LIFE & HEALTH : รู้จักเทคโนโลยีอะเฟรีซิส การรักษาเฉพาะจุดที่มากกว่าการฟอกเลือด

LIFE & HEALTH : รู้จักเทคโนโลยีอะเฟรีซิส การรักษาเฉพาะจุดที่มากกว่าการฟอกเลือด

LIFE & HEALTH : รู้จักเทคโนโลยีอะเฟรีซิส การรักษาเฉพาะจุดที่มากกว่าการฟอกเลือด

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ไตเป็นอวัยวะมีบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุลของร่างกาย โดยช่วยกรองของเสีย ควบคุมระดับน้ำ เกลือแร่ และความดันโลหิต รวมถึงผลิตฮอร์โมนที่จำเป็นต่อชีวิต โรคไต คือภาวะที่ไตทำงานผิดปกติ ทำให้ร่างกายขับของเสียและน้ำส่วนเกินได้ไม่ดี อาจเกิดจากเบาหวาน ความดันสูง หรือการใช้ยาบางชนิด อาการที่พบบ่อยคือ บวม อ่อนเพลีย ปัสสาวะผิดปกติ หากไม่รักษาอาจลุกลามถึงขั้นไตวายเรื้อรัง ต้องฟอกไตหรือปลูกถ่ายไตเพื่อมีชีวิตอยู่ต่อไป

ในกลุ่มผู้ป่วยโรคไต โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเข้ารับการฟอกไตอย่างต่อเนื่อง อาจมีบางกรณีที่ภาวะของโรคมีความซับซ้อนมากกว่าแค่เรื่องการทำงานของไตเพียงอย่างเดียว เช่น เกิดภาวะภูมิคุ้มกันทำร้ายเนื้อเยื่อไต มีภาวะไขมันในเลือดสูงผิดปกติ หรือการได้รับสารพิษบางชนิดที่ไม่สามารถขจัดได้ด้วยการฟอกไตทั่วไป ในปัจจุบันจึงมีการรักษาที่เรียกว่า “อะเฟรีซิส (Apheresis)” ที่จะช่วยคัดแยกสิ่งไม่พึงประสงค์ในเลือดให้ออกจากร่างกายได้แบบเฉพาะเจาะจง

ข้อมูลจาก นายแพทย์ณฐพุฒิ บุญวิสุทธิ์ อายุรแพทย์โรคไต โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า อะเฟรีซิส (Apheresis) มาจากภาษากรีก แปลว่า “การนำออกไป” เป็นกระบวนการทางการแพทย์ที่ช่วยคัดแยกส่วนประกอบที่ผิดปกติในเลือดได้แบบเฉพาะเจาะจง เช่น สารพิษ ภูมิคุ้มกันที่ทำร้ายร่างกาย หรือเซลล์เม็ดเลือดที่มากเกินไป แล้วนำส่วนที่ปกติกลับเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งต่างจากการฟอกเลือดทั่วไป (Dialysis) ที่มุ่งเน้นการกรองของเสียขนาดเล็กออกจากเลือดเพียงอย่างเดียว

อะเฟรีซิสสามารถปรับใช้ได้ตามลักษณะของโรคหรือสารที่ต้องการนำออกจากร่างกาย เช่น

  • พลาสมาอะเฟรีซิส (Plasma-apheresis) เป็นการแยกพลาสมา (น้ำเลือด) ออกจากเลือดเพื่อกำจัดสารก่อภูมิแพ้ ภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติหรือสารพิษบางชนิด
  • เม็ดเลือดแดงอะเฟรีซิส (Erythrocyta-apheresis) เป็นการแยกเม็ดเลือดแดงออกจากเลือด โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีเม็ดเลือดแดงผิดปกติ เช่น ผู้ป่วยโรคโลหิตจางชนิดเคียว (sickle cell anemia)
  • สารพิษบางชนิด เช่น แอมนิติน (amnitins) ซึ่งเป็นสารพิษจากเห็ดบางชนิด

ตามที่ได้กล่าวไปเบื้องต้นว่าการรักษาอะเฟรีซิสจะช่วยนำสารบางอย่างที่เป็นผลเสียออกจากร่างกาย ดังนั้น วิธีการนี้จึงมีบทบาทสำคัญในการรักษาโรคต่าง ๆ ได้แก่

  • โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (Autoimmune diseases) เช่น โรคเอสแอลอี (SLE), โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเอ็มจี (Myasthenia Gravis), กลุ่มอาการกิลแลง-บาร์เร (Guillain-Barré Syndrome) ที่ร่างกายสร้างภูมิต้านทานผิดปกติมาทำลายเนื้อเยื่อของตนเอง
  • โรคเลือดบางชนิด เช่น ภาวะเลือดข้นเกินไป (hyperviscosity syndrome), โรคเม็ดเลือดแดงแตกจากภูมิคุ้มกัน (autoimmune hemolytic anemia)
  • การกำจัดสารพิษ ในกรณีที่ร่างกายได้รับสารพิษบางชนิดทที่ไม่สามารถกรองออกได้ด้วยการฟอกไต
  • การเตรียมตัวก่อนการปลูกถ่ายอวัยวะ เพื่อลดระดับภูมิคุ้มกันที่อาจทำให้เกิดการปฏิเสธอวัยวะ

ก่อนเริ่มกระบวนการรักษา ผู้ป่วยจะได้รับการประเมินสุขภาพอย่างละเอียด โดยแพทย์จะพิจารณาชนิดของสารที่ต้องการนำออกและปริมาณเลือดที่ต้องผ่านกระบวนการ จากนั้นจะมีการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำและอาจมีการให้ยาบางชนิดเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน

ในระหว่างการทำอะเฟรีซิส เลือดของผู้ป่วยจะถูกดึงออกมาจากเส้นเลือดผ่านเครื่องอะเฟรีซิส เครื่องจะทำการแยกส่วนประกอบของเลือดตามที่กำหนดไว้ เช่น พลาสมาหรือเม็ดเลือดแดง ส่วนประกอบเหล่านี้คือส่วนที่ไม่ต้องการก็จะถูกกำจัด ส่วนอื่นจะถูกคืนกลับเข้าสู่ร่างกายผู้ป่วยผ่านเส้นเลือดอีกเส้นหนึ่ง ซึ่งกระบวนการนี้มักจะใช้เส้นเลือดดำขนาดใหญ่ที่แขน หรืออาจต้องใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง (central venous catheter) ในกรณีที่จำเป็น

โดยทั่วไป การทำอะเฟรีซิสจะใช้เวลาประมาณ 1-3 ชั่วโมงต่อครั้ง แต่ระยะเวลาที่แน่นอนจะขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณของสารที่จะนำออก รวมถึงสภาพร่างกายของผู้ป่วยแต่ละราย

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิด

แม้อะเฟรีซิสจะเป็นกระบวนการที่มีความปลอดภัยสูง แต่ก็อาจมีผลข้างเคียงเล็กน้อย เช่น ภาวะความดันโลหิตต่ำเนื่องจากมีการหมุนเวียนของเลือดภายนอกร่างกายขณะทำการรักษา, ภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำเนื่องจากมีการใช้สารกันเลือดแข็งซึ่งอาจจับกับแคลเซียม, อาการแพ้ต่อสารกันเลือดแข็งหรือสารอื่นๆ ที่ใช้ในกระบวนการรักษา, การติดเชื้อบริเวณตำแหน่งที่เจาะเข็มหรือใส่สายสวน, ภาวะเลือดออกผิดปกติ หากมีการให้สารกันเลือดแข็งในปริมาณมากเกินไป, ความผิดปกติของเกลือแร่ เช่น โซเดียมสูง โพแทสเซียมต่ำ และภาวะเม็ดเลือดแดงแตก ซึ่งเกิดขึ้นได้น้อยมาก

โอกาสสำเร็จของการรักษาด้วยอะเฟรีซิสขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ ชนิดของโรค ความรุนแรงของอาการ และการตอบสนองต่อการรักษาของผู้ป่วยแต่ละราย ในหลายกรณีอะเฟรีซิสสามารถช่วยควบคุมอาการของโรค ลดความรุนแรงของภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม อะเฟรีซิสมักเป็นส่วนหนึ่งของแผนการรักษาที่ครอบคลุม ซึ่งอาจรวมถึงการใช้ยาหรือการรักษาอื่น ๆ ควบคู่กันไป

ขอเชิญช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งในเด็กที่ยากไร้

ข้อมูลจาก ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง เลขาธิการ กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงรับกองทุนโรคมะเร็งในเด็กฯ ไว้ในพระอุปถัมภ์จวบจนปัจจุบันเป็นเวลากว่า 24 ปีแล้ว ที่ทรงมีพระเมตตาช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศ กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ นับว่ามีคุณูปการอันสูงยิ่งต่อวงการแพทย์ นอกจากช่วยชีวิตผู้ป่วยที่ยากไร้แล้ว ยังถือเป็นกองทุนตั้งต้น สำหรับงานศึกษาวิจัยเพื่อความก้าวหน้าทางการรักษาต่อไปในอนาคต

ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมช่วยสนับสนุนผู้ป่วยมะเร็งเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศในโรงพยาบาลกว่า 20 แห่ง รูปแบบในการให้ความช่วยเหลือคือ ช่วยค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษา รวมทั้งค่ายา ค่าเดินทางมาตรวจรักษา ค่าที่พัก เวชภัณฑ์ต่างๆ โดยสามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่บัญชี 133-2-08742-3 โทร.02-7183800 ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : รู้จักดัชนีน้ำตาลในข้าว..คำตอบของการควบคุมเบาหวาน

LIFE & HEALTH : รู้จักดัชนีน้ำตาลในข้าว..คำตอบของการควบคุมเบาหวาน

LIFE & HEALTH : รู้จักดัชนีน้ำตาลในข้าว..คำตอบของการควบคุมเบาหวาน

วันพุธ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

การเลือกชนิดของข้าวมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดโดยตรง เพราะข้าวเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตหลักที่ร่างกายเปลี่ยนเป็นน้ำตาลได้ง่าย หากเลือกข้าวที่ไม่เหมาะสม อาจทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งสูงหลังอาหารได้ง่ายโดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวานหรือผู้ที่ควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือด

ข้อมูลจาก ผศ.ดร.สุภัทร์ ไชยกุล อาจารย์ประจำภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า คุณค่าทางโภชนาการของข้าวพันธุ์ต่างๆ และการมีอยู่ของสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ ที่หลากหลาย  ด้วยประเทศไทยเป็นแหล่งปลูกข้าวเพื่อบริโภคในประเทศและส่งออกรายใหญ่ของโลก ทำให้การพัฒนาสายพันธุ์ข้าวให้เหมาะสมกับการปลูกในแต่ละท้องที่ ฤดูกาล และความต้องการด้านโภชนาการที่มีบทบาทต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคมากขึ้น โดยมีสายพันธุ์ข้าวเจ้ามีกว่า 90 สายพันธุ์ ข้าวเหนียว 24 สายพันธุ์ ข้าวไร่ 10 สายพันธุ์ และข้าวแดง  3 สายพันธุ์ ในกลุ่มนี้เป็นข้าวสายพันธุ์ไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา หรือ ข้าว GI (geographical indication; GI) มีทั้งหมด 8 รายการ ได้แก่ ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง ข้าวเจ็กเชยเสาไห้ ข้าวก่ำล้านนา ข้าวเหนียวเขาวงกาฬสินธุ์ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ข้าวเหลืองประทิวชุมพร ข้าวหอมมะลิสุรินทร์ และข้าวฮางหอมทองสกลทวาปี

ข้าวกับค่าดัชนีน้ำตาล ข้าวแต่ละสายพันธุ์จะมีแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่มีปริมาณอะมิโลสและอะมิโลเพคตินในสัดส่วนที่แตกต่างกัน ซึ่งมีผลต่อความนุ่ม/แข็งของข้าว ความสามารถในการย่อยและการเพิ่มขึ้นของน้ำตาลกลูโคสภายหลังรับประทาน เมื่อคุณกินข้าว คาร์โบไฮเดรตจะถูกย่อยเป็นน้ำตาลกลูโคสด้วยเอนไซม์ภายในปาก กระเพาะ และลำไส้เล็ก เข้าสู่กระแสเลือด อินซูลินจะถูกหลั่งออกมาทำหน้าที่พาน้ำตาลไปสู่เซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย  โดยฮอร์โมน GLP-1 หรือ glucagon like peptide-1 จากลำไส้เล็กกระตุ้นการหลั่งอินซูลินเมื่อมีน้ำตาลกลูโคสเข้ามาสู่ร่างกาย และยับยั้งการหลั่งกลูคากอนจากตับอ่อนในภาวะที่มีน้ำตาลในเลือดสูง ยับยั้งการบีบตัวของกระเพาะอาหาร และมีฤทธิ์โดยตรงที่สมองส่วนไฮโปธาลามัส ทำให้รู้สึกอิ่ม ที่ซึ่งอัตราความเร็วในการย่อยคาร์โบไฮเดรตเป็นกลูโคสจะพิจารณาจากค่าดัชนีน้ำตาล (glycemic index; GI) แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ สูง (70-100) กลาง (56-69) และต่ำ (0-55) ผู้ที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูงขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างเช่น ผู้ป่วยเบาหวานจึงควรเลือกบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดที่มีค่า GI ต่ำ อย่างไรก็ตามการบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดที่มีค่า GI ปานกลางสามารถบริโภคได้แต่ต้องควบคุมปริมาณให้เหมาะสมและทานร่วมกับอาหารอื่นที่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตต่ำ มีโปรตีน ไขมัน แร่ธาตุและใยอาหารสูง ตัวอย่างเช่น เมนูข้าวสวยหอมมะลิปลานึ่งและผัดผักในปริมาณที่เหมาะสมถือเป็นเมนูชูสุขภาพ  

ค่าดัชนีน้ำตาลของข้าวแต่ละสายพันธุ์มีความสัมพันธ์กับปริมาณอะมิโลส  ข้าวเจ้าที่มีปริมาณอะมิโลสต่ำ ได้แก่ ข้าวเจ้าขาวดอกมะลิ 105 ปทุมธานี 1 กข43 และพิษณุโลก 80 เป็นข้าวที่มีลักษณะเนื้อนุ่ม เหนียว ชวนรับประทาน เหมาะสำหรับทานเป็นสำรับอาหาร จะมีค่าดัชนีน้ำตาลสูงกว่าข้าวเจ้าที่มีปริมาณอะมิโลสสูง ได้แก่ ขาวตาแห้ง 17 เจ็กเชย 1 และเหลืองประทิว 123 ซึ่งมีลักษณะแข็งร่วน เหมาะสำหรับข้าวราดแกง ข้าวต้มหรือทำเป็นแป้งข้าวเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารเส้น  สำหรับข้าวสีแดงอย่างทับทิมชุมแพที่เกิดจากการผสมพันธุ์ของสายพันธุ์ข้าวระหว่างข้าวเจ้าขาวดอกมะลิกับข้าวเจ้าพันธุ์สังข์หยดพัทลุง ทำให้ได้ข้าวสีแดงที่มีลักษณะนุ่มเหนียว มีกลิ่นหอมเหมือนข้าวหอมมะลิ หรือข้าวมะลินิลสุรินทร์ที่มีสีม่วงดำแต่ลักษณะเหมือนข้าวหอมมะลิ ทั้ง 2 สายพันธุ์นี้จัดเป็นข้าวสีที่มีปริมาณอะมิโลสต่ำ จะมีค่าดัชนีน้ำตาลใกล้เคียงกับข้าวหอมมะลิแต่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงกว่า สำหรับข้าวเหนียวที่มีปริมาณอะมิโลสต่ำกว่าข้าวเจ้าอย่างข้าว กข6 ที่นิยมบริโภคทั่วไปพบมีค่าดัชนีน้ำตาลอยู่ในระดับสูงกว่าข้าวเจ้า คุณอาจเลือกบริโภคข้าวเหนียวสี เช่น ข้าวเหนียวดำ ซึ่งมีส่วนของรำข้าวและมากกว่าข้าวเหนียวขาวจะให้ค่าดัชนีน้ำตาลต่ำกว่า นอกจากสายพันธุ์ข้าวแล้วกระบวนการแปรรูปด้วยวิธีการแตกต่างกัน มีผลให้ค่าดัชนีน้ำตาลนี้เปลี่ยนแปลงไปด้วย  (ตารางที่ 1) 

เคล็ดลับการบริโภคเพื่อควบคุมระดับน้ำตาล

เลือกข้าวที่มีค่า GI ต่ำหรือปานกลาง
รับประทานร่วมกับอาหารที่มีโปรตีน ไขมันดี หรือใยอาหาร เช่น ปลา เต้าหู้ ผัก
หลีกเลี่ยงการทานข้าวปริมาณมากในมื้อเดียว หรือนำไปทำเมนูหวาน
การหุงข้าวให้สุกพอดี (ไม่แฉะหรือแข็งเกินไป) จะช่วยลดการดูดซึมกลูโคสเร็วเกินไป

โดยสรุป การรู้จักค่าดัชนีน้ำตาลของข้าวแต่ละสายพันธุ์เป็นกุญแจสำคัญในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยงหรือเป็นเบาหวาน ข้าวกล้องหรือข้าวพันธุ์ที่มีอะไมโลสสูงจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า และการบริโภคข้าวร่วมกับอาหารอื่นในสัดส่วนที่เหมาะสมจะช่วยให้ควบคุมน้ำตาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตราสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ”

ตราสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ” เป็นส่วนหนึ่งของโครงการอาหารไทย หัวใจดี มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ถูกก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคง่ายในการเลือกผลิตภัณฑ์อาหารที่ไม่เพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเมื่อบริโภคในปริมาณที่แนะนำตามหลักโภชนาการ ปัจจุบันโครงการอาหารไทย หัวใจดี ได้ครบรอบ 20 ปี และมีการปรับเปลี่ยนโลโก้ อย่างไรก็ตามในช่วงเปลี่ยนผ่านอาจพบผลิตภัณฑ์ที่มีตราสัญลักษณ์เก่าได้ในท้องตลาด สำหรับผู้บริโภคที่กำลังมองหาทางเลือกในการดูแลสุขภาพ มองหาสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ” ได้ที่ผลิตภัณฑ์

ร่วมบริจาคโลหิตทั่วประเทศ

จากเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา สภากาชาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการจัดหาโลหิตเพื่อรักษาผู้บาดเจ็บและผู้ป่วย สามารถร่วมบริจาคโลหิตทั่วประเทศ ได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์, หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ และ โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตทั่วประเทศ สอบถามได้ที่ ฝ่ายจัดหาผู้บริจาคโลหิตฯ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทร.02-2564300, 02-2639600-99 ต่อ 1101, 1760, 1761 หรือ  http://www.blooddonationthai.com  หรือติดตามที่ https://www.facebook.com/nbctrc/?locale=th_TH

 

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

อนุกรรมการโครงการอาหารไทยหัวใจดี มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ 

LIFE & HEALTH : ทำความเข้าใจ

LIFE & HEALTH : ทำความเข้าใจ

LIFE & HEALTH : ทำความเข้าใจ

วันพุธ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.34 น.

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปกว่า 14 ล้านคน หรือราว 20% ของประชากรทั้งหมด ผู้หญิงมีจำนวนมากกว่าผู้ชาย และกลุ่มใหญ่ที่สุดคือวัย 60–69 ปี ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ยังอาศัยร่วมกับครอบครัว แต่มีแนวโน้มอยู่คนเดียวเพิ่มขึ้น รายได้หลักมาจากบุตรหลานและสวัสดิการรัฐ โดยประมาณ 1 ใน 3 ยังทำงานอยู่ สำหรับอัตราการพึ่งพิงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สังคมต้องปรับตัวทั้งด้านเศรษฐกิจ สุขภาพ และการออกแบบบริการรองรับวัยเกษียณ การเตรียมตัวล่วงหน้า เช่น การออมและดูแลสุขภาพ จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประชากรวัยทำงานทุกคน

ข้อมูลจาก อาจารย์ ดร.ภญ.ชญานิน กีรติไพบูลย์ ภาควิชาสรีรวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยสูงอายุ การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย เช่น การเคลื่อนไหวที่ช้าลง หรือความรู้สึกเหนื่อยง่าย ถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ตามปกติ อย่างไรก็ตาม หากอาการเหล่านี้ทวีความรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน อาจเป็นสัญญาณของกลุ่มอาการที่เรียกว่า “ภาวะเปราะบาง” (Frailty) ซึ่งเป็นภาวะสุขภาพที่ซับซ้อนและไม่ใช่เพียงส่วนหนึ่งของการแก่ชราตามธรรมชาติ

ภาวะเปราะบางในผู้สูงอายุคือกลุ่มอาการที่ร่างกายเสื่อมถอยในหลายระบบพร้อมกัน ทำให้ความสามารถในการฟื้นตัวจากความเจ็บป่วยหรือความเครียดลดลง โดยทางการแพทย์มักพิจารณาจาก 2 ลักษณะสำคัญร่วมกัน ได้แก่ ความรู้สึกอ่อนเพลียรุนแรง และ น้ำหนักตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญโดยไม่ทราบสาเหตุ ทั้งนี้ ภาวะเปราะบางมักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ซึ่งอาจสัมพันธ์กับอายุขัยที่ยืนยาวกว่า

6 สัญญาณเตือนของภาวะเปราะบาง

ภาวะเปราะบางส่งผลให้ผู้สูงอายุทำกิจกรรมพื้นฐานในชีวิตประจำวันได้ยากลำบากขึ้น เช่น การลุกจากเตียง การแต่งตัว หรือการเดินเหินในบ้าน และมักมาพร้อมกับความกังวลเรื่องการทรงตัวและการหกล้ม เราสามารถประเมินความเสี่ยงของภาวะเปราะบางได้ หากผู้สูงอายุมีลักษณะต่อไปนี้ตั้งแต่ 3 ข้อขึ้นไป: 

  • น้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ: น้ำหนักลดลง 5% หรือมากกว่า ภายในระยะเวลา 1 ปี
  • อ่อนแรง: รู้สึกกล้ามเนื้อไม่มีแรง มีปัญหาในการลุกขึ้นยืนโดยไม่มีคนช่วย
  • แรงบีบมือลดลง: ความสามารถในการกำหรือบีบวัตถุลดลงอย่างชัดเจน
  • อ่อนเพลียรุนแรง: รู้สึกเหนื่อยล้า หมดแรง หรือต้องใช้ความพยายามอย่างสูงในการทำกิจกรรมต่างๆ เป็นเวลา 3 วันต่อสัปดาห์หรือมากกว่า
  • กิจกรรมทางกายลดลง: เคลื่อนไหวน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งกิจกรรมในบ้านและการออกกำลังกาย
  • เดินช้าลง: ใช้เวลามากกว่า 6-7 วินาทีในการเดินเป็นระยะทาง 5 เมตร

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง ภาวะเปราะบางเกิดจากหลายปัจจัยที่ทำงานร่วมกัน ได้แก่:

  • อายุ: เป็นปัจจัยเสี่ยงหลัก เนื่องจากความเสื่อมของระบบต่างๆ ในร่างกายตามวัย
  • โรคประจำตัวเรื้อรัง: ภาวะสุขภาพ เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ หรือภาวะสมองเสื่อม สามารถเร่งให้เกิดภาวะเปราะบางได้
  • การอักเสบเรื้อรัง (Chronic Inflammation): ในผู้ที่มีภาวะเปราะบาง ร่างกายมักอยู่ในภาวะอักเสบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างความเครียดให้แก่ร่างกาย ส่งผลเสียต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง และลดประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจ
  • ภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย (Sarcopenia): คือการสูญเสียมวลและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อตามวัย ถือเป็นปัจจัยสำคัญและเป็นสัญญาณบ่งชี้ที่ชัดเจนของภาวะเปราะบาง นอกจากนี้ ระดับฮอร์โมนเพศ (เช่น เอสโตรเจนและเทสโทสเตอโรน) ที่ลดลงก็มีส่วนทำให้ภาวะนี้รุนแรงขึ้น

แนวทางการดูแลและป้องกันภาวะเปราะบาง

แม้ภาวะเปราะบางจะเป็นภาวะที่ซับซ้อน แต่สามารถดูแล จัดการ และป้องกันได้ผ่านการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างเหมาะสม ทั้งสำหรับตนเองและคนที่คุณรัก

1. ด้านโภชนาการ

เน้นอาหารให้พลังงานและโปรตีนสูง: เพื่อป้องกันน้ำหนักลดและเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ อาจพิจารณาเสริมด้วยผงโปรตีน
เสริมวิตามินดี: มีส่วนสำคัญต่อสุขภาพกระดูกและการทำงานของกล้ามเนื้อ
ปรับรูปแบบการรับประทาน: หากเบื่ออาหาร อาจแบ่งมื้ออาหารเป็นมื้อเล็กๆ หลายมื้อ หรือเสริมด้วยเครื่องดื่มที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เช่น สมูทตี้ หรือนม

2. ด้านการออกกำลังกายและกิจกรรม

ออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน: เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เช่น การยกขาขณะนั่งบนเก้าอี้ หรือการดันกำแพง
เพิ่มกิจกรรมการเดิน: เดินให้บ่อยขึ้นตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อรักษาสมรรถภาพของร่างกาย
ฝึกการทรงตัว: กิจกรรมอย่างไทเก็ก ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวช้าๆ อย่างต่อเนื่อง ช่วยพัฒนาการทรงตัวและความแข็งแรงได้เป็นอย่างดี
กระตุ้นการทำงานของสมอง: ทำกิจกรรมที่ท้าทายความคิด เช่น การไขปริศนาอักษรไขว้ หรือการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

บทสรุป

ภาวะเปราะบางไม่ใช่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของการสูงวัย แต่เป็นภาวะสุขภาพที่สามารถป้องกันและจัดการได้ การรักษาวิถีชีวิตที่สมดุล ทั้งการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และการเข้ารับการดูแลทางการแพทย์อย่างเหมาะสม จะช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถรักษาคุณภาพชีวิตที่ดีและใช้ชีวิตในบั้นปลายได้อย่างแข็งแรงและมีความสุข สำหรับผู้สนใจข้อมูลสุขภาพและการใช้ยาของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge.php

LIFE & HEALTH : ดูแลปกป้องลูกน้อยจากโรคมือเท้าปาก

LIFE & HEALTH : ดูแลปกป้องลูกน้อยจากโรคมือเท้าปาก

LIFE & HEALTH : ดูแลปกป้องลูกน้อยจากโรคมือเท้าปาก

วันพุธ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.32 น.

ในช่วงนี้ดูเหมือนว่าเด็กๆ ต้องเผชิญกับหลายโรคที่ผู้ปกครองไม่ควรมองข้าม ไม่ว่าจะเป็น ไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออก อีสุกอีใส ไอพีดี โรคท้องเสีย โดยเฉพาะ “โรคมือเท้าปาก” ที่ทำให้หลายโรงเรียนต้องปิดการเรียนการสอนเพื่อหยุดการระบาดของโรค

ข้อมูลจาก พญ.มณินทร วรรณรัตน์ กุมารแพทย์โรคระบบทางเดินหายใจ โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดเผยว่า โรคมือเท้าปาก ว่าเกิดจากเชื้อไวรัสซึ่งอยู่ในกลุ่มเอนเทอโรไวรัส ได้แก่ คอกซากี่ไวรัส (Coxsackie virus) บางชนิด และเอนเทอโรไวรัส 71 (Enterovirus 71) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่พบได้บ่อยในกลุ่มเด็กทารกและเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ความจริงโรคนี้จะสามารถพบได้ตลอดทั้งปี แต่ช่วงฤดูฝนมักเป็นช่วงที่มีการระบาดเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอากาศมักเย็นและชื้น และมีความรุนแรงตั้งแต่น้อยจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

การติดต่อของโรค

ส่วนใหญ่เกิดจากได้รับเชื้อไวรัสเข้าสู่ปากโดยตรง โรคติดต่อง่ายในช่วงสัปดาห์แรกของการป่วย โดยเชื้อไวรัสอาจติดมากับมือ หรือของเล่นที่เปื้อนน้ำลาย น้ำมูก น้ำจากตุ่มพองและแผล หรืออุจจาระของผู้ป่วย และอาจเกิดจากการไอจามรดกัน

การแพร่กระจายเชื้อ

จะเกิดได้ง่ายมากในเด็กเล็กที่ชอบเล่นคลุกคลีใกล้ชิดกันในโรงเรียนอนุบาล สถานรับเลี้ยงเด็ก หรือญาติพี่น้องที่อยู่รวมกันมากๆ รวมถึงการเล่นของเล่นในที่สาธารณะ ซึ่งในระยะที่เด็กมีอาการทุเลา หรือหายป่วยแล้วประมาณ 1 เดือน ยังคงพบเชื้อได้ในอุจจาระ แต่การติดต่อในระยะนี้จะเกิดขึ้นได้น้อย

อาการของโรค

หลังจากได้รับเชื้อ 3 – 6 วัน ผู้ติดเชื้อจะเริ่มแสดงอาการป่วย เริ่มด้วยมีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย ต่อมาอีก1 – 2 วัน จะมีตุ่มแดงขนาด 2 – 8 มิลลิเมตร ที่ลิ้น เหงือก และกระพุ้งแก้ม ต่อมาก็จะเห็นเป็นตุ่มน้ำสีเทาเล็ก ๆ เพราะตุ่มน้ำจะแตกเร็ว เห็นเป็นแผลตื้นๆ สีออกเหลืองเทา และมีผื่นแดงล้อมรอบแผลเล็กๆ อาจรวมเป็นแผลขนาดใหญ่ แผลเหล่านี้มักเจ็บ และทำให้เด็กไม่ยอมรับประทานอาหาร อีกทั้งยังทำให้ลิ้นมีสีแดงและบวมได้ แต่รอยโรคเหล่านี้มักจะหายไปใน 5 – 10 วัน

สำหรับผื่นที่ผิวหนังนั้น อาจเกิดพร้อมกับแผลในช่องปาก หรือเกิดหลังแผลในช่องปากเล็กน้อย อาจมีเพียง 2 – 3 จุด หรือมากกว่า 100 จุด โดยพบที่มือมากกว่าที่เท้า รอยโรคมักเป็นที่หลังมือ ด้านข้างของนิ้วมือ หลังเท้าและด้านข้างของนิ้วเท้า มากกว่าที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และอาจพบที่ก้นได้ด้วย รอยโรคที่ผิวหนังระยะแรกจะเป็นผื่น หรือตุ่มแดง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 – 10 มิลลิเมตร ที่ตรงกลางมีตุ่มน้ำสีเทา มักเรียงตามแนวเส้นของผิวหนัง และมีผื่นแดงล้อมรอบ ผื่นเหล่านี้จะคงอยู่ 2 – 3 วัน อาจมีอาการเจ็บ กดเจ็บ หรือไม่เจ็บก็ได้ ต่อมาจะเป็นสะเก็ด และตกสะเก็ดใน 7 – 10 วัน จนผิวแลดูปกติไม่มีแผลเป็น

การรักษา

โรคนี้ไม่มียารักษาโดยเฉพาะ แพทย์จะให้การรักษาตามอาการ ซึ่งเป็นการรักษาแบบประคับประคอง ได้แก่

  • เมื่อมีไข้ ให้ยาลดไข้ ร่วมกับเช็ดตัว เพื่อลดไข้เป็นระยะ
  • ให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารอ่อนๆ รสไม่จัด ดื่มน้ำและน้ำผลไม้ โดยพิจารณาให้ครั้งละน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง
  • ถ้าเป็นเด็กอ่อนอาจต้องป้อนนมให้แทนการดูดจากขวดตามปกติ
  • การรับประทานนมเย็น อมน้ำแข็งก้อนเล็กๆ หรือไอศครีม จะทำให้แผลไม่ค่อยเจ็บ
  • ถ้าแผลในปากเจ็บมาก อาจลองใช้ยาชาเพื่อทุเลาอาการเจ็บ และสามารถรับประทานได้บ้าง
  • นอนพักผ่อนมากๆ
  • โรคมักไม่รุนแรงและไม่มีอาการแทรกซ้อน แต่เชื้อไวรสบางชนิด อาจทำให้มีอาการรุนแรงได้ จึงควรสังเกตอาการของเด็กอย่างใกล้ชิด หากพบมีไข้สูง ซึม ไม่ยอมรับประทานอาหารและดื่มน้ำ อาเจียนบ่อย หอบ แขนขาอ่อนแรง อาจเกิดภาวะสมองหรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือน้ำท่วมปอด ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลใกล้บ้านทันที

การป้องกันโรค

ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคมือเท้าปาก แบบเฉพาะเจาะจงต่อเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 ซึ่งเป็นเชื้อที่ทำให้เกิดอาการและภาวะแทรกซ้อนรุนแรง โดยเฉพาะโรคสมองอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ระบบหายใจล้มเหลว

โดยวัคซีนป้องกันโรคมือเท้าปากได้ผ่านการวิจัยและศึกษานี้ รวมถึงใช้มาแล้วกว่า 48 ล้านโดสทั่วโลก ซึ่งไม่พบอาการข้างเคียงรุนแรง จึงนับว่ามีความปลอดภัยสูง การฉีดวัคซีนป้องกันโรคมือเท้าปาก แนะนำเริ่มฉีดในเด็กอายุ 6 เดือน ถึง 5 ปี โดยฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 2 เข็ม ห่างกัน 1 เดือน

นอกจากนี้ โรคมือเท้าปากยังสามารถป้องกันโดยการรักษาสุขอนามัย ผู้ปกครองควรแนะนำบุตรหลาน และผู้เลี้ยงดูเด็กให้รักษาความสะอาด ตัดเล็บให้สั้น หมั่นล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำและสบู่ โดยเฉพาะหลังการขับถ่าย และก่อนรับประทานอาหาร รวมทั้งการใช้ช้อนกลาง และหลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของร่วมกัน เช่น แก้วน้ำ ผ้าเช็ดหน้า และผ้าเช็ดมือ เป็นต้น

ในขณะที่สถานรับเลี้ยงเด็กและโรงเรียนอนุบาล ต้องจัดให้มีอ่างล้างมือและส้วมที่ถูกสุขสักษณะ หมั่นดูแลรักษาสุขลักษณะของสถานที่ และอุปกรณ์ให้สะอาดอยู่เสมอ รวมถึงการกำจัดอุจจาระเด็กให้ถูกต้องด้วย

หากพบเด็กป่วย ต้องรีบป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่ไปยังเด็กคนอื่นๆ ควรแนะนำผู้ปกครองให้รีบพาเด็กไปพบแพทย์ และหยุดพักรักษาตัวที่บ้านประมาณ 7 วัน หรือจนกว่าจะหายเป็นปกติ ระหว่างนี้ไม่ควรพาเด็กไปในสถานที่แออัด และผู้เลี้ยงดูเด็กต้องล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย หรืออุจจาระเด็กป่วย

หากมีเด็กป่วยจำนวนมาก อาจจำเป็นต้องปิดสถานที่ชั่วคราว (1 – 2 สัปดาห์) เพื่อทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรค โดยใช้สารละลายเจือจางของน้ำยาฟอกขาว 1 ส่วนผสมกับน้ำ 30 ส่วน

โรคมือเท้าปาก โดยทั่วไปกรณีที่เป็นไม่รุนแรง สามารถหายได้เองภายในเวลา 5 – 7 วัน หรือไม่เกินสองสัปดาห์ โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามผู้ปกครองยังต้องระมัดระวังดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด เพราะโรคนี้อาจทำให้เด็กมีไข้สูง จนกระทั่งชักได้ และบางรายอาจเกิดโรคแทรกซ้อนทางระบบประสาทและกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบได้ด้วย

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. เภสัชกร อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ภาวะขาดน้ำและเกลือแร่จากอาการท้องเสียและอาเจียนในผู้สูงอายุ ปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม

LIFE & HEALTH : ภาวะขาดน้ำและเกลือแร่จากอาการท้องเสียและอาเจียนในผู้สูงอายุ ปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม

LIFE & HEALTH : ภาวะขาดน้ำและเกลือแร่จากอาการท้องเสียและอาเจียนในผู้สูงอายุ ปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม

วันพุธ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด แต่ในขณะที่เราฉลองความยืนยาวของชีวิต กลับมีปัญหาหลายด้านที่ซ่อนอยู่และมักถูกมองข้าม ทั้งในระดับครอบครัว ชุมชน และนโยบายสาธารณะ

ภาวะขาดน้ำและเกลือแร่เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในผู้ที่มีอาการท้องเสียและ/หรืออาเจียน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของอวัยวะสำคัญหลายระบบ รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ภาวะเพ้อ หกล้มและกระดูกหัก การบาดเจ็บของไต และการเข้ารักษาในโรงพยาบาลและอัตราการเสียชีวิตที่สูงขึ้น การประเมินภาวะขาดน้ำอย่างเหมาะสมและการเลือกแนวทางการดูแลรักษาที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะในประชากรสูงวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาและมีความเปราะบางต่อภาวะดังกล่าว

ความชุกและผลกระทบของภาวะขาดน้ำในผู้สูงอายุ

ข้อมูลจาก ดร. ภญ.กัลยาณี โตนุ่ม ภาควิชาสรีรวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า แม้ว่าภาวะขาดน้ำจะเป็นภาวะที่พบได้ทั่วไป แต่กลับถูกประเมินต่ำกว่าความเป็นจริง โดยเฉพาะในประชากรผู้สูงอายุที่พักอาศัยในสถานดูแลหรือโรงพยาบาล ซึ่งมีอัตราการเกิดภาวะนี้สูงถึงร้อยละ 17–28 ผลกระทบที่ตามมามีตั้งแต่ความผิดปกติเล็กน้อย เช่น ความเหนื่อยล้า ความสับสน ไปจนถึงภาวะรุนแรง เช่น การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ภาวะไตบาดเจ็บเฉียบพลัน และการเข้ารักษาในโรงพยาบาลและอัตราการเสียชีวิตที่สูงขึ้น

กลไกทางสรีรวิทยาที่เกี่ยวข้องกับภาวะขาดน้ำในผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาหลายประการที่เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ ได้แก่

  • ความรู้สึกกระหายน้ำลดลง กลไกควบคุมความกระหายน้ำที่สมองตอบสนองต่อการกระตุ้นได้น้อยลง
  • การทำงานของไตลดลง ไตมีความสามารถในการขับของเสียและการทำให้ปัสสาวะเข้มข้นลดลง ส่งผลให้สูญเสียน้ำมากขึ้น
  • ปริมาณน้ำในร่างกายลดลง เนื่องจากมวลกล้ามเนื้อน้อยลงและมีไขมันเพิ่มขึ้น ทำให้ความสามารถในการรักษาสมดุลน้ำลดลง (เนื้อเยื่อไขมันมีน้ำประมาณ 11% ขณะที่เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อมีน้ำประมาณ 75%)
  • ความบกพร่องทางความคิด เช่น ภาวะสมองเสื่อม หรือภาวะเพ้อ อาจทำให้ลืมดื่มน้ำหรือสื่อสารความต้องการไม่ได้
  • การใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน ซึ่งมักพบในผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวหลายโรค และยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาระบาย หรือยาลดความดันบางกลุ่ม อาจเพิ่มการสูญเสียน้ำและเกลือแร่

การประเมินภาวะขาดน้ำในผู้สูงอายุ

การประเมินภาวะขาดน้ำในผู้สูงอายุทำได้ยากกว่าคนทั่วไป เนื่องจากลักษณะผิวหนังเปลี่ยนแปลงตามวัย เช่น ผิวแห้งหรือหย่อนคล้อย แม้ไม่มีการสูญเสียน้ำจริง โดยพบว่าชั้นผิว epidermal จะบางลง 10-50% ในช่วงอายุ 30-80 ปี ซึ่งส่งผลต่อการช่วยกักเก็บน้ำในชั้นผิวได้ลดลง

แนวทางการดูแลรักษา

การให้สารน้ำทางปาก (oral rehydration therapy, ORT) เป็นแนวทางหลักในการรักษาภาวะขาดน้ำระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง โดยควรเลือก ORS (oral rehydration solution) ตามสูตรมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก ที่มีความสมดุลของโซเดียมและกลูโคสเหมาะสม  (Na⁺ 75 mmol/L, glucose 75 mmol/L, osmolarity ประมาณ 245 mOsm/L) หรือเกลือแร่ชนิดที่ระบุว่าใช้สำหรับรักษาอาการท้องเสียเพื่อให้ดูดซึมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ดึงน้ำกลับเข้าสู่ลำไส้ (การดูดซึมของโซเดียมและกลูโคสจะผ่าน SGLT1 transporter ที่ลำไส้เล็ก) แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถรับสารน้ำทางปากได้ เช่น มีอาการอาเจียนรุนแรง ซึม หรือมีภาวะช็อก ควรรีบส่งต่อโรงพยาบาลเพื่อรับสารน้ำทางหลอดเลือด (intravenous fluids) อย่างเร่งด่วน

ดังนั้นการตระหนักในเรื่องของภาวะขาดน้ำจากอาการท้องเสียหรืออาเจียน โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ เป็นปัญหาสำคัญที่ไม่ควรละเลย เนื่องจากอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง การเข้าใจการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายหรือทางสรีรวิทยาของผู้สูงอายุ รวมถึงการประเมินอาการ และการเลือกใช้เกลือแร่ที่เหมาะสมเป็นสิ่งจำเป็นในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง สำหรับผู้สนใจข้อมูลสุขภาพและการใช้ยาของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge.php

ร่วมบริจาคโลหิตต่อเนื่องทุก 3 เดือน เพื่อช่วยบรรเทาวิกฤติเลือดขาดแคลน

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ขอเชิญชวนผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง ร่วมบริจาคโลหิตได้ที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ หน่วยรับบริจาคโลหิตใกล้บ้าน หรือโรงพยาบาลที่ให้บริการรับบริจาคโลหิตทั่วประเทศ โดยสามารถบริจาคซ้ำได้ทุก 3 เดือน ซึ่งการบริจาคโลหิตเพียงครั้งเดียว สามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้มากถึง 3 คน และยังถือเป็นการดูแลสุขภาพของผู้บริจาคไปในตัวอีกด้วย

นอกจากนี้ หมู่โลหิตมีความสำคัญในการให้โลหิตแก่ผู้ป่วย การตรวจหาชนิดหมู่โลหิตของตนเองจึงทำให้เกิดประโยชน์ในด้านการช่วยชีวิตผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยซึ่งเป็นโรคที่ต้องได้รับโลหิตเป็นประจำ ควรตรวจหาชนิดของหมู่โลหิตไว้ล่วงหน้า เพื่อจะได้รับโลหิตที่มีหมู่โลหิตตรงกับตนเองให้มากที่สุด เป็นการป้องกันการหาโลหิตที่เข้ากันได้ยากและสามารถช่วยชีวิตได้อย่างทันท่วงที

ร่วมบริจาคโลหิตอย่างต่อเนื่องได้ทุกๆ 3 เดือน เพียงแค่คุณมีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง มีอายุ 17 ปีบริบูรณ์ – 70 ปี  น้ำหนัก 45 กิโลกรัมขึ้นไป รู้สึกสบายดี สุขภาพแข็งแรงพร้อมบริจาคโลหิต ข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://thaibloodcentre.redcross.or.th/ หรือ ฝ่ายจัดหาผู้บริจาคโลหิตและสื่อสารองค์กร ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทรศัพท์ 0 2256 4300, 0 2263 9600-99 ต่อ 1760, 1761 

ผศ.(พิเศษ) ดร.เภสัชกร อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : การกำจัดหูดหงอนไก่ด้วยเลเซอร์

LIFE & HEALTH : การกำจัดหูดหงอนไก่ด้วยเลเซอร์

LIFE & HEALTH : การกำจัดหูดหงอนไก่ด้วยเลเซอร์

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แม้จะเป็นเพียงตุ่มเนื้อเล็กๆ ที่ดูไม่รุนแรงในสายตาของใครบางคน แต่ “หูดที่อวัยวะเพศ” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “หูดหงอนไก่” กลับเป็นปัญหาที่ซับซ้อนกว่าที่คิด ทั้งในเชิงสุขภาพร่างกายและจิตใจ เพราะเป็นโรคที่แฝงตัวมาอย่างเงียบๆ ทั้งที่สามารถป้องกันและรักษาได้ ซึ่งปัจจุบันสามารถรักษาได้ด้วยเทคโนโลยีเลเซอร์ ไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีรอยแผลเป็น

ข้อมูลจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์คมกฤช เอี่ยมจิรกุล สูตินรีแพทย์ชำนาญการด้านนรีเวชทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า หูดที่อวัยวะเพศ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “หูดหงอนไก่” (Condyloma Acuminata) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากการติดเชื้อ HPV (Human Papillomavirus) โดยเฉพาะสายพันธุ์ที่ 6 และ 11 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดมะเร็ง แต่สามารถทำให้เกิดติ่งเนื้อขรุขระคล้ายหงอนไก่ขึ้นที่บริเวณอวัยวะเพศ ขาหนีบ ทวารหนัก หรือแม้แต่ในช่องปาก

การติดต่อของเชื้อ HPV มักเกิดขึ้นผ่านการมีเพศสัมพันธ์ทั้งทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือปาก โดยไม่จำเป็นต้องมีการสอดใส่เต็มรูปแบบ การสัมผัสบริเวณอวัยวะเพศก็นำไปสู่การแพร่กระจายของเชื้อได้ นอกจากนี้ ผู้ติดเชื้อ HPV อาจไม่รู้ตัวเลยว่าเป็นพาหะ เพราะอาการอาจไม่แสดงออกนานหลายเดือนหรือแม้กระทั่งหลายปี

ผู้ที่ติดเชื้อหูดหงอนไก่มักเริ่มจากอาการเล็กน้อย เช่น ตุ่มเนื้อเล็กๆ สีชมพูหรือสีเนื้อที่ขึ้นเดี่ยวๆ หรือเป็นกลุ่ม ต่อมาอาจขยายขนาดจนก่อให้เกิดความรำคาญ คัน หรือเจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์ บางรายอาจมีเลือดออก หรือมีปัญหาเรื่องปัสสาวะหากหูดอยู่ในตำแหน่งใกล้ท่อปัสสาวะ ในผู้หญิง หูดอาจเกิดลึกเข้าไปในช่องคลอด ซึ่งทำให้ตรวจพบได้ยาก และอาจต้องอาศัยการตรวจภายในเพื่อยืนยันการวินิจฉัย

แม้หูดหงอนไก่จะไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่ในทางปฏิบัติกลับมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตไม่น้อย โดยเฉพาะด้านความมั่นใจ และความสัมพันธ์ในชีวิตคู่ ในปัจจุบันมีการรักษาหูดที่อวัยวะเพศหลากหลายวิธี ตั้งแต่การใช้ยาทา การจี้ด้วยความเย็น (Cryotherapy) การจี้ด้วยไฟฟ้า (Electrocautery) ไปจนถึงการใช้เลเซอร์ CO₂ ซึ่งเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ทันสมัยและแม่นยำ

การใช้เลเซอร์ CO₂ เป็นการใช้พลังงานความร้อนจากแสงเลเซอร์ในการทำลายเซลล์หูดอย่างเฉพาะเจาะจง โดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อโดยรอบมากนัก ซึ่งช่วยลดโอกาสเกิดแผลเป็นหลังการรักษา ทั้งยังไม่ต้องเย็บแผล ไม่มีเลือดออกมาก และใช้เวลาพักฟื้นน้อยกว่าวิธีอื่น ผู้ป่วยบางรายสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้ภายใน 1–2 วัน

การเตรียมตัวก่อนทำเลเซอร์รักษาหูดที่อวัยวะเพศ

  1. งดมีเพศสัมพันธ์อย่างน้อย 3-5 วันก่อนการรักษา เพื่อป้องกันการระคายเคืองหรือการแพร่กระจายของเชื้อเพิ่มเติม รวมถึงช่วยให้พื้นที่ที่รักษาอยู่ในสภาพดีที่สุด
  2. ทำความสะอาดร่างกายโดยเฉพาะบริเวณอวัยวะเพศให้สะอาดในวันเข้ารับการรักษา
  3. แนะนำให้ใช้น้ำสะอาดและสบู่อ่อน หลีกเลี่ยงการใช้สารที่มีน้ำหอม
  4. แจ้งแพทย์หากตั้งครรภ์ หรือมีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน ภูมิคุ้มกันบกพร่อง เพราะอาจต้องปรับแผนการรักษา หรือมีแนวทางพิเศษในการดูแลแผล
  5. งดยาบางชนิด เช่น แอสไพริน หรือยาละลายลิ่มเลือด (ถ้ามี) ตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากเลือดออก

การดูแลตนเองหลังทำเลเซอร์

  1. ทำความสะอาดแผลอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้น้ำเกลือเช็ดแผลเบาๆ วันละ 1–2 ครั้ง และใช้ยาทาแผลตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
  2. งดเพศสัมพันธ์อย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ เพื่อให้แผลหายสนิทและลดโอกาสการติดเชื้อซ้ำหรือระคายเคือง
  3. สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี หลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้ารัดแน่น เช่น กางเกงในรัดรูป เพื่อให้บริเวณแผลไม่อับชื้นและระบายอากาศได้ดี
  4. สังเกตอาการผิดปกติ เช่น มีหนอง บวม แดงจัด หรือเจ็บมากขึ้น หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบกลับมาพบแพทย์ทันที เพราะอาจเกิดการติดเชื้อ
  5. ติดตามผลตามนัดของแพทย์ เพื่อประเมินแผลและตรวจซ้ำว่ามีหูดหลงเหลือหรือไม่ และพิจารณาการรักษาเพิ่มเติมหากจำเป็น
  6. พิจารณาฉีดวัคซีน HPV หลังการรักษา เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ และลดความเสี่ยงในการเกิดหูดหรือมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับ HPV ในอนาคต

ถึงแม้เลเซอร์จะมีประสิทธิภาพสูง แต่ก็ยังไม่สามารถป้องกันการกลับมาใหม่ของหูดได้ 100% เพราะเชื้อไวรัสอาจยังคงอยู่ในร่างกายหลังการรักษา ดังนั้น สิ่งสำคัญไม่น้อยไปกว่าการรักษาคือ การป้องกัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ถุงยางอนามัย การตรวจสุขภาพประจำปี หรือที่สำคัญที่สุดคือ การฉีดวัคซีน HPV ซึ่งแนะนำให้ฉีดตั้งแต่อายุยังน้อยก่อนเริ่มมีเพศสัมพันธ์ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

รวมพลังบริจาคโลหิต เนื่องในเดือนวันแม่แห่งชาติ

สิงหาคม เป็นเดือนแห่งวันแม่บรรยากาศเต็มไปความรัก ความกตัญญู และการแสดงออกถึงความห่วงใยต่อ “แม่” ผู้มีพระคุณสูงสุดของชีวิต ขอเชิญให้ประชาชนมาร่วมบริจาคโลหิต ซึ่งทุกคนสามารถเป็น “ฮีโร่ผู้ให้” ต่อชีวิตต่อลมหายใจผู้ป่วยได้ โดยไม่ต้องลงทุนทรัพย์ ด้วยการบริจาคโลหิตอย่างต่อเนื่องทุกๆ 3 เดือน เพียงแค่มีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง มีอายุ 17 ปีบริบูรณ์ – 70 ปี  น้ำหนัก 45 กิโลกรัมขึ้นไป รู้สึกสบายดี สุขภาพแข็งแรงพร้อมบริจาคโลหิต ข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://thaibloodcentre.redcross.or.th/ หรือ ฝ่ายจัดหาผู้บริจาคโลหิตและสื่อสารองค์กร ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทรศัพท์ 0 2256 4300, 0 2263 9600-99 ต่อ 1760, 1761 

LIFE & HEALTH : Circular mRNA นวัตกรรมแห่งอนาคต พลิกโฉมการรักษาให้คนเข้าถึงได้ในอนาคต

LIFE & HEALTH : Circular mRNA นวัตกรรมแห่งอนาคต พลิกโฉมการรักษาให้คนเข้าถึงได้ในอนาคต

LIFE & HEALTH : Circular mRNA นวัตกรรมแห่งอนาคต พลิกโฉมการรักษาให้คนเข้าถึงได้ในอนาคต

วันพุธ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เทคโนโลยี mRNA หรือ messenger Ribonucleic Acid ได้รับความสนใจอย่างมากหลังจากบริษัท Pfizer และ Moderna นำมาพัฒนาเป็นวัคซีนป้องกัน COVID–19 ทั่วโลก แต่ที่มากกว่านั้นคือความสามารถในการนำเทคโนโลยีนี้ไปประยุกต์ใช้รักษาโรคต่างๆได้ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็ง โรคพันธุกรรม โรคตับ หรือมาลาเรีย ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของวงการแพทย์ในระดับโลก

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของ  ศาสตราจารย์ นายแพทย์สุรเดช หงส์อิง เลขาธิการ กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถและ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า mRNA ยังมีข้อจำกัดที่สำคัญคือ “การควบคุมอุณหภูมิ” ขณะจัดเก็บและขนส่ง วัคซีนประเภทนี้ต้องรักษาอุณหภูมิระหว่าง -20°C ถึง -80°C ตลอดเวลา หากอุณหภูมิผิดเพี้ยนจะส่งผลให้ประสิทธิภาพของวัคซีนลดลง และเกิดความเสียหายได้ง่าย นี่คืออุปสรรคที่ทำให้การเข้าถึงวัคซีนทั่วถึงเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะในประเทศที่มีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน

จุดเริ่มต้นของ Circular mRNA: ฝีมือคนไทย

นักวิจัยไทยจากมหาวิทยาลัยมหิดล เห็นถึงข้อจำกัดดังกล่าว จึงริเริ่ม “โครงการพัฒนา Circular mRNA” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสร้างวัคซีนที่มีคุณสมบัติเสถียรขึ้น เก็บรักษาได้นานขึ้น ขนส่งในอุณหภูมิใกล้เคียงกับธรรมชาติได้ และสำคัญที่สุดคือ “ราคาถูกกว่าเดิมหลายเท่า”

ทีมวิจัยนำโดย ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง และ ผศ.ดร.ปฐมพล วงศ์ตระกูลเกตุ ร่วมกันวิจัยและพัฒนา mRNA รูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Circular mRNA หรือ mRNA “แบบวงปิด” ซึ่งแตกต่างจาก mRNA แบบเดิมที่เป็น “เส้นตรง” (Linear mRNA) อย่างมีนัยสำคัญ

Circular mRNA ดีกว่า Linear mRNA อย่างไร?

  • ความเสถียรที่เหนือกว่า: Circular mRNA อยู่ในเซลล์ได้นานถึง 8 วัน เทียบกับ 4 วันใน Linear mRNA
  • กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีกว่า: ส่งผลให้การป้องกันโรคมีประสิทธิภาพสูงขึ้น
  • ไม่ต้องพึ่งความเย็นจัด: สามารถขนส่งในอุณหภูมิปกติได้ง่ายขึ้น ลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์
  • ลดต้นทุนการผลิต: ต่ำกว่า Linear mRNA ถึง 10 เท่า ทำให้ราคายาและวัคซีนเข้าถึงประชาชนได้มากขึ้น

หากเปรียบวัคซีน mRNA เป็น “เส้นด้ายโมเลกุล” Circular mRNA คือเส้นด้ายที่ร้อยเป็นวงปิด ซึ่งเอนไซม์ในร่างกายทำลายได้ยากกว่าแบบเส้นตรง การอยู่ได้นานขึ้นนี้ช่วยให้ร่างกายมีเวลาสร้างภูมิคุ้มกันได้อย่างเต็มที่

พลังของ Circular mRNA: สร้างวัคซีนรักษาโรคได้หลากหลาย

นวัตกรรมนี้สามารถใช้ผลิตวัคซีนที่ตอบสนองโรคได้อย่างรวดเร็ว เพียงใส่โปรตีนเฉพาะเข้าไปในตัว Circular mRNA แล้วฉีดเข้าสู่ร่างกายเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน

ขณะนี้ ทีมวิจัยกำลังพัฒนา Circular mRNA สำหรับใช้ป้องกัน COVID–19 และเตรียมนำไปต่อยอดในโรคอื่น ๆ เช่น: มะเร็งเต้านม ปอด ต่อมลูกหมาก, มะเร็งในเด็กแทบทุกชนิด, โรคภูมิแพ้ตัวเอง (SLE), ไวรัส HPV, ไข้มาลาเรีย, โรคพันธุกรรม เช่น ธาลัสซีเมีย ลูคีเมีย, โรคตับเรื้อรัง เป็นต้น

Personalized Medicine: การรักษาเฉพาะบุคคลที่จับต้องได้

เทคโนโลยี Circular mRNA ยังเปิดทางไปสู่การรักษาแบบเฉพาะบุคคลหรือ Personalized Medicine เช่น ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมแต่ละราย อาจมีลำดับกรดอะมิโนที่ผิดปกติต่างกัน จึงสามารถพัฒนา Circular mRNA ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับผู้ป่วยแต่ละคนได้

ผศ.ดร.ปฐมพล อธิบายว่า การรักษานี้จะใช้ Lipid Nanoparticle เหมือนกับที่ Pfizer และ Moderna ใช้ โดยเมื่อเข้าร่างกาย Circular mRNA จะกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้รู้ตัวว่ามีสิ่งผิดปกติอยู่ และร่างกายจะสร้างแอนติบอดีขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับเซลล์มะเร็งเอง ซึ่งให้ผลลัพธ์ดีกว่าเคมีบำบัดหรือการฉายแสง ทั้งในด้านประสิทธิภาพและผลข้างเคียง

Circular mRNA ของไทย: ใกล้ความสำเร็จแล้ว

ทีมวิจัยสามารถสร้างต้นแบบวัคซีนป้องกัน COVID–19 จาก Circular mRNA ได้สำเร็จในระยะต้นภายในเวลาเพียง 7 – 8 เดือน ซึ่งถือว่าเร็วมากเมื่อเทียบกับการพัฒนายาแบบเดิมที่ใช้เวลา 10 – 20 ปี มีแผนจะยื่นจดสิทธิบัตรแพลตฟอร์มการผลิต Circular mRNA ในช่วงต้นปี 2565 เพื่อให้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศแรกที่มีเทคโนโลยีนี้อย่างเป็นทางการ ถือเป็นการยกระดับวงการวิจัยไทยสู่เวทีโลก

เงินทุนคือหัวใจแห่งความสำเร็จ

แม้ว่าทีมวิจัยจะได้รับการสนับสนุนจากธนาคารทิสโก้และองค์กรบางแห่ง แต่การจะพัฒนาให้ถึงขั้นทดลองในสัตว์ใหญ่หรือมนุษย์ จำเป็นต้องใช้งบอีกจำนวนมาก และนี่คืออุปสรรคสำคัญ

ศ.นพ.สุรเดช ย้ำว่า การวิจัยไม่ใช่ One Man Show แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากบุคลากรหลายฝ่าย ทั้งนักวิทยาศาสตร์ แพทย์ และผู้เชี่ยวชาญ รวมกว่า 20 – 30 คน ซึ่งการสร้างระบบวิจัยให้เข้มแข็งจึงต้องใช้เงินทุนที่มากพอ ปัจจุบันเทคโนโลยีช่วยลดระยะเวลาวิจัยจาก 20 ปีเหลือเพียง 5 – 10 ปี แต่หากไม่มีทุน การวิจัยก็ไปต่อไม่ได้ และไทยอาจต้องซื้อเทคโนโลยีแพงจากต่างประเทศในอนาคต

ข้อคิดสำหรับนักลงทุนไทย

ประเทศไทยมีต้นแบบ Circular mRNA และศักยภาพด้านการวิจัยครบครัน แต่สิ่งที่ขาดคือการสนับสนุนจากนักลงทุน “ตั้งแต่ต้นน้ำ” ซึ่งใช้งบประมาณเพียง 10 – 20 ล้านบาทต่อโรค ขณะที่หากประสบความสำเร็จ อาจสร้างรายได้ 200 – 300 ล้านบาท หรือมากกว่านั้น

ตัวอย่างเช่นเทคโนโลยี CAR T-cell ที่ไทยสามารถผลิตเองโดยใช้งบประมาณเพียง 5 แสนบาทเท่านั้น เทียบกับลิขสิทธิ์จากต่างประเทศที่มีราคาถึง 15 ล้านบาท

Circular mRNA ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่คือโอกาสของชาติ

“การลงทุนต้นน้ำอาจไม่แน่ใจว่าจะสำเร็จเมื่อไร แต่ถ้าสำเร็จ จะสามารถสร้างมูลค่ามหาศาล และช่วยให้คนไทยเข้าถึงการรักษาได้ในราคาที่จับต้องได้” – ศ.นพ.สุรเดช กล่าว หากเราไม่สนับสนุนงานวิจัยที่เป็นของคนไทยเอง เมื่อเกิดวิกฤตโรคใหม่ๆ เฉพาะในประเทศ จะไม่มีเทคโนโลยีเพื่อตอบสนองได้อย่างทันท่วงที Circular mRNA จึงไม่ใช่แค่วิทยาการ แต่คือความมั่นคงทางสาธารณสุข และความภาคภูมิใจของชาติ

กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ คืนชีวิตใหม่..ให้ผู้ป่วยมะเร็งเด็ก

นับตั้งแต่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงรับกองทุนโรคมะเร็งในเด็กไว้ในพระอุปถัมภ์ จวบจนปัจจุบันเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้วที่ทรงมีพระเมตตาช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศในรพ.กว่า 20 แห่ง รูปแบบในการให้ความช่วยเหลือคือ ช่วยค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษา รวมทั้งค่ายา ค่าเดินทางมาตรวจรักษา ค่าที่พัก เวชภัณฑ์ต่างๆด้วย สามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่บัญชี 133-2-08742-3 โทร 0-2718-3800 ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้  รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. เภสัชกร อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

กรรมการ กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ

LIFE & HEALTH : ๒๔ ปีแห่งพระกรุณาธิคุณ พระองค์เจ้าโสมสวลีฯ ทรงปลุกชีวิตใหม่ให้ผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็ง

LIFE & HEALTH : ๒๔ ปีแห่งพระกรุณาธิคุณ พระองค์เจ้าโสมสวลีฯ ทรงปลุกชีวิตใหม่ให้ผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็ง

LIFE & HEALTH : ๒๔ ปีแห่งพระกรุณาธิคุณ พระองค์เจ้าโสมสวลีฯ ทรงปลุกชีวิตใหม่ให้ผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็ง

วันพุธ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ตลอดระยะเวลากว่า ๒๔ ปีแห่งพระกรุณาธิคุณ พระองค์เจ้าโสมสวลีฯ ทรงปลุกชีวิตใหม่ให้ผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็ง ปีแห่งพระกรุณาธิคุณ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงมีพระเมตตาอันเปี่ยมล้นในการช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศ ผ่าน “กองทุนโรคมะเร็งในเด็ก ในพระอุปถัมภ์ฯ” ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งโครงการที่สะท้อนพระวิริยะอุตสาหะและการอุทิศพระองค์เพื่อสังคมมาอย่างต่อเนื่อง

กองทุนแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นโดย มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๔ และได้รับพระกรุณาธิคุณจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เสด็จพระดำเนินเปิดโครงการด้วยพระองค์เอง พร้อมทั้งประทานเงินส่วนพระองค์ จำนวน ๑ ล้านบาท เป็นทุนเริ่มต้นกองทุน โดยทรงมีพระดำริชัดเจนว่า ความช่วยเหลือจากกองทุนฯ มิใช่เพื่อโรงพยาบาลใดโรงพยาบาลหนึ่ง แต่เพื่อกระจายไปยังสถานพยาบาลทั่วประเทศที่ร้องขอความช่วยเหลือเข้ามา

นอกจากนี้พระองค์ยังทรงประทานเงินสมทบเพิ่มเติมในปี ๒๕๖๐ และ ๒๕๖๑ ปีละ ๑ ล้านบาท เพื่อเพิ่มศักยภาพในการช่วยเหลือ อีกทั้งยังทรงอนุญาตให้ปรับชื่อกองทุนเป็น “กองทุนโรคมะเร็งในเด็ก ในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ”

เด็กไทยกับโรคมะเร็ง: ความจริงที่ต้องเผชิญ

ศาสตราจารย์ นายแพทย์สุรเดช หงส์อิง เลขาธิการ กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคมะเร็งในเด็กที่มีอายุตั้งแต่แรกเกิดถึง ๑๕ ปี มีอุบัติการณ์มากกว่า ๑,๒๐๐ รายต่อปี ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (ลูคีเมีย) พบมากที่สุด ร้อยละ ๓๐ รองลงมาคือมะเร็งในสมอง ร้อยละ ๒๐ และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ร้อยละ ๑๕ สาเหตุส่วนใหญ่ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัด และไม่ได้เกิดจากการเลี้ยงดูหรือสิ่งแวดล้อมโดยตรง มีเพียงร้อยละ ๑–๓ เท่านั้นที่สัมพันธ์กับพันธุกรรมโดยตรง

เด็กที่ป่วยเป็นมะเร็งมักมีอาการซีด ไข้ เลือดออกง่าย และพบการโตของตับ ม้าม หรือต่อมน้ำเหลือง ซึ่งล้วนมาจากการทำงานผิดปกติของไขกระดูกที่เป็นแหล่งกำเนิดเซลล์เม็ดเลือด หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีและต่อเนื่อง อาจเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวายหรือเสียชีวิตได้

การรักษาที่เปิดประตูสู่โอกาสใหม่

ความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบันได้พลิกสถานการณ์อย่างน่าทึ่ง ทำให้เด็กที่ป่วยมีโอกาสหายขาดมากขึ้น ด้วยวิธีการรักษาที่หลากหลาย ได้แก่:

การผ่าตัด โดยทีมศัลยแพทย์ผู้ชำนาญเฉพาะด้าน ทำให้ลดความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา
การใช้เคมีบำบัด (Chemotherapy): เป็นแนวทางหลักในการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็ก โดยใช้ยากลุ่มต่าง ๆ เพื่อฆ่าเซลล์มะเร็งและควบคุมการแพร่กระจายของโรค
การรักษาเป้าหมาย (Targeted Therapy): ใช้ยาที่ออกแบบเฉพาะเพื่อจับคู่กับโปรตีนหรือยีนในเซลล์มะเร็ง เช่นยาที่มุ่งเน้นไปที่การยับยั้งการทำงานของโปรตีนเฉพาะในเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวบางชนิด
การรักษาภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy): การใช้ภูมิคุ้มกันของร่างกายเพื่อช่วยต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง เช่น ยา BiTEs หรือการบำบัดด้วย CAR-T cells ซึ่งได้พัฒนาและนำมาใช้ในการรักษาในผู้ป่วยเด็กบางราย
การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด (Stem Cell Transplantation): ในบางกรณีที่รุนแรงหรือไม่ตอบสนองต่อเคมีบำบัด อาจพิจารณาการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดจากผู้บริจาคพี่น้องของผู้ป่วย หรือจากบุคคลอื่นจากสภากาชาดไทย หรือพ่อหรือแม่ซึ่งปกติรักษาด้วยวิธีนี้ยากมาก มีไม่กีแห่งในประเทศไทยที่ทำกันได้

วิวัฒนาการทางการแพทย์ในปัจจุบันเปิดทางเลือกมากมายในการรักษาโรคมะเร็งในเด็ก ทั้งการผ่าตัดที่แม่นยำด้วยทีมศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การใช้เคมีบำบัดที่พัฒนาขึ้นจนลดผลข้างเคียงได้มาก การฉายรังสีด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และการปลูกถ่ายไขกระดูกจากบุคคลในครอบครัวหรือผู้บริจาคภายนอกที่ไม่ใช่พี่น้อง โดยวิธีสุดท้ายนี้มีค่าใช้จ่ายอย่างน้อย ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทต่อราย ซึ่งเด็กส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงการรักษาได้หากไม่มีการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังมีการรักษามะเร็งในเด็กด้วย immunotherapy เป็นแนวทางที่น่าจับตามอง เน้นใช้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายในการต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง ซึ่งมีข้อดีคือมักให้ผลข้างเคียงน้อยกว่าการเคมีบำบัดแบบดั้งเดิม และสามารถเจาะจงเป้าหมายได้ดีขึ้น ปัจจุบัน การใช้ immunotherapy ในเด็กสำหรับมะเร็งบางชนิดยังอยู่ในระยะทดลองหรือการนำมาใช้ในกรณีเฉพาะ แต่ก็มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

พระเมตตาเพื่อโอกาสแห่งการมีชีวิต

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงมีพระเมตตาอันหาที่สุดมิได้ต่อพสกนิกรผู้ตกทุกข์ได้ยาก ทรงริเริ่มโครงการสาธารณสงเคราะห์ต่างๆ เพื่อช่วยเหลือผู้หญิงและเด็ก เช่น โครงการลดการติดเอดส์จากแม่สู่ลูก และกองทุนยาพระวรราชาทินัดดามาตุ สำหรับผู้ติดเชื้อเอดส์ นอกจากนี้ยังทรงเป็นนายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพของมูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทยอีกด้วย

วิจัยเพื่ออนาคตของเด็กไทย

นอกจากการช่วยเหลือในการรักษา กองทุนฯ ยังสนับสนุนงบประมาณให้แก่ชมรมโรคมะเร็งในเด็กตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๗ เพื่อพัฒนางานวิจัยเกี่ยวกับการรักษามะเร็งต่อมหมวกไตในเด็ก ซึ่งเป็นโรคที่รักษายากและมีความรุนแรง การสนับสนุนนี้ทำให้วงการแพทย์ไทยมีความก้าวหน้าทัดเทียมระดับนานาชาติ และเพิ่มอัตราการหายขาดของเด็กที่ป่วยอีกหลายราย นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยในการผลิต CAR T cell ขึ้นใช้เองในประเทศไทย โดยถ้านำเข้า ค่าใช้จ่ายเข็มละ ๑๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท แต่ทั้งนี้สามารถลดค่าใช้จ่ายลงมาได้ถึง ๑๐ เท่า

เด็กไทยไม่ควรต้องเลือกระหว่างการรักษากับความอยู่รอด

ด้วยความยากลำบากของครอบครัวผู้ป่วย กองทุนฯ จึงเข้าช่วยเหลือในหลายมิติ ทั้งค่ารักษา ค่าเดินทาง ค่าที่พัก อุปกรณ์ทดแทนแขนขาที่ถูกตัดออก รวมถึงยาจำเป็นที่อยู่นอกการครอบคลุมของโครงการสวัสดิการ หลายครอบครัวที่ไม่แม้แต่จะมีค่ารถเพื่อพาบุตรไปรักษา ได้รับโอกาสใหม่เพราะพระเมตตาและการจัดการของกองทุนฯ ปัจจุบัน กองทุนฯสนับสนุนงบช่วยผู้ป่วยเด็กของโรงพยาบาลกว่า ๒๐ แห่งทั่วประเทศ เช่น โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ โรงพยาบาลหาดใหญ่ โรงพยาบาลขอนแก่น โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ โรงพยาบาลศรีสะเกษ เป็นต้น เพื่อใช้ในการรักษา ฟื้นฟู และปลูกถ่ายไขกระดูก รวมทั้งสนับสนุนทางการวิจัย การสนับสนุนจากกองทุนฯ ทำให้เด็กหลายรายที่เคยเผชิญกับความเสี่ยงต่อความพิการสามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติได้ เช่น การมอบทุนในการจัดซื้อแขนขาโลหะเพื่อทดแทนกระดูกที่ถูกตัดออก ทำให้เด็กไม่จำเป็นต้องถูกตัดแขนขาทิ้งไป นอกจากนี้ยังครอบคลุมค่าที่พักและค่าเดินทางสำหรับผู้ป่วยที่อยู่ห่างไกล ซึ่งเป็นอีกอุปสรรคสำคัญในการเข้าถึงการรักษา แม้แต่ยาบางชนิดที่อยู่นอกสิทธิ์การรักษาในระบบหลัก ก็ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนฯ เพื่อให้เด็กได้รับยาอย่างครบถ้วนและทันเวลา

แพทย์ผู้รักษาในหลายโรงพยาบาลต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า การสนับสนุนจากกองทุนฯ ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสได้รับการรักษาที่ต่อเนื่องและเหมาะสม ขณะเดียวกัน ผู้ปกครองเด็กต่างรู้สึกซาบซึ้งในพระเมตตา ที่พระองค์ทรงดำริให้เด็กยากไร้ทุกคนได้รับโอกาสช่วยเหลืออย่างเท่าเทียม และเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ในชีวิต

ท่านสามารถร่วมบริจาคช่วยสนับสนุนกิจกรรมของกองทุนได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่บัญชี 133-2-08742-3 โทร 0-2718-3800 ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้  รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/

พระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้: พระราชกรณียกิจเพื่อพสกนิกรยากไร้

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงอุทิศพระองค์ในการบำเพ็ญพระกรณียกิจด้านสังคมสงเคราะห์มาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะด้านผู้หญิงและเด็ก ทรงเยี่ยมเยียนประชาชนผู้ทุกข์ยาก ทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อโครงการต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ การศึกษา หรือการดำรงชีวิต

กองทุนโรคมะเร็งในเด็กฯ จึงมิได้เป็นเพียงแหล่งเงินทุนหากเป็นสัญลักษณ์แห่งพระเมตตา ความหวัง และการเปลี่ยนแปลงชีวิตของเด็กไทย ที่ในอดีตอาจต้องเผชิญกับความทุกข์ยากและโรคร้าย แต่วันนี้ พวกเขามีโอกาสยืนหยัด กลับมาเติบโตอย่างงดงามในสังคมอีกครั้ง

13 กรกฎาคม 2568  เป็นวันคล้ายวันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ขอเชิญชวนประชาชนร่วมกันถวายพระพร ขอให้พระองค์ทรงพระเจริญ มีพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์ตลอดไป

LIFE & HEALTH : ความก้าวหน้าในการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน

LIFE & HEALTH : ความก้าวหน้าในการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน

LIFE & HEALTH : ความก้าวหน้าในการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน

วันพุธ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน หรือที่เรียกว่า Acute Leukemia เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของการสร้างเม็ดเลือดขาวภายในไขกระดูก ซึ่งทำให้มีการสร้างเม็ดเลือดขาวที่ผิดปกติและเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว รบกวนกระบวนการสร้างเซลล์เลือดปกติ ทำให้ร่างกายมีจำนวนเม็ดเลือดแดงและเกล็ดเลือดลดลง ส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็ก

โรคนี้ถือว่าเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยที่สุดในกลุ่มเด็ก โดยคิดเป็นประมาณร้อยละ 25–30 ของผู้ป่วยมะเร็งเด็กทั้งหมด สำหรับประเทศไทยเอง พบว่าเด็กไทยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 38.1 ของผู้ป่วยมะเร็งเด็กทั้งหมด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญในการเฝ้าระวัง การวินิจฉัยเร็ว และการให้การรักษาอย่างทันท่วงที

ประเภทของโรคโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ได้แก่

– Acute Lymphoblastic Leukemia (ALL): เป็นชนิดที่พบได้บ่อยในเด็กมากที่สุด เกิดจากความผิดปกติของลิมโฟบลาสต์ ซึ่งเป็นเซลล์ที่พัฒนาไปเป็นเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์

– Acute Myeloid Leukemia (AML): พบได้น้อยกว่าในเด็ก เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ต้นกำเนิดที่พัฒนาไปเป็นเม็ดเลือดขาวชนิดไมอีลอยด์

การวินิจฉัยแยกประเภทมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากแต่ละชนิดมีวิธีการรักษา การตอบสนองต่อยา และแนวโน้มการหายที่แตกต่างกัน

สาเหตุของการเกิดโรค ข้อมูลจาก ศาสตราจารย์ นายแพทย์สุรเดช หงส์อิง เลขาธิการ กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ  และ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า สาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันส่วนใหญ่ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด ปัจจัยที่พบว่าน่าจะมีความสัมพันธ์กับพยาธิสภาพการเกิดโรค นั่นคือ อาจเกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรม โดยเฉพาะสุขภาพของมารดาตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ อาจจะส่งผลให้เกิดโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว เช่น การสูบบุหรี่ โดยทำให้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมของลูกได้

ความก้าวหน้าในการรักษา

การรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็กในปัจจุบันมักประกอบด้วยหลายแนวทางร่วมกันเพื่อเพิ่มโอกาสในการหายขาดและลดผลข้างเคียง เช่น

  1. เคมีบำบัด (Chemotherapy): เป็นแนวทางหลักในการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็ก โดยใช้ยากลุ่มต่าง ๆ เพื่อฆ่าเซลล์มะเร็งและควบคุมการแพร่กระจายของโรค
  2. การรักษาเป้าหมาย (Targeted Therapy): ใช้ยาที่ออกแบบเฉพาะเพื่อจับคู่กับโปรตีนหรือยีนในเซลล์มะเร็ง เช่นยาที่มุ่งเน้นไปที่การยับยั้งการทำงานของโปรตีนเฉพาะในเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวบางชนิด
  3. การรักษาภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy): การใช้ภูมิคุ้มกันของร่างกายเพื่อช่วยต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง เช่น ยา BiTEs หรือการบำบัดด้วย CAR-T cells ซึ่งได้พัฒนาและนำมาใช้ในการรักษาในผู้ป่วยเด็กบางราย
  4. การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด (Stem Cell Transplantation): ในบางกรณีที่รุนแรงหรือไม่ตอบสนองต่อเคมีบำบัด อาจพิจารณาการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดจากผู้บริจาคพี่น้องของผู้ป่วย หรือจากบุคคลอื่นจากสภากาชาดไทย หรือพ่อหรือแม่ซึ่งปกติรักษาด้วยวิธีนี้ยากมาก มีไม่กีแห่งในประเทศไทยที่ทำกันได้

ความคืบหน้าในการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็กเป็นสิ่งที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยเทคโนโลยีและการวิจัยใหม่ ๆ ทำให้ผลลัพธ์ดีขึ้นและผลข้างเคียงลดลง สำหรับการวินิจฉัยและแผนการรักษา ควรปรึกษากับแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งเด็กที่สามารถให้คำแนะนำแบบเฉพาะบุคคลได้ดีที่สุด

การรักษามะเร็งในเด็กด้วย immunotherapy เป็นแนวทางที่น่าจับตามอง เน้นใช้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายในการต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง ซึ่งมีข้อดีคือมักให้ผลข้างเคียงน้อยกว่าการเคมีบำบัดแบบดั้งเดิม และสามารถเจาะจงเป้าหมายได้ดีขึ้น ปัจจุบัน การใช้ immunotherapy ในเด็กสำหรับมะเร็งบางชนิดยังอยู่ในระยะทดลองหรือการนำมาใช้ในกรณีเฉพาะ แต่ก็มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ตัวอย่างการใช้ immunotherapy ในเด็ก ได้แก่:

  1. CAR-T Cell Therapy: เทคโนโลยีนี้เป็นการดัดแปลงเซลล์ T ของผู้ป่วยให้สามารถจดจำและทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างเฉพาะเจาะจง เช่นในมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน (ALL) ซึ่งมีผลตอบรับดีในหลายกรณี
  2. Antibody Therapy: ใช้ยาแอนติบอดีที่เจาะจงต่อโปรตีนบนผิวเซลล์มะเร็ง เช่น ยา BiTEs ที่จับกับโปรตีนในเซลล์มะเร็ง เพื่อกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีขึ้น และทำให้เซลล์มะเร็งถูกทำลาย
  3. Checkpoint Inhibitors: ยาเหล่านี้ช่วยปลดล็อกกลไกของระบบภูมิคุ้มกันที่อาจปิดการทำงานเพื่อไม่ให้โจมตีเซลล์มะเร็ง ซึ่งในเด็กยังเป็นการทดลองและศึกษาวิจัยอยู่ในขั้นต้นเมื่อเทียกกับในผู้ใหญ่

การเลือกใช้ immunotherapy ขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของมะเร็ง รวมถึงสภาพร่างกายของเด็ก แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้เลือกแนวทางที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งเป็นผลมาจากความก้าวหน้าในการวิจัยและเทคโนโลยีในด้านนี้อย่างต่อเนื่อง

CAR T cell ในการรักษามะเร็ง โดยเฉพาะ CAR CD 19 ในการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวและมพเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด บี เซลล์ ที่คณะแพทญสาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เริ่มทำการวิจัยและรักษาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 ปัจจุบันรักษาคนไข้ดังกล่าวทั้งเด็กและผู้ใหญ่ไปแล้ว 35 ราย ผลการรักษาโดยรวมผู้ป่วยโรคสงบถึงร้อยละ 80 โดยผู้ป่วยดื้อต่อการรักษาอื่นๆ ทั้งนี้ มีผู้ป่วย 1 ราย เป็นโรค SLE สามารถรักษาให้โรคสงบได้

กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ คืนชีวิตใหม่..ให้ผู้ป่วยมะเร็งเด็ก

นับตั้งแต่  กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงรับกองทุนโรคมะเร็งในเด็กไว้ในพระอุปถัมภ์ จวบจนปัจจุบันเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้วที่ทรงมีพระเมตตาช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศในรพ.กว่า 20 แห่ง รูปแบบในการให้ความช่วยเหลือคือ ช่วยค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษา รวมทั้งค่ายา ค่าเดินทางมาตรวจรักษา ค่าที่พัก เวชภัณฑ์ต่างๆด้วย สามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่บัญชี 133-2-08742-3 โทร 0-2718-3800 ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้  รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/

13 กรกฎาคม นี้ เป็นวันคล้ายวันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ขอเชิญชวนประชาชนร่วมกันถวายพระพร ขอให้พระองค์ทรงพระเจริญ มีพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์ตลอดไป

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. เภสัชกร อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

กรรมการ กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ

LIFE & HEALTH : รู้จักโรคไทรอยด์ต่ำ: สาเหตุ อาการ และการดูแลรักษาอย่างถูกวิธี

LIFE&HEALTH : รู้จักโรคไทรอยด์ต่ำ: สาเหตุ อาการ และการดูแลรักษาอย่างถูกวิธี

LIFE&HEALTH : รู้จักโรคไทรอยด์ต่ำ: สาเหตุ อาการ และการดูแลรักษาอย่างถูกวิธี

วันพุธ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ฮอร์โมนไทรอยด์ ทำหน้าที่สำคัญมากในร่างกายเกี่ยวกับการควบคุมการเจริญเติบโต พัฒนาการของสมองในทารก ควบคุมกระบวนการเมแทบอลิซึม (metabolism) ของคาร์โบไฮเดรต ไขมันและโปรตีน ฮอร์โมนไทรอยด์ทำให้มีการเพิ่มการใช้ออกซิเจนของร่างกายและเพิ่มการสร้างความร้อนในร่างกาย และมีผลควบคุมอุณหภูมิร่างกาย (thermogenesis) ด้วย นอกจากนั้นทำหน้าที่ควบคุมการเจริญเติบโต การพัฒนาและการทำงานของเนื้อเยื่อทุกส่วนในร่างกาย โดยเฉพาะในระบบประสาท ระบบสืบพันธุ์ และระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ กระตุ้นการสังเคราะห์โปรตีน และการหลั่งและการออกฤทธิ์ของฮอร์โมนเกี่ยวกับการเติบโต (growth hormone) ต่อเนื้อเยื่อต่างๆ การขาดฮอร์โมนไทรอยด์ ทำให้ผู้ป่วยมีการทำงานของร่างกายผิดปกติการทำหน้าที่ต่างๆในร่างกายทำงานช้าลง โดยเฉพาะในทารกแรกเกิดและเด็ก การขาดฮอร์โมนไทรอยด์ ทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า “cretinism” ผู้ป่วยจะมีตัวเตี้ยแคระเกร็น (dwarfism) และมีภาวะผิดปกติของสมอง

ข้อมูลจาก รศ.ดร. ภญ.วิลาสินี หิรัญพานิช ซาโตะ ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า โรคที่เกี่ยวข้องกับต่อมไทรอยด์เกิดจากความผิดปกติของการทำงานของต่อมไทรอยด์  โดยแบ่งเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ คือภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากกว่าปกติ (hyperthyroidism) และภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานต่ำกว่าปกติ (hypothyroidism) นอกจากนั้นยังพบความผิดปกติอื่นๆ ได้แก่ โรคก้อนที่ต่อมไทรอยด์ (thyroid goiter) และ โรคมะเร็งต่อมไทรอยด์ (thyroid cancer) เป็นต้น

โรคไทรอยด์ต่ำ (hypothyroidism) คืออะไร

ภาวะที่มีการสร้างและหลั่งฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำกว่าปกติ ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะมีอาการพูดช้า ทำงานช้า รู้สึกขี้หนาว ท้องผูก น้ำหนักตัวเพิ่มทั้งๆที่ไม่ได้รับประทานอาหารมากกว่าปกติ ตัวบวม มีเลือดประจำเดือนมากกว่าปกติ ผิวหนังหยาบแห้ง เป็นต้น สาเหตุของโรคไทรอยด์ต่ำ เกิดได้หลายสาเหตุได้แก่

  1.  การอักเสบของต่อมไทรอยด์ สาเหตุจากภาวะความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน (autoimmune disease) มีการสร้างแอนติบอดี (antibody) ทำลายฮอร์โมนไทรอยด์ด้วยภูมิคุ้มกันของตัวเอง ซึ่งเรียกภาวะนี้ว่า “Hashimoto’s disease”
  2.  ผลจากการรักษาภาวะไทรอยด์สูง เช่น การผ่าตัดต่อมไทรอยด์ออก การรักษาด้วยการฉายรังสีที่ทำให้เกิดการทำลายเนื้อต่อมไทรอยด์ หรือผลการรักษาด้วยยาต้านไทรอยด์ที่ส่งผลทำให้มีระดับฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ เป็นต้น
  3. การขาดสารอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่มีไอโอดีนเป็นส่วนประกอบ
  4. ต่อมไทรอยด์อักเสบ (thyroiditis หรือ inflammation of thyroid)

รู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคไทรอยด์ต่ำ

  1. อาการแสดง ได้แก่ น้ำหนักขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ ผิวแห้ง ขี้หนาว ผมบาง พูดช้า ทำงานช้า คิดช้า ท้องผูก ปวดเมื่อยตามตัว กล้ามเนื้ออ่อนแรง ปวดข้อ ประจำเดือนมาไม่ปกติหรือมาปริมาณมากกว่าปกติ มีการสะสมของสารมูโคโพลีซักคาไรด์ (mucopolysaccharide) ตามชั้นผิวหนัง ทำให้หน้าบวม หนังตาบวม ผิวหนังหยาบแห้ง เสียงแหบ หรือเสียงขึ้นจมูก มีอาการคัดจมูก บางคนมีอาการทางจิตเวชร่วมด้วย เช่น ซึมเศร้า เป็นต้น อย่างไรก็ตามในผู้ป่วยบางรายไม่มีอาการแสดงชัดเจน เนื่องจากอาการโรคมีลักษณะที่ไม่จำเพาะทำให้วินิจฉัยได้ยาก ส่วนใหญ่ต้องมีการตรวจระดับฮอร์โมนในเลือดเพื่อวินิจฉัยยืนยันผล
  2. ผลทางห้องปฏิบัติการ ผลการตรวจเลือดจะพบระดับของ free thyroxine (T4) และ T3 ลดลง ขณะที่มีการเพิ่มขึ้นของระดับ TSH มากขึ้น นอกจากนั้นการวัด anti-thyroid antibody หากพบ TPO antibodies ให้ผลบวกจะช่วยวินิจฉัยว่าเป็น Hashimoto’s thyroiditis

เป้าหมายการรักษาและแนวทางการรักษา

ผู้ป่วยโรคไทรอยด์ต่ำส่วนใหญ่มักเป็นชนิดถาวรและต้องการการรักษาในระยะยาว จุดประสงค์ของการรักษาที่สำคัญคือต้องการฮอร์โมนไทรอยด์ทดแทน เพื่อชดเชยการขาดฮอร์โมนไทรอยด์เพื่อทำให้การทำงานของระบบต่างๆ ของร่างกายกลับคืนสู่ภาวะปกติ  การรักษาทำโดยการให้ฮอร์โมนไทรอยด์ทดแทน รูปแบบยาเตรียมที่เป็นทางเลือกคือ levothyroxine หรือ T4  โดยต้องปรับขนาดยาให้เหมาะสมตามผู้ป่วยแต่ละราย ส่วนใหญ่รับประทานยาวันละครั้ง สำหรับผู้ป่วยที่สูงอายุ และผู้ป่วยโรคหัวใจ ต้องลดขนาดยาลง ทั้งนี้เนื่องจากผู้ป่วยสูงอายุมีความไวต่อฮอร์โมนมาก และหากมีภาวะผิดปกติเกี่ยวกับโรคหัวใจแพทย์อาจจะพิจารณาหยุดใช้หรือลดขนาดยาลง

ฮอร์โมนไทรอยด์ทดแทนสำหรับรักษาภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำมีอาการไม่พึงประสงค์อะไรบ้าง

  • อาการไม่พึงประสงค์จากการรับประทานฮอร์โมนไทรอยด์ทดแทนที่อาจพบ ได้แก่ อาการทางระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง เป็นต้น ซึ่งควรต้องระวังการเกิดอาการไม่พึงประสงค์เหล่านี้โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับโรคหัวใจอยู่แล้ว
  • อาการไม่พึงประสงค์อื่นๆที่อาจพบโดยเฉพาะการได้รับในขนาดสูง ซึ่งอาการไม่พึงประสงค์เหล่านี้จะคล้ายกับการมีฮอร์โมนไทรอยด์มากเกินไปในร่างกาย ได้แก่ หัวใจเต้นเร็ว อาการกังวล เหนื่อยง่าย หงุดหงิด นอนไม่หลับ กระวนกระวาย หิวบ่อย น้ำหนักลงลง มวลกระดูกลดลง  เป็นต้น

ยาอะไรบ้างที่เกิดอันตรกิริยากับฮอร์โมนไทรอยด์ทดแทน

  • ฮอร์โมนไทรอยด์ทดแทน (T4) เมื่อให้โดยการรับประทาน จะถูกดูดซึมได้ดีในลำไส้เล็ก อย่างไรก็ตามการรับประทานร่วมกับยาหรืออาหารบางชนิดอาจมีผลรบกวนการดูดซึมของ T4 ได้เช่น ยาลดกรด แคลเซียม ธาตุเหล็ก ยาชนิดอื่นๆ โดยเฉพาะที่มีประจุในโครงสร้าง เช่น sucralfate, cholestyramine, colestipol เป็นต้น โดยหากจำเป็นต้องรับประทานร่วมกัน ควรรับประทานห่างกันอย่างน้อย 2-4 ชม.
  • ยาที่มีผลรบกวนกระบวนการเมแทบอลิซึมของ T4 เช่น ยาที่มีฤทธิ์เหนี่ยวนำเอนไซม์ที่เร่งการทำลาย T4 (enzyme inducer) เช่น rifampin, phenobarbital, carbamazepine, phenytoin เป็นต้น

การติดตามผลการรักษาหลังการรับประทานฮอร์โมนไทรอยด์ทดแทน

  • ติดตามค่า TSH, T3 และ T4 ในเลือดหลังจากรักษาด้วยยานาน 6-8 สัปดาห์ และสังเกตอาการแสดง

ควรปฏิบัติตนอย่างไรขณะใช้ยารักษาโรคไทรอยด์ต่ำ

  • ควรรับประทานยา levothyroxine ก่อนอาหารนานประมาณ 30 นาทีหรือ 1 ชั่วโมงพร้อมน้ำเปล่า (ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานพร้อมนม) หลีกเลี่ยงการรับประทานยาร่วมกับยาชนิดอื่นๆที่อาจเกิดอันตรกิริยาระหว่างยา และแนะนำให้รับประทานยาในเวลาเดียวกันของทุกวันเพื่อให้ยาในร่างกายมีระดับคงที่
  • รับประทานยาสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง อย่าปรับขนาดยาเอง และห้ามหยุดรับประทานยาเอง โดยไม่ปรึกษาแพทย์แม้อาการดีขึ้นแล้ว
  • ตรวจติดตามวัดระดับฮอร์โมนไทรอยด์ในเลือด ติดตามวัดระดับ TSH และ free thyroxine เป็นระยะๆ (ทุก 4-6 เดือน) เพื่อแพทย์สามารถปรับขนาดยาให้เหมาะสม
  • หากมีการตั้งครรภ์ หรือเกิดโรคประจำตัวอื่นโดยเฉพาะโรคหัวใจและหลอดเลือด ต้องปรึกษาแพทย์เพื่อปรับขนาดยา
  • หลังรับประทานฮอร์โมนไทรอยด์ทดแทนแล้ว หากมีอาการผิดปกติ เช่น ใจสั่น น้ำหนักลดเร็ว นอนไม่หลับ เหงื่อออกมาก อ่อนเพลียผิดปกติ ให้รีบปรึกษาแพทย์เพื่อปรับขนาดยา
  • สามารถรับประทานอาหารตามปกติ โดยอาจเน้นอาหารที่มีไอโอดีน (ในปริมาณที่เหมาะสม) เช่น เกลือเสริมไอโอดีน สาหร่ายทะเล ปลา การรับประทานผักและผลไม้สด การออกกำลังกาย และควรดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอวันละ 6-8 แก้ว จะช่วยควบคุมสมดุลร่างกาย และควบคุมน้ำหนักตัว

โดยสรุปโรคไทรอยด์ต่ำ สามารถรักษาได้ด้วยยาฮอร์โมนไทรอยด์ทดแทน ผู้ป่วยไม่ควรกังวลมากเกินไป หากเกิดอาการผิดปกติหรือสงสัยควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจให้แน่ชัด ไม่ควรหาซื้อยามารับประทานเอง โดยหากตรวจวินิจฉัยโรคแล้วทราบผลความผิดปกติเร็ว การได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีและปฏิบัติตนอย่างถูกต้อง จะสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service.php

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. เภสัชกร อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ