LIFE & HEALTH : มารับมือกับอาการผู้ชายวัยทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/379537

LIFE&HEALTH : มารับมือกับอาการผู้ชายวัยทอง

LIFE&HEALTH : มารับมือกับอาการผู้ชายวัยทอง

วันพุธ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ถ้าพูดถึงคำว่า “วัยทอง” คนส่วนใหญ่มักจะคิดถึงการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและจิตใจของผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน แต่ในความเป็นจริงแล้วผู้ชายมีช่วงนี้เหมือนกัน เพียงแต่อาการของชายวัยทองนั้นจะค่อยเป็นค่อยไปไม่แสดงออกอย่างชัดเจนและสังเกตอาการค่อนข้างยากกว่าผู้หญิง

ข้อมูลจาก ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เปิดเผยว่า ตามปกติชายวัย 40 ปีขึ้นไป จะมีระดับฮอร์โมนเพศชายเทสโทสเตอโรนลดลงประมาณปีละ 1% โดยจะลดลงไปเรื่อยๆ แต่ไม่มีการหยุดทำงาน ซึ่งแตกต่างจากวัยทองในเพศหญิงที่รังไข่จะหยุดผลิตฮอร์โมนเพศหญิงโดยสิ้นเชิง ดังนั้นอาการผิดปกติต่างๆ ที่เกิดในชายวัยทองจึงไม่ชัดเจนและรุนแรงเหมือนกับสตรีวัยทอง อย่างไรก็ดี ภาวะพร่องฮอร์โมนที่เกิดขึ้นในเพศชาย ไม่ได้เกิดกับผู้ชายทุกคน และมีอาการแตกต่างกันไปในแต่ละคน โดยอวัยวะที่มีความสัมพันธ์กับการเริ่มพร่องลงของฮอร์โมนเพศชายจะเริ่มเสื่อมการทำงานลง ซึ่งจะทำให้เกิดอาการทางด้านจิตใจและอารมณ์ตามมา โดยมีสัญญาณเตือนภัยให้สังเกตกันดังต่อไปนี้

อาการทางด้านสติปัญญาและอารมณ์ เช่น เครียดและหงุดหงิดง่าย เฉื่อยชาลง ขาดสมาธิในการทำงาน ความจำระยะสั้นลดลง บางคนหากมีอาการมากๆ ก็จะรู้สึกท้อแท้ เบื่อหน่ายชีวิต หรือซึมเศร้าลง

อาการทางด้านระบบไหลเวียนโลหิต เช่น อาจมีอาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกมาก ชีพจรเต้นเร็ว

อาการทางด้านร่างกาย ได้แก่ อ่อนเพลียไม่มีแรง เหนื่อยง่ายขึ้นเบื่ออาหาร ปวดเมื่อยตามตัวโดยไม่มีสาเหตุ ไม่กระฉับกระเฉง กล้ามเนื้อต่างๆ ของร่างกายนั้นมีลักษณะเล็กและลีบลงในขณะที่ไขมันในร่างกายนั้นเพิ่มพูนได้ง่าย ก่อให้เกิดความอ้วนและลงพุง ภาวะกระดูกพรุน

อาการทางด้านจิตใจและเพศ เช่น อาการนอนไม่หลับ ตื่นตกใจง่าย ความต้องการทางเพศและสมรรถภาพทางเพศเริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด

อย่างไรก็ดีผู้ชายส่วนใหญ่มักปฏิเสธไม่ยอมรับความจริงว่าตัวเองเริ่มมีอายุมากขึ้น มักอ้างว่าเป็นผลจากการทำงานหนัก ความเครียดที่ต้องทำงานรับผิดชอบครอบครัว ที่สำคัญผู้ชายส่วนใหญ่มักจะไม่เอ่ยปากพูดเรื่องนี้กับใครและไม่ไปพบแพทย์

รับมือปัญหาแห่งวัยอย่างไรดี

การเข้าสู่วัยทองของผู้ชายไม่มีช่วงอายุที่แน่นอน หรือแสดงอาการเด่นชัดเหมือนเพศหญิงแต่เป็นการสะสมความถดถอยในระยะยาว เพราะนอกจากเรื่องของอายุซึ่งเป็นปัจจัยตามธรรมชาติแล้ว การลดลงของระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนจะเกิดขึ้นเร็วหรือช้ายังขึ้นอยู่กับพฤติกรรมและสภาวะบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหนัก การพักผ่อนน้อย ความเครียด ความวิตกกังวล การดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงการสูบบุหรี่ และโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ฯลฯ ดังนั้นบางรายอาจเริ่มแสดงอาการตั้งแต่วัย 40 ขณะที่บางคนมักจะไม่มีอาการอะไรให้เห็นจนอายุ 60 ก็มี ดังนั้นคุณผู้ชายทั้งหลายจึงควรเตรียมตัวให้พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ด้วยหลักง่ายๆ ดังนี้

พักผ่อนให้เพียงพอ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนอาจทำให้ร่างกายอ่อนล้าและต้องการการพักผ่อนมากกว่าปกติ การนอนหลับถือเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุด เพราะร่างกายทุกส่วนจะได้พักผ่อนและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ รวมทั้งช่วยให้สมองปลอดโปร่งแจ่มใส หากใครมีอาการนอนไม่หลับ หรือหลับๆ ตื่นๆ อยู่บ่อยๆ ควรหลีกเลี่ยงความเครียดและความวิตกกังวล เพราะจะส่งผลให้มีปัญหาการนอน ขณะเดียวกันก่อนนอนควรดื่มนมอุ่นๆ หรือชาคาโมมายด์ หรือใช้น้ำมันหอมระเหยกลิ่นที่ชอบนวดผ่อนคลาย เพื่อช่วยให้รู้สึกสบายและนอนหลับได้ง่ายขึ้น

สร้างบริโภคนิสัยที่ดี เลือกรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์อย่างหลากหลาย เพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วนตามสัดส่วนที่ร่างกายต้องการ โดยพยายามเน้นอาหารประเภทผัก ผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินและเกลือแร่ รวมทั้งมีกากใยสูงซึ่งช่วยให้ระบบย่อยและขับถ่ายทำงานได้ดี หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง ของทอด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และกาเฟอีนที่มากเกินไป ดื่มน้ำสะอาดไม่ต่ำกว่า 8 แก้ว

ขยับกายสบายชีวี หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละไม่น้อยกว่า 30 นาที เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อและกระดูกแข็งแรงขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้ร่างกายหลั่งสารเอ็นโดรฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข ลดความเครียด ช่วยให้คุณนอนหลับได้สบายขึ้น การออกกำลังกาย ที่เหมาะสำหรับวัยนี้คือการขี่จักรยาน การเดินเร็ว ว่ายน้ำ เป็นต้น

เตรียมอารมณ์และจิตใจ แม้คุณจะมีเรื่องวุ่นวายใจต้องขบคิดกับปัญหารอบด้าน การสูดลมหายใจลึกๆ หลับตา และนับ 1-10 หรือจะเลือกสวดมนต์ ทำสมาธิ ช่วยสร้างความสงบสุขทางจิตใจและช่วยให้คุณมีสติ พร้อมฝ่าฝันปัญหาและอุปสรรคต่าง ให้ผ่านพ้นไป ขณะเดียวกันควรทำจิตใจให้สงบมองโลกในแง่ดีและละวางจากความเครียด ด้วยการทำกิจกรรมที่ชอบ หรือสนุกกับงานอดิเรก เพื่อความเพลิดเพลินและเพิ่มคุณค่าให้กับตัวเอง

หมั่นตรวจสุขภาพประจำ อย่างน้อยปีละครั้งจะช่วยให้คุณทราบถึงความเปลี่ยนแปลงของระบบต่างๆ ในร่างกาย หากเกิดมีสิ่งผิดปกติยังสามารถแก้ไขได้ทันท่วงที ไม่ปล่อยให้เป็นมากจนมีภาวะแทรกซ้อนจึงจะรักษา คุณจึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกโปรแกรมการตรวจที่เหมาะสมสำหรับตัวคุณเอง

ทั้งนี้ ถ้าทำความเข้าใจและพร้อมปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและจิตใจที่เกิดขึ้น รวมทั้งคนรอบข้างให้การสนับสนุนชายวัยทองก็สามารถมีความสุขไปพร้อมกับการมีสุขภาพดีและยังดูหนุ่มกว่าวัยไปได้อีกด้วย

โดย ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH ไลฟ์แอนด์เฮลท์ : เปิดเทอม…ระวังเปิดเทศกาลเด็กป่วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/378097

LIFE&HEALTH ไลฟ์แอนด์เฮลท์ : เปิดเทอม...ระวังเปิดเทศกาลเด็กป่วย

LIFE&HEALTH ไลฟ์แอนด์เฮลท์ : เปิดเทอม…ระวังเปิดเทศกาลเด็กป่วย

วันพุธ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ในช่วงเปิดเทอมนี้ พบว่ามีเด็กๆเจ็บป่วยกันทั้งโรคหวัด ท้องร่วง หรือแม้แต่โรคผิวหนังต่างๆ มากกว่าช่วงที่ปิดเทอมอยู่บ้าน เพราะเปิดเทอมจะมีเด็กๆ มาจากหลากหลายสถานที่มารวมตัวกันในสถานศึกษา หรือสถานที่แออัด ไม่ว่าจะเป็น รถโรงเรียน รถประจำทาง รถไฟฟ้า ศูนย์ดูแลเด็กเล็ก (เนอร์สเซอรี่)หรือโรงเรียนอนุบาล อาจก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดต่อในเด็กได้ง่าย

ข้อมูลจาก ผศ.พญ.วีรวรรณ หัตถสิงห์ รองเลขาธิการ สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า โรคที่พบบ่อยในช่วงฤดูหนาว ส่วนใหญ่จะเป็นโรคที่เกิดจากทางเดินหายใจ และโรคระบบทางเดินอาหาร โดยโรคยอดฮิตในระบบทางเดินหายใจที่เด็กๆ เป็นมากที่สุดก็คือไข้หวัดใหญ่ และ RSV ส่วนโรคจากระบบทางเดินอาหารคือโรคท้องร่วง ท้องเสีย ยิ่งในช่วงเปิดเทอมการแพร่เชื้อต่างๆ จะแพร่กระจายไปรวดเร็วมาก เนื่องจากมีการสัมผัสเชื้อโรคร่วมกันในวงกว้าง ทั้งการไอ จาม รู้หรือไม่ว่าการจาม 1 ครั้ง สามารถแพร่เชื้อโรคได้ไกลถึง 6 เมตรหากอยู่ในห้องเรียนหรือโรงอาหาร อาจมีผู้รับและสัมผัสเชื้อโรคพร้อมกันหลายคน เพราะฉะนั้นการล้างมือก็ยังเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ที่จะช่วยป้องกันให้เด็กรอดพ้นจากเชื้อโรคต่างๆ ได้ทางหนึ่ง

ข้อมูลจาก ผศ.พญ.สุวิรากา โอภาสวงศ์ ประธานฝ่ายกิจกรรมสังคม สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย และ ผู้อำนวยการคลินิกสยามเดอร์มาติกส์ เปิดเผยว่า โรคติดเชื้อทางผิวหนังทุกชนิดสามารถป้องกันได้โดยการล้างมือ ตั้งแต่ติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อไวรัส และพาราไซท์ รวมถึงโรคติดเชื้อแบคทีเรียทางผิวหนัง ได้แก่ โรคแผลพุพอง Impetigo ฝี หนอง เกิดจากการที่สัมผัสเชื้อแบคทีเรีย แล้วผิวหนังมีแผลทำให้เชื้อเข้าสู่ผิวหนังได้

สำหรับโรคผิวหนังจากเชื้อราที่พบบ่อย ได้แก่ กลาก เชื้อกลาก มักอยู่ในสัตว์เลี้ยง พื้นดิน และ ติดต่อจากคนถึงคน ลักษณะผื่นจะเป็นผื่นแดง เป็นตุ่มและลามออกเป็นวงซ้อนๆกัน มีอาการคันมาก ดังนั้นเวลาสัมผัสกับสัตว์เลี้ยง ไม่ว่า สุนัข แมว กระต่าย หรืออื่นๆต้องล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง

ส่วนโรคผิวหนังจากเชื้อไวรัสก็พบได้บ่อยเช่นกัน ได้แก่ หูด หูดข้าวสุกมือเท้าเปื่อย เริม โรคสุกใส โดยผื่นแต่ละอย่างมีลักษณะเฉพาะ หูดจะเป็นผื่นนูน หนา กดเจ็บ ถ้าเอามีดฝานด้านบนออกจะพบจุดดำๆเป็นจุดเลือดออก มักพบที่นิ้วมือ ฝาเท้า ส่วนหูดข้าวสุก เป็นตุ่มกระจายตามตัวและแขนขา ตุ่มจะมีรอยบุ๋มตรงกลาง ถ้ากดออกจะมีสารสีขาวข้นคล้ายข้าวสุกออกมา จึงมีชื่อว่า หูดข้าวสุก

ส่วนโรคผิวหนังจากพาราไซด์ ทางผิวหนังที่ติดต่อง่ายมาก คือ หิด เป็นโรคที่เกิดจากพาราไซด์ ตัวเล็กๆมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า มีอาการคันและผื่นแดง อาจสังเกตเห็นเป็นรอยโพรงของตัวหิด ปรากฏเป็นรอยหรือเส้นเล็ก ๆ สีเงินหรือดำบนผิวหนังประมาณ 2-10 มิลลิเมตร โดยมักพบบริเวณง่ามนิ้ว ข้อมือด้านใน และฝ่ามือ ในร่มผ้า อาการเด่นคือคันกลางคืน มากว่า
กลางวัน มักเป็นตามสถานที่มีคนอยู่รวมกันเยอะ เช่น โรงเรียน ทัณฑสถาน เป็นต้น

การล้างมือเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ง่าย ประหยัดและเสียค่าใช้จ่ายน้อย และสามารถป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคได้ดี ซึ่งการล้างมือที่ถูกอย่างน้อย 20 วินาที วิธีด้วยน้ำและสบู่ มี 7 ขั้นตอน ได้แก่ (1) ฝ่ามือถูกัน (2) ฝ่ามือถูหลังมือและนิ้วถูซอกนิ้ว (3) ฝ่ามือถูฝ่ามือและนิ้วถูซอกนิ้ว (4) หลังนิ้วมือถูฝ่ามือ (5) ถูนิ้วหัวแม่มือโดยรอบด้วยฝ่ามือ (6) ปลายนิ้วมือถูขวางฝ่ามือ และ (7) ถูรอบข้อมือ โดยทุกขั้นตอนทำ 5 ครั้ง สลับกันทั้ง 2 ข้าง

 

การล้างมือบ่อยๆ ช่วยป้องกันโรคติดเชื้อได้ แต่การที่ล้างมือบ่อยๆบางครั้งจะทำให้ผิวหนังสูญเสียความชุ่มชื้น ทำให้เกิดโรคผิวหนังอักเสบที่มือได้ โดยจะมีผิวแตก แห้ง ที่ปลายนิ้วก่อน บางครั้งแตกเป็นร่อง มีเลือดไหลได้ดังนั้นหลังล้างมือเสร็จควรมีโลชั่นให้ความชุ่มชื่นด้วย ทั้งนี้เราควรล้างมือเมื่อไร ควรล้างเมื่อมีกิจกรรมดังนี้

l ทุกครั้งก่อนและหลังการใช้ห้องน้ำ/ห้องส้วม

l ทุกครั้งก่อนหรือหลัง
รับประทานอาหาร

l หลังจากการจามหรือไอ
หรือไปสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย

l ก่อนและหลังการเตรียมอาหาร  หรือปอกผลไม้

l หลังทำความสะอาดบ้านและบริเวณบ้าน

l ทำความสะอาดหลังสัมผัสหรือเล่นกับสัตว์เลี้ยง

l ภายหลังจากออกไปปฏิบัติภารกิจนอกบ้าน

l ก่อนและหลังการทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะการออกกำลังกายในสถานฟิตเนสที่ต้องมีการสัมผัสสิ่งของ เครื่องมือ ซึ่งมีการใช้อุปกรณ์รวมกัน

อย่างไรก็ตามคนส่วนใหญ่ยังล้างมือไม่ถูกต้อง ข้อมูลจากกรมอนามัย เปิดเผยว่า ในปี 2560ได้มีการสำรวจพฤติกรรมที่พึงประสงค์ของนักเรียนในเรื่องของการล้างมือ ในกลุ่มเด็กนักเรียน อายุ 10 ปี และ 12 ปี ล้างมือด้วยสบู่ก่อนกินอาหารร้อยละ 53.1 และ 45.4 ตามลำดับ ส่วนการล้างมือด้วยน้ำและสบู่หลังเข้าห้องส้วม เด็กนักเรียน อายุ 10 ปี ร้อยละ 76.6 และ 12 ปี ร้อยละ 76.2 คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าการล้างมืออย่างถูกวิธีนั้นต้องทำอย่างไร ฉะนั้นเราต้องสอนให้เด็กรู้จักการล้างมือตั้งแต่ยังเล็กเพื่อสร้างให้เป็นนิสัย เพราะในแต่ละวันมือเราไปสัมผัสอะไรมามากมายหลายอย่าง รวมถึงหยิบจับอาหารใส่ปากด้วย และที่สำคัญเรื่องความสะอาดของผู้สัมผัสอาหาร ทั้งการปรุง เตรียม และประกอบอาหาร จะต้องรักษาความสะอาดให้มากที่สุดก่อนอาหารจะออกมาสู่ผู้รับ ถ้าความสะอาดเริ่มต้นที่ตัวเราก่อน เราก็จะมั่นใจได้ว่า เราไม่ได้เป็นจุดเริ่มต้นของการแพร่กระจาย
เชื้อโรค

ล่าสุด มูลนิธิคุณแม่คุณภาพร่วมกับ สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย กรมอนามัย วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก สมาคมศิษย์เก่าพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข ผลิตภัณฑ์โพรเทคส์ โดยบริษัท คอลเกต-ปาล์มโอลีฟ (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมรณรงค์ล้างมือปลอดเชื้อ “หยุดโรคที่มากับเปิดเทอม” ภายใต้แนวคิด “มือสะอาดสร้างสุขภาพดี…มือสะอาดสร้างฝัน” เพื่อกระตุ้นและปลูกฝังเยาวชน คนไทยให้เกิดการล้างมืออย่างถูกวิธีอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ความรู้และแนวทางป้องกันสำหรับคุณพ่อคุณแม่ ตลอดจนคุณครู และผู้ปกครอง เกี่ยวกับโรคที่มากับเปิดเทอมและโรคที่พบบ่อยในช่วงหน้าหนาว
ที่กำลังจะมาถึงนี้

 

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : สอนลูกน้อยให้รู้จักแบ่งปัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/376631

LIFE&HEALTH : สอนลูกน้อยให้รู้จักแบ่งปัน

LIFE&HEALTH : สอนลูกน้อยให้รู้จักแบ่งปัน

วันพุธ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สำหรับคุณแม่ที่มีลูกน้อยขี้หวงของจะหวงทุกอย่างทั้งตุ๊กตาสุดรัก ของเล่นชิ้นโปรดหรือแม้แต่ขนม และคิดว่าของทุกอย่างนั้นเป็นของตัวเอง ไม่ยอมแบ่งปันให้ใครเลย โดยเฉพาะในเด็กอายุ 1- 3 ปี เป็นพัฒนาการตามวัยที่เอาตนเองเป็นศูนย์กลาง คิดว่าทุกอย่างเป็นของตนเอง เข้าสู่วัยจดจำสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น เริ่มมีความคิดเป็นของตัวเอง และรู้สึกว่าเขาเป็นเจ้าของสิ่งของต่างๆ รอบตัว ประกอบกับเด็กยังไม่สามารถแยกแยะระหว่างความเป็นเจ้าของถาวรและชั่วคราวได้ ดังนั้นการที่เด็กไม่อยากแบ่งของเล่นให้พี่น้องหรือคนอื่นๆ นั้นเนื่องจากเข้าใจว่าของที่ให้ไปจะไม่ได้กลับคืนมาอีกนั่นเอง อีกทั้งยังไม่เข้าใจความรู้สึกหรือความต้องการของผู้อื่น และมักจะได้รับการตามใจจากผู้เลี้ยงดู

ข้อมูลจาก รศ.พญ.ทิพวรรณหรรษคุณาชัย กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการเด็กเปิดเผยว่า แม้ว่าการหวงของอาจเป็นพัฒนาการตามวัย แต่พ่อแม่ก็ไม่ควรละเลยในการแก้ไขปัญหานี้ เพราะหากเขาเติบโตขึ้นโดยไม่รู้จักการแบ่งปันจะทำให้เกิดปัญหาการเข้าสังคมในอนาคตได้ ดังนั้นการให้ลูกได้เรียนรู้การแบ่งปันในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ตั้งแต่เยาว์วัย จะส่งผลให้เขาจะสามารถเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ในสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากขึ้นต่อสมาชิกในครอบครัว ผู้คนรอบข้าง และสังคมโลกต่อไปในอนาคต

เคล็ดลับในการสอนเจ้าตัวเล็กให้รู้จักการแบ่งปัน

อย่าบังคับ ดุ หรือลงโทษ หากบังคับให้พี่เสียสละของเล่นให้น้อง พี่จะรู้สึกไม่ดีกับน้องและไม่ชอบน้องที่มาแย่งทั้งของเล่นและความรักจากแม่ตลอดเวลา การดุหรือลงโทษที่ลูกไม่แบ่งของเล่นให้เพื่อน เด็กวัยนี้มักจะต่อต้าน ไม่ยอมหรือโวยวายอาละวาด และจะยิ่งหวงของมากขึ้น ควรค่อยๆ สอน อธิบายสั้นๆ ถ้าลูกไม่ยอมแบ่งของเล่นกับเพื่อน อาจให้เพื่อนเอาของเล่นไปนั่งเล่นใกล้ๆ กัน ลองถามว่าอยากเล่นของเล่นของเพื่อนบ้างไหม ถ้าอยากเล่นให้เอาของเล่นที่เด็กมีอยู่มาแลกกันเล่นกับเพื่อน หรือเอาของเล่นมาเล่นด้วยกัน

การปลูกฝังและเป็นแบบอย่างการแบ่งปัน พ่อแม่เป็นแบบอย่างในการนำของที่เหลือใช้ หรือไม่ใช้แล้วในบ้านไปบริจาค และให้ลูกเลือกของใช้ เสื้อผ้าที่ใส่ไม่ได้แล้วหรือของเล่นที่ตนเองไม่อยากเล่นแล้วไปร่วมบริจาคให้กับเด็กคนอื่นหรือเด็กด้อยโอกาส โดยชี้ให้ลูกสังเกตว่าเด็กๆ ที่ได้รับของเล่นนั้นยิ้ม แสดงท่าทางดีใจ หรือกล่าวคำขอบคุณที่ได้มีของเล่นชิ้นใหม่ อาจให้ลูกช่วยเก็บกล่องนม UHT เศษกระดาษหรือขวดน้ำพลาสติกที่ไม่ใช้แล้วรวบรวมใส่ถุงเพื่อขายแล้วนำเงินไปร่วมทำบุญ หรือมอบกระดาษหรือขวดน้ำพลาสติกให้คนที่มารับซื้อของเก่าในหมู่บ้าน หากเด็กๆ ได้รับความรู้สึกที่ดีๆ จากการแบ่งปันนี้ เขาจะเฝ้ารอหรือหาโอกาสที่จะได้ให้ผู้อื่นอีกต่อไป

สอนการเคารพสิทธิของผู้อื่น ตุ๊กตาหรือของเล่นคือสิ่งที่มีค่าของเด็ก ถ้าเราจะไปหยิบจับสิ่งของที่ลูกหวง ควรบอกลูกเสียก่อน อย่าหยิบไปโดยไม่บอกเพราะลูกจะคิดว่าแม่แย่งของเขาไป เช่น น้องหมีของลูกมอมแมมมากแล้ว แม่ขอพาไปอาบน้ำให้ตัวหอมๆ หน่อยนะคะ หรือแม่ขอยืมกระเป๋าใบนี้ของลูกหน่อยนะแล้วจะคืนให้จ๊ะ เป็นต้น ถ้าลูกไม่ยอมให้พูดกับลูกดีๆ อธิบายเหตุผลให้เขาฟัง ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ แม้เจ้าตัวเล็กจะทำหน้างอ หรือกระฟัดกระเฟียดบ้างก็ตาม และหากลูกจะมาหยิบของซึ่งเป็นของคุณพ่อ-คุณแม่ เขาก็ต้องขออนุญาตก่อนเสมอ เพื่อสร้างนิสัยการเคารพสิทธิผู้อื่น ไม่ไปหยิบของเล่นเพื่อนหรือของผู้อื่นก่อนได้รับอนุญาต

การทำสัญลักษณ์บนของของลูกนี่เป็นวิธีง่ายๆ ที่จะแสดงให้ลูกเห็นและแยกแยะได้ว่าสิ่งไหนที่เป็นของเขาจริงๆ และสามารถแสดงอาการหวงได้ หากสิ่งไหนไม่ใช่ของลูก ลูกจะหวงไม่ได้ เพราะเด็กบางคน หวงทุกอย่างในบ้านของตัวเอง โดยคุณอาจจะลองให้ลูกนำสติ๊กเกอร์สวยๆ มาแปะลงบนของเล่น ของใช้ส่วนตัวของเขา เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ของแทนตัวเอง ส่วนของชิ้นอื่นๆ ก็บอกเขาให้รู้ว่า สิ่งนี้เป็นของแม่ สิ่งนั้นเป็นของพ่อ สิ่งโน้นเป็นของพี่เรียกว่าแยกแยะสิ่งไหนเป็นของใครให้ชัดเจนไปเลยเพื่อให้ลูกรู้ขอบเขตสิ่งของของเขา

ของบางอย่างต้องแบ่งกัน ลูกต้องเรียนรู้ด้วยว่า มีของบางอย่างที่ต้องใช้ร่วมกัน หรือของเล่นในที่สาธารณะ เช่น ชิงช้า กระดานลื่นม้าหมุน ในสนามเด็กเล่น เป็นต้น ต้องแบ่งกันหรือเล่นด้วยกัน และเขาต้องรู้จักที่จะรอคอยบ้างถ้าลูกไม่ยอมรอ ร้องดิ้นอาละวาด คงต้องบอกให้เขาเลือกว่าจะรอเพื่อที่จะได้เล่น หรือว่าจะอาละวาดต่อก็ได้ แต่แม่จะต้องพากลับบ้านนั่นคือจะทำให้ลูกอดเล่นนะ และถ้ามีเพื่อนบ้านรุ่นราวคราวเดียวกันควรให้ลูกไปเล่นกับเพื่อนบ้านบ้าง โดยอาจจัดกิจกรรมหรือเกมต่างๆ ที่ต้องผลัดกันเล่น พร้อมกับนำขนมไปแบ่งเพื่อนๆ หรือของเล่นไปเล่นกับคนอื่น โดยสอนให้ลูกรู้ว่า ถึงเราจะเป็นคนนำมาแต่ก็ให้คนอื่นเล่นด้วยกันได้ ลูกจะได้ฝึกเรื่องการแบ่งปัน อดทนและรอคอย

มีโอกาสเป็นต้องชม เมื่อใดที่ลูกยื่นของเล่นชิ้นที่เขากำลังเล่นอยู่ให้เพื่อนหรือชวนเพื่อนมาเล่นของเล่นด้วยกัน หรือจู่ๆ เขาก็ยื่นขนมให้คนอื่นหรือชวนกินขนมโดยไม่ต้องร้องขอ อย่าลืมที่จะชื่นชมที่ลูกแสดงความมีน้ำใจ แบ่งปันกับพ่อแม่และคนอื่น เพื่อเป็นกำลังใจ หรือเมื่อพี่น้องทะเลาะกันเรื่องของเล่น เพราะเด็กๆ จะจดจำว่า “คราวที่แล้วพี่ยังไม่แบ่งหนูเล่นเลย” หรือ “ทีน้องยังไม่ให้หนูกอดตุ๊กตาเขาเลย” คุณอาจจะพูดว่า “เอ…คราวก่อนเห็นพี่เขาแบ่งหนูเล่นแล้วนี่จ๊ะ หนูจำไม่ได้เหรอ” หรือพูดเปรยว่า “แม่จะดีใจมากที่เห็นลูกๆ รักกัน
และแบ่งของเล่นกันเล่น” เมื่อได้ยินคำชมอยู่บ่อยๆ ไม่นานเจ้าหนูขี้หวงก็จะกลายเป็นหนูน้อยใจกว้างที่รู้จักแบ่งปัน

แม้พฤติกรรมการหวงของในเด็กเล็กจะเป็นเรื่องปกติตามวัย เด็กๆ จะเริ่มเข้าใจการแบ่งปันหรือผลัดกันเล่นตอนอายุประมาณ 5-6 ปี แต่พ่อแม่ก็ไม่ควรละเลยเพราะการสอนให้รู้จักการแบ่งปันเป็นรากฐานสำคัญที่จะทำให้ในอนาคตลูกรักเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีมีน้ำใจต่อผู้อื่นและสังคมต่อไป

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : รู้จักปรับสมดุลใจ..เพื่อชีวิตผ่อนคลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/375160

LIFE&HEALTH : รู้จักปรับสมดุลใจ..เพื่อชีวิตผ่อนคลาย

LIFE&HEALTH : รู้จักปรับสมดุลใจ..เพื่อชีวิตผ่อนคลาย

วันพุธ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ในโลกยุคดิจิทัล การดำเนินชีวิตของคนเราจำเป็นต้องปรับตัวให้รวดเร็วทันตามกระแสชีวิตเร่งรีบ การแข่งขัน ความกดดันในโลกปัจจุบัน โดยเฉพาะในช่วงที่ทำงานหนัก เจ็บป่วยเรื้อรัง หรือมีปัญหาเศรษฐกิจ ฯลฯ ส่งผลให้หลายๆคนกลายเป็นคนใจร้อนขี้หงุดหงิด ชอบวีน แถมมีความเครียดสะสมโดยไม่รู้ตัว หากเราไม่รู้จักหาวิธีปลดล็อกอารมณ์ หมั่นดูแลจิตใจให้เข้มแข็งเสียแต่เนิ่นๆ ก็จะส่งผลเสียต่อสภาพร่างกายและจิตใจในระยะยาว ข้อมูลจาก ผศ.นพ.สเปญ อุ่นอนงค์ จิตแพทย์ มีข้อแนะนำเพื่อให้ชีวิตผ่อนคลาย เพิ่มพลังให้ร่างกายแข็งแรง ทำอารมณ์ให้สดใสมีความสุขและสนุกกับการดำเนินชีวิตในทุกๆวันกัน โดยเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดังนี้…

-หยุดพักและทิ้งเทคโนโลยีลงบ้าง ทุกวันนี้อุปกรณ์เทคโนโลยีอย่างสมาร์ทโฟน แท็บเลต คอมพิวเตอร์ รวมถึงเกม และสื่อออนไลน์เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็อาจทำลายความสมดุลการใช้ชีวิตของเราลง ดังนั้นคุณควรปล่อยวางอุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆ ให้ห่างจากตัวลงบ้าง เพราะการเสพติดเทคโนโลยีที่ทันสมัยเหล่านั้นมากเกินพอดีนอกจากจะทำให้เรามีความสุขลดน้อยลงแล้ว ยังอาจก่อเกิดโทษและมีปัญหาสุขภาพตามมาอีกด้วย

-จัดสรรเวลาให้เป็น หลายคนใช้เวลามากมายไปกับการทำงานจนมีเวลาดูแลตัวเองและทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัวลดน้อยลง วันนี้ลองหันกลับมาสำรวจตัวเองกันดูสิว่าคุณมีความสุขกับชีวิตที่เป็นอยู่ไหม คุณกำลังเหนื่อยเกินไปเนื่องจากปล่อยให้ชีวิตครอบครัวกับชีวิตการทำงานเข้ามาปะปนกันหรือไม่ แล้วลองจัดลำดับความสำคัญของแต่ละด้านในชีวิตดูใหม่ พร้อมกับแบ่งเวลามาสร้างความสุขให้กับตัวเองบ้าง เพราะชีวิตมีหลายด้าน การจัดสรรเวลา และค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปตามข้อจำกัดของตัวเองในขณะนั้นดูอีกที เมื่อชีวิตสมดุลอารมณ์ก็จะแจ่มใสและมีความสุขในทุกๆ วัน

-หลีกหนีความจำเจในชีวิตประจำวัน หลาย ๆ คนรู้สึกว่าตัวเองมีความสุขและสนุกสนานเมื่อได้ทำสิ่งที่แตกต่างออกไปจาก ตารางชีวิตแบบเดิมๆ เช่น การออกไปเดินเล่นเปลี่ยนบรรยากาศยามพักเที่ยง แทนที่จะนั่งกินข้าวอยู่ที่โต๊ะทำงาน เปลี่ยนเส้นทางกลับบ้าน หรือออกไปเรียนรู้โลกกว้างและทำสิ่งใหม่ๆ ที่ท้าทายตัวเอง เช่น ปีนเขาดำน้ำ เล่นดนตรี ท่องเที่ยวสถานที่ใหม่ๆ ฯลฯ เพียงแค่นี้เองคุณก็มีความสุขขึ้นแล้วล่ะ

-หายใจให้ลึกขึ้น ลองสังเกตตัวเองว่าลักษณะการหายใจของคุณเป็นอย่างไร หายใจสั้นๆ ถี่ๆ หายใจยาวๆ หรือช้าๆ การฝึกลมหายใจให้ลึกๆ เข้าออกอย่างช้าๆ ไม่เพียงช่วยทำให้ความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจลดลงเท่านั้น ยังช่วยให้คุณรู้สึกกระปรี้กระเปร่า เพราะร่างกายได้รับออกซิเจนอย่างเต็มที่ รวมถึงช่วยให้รู้สึกความผ่อนคลายและลดอาการฉุนเฉียว หงุดหงิดง่าย ขี้โมโหได้เป็นอย่างดี รับรองว่าได้คุณจะรู้สึกสบายทั้งกายและใจขึ้นเยอะเลย

-พลังแห่งเสียงเพลง ดนตรีและเสียงเพลงไพเราะๆ เบาๆ ฟังสบายๆ นับเป็นวิธีง่ายๆ ที่ช่วยหยุดความรู้สึกหรืออารมณ์แย่ๆ ลงได้ให้จิตใจผ่อนคลาย รู้สึกสบายๆ และขจัดการความเครียดได้เป็นอย่างดี เพราะเรามักจะปล่อยอารมณ์ให้คล้อยตามไปกับจังหวะหนักเบาของดนตรีโดยไม่รู้ตัวซึ่งจะช่วยทำให้อารมณ์ด้านลบที่ถูกเก็บไว้ในร่างกายและจิตใจถูกเปิดออก พร้อมช่วยให้จิตใจได้ผ่อนคลาย ก่อให้เกิดกำลังใจและมีสภาวะทางอารมณ์ที่สมดุลรู้อย่างนี้แล้วหันมาสร้างบรรยากาศให้สดใสด้วยเสียงเพลงเบาๆ ภายในบ้าน ระหว่างเดินทาง หรือขณะที่ทำงานในแต่ละวันกันเถอะ

-เขียนไดอารี่ การที่เราได้ย้อนนึกถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันผ่านออกมาเป็นตัวอักษร นอกจากจะเป็นการได้ทบทวนตัวเองแล้ว ยังเหมือนเราได้ใช้เวลาสั้นๆ คุยกับตัวเองเพื่อระบายอารมณ์ ความรู้สึกต่างๆออกมา จะช่วยให้รู้สึกสบายใจ เข้าใจความคิด ความรู้สึก และสภาพจิตใจของตัวเองมากขึ้น จึงช่วยให้ผ่อนคลาย สลายอารมณ์และความรู้สึกที่ไม่ดีลง แถมยังทำให้มองเห็นเรื่องน่ารักๆ ที่สร้างรอยยิ้มและเรื่องที่ทำให้รู้สึกดี แม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ ก็ตาม ถ้าใครยังไม่เคยจดบันทึก ก็ลองหาสมุดไดอารี่น่ารักๆ สักเล่มเอาไว้เขียนเพื่อระบายดูนะ

-ใส่ใจธรรมชาติรอบตัว การได้อยู่ใกล้กับธรรมชาติจะช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายจากความยุ่งเหยิงต่างๆ ในชีวิตลงได้ ไม่เชื่อลองออกไปนั่งทานอาหารเช้าที่ระเบียงบ้าน เดินชมนกชมไม้ในสวนหลังบ้านดูบ้าง หรือจะออกไปเดินเล่นในสวนสาธารณะสูดอากาศที่ปลอดโปร่ง ดื่มด่ำกับทัศนียภาพที่สดชื่นของธรรมชาติ ไม่ก็ลองซื้อดอกไม้ที่ชอบมาจัดแจกันแล้วเอาไปวางไว้ที่โต๊ะทำงานหรือในห้องนั่งเล่นดูสักหน่อย เพียงเท่านี้ก็ช่วยทำให้คุณรู้สึกเบิกบาน ความเครียด ความวิตกกังวลลดลงแล้วล่ะ

-ทำในสิ่งที่รัก…รักในสิ่งที่ทำ คนเรามีงานอดิเรกและสิ่งที่ชอบแตกต่างกันไป การได้ทำในสิ่งที่ชอบย่อมส่งผลที่ดีต่อจิตใจของเรา ทำให้เรามีความสุขและรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นด้วย ซึ่งบางคนอาจจะไปดูหนังฟังเพลง เล่นกีฬา ปลูกต้นไม้ หรือไปดูคอนเสิร์ต ดูการแสดงต่างๆ ที่ชอบ ล้วนช่วยสร้างความสุขและส่งผลดีต่อจิตใจให้กับเรา เพราะการได้พบปะผู้คน การมีประสบการณ์ใหม่ๆ ช่วยสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้กับชีวิตได้เป็นอย่างดี

-ฝึกนั่งสมาธิ เมื่อรู้สึกว้าวุ่นใจ ลองหาสถานที่เงียบๆ นั่งสบายๆ แล้วกำหนดจิตให้สงบอยู่กับลมหายใจของตัวเองดูสัก 5-10 นาที จะช่วยทำให้จิตใจเข้มแข็ง เยือกเย็น ผ่อนคลาย อารมณ์แจ่มใส เมื่อมีปัญหาในสถานการณ์ต่างๆ จะสามารถพิจารณาได้อย่างมีเหตุมีผล ไม่ใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง ฝึกบ่อยๆ นอกจากช่วยลดความเครียดและอาการซึมเศร้าแล้ว ยังทำให้เป็นคนสมาธิดีขึ้นด้วย

-ขอกำลังใจจากคนใกล้ชิด บางครั้งการเก็บสะสมเรื่องที่เราเจอมารวมกัน ก็อาจจะทำให้ความอดทนที่มีขีดจำกัดหมดลง หากเมื่อใดที่คุณรู้สึกไม่ดี การได้พูดสิ่งต่างๆ ออกมาให้ครอบครัวและคนที่คุณรักฟังบ้าง นอกจากเราจะได้ระบายความในใจแล้ว ยังช่วยสร้างกำลังใจ ลดความรู้สึกหงุดหงิดและความเครียดลงได้ เพราะอย่างน้อยการได้พูดอะไรออกไปบ้างก็จะทำให้สิ่งที่ค้างคาอยู่ภายในใจและความคิดบางอย่างคลี่คลายลง เชื่อเถอะว่าดีกว่าเก็บสะสมไว้คนเดียวแน่นอน

จะเห็นว่าการรู้จักปรับสมดุลใจให้ชีวิตผ่อนคลาย เป็นเรื่องไม่ยาก แค่การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตในแต่ละวัน เพียงแค่นี้คุณก็จะมีความสุขพร้อมกับการมีสุขภาพดีได้ทุกวัน

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : วิตามินและแร่ธาตุในอาหารสำหรับคุณผู้หญิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/373633

LIFE&HEALTH : วิตามินและแร่ธาตุในอาหารสำหรับคุณผู้หญิง

วันพุธ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

อาหารมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพมากมาย ทั้งซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ เสริมสร้างส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมทั้งให้พลังงานเพื่อจะได้มีกำลังเผชิญกับเรื่องราวต่างๆ ในแต่ละวันได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งผู้หญิงสมัยนี้มีภาระหน้าที่ต่างๆ มากมายทั้งในและนอกบ้าน ชีวิตจึงมักคร่ำเคร่งอยู่กับการทำงาน จนรับประทานอาหารก็เพียงแค่ให้อิ่มท้อง ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย พักผ่อน
ไม่เพียงพอ นอนดึก ตื่นเช้า ฯลฯ จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมหลายคนจึงมักเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย ไม่มีสมาธิ ผิวพรรณดูแห้งกราน ไม่สดใส เดี๋ยวเป็นโน่นเดี๋ยวเป็นนี่โดยไม่ทราบสาเหตุ ฯลฯ

หากปล่อยให้สุขภาพย่ำแย่ไปกว่านี้คงไม่ดีแน่ ดังนั้นจึงควรรีบปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตตัวเองเพื่อให้มีสุขภาพที่ดี มีข้อมูลจากผศ.ดร.ชนิดา ปโชติการ นายกสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย แนะนำว่าให้เริ่มต้นด้วยการสร้างบริโภคนิสัยที่ดีไม่ตามใจปาก รู้จักเลือกสรรอาหารที่ดีมีประโยชน์ให้หลากหลายครบหมวดหมู่ เพราะอาหารแต่ละชนิดจะให้สารอาหารที่แตกต่างกัน และไม่มีอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งที่ให้สารอาหารครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการ โดยปกติผู้หญิงมีความต้องการด้านโภชนาการแตกต่างจากผู้ชาย เช่น ความต้องการแคลอรีจะน้อยกว่า เนื่องจากผู้หญิงมีรูปร่างเล็กและกล้ามเนื้อน้อยกว่านั่นเอง แต่ขณะเดียวกันมีสารอาหารบางชนิดที่ผู้หญิงต้องการมากกว่าผู้ชาย เนื่องจากระบบฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เช่น การมีรอบเดือน การตั้งครรภ์ ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการขาดสารอาหาร เช่น โรคโลหิตจาง และโรคกระดูกพรุน เป็นต้น ดังนั้นผู้หญิงจึงควรพิถีพิถันในการเลือกกินอาหารในแต่ละมื้อ ควรเลือกอาหารที่ให้สารอาหารบางชนิดที่ผู้หญิงมีแนวโน้มขาดหรือได้รับไม่เพียงพอ

ส่วนวิตามินและแร่ธาตุหลักๆ ในอาหารที่ดีต่อคุณผู้หญิง มีดังนี้

ธาตุเหล็ก เป็นหนึ่งในสารอาหารที่มีความจำเป็นต่อชีวิตซึ่งร่างกายขาดไม่ได้ เพราะเป็นส่วนประกอบสำคัญของเม็ดเลือดแดง จึงช่วยป้องกันโรคเลือดจางได้อีกด้วย ผู้หญิงก็มักจะขาดธาตุเหล็กมากกว่าชาย เพราะผู้หญิงมีโอกาสเสียเลือดได้หลายทาง เช่น ในวันที่มีประจำเดือน หลังคลอดบุตร และผู้ที่ไม่กินเนื้อสัตว์ ดังนั้นผู้หญิงอย่างเราๆจึงต้องหันมาบำรุงเลือดด้วยการกินอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น เนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ ไข่แดง ถั่วเมล็ดแห้ง และผักใบสีเขียว ฯลฯ โดยนำอาหารเหล่านั้นมาเป็นส่วนประกอบในเมนูอาหารประจำวันกันและควรกินควบคู่กับอาหารที่มีวิตามินซีสูงเช่น ส้ม ฝรั่ง มะละกอ เพื่อช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีขึ้น

แคลเซียม เป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญในการสร้างความแข็งแรงให้กระดูกและฟัน จำเป็นต่อการทำงานของหัวใจ กล้ามเนื้อ และระบบประสาท เราจึงจำเป็นจะต้องได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะผู้หญิงตั้งแต่วัย 35 ปีขึ้นไป ร่างกายจะสะสมแคลเซียมในกระดูกได้น้อยกว่าที่สลายออกไป ประกอบกับการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลง ทำให้อัตราการสลายแคลเซียมออกจากเนื้อกระดูกเพิ่มขึ้น ผู้หญิงที่อยู่ในวัยนี้กระดูกจึงเปราะ แตกหักได้ง่าย และเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุนมากกว่าผู้ชาย หรือหากอยู่ในช่วงตั้งครรภ์และให้นมบุตรถ้าได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ จะทำให้ฟันจะผุ ปวดกล้ามเนื้อและรู้สึกปวดไขข้อต่างๆ ได้ ฉะนั้นการได้รับแคลเซียมในปริมาณที่เหมาะสมจึงจำเป็นสำหรับผู้หญิงทุกคน สำหรับอาหารที่มีแคลเซียมสูง ได้แก่ นม โยเกิร์ตชีส กุ้งแห้ง ปลาเล็กปลาน้อย งาดำ ผักใบเขียวต่างๆ รวมถึงการได้รับวิตามินดีเพื่อการดูดซึมแคลเซียมด้วย

วิตามินดี ด้วยปัจจุบันคนเมืองหรือคนวัยทำงาน มักจะนั่งทำงานในที่ร่มและมักจะหลีกเลี่ยงแสงแดด เนื่องจากกลัวผิวคล้ำ มีรอยด่างดำดังนั้นเมื่อออกแดดจึงมักกางร่ม ใส่หมวก ใส่เสื้อผ้าปิดมิดชิด รวมทั้งใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ทำให้ร่างกายอาจได้รับแสงแดดเพื่อสังเคราะห์เป็นวิตามินดีไม่เพียงพอ ผู้หญิงจึงขาดวิตามินดีได้มากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะผู้หญิงที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือน ทั้งๆ ที่วิตามินดีมีความสำคัญต่อกระดูกและฟัน เพราะช่วยในการดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่ร่างกาย เสริมสร้างความแข็งแรงให้กระดูก และมีส่วนสำคัญในการทำงานของระบบประสาท กล้ามเนื้อ ปอด สมอง หัวใจและระบบภูมิคุ้มกัน รู้อย่างนี้แล้วเราควรออกไปรับแสงแดดอ่อนๆในตอนเช้าๆ รวมทั้งการบริโภคนมสด ไข่ เป็นต้น

วิตามินบี เป็นสารอาหารสำคัญที่ร่างกายและสมองของเราต้องการและขาดไม่ได้คือ วิตามินบีซึ่งมีด้วยกันทั้งหมด 8 ชนิด คือ บี 1 (ไทอะมีน)บี 2 (ไรโบเฟลวิน) บี 3 (ไนอะซิน) บี 6 (พริดอกซิน)วิตามินบี 5 (กรดแพนโทเทนิก) วิตามินบี 6(ไพริด็อกซิน) วิตามินบี 7 (ไบโอติน) วิตามินบี 9 (กรดโฟลิก) บี 12 (โคบาลามิน) แต่ละชนิดต่างก็มีหน้าที่และความสำคัญแตกต่างกันไปซึ่งต้องทำงานร่วมกัน ดังนั้นจึงควรเลือกกินอาหารที่อุดมด้วยวิตามินบี เช่น นม เนยแข็ง ไข่ข้าวซ้อมมือ ถั่วต่างๆ ผักและผลไม้ ซึ่งจะได้ช่วยบำรุงร่างกายและสมองที่อ่อนหล้า ให้ฟิตและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง ในการทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

วิตามินซี จะช่วยเพิ่มภูมิต้านทานและป้องกันโรคหวัดแล้ว ยังช่วยเรื่องของความสวยความงามที่ผู้หญิงอย่างเราไม่ควรพลาด เพราะวิตามินซีมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่จะช่วยให้ผิวพรรณสวย สดใส ลดเลือนจุดด่างดำ รอยสิว และช่วยปกป้องและฟื้นฟูผิวจากแสงแดด นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยในเรื่องของการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว ช่วยลดริ้วรอยบนใบหน้าและทำให้ผิวเต่งตึงอีกด้วยรู้อย่างนี้แล้วก็อย่าลืมหาผักผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซีอย่าง พริกหวาน มะเขือเทศ ผักใบเขียว บร็อคโคลี่ ผักใบเขียว สตรอเบอร์รี่ส้ม ฝรั่ง มะละกอ มากินป็นประจำ

จะเห็นว่าไม่ยากเลยที่คุณผู้หญิงจะเริ่มต้นดูแลแต่เนิ่นๆ ด้วยการกินให้หลากหลาย ให้ครบมื้อ ครบหมู่ในปริมาณที่เหมาะสม ควบคู่กับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใส เพียงเท่านี้ คุณก็จะมีความสุข สุขภาพดี สวยสดใสได้ทุกๆ วันไม่ว่าจะอยู่ในวัยใดก็ตาม

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : มาวิ่งออกกำลัง…เสริมสร้างสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/372165

LFE&HEALTH : มาวิ่งออกกำลัง...เสริมสร้างสุขภาพ

LFE&HEALTH : มาวิ่งออกกำลัง…เสริมสร้างสุขภาพ

วันพุธ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ใครๆ ก็ต้องการมีสุขภาพดีร่างกายแข็งแรง ปัจจุบันคนไทยจึงให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น นอกจากเรื่องอาหารและโภชนาการที่มีบทบาทสำคัญแล้ว การพักผ่อนให้เพียงพอและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอก็เป็นปัจจัยร่วมสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคต่างๆ

การออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็นการเดิน การวิ่ง ว่ายน้ำ ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง ลดการเจ็บป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เพราะเมื่อหัวใจทำงานดี หลอดเลือดดี ระบบไหลเวียนเลือดดี ก็จะช่วยให้การเผาผลาญดีทั้งน้ำตาล ไขมัน โอกาสเสี่ยงโรคเบาหวาน ความดันสูง ไขมันสูงก็ลดลง และเมื่อเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆได้ดี ก็จะลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งได้อีกด้วย นอกจากนี้การออกกำลังกายยังช่วยให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุขและสารภูมิต้านทานต่างๆ ของร่างกายมากขึ้น จึงยิ่งช่วยให้สุขภาพแข็งแรง

การวิ่ง เป็นวิธีออกกำลังกายที่ทุกคนสามารถทำได้และมีส่วนร่วมได้ง่าย แถมยังสามารถวิ่งได้ทุกที่ ทุกเวลา มีเพียงรองเท้าวิ่งสักคู่ ก็สามารถออกสตาร์ทได้แล้ว ทั้งนี้คุณไม่จำเป็นต้องวิ่งมาราธอน แต่อาจเพิ่มการก้าวให้มากขึ้น หรือออกกำลังกายตามความถนัดของแต่ละคน อย่างน้อย 30 นาที สัปดาห์ละ3-5 ครั้ง สำหรับผู้เริ่มต้นใหม่ ไม่ควรออกกำลังกายหักโหม ค่อยๆ เพิ่มเวลาขึ้นช้าๆ อย่างต่อเนื่อง ก็จะช่วยเปลี่ยนแปลงคุณเป็นคนใหม่ที่มีสุขภาพดีกว่าเดิม

แต่สำหรับผู้ที่แทบจะไม่เคยออกกำลังกายอะไรเลย แล้วจะลุกขึ้นมาเริ่มต้นด้วยการวิ่ง ก็อาจส่งผลกระทบต่อร่างกายได้ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ที่ถูกกระตุ้นให้เกิดการเผาผลาญและทำงานอย่างหนัก รวมถึงอาจทำให้ร่างกายสึกหรอและเกิดภาวะอักเสบได้นอกจากนี้ความล้าในการออกกำลังกายอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บได้ง่าย และถ้าพูดถึงอาการบาดเจ็บจากการวิ่งแล้ว อันแรกที่นึกถึงเลยก็คือ การเจ็บเข่า ปัญหาใหญ่ที่พบได้บ่อยและสร้างความทุกข์ทรมานให้กับนักวิ่งไม่น้อย จึงไม่แปลกนักหากจะเห็นนักวิ่งมือใหม่หลายๆ คนถอดใจไปกับการวิ่งเพื่อสุขภาพที่ดีกันซะก่อน ดังนั้นผู้ที่หันมาการออกกำลังกายและเริ่มมีอาการปวดข้อเข่าจึงควรดูแลเอาใจใส่และให้ความสำคัญกับสุขภาพข้อเข่าตั้งแต่เนิ่นๆ ด้วย

ข้อมูลจาก ดร.คุณัตว์ พิธพรชัยกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา แนะนำว่า การออกกำลังกายที่ถูกต้องจะช่วยเสริมสมรรถภาพร่างกาย เพิ่มความแข็งแกร่งและสร้างภูมิคุ้มกัน ทั้งนี้ผู้รักสุขภาพต้องเข้าใจพื้นฐานและมีการเตรียมพร้อมที่ดี เพื่อได้ผลลัพธ์ที่ดีจากการออกกำลังกายที่ชัดเจน และช่วยลดอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการออกกำลังกาย

ขั้นตอนการออกกำลังกายมีความสำคัญมาก ควรใช้แต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 30-60 นาที แบ่งเป็น 3 ช่วงหลักๆ คือ (1) ช่วงอบอุ่นร่างกาย ด้วยการบริหารกายและการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ โดยใช้เวลา 5-10 นาที(2) ช่วงออกกำลังกาย เป็นการออกกำลังกายจริง เพื่อสร้างความอดทนของระบบไหลเวียนโลหิตและหัวใจ โดยใช้เวลา 20-40 นาที และ (3) ช่วงผ่อนคลายร่างกาย ด้วยการบริหารกายและยืดเหยียด โดยใช้เวลา 5-10 นาที

หลักการออกกำลังกายที่ดี ต้องคำนึงถึง

(1) ความถี่ คือควรออกกำลังกายให้ครบทุกส่วน ปฏิบัติ 10-15 ครั้งต่อเที่ยว และ 3-5 เที่ยวต่อชุด

(2) ระดับ ว่าควรเริ่มจากจำนวนน้อยไปหามาก จากความหนักระดับเบาไปหาสู่ระดับหนัก และ

(3) เวลา คือควรออกกำลังกาย อย่างน้อย30-60 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้ง สำหรับผู้เริ่มต้นใหม่ ไม่ควรออกกำลังกายหักโหม ค่อยๆ เพิ่มเวลาขึ้นอย่างช้าๆ อย่างต่อเนื่อง

การออกกำลังกายที่ดีต้องไม่หักโหมจนเกินไปหรือไม่สม่ำเสมอและดื่มน้ำให้เพียงพอเพราะกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ที่ถูกกระตุ้นให้เกิดการเผาผลาญและทำงานอย่างหนัก กระบวนการเผาผลาญที่เกิดขึ้นส่งผลต่อร่างกายในด้านต่างๆ เช่น อุณหภูมิร่างกายจะเพิ่มสูงขึ้น เหงื่อจะออกมามากเพื่อลดความร้อน หากร่างกายมีปริมาณน้ำไม่เพียงพอก็อาจเกิดภาวะร่างกายขาดน้ำและหมดสติ นอกจากนี้จะเกิดการสลายไขมันที่สะสมไว้ที่ตับมาเป็นพลังงานในรูปของน้ำตาลกลูโคส ซึ่งนำไปใช้ในการเผาผลาญ หากออกกำลังกายหักโหมไปอาจทำให้น้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือดไม่เพียงพอ จะเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดตกจนอาจนำไปสู่อาการช็อกและหมดสติ รวมถึงการสูญสลายของโปรตีนในกล้ามเนื้อและเกิดของเสียจำพวกแอมโมเนียและแลคเตทซึ่งเป็นสาเหตุของอาการเหนื่อยล้าของกล้ามเนื้อนอกจากนี้สารประกอบกลุ่มแลคเตทที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับปริมาณของแลคติคแอซิดซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดตะคริวระหว่างการออกกำลังกายอีกด้วย

การออกกำลังกายเป็นประจำก็อาจทำให้ร่างกายสึกหรอและเกิดภาวะอักเสบได้บ้าง ดังนั้นอาหารจึงเป็นส่วนสำคัญในการช่วยฟื้นฟูการทำงานของร่างกาย เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ไม่งดหรืออดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง และดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอเพื่อป้องกันภาวะร่างกายขาดน้ำ

การออกกำลังการเพื่อส่งเสริมสุขภาพเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยาก หากเราเข้าใจหลักการที่ถูกต้องและมีความตั้งใจปฏิบัติอย่างสมํ่าเสมอเพียงอาทิตย์ละประมาณ 3 ครั้ง ครั้งละ 30-60 นาที ไม่ควรละเลยเรื่องของการวอร์มอัพและคูลดาวน์ที่เหมาะสม โดยเริ่มจากการอบอุ่นร่างกาย ด้วยการเดินเร็วหรือวิ่งเหยาะๆ ประมาณ 5-10 นาที ก่อนจะวิ่งเต็มที่เพื่อให้กล้ามเนื้อ ระบบไหวเวียนโลหิตและระบบหายใจได้ปรับตัวก่อนออกกำลังกาย และปิดท้ายการวิ่งด้วยการผ่อนคลายร่างกายหรือคลูดาวน์ โดยการบริหารกายและยืดเหยียด 5-10 นาที เพื่อปรับสภาพการทำงานของกล้ามเนื้อในร่างกายให้กลับสู่สภาวะปกติ รวมทั้งการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ดื่มน้ำและพักผ่อนให้เพียงพอ เพียงเท่านี้คุณก็จะสามารถมาวิ่งได้อย่างมีความสุขพร้อมไปกับการมีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เภสัชกร รพ.ใส่ใจดูแลการใช้ยาของผู้ป่วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/370681

LIFE&HEALTH : เภสัชกร รพ.ใส่ใจดูแลการใช้ยาของผู้ป่วย

LIFE&HEALTH : เภสัชกร รพ.ใส่ใจดูแลการใช้ยาของผู้ป่วย

วันพุธ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คนส่วนใหญ่ที่เจ็บป่วยมักจะคุ้นเคยกับการไปใช้บริการที่โรงพยาบาลทั้งของรัฐและเอกชน และอาจจะเจอกับการรอคอยและใช้เวลานานที่โรงพยาบาล ทำให้ผู้รับบริการส่วนใหญ่เมื่อมาถึงห้องยา จะไม่ค่อยให้ความสำคัญและไม่สนใจเมื่อเภสัชกรโรงพยาบาลซักถามหรือให้ข้อมูลการใช้ยา เพราะคิดว่า ยาก็เหมือนเดิม วิธีใช้ก็เหมือนเดิม ซึ่งในความเป็นจริงอาจไม่ใช่และมีโอกาสที่จะเกิดปัญหาจากการใช้ยาตามมาได้จนถึงอันตรายแก่ชีวิต

เภสัชกรอำนวย พฤกษ์ภาคภูมิ นายกสมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย) ได้ให้ข้อมูลว่า “ปัจจุบันการใช้ยาในผู้ป่วยแต่ละรายมีความซับซ้อนมากขึ้น มียาใหม่เพิ่มขึ้นทุกปีเภสัชกรโรงพยาบาลจะเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการคัดกรองและให้ข้อมูลแก่ผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยใช้ยาได้ถูกต้องและปลอดภัย โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ที่มักมีหลายโรคร่วมและต้องพบแพทย์หลายท่าน ซึ่งจำเป็นต้องมี การประสานรายการยา รวบรวมข้อมูลรายการยาทั้งหมดที่ผู้ป่วยได้รับจากคลินิกหรือโรงพยาบาลอื่น หรือยาที่ได้รับจากแพทย์ทุกแผนกที่ผู้ป่วยเข้ารับการตรวจภายในโรงพยาบาลเดียวกัน รวมถึงยา ผลิตภัณฑ์สุขภาพและสมุนไพรที่ผู้ป่วยซื้อใช้เอง เพื่อประเมินว่ามีโอกาสเกิดปัญหาจากการใช้ยาหรือไม่ ทั้งปัญหาการได้รับยาซ้ำซ้อน การเกิดยาตีกัน ทำให้ประสิทธิภาพลดลงหรือเกิดอาการพิษจากยา ซึ่งถ้าผู้ป่วยให้ความร่วมมือ แจ้งรายการยาทั้งหมดที่ใช้อยู่แก่เภสัชกรโรงพยาบาล จะเกิดประโยชน์เป็นอย่างมาก เพราะบางครั้ง ยาที่ใช้อยู่อาจเป็นสาเหตุของการเจ็บป่วยจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลก็เป็นได้”

เภสัชกรหญิง วนิชา ปิยะรัตนวัฒน์งานบริบาลทางเภสัชกรรมผู้ป่วยในโรงพยาบาลสมุทรสาคร เล่าถึงตัวอย่างผู้ป่วยที่เกิดปัญหาจากการใช้ยาอย่างรุนแรงจนต้องเข้าโรงพยาบาลว่า มีผู้ป่วยรายหนึ่งต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยอาการเนื้อตาย (gangrene) ซึ่งจากการสืบค้นประวัติเดิมพบว่า ผู้ป่วยเป็นโรคกระเพาะและได้รับยาปฏิชีวนะชื่อ Clarithromycin รับประทาน แต่ต่อมาผู้ป่วยมีอาการไมเกรนจึงไปซื้อยารักษาอาการไมเกรนที่มีส่วนผสมของ Ergotamine มารับประทานเพิ่ม ทำให้เกิดปัญหา “ยาตีกัน” โดยยา Clarithromycin ทำให้ระดับ Ergotamine ในเลือดสูงขึ้นมาก ส่งผลให้หลอดเลือดส่วนปลายหดตัวอย่างรุนแรง เกิดภาวะเนื้อตายบริเวณปลายมือปลายเท้าเนื่องจากขาดเลือดไปเลี้ยง ถึงกับต้องตัดแขนตัดขา

เภสัชกรโรงพยาบาลยังมีบทบาทในการประเมินอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา ด้วย โดยอาการไม่พึงประสงค์จากยาที่เป็นเพียง อาการข้างเคียง เช่น ง่วงซึมคลื่นไส้ นอนไม่หลับ เป็นต้น เภสัชกรจะให้คำแนะนำในการป้องกันหรือแก้ไขอาการดังกล่าว แต่หากเป็นการแพ้ยา ซึ่งอาการจะรุนแรงกว่า เช่น เกิดผื่นแพ้ชนิดผิวไหม้ หลอดลมตีบ หายใจไม่ออก เป็นต้น เภสัชกรจะให้ความสำคัญในการประเมินเพื่อระบุว่าแพ้ยานั้นจริง และบอกความรุนแรงของการแพ้ รวมทั้งออกบัตรแพ้ยา ให้คำแนะนำ และสิ่งสำคัญที่สุด คือ การป้องกันการแพ้ยาซ้ำที่อาจมีความรุนแรงมากกว่าการแพ้ครั้งแรก โดยต้องคำนึงถึงยาบางชนิดที่มีสูตรโครงสร้างยาคล้ายกันด้วย แม้จะเป็นยารักษาโรคที่แตกต่างกัน เช่น หากมีประวัติแพ้ยาปฏิชีวนะกลุ่มซัลฟา อาจต้องระวังการใช้ยาลดระดับน้ำตาลในเลือดบางชนิด หรือยาบรรเทาอาการปวดที่มีซัลฟาเป็นส่วนประกอบ เป็นต้น

เภสัชกร ทศพล เลิศวัฒนชัย งานบริการเภสัชกรรมผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลวชิรพยาบาล เล่าถึงประสบการณ์การช่วยป้องกันผู้ป่วยแพ้ยาซ้ำให้ฟังว่า ในคืนที่อยู่เวรดึก มีผู้ป่วยมาที่ห้องฉุกเฉิน ด้วยอาการท้องเสีย ถ่ายเป็นน้ำ มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย ตอนจ่ายยาสอบถามญาติผู้ป่วยที่มารับยาแทนถึงประวัติการแพ้ยา แต่ญาติไม่ทราบ จึงออกมาสอบถามผู้ป่วยเอง ผู้ป่วยบอกว่าเคยแพ้ยาแก้อักเสบแต่จำชื่อไม่ได้ เป็นยาที่ได้รับจากโรงพยาบาลนี้เมื่อ 2-3 เดือนก่อนกินแล้วมีอาการผื่นคัน ตอนอยู่ในห้องฉุกเฉินอ่อนเพลียมากจึงไม่ได้แจ้งแพทย์และพยาบาล ปรากฏว่าเมื่อเปิดดูข้อมูลยาที่ผู้ป่วยเคยได้รับ และนำตัวอย่างแผงยาที่สงสัยกลับไปให้ผู้ป่วยยืนยัน จึงทราบว่ายาที่ผู้ป่วยเคยแพ้ เป็นยากลุ่มเดียวกับที่แพทย์สั่งให้ครั้งนี้ จึงปรึกษาแพทย์และเปลี่ยนยากลุ่มอื่นให้แก่ผู้ป่วย พร้อมทั้งออกบัตรแพ้ยาให้แก่ผู้ป่วยพกติดตัวไป

ดังนั้น เมื่อไปรับบริการครั้งต่อไปที่โรงพยาบาล เวลารับยาก่อนกลับบ้าน อย่ารำคาญที่ต้องฟังคำแนะนำเรื่องการใช้ยาจากเภสัชกรเพียงเพราะจะรีบกลับบ้าน และหากมีข้อสงสัยเรื่องยาไม่ว่าเรื่องการใช้หรือการเก็บยา อย่าลืม สอบถามเภสัชกร เพราะยาทั้งหลายให้ทั้งประโยชน์และอาจก่อให้เกิดโทษได้หากใช้ไม่ถูกต้องเหมาะสม สิ่งที่สำคัญในการเริ่มใช้ยาคือ การอ่านฉลากยาให้ละเอียดถี่ถ้วน เพื่อให้สามารถใช้ยาได้อย่างถูกคน ถูกโรค ถูกขนาด ถูกทางหรือถูกวิธี และถูกเวลา

ถ้ามีปัญหาเรื่องการใช้ยาและสมุนไพร สามารถขอรับคำปรึกษาได้จากเภสัชกรโรงพยาบาล หรือ เภสัชกรร้านยาใกล้บ้านได้อย่างมั่นใจ ทั้งนี้เพราะเภสัชกรเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องยาและสมุนไพรได้ผ่านการเรียนและฝึกอบรมมาอย่างถูกต้องและพอเพียงถึง 6 ปีในคณะเภสัชศาสตร์ จากสถาบันที่สภาเภสัชกรรมให้การรับรอง รวมทั้งยังต้องมีคุณสมบัติและผ่านการสอบรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมจากสภาเภสัชกรรมอีกด้วย

นอกจากนี้ ทางสภาเภสัชกรรมยังมีการกำหนดให้เภสัชกรเหล่านี้ ต้องพัฒนาและติดตามความรู้ด้านยา สมุนไพรและสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมทุก ๆ 5 ปีอีกด้วย ทั้งนี้สภาเภสัชกรรมยังได้กำหนดมาตรฐานการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม โดยจะมีบทลงโทษนอกเหนือจากบทลงโทษทางกฎหมายอีกด้วย ด้วยจรรยาบรรณวิชาชีพเภสัชกรรมนี้ทำให้เภสัชกรต้องรักษามาตรฐานการประกอบวิชาชีพมากยิ่งขึ้นเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

ผศ.(พิเศษ)ดร.ภก.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

เลขาธิการ สภาเภสัชกรรม

LIFE & HEALTH : ล้างมือ…ช่วยลดการระบาดของโรคติดต่อในเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/369231

LIFE&HEALTH : ล้างมือ...ช่วยลดการระบาดของโรคติดต่อในเด็ก

LIFE&HEALTH : ล้างมือ…ช่วยลดการระบาดของโรคติดต่อในเด็ก

วันพุธ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปัญหาความเจ็บป่วย และโรคติดเชื้อต่างๆ โดยเฉพาะในเด็กและเยาวชนนั้นเป็นปัญหาสำคัญที่ผู้เกี่ยวข้องต้องร่วมมือกันปกป้องให้เด็กปราศจากโรคและลดการแพร่ระบาด เพราะเด็กถือเป็นอนาคตที่สำคัญของประเทศ

ข้อมูลจาก นางอัมพร จันทวิบูลย์ผู้อำนวยการสำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ กรมอนามัย เปิดเผยว่าวันที่ 15 ตุลาคม ของทุกปี สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UN : UNITEDNATIONS) ได้กำหนดให้เป็นวันล้างมือโลก(Global Hand Washing Day) เพื่อเป็นการรณรงค์และกระตุ้นให้เด็ก เยาวชน และประชากรทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญในเรื่องของการล้างมือด้วยสบู่อย่างถูกวิธีเป็นประจำ ตลอดจนเกิดการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นการป้องกันการติดเชื้อโรคที่สำคัญได้ทางหนึ่ง ข้อมูลจากองค์การยูนิเซฟ พบว่าในแต่ละปีมีเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีทั่วโลก เสียชีวิตจากโรคอุจจาระร่วงประมาณ 3.5 ล้านคน และโรคปอดบวมประมาณร้อยละ 25 ในส่วนของประเทศไทย สำนักระบาดวิทยารายงานว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 1 ตุลาคม 2561 มีผู้ป่วยอุจจาระร่วง 946,483 รายและมีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 130,488 ราย เสียชีวิต 21 ราย และโรคมือเท้าปากมีผู้ป่วย 55,070 รายไม่มีผู้เสียชีวิต โดยมือของเราสามารถนำเชื้อโรคมากมาย สามารถติดต่อผ่านการสัมผัส ตัวอย่างโรคที่พบบ่อย เช่น

-โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ เช่น หวัด ไข้หวัดใหญ่ วัณโรค หัดหัดเยอรมัน

-โรคติดเชื้อทางเดินอาหาร เช่น อุจจาระร่วง โรคตับอักเสบชนิดเอ โรคบิด อหิวาต์ตกโรค โรคพยาธิ ชนิดต่างๆ ซึ่งติดต่อได้จากการที่มือปนเปื้อนเชื้อเหล่านี้ แล้วหยิบจับอาหารรับประทานเข้าไป

-โรคติดต่อจากการสัมผัสโดยตรง เช่น โรคมือเท้าปาก ตาแดง แผลอักเสบที่ผิวหนัง หิด เหา โรคเริม

-โรคที่ติดต่อได้หลายทาง เช่น โรคอีสุกอีใส อาจติดต่อได้จากการหายใจ และการสัมผัส

วันล้างมือโลกในปี 2561 เน้นการจัดกิจกรรมในรูปแบบ “ขอให้ทุกคนมีมือที่สะอาด : Let’s give everyone a clean hand” ซึ่งไม่ใช่เพียงเป็นการเตือนให้เราทราบว่าการล้างมือเป็นการป้องกันสุขภาพ แต่ยังรวมถึงเป็นการเสริมสร้างอนาคต สุขภาพด้วยมือเราอีกด้วย ซึ่งต้องสร้างพฤติกรรมด้านสุขอนามัยในเรื่องสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีเป็นประโยชน์ต่อตัวเรา ครอบครัว และชุมชน การล้างมือเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ง่าย ประหยัดและเสียค่าใช้จ่ายน้อย ซึ่งมีผลการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริการะบุว่าการล้างมือด้วยน้ำและสบู่ที่ถูกวิธีเพียง 20 วินาที หรือเท่ากับร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์ 2 รอบสามารถป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคได้ดี

การสร้างเสริมพฤติกรรมการล้างมือที่ถูกวิธีด้วยน้ำและสบู่มี 7 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ฝ่ามือถูกัน 2) ฝ่ามือถูหลังมือและนิ้วถูซอกนิ้ว 3) ฝ่ามือถูฝ่ามือและนิ้วถูซอกนิ้ว4) หลังนิ้วมือถูฝ่ามือ 5) ถูนิ้วหัวแม่มือโดยรอบด้วยฝ่ามือ 6) ปลายนิ้วมือถูขวางฝ่ามือ และ 7) ถูรอบข้อมือ โดยทุกขั้นตอนทำ 5 ครั้ง สลับกันทั้ง 2 ข้าง

การล้างมือด้วยวิธีการข้างต้น เป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพ เสียค่าใช้จ่ายน้อยและสามารถป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคได้ดี ดังนั้นจึงควรปลูกฝังการสร้างสุขอนามัยที่ดีให้แก่ประชาชนทุกกลุ่มวัยให้รู้จักวิธีการล้างมือที่ถูกต้องและมีการปฏิบัติเป็นประจำเพื่อให้เกิดนิสัยรักสุขภาพโดยเฉพาะพื้นที่สาธารณะ เช่น โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า สถานีขนส่งท่าอากาศยาน ตลาดสด ศูนย์อาหารหรือสถานที่อื่นๆ ที่ไปร่วมกิจกรรม เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนทุกกลุ่มวัยตระหนักถึงความสำคัญของการล้างมือโดยให้ยึดหลัก 2 ก่อน5 หลัง ได้แก่ 2 ก่อน คือ ก่อนทำอาหาร และก่อนรับประทานอาหาร ส่วน 5 หลัง ได้แก่ หลังเข้าห้องส้วม หลังหยิบจับสิ่งสกปรก หลังเยี่ยมผู้ป่วย หลังสัมผัสหรือเล่นกับสัตว์ และหลังกลับมาจากนอกบ้าน)

เตือนการแพร่ระบาด 5 โรคติดต่อในเด็ก

ข้อมูล รศ.พล.ต.หญิง พญ.ฤดีวิไล สามโกเศศ อุปนายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในช่วงเดือน มิ.ย.-ต.ค.ของทุกปี มีเด็กจำนวนมากที่เป็นโรคติดเชื้อต่างๆ เข้ามาพบแพทย์จนล้นโรงพยาบาล ซึ่งติดมาจากทั้งเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย ดังนั้นพ่อแม่ ผู้ปกครอง รวมถึงคุณครูและผู้ดูแลเด็กควรเฝ้าระวัง หากเด็กไม่สบายควรให้หยุดเรียนและรีบไปพบแพทย์ อย่าคิดว่าไม่เป็นไร เพราะบางโรคหากไม่รีบรักษาอาจร้ายแรงถึงชีวิต โดยโรคที่พบบ่อย ได้แก่ 1) โรคไวรัส RSV ทำให้เกิดการติดเชื้อทางเดินหายใจทั้งส่วนบนและส่วนล่าง ซึ่งมีการระบาดอย่างมากในช่วงนี้ โดยเฉพาะเด็กเล็กต่ำกว่า 3 ขวบ สามารถติดต่อผ่านสารคัดหลั่งต่างๆ ในร่างกาย เช่น น้ำมูก น้ำลาย ละอองจากการไอ จาม โดยเฉพาะการติดต่อจากการสัมผัส 2)โรคมือเท้าปาก 3) ไข้หวัดใหญ่ 4) โรคคออักเสบ ซึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย บางคน เข้าใจว่าโรคนี้ไม่อันตราย แต่เด็กที่ติดโรคนี้อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อ แล้วมีผลต่ออวัยวะอื่นๆ เช่น หัวใจ (ไข้รูมาติก) หรืออาจมีอาการไตวายจนอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ และ 5) ท้องเสีย ทั้งนี้เพราะด้วยสภาพอากาศในช่วงฤดูฝน ท้องฟ้าปิด อากาศไม่ปลอดโปร่ง เชื้อโรคต่างๆ ก็มักจะสะสมอยู่ตามจุดอับต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรถโรงเรียน ห้องเรียน ศูนย์เด็ก หรือเนอร์สเซอรี่ต่างๆ ที่มีเด็กๆ รวมอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นสถานที่แออัดก่อให้เกิดโรคติดต่อในเด็กได้ง่ายและแพร่เชื้อได้อย่างรวดเร็ว

สถานที่เหล่านี้ มีผลต่อเด็กๆ เป็นอย่างมาก หากเด็กติดเชื้อก็จำเป็นต้องขาดเรียน อาจส่งผลกระทบต่างๆ ตามมา คือเรียนไม่ทันเพื่อน ขาดความมั่นใจในการเรียน ทำให้ไม่อยากมาเรียนหรือบางครั้ง เมื่อเด็กป่วย เช่น เป็นหวัด ผู้ปกครองอาจคิดว่าไม่เป็นไร 2-3 วันก็หายเองได้ จึงไม่ให้ลูกหยุดเรียน เพราะกลัวเรียนไม่ทันเพื่อน แต่นั่นจะทำให้การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อลามไปสู่เด็กอื่นๆ ได้โดยง่าย จากการไอ จามต่างๆ โดยเชื้อโรคจะติดตามเสื้อผ้า ภาชนะ สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ รวมไปถึงของเล่น ภายในห้องเรียน เมื่อเพื่อนมาสัมผัสเชื้อเหล่านั้น บางรายก็ติดไปถึงผู้ปกครองซึ่งมือถือเป็นต้นกำเนิดแห่งการนำพาเชื้อไปสู่ร่างกาย โดยเชื้อโรคจะติดที่มือนานถึง30 นาที หากไปสัมผัสดวงตา ขยี้จมูก หยิบจับอาหารเข้าปาก ก็จะติดเชื้อได้

นอกจากนี้ ยังมีการแพร่ระบาดของโรคมือเท้าปากจำนวนมาก แม้ว่าทางโรงเรียนและศูนย์เด็กเล็กต่างๆ ได้ทำการทำความสะอาดห้องเรียน รวมไปถึงของใช้ต่างๆ ภายในห้องแล้ว แต่ยังมีเด็กติดเชื้ออยู่ เนื่องจากโรคนี้เชื้อโรคจะติดอยู่ในลำไส้เด็กนานนับเดือน หากเด็กมีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ก็จะสามารถกลับมาเป็นโรคนี้ได้อยู่เสมอ ฉะนั้นการใส่ใจเรื่องความสะอาด ล้างมือก่อนทำกิจกรรมต่างๆทุกครั้ง จะช่วยลดการติดเชื้อต่างๆ ได้

หัวใจสำคัญของการยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อต่างๆ ก็คือ การล้างมือแม้หน่วยงานต่างๆ ร่วมรณรงค์แต่ก็ยังมีการติดเชื้อเป็นจำนวนมาก จึงอยากจะขอให้ผู้ปกครองและโรงเรียนใส่ใจเรื่องการป้องกัน ก็จะช่วยลดโรคติดเชื้อได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งทุกคนต้องช่วยกันหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ ด้วยการล้างมือด้วยสบู่เพราะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อได้ถึง 50% เพื่อสุขอนามัยที่ดีของทุกคนรวมไปถึงคนรอบข้างด้วย

ล่าสุด มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ ร่วมกับกรมอนามัย สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก สมาคมศิษย์เก่าพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข โพรเทคส์ และ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด รณรงค์เดือนแห่งการล้างมือ เนื่องใน “วันล้างมือโลก 2018” ภายใต้แนวคิด “มือสะอาด สร้างฝัน” เพื่อกระตุ้นให้พ่อแม่และเยาวชนได้เห็นความสำคัญของการล้างมือถูกวิธีเป็นประจำถือเป็นจุดเริ่มต้นของการมีสุขภาพดีและเป็นวิธีการง่ายๆ ที่สามารถเริ่มได้ตั้งแต่เด็ก เพราะเมื่อไม่ป่วยบ่อย ก็ไม่ต้องขาดเรียน จะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการที่สมวัย สามารถพัฒนาตัวเองเพื่อมุ่งสู่อาชีพในฝันของตนเองได้

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ผู้หญิงวัยทองกับฮอร์โมนทดแทน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/367743

LIFE&HEALTH : ผู้หญิงวัยทองกับฮอร์โมนทดแทน

LIFE&HEALTH : ผู้หญิงวัยทองกับฮอร์โมนทดแทน

วันพุธ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากความก้าวหน้าทางการแพทย์ทำให้มนุษย์มีอายุยืนยาวนานขึ้น รวมทั้งมีจำนวนของผู้หญิงวัยทองมากขึ้นด้วย การส่งเสริมการดูแลสุขภาพของผู้หญิงวัยทองจึงมีความสำคัญมาก อายุเฉลี่ยของผู้หญิงทั่วโลกที่จะหมดประจำเดือนอยู่ที่อายุ 50 ปี การเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงในผู้หญิงก่อนที่จะเข้าวัยทองรวมทั้งการดูแลป้องกันการเกิดโรคที่เกิดจากการเสื่อมที่มีผลมาจากการขาดฮอร์โมนเพศและการให้ฮอร์โมนทดแทนที่ถูกต้องเหมาะสมและปลอดภัยจึงมีความจำเป็น

ข้อมูลจาก ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพเปิดเผยว่า โดยทั่วไปแล้วผู้หญิงวัยทองที่ไม่มีอาการหรือมีอาการน้อย สามารถที่จะดูแลสุขภาพของตนเองได้ด้วยหลักการของเวชศาสตร์ชะลอวัย อันได้แก่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดำรงชีวิต การควบคุมอาหารและการได้รับสารอาหารที่เหมาะสมและพอเพียง การออกกำลังกายเป็นประจำ และการปรับสภาพจิตใจ ( Mindfulness) ซึ่งมีหลักการง่ายๆ คือ เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ มีแคลเซียม แมกนีเซียม และสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง ลดหรืองดอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสัตว์สูง เพิ่มอาหารที่มีเส้นใย ดื่มน้ำสะอาด และพักผ่อนให้พอเพียง มีการควบคุมอารมณ์และฝึกการมองโลกในแง่บวก มีอารมณ์ที่แจ่มใสออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้งนานครั้งละ 30 นาที ตรวจสุขภาพประจำปีและรับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านมเป็นประจำ พักอาศัยและทำงานในบริเวณที่มีสิ่งแวดล้อมที่สะอาดและสุขอนามัยดี

ในกรณีที่ได้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดำรงชีวิตแล้วแต่ยังคงมีอาการของวัยทองที่ทำให้คุณภาพชีวิตเลวลง หรือมีโรคที่เกี่ยวข้องกับวัยทองควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อรับการดูแลรักษา แม้ว่าในปัจจุบันการดูแลรักษาด้วยการใช้ฮอร์โมนทดแทนจะยังคงเป็น Gold Standardในการรักษาผู้หญิงวัยทองที่มีอาการ แต่วัตถุประสงค์เปลี่ยนไปเป็นการใช้ฮอร์โมนทดแทนเพื่อป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาพตามหลักการของการดูแลวัยทองแบบบูรณาการ

แนวทางการให้ฮอร์โมนทดแทนในผู้หญิงวัยทอง

การให้ฮอร์โมนทดแทนในสตรีวัยทองได้มีการใช้มานานแล้วโดยในปัจจุบันมีชื่อเรียกที่เป็นทางการว่า Menopausal Hormone Therapy (MHT) ผลของการใช้ฮอร์โมนทดแทนที่ถูกต้องและเหมาะสมนั้นได้ผลดีในหลายๆ อาการไม่ว่าจะเป็นการลดอาการร้อนวูบวาบ อาการซึมเศร้า ความจำเสื่อม ปัญหาทางด้านระบบทางเดินปัสสาวะและระบบเจริญพันธุ์ รวมทั้งมีผลต่อการเพิ่มมวลเนื้อกระดูก และสามารถที่จะป้องกันโรคหัวใจขาดเลือดได้ถ้าเริ่มมีการใช้ฮอร์โมนทดแทนแต่เนิ่นๆก่อนที่จะเกิดปัญหา

อย่างไรก็ตามหลังจากการศึกษาของ Women Health Initiative หรือ WHI ได้มีการปรับปรุงแนวทางในการให้ฮฮร์โมนทดแทนที่เป็นรูปธรรม มีประสิทธิภาพเป็นที่ยอมรับ และมีความปลอดภัยสูง จากองค์กรทางการแพทย์นานาชาติ ได้แก่ สมาคมวัยหมดระดูนานาชาติ (International Menopause Society) สมาคมวัยหมดระดูแห่งอเมริกาเหนือ (North American
Menopause Society) สหพันธ์วัยหมดระดูแห่งเอเชียแปซิฟิก (Asia Pacific Menopause Federation) รวมทั้งสมาคมวัยหมดระดูแห่งประเทศไทย (Thai Menopause society)

การตรวจประเมินก่อนการดูแลรักษาผู้หญิงวัยทอง

ผู้หญิงวัยทองที่จะเข้ารับการดูแลรักษาจะต้องได้รับการตรวจประเมินเบื้องต้นอันได้แก่ การซักประวัติและตรวจร่างกายรวมทั้งการตรวจภายในและการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวข้อง ประวัติของการใช้ฮอร์โมนทดแทนมาก่อน ประวัติของการเกิดมะเร็งเต้านมและมะเร็งทางนรีเวชในครอบครัว รวมทั้งประวัติของการมีโรคที่เกี่ยวข้องกับการอุดตันเส้นเลือดและโรคหัวใจ การตรวจเบื้องต้นที่จำเป็นนั้นจะต้องตรวจหาระดับของฮอร์โมนเพศในเลือด เช่น Estradiol,Progesterone, FSH, LH, Testosteroneการตรวจหามะเร็งเต้านมด้วยแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์ การตรวจหาความหนาแน่นของมวลเนื้อกระดูก รวมทั้งการทำงานของตับ ไต ระดับไขมันในเลือด ระดับน้ำตาลในเลือด

ข้อบ่งชี้และข้อห้ามในการใช้ฮอร์โมนทดแทน

สำหรับข้อห้ามในการใช้ที่สำคัญได้แก่ การมีประวัติการเป็นมะเร็งเต้านมในมารดา หรือ กำลังเป็นมะเร็งเต้านมอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการสงสัยว่าจะเป็นหรือกำลังได้รับการรักษา มีประวัติหลอดเลือดอุดตัน มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกหนาหรือมีประจำเดือนออกผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ

การให้ฮอร์โมนทดแทนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลรักษาผู้หญิงวัยทองและถือเป็น Gold Standard ในการดูแลรักษาผู้หญิงวัยทองที่เกิดอาการ การให้ฮอร์โมนทดแทนนั้นใช้การพิจารณาการให้ในผู้หญิงวัยทองเป็นรายๆ ไปตามความจำเป็นและความเหมาะสม รวมทั้งข้อบ่งชี้และความเสี่ยงในแต่ละราย ดังนั้นก่อนให้การรักษาผู้มารับบริการจะต้องได้รับความรู้และข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนทั้งประโยชน์ที่จะได้รับและความเสี่ยงรวมทั้งอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น โดยมีการพิจารณาร่วมกันเพื่อที่จะเลือกวิธีการให้และชนิดของฮอร์โมนทดแทน

ผู้หญิงที่หมดประจำเดือนก่อนอายุ 40 ปีไม่ว่าจะเกิดขึ้นเองหรือถูกตัดรังไข่ไปทั้งสองข้างจะต้องได้รับฮอร์โมนทดแทนในทันที เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาของหัวใจและหลอดเลือด

ผู้หญิงวัยทองทุกคนที่ได้รับฮอร์โมนทดแทนจำเป็นจะต้องได้รับการตรวจติดตามการรักษาอย่างน้อยปีละครั้ง และการให้ฮอร์โมนทดแทนนั้นไม่ได้มีข้อห้ามในเรื่องของเวลาในการใช้สามารถใช้ได้ต่อเนื่อง ขนาดของฮอร์โมนทดแทนนั้นจะต้องใช้ในปริมาณที่น้อยที่สุดเท่าที่จะออกฤทธิ์ ผู้หญิงวัยทองแต่ละรายจะมีการตอบสนองต่อระดับของฮอร์โมนทดแทนไม่เท่ากันจึงมีความจำเป็นที่จะต้องปรับระดับของฮอร์โมนทดแทนเพื่อที่จะได้ผลดีที่สุดในปริมาณของฮอร์โมนที่น้อยที่สุด

สตรีวัยทองทุกคนที่ยังคงมีมดลูกอยู่จำเป็นจะต้องได้รับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนร่วมด้วยเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการให้แบบต่อเนื่องหรือเป็นช่วงเวลาของรอบเดือน ในกรณีที่มีอาการของการขาดฮอร์โมนเพศชายจำเป็นจะต้องให้ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนเสริมเข้าไปด้วย

วัยทองของผู้หญิงนั้นเป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านของชีวิต การปรับตัวเพื่อรับการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระเบียบระบบจึงเป็นแนวทางการดูแลรักษาตนเองที่เหมาะสม รวมทั้งการเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงในผู้หญิงก่อนที่จะเข้าวัยทองและการดูแลป้องกันการเกิดโรคที่เกิดจากการเสื่อมที่มีผลมาจากการขาดฮอร์โมนเพศและการให้ฮอร์โมนทดแทนที่ถูกต้องเหมาะสมและปลอดภัยจึงมีความจำเป็นมากขึ้น

 

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ลดปัญหาจากการใช้ยา…ปรึกษาเภสัชกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/366305

LIFE&HEALTH : ลดปัญหาจากการใช้ยา...ปรึกษาเภสัชกร

LIFE&HEALTH : ลดปัญหาจากการใช้ยา…ปรึกษาเภสัชกร

วันพุธ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สำหรับผู้ใช้ยาที่ต้องใช้ยารักษาประจำและต่อเนื่องโดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อรังต่างๆ ข้อมูลจาก ภญ.จันทิมา โยธาพิทักษ์ ผู้ช่วยนายกสภาเภสัชกรรม ฝ่ายวิชาการ แนะนำว่า ควรมี “สมุดบันทึกยา” พกไว้ติดตัว ซึ่งบันทึกรายการยาที่ผู้ป่วยต้องใช้เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นยาที่ได้จาก โรงพยาบาล ร้านยา คลินิก หรือ สถานพยาบาลอื่นๆ และยังต้องบันทึกรายละเอียดของผู้ป่วยด้วย เช่น อายุ น้ำหนักตัว ส่วนสูง รวมทั้งประวัติการแพ้ยา อาการข้างเคียงของยาที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย พฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ เช่น การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้แพทย์หรือเภสัชกร สามารถส่งต่อข้อมูลเรื่องยา และเลือกจ่ายยาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยโดยไม่มีปัญหากับยาที่ผู้ป่วยใช้เป็นประจำอยู่แล้ว ทำให้ลดความเสี่ยงต่อการได้รับยาซ้ำซ้อนยาตีกัน หรือแพ้ยาซ้ำ รวมถึงเพิ่มความปลอดภัยจากการใช้ยาได้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งในภาวะฉุกเฉินหรือเกิดวิกฤติภัย สมุดบันทึกยาที่พกติดตัวไว้จะช่วยให้ผู้ป่วยที่ไม่มีโอกาสไปรับการรักษาในสถานพยาบาลเดิม สามารถได้รับยาจากหน่วยบริการอื่นได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ผู้ป่วยบางคนชอบไปพบแพทย์หลายๆโรงพยาบาลหรือคลินิก ทำให้อาจได้รับยาชนิดเดียวกันจนเกิดการรับประทานยาซ้ำซ้อน หรือเกิด “การตีกัน” ของยา ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงรุนแรงแก่ผู้ป่วยได้ การไปพบแพทย์หรือเภสัชกรจึงควรมีรายการยา หรือนำยาที่กำลังใช้อยู่ทุกชนิดไปด้วยทุกครั้ง เพื่อให้เภสัชกรพิจารณาว่ามียาที่รับประทานซ้ำซ้อนกันหรือไม่ หรือมียาชนิดใดที่ตีกันหรือไม่ จะได้หาทางแก้ไขและป้องกัน เพื่อให้ผู้ป่วยปลอดภัยจากการใช้ยา

ข้อมูลจาก รศ.ดร.ภญ.กนกพรนิวัฒนนันท์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยถึงตัวอย่างของยาตีกันที่อาจเกิดขึ้น เช่น ผู้ที่ใช้ยากันเลือดแข็ง ชื่อ ยาวาร์ฟาริน ซึ่งเป็นยาที่มีโอกาสเกิดยาตีกันกับยาอื่นได้มาก ต้องระมัดระวังในการซื้อยาอื่นๆ ยาสมุนไพรหรืออาหารเสริมต่างๆ มาใช้ตัวอย่างยาที่พบได้บ่อยว่าเกิดตีกันกับยาวาร์ฟาริน คือ ยาแก้ปวดแก้อักเสบ เช่นไอบูโพรเฟน ไดโคลฟีแนค ซึ่งเป็นยาที่แนะนำให้ต้องกินหลังอาหารทันที ผลของการเกิดยาตีกันจะทำให้เกิดเลือดออกผิดปกติในอวัยวะต่างๆ เช่น ที่ผิวหนังเห็นเป็นจ้ำเลือด หรืออาจเกิดเลือดออกที่ข้อ หรือในช่องท้องหรือที่สมองได้ นอกจากนี้การใช้ยาสมุนไพรต่างๆ เช่น ขมิ้นชัน บัวบก ฟ้าทะลายโจร หรือ อาหารเสริม เช่น น้ำมันปลาร่วมกับ ยาวาร์ฟาริน ก็จะเพิ่มโอกาสการเกิดเลือดออกผิดปกติได้เช่นกัน

ข้อควรปฏิบัติเพื่อลดปัญหาจากการใช้ยา มีดังนี้ (1) ต้องรู้จักชื่อยาที่ใช้ (2) มีประวัติแพ้ยาต้องแจ้งแพทย์ เภสัชกรทุกครั้งเมื่อมารับการรักษา (3) ถ้ามียา สมุนไพร อาหารเสริมที่ต้องใช้เป็นประจำควรบันทึกไว้ในสมุดบันทึกยา และให้แพทย์ หรือเภสัชกรดูทุกครั้งเมื่อมารับการรักษา (4) อ่านฉลากยาก่อนใช้ยาทุกครั้ง (5) ใช้ยาตามคำแนะนำในฉลากยา (6) ภายหลังที่ใช้ยาที่ไม่เคยรู้จัก หรือใช้เป็นครั้งแรกให้หมั่นสังเกตตัวเอง ถ้าพบความผิดปกติสงสัยแพ้ยาให้รีบกลับมาพบแพทย์หรือปรึกษาเภสัชกรใกล้บ้าน

เพื่อให้ได้รับยาอย่างสมเหตุผล เมื่อมีอาการเจ็บป่วยควรไปพบแพทย์หรือปรึกษาเภสัชกรในร้านยาใกล้บ้าน ไม่ซื้อยาจากร้านขายยาที่ไม่มีเภสัชกร หรือร้านชำ จะต้องไม่กินยาของผู้อื่น ถึงแม้จะมีอาการคล้ายกัน และเมื่อได้รับยาแล้วก็ควรจะใช้ยาตามที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ อ่านฉลากยาก่อนใช้ยาทุกครั้งเภสัชกรโรงพยาบาลกับความปลอดภัยเรื่องยาของผู้ป่วย

ข้อมูลจาก ภก.อำนวย พฤกษ์ภาคภูมินายกสมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า เภสัชกรโรงพยาบาล มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับ “ยา” ตั้งแต่กระบวนการจัดหา จัดเก็บ เพื่อให้ได้ยาที่มีคุณภาพพร้อมใช้และเพียงพอต่อการให้บริการ ซึ่งรวมถึงการผลิตยาบางรายการที่ไม่มีจำหน่ายในท้องตลาด เตรียมยาและผสมยาสำหรับผู้ป่วยเฉพาะรายตามแพทย์สั่ง เช่น ยาหยอดตา ยาสำหรับผู้ป่วยเด็กยาเคมีบำบัด สารอาหารที่ให้ทางหลอดเลือดดำเป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการของแพทย์และความจำเป็นในการใช้ของผู้ป่วยในแต่ละโรงพยาบาล

สำหรับงานบริการเภสัชกรรมผู้ป่วยนอกเภสัชกรโรงพยาบาลมีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องก่อนจ่ายยา โดยการส่งมอบยาจะประเมินผู้ป่วยแต่ละราย พร้อมให้คำแนะนำการใช้ยาที่เหมาะสมแก่ผู้ป่วย นอกจากนี้ เภสัชกรยังทำหน้าที่กระจายยาไปยังหอผู้ป่วยเพื่อให้บริการแก่ผู้ป่วยใน ซึ่งมีรูปแบบต่างๆ ขึ้นกับบริบทของโรงพยาบาล เช่น การจัดยาแบบรายวัน หรือ การจัดยาแบบหนึ่งหน่วยการใช้ (unit dose) เป็นต้น

ปัจจุบันได้ขยายบทบาทไปสู่การดูแลผู้ป่วยด้านยาที่เรียกว่า การบริบาลทางเภสัชกรรม ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกับสหวิชาชีพ เพื่อให้ผู้ป่วยมีความปลอดภัยและได้รับประสิทธิภาพสูงสุดจากการใช้ยา ผ่านการดำเนินงานในรูปแบบต่างๆ เช่น การประสานรายการยาสำหรับผู้ป่วยที่ผ่านการตรวจรักษาจากแพทย์หลายท่าน ไม่ว่าจะในโรงพยาบาลเดียวกันหรือต่างโรงพยาบาล เพื่อป้องกันการได้รับยาซ้ำซ้อน ไม่ได้รับยาที่ควรได้รับหรือได้รับยาที่ตีกันกับยาเดิม เภสัชกรจะประเมินและติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา วางระบบในการป้องกันอุบัติการณ์แพ้ยาซ้ำ มีการประเมินการใช้ยา การตรวจติดตามและวัดระดับยาในเลือด การบริบาลผู้ป่วยนอกในคลินิกโรคเรื้อรังต่างๆ รวมถึงการบริบาลทางเภสัชกรรมบนหอผู้ป่วย รวมทั้งทำหน้าที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับยาในทุกมิติให้กับทีมสหวิชาชีพ เพื่อนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการดูแลรักษาด้วยยาแก่ผู้ป่วย ทั้งนี้ รพ.มหาวิทยาลัย รพ.ศูนย์ (รพศ.) รพ.ทั่วไป (รพท.) หรือแม้แต่รพ.ชุมชนขนาดใหญ่ จะมีเภสัชกรปฏิบัติหน้าที่ให้บริการผู้ป่วยตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีการอยู่เวรให้บริการพร้อมกับบุคลากรต่างวิชาชีพในโรงพยาบาลมาเป็นเวลานานมากแล้ว ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีในผู้ที่ทำงานในโรงพยาบาลทุกแห่ง

การปฏิบัติงานทางเภสัชกรรมของโรงพยาบาลในประเทศไทยได้มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง มีการจัดทำมาตรฐานวิชาชีพเภสัชกรรมโรงพยาบาลมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 การปฏิบัติงานวิชาชีพของเภสัชกรโรงพยาบาลในปัจจุบันจึงไม่ได้มีเฉพาะการ “จ่ายยา” ให้กับผู้ป่วยเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทร่วมกับสหวิชาชีพ ในการทำหน้าที่ดูแลและติดตามการใช้ยาของผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน รวมถึงการออกเยี่ยมบ้านเพื่อความต่อเนื่องของการรักษา และให้เกิดความมั่นใจว่าผู้ป่วยได้รับประโยชน์สูงสุดและเกิดความปลอดภัยจากการใช้ยา ฉะนั้นหากมีปัญหาการใช้ยา ให้ปรึกษาเภสัชกรเพื่อลดปัญหาความไม่ปลอดภัยจากการใช้ยาที่อาจเกิดขึ้นได้

ผศ.(พิเศษ)ดร.ภก.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

เลขาธิการสภาเภสัชกรรม