LIFE & HEALTH : เรียนรู้การขับเคลื่อนองค์กรด้วยหัวหน้างาน (People Manager)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/764819

LIFE & HEALTH : เรียนรู้การขับเคลื่อนองค์กรด้วยหัวหน้างาน (People Manager)

LIFE & HEALTH : เรียนรู้การขับเคลื่อนองค์กรด้วยหัวหน้างาน (People Manager)

วันพุธ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

การเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบันมีผลกระทบต่อองค์กรอย่างรวดเร็ว องค์กรจึงต้องปรับตัวและพัฒนาทีมงานให้เข้าสอดส่องกับการเปลี่ยนแปลงเพื่อที่จะรอดเป็นองค์กรที่มีความแข็งแกร่งและสามารถแข่งขันในสภาวะธุรกิจที่แปลกใหม่นี้ ในกระบวนการนี้ ปัจจัยที่สำคัญสำหรับการบริหารงานและพัฒนาองค์กรคือ “คน” ทั้งในทุกระดับขององค์กร ตั้งแต่ผู้บริหารจนถึงพนักงาน ทั้งหมดจะต้องร่วมแรงร่วมใจในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ปัจจุบันนี้ พนักงานทุกคนต้องปรับเปลี่ยนการคิดเชิงบวกและกระบวนการทำงาน รวมถึงพัฒนาความรู้และทักษะให้ทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้ทุกรูปแบบ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกองค์กรให้ความสำคัญอย่างมาก

การบริหารงานและพัฒนาบุคลากรในอนาคตจะไม่ใช่เพียงหน้าที่ของแผนกทรัพยากรบุคคลต่อไป แต่จะเป็นหน้าที่ของผู้บริหารในสายงานต่างๆ ซึ่งต้องร่วมมือกันในการบริหารจัดการคนในทีม ภายใต้การกำกับดูแลของตนเองเพื่อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผ่านเครื่องมือและกลไกบริหารคนที่เข้าใจอย่างดีและให้ข้อเสนอแนะที่ดีกลับสู่องค์กรเพื่อปรับระบบการบริหารบุคลากรให้เหมาะสมกับบริบทขององค์กร

ภก.คงเกียรติ ฉัตรหิรัญทรัพย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บียอนด์ เทรนนิ่ง จำกัด (Beyond Training) ผู้นำด้านการฝึกอบรมพัฒนาคนในองค์กรชั้นนำของไทยเปิดเผยว่า ในโลกการทำงานยุคใหม่ที่ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงมากมายในแทบทุกมิติ ตำแหน่งหนึ่งในองค์กรที่สำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ นั่นก็คือ ตำแหน่ง “หัวหน้างาน” หรือ “People Manager” เพราะเป็นผู้ที่รู้จักลูกทีมของตนเป็นอย่างดี และทำงานใกล้ชิดกับลูกทีมมากที่สุด สามารถกระตุ้นหรือโค้ชชิ่งให้ทีมเก่งขึ้น พัฒนาลูกน้องเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดี จนเกิดคำที่ว่า “หัวหน้าดีหรือแย่ให้ดูจากลูกน้อง” แต่ยังเป็นเรื่องที่น่ากังวลเป็นอย่างมากเมื่อผลงานวิจัยเรื่อง “กลยุทธ์การพัฒนาสมรรถนะของพนักงานองค์กรสู่ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” โดย ผศ.ดร.จิระเสกข์ ตรีเมธสุนทรและ ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์ที่ได้ตีพิมพิ์ลงใน วารสารเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจปริทัศน์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 2กรกฎาคม-ธันวาคม 2566 พบว่า “หัวหน้ามือใหม่ให้ความสำคัญกับงานบริหารบุคคลน้อยที่สุด” ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนและเป็นประโยชน์ต่อหัวหน้า ลูกน้องรวมไปถึงองค์กรด้วย โดยข้อมูลจากการวิจัยนี้ได้ศึกษาและเปรียบเทียบระดับสมรรถนะของพนักงานองค์กรสู่ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจยุคใหม่ ในกลุ่มตัวอย่างเป็นพนักงานองค์กรเอกชนในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ผลการวิจัยพบว่า ระดับความคิดเห็นของพนักงานองค์กรสู่ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจยุคใหม่ในด้านต่างๆ ตามลำดับ ได้แก่ ความฉลาดทางอารมณ์ รองลงมาคือ การเป็นแบบอย่างที่ดี, การเป็นผู้นำที่ตระหนักรู้ตนเอง, การสื่อสารข้ามสายงาน, การจัดการทีมงานให้มีประสิทธิภาพ, การนำการเปลี่ยนแปลงเพื่อการเติบโต, การมอบหมายงานและการติดตามงาน กรอบความคิดการบริการลูกค้า, การคิดนอกกรอบอย่างสร้างสรรค์, การบริหารงานในรูปแบบโครงการ และการบริหารบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ (HR for Non-HR) อยู่อันดับสุดท้าย

จากผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะด้านการบริหารบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ (HR for Non-HR) มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับที่ต่ำสุด ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะสมรรถนะในด้านการบริหารบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ เป็นการพัฒนาสมรรถนะในตัวพนักงาน ซึ่งอาจไม่ใช่ผู้รับผิดชอบด้านทรัพยากรบุคคลโดยตรง หรือมีทักษะด้านการบริหารงานบุคคลมาก่อน ซึ่งองค์การควรจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ ควรคู่ไปพร้อมกับ กิจกรรมการบริหารบุคลากรให้เกิดการพัฒนาตามคุณลักษณะผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่จะส่งคุณค่าต่อองค์กรต่อไปในอนาคตอย่างยั่งยืน

สำหรับการเป็นหัวหน้างาน (People Manager) ที่ดี จะช่วยให้ธุรกิจมีการเติบโตแบบก้าวกระโดดเพราะ มีคนเก่งช่วยกันทำงาน ลดค่าใช้จ่ายในการหาคน ลดการสูญเสียโอกาสในทางธุรกิจ ความขัดแย้งในองค์กรลดลงการประสานงานดีขึ้น เพราะจัดการความหลากหลายได้ดี มีความหวังในการก้าวหน้ามีศักยภาพเพิ่มขึ้น จากการได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบโดยหัวหน้า พนักงานมีความสุขในการทำงาน เพราะหัวหน้างานช่วยสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่ดีนั่นเอง

พร้อมกันนี้ ความสำคัญของหัวหน้างาน (People Manager) มีข้อดีมากมาย แต่เป็นที่น่าตกใจว่า ยังมีหัวหน้างานอีกมากที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนบทบาทสู่ตำแหน่งนี้ได้ ส่วนหนึ่งอาจเพราะตกหลุมพรางทางความคิด หรือมี Mindset ที่ผิด เช่น คิดว่า “หัวหน้าต้องดูทั้ง KPI และยอดขาย ไม่มีเวลามาใส่ใจเรื่องงานบริหารคน” แต่อย่าลืมว่า ผลลัพธ์จากการทำงานมาจากทีมงานทุกคน แต่หากหัวหน้างานพัฒนาทีม สร้างผลงานผ่านทีมผลลัพธ์จะเท่าทวีคูณ โตได้เร็วขึ้นต้องกล้าที่จะติหรือฟีดแบ๊กอย่างตรงไปตรงมา ให้ทีมรู้ว่าต้องพัฒนาอะไร เพื่อผลงานออกมาดี หัวหน้าเองก็จะเติบโตต่อไปเป็นอีกขั้นได้

นอกจากนี้ People Manager ที่ดีต้องมี 5 องค์ประกอบหลักคือ (1.) การตระหนักรู้ในศักยภาพที่ขาดหรือที่ไม่ชำนาญ ทั้งนี้สำหรับการเป็น People Manager การทำ Assessmentประเมินตัวเองว่า ตนเองมีหรือยังไม่มี Competencyอะไรที่ People manager ยุคใหม่จำเป็นต้องมีโดยหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานประเมินเพื่อต่อยอดสู่การพัฒนาทักษะที่จำเป็น ผ่านหลักสูตรE-Learning หรือ Onsite Classroom ผ่านโปรแกรมหลักสูตร เพื่อเติมเต็มทักษะที่ยังขาดอยู่ (2.) การเปลี่ยน Mindset งานบริหารบุคคลเป็น ความรับผิดชอบ (Accountability) ของหัวหน้า ไม่ใช่เฉพาะของฝ่ายบุคคล หรือ HR (3.) Good Practice Makes Perfectหากเรียนรู้แล้วไม่ลงมือทำ โอกาสที่ความรู้จะหายไปตามเวลามีสูง (4.) การหา Mentor หรือที่ปรึกษาที่ดีที่สุด เพื่อเรียนรู้จากประสบการณ์จริง เรียนรู้แบบ shortcut (ทางลัด) (5.) การมีการให้และรับ Feedback กับลูกน้อง เพื่อสอบถามถึงพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปอยู่เสมอ

อีกทั้งทักษะที่ People Manager ยุคใหม่จำเป็นต้องมีเพื่อสร้างผลลัพธ์และได้ใจลูกทีม มีดังนี้

1.Effective and Cross Functional Communication หัวหน้างานต้องมีทักษะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดี

2.Active Listening หัวหน้างานต้องรับฟังลูกทีมอย่างตั้งใจ เพื่อให้เข้าใจและรับรู้ปัญหาที่แท้จริง เพื่อช่วยเหลือพัฒนาทีมให้เก่งขึ้น

3.Influential Leadership การใช้สร้างแรงบันดาลใจสำหรับทีมงานที่ไม่ชอบให้ตีกรอบหรือออกคำสั่ง ค้นหาวิธีการทำงานเพื่อปลุกไฟสร้างแรงกระตุ้นในการทำงาน

4.Inclusive Leadership หัวหน้าที่ลูกน้องให้เกียรติ คือ หัวหน้าที่ตรงไปตรงมาไม่มีอคติ ประเมินคนจากผลงานไม่ใช่ความรู้สึก

“ผู้ที่เป็นหัวหน้าต้องประเมินตนเองว่า มีทักษะเหล่านี้ครบแล้วหรือยัง หรือถ้ามีแล้ว สามารถทำได้ดีมากน้อยแค่ไหน หากผู้บริหารองค์กรต้องการจะยกระดับผู้นำ ปรับ mindsetหัวหน้างาน ให้เห็นถึงความสำคัญของการเป็นหัวหน้างานที่เก่งการบริหารคน ทั้งนี้ Beyond Training ได้รวบรวมทักษะจำเป็นสำหรับการเป็น People Manager ไว้ในโปรแกรมหลักสูตรการพัฒนาหัวหน้า AdaptiveLeadership ที่มีทั้งการ Assessment สำหรับประเมิน Competency ของหัวหน้างานก่อนเริ่มเรียนรู้ พร้อมกับมาตรฐาน Learning Methodologiesที่หลากหลายรูปแบบทั้ง E-Learning, Workshopclass รวมทั้ง Tools และ Handbook เตรียมพร้อมหัวหน้างานภายใน 90 วันแรก ปิดท้ายด้วยการวัดผลพัฒนาศักยภาพผู้นำด้วย Business Assignment Canvas ทั้งหมดนี้เพื่อช่วยขัดเกลาผู้นำสู่ผู้นำยุคใหม่ ที่เก่งทั้งบริหารงานและบริหารคน พร้อมเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ตลอดเวลาสามารถดูรายละเอียดได้ที่ www.Beyondtraining.in.th

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : การกินเจกับสุขภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/763499

Life & Health : การกินเจกับสุขภาพ

Life & Health : การกินเจกับสุขภาพ

วันพุธ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 05.15 น.

ช่วงนี้คือ เทศกาลกินเจ ซึ่งตรงกับวันที่ 15-23 ตุลาคม เป็นเวลา 9 วัน หรือในบางคนอาจจะกินล้างท้องในมื้อเย็นวันที่ 14 ตุลาคม รวมเป็น 10 วันก็ได้ นับเป็นช่วงที่เราจะได้มีโอกาสทำบุญ ชำระจิตใจให้สะอาด ซึ่งปัจจุบันการกิน Plant-based Meat และการกินเจกลายเป็นที่นิยมของคนรุ่นใหม่ไปแล้ว เพราะนอกจากจะได้ทำบุญ ด้วยการงดเว้นเนื้อสัตว์และอบายมุขต่างๆ แล้ว การกินเจยังช่วยส่งเสริมให้สุขภาพดีได้อีกด้วย แต่นั่นต้องรู้จักการกินเจอย่างถูกต้องเหมาะสม

การกินอาหารเจ คือ การกินอาหารที่ไม่มีส่วนผสมของสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อ ไข่ นม หรือผลิตภัณฑ์จากนม เช่น เนย ชีส หรือโยเกิร์ต การกินอาหารเจมีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายอย่าง เช่น ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน และโรคมะเร็ง แต่การกินอาหารเจก็ต้องระวังให้ได้ธาตุอาหารที่จำเป็นครบถ้วน เพื่อป้องกันการขาดสารอาหาร

การกินเจตามธรรมเนียมนิยมแต่โบราณอย่างเคร่งครัดนั้น นอกจากจะต้องงดการบริโภคเนื้อสัตว์แล้วยังห้ามบริโภคผักที่มีกลิ่นฉุนบางชนิด เช่น หัวหอม กระเทียม หลักเกียว (ลักษณะคล้ายกระเทียมแต่มีขนาดเล็กกว่า) กุยช่าย ใบยาสูบ เป็นต้น เพราะชาวเจเชื่อว่าผักที่มีกลิ่นฉุน จะเข้าไปทำลายธาตุทั้ง 5 ในร่างกาย ส่งผลให้อวัยวะภายในร่างกายทำงานไม่ปกติ การกินเจที่เคร่งมากจะไม่ใช้ภาชนะที่เคยใช้กับอาหารคาวมาก่อน ฉะนั้น หม้อ จาน ชาม และภาชนะอื่นๆ ที่ใช้ต้องเป็นของใหม่ที่ยังไม่เคยปนเปื้อนอาหารคาวมาก่อน หรือเป็นชุดที่ใช้กับอาหารเจโดยเฉพาะ

การกินเจที่ดีต่อสุขภาพนั้น ต้องระมัดระวังอาหารประเภทแป้งและไขมัน ควรเน้นผักผลไม้ให้มากๆ เพราะถ้าเผลอกินอาหารที่ปรุงสำเร็จ ซึ่งมักจะใช้ “หมี่กึง” ซึ่งเป็นแป้งทำเลียนแบบเนื้อสัตว์ อาจทำให้ความอ้วนมาเยือน ควรเลือกอาหารที่ปรุงด้วยผัก เต้าหู้ และโปรตีนเกษตร ส่วนอาหารทอดๆ ก็ไม่ควรกินมาก ไม่อย่างนั้นพอหมดช่วงกินเจ รอบเอวจะเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว

นอกจากนั้น อาหารเจในปัจจุบันมีการนำเครื่องปรุงรส เช่น ซอส เต้าหู้ เต้าเจี้ยว เกลือ ที่มีเกลือเป็นส่วนประกอบค่อนข้างมาก ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูงได้ ดังนั้นจึงไม่ควรกินอาหารเจที่มีรสเค็มเกินไป ประกอบกับอาหารเจส่วนใหญ่เป็นประเภทผัดและทอด ซึ่งจะมีน้ำมันมาก ควรกินประเภทต้ม หรือนึ่งจะดีกับสุขภาพมากกว่า และที่สำคัญอย่าลืม
ขยับกาย เคลื่อนไหวให้เหงื่อออกทุกวัน

สำหรับผู้ที่กินเจเพื่อเป็นการรักษาสุขภาพหรือกินตามความนิยม อาจไม่จำเป็นต้องถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดขนาดต้องซื้อถ้วยชามหรือเครื่องครัวใหม่ และในกรณีที่เจ็บป่วย การกินผักกลิ่นฉุนก็อนุโลมได้ไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่จะทำให้ผิดศีล หากใช้ผักเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาโรค ที่จริงแล้วผักเหล่านั้นมีสารพฤกษเคมีที่ช่วยในการเพิ่มภูมิต้านทานและป้องกันมะเร็ง และมีองค์ประกอบเป็นยาอยู่แล้ว

อาหารเจอุดมไปด้วยธัญพืชไม่ขัดสีผักและผลไม้ ซึ่งมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมากมาย เช่น วิตามิน แร่ธาตุ สารต้านอนุมูลอิสระ สารพฤกษเคมี สารเฟลโวนอยด์ และใยอาหาร

สารต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ แคโรทีนอยด์ วิตามินซี และวิตามินอี ช่วยลดอนุมูลอิสระ ป้องกันการเกิดโรคหัวใจ โรคมะเร็ง ชะลอแก่ ส่วนวิตามินที่มีมากในผักผลไม้ ได้แก่ เบต้า แคโรทีน ซึ่งถูกเปลี่ยนไปเป็นวิตามินเอในร่างกาย วิตามินบี และวิตามินซี วิตามินบีที่สำคัญในผักผลไม้คือ โฟเลต ช่วยป้องกันโลหิตจางป้องกันการก่อตัวที่ผิดปกติของสมองในเด็กทารกขณะแม่ตั้งครรภ์ ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด ลดความเสี่ยงสมองเสื่อม วิตามินซี ช่วยเพิ่มการดูดซึมของธาตุเหล็กในพืช จึงช่วยลดความเสี่ยงโลหิตจางในชาวเจแร่ธาตุที่มีมากในผักและผลไม้คือโพแทสเซียม แมกนีเซียม ธาตุเหล็ก และแคลเซียม

การกินเจอย่างเคร่งครัดในช่วง 9 วันเป็นระยะเวลาสั้นๆ จึงไม่ต้องกังวลว่าจะทำให้ขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เพราะในผัก ผลไม้และธัญพืชที่กินนั้น แต่ละชนิดให้คุณค่าสารอาหารที่ต่างกันออกไป แต่ควรจำกัดอาหารที่มีไขมันและอาหารที่ส่วนผสมของน้ำตาลสูง สำคัญตรงที่รู้จักเลือกกินให้หลากหลายอย่างถูกหลัก เพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วนและสมดุล การผสมผสานของผักผลไม้ เมล็ดธัญพืชจำพวก ข้าว ถั่วต่างๆ งา ถั่วเหลือง รวมถึงเห็ด ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีไม่แพ้เนื้อสัตว์

เห็ด มีกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายต้องการครบถ้วน นอกจากนี้ เห็ดยังเป็นแหล่งที่ดีของวิตามิน แร่ธาตุ รวมทั้งธาตุเหล็ก และซีลีเนียม ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ โดยผู้กินเจสามารถเลือกเมนูเห็ดได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นต้มยำเห็ดฟาง ยำเห็ดโคนญี่ปุ่น เห็ดเข็มทอง เห็ดออรินจิ เห็ดหูหนู หรือผัดเห็ดหอม เป็นต้น จะทำให้ได้รับสารอาหารหลากหลายเหมาะสมและได้โปรตีนที่สมบูรณ์

ผักนานาชนิด เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการกินเจ แต่ถ้าจะกินให้ได้ประโยชน์สูงสุด ควรกินเป็นผักสดหรือลวกมากกว่านำมาผัดที่ใช้น้ำมันราดจนเยิ้ม หรือผัดน้ำมันแต่น้อย และควรกินผักให้ครบ 5 สี คือ สีแดง-ส้ม จากมะเขือเทศพริกสุก แครอท สีดำ-น้ำเงิน-ม่วง จากถั่วดำ เผือก มะเขือม่วง สีเหลือง จากฟักทอง ถั่วเหลือง มะม่วงสุก ข้าวโพด สีเขียว เช่น ผักคะน้า ผักบุ้ง ถั่วฝักยาว และ สีขาว จากลูกเดือย ผักกาดขาว ควรกินสลับกันไปในแต่ละวันเพื่อให้ได้คุณค่าทางอาหารที่ครบถ้วน และในผู้ต้องการกินเจแบบเคร่งต้องงดเว้น กระเทียม หัวหอม กุยช่าย หรือ ผักที่มีกลิ่นฉุน

ธัญพืชไม่ขัดสีและผลไม้ มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมากมาย เช่น วิตามิน เกลือแร่ สารต้านอนุมูลอิสระสารพฤกษเคมี สารเฟลโวนอยด์และใยอาหาร ซึ่งผู้กินเจควรเลือกกินผลไม้ให้หลากหลาย เช่น ส้ม กล้วย แอปเปิ้ล ช่วยบำรุงสุขภาพผิวให้สดชื่น และเส้นใยอาหารจากผลไม้ ช่วยให้
ระบบย่อยและการขับถ่ายเป็นปกติ ช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเต้านม ใยอาหารชนิดละลายน้ำช่วยลดคอเลสเทรอลและระดับน้ำตาล ส่วนใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำช่วยป้องกันท้องผูก ผักผลไม้ที่มีใยอาหารทั้งสองประเภทสูง ได้แก่ พรุน ส้ม กล้วย ถั่วเหลือง ถั่วฝักยาว เป็นต้น

แต่การกินอาหารเจก็มีข้อควรระวังบ้าง เช่น

การขาดโปรตีน เพราะโปรตีนที่ได้จากสัตว์มีคุณภาพสูงกว่าโปรตีนที่ได้จากพืชดังนั้น ผู้ที่กินอาหารเจต้องใส่ใจให้ได้รับโปรตีนที่เพียงพอและหลากหลาย

การขาดวิตามิน B12 เพราะวิตามิน B12 ไม่พบในพืช แต่มีผลกระทบต่อการสร้างเม็ดเลือดแดงและการทำงานของสมอง ดังนั้นผู้ที่กินอาหารเจต้องบำรุงวิตามิน B12 โดยการกินอาหารที่เสริมวิตามิน B12 เช่น เซเรียลหรือการกินยาเสริม

การขาดแคลเซียม เพราะแคลเซียมที่ได้จากนมและผลิตภัณฑ์จากนมมีประโยชน์ต่อกระดูกและฟัน ดังนั้น ผู้ที่กินอาหารเจต้องบำรุงแคลเซียมโดยการทานผักใบเขียว เช่น ผักบุ้ง ผักโขม หรือการทานยาเสริม

อย่างไรก็ตาม ช่วงกินเจควรใส่ใจดื่มน้ำให้มากอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพราะอาหารที่มีกากใยสูงต้องการน้ำในการทำงานหากดื่มน้ำไม่พออาจทำให้เกิดอาการท้องอืด มีแก๊สปวดท้องได้ ควรละเว้นเครื่องดื่มมึนเมาและบุหรี่ซึ่งจะช่วยส่งเสริมผลจากอาหารเจต่อสุภาพให้ดียิ่งขึ้น และประการสำคัญ พยายามออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้แจ่มใสอย่าให้เครียด นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพียงเท่านี้ท่านก็จะมีสุขภาพที่ดีรางกายแข็งแรงต่อไปนานนาน

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เรียนรู้การประยุกต์ใช้ AI ในองค์กร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/762054

LIFE&HEALTH : เรียนรู้การประยุกต์ใช้ AI ในองค์กร

LIFE&HEALTH : เรียนรู้การประยุกต์ใช้ AI ในองค์กร

วันพุธ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

AI (Artificial Intelligence) หรือ ปัญญาประดิษฐ์นั้นเป็นเทคโนโลยีที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากความสามารถของตัว AI เองที่สามารถเข้ามาแก้ปัญหาที่หลากหลายที่เกิดขึ้นในโลกของเราได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงผล AI เองก็ส่งผลกระทบทางธุรกิจที่อย่างเห็นได้ชัดสังเกตได้จากจำนวนการเปิดตัวของบริษัทที่ดูแลเนื้องานที่เกี่ยวข้องกับ AI หรือ แม้กระทั่งการเริ่มประยุกต์ใช้ AI ในบริษัททั่วๆ
ไปเองก็ตาม ทั้งหมดนี้ล้วนมีจำนวนที่เพิ่มขึ้นทั้งสิ้น ดังนั้นในฐานะบุคคลหรือองค์กรเองก็ตาม มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะมาทำความรู้จักเรียนรู้ และหาแนวทางการอยู่ร่วมกับ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของทั้งชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว

ข้อมูลจาก อุกฤษฎ์ ตั้งสืบกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด เปิดเผยว่า AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์นั้นเป็นแนวคิดของการทำให้คอมพิวเตอร์หรือเครื่องจักรสามารถคิดและทำงานได้เหมือนกับกับมนุษย์ด้วย เช่น การเขียนซอฟต์แวร์หรือระบบที่เรียนรู้ลักษณะของสุนัขจนสามารถแยกได้ว่า ภาพไหนเป็นสุนัข ภาพไหนไม่ใช่สุนัข นับเป็นหนึ่งในตัวอย่างของ AI ที่สามารถคิดและแยกแยะได้เหมือนกันกับมนุษย์นั่นเอง โดยวิธีการที่ได้มาซึ่งความสามารถของซอฟต์แวร์หรือระบบนั้นก็มาจากกระบวนการที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นสถิติง่ายๆ จนถึงอัลกอริทึ่มที่ซับซ้อนขึ้นอยู่กับโจทย์และทักษะที่ผู้ใช้งานจะป้อนให้กับ AI ที่สำคัญคือ AI ที่ดูเป็นเรื่องใหม่และล้ำโลกเป็นอย่างมากนั้นไม่ใช่สิ่งใหม่แต่อย่างใดเพราะมันถูกสร้างมาตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ.1956 แล้ว และได้ถูกต่อยอดมาเรื่อยๆ ทั้งในแง่ของประสิทธิภาพและต้นทุนของการได้มาและนำไปใช้งาน ซึ่งปัจจุบันเรียกได้ว่าเราทุกคนนั้นใช้ชีวิตอยู่กับ AI ตลอดเวลาตั้งแต่ตื่นจนหลับ ไม่ว่าจะเป็น AI ที่มีความสามารถในการวิเคราะห์ว่า “จากลักษณะการใช้งาน Social Media ของเราน่าจะชอบ Content รูปแบบไหน” หรืออย่างใน Application แผนที่ต่างๆ ก็มี AI ที่คิดคำนวณว่า “ถ้าต้องการจะเดินทางจากจุด A ไปจุด B จะต้องใช้เวลาเท่าไหร่” และอื่นๆ อีกมากมาย

ทำไม? ทุกคนถึงพูดกันแต่ AI

แม้ว่า AI ไม่ใช่สิ่งใหม่แต่ทำไมในช่วงนี้เราถึงได้ยินคำว่า AI บ่อยขึ้นอย่างมาก ทั้งนี้เพราะปัจจุบันนี้มี AI อยู่ประเภทหนึ่งที่เป็นที่กล่าวถึงเป็นอย่างมาก และ มีแง่มุมในการนำมาประยุกต์ใช้งานกับบริษัทหรือองค์กรได้ดีเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งมีชื่อเรียกว่า Generative AI โดยเป็น AI อีกประเภทที่มีความสามารถใกล้เคียงกับมนุษย์ในหนึ่งทักษะ คือทักษะในการ “สร้าง” นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างงานเขียน สร้างรูป สร้างเสียง หรือ สร้างวีดีโอ เพียงแค่เราส่งคำสั่งเข้าไปหลังจากนั้น AI ก็จะสร้างผลลัพธ์กลับมาให้เรา เช่น Generative AI ที่ชื่อว่า ChatGPT จะมีความสามารถในการสร้างคำตอบให้เรากลับมาในรูปแบบของตัวอักษร กล่าวคือ ถ้าเราสั่ง ChatGPT ว่า “จงเขียนบทความเกี่ยวกับแมวให้ฉัน 1 บทความ” ChatGPT ก็จะทำการสร้างบทความเกี่ยวกับแมวกลับมาให้เราทันทีซึ่งถ้าเทียบกับเวลาที่คนต้องมาเขียนเองแล้ว ChatGPT อาจจะทำได้เร็วกว่ามนุษย์ถึง 2-100 เท่าขึ้นอยู่กับรายละเอียดหรือเนื้อหาที่ต้องการให้เขียนนั่นเอง ดังนั้นด้วยความสามารถเหล่านี้เองบทความนี้จึงจะพูดถึงแง่มุมในการประยุกต์ใช้ Generative AI กับองค์กรเป็นหลักนั่นเอง

การใช้ประโยชน์ของ AI เพื่อองค์กรได้อย่างไร

ความสามารถของ Generative AI นั้นเป็นความสามารถที่น่าทึ่งเป็นอย่างมาก ทั้งในแง่ของคุณภาพของผลลัพธ์, ความหลากหลายในการประยุกต์การใช้งาน รวมทั้ง ความเร็วในการสร้างงาน ดังนั้นประโยชน์ของ Generative AI ก็มีอยู่ค่อนข้างหลากหลายเป็นอย่างมากขึ้นอยู่กับความต้องการขององค์กร หรือธุรกิจเป็นหลัก แต่เพื่อให้ผู้อ่านเห็นประโยชน์และแนวทางในการประยุกต์ใช้ Generative AI กับองค์กรของตนได้ ผู้เขียนจึงจะขอยกตัวอย่างประโยชน์ของ Generative AI ต่อองค์กรดังนี้

● เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน : AI สามารถทำงานได้เร็วกว่ามนุษย์และในหลายๆมุมมองของการใช้งาน AI นั้นไม่มีข้อผิดพลาดเหมือนมนุษย์ และถ้าเทียบในมิติของจำนวนชั่วโมงการทำงานแล้วในหลายๆ งาน AI ก็สามารถสร้างงานได้มากกว่ามนุษย์ในช่วงเวลาที่เท่ากัน ด้วยเหตุผลเหล่านี้เองก็มีแนวโน้มว่าการประยุกต์ใช้ Generative AI ในองค์กรก็จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอย่างมาก

● เพิ่มรายได้ ลดค่าใช้จ่าย : แทบจะทุกองค์กรนั้นมีเนื้องานที่ AI จะสามารถเข้ามาทดแทน หรือ ช่วยเหลือได้อย่างแน่นอน และถ้าเราสามารถนำ AI เข้ามาช่วยงานในส่วนนั้นๆ ได้ย่อมทำให้พนักงานสามารถนำเวลาว่างที่เกิดจากการนำ AI มาช่วยงานไปคิดต่อยอดเพื่อเพิ่มสร้างคุณค่าใหม่ๆ ให้กับองค์กรได้

ตัวอย่างการใช้งาน AI ในองค์กรที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้เป็น 10 เท่า

ในหลากหลายองค์กรก็เริ่มมีการประยุกต์ใช้ AI เข้ากับเนื้องานกันบ้างแล้วตามที่เราเห็นจากข่าว หรือ Social Media ในหลายๆ บริษัท
มีการนำ AI มาช่วยในงานบางส่วนหรือมากกว่านั้นในบางบริษัทก็ได้ทำการทดแทนพนักงานเดิมด้วย AI เลยก็มีเช่นกัน เช่น Dukaan แพลตฟอร์มสำหรับสร้างเว็บไซต์ขายของออนไลน์ของประเทศอินเดียก็ได้ออกมาประกาศว่าทางบริษัทได้มีการนำ AI มาใช้งานเพื่อทดแทนพนักงานที่ทำหน้าที่ดูแลลูกค้ามากถึง 90% เรียบร้อยแล้วและสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้มากถึง 85% โดย AI เหล่านี้ก็ได้เข้ามาทำหน้าที่ในการตอบปัญหาของลูกค้าที่ติดต่อเข้ามาซึ่งผลลัพธ์ก็เป็นที่น่าพอใจเป็นอย่างมากทั้งในแง่ของความเร็วในการตอบกลับและความสามารถในการแก้ปัญหา

แน่นอนว่า บจ. Real Smart เองก็เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่มีการพัฒนาและนำ AI มาช่วยเหลือในการทำงานจริงเรียบร้อยแล้ว ยกตัวอย่างเช่น ในงานการเขียนบทความลง Social Media หรือ Website ของ Real Smart ปัจจุบันก็ได้มีการประยุกต์ในการนำ ChatGPT เข้ามาช่วยเขียน 80% แรกของบทความหลังจากนั้นจึงให้พนักงานมาปรับแต่งอีก 20% ทำให้สามารถประหยัดระยะเวลาการทำงานของพนักงานไปได้มากถึง 5-10 เท่าเลยก็ว่าได้ และ นอกจากงานเขียนแล้วทาง Real Smart ก็ได้มีการนำ Generative AI ตัวอื่นๆ อย่าง Midjourney หรือ Stable Diffusion มาช่วยสร้างรูปภาพ และนำไปแก้ไขต่อจนสามารถนำไปใช้งานได้จริง ซึ่งในส่วนนี้เองก็สามารถลดเวลาการทำงานไปได้อย่างมาก และที่สำคัญคือ คุณภาพของงานที่เราส่งออกไปโดยมี AI เป็นเครื่องทุ่นแรงนั้นไม่ได้น้อยไปกว่าการใช้มนุษย์ทำงาน 100% เลยแม้แต่นิดเดียว สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.realsmart.co.th

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : ปัญหาการนอนกรนผิดปกติกับการตรวจการนอนหลับ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/760578

Life & Health : ปัญหาการนอนกรนผิดปกติกับการตรวจการนอนหลับ

Life & Health : ปัญหาการนอนกรนผิดปกติกับการตรวจการนอนหลับ

วันพุธ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.30 น.

การนอนเป็นสิ่งสำคัญ โดยปกติเราใช้เวลานอนเฉลี่ย 8 ชั่วโมงต่อวัน หรือ 1 ใน 3 ของการใช้ชีวิต เพื่อให้ร่างกายพักผ่อน หลังจากการเหน็ดเหนื่อยมาตลอดทั้งวัน แต่ยังมีบางคนที่ระหว่างการนอนหลับมีภาวะหายใจผิดปกติ ทำให้ร่างกายไม่ได้พักผ่อนอย่างแท้จริง ส่งผลให้ระบบหัวใจและหลอดเลือดรวมถึงสมองทำงานหนักและเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคแทรกซ้อนตามมาในอนาคต

ข้อมูลจาก นายแพทย์ธนกร ทรรศนียศิลป์ อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินหายใจโรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า ปัจจุบันพบคนที่มีปัญหาการนอนกรนเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งการนอนกรนจะไม่เป็นอันตราย หากไม่มีภาวะการหายใจที่ผิดปกติหรือมีหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วยโดยผู้ป่วยที่มีทางเดินหายใจแคบ ในเวลาหลับเมื่อหลับสนิทอาจจะเกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจ มีเสียงกรนติดขัดสะดุดไม่สม่ำเสมอ โดยบางช่วงจะมีช่วงกรนเสียงดังสลับกับเบาเป็นระยะๆ และจะมีช่วงหยุดกรนไปชั่วระยะหนึ่ง ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดการหยุดหายใจ ส่งผลให้ระดับออกซิเจนในเลือดลดลงตามมาเป็นระยะเวลาสั้นๆ ก่อนที่สมองจะตื่นตัวและทำให้ทางเดินหายใจเปิดและกลับมาหายใจอีกครั้ง ซึ่งวงจรนี้จะเกิดขึ้นตลอดทั้งคืน เป็นผลให้ขาดออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดให้มากขึ้น ในระยะยาวถ้าไม่ได้รับการแก้ไขจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดรวมถึงโรคสมองได้

อาการการนอนผิดปกติที่ควรมาพบแพทย์ คือ นอนกรนผิดปกติ, รู้สึกง่วงนอนตอนกลางวันมากผิดปกติ ทั้งที่นอนอย่างเพียงพอ, สะดุ้งตื่นกลางคืนเพราะรู้สึกสำลักน้ำลายหรือจมน้ำบ่อยๆ มีความรู้สึกเหมือนหายใจเหนื่อยกลางคืน สงสัยมีการหยุดหายใจขณะหลับ,มีคนสังเกตว่าพฤติกรรมผิดปกติขณะนอนหลับ เช่น นอนขากระตุก กัดฟัน ละเมอ หรือฝันร้าย

ปัจจุบันมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ช่วยตรวจวินิจฉัยการนอนหลับ (Sleep Test) เพื่อแยกว่าเป็นนอนกรนประเภทใด และสามารถบอกความรุนแรงของโรคได้ว่า มีภาวะหยุดหายใจ
ขณะหลับมากหรือไม่และตรวจการหายใจที่สัมพันธ์กับการทำงานของหัวใจและสมองขณะหลับ โดยมีรายละเอียดการตรวจดังนี้

l การตรวจวัดคลื่นสมอง เพื่อวัดระดับความลึกของการนอนหลับ และการตรวจวัดการทำงานของกล้ามเนื้อขณะหลับ ว่าหลับได้สนิทแค่ไหน ประสิทธิภาพการนอน คลื่นสมองผิดปกติ เช่น ลมชักขณะหลับ

l การตรวจดูการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะหลับ เพื่อดูว่าหัวใจมีการเต้นผิดจังหวะที่อาจมีอันตรายได้หรือไม่

l การตรวจวัดความอิ่มตัวของระดับออกซิเจนในเลือดแดงขณะหลับ เพื่อดูว่าร่างกายมีการขาดออกซิเจนหรือไม่ในขณะหลับ
และหยุดหายใจหรือหายใจเบาหรือไม่

l การตรวจวัดลมหายใจ ที่ผ่านเข้า-ออก ทางจมูกและปาก และการตรวจวัดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อทรวงอกและกล้ามเนื้อหน้าท้องที่ใช้ในการหายใจ ดูว่ามีการหยุดหายใจหรือไม่ เป็นชนิดไหน ผิดปกติมากน้อยแค่ไหน

l ตรวจเสียงกรน เพื่อดูว่ากรนจริงหรือไม่กรนดังแค่ไหน กรนตลอดเวลาหรือไม่ กรนขณะนอนท่าไหน

l การตรวจท่านอน ในแต่ละท่านอนมีการกรน หรือการหายใจผิดปกติแตกต่างกันอย่างไร

การทำ Sleep Test หรือการตรวจการนอนหลับชนิดมาตรฐาน (Standard PSG) ต้องทำในห้องปฏิบัติการนอนหลับ (Sleep laboratory) ควบคุมดูแลโดยบุคลากรที่ได้รับการฝึกอบรมมาเฉพาะทาง เพราะการตรวจค่อนข้างซับซ้อน และมีการติดอุปกรณ์ตามร่างกายหลายอย่าง การตรวจชนิดนี้สามารถบอกได้ว่า คุณภาพในการนอนเป็นอย่างไร หลับได้ดีหรือสนิทหรือไม่ และมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นขณะนอนหลับ ถ้าพบว่ามีการหยุดหายใจบ่อย อาจจะต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ (CPAP) แล้วทำการปรับความดัน เพื่อให้ทราบค่าความดันที่เหมาะสมที่สุด ที่ใช้รักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

สำหรับการวินิจฉัยความผิดปกติขณะนอนหลับ จะทำการวัดตลอดทั้งคืน อย่างน้อยประมาณ 6-8 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเวลาปกติของการหลับของคนทั่วไป ระยะเวลาที่นอนหลับ
ถ้าน้อยกว่า 6 ชั่วโมง ผลที่ได้จะเชื่อถือได้น้อยผลการตรวจการนอนหลับที่ให้เครื่องคอมพิวเตอร์ประมวลผลการวัดระดับความลึกของการนอนหลับอาจจะผิดพลาดได้ ต้องมีแพทย์หรือเจ้าหน้าที่มีความชำนาญในการอ่านคลื่นสมองตรวจเช็คผลซ้ำอีกครั้งด้วยจึงจะเชื่อถือได้

ส่วนการเตรียมตัวก่อนเข้ารับการตรวจ Sleep Test คือ อาบน้ำสระผมให้สะอาดก่อนเข้ารับการตรวจ, ทำจิตใจให้สบาย ไม่ต้องวิตกกังวล เนื่องจากไม่มีความเจ็บปวด, หลีกเลี่ยงการนอนกลางวันในวันที่จะมาตรวจ, ไม่ควรรับประทานอาหารหรือออกกำลังกาย ก่อนเข้านอนอย่างน้อย 2 ชั่วโมง, หลีกเลี่ยงการดื่มชา กาแฟ 12 ชั่วโมง, งดดื่มแอลกอฮอล์ก่อนเข้ารับการตรวจ 24 ชั่วโมง, ถ้ามียาที่ต้องทานประจำควรปรึกษาแพทย์, ผู้ชายโกนหนวดให้เรียบร้อยผู้หญิงงดแต่งหน้าและทาเล็บก่อนมาตรวจและเตรียมเครื่องใช้ส่วนตัวที่จำเป็น เช่น แปรงสีฟัน ยาสีฟัน สำหรับล้างหน้าตอนเช้า ไม่ควรนำเครื่องประดับหรือของมีค่าติดตัวมาด้วย

แนวทางการรักษาหลังเข้ารับการตรวจ Sleep Test แล้วพบว่า มีความผิดปกติของภาวะนอนกรนโดยไม่พบการหยุดหายใจหรือหายใจแผ่วร่วมด้วย แนะนำจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ เช่น ลดน้ำหนัก เปลี่ยนพฤติกรรมการนอน หลีกเลี่ยงการนอนหงายเพราะจะทำให้เกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจได้ง่าย หลีกเลี่ยงยาและเครื่องดื่มที่มีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยานอนหลับ ยากล่อมประสาท ยาแก้แพ้ และมีการติดตามประเมินอาการกับแพทย์เป็นระยะ

ส่วนกรณีของภาวะหยุดหายใจขณะหลับเกิน 15 ครั้งต่อชั่วโมง แพทย์จะรักษาด้วยการใช้เครื่องช่วยหายใจ CPAP ซึ่งเป็นวิธีการรักษามาตรฐานที่มีประสิทธิภาพสูงถึง 90-99% แต่ปัญหาส่วนใหญ่ของวิธีนี้คือผู้ป่วยอาจมีความรู้สึกไม่สะดวกสบายเพราะรู้สึกอึดอัดที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ CPAP ในขณะนอนหลับ การรักษาทางเลือกด้วยการผ่าตัดในผู้ป่วยบางรายอาจช่วยแก้ไขการหยุดหายใจทำให้ไม่ต้องกลับไปใช้หรือลดการใช้เครื่อง CPAP ลงได้ ซึ่งการผ่าตัดปัจจุบันมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ และโครงสร้างความผิดปกติของโครงหน้า จมูก และปากของแต่ละคน

อย่างไรก็ตาม การตรวจการนอนหลับหรือstandard PSG เป็นที่ยอมรับว่าเป็น Gold standard หรือการตรวจที่ดีที่สุดที่ใช้ในการวินิจฉัยโรคของการนอน โดยเฉพาะภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ทำการรักษาหรือแก้ไข อาจมีผลกระทบต่อสมอง หัวใจ และร่างกายส่วนอื่นๆ ได้บางรายเป็นรุนแรงมากอาจทำให้เสียชีวิตขณะหลับได้

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : น้ำสะอาด..เครื่องดื่มที่จำเป็นต่อร่างกาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/759122

Life & Health : น้ำสะอาด..เครื่องดื่มที่จำเป็นต่อร่างกาย

Life & Health : น้ำสะอาด..เครื่องดื่มที่จำเป็นต่อร่างกาย

วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2566, 07.15 น.

ร่างกายเราทำงานต่อเนื่องตลอดเวลาและตลอดชีวิต โดยอาศัยน้ำและเกลือแร่เป็นหลักสำคัญ ถ้าเป็นเครื่องจักรกล ร่างกายคงจะเป็นเครื่องจักรกลชนิดที่เดินเครื่องได้ด้วยน้ำและเกลือแร่ มีชีวิตมีการเจริญเติบโต มีการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้ด้วยตนเองตามธรรมชาติ โดยอาศัยน้ำเป็นปัจจัยสำคัญโดยในร่างกายของเราประกอบขึ้นมาจากน้ำกว่าร้อยละ 70 อยู่ในเลือดกว่าร้อยละ 80 อยู่ในสมองกว่าร้อยละ 75 และที่ตับมีน้ำถึงร้อยละ 96

ข้อมูลจาก รศ.ดร.เรวดี จงสุวัฒน์ ประธานโครงการอาหารไทย หัวใจดี มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า ร่างกายเปรียบเสมือนเครื่องจักรกลที่ต้องอาศัยน้ำเป็นหลัก และมีหัวใจซึ่งเป็นเครื่องปั๊มน้ำเพื่อระบบไหลเวียนของเลือดในการถ่ายเทพลังชีวิต จึงทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ ในแต่ละวันร่างกายเราเสียน้ำไปประมาณ 3.4 ลิตรทั้งทางปัสสาวะและเหงื่อ ถ้าดื่มน้ำไม่เพียงพอก็มีโอกาสขาดน้ำได้ สำหรับสัญญาณเตือนว่า ร่างกายขาดน้ำ ได้แก่

● ปากแห้ง เนื่องจากน้ำลายมีหน้าที่ให้ความชุ่มชื้นในปาก และย่อยอาหารจำพวกแป้งให้เป็นน้ำตาลก่อนการกลืน ร่างกายผลิตน้ำลายประมาณ 0.5-1.5 ลิตรต่อวัน ถ้าขาดน้ำการผลิตน้ำลายจะลดลง เนื่องจากร่างกายจะรักษาน้ำในระบบการไหลเวียนเลือดให้สมดุล

● ผิวแห้ง เหี่ยว และกร้าน เนื่องจากปกติส่วนประกอบของผิวหนังและชั้นไขมันบางๆ ใต้ผิวหนังจะอุ้มน้ำไว้ได้เป็นอย่างดี รักษาความเต่งตึงและยืดหยุ่นของผิว เมื่อร่างกายขาดน้ำความชุ่มชื้นของผิวจะลดลง เพราะน้ำจะถูกดึงเข้ามาใช้ในระบบที่สำคัญภายในร่างกายก่อน

● ท้องผูก เมื่อขาดน้ำร่างกายมีกลไกที่จะดึงน้ำจากส่วนต่างๆ ของร่างกายเพื่อหล่อเลี้ยงอวัยวะที่สำคัญให้ทำงานได้ตามปกติน้ำจากลำไส้ใหญ่ถูกดึงไปใช้ด้วย อุจจาระจะแข็ง ท้องจึงผูกได้

● ปัสสาวะสีเข้ม เนื่องจากในภาวะขาดน้ำจะมีสัญญาณส่งไปยังต่อมใต้สมองให้หลั่งฮอร์โมน ทำให้เกิดการดึงน้ำกลับเข้าสู่ร่างกายก่อนที่จะขับออกไปทางปัสสาวะ ดังนั้นสารละลายที่ถูกขับออกจึงมีความเข้มข้นมากขึ้น แต่ปัสสาวะมีปริมาณน้อยลงและมีสีเข้มขึ้น

● กระบอกตาลึก และมีรอยคล้ำรอบดวงตา โดยปกติดวงตาจะเคลื่อนไหวไป-มาเหลือบซ้าย แลขวา มองบน มองล่าง และหมุนไปได้รอบทิศทางอย่างรวดเร็วและคล่องแคล่วได้เพราะมีน้ำหล่อเลี้ยงอย่างชุ่มชื้นในกระบอกตาถ้าร่างกายขาดน้ำ น้ำในส่วนนี้ก็จะถูกดึงกลับเข้าสู่ระบบไหลเวียนเลือด ทำให้ตามีรอยคลํ้าโดยรอบ ในเด็กเล็กที่มีอาการท้องเสียถ้าขาดน้ำจะเห็นได้ชัดว่าตาโบ๋ลึกในเบ้าตาเลยทีเดียว

● ตะคริว นักกีฬามีโอกาสเป็นตะคริวได้ง่าย ถ้าดื่มน้ำไม่เพียงพอเพราะการเสียเหงื่อจากการเล่นกีฬา ยิ่งในหน้าร้อนยิ่งเป็นมากขึ้น เกลือแร่ที่ออกมากับเหงื่อร่วมกับการคั่งของกรดแลคติก ที่เกิดจากการเผาผลาญพลังงาน ทำให้กล้ามเนื้อไม่สามารถคลายตัวได้ตามปกติ จึงเกร็งแข็งเป็นลูก เกิดเป็นตะคริวขึ้นได้

● ปวดหัว บางคนมีอาการปวดหัวโดยปวดทั้งสองข้าง

● เซื่องซึม เมื่อปริมาณน้ำร่างกายลดลงมาก จนทำให้ระบบไหลเวียนเลือดบกพร่องการขนส่งอาหารและอากาศไปยังระบบต่างๆ ของร่างกายไม่พอเพียง สมองได้รับพลังงานน้อยลง กล้ามเนื้อและอวัยวะต่างๆ จะทำงานติดขัด ทำให้รู้สึกเหนื่อย เซื่องซึม หงุดหงิด อารมณ์เสีย

● ความดันเลือดต่ำ เมื่อปริมาณน้ำในระบบไหลเวียนเลือดลดลง ความดันเลือดจะลดลงด้วย จนทำให้เกิดอาการอ่อนเพลียวิงเวียน หน้ามืด คล้ายจะเป็นลม

● กระหายน้ำ สมองส่วนหน้าเป็นตัวรับสัญญาณว่าร่างกายขาดน้ำ โดยรับความรู้สึกจากความเข้มข้นของเกลือแร่ที่ละลายอยู่ในน้ำเหลือง ที่อยู่ในระบบไหลเวียนเลือด แล้วส่งไปยังศูนย์ควบคุมการกระหายน้ำ ทำให้เรารู้สึกกระหายน้ำ

ดังนั้น เมื่อสังเกตพบอาการใดอาการหนึ่งดังกล่าวข้างต้น เราควรจะดื่มน้ำให้พอเพียงกับที่ร่างกายต้องการ แล้วอาการที่เกิดขึ้นเหล่านั้น ก็จะทุเลา และหายไปในที่สุด

น้ำคือชีวิต…ความต้องการต่อวัน

ร่างกายต้องการน้ำโดยเฉลี่ยประมาณ 0.04-0.05 ลิตรต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน (40-50 ซีซี/กก./วัน) ยกตัวอย่างเช่นผู้หญิงน้ำหนักตัว 60 กิโลกรัม ความต้องการน้ำเท่ากับ 3 ลิตร/วัน หากดื่มไม่ได้ 3 ลิตร อย่างน้อยควรได้รับน้ำเท่ากับจำนวนกิโลแคลอรีที่ได้จากอาหาร เช่น ผู้หญิง ความต้องการพลังงานต่อวันเท่ากับ 1,600 กิโลแคลอรี ก็ต้องการน้ำ1,600 มิลลิลิตร หรือซีซี (1.6 ลิตร) และเลือกกินผัก ผลไม้ที่มีน้ำมาก เช่น แตงโม หรืออาหารอื่นที่มีน้ำ เช่น แกงจืด ก๋วยเตี๋ยวน้ำ (ที่ไม่เค็ม)ในภาวะผิดปกติอื่นๆ เช่น การทำงาน หรือออกกำลังในบริเวณที่มีอากาศร้อนจะมีการเสียเหงื่อมากขึ้น หรือท้องเสียถ่ายเป็นน้ำ ความต้องการน้ำ ต้องมากขึ้นด้วย บางครั้งมากจนดื่มได้ไม่ทัน หรือดื่มไม่ได้เพราะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน การให้น้ำเข้าทางเส้นเลือดดำ ให้ทันการณ์ก็สามารถรักษาชีวิตไว้ได้ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กซึ่งมีความไวต่อการขาดน้ำมาก จะเห็นได้ชัดเมื่อเด็กท้องเสียคือมีผิวแห้ง หากคีบผิวหนังขึ้นมา จะตั้งอยู่ได้เพราะขาดความยืดหยุ่น นอกจากนี้ ยังมีอาการตาโบ๋ และเซื่องซึม

ขณะที่ร่างกายขับน้ำออกนั้น ร่างกายใช้น้ำเป็นตัวทำละลายเพื่อขับสารพิษ และสารละลายส่วนเกินที่เกิดจากการเผาผลาญพลังงานในการดำรงชีวิตให้ออกมาด้วย คล้ายกับล้างขี้เถ้าออกจากเตาเชื้อเพลิงของเหลวที่ออกมาจะมีเกลือแร่ออกมาด้วย แม้แต่เหงื่อที่เกิดจากกระบวนการระบายความร้อน ยังมีเกลือแร่ออกมาด้วย ดังนั้น การดื่มน้ำจำเป็นต้องได้รับเกลือแร่ที่จำเป็นทดแทนด้วย มิใช่เป็นการดื่มน้ำกลั่นบริสุทธิ์ทีเดียว

การได้รับน้ำปริมาณมากในคราวเดียวกัน ทำให้น้ำในร่างกายมากจนขับออกไม่ทัน จนเกิดภาวะน้ำเกินจนเป็นอันตราย เรียกว่า“ภาวะน้ำเป็นพิษ” เพราะจะทำให้ผิวหนังมีอาการบวมทั้งตัว สมองบวมอวัยวะต่างๆ บวมทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ กระสับกระส่าย มือสั่น ซึมชักกระตุก และหมดสติในที่สุด

น้ำประปาดื่มได้

ทุกแหล่งชุมชนที่พัฒนาแล้วต้องมีประปาสำหรับชุมชนของตน ประปาในประเทศไทย มีประปานครหลวง และประปาภูมิภาค นอกจากนี้ ตามพื้นที่ห่างไกลออกจากเมืองอาจมีประปาหมู่บ้านแหล่งของน้ำ ประปานครหลวงได้จากคลองประปาที่แยกออกจากแม่น้าเจ้าพระยาตอนกลาง บริเวณจังหวัดปทุมธานี ในส่วนภูมิภาคบางแห่งได้จากแม่น้ำเช่นเดียวกัน หรือมาจากน้ำบาดาล ซึ่งน้ำเหล่านี้เรียกว่า “น้ำดิบ” ซึ่งต้องผ่านกระบวนการทำให้ใสเช่น โดยการผสมสารส้มทำให้เกิดการจับตัวของอนุภาคที่อยู่ในน้ำให้มีขนาดใหญ่ขึ้น จึงแยกออกมาได้ง่าย ใช้การกรอง เช่น บ่อกรองน้ำชนิดกรวดทรายเพื่อทำให้นํ้า ใสมากขึ้น จากนั้นนำไปผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อโรคโดยการเติมคลอรีน โดยขั้นตอนต่างๆ จะมีกระบวนการควบคุมคุณภาพเพื่อให้มั่นใจว่า มีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานจึงจ่ายออกตามระบบจ่ายน้ำ สู่บ้านเรือนประชาชน น้ำประปาจึงเป็นน้ำที่ปลอดภัย ดื่มได้ เพื่อให้มั่นใจอาจต้มให้เดือด 1 นาที โดยเฉพาะสำหรับเด็กและผู้สูงอายุ

น้ำดื่มในภาชนะบรรจุปิดสนิท

คำว่า “น้ำดื่มในภาชนะบรรจุปิดสนิท” คือน้ำที่บรรจุในภาชนะที่ปิดสนิท เช่นขวด กระป๋อง แก้ว โดยทั่วไปแล้วจะบรรจุขวดแก้วขวดหรือถ้วยพลาสติก โดยมีขนาดบรรจุต่างๆ กันตั้งแต่ขนาดเป็นแก้วใช้ดื่มครั้งเดียว เป็นขวดขนาด 300-600 ซีซี ขนาด 1.5 ลิตรจนกระทั่งเป็นถังขนาด 80 ลิตรทีเดียว เพื่อเป็นการลดปริมาณขยะที่เกิดจากขวดพลาสติก แนะนำให้ใช้แบบถังใหญ่แล้วแบ่งบรรจุใส่ขวดน้ำที่กลับมาใช้ได้

กล่าวโดยสรุป น้ำคือชีวิต เป็นเครื่องดื่มที่มีความจำเป็นต้องดื่มให้เพียงพอเพื่อการมีสุขภาพที่ดี แต่การดื่มน้ำควรเลือกน้ำจากแหล่งน้ำที่ปลอดภัย เช่น น้ำประปา น้ำในภาชนะบรรจุปิดสนิท โดยเฉพาะในบางกลุ่มที่มีความเสี่ยง เช่น เด็กทารก ควรนำน้ำนั้นมาต้มเดือด 1 นาทีก่อนใช้เป็นน้ำดื่ม ทั้งนี้ โครงการอาหารไทย หัวใจดีส่งเสริมให้คนไทยดื่มน้ำให้พอเพียงเพื่อสุขภาพหัวใจ

LIFE & HEALTH : เคล็ดไม่ลับสำหรับสายเนื้อย่าง ให้ห่างโรคมะเร็ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/757689

LIFE & HEALTH : เคล็ดไม่ลับสำหรับสายเนื้อย่าง ให้ห่างโรคมะเร็ง

LIFE & HEALTH : เคล็ดไม่ลับสำหรับสายเนื้อย่าง ให้ห่างโรคมะเร็ง

วันพุธ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.45 น.

อาหารปิ้งย่างจัดเป็นอาหารประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยมจากคนทุกเชื้อชาติ เนื่องจากกลิ่นที่ได้จากการปิ้งหรือย่างทำให้อาหารประเภทนี้น่ารับประทานมากยิ่งขึ้น สำหรับเมนูปิ้งย่างในประเทศไทยที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก คือ เนื้อสัตว์ย่าง อย่างไรก็ตามหลายคนเลือกที่จะหลีกเลี่ยงอาหารประเภทปิ้งย่างเนื่องจากกังวลว่าอาหารเหล่านี้จะเป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง

ข้อมูลจาก อาจารย์ ดร.ภญ.ชญานิน กีรติไพบูลย์ ภาควิชาสรีรวิทยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า มีผลการวิจัยในปัจจุบันที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างการรับประทานอาหารปิ้งย่างและความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งนั้นยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม เนื้อสัตว์ที่ได้รับความร้อนสูงโดยตรงหรือการย่างจะสร้างสารก่อมะเร็ง 2 ชนิด ได้แก่ สาร heterocyclic amines (HCAs) และ polycyclic aromatic hydrocarbons (PAHs) โดยสาร HCAs เกิดจากปฏิกิริยาระหว่างโปรตีนและความร้อน ส่วน PAHs เกิดจากควันและการเผาไหม้ บทความนี้จึงเขียนขึ้นเพื่อนำเสนอเทคนิคที่ช่วยให้การรับประทานเมนูปิ้งย่างของทุกคนมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ดังนี้

1.การหมักเนื้อสัตว์ด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ

ข้อมูลจากงานวิจัยพบว่าสารก่อมะเร็งที่เกิดขึ้นขณะย่างเนื้อสัตว์นั้นจะพบที่บริเวณผิวด้านนอกของเนื้อ และลึกเข้ามา 3-4 มิลลิเมตร ดังนั้น การหมักหรือพอกเนื้อสัตว์ด้วยเครื่องเทศที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระก่อนนำไปย่างอย่างน้อย 30 นาที สามารถลดการสร้างสารก่อมะเร็งได้ถึง 90% ตัวอย่างเครื่องเทศที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ เช่น กระเทียม ตะไคร้ พริกไทยโหระพา สะระแหน่ โรสแมรี่ และออริกาโน่ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม นายแพทย์ Misagh Karimi ซึ่งเป็นแพทย์เฉพาะทางมะเร็งทางเดินอาหาร ประจำ City of HopeOrange County Lennar Foundation Cancer Center ในประเทศสหรัฐอเมริกา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าการหมักด้วยสารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระจะลดโอกาสของการเกิดมะเร็งจากเนื้อสัตว์ย่างได้หรือไม่นั้น ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการวิจัย

2.หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์บางชนิด

เนื้อสัตว์ทุกประเภทเมื่อนำมาผ่านความร้อนสูงโดยตรงหรือการย่างจะมีการสร้างสารก่อมะเร็งขึ้น หลักฐานจากงานวิจัยพบว่าเนื้อสัตว์ปีกและปลา เมื่อนำมาย่างจะพบสารก่อมะเร็งปริมาณน้อยกว่าสัตว์เนื้อแดง ได้แก่ เนื้อวัว เนื้อหมู และเนื้อแกะ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนผักย่างจะไม่พบการสร้างสารก่อมะเร็ง ดังนั้น นอกเหนือจากการหลีกเลี่ยงเนื้อแดงแล้ว การแทนที่เนื้อสัตว์ด้วยผักในเมนูปิ้งย่างจึงเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ

3.ทำให้สุกเพียงบางส่วนด้วยความร้อนต่ำ

การสร้างสารก่อมะเร็งจะเกิดขึ้นขณะที่เนื้อสัตว์สัมผัสกับความร้อนสูงโดยตรง หรือเปลวไฟในระหว่างการย่าง ดังนั้นหากลดระยะเวลาที่เนื้อสัตว์สัมผัสกับความร้อนสูงได้
การสร้างสารก่อมะเร็งก็จะลดลงตามไปด้วย นักกำหนดอาหารจึงแนะนำให้ปรุงเนื้อสัตว์ด้วยความร้อนต่ำก่อนนำไปย่าง เช่น การอุ่นด้วยไมโครเวฟ หรือการนึ่ง โดยใช้ความร้อนที่ไม่สูงมากชั่วขณะหนึ่ง เพื่อทำให้เนื้อสัตว์สุกเพียงบางส่วน จะช่วยให้ลดระยะเวลาที่ใช้ในการย่างลงได้ นอกจากนี้ การห่อเนื้อสัตว์ด้วยอะลูมิเนียมฟอยล์ หรือการวางอะลูมิเนียมฟอยล์บนตะแกรงย่าง เพื่อให้ความร้อนหรือเปลวไฟไม่สามารถสัมผัสกับเนื้อสัตว์โดยตรงได้ สามารถลดปริมาณสารก่อมะเร็งที่เกิดขึ้นขณะย่างได้อีกด้วย

4.พลิกหรือกลับบ่อยๆ

แพทย์เฉพาะทางมะเร็งทางเดินอาหารให้คำแนะนำว่าการพลิกหรือกลับเนื้อสัตว์บ่อย ๆ ในขณะย่างเพื่อลดรอยไหม้เกรียม สามารถลดปริมาณสารก่อมะเร็งที่เกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังไม่มีระยะเวลาที่แน่นอนว่าหลังจากย่างเนื้อสัตว์แล้วนานแค่ไหนจึงควรพลิกดังนั้น การสังเกตด้วยตัวเราเองขณะย่างเนื้อสัตว์จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด

โดยสรุป จากข้อมูลการศึกษาในปัจจุบันยังไม่สามารถระบุได้ว่าการรับประทานเนื้อสัตว์ย่างบ่อยแค่ไหน จึงจะทำให้เป็นมะเร็ง เนื่องจากปริมาณสารก่อมะเร็งที่ได้รับเข้าสู่ร่างกาย และความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งในแต่ละคนไม่เท่ากัน แพทย์เฉพาะทางมะเร็งทางเดินอาหารจึงแนะนำว่า ควรเว้นการรับประทานเนื้อสัตว์ย่างติดต่อกันทุกวัน และควรหลีกเลี่ยงการรับประทานบริเวณที่ไหม้เกรียม สำหรับผู้สนใจข้อมูลสุขภาพและการใช้ยาของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge.php

ข้อมูลจาก ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง เลขาธิการกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีกรมหมื่นสุทธนารีนาถ เปิดเผยว่า นับตั้งแต่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงรับกองทุนโรคมะเร็งในเด็กไว้ในพระอุปถัมภ์ จวบจนปัจจุบันเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้วที่ทรงมีพระเมตตาช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศในโรงพยาบาลกว่า 20 แห่ง รูปแบบในการให้ความช่วยเหลือคือ ช่วยค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษา รวมทั้งค่ายาค่าเดินทางมาตรวจรักษา ค่าที่พัก เวชภัณฑ์ต่างๆ ด้วย สามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่บัญชี 133-2-08742-3 โทร.02-7183800 ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้ รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : เคล็ดลับ..ผู้นำองค์กรภาครัฐทำงานอย่างไร ให้สำเร็จ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/756144

Life & Health : เคล็ดลับ..ผู้นำองค์กรภาครัฐทำงานอย่างไร ให้สำเร็จ

Life & Health : เคล็ดลับ..ผู้นำองค์กรภาครัฐทำงานอย่างไร ให้สำเร็จ

วันพุธ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

องค์กรภาครัฐทำงานอย่างไรให้สำเร็จมีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จขององค์กรภาครัฐ แต่หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือการพัฒนาบุคลากรภาครัฐ ตามแนวทางการพัฒนาบุคลากรภาครัฐ ของสำนักงาน ก.พ. มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นกรอบแนวทางให้บุคลากรภาครัฐใช้ในการบริหารการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง โดยการประเมินและวางแผนการพัฒนาของตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในบริบทที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หน่วยงานและผู้บริหารภาครัฐมีบทบาทในการส่งเสริมให้บุคลากรภาครัฐทุกคนมีกรอบความคิดและทักษะที่เหมาะสมในการปฏิบัติงาน สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของบริบทโลกและบริบทประเทศในปัจจุบันและอนาคต

จากคลื่นความเปลี่ยนแปลงลูกใหญ่ได้ถาโถมเข้ามาถึงองค์กรภาครัฐอย่างรวดเร็วและรุนแรง นวัตกรรมที่เข้ามาพร้อมกับเทคโนโลยีดิจิทัลใหม่ๆ บังคับให้คนภาครัฐ “ล้มแล้วต้องลุกให้ไว” ไม่มีเวลามากในการปรับตัวรับสิ่งใหม่ ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่คนภาครัฐต้องเร่งพัฒนา ศักยภาพผู้นำ เพื่อผลักดันตนเองสู่การเป็น คนภาครัฐยุคใหม่ที่ภาวะผู้นำนวัตกรรมและเทคโนโลยี กลายเป็นเกราะป้องกันสุดสำคัญในโลกการทำงานยุคนี้โลกยุคใหม่ที่เข้ามาปฏิวัติองค์กรภาครัฐ “ศักยภาพผู้นำ” จึงกลายเป็นสิ่งสำคัญเร่งด่วนที่บุคลากรองค์กรภาครัฐต้องพัฒนา

เมื่อปัญหาหรือความท้าทายการพัฒนาผู้นำในกลุ่มภาครัฐ ส่วนใหญ่กำลังเผชิญอยู่วันนี้ภก.คงเกียรติ ฉัตรหิรัญทรัพย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บียอนด์ เทรนนิ่ง จำกัด (Beyond Training) ผู้นำด้านการฝึกอบรมพัฒนาคนในองค์กรชั้นนำของไทย มีคำตอบ และพร้อมที่จะมาแนะ 5 เคล็ดลับแนวทางการทำงานขององค์กรภาครัฐอย่างไรให้สำเร็จ เพราะเชื่อว่าบุคลากรภาครัฐเองมีศักยภาพสูง และพร้อมที่จะพัฒนาสู่ผู้นำที่แข็งแกร่งได้ง่ายๆ โดยเริ่มจาก

1) ตระหนักรู้ (Awareness) ถึงเวลาแล้วที่คนภาครัฐต้องเร่งพัฒนา ศักยภาพผู้นำ เพื่อผลักดันตนเองสู่การเป็น คนภาครัฐยุคใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับภาวะผู้นำ นวัตกรรมและเทคโนโลยี เพราะสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นเกราะป้องกันสุดสำคัญในโลกการทำงานยุคนี้

2) เก่งงาน เก่งคน ทันโลก (Change for growth) ความท้าทายที่คนในองค์กรภาครัฐส่วนใหญ่กำลังเผชิญอยู่ คือ คนภาครัฐมีศักยภาพสูง และพร้อมที่จะพัฒนาสู่ผู้นำที่แข็งแกร่งได้ แต่อาจติดอยู่ใน Comfort Zone ความมั่นคงพื้นฐานทางอาชีพ หรือรอเลื่อนขั้นตามอายุงาน ความท้าทายใหญ่อีกเรื่องของการพัฒนาผู้นำ คือ การเลือกแค่บางทักษะที่มองว่าจำเป็นต่อการทำงาน แต่ยังขาดการเติมเต็มชุดทักษะด้าน Soft Skill ที่สำคัญซึ่งมีผลต่อการสร้างภาวะผู้นำโดยตรง รวมทั้งอาจยังไม่ได้ปรับแผนการฝึกอบรมที่พัฒนาผู้นำแบบเป็นระบบครบวงจร ทันสมัย และทันต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ทำให้การพัฒนาผู้นำบางครั้งต้องหยุดชะงัก สิ่งสำคัญที่คนภาครัฐยุคใหม่ต้อง “เก่งงาน เก่งคน และเท่าทันการเปลี่ยนแปลง” จึงจะสามารถบริหารลูกทีมเพื่อพาองค์กรรับมือกับเทคโนโลยีดิจิทัลนวัตกรรมใหม่ๆ หรือความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่เกิดขึ้นกับโลกการทำงานในปัจจุบันนี้ได้

3) มีกระบวนการพัฒนาที่ถูกต้อง (Development) การพัฒนาผู้นำภาครัฐยุคใหม่จะมุ่งเน้นการพัฒนาที่สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลก ทำให้ผู้บริหารทุกระดับในองค์กรภาครัฐต้องให้ความสำคัญกับการบริหารและพัฒนาคนและจะไม่ใช่การเป็นผู้นำแค่ตำแหน่งหรืออายุงานแค่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ต้องบริหารคนให้มีประสิทธิภาพได้จริง ซึ่งการสร้างแนวทางบริหารคน บริหารงาน จำเป็นต้องผ่านการเรียนรู้ที่หลากหลาย ทั้งอบรมเชิงปฏิบัติการการโค้ชชิ่ง และเรียนรู้จากการลงมือทดลองทำโปรเจกท์ด้วยตนเอง ซึ่งการเรียนรู้ทั้งหมดนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องผ่านขั้นตอนการฝึกอบรมจากหลักสูตรโปรแกรมระยะยาวที่มีมาตรฐาน เพื่อช่วยขัดเกลาผู้นำภาครัฐไปสู่ยุคผู้นำดิจิทัล ที่เก่งทั้งบริหารงานและคนอย่างแท้จริง

4) เลือกพัฒนาทักษะที่ถูกต้อง (Soft Skill) ตัวตนคนภาครัฐยุคใหม่ หากกล่าวให้เข้าใจง่ายก็คือ คุณต้องมีความเป็นผู้นำ(ยุคใหม่) ที่ปรับตัวไว เข้าใจการเปลี่ยนแปลง ทางสถาบันฝึกอบรมและพัฒนาผู้นำยุคใหม่ Beyond Training ได้ระบุถึงชุดทักษะสำคัญที่ผู้นำต้องเร่งพัฒนา จากประสบการณ์ความเชี่ยวชาญพัฒนาองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งการค้นคว้าแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้จาก Global Research ทั่วโลก จึงได้ข้อสรุปถึง Skill Set ที่สำคัญ และยังคงเป็นจุดอ่อนของคนภาครัฐส่วนใหญ่ คือ ความสามารถด้าน Coaching Skill (ทักษะการสอนงานและพัฒนาศักยภาพแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา), Constructive Feedback Skill (ทักษะการให้ฟีดแบ๊ก หรือวิจารณ์ผลงานอย่างสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนา), Change Management (การรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจทุกระดับ), Innovation Development Skill (เก่งนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่) และสุดท้าย คือ Communication & Pitching Skill (ทักษะการสื่อสารภายในองค์กรและการสื่อสารเพื่อนำเสนอผลงานอย่างมีประสิทธิภาพ) ซึ่งชุดทักษะเหล่านี้ คือส่วนประกอบสำคัญของคำว่า Leadershipในองค์กรภาครัฐยุคใหม่

5) เลือกแผนฝึกอบรมที่มีมาตรฐานและสร้างผลลัพธ์จริง (Training Solutions) ช่วงกลางปี 2023 ที่ผ่านมา Beyond Training สถาบันฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพผู้นำยุคใหม่ ได้เปิดตัวหลักสูตรพัฒนาศักยภาพผู้นำยุคใหม่ (Adaptive Leadership Program)เป็นการพัฒนาทักษะผู้นำรูปแบบ TrainingProgram ระยะยาว ซึ่งเหมาะสมกับองค์กรภาครัฐ ที่อยู่ในช่วงพัฒนาผู้นำยุคใหม่ในระดับหัวหน้าแผนก ผู้อำนวยการฝ่ายไปจนถึงระดับผู้ว่าการ (ระดับ 6-10) โดยจุดเด่นที่ทาง Beyond Training นำเสนอเกี่ยวกับหลักสูตรนี้ คือ ความสะดวก ครบวงจร และสร้างผลลัพธ์จริง เป็นแผนฝึกอบรมที่จบในโปรแกรมเดียว ตั้งแต่การทำงาน Assessmentประเมินศักยภาพก่อนเริ่มโปรแกรม การเรียน E-Learning ทักษะสำคัญเพื่อปูพื้นฐานก่อนเข้าสู่ Workshop กับวิทยากรผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ เมื่อเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของโปรแกรมผู้เรียนจะได้สัมผัสการทำ Project Pitching เพื่อนำเสนอผลงานจากผู้บริหารระดับสูง พร้อมกับสามารถสรุปความรู้และแผนกลยุทธ์การทำงานในอนาคตผ่าน Business Acumen Canvas ซึ่ง บียอนด์ฯ ก็เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกับการพัฒนาคนภาครัฐในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ และถือเป็นครั้งแรกที่องค์กรภาครัฐจะได้พัฒนาครบทุกทักษะที่ผู้นำภาครัฐยุคใหม่ต้องมี จากแผนการฝึกอบรมเพียงแค่โปรแกรมเดียว รายละเอียดติดตามได้ที่ https://beyondtraining.in.th/

โดยสรุป ผู้นำในหน่วยงานภาครัฐต้องสร้างระบบนิเวศในการทำงาน (Ecosystem) ที่เอื้อให้บุคลากรภาครัฐเกิดการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง โดยการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้การเรียนรู้และพัฒนาตนเอง การส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ การใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ และการส่งเสริมให้บุคลากรภาครัฐมีความคิดสร้างสรรค์และความกล้าที่จะลองผิดลองถูก นอกจากนี้ การบริหารจัดการที่ดีของผู้นำภาครัฐ การมีวิสัยทัศน์และวิถีทางชัดเจน การมีการติดตามและประเมินผลการทำงานอย่างเป็นระบบ และการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อปรับปรุงและพัฒนาการทำงานขององค์กร ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้องค์กรภาครัฐทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและสำเร็จ ดังนั้นหากองค์กรภาครัฐต้องการทำงานได้อย่างสำเร็จ ก็ต้องมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาบุคลากรและการบริหารจัดการที่ดี

LIFE & HEALTH : เลือกน้ำมันพืชอย่างไรจึงจะดีต่อหัวใจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/754709

LIFE & HEALTH : เลือกน้ำมันพืชอย่างไรจึงจะดีต่อหัวใจ

LIFE & HEALTH : เลือกน้ำมันพืชอย่างไรจึงจะดีต่อหัวใจ

วันพุธ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2566, 05.45 น.

อาหารมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพหัวใจอย่างมาก การเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ เช่น เนื้อสัตว์ไม่ติดหนังและมัน, คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน, ธัญพืช, ถั่ว, เมล็ดพืช,ผัก, ผลไม้, และนมไขมันต่ำ จะช่วยป้องกันความดันโลหิตสูงและลดการสะสมของคอเลสเตอรอลในเลือด ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนี้ การหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง, ของทอด, ของมัน, ของหวาน, ของเค็มจัด, และอาหารที่มีเนยหรือไขมันสัตว์ผสมอยู่ในปริมาณมาก เช่น หมูยอ, กุนเชียง จะช่วยให้คุณสามารถหลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคหัวใจได้ และในทางตรงกันข้าม อาหารบำรุงหัวใจที่สามารถช่วยต้านโรคหัวใจได้ เช่น เมนูปลา โดยเฉพาะปลาทะเล เช่น ปลาทู,ปลาทูน่า, ปลาแซลมอน, ปลาซาร์ดีน เพราะน้ำมันจากปลาทะเลสามารถช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดและช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจได้

ข้อมูลจาก รศ.ดร.เรวดี จงสุวัฒน์ ประธานคณะอนุกรรมการโครงการอาหารไทย หัวใจดี ของมูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า น้ำมันพืชเป็นส่วนประกอบสำคัญสำหรับการปรุงอาหารที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการผัดหรือการทอด แต่น้ำมันพืชบางชนิดอาจเป็นตัวการทำร้ายหัวใจของเราได้ การเลือกน้ำมันพืชที่เหมาะสมจึงเป็นปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญต่อการดูแลสุขภาพของเราและคนในครอบครัว การเลือกน้ำมันพืชในการประกอบอาหารที่ดีต่อหัวใจนั้นมีข้อควรทราบต่างๆ เช่น น้ำมันพืชทุกชนิดไม่มีคอเลสเตอรอล เพราะคอเลสเตอรอลมีเฉพาะในผลิตภัณฑ์จากสัตว์เท่านั้น น้ำมันพืชแต่ละชนิดมีปริมาณกรดไขมันจำเป็นที่แตกต่างกัน น้ำมันถั่วเหลืองมีกรดไขมันจำเป็น ได้แก่ ไลโนเลอิกและไลโนเลนิกที่สูงกว่าน้ำมันปาล์ม น้ำมันมะกอก และน้ำมันมะพร้าว น้ำมันพืชที่ใช้บริโภคแต่ละชนิดมีปริมาณวิตามินอีและส่วนประกอบอื่นๆ แตกต่างกัน จากข้อมูลในปัจจุบันแนะนำให้กินอาหารที่มีสัดส่วนของกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว (MUFA) สูงกว่ากรดไขมันอิ่มตัว (SFA) และกรดไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง (PUFA) เนื่องจากกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว (MUFA) จะช่วยลดระดับไขมันเลวในเลือด (Low density lipoprotein cholesterol : LDL-C) ที่มีส่วนทำให้เกิดการอุดตันในผนังหลอดเลือดและอาจเพิ่มระดับไขมันดีในเลือด (High density lipoprotein cholesterol : HDL-C) หลักการเลือกน้ำมันพืชให้ดีต่อหัวใจ ดังนี้

เลือกน้ำมันพืชที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวสูง (MUFA) โดยมีอัตราส่วนกรดไขมันอิ่มตัว (SFA) กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (MUFA) และกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (PUFA) ต่อเท่ากับ 1 : 1.5 : 1 เป็นอย่างน้อย ในน้ำมันมะกอกและน้ำมันเมล็ดชาจะมีปริมาณของ MUFA มากที่สุดรองลงมา คือ น้ำมันคาโนล่า (Canola) น้ำมันรำข้าว ที่ง่ายในการเลือกคือเลือกซื้อน้ำมันที่ได้รับตราสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ”

ตราสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ” เป็นส่วนหนึ่งของโครงการอาหารไทย หัวใจดี ถูกก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคง่ายในการเลือกผลิตภัณฑ์อาหารที่ไม่เพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเมื่อบริโภคในปริมาณที่แนะนำตามหลักโภชนาการ ปัจจุบันโครงการอาหารไทย หัวใจดี ได้ครบรอบ 20 ปี และมีการปรับเปลี่ยนโลโก้ อย่างไรก็ตาม ในช่วงเปลี่ยนผ่านอาจพบผลิตภัณฑ์ที่มีตราสัญลักษณ์เก่าได้ในท้องตลาด สำหรับผู้บริโภคที่กำลังมองหาทางเลือกในการดูแลสุขภาพ สามารมองหาสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ” ได้ที่ขวดผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช

คุณภาพของน้ำมันเมื่อเลือกในการทอดแล้ว น้ำมันเมื่อได้รับความร้อนจากการทอดจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมี มีผลทำให้น้ำมันเสื่อมคุณภาพ มีสีดำ มีกลิ่นเหม็นหืน จุดเกิดควันต่ำลง มีฟอง เหนียวหนืด และก่อให้เกิดกลุ่มสารประกอบที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เรียกว่า “สารประกอบโพลาร์” นอกจากนี้ ในกระบวนการทอดอาหารที่ใช้น้ำมันทอดซ้ำยังก่อให้เกิดสารที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง ซึ่งเรียกว่า “สารโพลีไซคลิก อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน (Polycyclic Aromatic Hydrocarbons; PAHs)” อีกเช่นกัน ดังนั้นการเลือกใช้น้ำมันให้เหมาะสมกับวิธีการปรุงประกอบและประเภทอาหารจะช่วยส่งเสริมให้มีสุขภาพดีได้ การใช้น้ำมันปรุงอาหารจะต้องคำนึงถึงความร้อนที่ใช้ปรุงประกอบเป็นหลัก เพราะนอกจากจะทำให้อาหารมีรสชาติอร่อยแล้วการเลือกใช้น้ำมันให้เหมาะสมกับชนิดและประเภทของการปรุงอาหารยังส่งผลให้มีสุขภาพดีได้เช่นกัน เช่น หากต้องการทำเมนูสลัดควรเลือกใช้น้ำมันมะกอกธรรมชาติ น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง และน้ำมันข้าวโพด เป็นน้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง หากต้องการปรุงเมนูทอดอาหารที่ต้องใช้น้ำมันมาก และใช้ความร้อนสูงในการประกอบอาหาร เช่น หมูทอด ไก่ทอด ไม่ควรใช้น้ำมันพืชที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนสูง เพราะทำให้เกิดความหนืด เนื่องจากมีสาร “โพลิเมอร์” เกิดขึ้น น้ำมันที่เหมาะสำหรับการทอดอาหาร คือ น้ำมันชนิดที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น น้ำมันปาล์ม หรือน้ำมันหมู เพราะนอกจากจะปลอดภัยจากสารพิษที่จะเกิดขึ้นจากการใช้น้ำมันผิดประเภทแล้ว ก็ยังได้อาหารกรอบอร่อย

เพื่อป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด เมื่อเลือกชนิดของน้ำมันที่ดีแล้ว จำเป็นจะต้องรู้ปริมาณของไขมันที่ควรได้รับ โดยในแต่ละวัน ไขมันในอาหารไม่ควรเกินร้อยละ 30 ของพลังงานที่ได้รับกรดไขมันอิ่มตัวรวมกับกรดไขมันชนิดทรานส์ น้อยกว่าร้อยละ 10 กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวร้อยละ 10-15 และกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนน้อยกว่าร้อยละ 10 โดยปฏิบัติ ดังนี้

l ลดการกินไขมันจากสัตว์และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ โดยเลือกกิน เนื้อสัตว์ที่มีไขมันน้อย เช่น อกไก่ หมูไม่ติดมัน กินปลา สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ลดการกินผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ เช่น ไส้กรอก หมูยอ กุนเชียง

l ถ้าดื่มนมได้ ให้เลือกชนิดพร่องมันเนย เพื่อลดกรดไขมันอิ่มตัว

l ลดการกินอาหารทอด เพราะส่วนใหญ่จะใช้น้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวในการทอด

l ลดอาหารที่มีส่วนประกอบของเนยแท้ และเนยเทียม เช่น ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ต่าง ๆ

l กินผักผลไม้ให้เพียงพอและหลากหลาย เพื่อให้ได้รับวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระ

ดังนั้น การเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์และหลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพหัวใจ จะช่วยให้คุณมีสุขภาพหัวใจที่แข็งแรงและป้องกันโรคหัวใจได้ อย่าลืมว่าการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและการหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น เช่น การสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปก็เป็นสิ่งที่สำคัญต่อสุขภาพหัวใจของคุณเช่นกัน

สำหรับผู้รักสุขภาพ มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ขอเชิญร่วมกิจกรรมการกุศลก้าวไปด้วยใจ ก้าวไปด้วยกัน ในโครงการ “วิ่งวันหัวใจโลก” (World Heart Day) ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อสมทบทุนโครงการผ่าตัดหัวใจสำหรับผู้ยากไร้ ในวันอาทิตย์ที่ 24 ก.ย.นี้ ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ สวนจตุจักร และสวนวชิรเบญจทัศ โดยมีทั้งหมด 3 ประเภท มินิมาราธอน 10 กม. ฟันรัน 5 กม. และ 2.5 กม. สนใจสมัครได้ที่ https://race.thai.run/สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 02-7166658, 02-7166843
 

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : เรียนรู้ประโยชน์การใช้ Social Listening

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/753152

Life & Health : เรียนรู้ประโยชน์การใช้ Social Listening

Life & Health : เรียนรู้ประโยชน์การใช้ Social Listening

วันพุธ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ปัจจุบันพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้คนได้เปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง Social Media ได้เข้ามาเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของผู้คนมากกว่า 58.4% ทั่วโลก และในประเทศไทยมีผู้ใช้งาน Social Media มากถึง 81.2% จากจำนวนประชากรทั่วประเทศ หากเราลองเจาะลึกลงไปถึงพฤติกรรมการใช้งาน Social Media ของคนไทยนั้น พบว่า มีการใช้งานสูงถึงเกือบ 3 ชั่วโมงต่อวัน และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งพฤติกรรมการใช้งานเหล่านี้เพิ่มมากขึ้นในทุกๆ แพลตฟอร์ม Social Media ไม่ว่าจะเป็นบน Facebook, Instagram, Twitter, TikTok, YouTube หรือแม้กระทั่งเว็บไซต์ต่างๆ

ข้อมูลจาก อุกฤษฎ์ ตั้งสืบกุล ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด บริษัทชั้นนำของคนไทยที่มีความเชี่ยวชาญด้านการตลาดรูปแบบใหม่ (MarTech) ที่นำเทคโนโลยีมาใช้ด้านสื่อสารการตลาดดิจิทัลแบบครบวงจร เปิดเผยว่า ในฐานะองค์กร ธุรกิจ และแบรนด์ ปัจจุบันมีความจำเป็นต้องติดต่อสื่อสารและเข้าไปมีส่วนร่วมกับกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมาย จำเป็นที่จะต้องเข้าใจพฤติกรรมของกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมาย เพื่อที่จะสื่อสารในสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายอยากเห็นหรืออยากได้ยิน ไม่ใช่เพียงแค่โพสต์อะไรที่ธุรกิจและแบรนด์อยากโพสต์ฝ่ายเดียวอีกต่อไปแล้ว

Social Listening คืออะไร?

Social Listening หรือ Social Listening Tool คือหนึ่งในเครื่องมือทางการตลาด (Martech Tools) ที่กำลังได้ความนิยมสูงขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลก โดยเครื่องมือตัวนี้จะมีหน้าที่ในการฟัง หรือ เก็บข้อมูลจากหลากหลายแหล่งในโลกออกไลน์ไม่ว่าจะเป็น Social Media ชื่อดังต่างๆ เช่น Facebook, Instagram, Twitter, TikTok, YouTube, บทความ หรือ ข้อมูลบนเว็บไซต์ต่างๆ โดยข้อมูลที่ได้รับการเก็บเข้ามาก็จะมีลักษณะเป็น ข้อความไม่ว่าจะจาก โพสต์, ความคิดเห็น, ภาพ, วีดีโอ หรือ Hashtag ต่างๆ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ก็จะถูกใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ ต่อไป

ประโยชน์จากการใช้ Social Listening ในโลกของธุรกิจ

สำหรับการประยุกต์ใช้งาน Social Listening ให้เกิดประโยชน์นั้นสามารถทำได้หลากหลายวิธีเป็นอย่างมาก โดยประโยชน์และวิธีที่เรายกมาเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของการประยุกต์ใช้ Social Listening ให้เหมาะกับภาคธุรกิจหรือแบรนด์ โดยมี 3 ประโยชน์หลักๆ ดังนี้

1.เข้าใจความต้องการของลูกค้า และเข้าใจความรู้สึกของลูกค้ามีต่อแบรนด์-อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่าพฤติกรรมของลูกค้าได้เปลี่ยนพื้นที่ในการแสดงออกมาอยู่บน Social Media หรือ เว็บไซต์ต่างๆ ดังนั้นเราจึงสามารถใช้ความสามารถของ Social Listening ในการรวบรวมความคิดเห็นเหล่านั้นได้และในความคิดเห็นเหล่านั้นก็มักจะมีความรู้สึกบางอย่าง เช่น ความชอบ ความต้องการ หรือความรู้สึกต่อแบรนด์ทั้งชอบ และไม่ชอบ หรือถ้าชอบ แล้วชอบอะไร ถ้าไม่ชอบ มีมุมไหนหรือมิติไหนที่แบรนด์สามารถแก้ไขได้บ้าง และ นอกจากแบรนด์ของตัวเองแล้วยังสามารถประยุกต์แนวคิดนี้เพื่อใช้กับแบรนด์คู่แข่งเพื่อเป็นการวิเคราะห์คู่แข่งได้อีกด้วย

2.ใช้พิจารณา Influencers ที่เหมาะสม-ด้วยการเติบโตขึ้นของตลาด Influencers ทำให้จำนวนและตัวเลือกของ Influencers มีอยู่หลากหลาย ดังนั้น ในฐานะแบรนด์จำเป็นอย่างมากที่จะต้องเลือก Influencers ที่จะส่งเสริมภาพลักษณ์ในแบบที่แบรนด์อยากจะสื่อสารหรืออยากเป็น โดยทั่วไปแล้วเวลาเลือก Influencersเรามักจะพิจารณาจาก ตัวเลขผู้ติดตาม, ยอดการมีส่วนร่วม หรือ รูปแบบของเนื้อหาที่ Influencers นำเสนอ แต่ทั้งหมดเป็นเพียงแค่ข้อมูลของ Influencers เท่านั้นยังขาดข้อมูลความเห็นของลูกค้า ซึ่งการใช้ Social Listening เข้ามาช่วยในส่วนนี้จะทำให้เราเห็น ผลตอบรับหรือ ความคิดเห็นของกลุ่มเป้าหมายที่มีต่อ Influencers คนนั้นๆ ก็จะช่วยให้เราเลือกพิจารณาใช้ Influencers ได้แม่นยำขึ้น และมีประสิทธิภาพต่อแบรนด์มากยิ่งขึ้น

3.ป้องกันการเกิด Crisis Management- ในทุกๆ ครั้งที่เกิดวิกฤตกับแบรนด์มักมีผลกระทบที่รุนแรงและกินเวลานาน ในหลายๆ ครั้งอาจกระทบกับภาพลักษณ์ขององค์กรหรือแบรนด์ บางครั้งทำให้คนเกลียดแบรนด์ไปเลยก็เป็นได้ดังนั้น การใช้บริการ Social Listening มักจะเห็นแนวโน้มของประเด็นที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ก่อนที่จะกลายเป็นวิกฤตต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ เช่น การเริ่มมีกระแสลบเกี่ยวกับชื่อเสียงของแบรนด์เราใน Twitter เราก็สามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาประกอบการตัดสินใจในมุมต่างๆเช่น ออกจดหมายชี้แจง หรือ ติดต่อกับกลุ่มเป้าหมายที่มีฐานผู้ติดตามสูงและทำการชี้แจงสื่อสารก่อนที่เรื่องเหล่านี้จะกลายเป็นวิกฤตใหญ่ที่มีต่อแบรนด์เรา จะเห็นได้ว่าการใช้ประโยชน์จาก Social Listening ในการทำ Crisis Managementก็เปรียบเสมือนการดับไฟตั้งแต่ต้นลม ช่วยควบคุมและป้องกันความเสียหายที่เรื่องเล็กๆอาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ๆ ได้

ในยุคที่ธุรกิจต้องตามใจลูกค้า การฟังและเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย จึงมีความสำคัญลำดับต้นๆ ที่องค์กร หรือแบรนด์และธุรกิจให้ความสำคัญ ดังนั้น Social Listening หรือ Social Listening Tools จึงเป็นกระบวนการและเครื่องมือทางการตลาด (Martech Tools) ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้จากจำนวนผู้ให้บริการ และผู้ใช้บริการที่เพิ่มมากขึ้น เพราะประโยชน์ในการ “ฟัง” ที่สามารถต่อยอดไปอีกหลากหลายมิติ แต่สิ่งที่ต้องพิจารณาก่อนที่จะเริ่มใช้งาน Social Listening ก็คือ เราจะใช้งานอย่างไรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะกับธุรกิจในประเทศไทยที่ต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างมากเกี่ยวกับ “คำ” ซึ่งอาจจะทำให้ผลลัพธ์จากร้ายกลายเป็นดี หรือ จากดีกลายเป็นร้ายเลยก็ว่าได้ เพราะฉะนั้น การเลือกใช้ Social Listening Tools หรือเลือกใช้บริการด้าน Social Listening จากทีมงานที่มีประสบการณ์และเข้าใจวิเคราะห์ข้อมูลอย่างแท้จริงก็เปรียบเสมือนการติดกระดุมเม็ดแรกอย่างถูกต้องนั่นเอง และถ้ากำลังมองหา Social Listening Tools ที่ถูกพัฒนามาเพื่อคนไทย พร้อมด้วยเทคโนโลยี AI อีกทั้งยังเป็นผู้ให้บริการที่มีประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับ Social Listening มาอย่างยาวนานทั่วทุกอุตสาหกรรม พร้อมมีทีมบริการตลอด 24/7 สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.realsmart.co.th

จากข้อมูลข้างต้น คุณก็จะเห็นว่าการใช้ social media monitor หรือ listening มีประโยชน์ต่อธุรกิจหรือองค์กรของคุณอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการเข้าใจลูกค้า วิเคราะห์ตลาด สร้างคอนเทนต์ ประเมินผล ป้องกันปัญหา หรือสร้างความสัมพันธ์ได้ เพื่อให้ธุรกิจของคุณเติบโตและประสบความสำเร็จต่อไป

ฝากข่าวบุญ จาก บาทหลวงสุขุม ธนะสิงห์ อธิการคณะพระมหาไถ่ พัทยา สำหรับผู้มีจิตศรัทธาที่ต้องการร่วม รำลึก 20 ปี คุณพ่อเรย์ : สืบสานจิตตารมณ์เพื่อเด็กและคนพิการ ขอเชิญร่วมบริจาคเงินหรือสิ่งของจำเป็น เพื่อช่วยเหลือคนพิการกว่า 900 คน ได้โดยการโอนเงินผ่าน กองทุนคุณพ่อเรย์ เพื่อคนพิการและสังคม ธนาคารกรุงเทพ สาขาบุญถาวร พัทยา เลขที่บัญชี 983-0-12018-5 นำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้ ติดต่อฝ่ายสื่อสารองค์กร ได้ที่โทรศัพท์ 02-5724042 ต่อ 8301 หรือไลน์ @mahatai

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : การเจาะชิ้นเนื้อเมื่อพบก้อนที่เต้านม ลดความกังวลใจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/751685

LIFE & HEALTH : การเจาะชิ้นเนื้อเมื่อพบก้อนที่เต้านม ลดความกังวลใจ

LIFE & HEALTH : การเจาะชิ้นเนื้อเมื่อพบก้อนที่เต้านม ลดความกังวลใจ

วันพุธ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.31 น.

ปัจจุบันนี้มะเร็งเต้านมยังเป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่สุดในผู้หญิง กล่าวคือพบเป็นอันดับหนึ่งของโรคมะเร็งในผู้หญิง และยังคงมีอัตราเสียชีวิตสูงมาก ทั้งที่การดำเนินโรคนั้นสามารถรักษาได้อย่างหายขาดเมื่อพบในระยะแรกๆ สะท้อนให้เห็นว่าผู้หญิงส่วนใหญ่ที่เป็นมะเร็งเต้านมมักตรวจเจอในระยะท้ายๆ ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่สาวๆ ทุกๆ คน ควรให้ความสำคัญกับการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมอยู่เสมอ

ข้อมูลจาก พญ.แพรวพรรณ ทองทับ รังสีแพทย์เฉพาะทางด้านรังสีวิทยาวินิจฉัยขั้นสูงด้านเต้านมและรังสีร่วมรักษาของเต้านมโรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่าผู้ป่วยมะเร็งเต้านมบางรายอาจไม่มีอาการแสดงใดๆ แต่เจอความผิดปกติจากการตรวจคัดกรอง ด้วยการทำแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์ ส่วนอาการที่พบได้บ่อยอย่างหนึ่ง คือ การพบเจอก้อนที่เต้านม ซึ่งหากเป็นก้อนที่น่าสงสัยว่าอาจเป็นมะเร็ง จะนำไปสู่การเจาะชิ้นเนื้อเพื่อวินิจฉัยโรคในลำดับต่อไป

การตรวจแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์ เป็นการตรวจคัดกรองเพื่อดูว่าก้อนที่เต้านมมีหน้าตาหรือรูปร่างอย่างไร มีโอกาสที่จะเป็นเนื้องอกชนิดธรรมดาหรือเนื้อร้ายมากน้อยแค่ไหน โดยรังสีแพทย์จะประเมินค่าออกมาเป็นคะแนนที่เรียกว่า BI-RADSคะแนนนี้จะบ่งบอกความน่าจะเป็นในการเป็นมะเร็ง ซึ่งมีค่าตั้งแต่ BIRADS 1 -BIRADS 5 มีความหมาย ดังนี้

l BI-RADS 1 หมายถึง ตรวจไม่พบ ความผิดปกติใดๆ แนะนำให้ตรวจคัดกรองปีละ 1 ครั้ง

l BI-RADS 2 หมายถึง ตรวจพบสิ่งที่มีได้ตามปกติธรรมชาติในเต้านมเช่น หินปูนธรรมดา ซีสต์หรือถุงน้ำเต้านมก้อนเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรง แนะนำให้ตรวจปีละ 1 ครั้ง

l BI-RADS 3 หมายถึง ตรวจพบสิ่งที่คาดว่าน่าจะปกติที่พบได้ในเต้านม (probably benign) โอกาสเป็นมะเร็ง 0-2% แนะนำตรวจซ้ำทุกๆ 6 เดือน จนครบ 2 ปี เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีอันตราย

l BI-RADS 4A หมายถึง ตรวจพบความผิดปกติ มีโอกาสเป็นมะเร็งได้2-10%

l BI-RADS 4B หมายถึง ตรวจพบความผิดปกติ มีโอกาสเป็นมะเร็งได้10-50%

l BI-RADS 4C หมายถึง ตรวจพบความผิดปกติ มีโอกาสเป็นมะเร็งได้ 50-95%

l BI-RADS 5 หมายถึง ตรวจพบความผิดปกติ โอกาสเป็นมะเร็ง >95%

หากตรวจคัดกรองแล้ว เจอความผิดปกติที่มีคะแนนตั้งแต่ BI-RADS 4 ถึง BI-RADS 5 แพทย์จะแนะนำให้เจาะชิ้นเนื้อเพื่อให้ทราบผลการวินิจฉัยที่แน่ชัดโดยการเตรียมตัวสำหรับผู้ที่มีความจำเป็นต้องเจาะชิ้นเนื้อ ในวันที่เจาะไม่จำเป็นต้องงดน้ำงดอาหารก่อนตรวจ แต่หากผู้ป่วยรับประทานยาในกลุ่มที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด มีความจำเป็นต้องแจ้งแพทย์ผู้ทำการรักษาให้ทราบ และจำเป็นต้องหยุดยาก่อนเจาะชิ้นเนื้อประมาณ 5-7 วัน เพื่อไม่ให้มีปัญหาเลือดหยุดยากระหว่างทำหัตถการ

การเจาะชิ้นเนื้อเต้านมทำได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว โดยเริ่มแรกแพทย์จะฉีดยาชาบริเวณที่พบก้อนเนื้อ ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บเพียงเล็กน้อยในขณะฉีดยาชาเท่านั้น โดยระหว่างการเจาะชิ้นเนื้อผู้ป่วยจะไม่รู้สึกเจ็บเลย แต่จะได้ยินเสียงของเข็มเจาะชิ้นเนื้อระหว่างการเจาะ

ทั้งนี้ ด้วยเทคโนโลยีการเจาะชิ้นเนื้อในปัจจุบันที่สามารถเจาะและดูก้อนเนื้อผ่านการอัลตราซาวนด์หรือแมมโมแกรมทำให้การเจาะชิ้นเนื้อเป็นไปอย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น แม้ว่าก้อนเนื้อนั้นจะคลำไม่ได้หรือมีขนาดที่เล็กกว่าหนึ่งเซนติเมตร นอกจากนี้ ยังมีความปลอดภัยสูง ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ในขั้นตอนการรักษาทั้งหมด โดยผู้ป่วยจะมีเพียงแผลขนาดเล็กเท่ารูเข็มที่ผิวหนังเท่านั้น หลังจากทำหัตถการเสร็จสิ้นแล้ว ผู้ป่วยสามารถกลับได้เลย ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล โดยผู้ป่วยจะได้รับการปิดแผลด้วยพลาสเตอร์กันน้ำ ในระหว่าง 3 วัน ให้ผู้ป่วยดูแลแผลไม่ให้โดนน้ำและไม่ยกของหนัก หรือออกกำลังกายเช่น เหวี่ยงแขนแรงๆ นอกจากนั้นแล้วสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ถ้าหากมีอาการปวดสามารถทานยาพาราเซตตามอลเพื่อบรรเทาอาการได้

อย่างไรก็ตาม การเจาะชิ้นเนื้อที่โรงพยาบาลเวชธานี การส่งตรวจผลชิ้นเนื้อด่วนจะใช้เวลาประมาณ 1 วันเท่านั้น ทำให้ผู้ป่วยสบายใจไม่ต้องกังวลกับการรอผลการตรวจนาน ส่วนผลชิ้นเนื้อปกติใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์

ในกรณีที่ตรวจพบเซลล์มะเร็งเต้านมแพทย์จำเป็นต้องมีการประเมินระยะของมะเร็งเต้านมต่อไป ซึ่งแบ่งออกได้ดังนี้

l ระยะ 0 ระยะเริ่มต้นของเซลล์มะเร็ง ยังไม่ลุกลามไปยังเนื้อเยื่อของเต้านม เซลล์มะเร็งระยะ 0 รักษาหายได้

l ระยะที่ 1 ก้อนมะเร็งมีขนาดไม่เกิน 2 เซนติเมตร และยังไม่ลุกลามถึงต่อมน้ำเหลือง

l ระยะที่ 2 ก้อนมะเร็งมีขนาดระหว่าง 2-5 เซนติเมตร และเริ่มลุกลามไปสู่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ แต่ยังไม่แพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่น

l ระยะที่ 3 ก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่กว่า 5 เซนติเมตร ลุกลามเข้าไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้แล้ว แต่ก็ยังไม่แพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่น

l ระยะที่ 4 มะเร็งได้แพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่นเรียบร้อยแล้ว

มะเร็งเต้านม เป็นชนิดของมะเร็งที่สามารถรักษาหายขาดได้ เมื่อรู้ผลเร็ว โดยเฉพาะในระยะที่มะเร็งยังไม่ลุกลามนั้น หรือระยะที่ 0 นั้น สามารถรักษาหายขาดได้เกือบ 100% ดังนั้น การใส่ใจตรวจหามะเร็งเต้านมอย่างจริงจังเป็นเรื่องสำคัญ เพราะยิ่งพบเร็วเท่าไร ยิ่งลดความรุนแรงของโรคและอัตราเสี่ยงต่อการเสียชีวิตลงได้มากเท่านั้น สำหรับวิธีการรักษามะเร็งเต้านมที่ได้ผลดีและเป็นที่ยอมรับในปัจจุบันมีอยู่ด้วยกัน 5 วิธี ดังนี้ (1) การรักษาโดยการผ่าตัด (2) การรักษาโดยการฉายแสง (3) การรักษาโดยยาต้านฮอร์โมน (4) การรักษาโดยยาเคมีบำบัด (5) การรักษาโดยยาที่มีการออกฤทธิ์จำเพาะ

การตรวจพบว่า เป็นมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มแรก สามารถเลือกได้ว่าจะผ่าตัดเฉพาะจุดที่เป็นมะเร็ง (ผ่าตัดแบบสงวนเต้าหรือตัดเฉพาะบางส่วน) หรือจะเลือกการผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมด ถ้าเลือกการผ่าตัดแบบสงวนเต้าจะต้องทำควบคู่กับการฉายรังสีรักษาควบคู่ไปด้วย แต่ถ้าเลือกการผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมดไม่จำเป็นต้องรับการฉายรังสีรักษาหลังรับการผ่าตัด ซึ่งทั้งสองวิธีให้ผลการรักษาที่เหมือนกันคือ ผู้ป่วยมีโอกาสจะหายจากมะเร็งได้เกือบ 100% โดยไม่ต้องให้เคมีบำบัด แต่หากพบมะเร็งเต้านมในระยะที่มากขึ้น จำเป็นจะต้องมีการเสริมการรักษาโดยวิธีการอื่นเพิ่มเติมด้วย เช่นการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดและฮอร์โมน เพื่อลดโอกาสในการกลับมาเป็นซ้ำ ทั้งนี้ขึ้นกับระยะของโรคและดุลพินิจของแพทย์ ปัจจุบันมีวิธีการผ่าตัดรักษาเพื่อทำให้เต้านมกลับสู่รูปร่างเดิมหรือใกล้เคียงด้วยการเสริมซิลิโคนหรือใช้กล้ามเนื้อส่วนอื่นมาสร้างเป็นเต้านมใหม่ ให้คนไข้สามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นใจ มีคุณภาพ สามารถทำงานได้อย่างปกติ

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ