต่ในปัจจุบันการผลิตเนื้อสัตว์แปรรูปที่มีการเติมสารไนเตรตหรือไนไตรต์จะสามารถลดการเกิดสารประกอบไนโตรซามีนในผลิตภัณฑ์ได้ โดยการเติมสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซี (ascorbicacid) กรดอิริทรอบิก (erythorbic acid) และ วิตามินอี (alpha-tocopherol) ในผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเนื้อสัตว์ นอกจากนี้ การปรุงประกอบที่ใช้น้ำมันในปริมาณมาก (การผัดหรือการทอด) อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ได้แก่ โรคอ้วน และโรคไขมันในเลือดสูง

เนื้อสัตว์แปรรูป เป็นเนื้อสัตว์ที่ผ่านกระบวนการหมักเกลือ การบ่ม การรมควัน หรือกระบวนการอื่นๆ เพื่อเพิ่มรสชาติหรือการปรับปรุงการเก็บรักษา ดังนั้น การรับประทานเนื้อสัตว์แปรรูปเป็นประจำนั้นเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักถึง 18% และยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่นๆ ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วน และโรคไขมันในเลือดสูง เนื่องจากผลิตภัณฑ์ประเภทนี้มีปริมาณไขมันและโซเดียมสูง นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยที่รายงานว่า การรับประทานเนื้อแดงมีผลในการเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักถึง 17%

สำหรับตราสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ” เป็นส่วนหนึ่งของโครงการอาหารไทย หัวใจดีถูกก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคง่ายในการเลือกผลิตภัณฑ์อาหารที่ไม่เพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเมื่อบริโภคในปริมาณที่แนะนำตามหลักโภชนาการ ปัจจุบันโครงการอาหารไทย หัวใจดี ได้ครบรอบ 20 ปี และมีการปรับเปลี่ยนโลโก้ อย่างไรก็ตาม ในช่วงเปลี่ยนผ่านอาจพบผลิตภัณฑ์ที่มีตราสัญลักษณ์เก่าได้ในท้องตลาด สำหรับผู้บริโภคที่กำลังมองหาทางเลือกในการดูแลสุขภาพ สามารถมองหาสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ” ได้ที่บรรจุภัณฑ์

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : ถอดบทเรียนการสอนคณิตศาสตร์ของประเทศนิวซีแลนด์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/769225

Life & Health : ถอดบทเรียนการสอนคณิตศาสตร์ของประเทศนิวซีแลนด์

Life & Health : ถอดบทเรียนการสอนคณิตศาสตร์ของประเทศนิวซีแลนด์

วันพุธ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.20 น.

“คณิตศาสตร์มีแต่ตัวเลขน่าเบื่อไม่อยากเรียน” ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ที่จะหาเทคนิคการเรียนการสอนคณิตศาสตร์อย่างไรไม่ให้น่าเบื่อ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้น้องๆ มุ่งมั่นอยากจะเรียนวิชาคณิตศาสตร์กันมากขึ้น

ประเทศนิวซีแลนด์มีเทคนิคการสอนคณิตศาสตร์ที่มีความเป็นเอกลักษณ์และมีประสิทธิภาพในการพัฒนาทักษะความคิดเชิงตรรกะและการแก้ปัญหาของนักเรียน หนึ่งใน
เทคนิคที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ Teaching Through Problem Solving (TTPS) ซึ่งเป็นการให้นักเรียนเริ่มต้นการเรียนรู้ด้วยการแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์จริงหรือสนใจของนักเรียน นักเรียนจะได้รับโอกาสในการสำรวจและค้นคว้าความรู้ด้วยตนเอง และแบ่งปันความคิดเห็นกับเพื่อนๆ และครู

มีข้อมูลที่น่าสนใจจากครูผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์จากประเทศนิวซีแลนด์ โดยอาจารย์เคิร์สตี้ บลันเดลล์ (Ms.Kirsty Blundell) ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายคณิตศาสตร์และสถิติ โรงเรียนเอวอนเดลคอลเลจ (Avondale College) โรงเรียนมัธยมสหศึกษาของรัฐที่มีชื่อเสียงของประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นครูผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ที่มีเทคนิคการสื่อสารที่ดีเยี่ยมและการสร้างแรงจูงใจให้เด็กมีส่วนร่วมมีความรอบรู้ในการใช้กลยุทธ์การสอนที่มีประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการเฉพาะของผู้เรียน เพื่อให้มั่นใจว่าผู้เรียนมีความเข้าใจและมีส่วนร่วมในการศึกษาคณิตศาสตร์

จากที่ อาจารย์เคิร์สตี้ บลันเดลล์ ได้มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์เทคนิคการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ เปลี่ยนเรื่องน่าเบื่อให้เป็นเรื่องน่าเรียนได้อย่างไร โดยยกห้องเรียนจำลองการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ประยุกต์แบบนิวซีแลนด์ มาให้น้องๆ นักเรียนไทยได้เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ กับการจำลองห้องเรียนนิวซีแลนด์ วิชาคณิตศาสตร์เรื่องรูปเรขาคณิตสามมิติ ในหัวข้อ “Surface Area of 3D Shapes” ให้น้องๆ นักเรียนไทยได้ร่วมพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษด้วย รวมถึงการทำงานเป็นกลุ่ม การฝึกคิดวิเคราะห์เพื่อสร้างโมเดลตึกจำลอง แบบ 3 มิติ โดยมีการนำเสนอผ่านสื่อเทคโนโลยีแบบมีปฏิสัมพันธ์ Mentimeter ซึ่งกิจกรรมห้องเรียนจำลองนิวซีแลนด์นี้ หน่วยงานการศึกษานิวซีแลนด์ (Education New Zealand ; ENZ) สถานทูตนิวซีแลนด์ ประจำประเทศไทย ร่วมกับสถาบันการศึกษาชั้นนำของนิวซีแลนด์ ได้ร่วมกันจัดขึ้นภายในงานการศึกษานิวซีแลนด์ และกิจกรรม “ห้องเรียนจำลองแบบนิวซีแลนด์สัญจร” ที่กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และชลบุรีเมื่อเร็วๆ นี้

อาจารย์เคิร์สตี้ บลันเดลล์ เปิดเผยว่า กิจกรรมห้องเรียนจำลองสัญจรที่นำมาให้กับน้องๆ นักเรียนไทยในครั้งนี้ เป็นการสอนวิชาคณิตศาสตร์ประยุกต์โดยใช้ 3D มาใช้กับตึกโมเดลจำลองที่เป็นสถาปัตยกรรมของไทย ซึ่งเป็นการนำเรื่องใกล้ตัวมาสร้างแรงจูงใจ กระตุ้นให้นักเรียนอยากมีส่วนร่วมในกิจกรรม โดยแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มๆ และให้นักเรียนได้ฝึกคิดฝึกลงมือทำด้วยตนเอง โดยแนวคิดของบทเรียนนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับรูปทรง 3 มิติในโลกแห่งความเป็นจริง นักเรียนจะสำรวจรูปร่างอาคารที่พวกเขาเห็นในชีวิตประจำวัน และจะระบุรูปแบบโครงสร้างเครือข่ายที่ใช้สร้างรูปร่างเหล่านี้ และให้นักเรียนได้ลองสร้างขึ้นเองพวกเขาจะสามารถคำนวณพื้นผิวของรูปร่างได้ ซึ่งเป็นทักษะที่จะเป็นประโยชน์ในงานต่างๆ เช่น สถาปัตยกรรม และการออกแบบโครงสร้างต่างๆ

จากกิจกรรมห้องเรียนจำลองครั้งนี้พบว่า นักเรียนไทยมีความตั้งใจและมีส่วนร่วมในบทเรียนคณิตศาสตร์ประยุกต์เป็นอย่างมาก พวกเขามีความเข้าใจเป็นอย่างดีเกี่ยวกับรูปร่างต่างๆ และวิธีการคำนวณพื้นที่ของรูปร่าง 2 มิติ ซึ่งจะช่วยพวกเขาในการคำนวณพื้นที่ผิวของรูปทรง 3 มิติ นักเรียนสามารถวิเคราะห์แนวคิดใหม่ๆ ได้ดี และจบบทเรียนด้วยการออกแบบอาคารที่สร้างสรรค์ได้ดีทีเดียว

ระบบการศึกษาของนิวซีแลนด์ เป็นระบบเอื้อต่อการค้นหาความสามารถที่แท้จริงของเด็ก และสามารถเรียนได้ตามความสนใจของเด็ก ส่งเสริมให้เด็กรู้จักคิดวิเคราะห์ กล้าคิด
กล้าทํา มีส่วนร่วมพัฒนาศักยภาพ และทักษะการใช้ชีวิตไปพร้อมกัน ซึ่งการที่น้องๆ ได้เลือกเรียนวิชาที่ตนชอบและถนัด จะทำให้น้องๆมีความสนใจมุ่งมั่นและมีความสุขที่อยากจะเรียนในสิ่งที่ตัวเองอยากจะเป็น เช่นเดียวกับแนวคิดเรื่องการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ เชื่อว่าหากทำให้คณิตศาสตร์เป็นเรื่องใกล้ตัวในชีวิตจริง มีความเกี่ยวข้องในชีวิตประจำวัน และเข้าถึงได้สำหรับนักเรียน จะสามารถจุดประกายความอยากรู้อยากเห็นและความหลงใหลในวิชานี้ให้กับนักเรียนได้ โดยอาจารย์เคิร์สตี้ บลันเดลล์ ได้แบ่งปันเทคนิคการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ ดังนี้

l การสร้างสภาพแวดล้อมและบรรยากาศที่มีชีวิตชีวาสำหรับนักเรียนให้เอื้อต่อการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้นักเรียนอยากจะเรียนมากยิ่งขึ้น

l ทำให้คณิตศาสตร์เป็นเรื่องใกล้ตัวในชีวิตจริง มีความเกี่ยวข้อง และเข้าถึงได้สำหรับนักเรียน เช่น การนำตัวอย่างที่เห็นในชีวิตประจำวัน จะช่วยให้สามารถจุดประกายความอยากรู้อยากเห็นและชื่นชอบในวิชานี้ให้กับนักเรียนได้

l มีวิธีการเรียนการสอนอย่างบูรณาการเกี่ยวข้องกับตัวอย่างในชีวิตจริง สร้างกิจกรรมเชิงโต้ตอบ และนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ เพื่อส่งเสริมความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับแนวคิดการเรียนการสอนทางคณิตศาสตร์

l การสร้างแรงจูงใจให้นักเรียนมีส่วนร่วมการสร้างกิจกรรมที่หลากหลายเป็นสิ่งสำคัญในการทำให้นักเรียนมีส่วนร่วม การมีกิจกรรมภาคปฏิบัติในวิชาต่างๆ เช่น คณิตศาสตร์สามารถช่วยให้นักเรียนเห็นว่าทักษะต่างๆมีประโยชน์อย่างไร การใช้บริบทกับสถานการณ์ที่นักเรียนสามารถเกี่ยวข้องได้จะช่วยให้พวกเขา มีส่วนร่วมกับหัวข้อมากขึ้น

l การใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ๆ จะสามารถช่วยกระตุ้นให้นักเรียนอยากจะมีส่วนร่วมกับบทเรียนได้ ซึ่งปัจจุบันมีเครื่องมือดิจิทัลมากมายให้เลือกใช้งาน

l ครูและนักเรียนควรเตรียมตัวก่อนชั้นเรียนและระหว่างชั้นเรียน ว่า เราควรใช้เทคนิคใดเพื่อทำให้การเรียนการสอนมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น

l ครูควรมีการเตรียมตัวให้พร้อมและการวางแผนล่วงหน้าสำหรับให้ความรู้ที่ต้องการอย่างกระจ่างชัดและการป้องกันการสื่อสารที่ผิดพลาดที่จะทำให้นักเรียนได้ความรู้ที่ไม่ถูกต้องอีกด้วย

เทคนิคการสอนคณิตศาสตร์ของประเทศนิวซีแลนด์นี้ เป็นแนวทางที่น่าสนใจและมีประโยชน์สำหรับครูและนักเรียนที่ต้องการเรียนรู้คณิตศาสตร์อย่างมีความหมายและสนุกสนาน หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคนิคการสอนของประเทศนิวซีแลนด์ สามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.studywithnewzealand.govt.nz

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : รู้ทันโรคร้าย ด้วยการตรวจสุขภาพประจำปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/767791

Life & Health : รู้ทันโรคร้าย ด้วยการตรวจสุขภาพประจำปี

Life & Health : รู้ทันโรคร้าย ด้วยการตรวจสุขภาพประจำปี

วันพุธ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 07.30 น.

หลายคนอาจไม่เคยมีอาการเจ็บป่วย จนมองข้ามการตรวจสุขภาพประจำปี เพราะเห็นว่าไม่มีความสำคัญ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า เมื่ออายุเริ่มมากขึ้นความเสี่ยงต่อการเป็นโรคก็เพิ่มสูงขึ้นด้วย เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคมะเร็ง โรคหัวใจ เป็นต้น ซึ่งความผิดปกติในระยะเริ่มแรกอาจไม่มีอาการแสดง จนกระทั่งเกิดอาการในระยะลุกลามและยากต่อการรักษา

ข้อมูลจาก นายแพทย์วิรุณ เกียรติคุณรัตน์ แพทย์ประจำศูนย์ตรวจสุขภาพ Wellness Center โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า การตรวจสุขภาพประจำปี คือการตรวจคัดกรองเพื่อหาความเสี่ยงโรคต่างๆ ที่ช่วยให้รู้ทันสภาพร่างกายของตัวเอง ซึ่งถ้าตรวจพบความผิดปกติของร่างกายได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกก็จะช่วยให้สามารถวางแผนการรักษาที่เหมาะสม และมีโอกาสรักษาให้หายขาดได้สูงกว่าการตรวจพบในระยะร้ายแรง รวมถึงค่าใช้จ่ายจะน้อยกว่าในระยะลุกลาม ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี และควรเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อให้ได้ผลตรวจที่แม่นยำยิ่งขึ้น

การตรวจสุขภาพประจำปีสามารถตรวจได้ทุกวัย ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยผู้สูงอายุ โดยรายการตรวจจะแตกต่างกันไปตามช่วงอายุ เพศ และความเสี่ยงต่อการเกิดโรคของแต่ละบุคคล โดยสามารถแบ่งการตรวจสุขภาพประจำปีได้ดังนี้

l วัยเด็ก เป็นการตรวจร่างกายเพื่อดูการเจริญเติบโตและพัฒนาการเป็นหลัก ซึ่งจะประเมินโดยกุมารแพทย์ และยังรวมไปถึงการฉีดวัคซีนตามช่วงอายุ เพื่อป้องกันการเกิดโรคต่างๆ

l วัยทำงานหรือวัยผู้ใหญ่ อายุตั้งแต่ 18-50 ปี เป็นการตรวจสภาพร่างกายพื้นฐานโดยรวม ประกอบด้วย การวัดความดันโลหิต การวัดชีพจร การวัดอัตราการหายใจ วัดส่วนสูง ชั่งน้ำหนักการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ตรวจวัดระดับน้ำตาล ระดับไขมัน การทำงานของตับไต ตรวจเอกซเรย์ทรวงอก การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้อง การตรวจปัสสาวะ เป็นต้น

l กลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจเพิ่มเติมจากการตรวจสุขภาพพื้นฐาน ได้แก่ การตรวจสมรรถภาพหัวใจจากการวิ่งสายพาน และการอัลตราซาวนด์หัวใจ มีความสำคัญมาก และอาจต้องตรวจก่อนอายุ 50 ปี ในกลุ่มผู้มีโรคประจำตัวและมีญาติเป็นโรคหัวใจ การประเมินสมรรถภาพการทำงานของสมอง การตรวจความหนาแน่นกระดูก เพื่อคัดกรองภาวะกระดูกพรุน และ การตรวจสภาพสายตา

l สำหรับเพศหญิงอายุ 30 ปีขึ้นไปหรือเคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว ควรได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจเอกซเรย์เต้านมเพื่อคัดกรองมะเร็งเต้านม และสำหรับผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไปทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ควรเข้ารับการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนล่าง เพื่อเป็นการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง

สำหรับการเตรียมตัวตรวจสุขภาพควรปฏิบัติตัว ดังนี้

l นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 7-8 ชั่วโมง

l งดดื่มน้ำและอาหารอย่างน้อย8-12 ชั่วโมง แต่สามารถจิบน้ำเปล่าได้

l งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชั่วโมง

l ไม่ต้องหยุดยาที่รับประทานเป็นประจำ แต่ควรแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ ยกเว้นยาโรคเบาหวานที่ต้องงดก่อนเข้ารับการตรวจสุขภาพ

l ผู้หญิงไม่ควรตรวจสุขภาพช่วงก่อนและหลังมีประจำเดือน 1 สัปดาห์ เพราะจะมีเลือดปนในปัสสาวะและทำให้การแปลผลคลาดเคลื่อน

l การเอกซเรย์ ต้องไม่อยู่ในภาวะตั้งครรภ์หรือเสี่ยงตั้งครรภ์ หากมีความเสี่ยงในการตั้งครรภ์โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ทราบล่วงหน้า

l การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม ต้องไม่อยู่ในช่วงที่มีประจำเดือน หรือก่อนมีประจำเดือน 7 วัน

สำหรับศูนย์ตรวจสุขภาพ Wellness Center โรงพยาบาลเวชธานี มีการให้บริการแบบ One Stop Service มีโปรแกรมการตรวจสุขภาพหลากหลายโปรแกรม ที่ได้รับการออกแบบโดยทีมแพทย์มากประสบการณ์กว่า 30 ท่าน เพื่อให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เพศ อายุ ปัจจัยเสี่ยงการทำงาน พฤติกรรมการใช้ชีวิต และพันธุกรรม ภายใต้เครื่องมือมาตรฐาน และทันสมัย โดยเน้นการตรวจค้นหาความเสี่ยงด้านสุขภาพ ทั้งโรคพื้นฐานและโรคร้ายแรงที่ต้องใช้การตรวจเฉพาะทาง เพื่อให้สามารถควบคุม และป้องกันปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรค ก่อนที่จะเกิดความเจ็บป่วยขึ้น โดยผู้เข้ารับบริการจะได้เข้าพบแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยง วินิจฉัย และแนะนำแนวทางการป้องกัน ทั้งเรื่องอาหาร การออกกําลังกาย และการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ทางศูนย์ฯจะจัดเตรียมอาหารว่าง เครื่องดื่ม และบริการนวดบริเวณคอ บ่า ไหล่ และฝ่าเท้า เพื่อเพิ่มความผ่อนคลาย

ทั้งนี้ การตรวจสุขภาพประจำปีเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย เพราะระยะเริ่มต้นของโรคร้ายอาจแฝงตัวอยู่กับผู้ที่มีสุขภาพดีได้โดยที่ไม่รู้ตัว ซึ่งการตรวจสุขภาพประจำปีจะช่วยให้รู้ทันโรคร้าย และสามารถรักษาป้องกันได้ ก่อนที่จะสายเกินไป

ข้อมูลจาก ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง เลขาธิการกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงรับกองทุนโรคมะเร็งในเด็กไว้ในพระอุปถัมภ์ จวบจนปัจจุบันเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้วที่ทรงมีพระเมตตาช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศในโรงพยาบาลกว่า 20 แห่งรูปแบบในการให้ความช่วยเหลือคือ ช่วยค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษารวมทั้งค่ายา ค่าเดินทางมาตรวจรักษา ค่าที่พัก เวชภัณฑ์ต่างๆ ด้วยสามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี“กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่บัญชี 133-2-08742-3 โทร.02-7183800 ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้ รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/

LIFE & HEALTH : เรียนรู้การขับเคลื่อนองค์กรด้วยหัวหน้างาน (People Manager)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/764819

LIFE & HEALTH : เรียนรู้การขับเคลื่อนองค์กรด้วยหัวหน้างาน (People Manager)

LIFE & HEALTH : เรียนรู้การขับเคลื่อนองค์กรด้วยหัวหน้างาน (People Manager)

วันพุธ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

การเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบันมีผลกระทบต่อองค์กรอย่างรวดเร็ว องค์กรจึงต้องปรับตัวและพัฒนาทีมงานให้เข้าสอดส่องกับการเปลี่ยนแปลงเพื่อที่จะรอดเป็นองค์กรที่มีความแข็งแกร่งและสามารถแข่งขันในสภาวะธุรกิจที่แปลกใหม่นี้ ในกระบวนการนี้ ปัจจัยที่สำคัญสำหรับการบริหารงานและพัฒนาองค์กรคือ “คน” ทั้งในทุกระดับขององค์กร ตั้งแต่ผู้บริหารจนถึงพนักงาน ทั้งหมดจะต้องร่วมแรงร่วมใจในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ปัจจุบันนี้ พนักงานทุกคนต้องปรับเปลี่ยนการคิดเชิงบวกและกระบวนการทำงาน รวมถึงพัฒนาความรู้และทักษะให้ทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้ทุกรูปแบบ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกองค์กรให้ความสำคัญอย่างมาก

การบริหารงานและพัฒนาบุคลากรในอนาคตจะไม่ใช่เพียงหน้าที่ของแผนกทรัพยากรบุคคลต่อไป แต่จะเป็นหน้าที่ของผู้บริหารในสายงานต่างๆ ซึ่งต้องร่วมมือกันในการบริหารจัดการคนในทีม ภายใต้การกำกับดูแลของตนเองเพื่อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผ่านเครื่องมือและกลไกบริหารคนที่เข้าใจอย่างดีและให้ข้อเสนอแนะที่ดีกลับสู่องค์กรเพื่อปรับระบบการบริหารบุคลากรให้เหมาะสมกับบริบทขององค์กร

ภก.คงเกียรติ ฉัตรหิรัญทรัพย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บียอนด์ เทรนนิ่ง จำกัด (Beyond Training) ผู้นำด้านการฝึกอบรมพัฒนาคนในองค์กรชั้นนำของไทยเปิดเผยว่า ในโลกการทำงานยุคใหม่ที่ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงมากมายในแทบทุกมิติ ตำแหน่งหนึ่งในองค์กรที่สำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ นั่นก็คือ ตำแหน่ง “หัวหน้างาน” หรือ “People Manager” เพราะเป็นผู้ที่รู้จักลูกทีมของตนเป็นอย่างดี และทำงานใกล้ชิดกับลูกทีมมากที่สุด สามารถกระตุ้นหรือโค้ชชิ่งให้ทีมเก่งขึ้น พัฒนาลูกน้องเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดี จนเกิดคำที่ว่า “หัวหน้าดีหรือแย่ให้ดูจากลูกน้อง” แต่ยังเป็นเรื่องที่น่ากังวลเป็นอย่างมากเมื่อผลงานวิจัยเรื่อง “กลยุทธ์การพัฒนาสมรรถนะของพนักงานองค์กรสู่ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” โดย ผศ.ดร.จิระเสกข์ ตรีเมธสุนทรและ ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์ที่ได้ตีพิมพิ์ลงใน วารสารเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจปริทัศน์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 2กรกฎาคม-ธันวาคม 2566 พบว่า “หัวหน้ามือใหม่ให้ความสำคัญกับงานบริหารบุคคลน้อยที่สุด” ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนและเป็นประโยชน์ต่อหัวหน้า ลูกน้องรวมไปถึงองค์กรด้วย โดยข้อมูลจากการวิจัยนี้ได้ศึกษาและเปรียบเทียบระดับสมรรถนะของพนักงานองค์กรสู่ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจยุคใหม่ ในกลุ่มตัวอย่างเป็นพนักงานองค์กรเอกชนในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ผลการวิจัยพบว่า ระดับความคิดเห็นของพนักงานองค์กรสู่ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจยุคใหม่ในด้านต่างๆ ตามลำดับ ได้แก่ ความฉลาดทางอารมณ์ รองลงมาคือ การเป็นแบบอย่างที่ดี, การเป็นผู้นำที่ตระหนักรู้ตนเอง, การสื่อสารข้ามสายงาน, การจัดการทีมงานให้มีประสิทธิภาพ, การนำการเปลี่ยนแปลงเพื่อการเติบโต, การมอบหมายงานและการติดตามงาน กรอบความคิดการบริการลูกค้า, การคิดนอกกรอบอย่างสร้างสรรค์, การบริหารงานในรูปแบบโครงการ และการบริหารบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ (HR for Non-HR) อยู่อันดับสุดท้าย

จากผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะด้านการบริหารบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ (HR for Non-HR) มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับที่ต่ำสุด ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะสมรรถนะในด้านการบริหารบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ เป็นการพัฒนาสมรรถนะในตัวพนักงาน ซึ่งอาจไม่ใช่ผู้รับผิดชอบด้านทรัพยากรบุคคลโดยตรง หรือมีทักษะด้านการบริหารงานบุคคลมาก่อน ซึ่งองค์การควรจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ ควรคู่ไปพร้อมกับ กิจกรรมการบริหารบุคลากรให้เกิดการพัฒนาตามคุณลักษณะผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่จะส่งคุณค่าต่อองค์กรต่อไปในอนาคตอย่างยั่งยืน

สำหรับการเป็นหัวหน้างาน (People Manager) ที่ดี จะช่วยให้ธุรกิจมีการเติบโตแบบก้าวกระโดดเพราะ มีคนเก่งช่วยกันทำงาน ลดค่าใช้จ่ายในการหาคน ลดการสูญเสียโอกาสในทางธุรกิจ ความขัดแย้งในองค์กรลดลงการประสานงานดีขึ้น เพราะจัดการความหลากหลายได้ดี มีความหวังในการก้าวหน้ามีศักยภาพเพิ่มขึ้น จากการได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบโดยหัวหน้า พนักงานมีความสุขในการทำงาน เพราะหัวหน้างานช่วยสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่ดีนั่นเอง

พร้อมกันนี้ ความสำคัญของหัวหน้างาน (People Manager) มีข้อดีมากมาย แต่เป็นที่น่าตกใจว่า ยังมีหัวหน้างานอีกมากที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนบทบาทสู่ตำแหน่งนี้ได้ ส่วนหนึ่งอาจเพราะตกหลุมพรางทางความคิด หรือมี Mindset ที่ผิด เช่น คิดว่า “หัวหน้าต้องดูทั้ง KPI และยอดขาย ไม่มีเวลามาใส่ใจเรื่องงานบริหารคน” แต่อย่าลืมว่า ผลลัพธ์จากการทำงานมาจากทีมงานทุกคน แต่หากหัวหน้างานพัฒนาทีม สร้างผลงานผ่านทีมผลลัพธ์จะเท่าทวีคูณ โตได้เร็วขึ้นต้องกล้าที่จะติหรือฟีดแบ๊กอย่างตรงไปตรงมา ให้ทีมรู้ว่าต้องพัฒนาอะไร เพื่อผลงานออกมาดี หัวหน้าเองก็จะเติบโตต่อไปเป็นอีกขั้นได้

นอกจากนี้ People Manager ที่ดีต้องมี 5 องค์ประกอบหลักคือ (1.) การตระหนักรู้ในศักยภาพที่ขาดหรือที่ไม่ชำนาญ ทั้งนี้สำหรับการเป็น People Manager การทำ Assessmentประเมินตัวเองว่า ตนเองมีหรือยังไม่มี Competencyอะไรที่ People manager ยุคใหม่จำเป็นต้องมีโดยหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานประเมินเพื่อต่อยอดสู่การพัฒนาทักษะที่จำเป็น ผ่านหลักสูตรE-Learning หรือ Onsite Classroom ผ่านโปรแกรมหลักสูตร เพื่อเติมเต็มทักษะที่ยังขาดอยู่ (2.) การเปลี่ยน Mindset งานบริหารบุคคลเป็น ความรับผิดชอบ (Accountability) ของหัวหน้า ไม่ใช่เฉพาะของฝ่ายบุคคล หรือ HR (3.) Good Practice Makes Perfectหากเรียนรู้แล้วไม่ลงมือทำ โอกาสที่ความรู้จะหายไปตามเวลามีสูง (4.) การหา Mentor หรือที่ปรึกษาที่ดีที่สุด เพื่อเรียนรู้จากประสบการณ์จริง เรียนรู้แบบ shortcut (ทางลัด) (5.) การมีการให้และรับ Feedback กับลูกน้อง เพื่อสอบถามถึงพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปอยู่เสมอ

อีกทั้งทักษะที่ People Manager ยุคใหม่จำเป็นต้องมีเพื่อสร้างผลลัพธ์และได้ใจลูกทีม มีดังนี้

1.Effective and Cross Functional Communication หัวหน้างานต้องมีทักษะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดี

2.Active Listening หัวหน้างานต้องรับฟังลูกทีมอย่างตั้งใจ เพื่อให้เข้าใจและรับรู้ปัญหาที่แท้จริง เพื่อช่วยเหลือพัฒนาทีมให้เก่งขึ้น

3.Influential Leadership การใช้สร้างแรงบันดาลใจสำหรับทีมงานที่ไม่ชอบให้ตีกรอบหรือออกคำสั่ง ค้นหาวิธีการทำงานเพื่อปลุกไฟสร้างแรงกระตุ้นในการทำงาน

4.Inclusive Leadership หัวหน้าที่ลูกน้องให้เกียรติ คือ หัวหน้าที่ตรงไปตรงมาไม่มีอคติ ประเมินคนจากผลงานไม่ใช่ความรู้สึก

“ผู้ที่เป็นหัวหน้าต้องประเมินตนเองว่า มีทักษะเหล่านี้ครบแล้วหรือยัง หรือถ้ามีแล้ว สามารถทำได้ดีมากน้อยแค่ไหน หากผู้บริหารองค์กรต้องการจะยกระดับผู้นำ ปรับ mindsetหัวหน้างาน ให้เห็นถึงความสำคัญของการเป็นหัวหน้างานที่เก่งการบริหารคน ทั้งนี้ Beyond Training ได้รวบรวมทักษะจำเป็นสำหรับการเป็น People Manager ไว้ในโปรแกรมหลักสูตรการพัฒนาหัวหน้า AdaptiveLeadership ที่มีทั้งการ Assessment สำหรับประเมิน Competency ของหัวหน้างานก่อนเริ่มเรียนรู้ พร้อมกับมาตรฐาน Learning Methodologiesที่หลากหลายรูปแบบทั้ง E-Learning, Workshopclass รวมทั้ง Tools และ Handbook เตรียมพร้อมหัวหน้างานภายใน 90 วันแรก ปิดท้ายด้วยการวัดผลพัฒนาศักยภาพผู้นำด้วย Business Assignment Canvas ทั้งหมดนี้เพื่อช่วยขัดเกลาผู้นำสู่ผู้นำยุคใหม่ ที่เก่งทั้งบริหารงานและบริหารคน พร้อมเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ตลอดเวลาสามารถดูรายละเอียดได้ที่ www.Beyondtraining.in.th

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : การกินเจกับสุขภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/763499

Life & Health : การกินเจกับสุขภาพ

Life & Health : การกินเจกับสุขภาพ

วันพุธ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 05.15 น.

ช่วงนี้คือ เทศกาลกินเจ ซึ่งตรงกับวันที่ 15-23 ตุลาคม เป็นเวลา 9 วัน หรือในบางคนอาจจะกินล้างท้องในมื้อเย็นวันที่ 14 ตุลาคม รวมเป็น 10 วันก็ได้ นับเป็นช่วงที่เราจะได้มีโอกาสทำบุญ ชำระจิตใจให้สะอาด ซึ่งปัจจุบันการกิน Plant-based Meat และการกินเจกลายเป็นที่นิยมของคนรุ่นใหม่ไปแล้ว เพราะนอกจากจะได้ทำบุญ ด้วยการงดเว้นเนื้อสัตว์และอบายมุขต่างๆ แล้ว การกินเจยังช่วยส่งเสริมให้สุขภาพดีได้อีกด้วย แต่นั่นต้องรู้จักการกินเจอย่างถูกต้องเหมาะสม

การกินอาหารเจ คือ การกินอาหารที่ไม่มีส่วนผสมของสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อ ไข่ นม หรือผลิตภัณฑ์จากนม เช่น เนย ชีส หรือโยเกิร์ต การกินอาหารเจมีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายอย่าง เช่น ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน และโรคมะเร็ง แต่การกินอาหารเจก็ต้องระวังให้ได้ธาตุอาหารที่จำเป็นครบถ้วน เพื่อป้องกันการขาดสารอาหาร

การกินเจตามธรรมเนียมนิยมแต่โบราณอย่างเคร่งครัดนั้น นอกจากจะต้องงดการบริโภคเนื้อสัตว์แล้วยังห้ามบริโภคผักที่มีกลิ่นฉุนบางชนิด เช่น หัวหอม กระเทียม หลักเกียว (ลักษณะคล้ายกระเทียมแต่มีขนาดเล็กกว่า) กุยช่าย ใบยาสูบ เป็นต้น เพราะชาวเจเชื่อว่าผักที่มีกลิ่นฉุน จะเข้าไปทำลายธาตุทั้ง 5 ในร่างกาย ส่งผลให้อวัยวะภายในร่างกายทำงานไม่ปกติ การกินเจที่เคร่งมากจะไม่ใช้ภาชนะที่เคยใช้กับอาหารคาวมาก่อน ฉะนั้น หม้อ จาน ชาม และภาชนะอื่นๆ ที่ใช้ต้องเป็นของใหม่ที่ยังไม่เคยปนเปื้อนอาหารคาวมาก่อน หรือเป็นชุดที่ใช้กับอาหารเจโดยเฉพาะ

การกินเจที่ดีต่อสุขภาพนั้น ต้องระมัดระวังอาหารประเภทแป้งและไขมัน ควรเน้นผักผลไม้ให้มากๆ เพราะถ้าเผลอกินอาหารที่ปรุงสำเร็จ ซึ่งมักจะใช้ “หมี่กึง” ซึ่งเป็นแป้งทำเลียนแบบเนื้อสัตว์ อาจทำให้ความอ้วนมาเยือน ควรเลือกอาหารที่ปรุงด้วยผัก เต้าหู้ และโปรตีนเกษตร ส่วนอาหารทอดๆ ก็ไม่ควรกินมาก ไม่อย่างนั้นพอหมดช่วงกินเจ รอบเอวจะเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว

นอกจากนั้น อาหารเจในปัจจุบันมีการนำเครื่องปรุงรส เช่น ซอส เต้าหู้ เต้าเจี้ยว เกลือ ที่มีเกลือเป็นส่วนประกอบค่อนข้างมาก ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูงได้ ดังนั้นจึงไม่ควรกินอาหารเจที่มีรสเค็มเกินไป ประกอบกับอาหารเจส่วนใหญ่เป็นประเภทผัดและทอด ซึ่งจะมีน้ำมันมาก ควรกินประเภทต้ม หรือนึ่งจะดีกับสุขภาพมากกว่า และที่สำคัญอย่าลืม
ขยับกาย เคลื่อนไหวให้เหงื่อออกทุกวัน

สำหรับผู้ที่กินเจเพื่อเป็นการรักษาสุขภาพหรือกินตามความนิยม อาจไม่จำเป็นต้องถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดขนาดต้องซื้อถ้วยชามหรือเครื่องครัวใหม่ และในกรณีที่เจ็บป่วย การกินผักกลิ่นฉุนก็อนุโลมได้ไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่จะทำให้ผิดศีล หากใช้ผักเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาโรค ที่จริงแล้วผักเหล่านั้นมีสารพฤกษเคมีที่ช่วยในการเพิ่มภูมิต้านทานและป้องกันมะเร็ง และมีองค์ประกอบเป็นยาอยู่แล้ว

อาหารเจอุดมไปด้วยธัญพืชไม่ขัดสีผักและผลไม้ ซึ่งมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมากมาย เช่น วิตามิน แร่ธาตุ สารต้านอนุมูลอิสระ สารพฤกษเคมี สารเฟลโวนอยด์ และใยอาหาร

สารต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ แคโรทีนอยด์ วิตามินซี และวิตามินอี ช่วยลดอนุมูลอิสระ ป้องกันการเกิดโรคหัวใจ โรคมะเร็ง ชะลอแก่ ส่วนวิตามินที่มีมากในผักผลไม้ ได้แก่ เบต้า แคโรทีน ซึ่งถูกเปลี่ยนไปเป็นวิตามินเอในร่างกาย วิตามินบี และวิตามินซี วิตามินบีที่สำคัญในผักผลไม้คือ โฟเลต ช่วยป้องกันโลหิตจางป้องกันการก่อตัวที่ผิดปกติของสมองในเด็กทารกขณะแม่ตั้งครรภ์ ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด ลดความเสี่ยงสมองเสื่อม วิตามินซี ช่วยเพิ่มการดูดซึมของธาตุเหล็กในพืช จึงช่วยลดความเสี่ยงโลหิตจางในชาวเจแร่ธาตุที่มีมากในผักและผลไม้คือโพแทสเซียม แมกนีเซียม ธาตุเหล็ก และแคลเซียม

การกินเจอย่างเคร่งครัดในช่วง 9 วันเป็นระยะเวลาสั้นๆ จึงไม่ต้องกังวลว่าจะทำให้ขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เพราะในผัก ผลไม้และธัญพืชที่กินนั้น แต่ละชนิดให้คุณค่าสารอาหารที่ต่างกันออกไป แต่ควรจำกัดอาหารที่มีไขมันและอาหารที่ส่วนผสมของน้ำตาลสูง สำคัญตรงที่รู้จักเลือกกินให้หลากหลายอย่างถูกหลัก เพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วนและสมดุล การผสมผสานของผักผลไม้ เมล็ดธัญพืชจำพวก ข้าว ถั่วต่างๆ งา ถั่วเหลือง รวมถึงเห็ด ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีไม่แพ้เนื้อสัตว์

เห็ด มีกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายต้องการครบถ้วน นอกจากนี้ เห็ดยังเป็นแหล่งที่ดีของวิตามิน แร่ธาตุ รวมทั้งธาตุเหล็ก และซีลีเนียม ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ โดยผู้กินเจสามารถเลือกเมนูเห็ดได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นต้มยำเห็ดฟาง ยำเห็ดโคนญี่ปุ่น เห็ดเข็มทอง เห็ดออรินจิ เห็ดหูหนู หรือผัดเห็ดหอม เป็นต้น จะทำให้ได้รับสารอาหารหลากหลายเหมาะสมและได้โปรตีนที่สมบูรณ์

ผักนานาชนิด เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการกินเจ แต่ถ้าจะกินให้ได้ประโยชน์สูงสุด ควรกินเป็นผักสดหรือลวกมากกว่านำมาผัดที่ใช้น้ำมันราดจนเยิ้ม หรือผัดน้ำมันแต่น้อย และควรกินผักให้ครบ 5 สี คือ สีแดง-ส้ม จากมะเขือเทศพริกสุก แครอท สีดำ-น้ำเงิน-ม่วง จากถั่วดำ เผือก มะเขือม่วง สีเหลือง จากฟักทอง ถั่วเหลือง มะม่วงสุก ข้าวโพด สีเขียว เช่น ผักคะน้า ผักบุ้ง ถั่วฝักยาว และ สีขาว จากลูกเดือย ผักกาดขาว ควรกินสลับกันไปในแต่ละวันเพื่อให้ได้คุณค่าทางอาหารที่ครบถ้วน และในผู้ต้องการกินเจแบบเคร่งต้องงดเว้น กระเทียม หัวหอม กุยช่าย หรือ ผักที่มีกลิ่นฉุน

ธัญพืชไม่ขัดสีและผลไม้ มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมากมาย เช่น วิตามิน เกลือแร่ สารต้านอนุมูลอิสระสารพฤกษเคมี สารเฟลโวนอยด์และใยอาหาร ซึ่งผู้กินเจควรเลือกกินผลไม้ให้หลากหลาย เช่น ส้ม กล้วย แอปเปิ้ล ช่วยบำรุงสุขภาพผิวให้สดชื่น และเส้นใยอาหารจากผลไม้ ช่วยให้
ระบบย่อยและการขับถ่ายเป็นปกติ ช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเต้านม ใยอาหารชนิดละลายน้ำช่วยลดคอเลสเทรอลและระดับน้ำตาล ส่วนใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำช่วยป้องกันท้องผูก ผักผลไม้ที่มีใยอาหารทั้งสองประเภทสูง ได้แก่ พรุน ส้ม กล้วย ถั่วเหลือง ถั่วฝักยาว เป็นต้น

แต่การกินอาหารเจก็มีข้อควรระวังบ้าง เช่น

การขาดโปรตีน เพราะโปรตีนที่ได้จากสัตว์มีคุณภาพสูงกว่าโปรตีนที่ได้จากพืชดังนั้น ผู้ที่กินอาหารเจต้องใส่ใจให้ได้รับโปรตีนที่เพียงพอและหลากหลาย

การขาดวิตามิน B12 เพราะวิตามิน B12 ไม่พบในพืช แต่มีผลกระทบต่อการสร้างเม็ดเลือดแดงและการทำงานของสมอง ดังนั้นผู้ที่กินอาหารเจต้องบำรุงวิตามิน B12 โดยการกินอาหารที่เสริมวิตามิน B12 เช่น เซเรียลหรือการกินยาเสริม

การขาดแคลเซียม เพราะแคลเซียมที่ได้จากนมและผลิตภัณฑ์จากนมมีประโยชน์ต่อกระดูกและฟัน ดังนั้น ผู้ที่กินอาหารเจต้องบำรุงแคลเซียมโดยการทานผักใบเขียว เช่น ผักบุ้ง ผักโขม หรือการทานยาเสริม

อย่างไรก็ตาม ช่วงกินเจควรใส่ใจดื่มน้ำให้มากอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพราะอาหารที่มีกากใยสูงต้องการน้ำในการทำงานหากดื่มน้ำไม่พออาจทำให้เกิดอาการท้องอืด มีแก๊สปวดท้องได้ ควรละเว้นเครื่องดื่มมึนเมาและบุหรี่ซึ่งจะช่วยส่งเสริมผลจากอาหารเจต่อสุภาพให้ดียิ่งขึ้น และประการสำคัญ พยายามออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้แจ่มใสอย่าให้เครียด นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพียงเท่านี้ท่านก็จะมีสุขภาพที่ดีรางกายแข็งแรงต่อไปนานนาน

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เรียนรู้การประยุกต์ใช้ AI ในองค์กร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/762054

LIFE&HEALTH : เรียนรู้การประยุกต์ใช้ AI ในองค์กร

LIFE&HEALTH : เรียนรู้การประยุกต์ใช้ AI ในองค์กร

วันพุธ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

AI (Artificial Intelligence) หรือ ปัญญาประดิษฐ์นั้นเป็นเทคโนโลยีที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากความสามารถของตัว AI เองที่สามารถเข้ามาแก้ปัญหาที่หลากหลายที่เกิดขึ้นในโลกของเราได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงผล AI เองก็ส่งผลกระทบทางธุรกิจที่อย่างเห็นได้ชัดสังเกตได้จากจำนวนการเปิดตัวของบริษัทที่ดูแลเนื้องานที่เกี่ยวข้องกับ AI หรือ แม้กระทั่งการเริ่มประยุกต์ใช้ AI ในบริษัททั่วๆ
ไปเองก็ตาม ทั้งหมดนี้ล้วนมีจำนวนที่เพิ่มขึ้นทั้งสิ้น ดังนั้นในฐานะบุคคลหรือองค์กรเองก็ตาม มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะมาทำความรู้จักเรียนรู้ และหาแนวทางการอยู่ร่วมกับ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของทั้งชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว

ข้อมูลจาก อุกฤษฎ์ ตั้งสืบกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด เปิดเผยว่า AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์นั้นเป็นแนวคิดของการทำให้คอมพิวเตอร์หรือเครื่องจักรสามารถคิดและทำงานได้เหมือนกับกับมนุษย์ด้วย เช่น การเขียนซอฟต์แวร์หรือระบบที่เรียนรู้ลักษณะของสุนัขจนสามารถแยกได้ว่า ภาพไหนเป็นสุนัข ภาพไหนไม่ใช่สุนัข นับเป็นหนึ่งในตัวอย่างของ AI ที่สามารถคิดและแยกแยะได้เหมือนกันกับมนุษย์นั่นเอง โดยวิธีการที่ได้มาซึ่งความสามารถของซอฟต์แวร์หรือระบบนั้นก็มาจากกระบวนการที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นสถิติง่ายๆ จนถึงอัลกอริทึ่มที่ซับซ้อนขึ้นอยู่กับโจทย์และทักษะที่ผู้ใช้งานจะป้อนให้กับ AI ที่สำคัญคือ AI ที่ดูเป็นเรื่องใหม่และล้ำโลกเป็นอย่างมากนั้นไม่ใช่สิ่งใหม่แต่อย่างใดเพราะมันถูกสร้างมาตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ.1956 แล้ว และได้ถูกต่อยอดมาเรื่อยๆ ทั้งในแง่ของประสิทธิภาพและต้นทุนของการได้มาและนำไปใช้งาน ซึ่งปัจจุบันเรียกได้ว่าเราทุกคนนั้นใช้ชีวิตอยู่กับ AI ตลอดเวลาตั้งแต่ตื่นจนหลับ ไม่ว่าจะเป็น AI ที่มีความสามารถในการวิเคราะห์ว่า “จากลักษณะการใช้งาน Social Media ของเราน่าจะชอบ Content รูปแบบไหน” หรืออย่างใน Application แผนที่ต่างๆ ก็มี AI ที่คิดคำนวณว่า “ถ้าต้องการจะเดินทางจากจุด A ไปจุด B จะต้องใช้เวลาเท่าไหร่” และอื่นๆ อีกมากมาย

ทำไม? ทุกคนถึงพูดกันแต่ AI

แม้ว่า AI ไม่ใช่สิ่งใหม่แต่ทำไมในช่วงนี้เราถึงได้ยินคำว่า AI บ่อยขึ้นอย่างมาก ทั้งนี้เพราะปัจจุบันนี้มี AI อยู่ประเภทหนึ่งที่เป็นที่กล่าวถึงเป็นอย่างมาก และ มีแง่มุมในการนำมาประยุกต์ใช้งานกับบริษัทหรือองค์กรได้ดีเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งมีชื่อเรียกว่า Generative AI โดยเป็น AI อีกประเภทที่มีความสามารถใกล้เคียงกับมนุษย์ในหนึ่งทักษะ คือทักษะในการ “สร้าง” นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างงานเขียน สร้างรูป สร้างเสียง หรือ สร้างวีดีโอ เพียงแค่เราส่งคำสั่งเข้าไปหลังจากนั้น AI ก็จะสร้างผลลัพธ์กลับมาให้เรา เช่น Generative AI ที่ชื่อว่า ChatGPT จะมีความสามารถในการสร้างคำตอบให้เรากลับมาในรูปแบบของตัวอักษร กล่าวคือ ถ้าเราสั่ง ChatGPT ว่า “จงเขียนบทความเกี่ยวกับแมวให้ฉัน 1 บทความ” ChatGPT ก็จะทำการสร้างบทความเกี่ยวกับแมวกลับมาให้เราทันทีซึ่งถ้าเทียบกับเวลาที่คนต้องมาเขียนเองแล้ว ChatGPT อาจจะทำได้เร็วกว่ามนุษย์ถึง 2-100 เท่าขึ้นอยู่กับรายละเอียดหรือเนื้อหาที่ต้องการให้เขียนนั่นเอง ดังนั้นด้วยความสามารถเหล่านี้เองบทความนี้จึงจะพูดถึงแง่มุมในการประยุกต์ใช้ Generative AI กับองค์กรเป็นหลักนั่นเอง

การใช้ประโยชน์ของ AI เพื่อองค์กรได้อย่างไร

ความสามารถของ Generative AI นั้นเป็นความสามารถที่น่าทึ่งเป็นอย่างมาก ทั้งในแง่ของคุณภาพของผลลัพธ์, ความหลากหลายในการประยุกต์การใช้งาน รวมทั้ง ความเร็วในการสร้างงาน ดังนั้นประโยชน์ของ Generative AI ก็มีอยู่ค่อนข้างหลากหลายเป็นอย่างมากขึ้นอยู่กับความต้องการขององค์กร หรือธุรกิจเป็นหลัก แต่เพื่อให้ผู้อ่านเห็นประโยชน์และแนวทางในการประยุกต์ใช้ Generative AI กับองค์กรของตนได้ ผู้เขียนจึงจะขอยกตัวอย่างประโยชน์ของ Generative AI ต่อองค์กรดังนี้

● เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน : AI สามารถทำงานได้เร็วกว่ามนุษย์และในหลายๆมุมมองของการใช้งาน AI นั้นไม่มีข้อผิดพลาดเหมือนมนุษย์ และถ้าเทียบในมิติของจำนวนชั่วโมงการทำงานแล้วในหลายๆ งาน AI ก็สามารถสร้างงานได้มากกว่ามนุษย์ในช่วงเวลาที่เท่ากัน ด้วยเหตุผลเหล่านี้เองก็มีแนวโน้มว่าการประยุกต์ใช้ Generative AI ในองค์กรก็จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอย่างมาก

● เพิ่มรายได้ ลดค่าใช้จ่าย : แทบจะทุกองค์กรนั้นมีเนื้องานที่ AI จะสามารถเข้ามาทดแทน หรือ ช่วยเหลือได้อย่างแน่นอน และถ้าเราสามารถนำ AI เข้ามาช่วยงานในส่วนนั้นๆ ได้ย่อมทำให้พนักงานสามารถนำเวลาว่างที่เกิดจากการนำ AI มาช่วยงานไปคิดต่อยอดเพื่อเพิ่มสร้างคุณค่าใหม่ๆ ให้กับองค์กรได้

ตัวอย่างการใช้งาน AI ในองค์กรที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้เป็น 10 เท่า

ในหลากหลายองค์กรก็เริ่มมีการประยุกต์ใช้ AI เข้ากับเนื้องานกันบ้างแล้วตามที่เราเห็นจากข่าว หรือ Social Media ในหลายๆ บริษัท
มีการนำ AI มาช่วยในงานบางส่วนหรือมากกว่านั้นในบางบริษัทก็ได้ทำการทดแทนพนักงานเดิมด้วย AI เลยก็มีเช่นกัน เช่น Dukaan แพลตฟอร์มสำหรับสร้างเว็บไซต์ขายของออนไลน์ของประเทศอินเดียก็ได้ออกมาประกาศว่าทางบริษัทได้มีการนำ AI มาใช้งานเพื่อทดแทนพนักงานที่ทำหน้าที่ดูแลลูกค้ามากถึง 90% เรียบร้อยแล้วและสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้มากถึง 85% โดย AI เหล่านี้ก็ได้เข้ามาทำหน้าที่ในการตอบปัญหาของลูกค้าที่ติดต่อเข้ามาซึ่งผลลัพธ์ก็เป็นที่น่าพอใจเป็นอย่างมากทั้งในแง่ของความเร็วในการตอบกลับและความสามารถในการแก้ปัญหา

แน่นอนว่า บจ. Real Smart เองก็เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่มีการพัฒนาและนำ AI มาช่วยเหลือในการทำงานจริงเรียบร้อยแล้ว ยกตัวอย่างเช่น ในงานการเขียนบทความลง Social Media หรือ Website ของ Real Smart ปัจจุบันก็ได้มีการประยุกต์ในการนำ ChatGPT เข้ามาช่วยเขียน 80% แรกของบทความหลังจากนั้นจึงให้พนักงานมาปรับแต่งอีก 20% ทำให้สามารถประหยัดระยะเวลาการทำงานของพนักงานไปได้มากถึง 5-10 เท่าเลยก็ว่าได้ และ นอกจากงานเขียนแล้วทาง Real Smart ก็ได้มีการนำ Generative AI ตัวอื่นๆ อย่าง Midjourney หรือ Stable Diffusion มาช่วยสร้างรูปภาพ และนำไปแก้ไขต่อจนสามารถนำไปใช้งานได้จริง ซึ่งในส่วนนี้เองก็สามารถลดเวลาการทำงานไปได้อย่างมาก และที่สำคัญคือ คุณภาพของงานที่เราส่งออกไปโดยมี AI เป็นเครื่องทุ่นแรงนั้นไม่ได้น้อยไปกว่าการใช้มนุษย์ทำงาน 100% เลยแม้แต่นิดเดียว สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.realsmart.co.th

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : ปัญหาการนอนกรนผิดปกติกับการตรวจการนอนหลับ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/760578

Life & Health : ปัญหาการนอนกรนผิดปกติกับการตรวจการนอนหลับ

Life & Health : ปัญหาการนอนกรนผิดปกติกับการตรวจการนอนหลับ

วันพุธ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.30 น.

การนอนเป็นสิ่งสำคัญ โดยปกติเราใช้เวลานอนเฉลี่ย 8 ชั่วโมงต่อวัน หรือ 1 ใน 3 ของการใช้ชีวิต เพื่อให้ร่างกายพักผ่อน หลังจากการเหน็ดเหนื่อยมาตลอดทั้งวัน แต่ยังมีบางคนที่ระหว่างการนอนหลับมีภาวะหายใจผิดปกติ ทำให้ร่างกายไม่ได้พักผ่อนอย่างแท้จริง ส่งผลให้ระบบหัวใจและหลอดเลือดรวมถึงสมองทำงานหนักและเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคแทรกซ้อนตามมาในอนาคต

ข้อมูลจาก นายแพทย์ธนกร ทรรศนียศิลป์ อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินหายใจโรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า ปัจจุบันพบคนที่มีปัญหาการนอนกรนเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งการนอนกรนจะไม่เป็นอันตราย หากไม่มีภาวะการหายใจที่ผิดปกติหรือมีหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วยโดยผู้ป่วยที่มีทางเดินหายใจแคบ ในเวลาหลับเมื่อหลับสนิทอาจจะเกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจ มีเสียงกรนติดขัดสะดุดไม่สม่ำเสมอ โดยบางช่วงจะมีช่วงกรนเสียงดังสลับกับเบาเป็นระยะๆ และจะมีช่วงหยุดกรนไปชั่วระยะหนึ่ง ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดการหยุดหายใจ ส่งผลให้ระดับออกซิเจนในเลือดลดลงตามมาเป็นระยะเวลาสั้นๆ ก่อนที่สมองจะตื่นตัวและทำให้ทางเดินหายใจเปิดและกลับมาหายใจอีกครั้ง ซึ่งวงจรนี้จะเกิดขึ้นตลอดทั้งคืน เป็นผลให้ขาดออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดให้มากขึ้น ในระยะยาวถ้าไม่ได้รับการแก้ไขจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดรวมถึงโรคสมองได้

อาการการนอนผิดปกติที่ควรมาพบแพทย์ คือ นอนกรนผิดปกติ, รู้สึกง่วงนอนตอนกลางวันมากผิดปกติ ทั้งที่นอนอย่างเพียงพอ, สะดุ้งตื่นกลางคืนเพราะรู้สึกสำลักน้ำลายหรือจมน้ำบ่อยๆ มีความรู้สึกเหมือนหายใจเหนื่อยกลางคืน สงสัยมีการหยุดหายใจขณะหลับ,มีคนสังเกตว่าพฤติกรรมผิดปกติขณะนอนหลับ เช่น นอนขากระตุก กัดฟัน ละเมอ หรือฝันร้าย

ปัจจุบันมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ช่วยตรวจวินิจฉัยการนอนหลับ (Sleep Test) เพื่อแยกว่าเป็นนอนกรนประเภทใด และสามารถบอกความรุนแรงของโรคได้ว่า มีภาวะหยุดหายใจ
ขณะหลับมากหรือไม่และตรวจการหายใจที่สัมพันธ์กับการทำงานของหัวใจและสมองขณะหลับ โดยมีรายละเอียดการตรวจดังนี้

l การตรวจวัดคลื่นสมอง เพื่อวัดระดับความลึกของการนอนหลับ และการตรวจวัดการทำงานของกล้ามเนื้อขณะหลับ ว่าหลับได้สนิทแค่ไหน ประสิทธิภาพการนอน คลื่นสมองผิดปกติ เช่น ลมชักขณะหลับ

l การตรวจดูการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะหลับ เพื่อดูว่าหัวใจมีการเต้นผิดจังหวะที่อาจมีอันตรายได้หรือไม่

l การตรวจวัดความอิ่มตัวของระดับออกซิเจนในเลือดแดงขณะหลับ เพื่อดูว่าร่างกายมีการขาดออกซิเจนหรือไม่ในขณะหลับ
และหยุดหายใจหรือหายใจเบาหรือไม่

l การตรวจวัดลมหายใจ ที่ผ่านเข้า-ออก ทางจมูกและปาก และการตรวจวัดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อทรวงอกและกล้ามเนื้อหน้าท้องที่ใช้ในการหายใจ ดูว่ามีการหยุดหายใจหรือไม่ เป็นชนิดไหน ผิดปกติมากน้อยแค่ไหน

l ตรวจเสียงกรน เพื่อดูว่ากรนจริงหรือไม่กรนดังแค่ไหน กรนตลอดเวลาหรือไม่ กรนขณะนอนท่าไหน

l การตรวจท่านอน ในแต่ละท่านอนมีการกรน หรือการหายใจผิดปกติแตกต่างกันอย่างไร

การทำ Sleep Test หรือการตรวจการนอนหลับชนิดมาตรฐาน (Standard PSG) ต้องทำในห้องปฏิบัติการนอนหลับ (Sleep laboratory) ควบคุมดูแลโดยบุคลากรที่ได้รับการฝึกอบรมมาเฉพาะทาง เพราะการตรวจค่อนข้างซับซ้อน และมีการติดอุปกรณ์ตามร่างกายหลายอย่าง การตรวจชนิดนี้สามารถบอกได้ว่า คุณภาพในการนอนเป็นอย่างไร หลับได้ดีหรือสนิทหรือไม่ และมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นขณะนอนหลับ ถ้าพบว่ามีการหยุดหายใจบ่อย อาจจะต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ (CPAP) แล้วทำการปรับความดัน เพื่อให้ทราบค่าความดันที่เหมาะสมที่สุด ที่ใช้รักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

สำหรับการวินิจฉัยความผิดปกติขณะนอนหลับ จะทำการวัดตลอดทั้งคืน อย่างน้อยประมาณ 6-8 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเวลาปกติของการหลับของคนทั่วไป ระยะเวลาที่นอนหลับ
ถ้าน้อยกว่า 6 ชั่วโมง ผลที่ได้จะเชื่อถือได้น้อยผลการตรวจการนอนหลับที่ให้เครื่องคอมพิวเตอร์ประมวลผลการวัดระดับความลึกของการนอนหลับอาจจะผิดพลาดได้ ต้องมีแพทย์หรือเจ้าหน้าที่มีความชำนาญในการอ่านคลื่นสมองตรวจเช็คผลซ้ำอีกครั้งด้วยจึงจะเชื่อถือได้

ส่วนการเตรียมตัวก่อนเข้ารับการตรวจ Sleep Test คือ อาบน้ำสระผมให้สะอาดก่อนเข้ารับการตรวจ, ทำจิตใจให้สบาย ไม่ต้องวิตกกังวล เนื่องจากไม่มีความเจ็บปวด, หลีกเลี่ยงการนอนกลางวันในวันที่จะมาตรวจ, ไม่ควรรับประทานอาหารหรือออกกำลังกาย ก่อนเข้านอนอย่างน้อย 2 ชั่วโมง, หลีกเลี่ยงการดื่มชา กาแฟ 12 ชั่วโมง, งดดื่มแอลกอฮอล์ก่อนเข้ารับการตรวจ 24 ชั่วโมง, ถ้ามียาที่ต้องทานประจำควรปรึกษาแพทย์, ผู้ชายโกนหนวดให้เรียบร้อยผู้หญิงงดแต่งหน้าและทาเล็บก่อนมาตรวจและเตรียมเครื่องใช้ส่วนตัวที่จำเป็น เช่น แปรงสีฟัน ยาสีฟัน สำหรับล้างหน้าตอนเช้า ไม่ควรนำเครื่องประดับหรือของมีค่าติดตัวมาด้วย

แนวทางการรักษาหลังเข้ารับการตรวจ Sleep Test แล้วพบว่า มีความผิดปกติของภาวะนอนกรนโดยไม่พบการหยุดหายใจหรือหายใจแผ่วร่วมด้วย แนะนำจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ เช่น ลดน้ำหนัก เปลี่ยนพฤติกรรมการนอน หลีกเลี่ยงการนอนหงายเพราะจะทำให้เกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจได้ง่าย หลีกเลี่ยงยาและเครื่องดื่มที่มีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยานอนหลับ ยากล่อมประสาท ยาแก้แพ้ และมีการติดตามประเมินอาการกับแพทย์เป็นระยะ

ส่วนกรณีของภาวะหยุดหายใจขณะหลับเกิน 15 ครั้งต่อชั่วโมง แพทย์จะรักษาด้วยการใช้เครื่องช่วยหายใจ CPAP ซึ่งเป็นวิธีการรักษามาตรฐานที่มีประสิทธิภาพสูงถึง 90-99% แต่ปัญหาส่วนใหญ่ของวิธีนี้คือผู้ป่วยอาจมีความรู้สึกไม่สะดวกสบายเพราะรู้สึกอึดอัดที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ CPAP ในขณะนอนหลับ การรักษาทางเลือกด้วยการผ่าตัดในผู้ป่วยบางรายอาจช่วยแก้ไขการหยุดหายใจทำให้ไม่ต้องกลับไปใช้หรือลดการใช้เครื่อง CPAP ลงได้ ซึ่งการผ่าตัดปัจจุบันมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ และโครงสร้างความผิดปกติของโครงหน้า จมูก และปากของแต่ละคน

อย่างไรก็ตาม การตรวจการนอนหลับหรือstandard PSG เป็นที่ยอมรับว่าเป็น Gold standard หรือการตรวจที่ดีที่สุดที่ใช้ในการวินิจฉัยโรคของการนอน โดยเฉพาะภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ทำการรักษาหรือแก้ไข อาจมีผลกระทบต่อสมอง หัวใจ และร่างกายส่วนอื่นๆ ได้บางรายเป็นรุนแรงมากอาจทำให้เสียชีวิตขณะหลับได้

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ