LIFE & HEALTH : 4 กรกฎาคม 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/349358

LIFE&HEALTH : 4 กรกฎาคม 2561

LIFE&HEALTH : 4 กรกฎาคม 2561

วันพุธ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

โรคเบาหวานเกิดจากสาเหตุหลักสองประการ คือ เกิดจากกรรมพันธุ์และการใช้ชีวิตที่ขาดสมดุล โดยเฉพาะการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม และขาดการออกกำลังกาย เมื่อเป็นโรคเบาหวานแล้ว บางคนยังไม่ทราบว่าการรักษาต้องมีการติดตามระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ ผู้ป่วยเบาหวานจะมีอันตรายกว่าที่คิด หากมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานจะทำให้เส้นเลือดทั่วร่างกายเสื่อมและส่งผลกระทบกับอวัยวะสำคัญ มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะพิการและเสียชีวิตจากโรคแทรกซ้อนต่างๆ

ข้อมูลจาก นพ.เอกลักษณ์ วโนทยาโรจน์ อายุรแพทย์โรคเบาหวาน โรงพยาบาลเทพธารินทร์ เปิดเผยว่า คนที่เป็นโรคเบาหวานหากปล่อยให้น้ำตาลในเลือดสูงอยู่เป็นเวลานานจะส่งผลให้หลอดเลือดตีบตัน ดังนั้น การรักษาเบาหวานจึงมีความจำเป็นต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมน้ำตาลในเลือดสูงมีผลกระทบต่อ 5 อวัยวะสำคัญของร่างกาย คือ สมอง ตา หัวใจ ไต เท้า ทำให้เกิดโรคร่วมตามมาอีกหลายโรคไม่ว่าจะเป็น โรคหัวใจ ไตวายเรื้อรัง และโรคอัมพาต และแผลเรื้อรังที่เท้า ซึ่งเป็นผลพวงจากความเสื่อมของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ นั่นเอง ปัจจุบันพบว่าผู้ป่วยเบาหวานส่วนใหญ่มักจะเสียชีวิตจากโรคหัวใจ

อย่างไรก็ตามโรคแทรกซ้อนต่างๆ ที่อาจทำให้เกิดพิการและเสียชีวิตในผู้ป่วยเบาหวานนั้น สามารถป้องกันได้ขึ้นอยู่กับวินัยของผู้ป่วยในการดูแลตนเอง ด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพมีกิจกรรมทางกายเป็นประจำสม่ำเสมอ พบแพทย์สม่ำเสมอตามนัด นอกจากนี้ การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง (Self-monitoring of blood glucose, SMBG) ก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเพิ่มศักยภาพการดูแลตนเองให้คนไข้เบาหวานเพราะการตรวจวัดน้ำตาลในเลือดด้วยตัวเองอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้คนไข้เบาหวานเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาลในเลือดของตนเองที่เกิดจากปัจจัยต่างๆ เช่น อาหาร กิจกรรมทางกาย รวมทั้งความเครียดเพื่อนำมาปรับวิธีการดำเนินชีวิตเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของตนเองซึ่งจะส่งผลต่อการลดการเกิดโรคแทรกซ้อนในที่สุด

สำหรับการตรวจระดับน้ำตาลด้วยตนเอง มีคำแนะนำจาก แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน ปี 2560 สามารถแบ่งกลุ่มการแนะนำการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองได้ดังนี้

l กลุ่มที่จำเป็นต้องเจาะ ถือเป็นมาตรฐานการดูแลหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือกลุ่มคนที่จะต้องคุมน้ำตาลอย่างเข้มงวด ได้แก่ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ที่จำเป็นต้องตรวจเป็นประจำ ต่อมาคือผู้ที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ และผู้ที่มีอาการน้ำตาลต่ำจนหมดสติบ่อยครั้งหรือไม่แสดงอาการเตือนเมื่อมีน้ำตาลต่ำ เพื่อป้องกันอันตราย โดยผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ที่ฉีดอินซูลินวันละ 4 เข็ม จำเป็นต้องเจาะน้ำตาลวันละ 4 ครั้ง เช้า-กลางวัน-เย็น-ก่อนนอน กล่าวคือ ต้อง เจาะ-นับ-ฉีด-กิน ไปอย่างนี้ในทุกวัน

l กลุ่มที่แนะนำให้เจาะ เพราะมีส่วนช่วยในการดูแล ได้แก่ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ฉีดอินซูลิน เพื่อจะได้ปรับน้ำตาลให้พอดีกับอินซูลินที่จะฉีดเข้าร่างกาย สำหรับคำแนะนำว่าจะต้องเจาะบ่อยแค่ไหน สามารถใช้หลักง่ายๆ กล่าวคือ ผู้ป่วยฉีดอินซูลินกี่เข็ม ก็ให้เจาะเท่ากับจำนวนเข็มที่ฉีด เช่น ผู้ป่วยฉีดอินซูลินก่อนนอนก็ควรเจาะตรวจวันละครั้งในตอนเช้า ซึ่งค่าน้ำตาลในตอนเช้าก็จะได้นำมาใช้ในการปรับอินซูลินที่ฉีดก่อนนอน ควบคู่กันไป ส่วนผู้ป่วยที่ฉีดอินซูลินชนิดผสมแบบวันละ 2 ครั้งก่อนอาหารเช้า-เย็น กลุ่มนี้จะต้องรับประทานอาหารตรงเวลาอย่างเคร่งครัด และควรรับประทานอาหารในแต่ละมื้อเท่าๆ กัน โดยแนะนำให้เจาะน้ำตาลก่อนรับประทานอาหารมื้อเช้าและเย็น หลักการง่ายๆ ก็คือ ตรวจค่าน้ำตาลตอนเช้าเพื่อใช้สำหรับปรับขนาดอินซูลินมื้อเย็นและตรวจค่าน้ำตาลตอนเย็นเพื่อใช้สำหรับปรับขนาดอินซูลินตอนเช้า

l กลุ่มทางเลือก ได้แก่ กลุ่มผู้ป่วยเบาหวานที่กินยาเม็ดไม่ได้ฉีดยาและยังไม่สามารถคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในค่าเป้าหมายได้ แต่พร้อมที่จะเรียนรู้หลักการเพื่อปรับพฤติกรรม เพราะการเจาะน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง จะมีส่วนช่วยให้เกิดการเรียนรู้การดูแลตัวเองซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆ โดยการเจาะแบบเป็นคู่ คือ เจาะก่อนและหลังรับประทานอาหาร 2 ชั่วโมงนับจากตอนเริ่มกินสิ่งที่ผู้ป่วยจะได้เรียนรู้คือ อาหารอะไรที่กินแล้วน้ำตาลจะขึ้นและไม่ขึ้น หลักคือถ้าน้ำตาลหลังอาหารไม่เกิน 180 มก./ดล. แสดงว่าอาหารเหล่านั้นกินได้ ส่วนอาหารอะไรที่กินแล้วค่าน้ำตาลสูงก็ควรหลีกเลี่ยง ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้หากมีระดับน้ำตาลที่ดีแล้ว ต่อไปก็ไม่จำเป็นต้องเจาะทุกวัน เพราะรู้ว่าอาหารประเภทไหนกินได้ หรือกินไม่ได้ จะกลับมาเจาะอีกครั้งก็ต่อเมื่อไม่แน่ใจว่าอาหารที่กินในวันนั้น จะทำให้น้ำตาลสูงหรือไม่ ซึ่งคนกลุ่มนี้ก็จะรู้จักวิธีอยู่กับโรคเบาหวานได้อย่างมีความสุขในที่สุดส่วนอีกกลุ่มที่น่าจะเป็นประโยชน์คือ ผู้ป่วยใหม่ที่ตั้งใจเรียนรู้ปรับพฤติกรรมเพื่อให้ผู้ป่วยได้มีส่วนร่วมในการรักษาด้วยการนำผลการตรวจมาใช้ในการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร จะช่วยให้ผู้ป่วยควบคุมน้ำตาลได้ดีขึ้น

ผู้ป่วยต้องดูแลตัวเองให้มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมและการตรวจวัดน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดผลการรักษาที่ดีขึ้น เพราะการจะรู้ได้ว่าผู้ป่วยอาการหนักมากน้อยแค่ไหน ต้องจัดยาแบบไหนจึงจะมีประสิทธิภาพและลดผลแทรกซ้อนที่จะตามมาจากโรคอื่นๆ ต้องขึ้นอยู่กับการเจาะน้ำตาลในเลือด ซึ่งการตรวจน้ำตาลแบบรายวัน จะทำให้เราเห็นผลการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนที่สุด เนื่องจากคนไข้เบาหวานนัดพบแพทย์ 3 เดือนครั้ง หากรอแพทย์ตรวจทุก 3 เดือน อาจช้าเกินไป นอกจากจะควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดแล้ว ผู้ป่วยต้องดูแลตนเองให้มีสุขภาพอนามัยที่ดีทั้งกายและใจ ลดปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ อีกด้วย

ผศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ฉลาดใช้ยาและสมุนไพรสมเหตุผล ยุค 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/347869

LIFE&HEALTH : ฉลาดใช้ยาและสมุนไพรสมเหตุผล ยุค 4.0

LIFE&HEALTH : ฉลาดใช้ยาและสมุนไพรสมเหตุผล ยุค 4.0

วันพุธ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

การใช้ยาไม่สมเหตุผลเป็นปัญหาระดับชาติมายาวนานส่งผลเสียทั้งทางเศรษฐกิจ ทำให้เกิดการบริโภคยาเกินจำเป็น และส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ป่วยในทางที่แย่ลง นำไปสู่การรักษาการป่วยครั้งต่อไปที่ยุ่งยากและสิ้นเปลืองมากขึ้น และอาจทำให้เกิดโรคใหม่จากการใช้ยา ทำให้ต้องรักษาเพิ่มขึ้น เช่น ผู้ป่วยที่รับประทานยาชุดแก้ปวด แก้อักเสบบ่อยๆ เกินความจำเป็น ก็จะเกิดกระเพาะทะลุ หรือการใช้ยาปฏิชีวนะมากเกินความจำเป็น จนสร้างปัญหาเชื้อดื้อยา ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากติดเชื้อดื้อยา ต้องให้การรักษาด้วยยาที่แพงขึ้น ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตจากเชื้อดื้อยามากขึ้นทุกปี ปัญหาความ ไม่ปลอดภัยจากการใช้ยาของผู้ป่วยส่วนหนึ่งอาจเกิดจากระบบสาธารณสุขและการให้บริการทางเภสัชกรรมที่ทำได้ไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะโรงพยาบาลในต่างจังหวัด เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยยังมีปัญหาขาดแคลนอัตรากำลังของเภสัชกรประจำโรงพยาบาลอยู่มาก

ข้อมูลจาก ดร.ภก.นิลสุวรรณ ลีลารัศมี นายกสภาเภสัชกรรม เปิดเผยว่า มีข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่าการบริโภคยาของคนไทยมีมูลค่าสูงถึง 1.4 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้มีผู้ป่วยที่ใช้ยาเกินจำเป็นถึงกว่า 2,000 ล้านบาท และการใช้ยาที่สงสัยต่อประสิทธิภาพถึง 4,000 ล้านบาท และกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศให้ การใช้ยาสมเหตุผลเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ของ
คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ พัฒนาโรงพยาบาลทุกแห่งให้เป็นโรงพยาบาลส่งเสริมการใช้ยาสมเหตุผลมาตั้งแต่ 2559

การใช้ยาสมเหตุผล หมายถึง การใช้ยาที่เหมาะสมกับโรค ในขนาดและระยะเวลาการใช้ที่ถูกต้อง และเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด แต่ปัจจุบันยังมีคนไทยอีกจำนวนมาก ใช้ยาไม่สมเหตุผล ซึ่งเป็นความเข้าใจของประชาชนในทางที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้ยา อาจมีที่มาจากการสำคัญผิดเอง จากการบอกเล่า หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ซึ่งปัจจุบันมีการติดต่อสื่อสารและให้ข้อมูลกันผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์กันมากขึ้น หรือการสืบค้นข้อมูลทางอินเตอร์เนต หากไม่พิจารณาแหล่งที่มาให้ดี ก็อาจจะได้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง บิดเบือนไปจากความเป็นจริง หรือเป็นจริงแต่เพียงบางส่วน รวมทั้งการโฆษณาชวนเชื่อ ทั้งยาแผนโบราณและยาแผนปัจจุบัน อาหารเสริม หรือเครื่องสำอาง เพื่อผลการรักษาสุขภาพลดน้ำหนักลดความอ้วน อันเป็นอันตรายต่อสุขภาพ อีกทั้งเจตนาการเสพยาสมุนไพร ยาแผนโบราณที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสมปรุงแต่งในปริมาณมากเกินควร จนเกิดอาการมึนเมา ส่งผลให้มีจำนวนตัวยาสะสมสูงจนเกิดเป็นพิษต่อร่างกายได้ เป็นต้น

เพื่อร่วมรณรงค์ให้ประชาชนไทยมีการใช้ยาและสมุนไพรอย่างสมเหตุผล สภาเภสัชกรรม ได้ร่วมกับ องค์กรเครือข่ายวิชาชีพเภสัชกรรม จัดกิจกรรม “สัปดาห์เภสัชกรรม ประจำปี 2561” ภายใต้
คำขวัญ “ฉลาดใช้ยาและสมุนไพรสมเหตุผล ยุค 4.0…ปรึกษาเภสัชกร” เพื่อร่วมกันแสดงบทบาทของผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมต่อประชาชน มีการให้ความรู้ คำแนะนำในการใช้ยาและสมุนไพร เป็นที่ปรึกษา ด้านสุขภาพให้คำแนะนำ ตัดสินใจ คัดกรอง ส่งต่อ และรักษา ป้องกันโรคพื้นฐานด้วยการใช้ยาและไม่ใช้ยาให้แก่ประชาชน กรณีที่ประชาชนจำเป็นต้องใช้ยาและสมุนไพร ต้องทำให้ประชาชนได้รับยาและสมุนไพรได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม ปลอดภัย และสมเหตุผล เหมาะสมกับโรค ในขนาดและระยะเวลาการใช้ที่ถูกต้อง และเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด โดยจะจัดกิจกรรมให้ความรู้เรื่องยาและสมุนไพรในโรงพยาบาล ร้านยาและหน่วยงานบริการสาธารณสุขพร้อมกันทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 23-29 มิถุนายน 2561 ให้ประชาชนผู้ใช้ยา ขอรับคำปรึกษากับเภสัชกร พร้อมทั้งขอรับเอกสารให้ความรู้เรื่อง “ฉลาดใช้ยาและสมุนไพรสมเหตุผล ยุค 4.0…ปรึกษาเภสัชกร” ในสถานพยาบาลหรือร้านยาใกล้บ้าน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ปัจจุบันมีการนำสมุนไพรมาผลิตเป็นยาเตรียมที่มีประสิทธิภาพดี ไม่แพ้ยาที่สังเคราะห์ขึ้น สามารถนำยาเหล่านี้มาใช้รักษาโรค ลดการใช้ยาจากต่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยอีก ผลิตภัณฑ์ยาจากสมุนไพรที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถใช้รักษาโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น

l ยาฟ้าทะลายโจร ช่วยรักษาอาการหวัด เจ็บคอ

l ยาขมิ้นชัน ช่วยรักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ

l ยาเหลืองปิดสมุทร ช่วยรักษาอาการท้องเสีย

l ยาเพชรสังฆาต ช่วยรักษาโรคริดสีดวงทวาร

l ยาน้ำแก้ไอมะขามป้อม ช่วยบรรเทาอาการไอ

l ยาเถาวัลย์เปรียง ช่วยรักษาอาการปวดเมื่อย คลายกล้ามเนื้อลดอาการอักเสบกล้ามเนื้อ

l ครีมไพล/ยาหม่องไพล ช่วยนวดบรรเทาอาการปวดเมื่อยเคล็ดขัดยอก

l เจลพริก ใช้นวดบรรเทาอาการปวดเมื่อย คลายกล้ามเนื้อ

l ยาจันทน์ลีลา ใช้บรรเทาอาการไข้ ตัวร้อน

l ยาหญ้าดอกขาว ใช้ลดอาการอยากบุหรี่

l ยามะขามแขก ใช้บรรเทาอาการท้องผูก เป็นต้น

จะเห็นว่าสมุนไพรไทย มีสรรพคุณมากมาย รักษาได้หลายโรค ปัจจุบันยาเหล่านี้ถูกบรรจุเป็นยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ สามารถหาซื้อได้โดยง่าย ไม่สบายครั้งใด คิดถึงยาสมุนไพร ลดมูลค่าการใช้ยาจากต่างประเทศ

หลักการใช้ยาให้สมเหตุผล ควรยึดหลัก 5 ถูกของการใช้ยา คือ ถูกคน ถูกโรค ถูกขนาด ถูกวิธี และถูกเวลา และเพื่อให้ใช้ยาถูกต้อง 5 ถูก การซื้อยามารับประทานเอง ควรเลือกร้านที่มีเภสัชกร ไม่ควรซื้อยาจากผู้ที่ไม่มีความรู้ ไม่นำยาผู้อื่นมาใช้ อ่านฉลากก่อนใช้ยา และใช้ยาตามที่ระบุไว้ในฉลาก ทั้งขนาด วิธีใช้ และเวลาที่ใช้

นอกจากนี้ ในกรณีได้รับข้อมูลทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือสื่อโซเชียลต่างๆ ควรพิจารณาถึงชื่อ แหล่งที่มาของข้อมูลอ้างอิงอย่างถูกต้องชัดเจนจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และควรเป็นข้อมูลที่ทันสมัยด้วย และหากต้องการสืบค้นข้อมูลจากทางอินเตอร์เนต ควรเลือกเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือ เช่น เว็บไซต์ของมหาวิทยาลัย หรือของราชการ นอกจากนี้ ปัจจุบันยังมีแอพพลิเคชั่นที่ให้ความรู้เรื่องยาต่างๆ ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ทำขึ้นเพื่อให้ประชาชนยุค 4.0 สามารถเข้าถึงข้อมูลเรื่องยาได้ง่ายขึ้นและเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำหรับผู้ป่วยในการใช้ยาได้อย่างปลอดภัยและสมเหตุผล สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องการใช้ยา สามารถขอรับคำปรึกษาได้จากเภสัชกรโรงพยาบาล หรือเภสัชกรร้านยาใกล้บ้าน

ผศ. (พิเศษ) ดร. ภก. อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

เลขาธิการ สภาเภสัชกรรม

LIFE & HEALTH : ทำอย่างไรช่วยลดปัญหา… อาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/346372

LIFE&HEALTH  : ทำอย่างไรช่วยลดปัญหา...  อาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา

LIFE&HEALTH : ทำอย่างไรช่วยลดปัญหา… อาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา

วันพุธ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปัจจุบันคนไทยมีอายุยืนยาวขึ้น เมื่ออายุมากขึ้น หลายท่านมักมีโรคต่างๆ ตามมาโดยเฉพาะพวกโรคเรื้อรังต่างๆ อาทิโรคเบาหวาน โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เป็นต้น ผู้ป่วยโรคเรื้อรังเหล่านี้จำเป็นต้องใช้ยารักษาเป็นประจำและต่อเนื่อง ทำให้มีโอกาสใช้ยา วิตามิน สมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมากขึ้นตามไปด้วย โดยส่วนใหญ่ผู้สูงวัยมักใช้ยามากกว่า 1 ชนิดและต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่อง ยามีคุณอนันต์ในการรักษาโรคแต่ในอีกด้านหนึ่งก็อาจก่อให้เกิดปัญหาได้ มากเช่นกัน

ข้อมูลจาก อ.ดร.ภญ.ภูริดา เวียนทอ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แนะนำให้ลองทำแบบทดสอบข้างล่างนี้เพื่อประเมินว่าท่านมีความเสี่ยงจะเกิดปัญหาจากการใช้ยามากน้อยเพียงใด

l กำลังใช้ยาตั้งแต่ 4-5 รายการขึ้นไปใช่หรือไม่

l รับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร วิตามิน เกลือแร่อยู่หรือไม่

l รับประทานผลิตภัณฑ์สมุนไพรใดๆ หรือไม่

l หาหมอตั้งแต่ 2 แห่งขึ้นไป หรือเป็นลูกค้าร้านยาหลายร้านหรือไม่

l ใช้ยามากกว่า 1 มื้อต่อวันหรือไม่

l สายตาไม่ดี หรือหูได้ยินไม่ค่อยดีหรือไม่

l ถ้าคำตอบของท่านตอบว่าใช่จำนวนหลายข้อ ยิ่งมีโอกาสพบปัญหาจากการใช้ยามากขึ้น ปัญหาจากการใช้ยาที่สำคัญ เช่น การลืมกินยา กินยาไม่ถูกขนาด กินยาไม่ถูกกับโรค ได้รับยาซ้ำซ้อน ยาตีกันเอง (drug interaction) ยาตีกับโรคอื่น (drug disease interaction) เกิดอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา เป็นต้น สำหรับอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา คือ ผลจากยาที่เราไม่ต้องการให้เกิดขึ้นที่สำคัญมี 2 ประเภท คือ ผลข้างเคียงจากยา และการแพ้ยา นั่นเอง

ปัญหาผลข้างเคียงจากยา

l ยาแทบทุกตัวเมื่อใช้ในขนาดปกติ อาจจะมีผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งผลข้างเคียงนี้สามารถทำนายได้จากการออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา แต่อาจเกิดมากหรือน้อยแตกต่างกันไปในแต่ละคน เช่น รับประทานยาลดน้ำมูกคลอเฟนิรามีนแล้วมีอาการ
ง่วงนอน หรือรับประทานยาแก้ปวดลดอักเสบของกล้ามเนื้อบางตัว
แล้วระคายเคืองกระเพาะอาหาร

l ผลข้างเคียงจากยาสามารถลดความรุนแรงหรือแก้ไขได้ ถ้าผู้ใช้ยาเข้าใจและปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสม เช่น ยาที่ใช้แล้วง่วง ไม่ควรขับรถหรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร ยาที่ระคายเคืองกระเพาะ ควรรับประทานหลังอาหารทันที และดื่มน้ำตามมากๆ

ปัญหาการแพ้ยา

l การแพ้ยาเป็นการที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายต่อต้านยาที่ได้รับเข้าไป ลักษณะอาการแพ้ยา เช่น หลังรับประทานยาแล้วมีผื่นคัน เปลือกตาบวม ริมฝีปากบวม หายใจขัด

l โดยทั่วไปจะไม่สามารถคาดเดาได้ล่วงหน้าว่าผู้ใดจะแพ้ยาตัวไหน แต่หากพบว่าทานยาแล้วมีอาการแพ้ยาควรหยุดยา และรีบกลับมาพบแพทย์เพื่อรักษาอาการแพ้ที่เกิดขึ้น และไม่ควรทานยาที่แพ้อีก เพราะจะทำให้เกิดการแพ้ซ้ำและอาการแพ้อาจรุนแรงขึ้นจนบางครั้งเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ท่านควรสอบถามชื่อยา และควรจดจำชื่อยาที่แพ้ให้ได้ เภสัชกรอาจออกบัตรแพ้ยาแก่ท่านเพื่อเป็นหลักฐาน ในครั้งต่อๆ ไปที่เข้ารับการรักษา

l ควรแจ้งชื่อยาที่แพ้ทุกครั้ง เพื่อแพทย์และเภสัชกรจะได้หลีกเลี่ยงการจ่ายยาที่แพ้ เพื่อลดปัญหาแพ้ยาซ้ำ

ข้อแนะนำเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาจากการใช้ยา

1.ทำความคุ้นเคยกับยาที่ตนเองต้องใช้ อ่านฉลากยา จำชื่อยาและวัตถุประสงค์การใช้ ศึกษาผลข้างเคียงของยาจากเภสัชกรหรือแพทย์ หรือแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือต่างๆ

2.ควรแจ้งแพทย์และเภสัชกร ว่าท่านใช้ยา สมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์สุขภาพอะไรอยู่บ้าง มีโรคประจำ ตัวอะไรแพ้ยาอะไร เพื่อแพทย์และเภสัชกรจะได้จัดยาที่เหมาะสมแก่ท่านเพื่อป้องกันปัญหาการใช้ยาซ้ำซ้อนหรือการเกิดปฏิกิริยาต่อกันของยา

3.หากมีปัญหาเกี่ยวกับการกลืนยา ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ เพื่อจะได้เลือกชนิดยาที่เหมาะสม เช่น ให้ยาน้ำแทนยาเม็ด หรือเลือกยาเม็ดที่มีขนาดเล็กแทน เป็นต้น

4.กรณีที่สายตาไม่ค่อยดี อ่านฉลากได้ไม่ชัดเจน อาจเตรียมแว่นขยายไว้เพื่ออ่านฉลากยาหรือเอกสารกำกับยา

5.ควรเขียนขนาดและวิธีรับประทานยาด้วยตัวหนังสือขนาดใหญ่พอต่อการอ่านติดบนฉลากยา หรืออาจจัดยาใส่กล่องยา แยกช่องตามมื้อรับประทานเช่น มื้อเช้า มื้อกลางวัน มื้อเย็น และก่อนนอน

6.เลี่ยงการหาหมอหลายคน สำหรับโรคเดียว เพราะอาจได้ยาซ้ำซ้อน

7.อย่าใช้ยาของผู้อื่น โดยไม่รู้จักยานั้นอย่างแน่ชัด

8.รับประทานยาตามที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำอย่างเคร่งครัด อย่าปรับลดหรือหยุดยาเองเพราะกลัวว่ากินยามากแล้วจะเป็นโรคตับหรือไต เพราะยาบางชนิดจำเป็นต้องรับประทาน อย่างต่อเนื่องเพื่อควบคุมอาการ หากหยุดยาเองอาจเกิดอันตรายจากภาวะแทรกซ้อนของโรคได้

9.ในรายที่มีอาการหลงลืม ควรใช้สิ่งช่วยจดจำ เช่น ปฏิทิน หรือกล่องใส่ยาชนิดที่รับประทานหรือควรมีผู้ช่วยดูแลการใช้ยาจะได้ไม่ลืมรับประทานยา หรือรับประทานยาซ้ำซ้อน

10.หากเกิดอาการแพ้ยา เช่น มีผื่นขึ้น คัน หน้าบวม แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ให้หยุดยาทันทีและรีบมาพบแพทย์ และควรจำชื่อยาที่แพ้ไว้เพื่อแจ้งประวัติแพ้ยาให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ทราบทุกครั้งเวลาไปรับบริการที่โรงพยาบาลหรือร้านยา

เพื่อร่วมรณรงค์ให้คนไทยมีการใช้ยาและสมุนไพรอย่างสมเหตุผล สภาเภสัชกรรม ร่วมกับ ภาคีเครือข่ายวิชาชีพเภสัชกรรม ได้จัดงาน สัปดาห์เภสัชกรรม ประจำปี 2561 ขึ้นภายใต้คำขวัญว่า “ฉลาดใช้ยาและสมุนไพรสมเหตุผล ยุค 4.0…ปรึกษาเภสัชกร” ระหว่างวันที่ 23-29 มิ.ย.นี้ หากท่านมีปัญหาเรื่องยา สมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์สุขภาพ โปรดปรึกษาเภสัชกรที่ร้านยาหรือโรงพยาบาลใกล้บ้าน

ผศ.(พิเศษ)ดร.ภก.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

เลขาธิการสภาเภสัชกรรม

Life & Health : การใช้ยาที่ไม่ปลอดภัย..ที่พบบ่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/344804

Life&Health : การใช้ยาที่ไม่ปลอดภัย..ที่พบบ่อย

Life&Health : การใช้ยาที่ไม่ปลอดภัย..ที่พบบ่อย

วันพุธ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ยารักษาโรคมีประโยชน์มากแต่อาจก่อให้เกิดโทษมหันต์ได้ถ้าใช้ไม่ถูกต้องสมเหตุผล ปัญหาความไม่ปลอดภัยจากการใช้ยาของคนไทยที่พบบ่อย เช่น ใช้ยาเสื่อมคุณภาพ ใช้ยาเกินขนาด
หรือการใช้ยาไม่ถูกกับโรค เป็นต้น ซึ่งปัญหาเหล่านี้อาจเกิดจากความไม่เข้าใจของตัวผู้ป่วยเอง หรือ อาจเกิดจากระบบสาธารณสุขและการให้บริการทางเภสัชกรรมที่ทำได้ไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะโรงพยาบาลในต่างจังหวัด เนื่องจากปัจจุบันเรายังขาดแคลนอัตรากำลังของเภสัชกรประจำโรงพยาบาลอยู่มาก

ข้อมูลจาก ภญ.รศ.ธิดา นิงสานนท์ อดีตนายกสภาเภสัชกรรม เปิดเผยว่า ปัญหาความไม่ปลอดภัยจากการใช้ยาที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ยาที่ไม่เหมาะสมของตัวผู้ป่วย ว่าอาจเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ความเข้าใจไม่ถูกต้อง หรือความเชื่อแบบผิดๆ ของผู้ใช้ยา ได้แก่

l เก็บยาไม่ถูกต้อง เมื่อรับยามาจากสถานพยาบาลหรือซื้อยามาแล้วทิ้งไว้ในรถซึ่งจอดกลางแดด หรือเข้าใจว่ายาทุกชนิดควรเก็บไว้ในตู้เย็น หรือในช่องแข็ง ทำให้ยาเสื่อมก่อนถึงวันหมดอายุ ประสิทธิภาพยาลดลง

l ไม่ดูวันหมดอายุเวลาซื้อยา ทุกครั้งที่ซื้อยาต้องหาดูวันหมดอายุที่แผงหรือขวดยา หรือหลอดบรรจุยา ให้มั่นใจว่ายาที่ซื้อไปยังไม่ถึงวันหมดอายุ อย่างน้อยที่สุด 6 เดือนถึง 1 ปี

l ลืมรับประทานยา โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรังที่ต้องรับประทานยาจำนวนมาก มักลืมรับประทานยามื้อกลางวันบ่อยที่สุด หรือมักลืมรับประทานยาก่อนอาหาร ซึ่งยาบางอย่างจำเป็นต้องรับประทานก่อนอาหารครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง เพราะยาจะถูกดูดซึมดีตอนท้องว่าง หรือยาบางชนิดเพื่อให้ออกฤทธิ์พอดีเวลาอาหาร

l ใช้ยาไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะยาที่มีเทคนิคพิเศษในการใช้ทำให้ใช้ยาไม่ได้ผล เช่น ยาพ่นป้องกันการจับหืด ซึ่งมีชนิดต่างๆมากมาย เป็นต้น

l ปรับขนาดยาเองตามใจชอบ ด้วยความเชื่อที่ว่ารับประทานยามากไม่ดี เมื่ออาการดีขึ้นแล้วก็หยุดยาเอง เช่น บางคนความดันเลือดสูง พอรับประทานยาแล้วความดันลดลง ก็งดยาเองไม่ยอมรับประทานต่อตามแพทย์สั่ง ความดันก็จะสูงขึ้นอีก หรือยาบางอย่าง เช่น ยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อ ซึ่งต้องรับประทานให้หมดตามแพทย์สั่ง ผู้ป่วยบางคนพอรับประทานไปได้ระยะหนึ่ง อาการหายไปก็หยุดยาเอง ผลคือเกิดเชื้อดื้อยาขึ้น ครั้งต่อไปต้องใช้ยาที่แรงขึ้น เป็นต้น หรือในทางตรงข้ามเชื่อว่ารับประทานยามากแล้วหายเร็ว จึงเพิ่มขนาดยาเอง ผลคือความดันอาจลดลงต่ำจนเกิดอันตรายได้

l นำยาของคนอื่นมาใช้ ด้วยความเอื้อเฟื้อจากเพื่อนหรือคนในบ้านเดียวกัน เมื่อฟังว่ามีอาการเหมือนกัน ก็ขอยาที่เพื่อน
ใช้มาทดลองใช้บ้าง โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่าอาการที่เหมือนกันนั้นอาจมาจากสาเหตุที่ต่างกัน ซึ่งนอกจากโรคไม่หายแล้วยังเสี่ยงต่อการเกิดการแพ้ยา หรือเกิดอาการข้างเคียงจากยาอีกด้วย

l ไม่พร้อมฟังคำอธิบายจากเภสัชกร พฤติกรรมนี้พบบ่อยมากเวลาผู้ป่วยมารับยาที่ห้องยาตามสถานพยาบาล ผู้ป่วยมักจะรีบกลับบ้าน ไม่สนใจว่าเภสัชกรจะอธิบายวิธีใช้อย่างไรเพราะเข้าใจว่าอ่านฉลากเองได้ แต่เมื่อกลับไปบ้านแล้วมีข้อสงสัยวิธีการใช้ ก็ไม่ทราบจะถามใคร ซึ่งในบางกรณีแพทย์อาจเปลี่ยนชนิดของยาหรือเปลี่ยนขนาดที่เคยใช้อยู่เดิม ก็อาจไม่ทราบเพราะเคยใช้อยู่อย่างไรก็ใช้ในขนาดเดิมนั้น ไม่ได้อ่านฉลากยาให้ละเอียด หรือบางครั้งรับประทานยาเดิมที่แพทย์สั่งหยุดแล้วควบไปกับยาใหม่อีก ทำให้ได้ยาเกินขนาด หรือบางครั้งยามีอาการข้างเคียงที่เภสัชกรจะบอกให้ทราบล่วงหน้าเพื่อเป็นการสังเกตอาการ หรือไม่ต้องกังวลเมื่อเกิดอาการดังกล่าว แต่ไม่มีโอกาสบอกเพราะผู้ป่วยไม่พร้อมรับฟัง

l ไม่นำยาเก่ามาด้วยเวลามารักษาตัวในโรงพยาบาลทำให้บางครั้งไม่ได้รับยาที่รับประทานต่อเนื่องเพื่อรักษาโรคเรื้อรัง

ที่เป็นอยู่เดิม แต่ครั้งนี้มารับการรักษาอาการอื่น แพทย์เองก็ไม่ทราบว่าเป็นโรคอะไรอยู่ก่อน

l ชอบไปรับการรักษาจากหลายสถานพยาบาล ทำให้ได้รับยาซ้ำซ้อน บางครั้งยามีปฏิกิริยากัน อาจเสริมฤทธิ์กันหรือทำให้ฤทธิ์ยาลดลง

l เชื่อว่าการใช้ยาดีกว่าการป้องกันการเกิดโรคคนส่วนใหญ่ชอบที่จะได้รับยาเพื่อรักษามากกว่าการรับฟังคำแนะนำการดูแลรักษาตัวเพื่อป้องกันการเกิดโรค ซึ่งแท้จริงแล้วการป้องกันย่อมดีกว่า หรือถึงแม้รับประทานยาเพื่อรักษาโรคเรื้อรังอยู่แล้วก็ไม่ระวังดูแลตนเอง เพราะคิดว่าหากมีอาการมากขึ้นก็เพิ่มขนาดยาเข้าไปอีก

บทบาทหน้าที่ของเภสัชกรโรงพยาบาลในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปจากเดิมที่ทำหน้าที่เพียงจัดซื้อจัดหายาให้เพียงพอต่อความต้องการและจ่ายยา มาเป็นบทบาทในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยแบบสหสาขา โดยดูแลความปลอดภัยด้านยา เช่น ในการบริบาลเภสัชกรรมผู้ป่วยในจะดำเนินการในเรื่องต่างๆ เช่น

l การประสานรายการยาเดิมที่ผู้ป่วยใช้อยู่จะสืบค้นประวัติการใช้ยาเดิม โรคประจำตัว การแพ้ยา

l การดูแลรายการยาต่อเนื่องของผู้ป่วย ความเหมาะสมของขนาดยา การแพ้ยา และอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาและยาตีกัน (Drug Interaction)

l การบริหารยาที่เหมาะสม ยาที่ห้ามบด สารน้ำที่เลือกใช้อัตราเร็วที่ให้โดยเฉพาะ ยาที่มีดัชนีการรักษาแคบหรือยากลุ่มเสี่ยง

l การวางแผนจำหน่ายผู้ป่วย และประสานรายการยา การประเมินความเหมาะสมในการสั่งใช้ยา การให้คำปรึกษาด้านยาก่อนกลับบ้าน

เพื่อร่วมรณรงค์ให้คนไทยมีการใช้ยาและสมุนไพรอย่างสมเหตุผล สภาเภสัชกรรม จะจัดงานสัปดาห์เภสัชกรรม ประจำปี 2561 ขึ้น ระหว่างวันที่ 23-29 มิ.ย. นี้ ภายใต้คำขวัญ “ฉลาดใช้ยาและสมุนไพรสมเหตุผล ยุค 4.0 … ปรึกษาเภสัชกร” สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องการใช้ยา สามารถขอรับคำปรึกษาได้จากเภสัชกรใกล้บ้าน

ผศ. (พิเศษ) ดร. ภก. อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

เลขาธิการ สภาเภสัชกรรม

Life & Health : ดูแลผู้สูงวัยใช้ยาอย่างปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/343316

Life&Health : ดูแลผู้สูงวัยใช้ยาอย่างปลอดภัย

Life&Health : ดูแลผู้สูงวัยใช้ยาอย่างปลอดภัย

วันพุธ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เป็นที่ทราบกันดีว่า ประเทศของเราได้เข้าสู่สังคมผู้สูงวัยด้วยเหตุนี้ การเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ เพื่อรองรับประชากรผู้สูงวัยอย่างเร่งด่วนจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะด้านสุขภาพและสาธารณสุขของประเทศ เช่น อาหารการกิน ความเป็นอยู่ สุขภาพอนามัย เพราะสังคมสูงวัยจะมาพร้อมกับโรคต่างๆ อาทิ โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคเรื้อรังต่างๆ ผู้สูงวัยส่วนใหญ่ จึงมักต้องใช้ยาหลายชนิดอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ

แต่พบว่า ผู้สูงวัยส่วนใหญ่ไม่ใช้ยาตามแพทย์สั่ง ซึ่งมีข้อมูลจาก สมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย) ระบุว่า มีผลสำรวจพบว่า ผู้ป่วยร้อยละ 47.1 มีปัญหาการไม่ใช้ยาตามสั่ง ไม่ได้รับยาที่ควรจะได้รับ เกิดอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา และยังพบปัญหาเชิงระบบที่เกี่ยวข้องกับปัญหาด้านยา คือ (1) การได้รับยาไม่ต่อเนื่อง (2) การเข้าไม่ถึงยา และ (3) ขาดการส่งต่อข้อมูลด้านยาที่มีประสิทธิภาพ ตามลำดับ

ทั้งนี้ การที่ผู้สูงวัยส่วนใหญ่ประสบปัญหาเป็นโรคเรื้อรังหลายโรคนั้น ทำให้ต้องใช้ยาหลายรายการ จากหลายแหล่ง ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหายาซ้ำซ้อน ยาตีกัน การปรับเปลี่ยนยาด้วยตนเอง หรือการสื่อสารที่ไม่เข้าใจ ทำให้ไม่สามารถใช้ยาตามแผนการรักษาได้ ผู้สูงวัยบางรายมีการนำยาเหลือใช้ของตนไปให้ผู้อื่นใช้โดยขาดความรู้ส่งผลให้เกิดอันตราย

นอกจากนี้การที่ผู้สูงวัยมีความเสื่อมถอยของสภาวะร่างกาย เป็นปัญหาต่อระบบการทำงานของร่างกาย ที่อาจส่งผลกับการใช้ยา เช่น ปัญหาด้านสายตาทำให้ไม่สามารถอ่านฉลากยาได้จึงรับประทานยาตามความเคยชิน อาจได้ขนาดยาไม่ถูกต้อง กล้ามเนื้อมีความอ่อนแรงจนไม่สามารถฉีกแผงยา หรือหยิบยาเข้าปาก บางรายมีปัญหาด้านความจำทำให้ใช้ยาผิด เป็นต้น

ในรายที่ต้องมีผู้ดูแลจัดยาให้ ถ้าผู้ดูแลไม่ได้รับข้อมูลอย่างเพียงพอ อาจส่งผลให้เกิดปัญหากับผู้สูงวัยที่ไม่สามารถใช้ยาได้ด้วยตนเอง และมีผู้ป่วยบางรายใช้ยาตามคำบอกเล่า หรือซื้อยารับประทานเอง หรือนำยาผู้อื่นมาใช้ ทำให้บริโภคยาไม่ตรงตามโรคที่เป็น

ข้อมูลจาก ภญ.จันทิมา โยธาพิทักษ์ ผู้ช่วยนายกสภาเภสัชกรรม ฝ่ายวิชาการ ได้แนะแนวทางดูแลผู้สูงวัยใช้ยาปลอดภัยและเป็นสุข เพื่อลดความสูญเสียจากการใช้ยาในผู้สูงวัย ลูกหลาน หรือผู้ดูแลผู้สูงวัย จะต้องมีความรู้เรื่องการใช้ยาอย่างถูกต้องปลอดภัยในผู้สูงวัย ดังนี้

l รับประทานยาตามที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำอย่างเคร่งครัด

l ใช้ยาเท่าที่จำเป็นไม่ควรซื้อยารับประทานเองเพราะยาบางชนิดมีความเสี่ยงในการใช้ จำเป็นต้องติดตามการใช้อย่างใกล้ชิด อีกทั้งอาจตีกันกับยาที่ผู้ป่วยใช้อยู่เป็นประจำ ดังนั้นแนะนำปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนการใช้ยาใหม่ๆ

l เมื่อต้องไปพบแพทย์หรือไปโรงพยาบาล ต้องนำยาทุกชนิด ซึ่งรวมถึงสมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ใช้อยู่ไปแสดงแก่แพทย์หรือเภสัชกร

l ในระหว่างการใช้ยา หากพบอาการที่ผิดปกติ เช่น ใช้ยาไปแล้วขาบวม ปัสสาวะบ่อย ไอเรื้อรัง เป็นต้น ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ เพราะอาจเกิดจากยาที่ใช้อยู่

l หากผู้ป่วยมีปัญหาในการใช้ยา เช่น กลืนยาลำบาก ต้องแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ เพื่อจะได้เลือกชนิดยาที่เหมาะสม เช่น เปลี่ยนเป็นยาน้ำ

l หลังได้รับยาควรตรวจดูยาและอ่านฉลากยาให้เข้าใจทุกครั้ง ถ้ามีข้อสงสัยควรสอบถามเภสัชกรทันที

l หากผู้ป่วยมีปัญหาในการจัดเตรียมยา หรือมีปัญหาในการอ่านฉลากยา ควรให้ญาติหรือผู้ร่วมอาศัยจัดเตรียมยาให้พร้อมต่อการใช้ เช่น การหักครึ่งเม็ด การกดยาเม็ดออกจากฟอยด์ การจัดยาเป็นเวลาเป็นมื้อ เป็นต้น เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยได้ยาอย่างถูกต้องครบถ้วน

l หากผู้ป่วยสูงวัยช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ผู้ดูแลควรหยิบยามาให้รับประทานเองกับมือ และดูด้วยว่าผู้ป่วยได้รับประทานยาจริงหรือไม่

l กรณีผู้ป่วยหลงลืมการใช้ยาอาจใช้สิ่งช่วยจดจำ เช่น เขียนขนาดและวิธีรับประทานตัวใหญ่ติดบนฉลากยา หรือใช้นาฬิกาปลุก ใช้กล่องใส่ยาชนิดที่รับประทานช่องละ 1 ครั้ง เพื่อป้องกันการลืมรับประทานยา หรือรับประทานยาซ้ำซ้อน

l ควรจัดเก็บยาให้ถูกต้องไม่เก็บในที่อับชื้น เช่นห้องน้ำ หรือในที่ที่ร้อนจัด เช่น ในรถ และไม่เก็บในที่ที่แสงแดดส่องถึงเพราะจะทำให้ตัวยาเสื่อมคุณภาพได้ ที่สำคัญควรเก็บให้ห่างจากมือเด็ก

เพื่อร่วมรณรงค์ให้คนไทยมีการใช้ยาและสมุนไพรอย่างสมเหตุผล สภาเภสัชกรรม ร่วมกับ ภาคีเครือข่ายวิชาชีพเภสัชกรรม ได้จัดงานสัปดาห์เภสัชกรรม ประจำปี 2561 ขึ้น ระหว่างวันที่ 23 ถึง 29 มิถุนายน 2561 ภายใต้คำขวัญ “ฉลาดใช้ยาและสมุนไพรสมเหตุผล ยุค 4.0 …ปรึกษาเภสัชกร” โดยมุ่งหวังให้มีการใช้ยาอย่างสมเหตุผล ส่งผลให้ประชาชนได้รับยาในปริมาณและระยะเวลาที่เหมาะสมกับปัญหาสุขภาพ สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องการใช้ยา สามารถขอรับคำปรึกษาได้จากเภสัชกรโรงพยาบาล หรือ เภสัชกรร้านยาใกล้บ้าน

ผศ.(พิเศษ)ดร.ภก.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

เลขาธิการ สภาเภสัชกรรม

Life & Health : ลดส่วนสัดและนํ้าหนักอย่างไรให้ปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/340403

Life&Health : ลดส่วนสัดและนํ้าหนักอย่างไรให้ปลอดภัย

Life&Health : ลดส่วนสัดและนํ้าหนักอย่างไรให้ปลอดภัย

วันพุธ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ระยะนี้มีข่าวเรื่องอาหารเสริมลดน้ำหนัก รับประทานแล้วมีอันตราย บางรายถึงแก่ชีวิต เนื่องจากผสมยา “ไซบูทรามีน”(Sibutramine) ที่เป็นอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพเจือปนโดยมีผลข้างเคียงกับคนที่เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดต่างๆ ปัจจุบัย อย. หรือสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาไม่อนุญาตให้ใช้แล้ว หรือบางรายใช้อาหารเสริมที่ไม่ได้ผ่าน อย. แต่ขายกันทาง social media อย่างมากมาย สามารถตรวจเช็คดูว่ามีขึ้นทะเบียนไว้ไหมที่ https://oryor.com/oryor2015/check_product.php วันนี้ขอแนะนำการลดความอ้วนให้ปลอดภัย

ข้อมูลจาก ผศ.พญ.สุวิรากรโอภาสวงศ์ ประธานกิจกรรมการสังคม สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย และผู้อำนวยการคลินิกสยามเดอร์มาติกส์ เปิดเผยว่า เมื่อไหร่ถึงเรียกว่าอ้วนในปัจจุบันเกณฑ์ที่ยอมรับทางการแพทย์ จะใช้ค่าดัชนีมวลกาย หรือ BMI (Body Mass Index) ซึ่งคำนวณโดยเอาน้ำหนัก (หน่วยเป็นกิโลกรัม) หารด้วยส่วนสูงยกกำลังสอง (หน่วยเป็นเมตร) หากเรามีน้ำหนัก 55 กิโลกรัม สูง 160 เซนติเมตร (1.60 เมตร) ค่า BMI = 55/ (1.60×1.60) = 21.48

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดให้คนที่มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ต่ำกว่า 18.5 จัดเป็นน้ำหนักตัวน้อย (Underweight) และมากกว่าหรือเท่ากับ 25 จัดเป็นน้ำหนักตัวเกิน (Overweight) และได้แบ่งความรุนแรงของน้ำหนักตัวเกิน (Overweight) เป็น 4 ระดับ สำหรับประเทศไทยมีการกำหนดค่า BMI ดังนี้

l น้อยกว่า 18 –> นํ้าหนักน้อย

l 18 – 22.9 –> นํ้าหนักปกติ

l 23 – 24.9 –> นํ้าหนักเกิน

l มากกว่า 25 –> อ้วน

ข้อจำกัดของ BMI คือใช้ประเมินในผู้ที่มีกล้ามเนื้อมากอย่างเช่น นักกีฬาไม่ได้และในผู้ที่กล้ามเนื้อน้อยจากสูงอายุไม่ได้ ดังนั้นจึงไม่ควรดูค่า BMI เพียงอย่างเดียว ควรดูที่มวลไขมันของแต่ละคนด้วย เนื่องจากน้ำหนักตัวเป็นน้ำหนักรวมของทุกส่วน แต่ไม่ได้บ่งบอกถึงส่วนประกอบต่างๆ ในร่างกาย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องประเมินว่าปริมาณไขมันที่มีอยู่ในร่างกายนั้นมากน้อยแค่ไหน บางคนที่มีกล้ามเนื้อมาก อาจพบว่าน้ำหนักเกินกว่าที่ควรจะเป็น ทั้งนี้เพราะน้ำหนักของกล้ามเนื้อมีมากกว่าไขมันถึง 7 เท่า ในกรณีที่มีมวลเท่ากัน และประเด็นสำคัญที่เราต้องการลดน้ำหนัก คือลดไขมันส่วนเกิน โดยไม่ลดกล้ามเนื้อ กระดูกและน้ำ

ลดน้ำหนักอย่างไรให้ปลอดภัย

เมื่อน้ำหนักเราเกิน ก็ถึงวิธีที่จะลดน้ำหนัก ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดง่ายแต่อาจจะทำได้ยากมาก ต้องมีความตั้งใจแน่วแน่ อาจจะตั้งเป้าหมายว่าจะลดกี่กิโล ในเวลาเท่าไหร่ ถ้าได้อาจจะต้องมีรางวัลให้ตัวเอง แต่การลดไม่ควรให้ลดเร็ว ตามมาตรฐานที่ควรจะเป็น คือ 0.5 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ถ้ามากกว่านี้เมื่อหยุดควบคุมน้ำหนักมักจะดีดกลับ หรือมีโยโย่นั่นเอง สิ่งที่ควรปฏิบัติคือ

1.ควบคุมอาหาร ในการลดน้ำหนักการควบคุมอาหารเป็นสิ่งจำเป็นที่สุด ไม่ว่าจะลดโดยใช้ยาหรือไม่ใช้ยา ถ้าคุมอาหารผิดๆ จะก่อให้เกิดอันตรายมากกว่าดี เพราะจะทำให้สุขภาพทรุดโทรมลง ดังนั้นควรรับประทานอาหารให้ครบสัดส่วนแต่ปริมาณน้อยลง 20% ไม่ควรจะงดอาหารเป็นมื้อเพียงแต่รับประทานอาหารเย็นให้น้อยลง ไม่รับประทานมื้อดึกหรือรับประทานแล้วนอนเลย รับประทานอาหารวันละหลายมื้อแต่ประมาณน้อยๆ จะดีกว่ารับประทานวันละมื้อสองมื้อแต่มื้อละมากๆ

นอกจากนี้การรับประทานอาหารให้ตรงเวลาจะทำให้ร่างกายปรับสมดุลและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วย เวลาเรารับประทานอาหารทุกครั้งจะมีฮอร์โมนอินซูลินที่ควบคุมน้ำตาลปล่อยออกมา ถ้าไม่รับประทานให้ตรงเวลาเมื่อฮอร์โมนทำงานก็อาจทำให้เรารู้สึกโหยๆ มือสั่น อยากรับประทานของหวานๆ และเมื่อยิ่งกินของหวานก็ยิ่งอ้วน ดังนั้นควรกินอาหารให้ตรงเวลาดีที่สุด เทคนิคที่ใช้ได้ผลดีคือการรับประทานช้าๆ เคี้ยวช้าๆ จะทำให้รับประทานได้น้อยลง เมื่อตักเข้าปากเคี้ยวให้ละเอียดอย่างน้อยเคี้ยวให้ได้ 15 ครั้ง แต่ถ้าทำได้เคี้ยวคำละ 32 ครั้ง จะดีเยี่ยม แล้วค่อยกลืน สังเกตได้ว่าคนที่เคี้ยวเร็วๆ รับประทานเร็วๆส่วนใหญ่จะอ้วนง่าย

2.ออกกำลังกาย ถ้าอยากรับประทานอาหาร ทำให้ได้รับแคลอรี่เกินเท่าไหร่ การออกกำลัยกายเพื่อให้แคลอรี่สมดุลก็ไม่ทำให้อ้วน การออกกำลังกาย ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเข้าฟิตเนส ต้องออกวิ่ง ว่ายน้ำหรือเล่นกีฬา แค่ปรับพฤติกรรมเริ่มแรกเพื่อการลดน้ำหนักก็จำเป็นที่จะต้องใช้พลังงาน ให้มากขึ้น เช่น เปลี่ยนจากขึ้นลิฟท์มาเป็นขึ้นบันได และเดินไปไหนมาไหนให้มากขึ้น ต้องมีความกระฉับกระเฉงและตื่นตัวที่จะเคลื่อนไหวมากขึ้น จากนั้นค่อยๆ พัฒนาสู่การออกกำลังกายเป็นกิจจะลักษณะ ในหนึ่งสัปดาห์ขอให้ออกกำลังกายอย่างน้อยวันเว้นวัน และทำให้ได้ครั้งละ 2-30 นาที หรือ การแกว่งแขนลดพุง ตามที่กระทรวงสาธารณสุขรณรงค์ก็ช่วยได้เช่นกัน

3.ตัวช่วยในการลดไขมันส่วนเกินและส่วนสัด ปัจจุบัน มีอาหารเสริมมากมายที่โฆษณาว่าสามารถลดน้ำหนักได้ คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร จะช่วยลดการดูดซึมของแป้งและไขมัน ช่วยการเผาผลาญอาหาร ช่วยให้เกิดความรู้สึกอิ่มเช่น พวกไฟเบอร์ ช่วยลดความอยากอาหารและช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ หรือบางชนิดเพิ่มการขับถ่าย ทั้งปัสสาวะ อุจจาระ ก่อนเลือกซื้อต้องดูว่าต้องมีเลข อย. ถูกต้อง และถึงแม้ว่ามีเลขถูกต้องก็ไม่ใช่จะปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์เพราะหากเรามีปัญหาสุขภาพอยู่แล้วยาหรืออาหารเสริมบางชนิดอาจมีผลข้างเคียงต่อสุขภาพได้ อย่าซื้อยาลดความอ้วนมาใช้เองเด็ดขาด หรือถ้าไปรักษาตามคลินิกควรจะสอบถาม ชื่อ ยา กลไกการออกฤทธิ์ และผลข้างเคียง จดชื่อยาที่รับประทาน เพราะบางครั้งยาที่รับประทานอาจจะไปออกฤทธิ์ เสริม หรือต้านกับยาอื่นที่เราอาจจะได้ ทำให้มีผลข้างเคียง ยาลดความอ้วนบางชนิดถ้าทานต่อเนื่องนานๆ อาจทำให้มีประสาทหลอนได้

ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งหากจำเป็นต้องใช้ยาลดน้ำหนักทุกครั้ง การลดแบบค่อยเป็นค่อยไปด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจะเป็นวิธีที่ยั่งยืนกว่า

ผศ.(พิเศษ)ดร.ภก.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : ระวังเทคโนโลยีจะทำร้ายสุขภาพลูกรัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/338976

Life&Health : ระวังเทคโนโลยีจะทำร้ายสุขภาพลูกรัก

Life&Health : ระวังเทคโนโลยีจะทำร้ายสุขภาพลูกรัก

วันพุธ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปัจจุบันเทคโนโลยีจอใหญ่ จอเล็ก ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน แท็บเลต ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่มากขึ้น ทั้งช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงาน หรือแม้แต่เป็นสื่อช่วยสร้างความบันเทิงให้กับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่เทคโนโลยีเหล่านี้อาจจะเป็นภัยร้ายทำลายสุขภาพของลูกหลานได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม

ข้อมูลจาก รศ.พญ.ทิพวรรณ หรรษคุณาชัย กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการเด็ก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้ปกครองส่วนใหญ่ภาคภูมิใจที่เด็กๆ เข้าถึงเทคโนโลยีได้รวดเร็วมาก คิดว่าเป็นการแสดงว่าเด็กเก่งและฉลาด ทั้งที่อุปกรณ์ทันสมัยเหล่านั้นไม่ใช่เครื่องมือที่ดีที่สุดในการเป็นสื่อการเรียนรู้ของเด็ก มิหนำซ้ำยังส่งผลกระทบในเชิงลบด้วยหากนำไปใช้อย่างไม่เหมาะสม ถ้าลูกของคุณเข้าข่ายเสพติดเทคโนโลยีแล้ว อาจจะก่อเกิดผลเสียทั้งร่างกาย พัฒนาการ พฤติกรรม และการเรียนรู้ด้านต่างๆ ตามมาส่วนจะเป็นอะไรบ้างนั้นเรามาดูกัน

l ร่างกายไม่แข็งแรง เด็กเป็นช่วงวัยที่มีการพัฒนาด้านกล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหว การเล่นผ่านกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวจะกระตุ้นประสาทสัมผัสทุกด้านและปลุกให้เด็กตื่นตัวมีความคล่องแคล่วว่องไว ร่างกายมีความยืดหยุ่น ซึ่งเป็นพื้นฐานในการเล่นกีฬาเมื่อเด็กเข้าสู่วัยเรียนหรือวัยรุ่น แต่หากปล่อยให้ลูกติด หรือจดจ่ออยู่กับอุปกรณ์เทคโนโลยีมากเกินไป แทนการเล่นผ่านกิจกรรมดังกล่าว จะทำให้เสียโอกาสการเรียนรู้อย่างเหมาะสมตามวัย ซึ่งส่งผลกระทบต่อพัฒนาการ การเจริญเติบโต และสุขภาพของเด็ก

l ปัญหาการนอน การนอนหลับพักผ่อนที่มีคุณภาพและเพียงพอตามวัยเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการเรียนรู้ขณะตื่น เด็กที่ใช้เทคโนโลยีจนส่งผลให้มีระยะเวลาในการนอนหลับพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ หรือการใช้สื่อนี้โดยเฉพาะช่วงเวลา 1 ชั่วโมงก่อนเข้านอน เด็กอาจยังคิดถึงหรือกังวลเกี่ยวกับเนื้อหาในสื่อ อาจส่งผลต่อคุณภาพของการนอนหลับ ซึ่งมีผลต่อสมาธิ และความคิดสร้างสรรค์ในการเรียนรู้ต่อไป

l สมาธิสั้น รอคอยไม่เป็น เทคโนโลยีใหม่ๆ มีภาพแสงสีเสียงที่ดึงดูดความสนใจของเด็ก เด็กสามารถควบคุมและกดเลือกสิ่งที่ต้องการได้ด้วยตนเอง และมีการเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วบนหน้าจอทันที ทำให้เด็กขาดสมาธิ หุนหันพลันแล่นอดทนรออะไรไม่ได้ ต้องการการตอบสนองในสิ่งที่อยากได้ดั่งใจอย่างรวดเร็ว ซึ่งในการดำเนินชีวิตจริงไม่สามารถได้รับการตอบสนองทันทีได้ในทุกเรื่อง ส่งผลให้เด็กใจร้อน วู่วาม หงุดหงิดง่าย รอคอยไม่เป็น ขาดความสามารถในการแยกแยะข้อมูล เนื่องจากสมองไม่สามารถเชื่อมโยง คิดวิเคราะห์ ตลอดจนมีกระบวนการตอบโต้ที่ไม่เป็นระบบ

l อ้วน-ผอมเกินไป การที่เด็กนั่งเล่นอยู่กับเทคโนโลยีที่นานๆ รวมถึงการดูโทรทัศน์ ทำให้มีโอกาสเคลื่อนไหวน้อย ขาดการออกกำลังกาย ความอยากรับประทานอาหารลดน้อยลงอาจได้รับสารอาหารไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย หรือมากขึ้นจนเกินความพอดี จากการกินของขบเคี้ยวร่วมด้วย จะทำให้เด็กอ้วนหรือมีน้ำหนักเกินมาตรฐาน ส่งผลให้สุขภาพร่างกายไม่แข็งแรงและมีโอกาสเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยได้ง่ายขึ้น

l ปัญหาเกี่ยวกับดวงตา การทำกิจกรรมผ่านหน้าจอเทคโนโลยีที่มีแสงสว่างจ้ามากเกินไป การกะพริบภาพถี่เกิน และการมองใกล้หน้าจอเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กสายตาสั้นเนื่องจากการเพ่งมองทำให้กล้ามเนื้อตาทำงานหนักและรัดเกร็ง อีกทั้งยังส่งผลให้มีการกะพริบตาน้อยครั้ง จะทำให้ตาขาดน้ำหล่อเลี้ยงเกิดอาการระคายเคืองได้ แสบตา การมองเห็นเริ่มผิดปกติเห็นภาพซ้อน มองไม่ชัด ปวดเบ้าตา กล้ามเนื้อตาอ่อนล้าซึ่งทำให้เด็กมีปัญหาด้านสุขภาพและการเรียนรู้ต่อไป

l อารมณ์ก้าวร้าวรุนแรง จากเนื้อหาความก้าวร้าวรุนแรงของสื่อผ่านเทคโนโลยี เป็นแบบอย่างให้เด็กในการดำเนินชีวิตและการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการที่ไม่เหมาะสม เคยชินกับการใช้ความรุนแรงเป็นเรื่องปกติในสังคม และความก้าวร้าวยังเกิดจากการเสพติดเทคโนโลยี หากไม่ได้เสพจะมีอารมณ์หงุดหงิดและมีพฤติกรรมก้าวร้าว ถึงขั้นทำร้ายตนเองและผู้อื่นได้

ขาดทักษะในการพูดสื่อสารกับผู้อื่น การพูดเป็นทักษะทางสังคมและภาษาที่ต้องผ่านการฝึกฝน ในสถานการณ์ที่ต่างกาลเทศะ เพื่อการสื่อสารและการแก้ไขปัญหา การเล่นอุปกรณ์ไฮเทคเหล่านี้ มักทำให้เด็กอยู่ลำพังเป็นเวลานานๆ ขาดโอกาสในการเข้าสังคม ขาดทักษะการสื่อสารสองทางผ่านการพูดคุยกับผู้อื่น ส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการทางด้านภาษาล่าช้า การใช้ภาษาที่ไม่เหมาะสม ซึ่งจะมีผลกระทบต่อทักษะการสร้างมนุษยสัมพันธ์ และความฉลาดทางสังคมได้

l ขาดทักษะในการแก้ปัญหาและการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคล เด็กจะแก้ปัญหาได้ ต้องได้เผชิญอุปสรรค ได้คิด ลงมือทำ(ลองผิด-ลองถูก) จากประสบการณ์ตรงในชีวิตประจำวัน หรือในขณะที่เล่นกิจกรรม แต่เกมคอมพิวเตอร์ที่เด็กเล่นมักเน้นการต่อสู้ การแข่งขัน หรือการแก้ปัญหาเพียงบางเรื่องไม่หลากหลายและไม่ครอบคลุมรอบด้าน ขณะที่การได้เล่นกิจกรรมเป็นกลุ่มการเล่นประดิษฐ์สิ่งของการเล่นสมมุติ เด็กจะได้ฝึกทักษะในการแก้ไขข้อขัดแย้งเวลามีปัญหากับเพื่อน

l ความสามารถในการเรียนและการเขียนที่แย่ลง การใช้เวลาและจิตใจจดจ่อกับการใช้เทคโนโลยีที่มากเกินไปหรือในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม ทำให้เด็กมีเวลาสนใจหรือทบทวนบทเรียนน้อยลง ทำงานหรือการบ้านส่งคุณครูไม่ทัน การใช้แค่ปลายนิ้วในการพิมพ์และกดหน้าจอระบบสัมผัสแทนการเขียนหนังสือเอง ทำให้โอกาสในการพัฒนาการของมือและการเขียนลดน้อยลงไป ลายมือของเด็กไทยรุ่นใหม่จึงแย่ลงไป ไม่สวยงาม อีกทั้งยังเกิดการใช้ตัวย่อหรือการใช้ภาษาและหลักไวยกรณ์ที่ผิดเพี้ยนไปเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการสื่อสาร ส่งผลให้ความสามารถทางด้านการเรียนลดลง

ดังนั้นพ่อแม่ต้องรู้เท่าทันถึงคุณประโยชน์และโทษของเทคโนโลยีเหล่านี้ รวมถึงหากมีการนำเทคโนโลยีมาใช้กับลูกต้องปรับการใช้งานให้เหมาะสมตามวัยและพัฒนาการ สอนอย่างไรให้เหมาะสม ไม่ควรกีดกันหรือห้ามลูกไม่ให้สัมผัสกับอินเตอร์เนตหรือเทคโนโลยีใดๆ แต่ควรส่งเสริมให้เขาได้ฝึกใช้เพื่อตามโลกได้ทัน หากต้องอยู่ในความดูแลของพ่อ-แม่อย่างใกล้ชิดและมีกฎกติกาในการเล่นให้พอดี เช่น ตั้งกฎให้ลูกเล่นเกมหรือ
อินเตอร์เนตหลังจากทำการบ้านเสร็จเรียบร้อย ควรให้พักสายตาทุกๆ 20-30 นาที ขณะเดียวกันก็ควรเป็นแบบอย่างสร้างวินัยในการใช้เทคโนโลยี หรือการดูโทรทัศน์ให้กับลูก ที่สำคัญพ่อ-แม่ควรให้เวลาพูดคุย เล่น และทำกิจกรรมร่วมกับลูก เด็กควรได้เรียนรู้ ผ่านการเล่นที่ได้เคลื่อนไหว เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการให้เป็นไปตามวัย ทั้งทางร่างกาย ความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ เพราะการเรียนรู้อย่างเหมาะสมจะเป็นพื้นฐานที่ดีต่อการต่อยอดความสามารถด้านอื่นต่อไปอีกด้วย

ผศ.(พิเศษ)ดร.ภก.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health ไลฟ์แอน์เฮลท์ : การรักษาโรคอ้วน…ด้วยการผ่าตัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/337597

Life&Health ไลฟ์แอน์เฮลท์ : การรักษาโรคอ้วน...ด้วยการผ่าตัด

Life&Health ไลฟ์แอน์เฮลท์ : การรักษาโรคอ้วน…ด้วยการผ่าตัด

วันพุธ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

มีรายงานว่า ในปี 2557 เกี่ยวกับสถานการณ์โรคอ้วนในประเทศไทย บ่งชี้ว่าคนไทย 1 ใน 3 มีน้ำหนักที่เกินมาตรฐาน หรือเป็นโรคอ้วน โดยสถานการณ์ดังกล่าวทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศอันดับที่ 2 ในภูมิภาค Southeast Asia ที่ประชากรมีปัญหาโรคอ้วน เป็นรองเพียงประเทศมาเลเซียเท่านั้น ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวน่าเป็นห่วงเป็นอย่างมาก ซึ่งโรคอ้วนนั้นเป็นโรคที่บั่นทอนสุขภาพของคนไทย เป็นสาเหตุของโรคต่างๆ ที่จะตามมาอีกมากมาย อาทิ ความดันโลหิตสูงโรคมะเร็ง โรคข้อเข่าเสื่อม โรคเบาหวานเป็นต้น

จากงานประชุมวิชาการครั้งที่ 29 ภาคประชาชน ของโรงพยาบาลราชวิถี ได้มีการสัมมนาให้ความรู้แก่ประชาชนในหัวข้อต่างๆ ซึ่งมีผู้ให้ความสนใจเข้าร่วมงานครั้งนี้กว่า 3,000 คนพญ.โชติรส อังกุระวรานนท์นายแพทย์ชำนาญการ กลุ่มงานศัลยศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี เปิดเผยว่าอุบัติการณ์โรคอ้วนในประเทศไทยปัจจุบัน มีตัวเลขที่ค่อนข้างสูงถึง 1 ใน 3 ของจำนวนประชากร โดยคนใน กทม. มีความเสี่ยงโรคอ้วนมากกว่าในต่างจังหวัด โดยสาเหตุหลักมาจากอาหารการกินและการใช้ชีวิต ทำงานหนักโดยขาดการออกกำลังกาย ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคอ้วน โดยโรคอ้วนนั้นส่งผลกระทบต่อระบบต่างๆ ในร่างกาย เป็นสาเหตุการณ์เกิดโรคต่างๆ อาทิ ความดันโลหิตสูง โรคมะเร็ง โรคข้อเข่าเสื่อม โรคเบาหวาน เป็นต้น

ซึ่งการรักษาโรคอ้วนนั้นทำได้หลายวิธี โดยเบื้องต้นจะเริ่มจากการปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตของผู้ป่วย โดยการควบคุมอาหารและโภชนาการในแต่ละวัน ควบคู่กับการออกกำลังกาย ซึ่งหากการรักษาด้วยวิธีนี้ยังไม่เป็นที่พอใจ ก็จะมีการให้ยาเพื่อให้ได้ผลที่ดีขึ้น ซึ่งมีหลายกรณีอาจจะไม่สามารถรักษาได้ ซึ่งวิธีสุดท้ายก็คือการผ่าตัดเพื่อรักษานับว่าเป็นการรักษาโรคอ้วนที่ดีที่สุดซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก

โดยการผ่าตัดรักษาโรคอ้วนนั้น เป็นการผ่าตัดกระเพาะอาหาร ซึ่งวิธีที่นิยมมีอยู่ 2 วิธี

1.การผ่าตัดเพื่อจำกัดพื้นที่กระเพาะ ซึ่งทำให้กระเพาะมีขนาดเล็กลงทำให้ผู้ป่วยรู้สึกอิ่มเร็วขึ้น

2.การผ่าตัดเพื่อจำกัดพื้นที่กระเพาะและทำบายพาส เป็นการผ่าตัดแยกกระเพาะอาหารให้มีขนาดเล็กลง จากนั้นตัดแยกลำไส้เป็นสองส่วนส่วนหนึ่งมาต่อกับกระเพาะเพื่อบายพาสอาหาร

ซึ่งการรักษาด้วยการผ่าตัดจะให้ผลในระยะแรกที่ดี สามารถลดภาวะโรคอ้วนได้ แต่ในระยะยาวขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองในการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งต้องดูแลและควบคุมการกินอาหาร ควบคู่กับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อผลที่ดีในระยะยาว และตลอดชีวิตของผู้ป่วย โดยหลังจากผ่าตัดแพทย์จะนัดดูอาการ ทุก 3-9 เดือน และหลังจากนั้นก็จะนัดเพื่อติดตามการรักษาทุกปี

ทั้งนี้ โรงพยาบาลราชวิถีมีพื้นที่อำนวยความสะดวกค่อนข้างจำกัดจึงทำให้เกิดความแออัดที่ห้องตรวจอย่างมาก และขณะนี้โรงพยาบาลกำลังสร้างอาคารศูนย์การแพทย์โรงพยาบาล เพื่อขยายพื้นที่ในการรองรับ และรักษาผู้ป่วยที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นในอนาคตเมื่ออาคารศูนย์การแพทย์โรงพยาบาล เสร็จก็จะสามารถเปิดรักษาผู้ป่วยได้มากขึ้น และลดระยะเวลาของการรอรับการรักษาของผู้ป่วยได้ดังนั้น ขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมแบ่งปันน้ำใจสมทบทุนซื้อเครื่องมือแพทย์ผ่านมูลนิธิรพ.ราชวิถี บัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ สาขา รพ.ราชวิถีประเภทบัญชี ออมทรัพย์ เลขที่บัญชี051-2-16322-1 หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่โทร.02-3547997-9 หรือ http://www.rajavithihospitalfoundation.org

ข้อมูลจาก อาจารย์ศัลยาคงสมบูรณ์เวช นักกําหนดอาหารวิชาชีพ ประเทศสหรัฐอเมริกา และกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เปิดเผยว่า สำหรับสาวๆ ที่อยากจะควบคุมน้ำหนักให้คงที่หรือลดน้ำหนักลงให้มีรูปร่างและสุขภาพที่ดี การเตรียมตัวและเตรียมใจเป็นหัวใจสำคัญโดยเฉพาะเรื่องของอาหารการกิน ต้องปฏิวัติการกินแบบตามใจปากให้ได้แผนที่จะช่วยให้ควบคุมน้ำหนักได้สำเร็จก็คือ

l กำหนดแผนการลดความอ้วนโดยสัปดาห์หนึ่ง ควรลดปริมาณพลังงานให้ได้ 3,500-7,000 แคลอรีต่อสัปดาห์หรือวันละประมาณ 500 แคลอรี เพราะการลดน้ำหนักที่ถูกต้องไม่ควรหักโหมมาก เพราะอาจจะเกิดผลเสียต่อสุขภาพตามมาได้

l สร้างทัศนคติที่ว่า “เรากินอย่างไรร่างกายเป็นอย่างนั้น” ให้เกิดกับตัวเอง

l ควรหัดดื่มน้ำก่อนกินข้าวเพื่อถ่วงกระเพาะ ไม่ว่าจะเป็นน้ำเปล่า หรือน้ำผลไม้ หรือกินเม็ดแมงลักควบคู่ไปด้วยก่อนกินข้าวสักครึ่งชั่วโมง เพื่อจะได้รู้สึกอิ่มและทำให้กินข้าวได้น้อยลง

l เตรียมภาชนะขนาดเล็กไว้เพื่อกินอาหาร เพื่อที่คุณจะได้ตักข้าวได้น้อยลง

l เพิ่มอาหารเผ็ดในมื้ออาหารเพราะรสชาติที่เผ็ดร้อนของพริกจะช่วยให้ร่างกายคุณเพิ่มการใช้พลังงานในการเผาผลาญ และยังทำให้คุณดื่มน้ำมากเป็นการลดแคลอรีทางหนึ่ง

l สั่งอาหารกับแกล้มแทนอาหารจานใหญ่ หากคุณต้องออกไปกินข้าวนอกบ้าน พยายามสั่งอาหารที่เป็นประเภทกับแกล้มมากิน ไม่ใช่อาหารจานใหญ่ เพราะมีแคลอรีน้อยกว่า แต่ต้องไม่ใช่อาหารประเภททอดเด็ดขาด

l หยุดทันทีที่อิ่ม เมื่อกินข้าวไปได้ครึ่งจานแล้วรู้สึกอิ่มให้หยุดกินทันที เพราะการกินอาหารด้วยความเสียดายทำให้น้ำหนักคุณเพิ่ม

l ลดปริมาณข้าวลงครึ่งหนึ่งของที่เคยตัก และพยายามนั่งกินให้ไกลจากหม้อข้าว และหม้อแกง เพื่อที่คุณจะได้ลำบากในการเดินไปตักใหม่หลายๆ รอบ

l เปลี่ยนนิสัยในการตักอาหารเข้าปาก ตักให้ช้าลงรวมถึงเคี้ยวให้ช้าลง และนานขึ้นด้วย เพื่อที่คุณจะได้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น

l เลือกกินซีเรียลชิ้นใหญ่ๆ เพราะมันจะทำให้คุณอิ่มเร็วขึ้น และหนักท้องกว่าซีเรียลชิ้นเล็กๆ

l เลือกนั่งกินเป็นที่ การนั่งกินที่โต๊ะอาหารนั้นดีที่สุด เพราะการเดินกินไม่เป็นที่ จะทำให้คุณกินมากแบบไม่รู้ตัว

คิดสักนิดก่อนจะกินตามใจ เพราะการดูแลตนเองให้มีน้ำหนักให้เหมาะสมย่อมดีกว่าการมาผ่าตัดแก้ไขภายหลัง

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : หน้าร้อนนี้ไปทะเล ระวังภัยแมงกะพรุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/334837

LIFE&HEALTH  : หน้าร้อนนี้ไปทะเล ระวังภัยแมงกะพรุน

LIFE&HEALTH : หน้าร้อนนี้ไปทะเล ระวังภัยแมงกะพรุน

วันพุธ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ช่วงหน้าร้อนนี้เป็นหน้าเทศกาลพักร้อนปิดเทอม หลายคนนิยมพาครอบครัวไปเที่ยวทะเล เพราะทะเลไทยได้ชื่อว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่สวยมาก แต่การไปเที่ยวทะเลนอกจากต้องระวังเรื่องของแสงแดดที่จะทำให้ผิวไหม้ ดำ จนอาจเกิดปัญหาผิวเสียได้แล้วยังต้องระวังเรื่องเจอแมงกะพรุนตอนเล่นน้ำทะเลอีกด้วย

ข้อมูลจาก ผศ.พ.ญ.สุวิรากร โอภาสวงศ์ ประธานกิจกรรมการสังคม สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย และผู้อำนวยการคลินิกสยามเดอร์มาติกส์ เปิดเผยว่า แมงกะพรุนเป็นสัตว์น้ำไม่มีกระดูกสันหลัง ใสคล้ายวุ้น ด้านบนเป็นวงโค้งคล้ายร่มด้านล่างตอนกลางเป็นอวัยวะทำหน้าที่ กินและย่อยอาหาร แมงกะพรุนมีหลายชนิด เช่น แมงกะพรุนจาน หรือ แมงกะพรุนหนังซึ่งกินได้ ส่วนแมงกะพรุนถ้วย แมงกะพรุนไฟ แมงกะพรุนกล่อง และแมงกะพรุนลาย จะเป็นแมงกะพรุนที่มีพิษ ซึ่งพิษของแมงกะพรุนนั้นมาจากเข็มพิษ (nematocyst) ภายในนีมาโตซีสนี้มีน้ำพิษที่เป็นอันตรายซึ่งโดยปกติจะใช้ในการล่าเหยื่อ เพื่อทำให้เหยื่อสลบไปก่อนที่จะกินเหยื่อนั้น

เมื่อไหร่ที่เราบังเอิญไปโดนพิษแมงกะพรุนไฟ หรือบางทีเป็นเพียงแค่สัมผัสหนวดหรือเข็มพิษของเขาลอยตามน้ำมาเท่านั้น เข็มพิษนี้จะทำให้เรารู้สึกปวดแสบ ปวดร้อนทันที แม้จะอยู่ในน้ำก็สามารถทำให้เกิดอาการคันเป็นผื่น บวมแดงเป็นรอยไหม้ในบางรายอาจทำให้มีอาการจุกแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก กระสับกระส่ายนอนไม่หลับ อ่อนเพลีย เป็นไข้ ที่น่ากลัวคือแมงกะพรุนไฟบางประเภทมีอันตรายที่อาจทำห้ถึงแก่ชีวิตได้ สำหรับแผลที่เกิดขึ้นจากแมงกะพรุนไฟนี้ มักจะเป็นรอยไหม้ และเป็นแผลเรื้อรังจนอาจจะเป็นแผลเป็นได้

ในสมัยก่อนประเทศไทยไม่มีแมงกะพรุนพิษเหล่านี้ แต่เนื่องจากภูมิอากาศ ภูมิประเทศ ที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้พบแมงกะพรุนกล่องได้ทั้งทางทะเลอ่าวไทยและอันดามัน อันตรายจากแมงกะพรุนกล่อง คือ เมื่อหนวดของแมงกะพรุนพิษสัมผัสได้ถึงตัวกระตุ้นที่เป็นแรงกดร่วมกับสารเคมีที่อยู่บนผิวของเหยื่อ จะมีการฉีดสารพิษเข้าสู่ผิวของเหยื่อ เมื่อโดนพิษของแมงกะพรุนกล่องจะมีอาการปวดแสบอย่างรุนแรงทันทีในบริเวณที่โดน ส่วนใหญ่ผู้ที่โดนแมงกะพรุนกล่องจะมีอาการเพียงเล็กน้อย แต่ก็มีบางรายที่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ พิษจากแมงกะพรุนชนิดนี้มีความรุนแรงมาก หากบริเวณสัมผัสเกินร้อยละ 10 ของผิวหนังทั่วตัวอาจทำให้เสียชีวิตได้ภายใน 5 นาที หากเสียชีวิตจะเกิดภายในเวลา 20 นาที หลังสัมผัสแมงกะพรุนกล่อง แต่หากเกิน 20 นาทีไปแล้วยังมีชีวิตอยู่แสดงว่าอาการไม่รุนแรงมากจนถึงแก่ชีวิตสารพิษจากแมงกะพรุนกล่องออกฤทธิ์หลายแบบทั้งมีฤทธิ์ทำให้ระบบหมุนเวียนของโลหิตและปอดล้มเหลว หัวใจเต้นผิดจังหวะ ผิวหนังแพ้หรือผิวหนังตายได้ จากสถิติในประเทศออสเตรเลียพบผู้เสียชีวิตจากพิษแมงกะพรุนดังกล่าวอย่างน้อย 63 ราย ในระหว่างช่วงปี ค.ศ.1884-1996 ในโดยเฉพาะเด็กจะโอกาสเสี่ยงชีวิตสูง

เมื่อโดนแมงกะพรุนพิษแล้ว ควรปฏิบัติตัวดังนี้

l ให้รีบล้างพิษตรงผิวหนังที่โดนพิษด้วยน้ำทะเลโดยด่วน โดยหลีกเลี่ยงการใช้น้ำจืด เพราะน้ำจืดจะไปช่วยกระตุ้นพิษให้กระจายมากขึ้น ทั้งนี้ให้รีดเซลล์ของแมงกะพรุน ด้วยของมีคมบางๆ เท่าที่หาได้ เช่น นักท่องเที่ยวอาจจะมีบัตรเครดิตให้ใช้คมของบัตรนั้นรีดพิษออก ซึ่งสมัยก่อนชาวบ้านใช้ทรายขาวๆ สะอาดถูกเบาๆ แต่ปัจจุบันนี้จะหาทรายขาวสะอาดๆได้ยาก

l ให้ใช้ผักบุ้งทะเลขยี้กับน้ำส้มสายชูความเข้มข้น 5% แล้วประคบผิวหนังบริเวณที่โดนพิษ ห่อด้วยผ้าขาวบางทิ้งไว้ 30-60 นาที โดยขึ้นอยู่กับว่าอาการปวดแสบปวดร้อนจะค่อยๆ หายไปหรือไม่ ถ้าหากโดนพิษแมงกะพรุนชนิดที่ไม่รุนแรงมากอาการปวดแสบปวดร้อนต่างๆ ก็จะลดอาการลง เหลือแค่อาการคันๆ และจะเจอร่องรอยของจุดที่โดนเซลล์ของแมงกะพรุนต่อย

l สำหรับผู้ที่โดนพิษแมงกะพรุนบางคนอาจจะมีอาการแพ้พิษทำให้เป็นไข้หรืออาเจียน หรือเกิดอาการอื่นๆ ขึ้นอยู่กับภูมิคุ้มกันของแต่ละคนเช่น นักท่องเที่ยวต่างชาติที่โดนพิษแมงกะพรุนมักจะมีอาการปวดแสบปวดร้อนและเป็นผื่นรุนแรงมากกว่าคนไทย โดยปกติแล้วถ้าผู้ป่วยที่โดนพิษแมงกะพรุนที่ไม่รุนแรงจะหายปวดแสบปวดร้อนและผื่นแดงหลังจากล้างพิษด้วยผักบุ้งทะเลขยี้รวมกับน้ำส้มสายชูนานประมาณ 30-60 นาที หลังจากนั้นถ้าหากมียังมีอาการแพ้พิษอื่นๆ คงอยู่อีกก็ให้รักษาตามอาการและมักจะหายภายใน 2-3 วัน สำหรับร่องรอยของการโดนพิษจะยังคงเหลือให้เห็นอยู่ต่อไปอีกเป็นเดือน แต่ถ้าเจอแมงกะพรุนไฟ (Portuguese man-of-war) หรือแมงกะพรุนชนิดร้ายแรงอื่นก็อาจจะกลายไปเป็นแผลเป็นได้

l สำหรับผู้ป่วยที่โดนพิษแมงกะพรุนไฟ ซึ่งจะมีพิษรุนแรงมาก เมื่อโดนพิษครั้งแรกจะปวดแสบปวดร้อน โดยเฉพาะผิวหนังที่โดนพิษจะเป็นรอยไหม้และเป็นแผลเรื้อรัง จนอาจจะเป็นแผลเป็นได้
ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วน

ปัจจุบันชายหาดหลายแห่งที่พบมงกะพรุนพิษบ่อยๆ มักจะมีการเตรียมน้ำสัมสายชูไว้ให้นักท่องเที่ยวที่อาจโดนพิษแมงกะพรุนจะได้ปฐมพยาบาลอย่างรวดเร็วเพื่อลดโอกาสการเกิดแผลเป็นได้
อย่างไรก็ตามร้อนนี้ขอให้มีความสุขกับการเที่ยวทะเล เล่นน้ำทะเลอย่างระมัดระวังและขอให้ปลอดจากภัยของแมงกะพรุนพิษเหล่านี้กันทุกคน

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : สิ่งละอันพันละน้อยเกี่ยวกับการใช้ยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/332317

LIFE&HEALTH : สิ่งละอันพันละน้อยเกี่ยวกับการใช้ยา

LIFE&HEALTH : สิ่งละอันพันละน้อยเกี่ยวกับการใช้ยา

วันพุธ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ยาเป็นสิ่งที่ให้ทั้งประโยชน์และอาจก่อให้เกิดโทษได้หากใช้ไม่ถูกต้อง เราทุกคนจึงไม่ควรจะละเลยควรใส่ใจในรายละเอียดต่างๆ ของการใช้ยาแต่ละชนิด ฉะนั้นการใช้ยาจึงต้องใช้ให้ถูกกับโรค ใช้ให้ถูกคนใช้อย่างถูกเวลา และถูกวิธี ก่อนการใช้ยาทุกครั้งจึงควรปรึกษาเภสัชกรก่อนทุกครั้ง เพื่อได้รับคำแนะนำการใช้ยาอย่างถูกต้องเหมาะสม และปลอดภัย

ข้อแนะนำจาก รศ.ภญ.ธิดา นิงสานนท์ ที่ปรึกษาสภาเภสัชกรรม แนะนำสิ่งละอันพันละน้อยเกี่ยวกับการใช้ยา ไว้ดังนี้

ถ้าลืมกินยามื้อหนึ่งควรรวมยอดไปรับประทานในมื้อต่อไปหรือไม่

ถ้าลืมกินยามื้อหนึ่งควรรับประทานทันทีที่นึกได้ แต่ไม่ควรเพิ่มเป็นสองเท่าในมื้อต่อไป เพราะอาจทำให้ได้รับยาเกินขนาดได้ ทางที่ดีที่สุดเพื่อให้ได้ผลการรักษาเต็มที่ พยายามอย่าลืมรับประทานยาให้บ่อยนัก เพราะถ้าระดับยาในเลือดสูงๆ ต่ำๆ ผลการรักษาจะไม่ดีเท่าที่ควร โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว ซึ่งต้องรับประทานยาสม่ำเสมอทุกวันตามเวลา เช่น โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือแม้แต่ยาฆ่าเชื้อ ยาปฏิชีวนะ

ปัญหาที่พบบ่อยในคนไข้บางคน คือ การลดขนาดยาหรือเพิ่มขนาดยาเอง บางคนมีความดันโลหิตสูงเมื่อแพทย์สั่งยาให้จนคุมความดันได้คงที่แล้วระยะหนึ่ง คนไข้มักจะนึกว่าโรคหายแล้ว หยุดการไปพบแพทย์ รวมทั้งหยุดยาเองโดยพลการ หารู้ไม่ว่าการที่คุมความดันโลหิตได้ก็เพราะขนาดยาที่แพทย์สั่งให้นั้นเหมาะสมพอดี เมื่อหยุดยาความดันก็จะสูงขึ้นอีก ทำให้ต้องเริ่มปรับขนาดยาใหม่อีก บางคนเจ็บคอมากแพทย์สั่งยาปฏิชีวนะให้กินตามขนาด แต่คนไข้อยากหายเร็วจึงเพิ่มขนาดยาเอง หมอสั่ง 2 เม็ด คนไข้กิน 4 เม็ด หมอสั่งกินวันละ 2 ครั้ง คนไข้เพิ่มเองเป็นวันละ 4 ครั้ง เป็นต้น

ขนาดยาที่เขากำหนดมาว่าควรกินครั้งละเท่าไรนั้น เขาได้ทำการทดลองใช้ยานั้นมาแล้วว่า ขนาดยาดังกล่าวจะให้ผลในการรักษาและปลอดภัย หากเพิ่มขนาดขึ้นเองอาจเกิดพิษขึ้นได้ หรือถ้าลดขนาดยาลงก็อาจไม่ได้ผลทางการรักษา ดังนั้นจึงควรกินยาตามขนาดที่บ่งไว้บนฉลากยาเท่านั้นจึงจะได้ผลตามความต้องการ

ควรจิบยาน้ำจากขวดยาโดยตรงหรือไม่

ไม่ควรจิบยาน้ำจากขวดยาโดยตรง เพราะนอกจากเชื้อโรคจากปากและคอจะลงไปปนเปในขวดยาแล้ว ขนาดยาที่ได้รับแต่ละครั้งจะได้ไม่แน่นอน เนื่องจากจิบเล็กจิบใหญ่ไม่เท่ากันในแต่ละครั้ง หากว่าตัวยาในยาน้ำนั้นเป็นตัวยาที่มีความแรงสูง เช่น ตัวยาโคดีอีนในยาน้ำแก้ไอ หากจิบอึกใหญ่เกินไปจะทำให้ง่วงนอน มึนงง ดังนั้นจึงควรใช้ช้อนตวงยาน้ำรับประทานจึงจะได้ขนาดยาที่แน่นอนและเท่ากันทุกครั้ง

สำหรับยาแก้ไอที่มักแนะนำกันให้จิบทุกครั้งที่ไอนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะหากไอถี่ และคนไข้จิบทุกครั้งที่ไอ อาจทำให้ได้ยามากเกินไป ควรใช้ช้อนมาตรฐานตวงยารับประทาน และมีช่วงห่างทุก 4-6 ชั่วโมงให้แน่นอน (1 ช้อนชามาตรฐาน ตวงยาได้ 5 ซีซี 3 ช้อนชามาตรฐาน เท่ากับ 1 ช้อนโต๊ะ)

ควรกินยาคุมกำเนิดอย่างไรจึงจะได้ผลดี

ยาคุมกำเนิดควรกินอย่างสม่ำเสมอที่เวลาเดียวกันทุกวัน ทั้งนี้เพื่อให้ระดับยาในเลือดสม่ำเสมอ ลดโอกาสที่จะเกิดเลือดออกกะปริดกะปรอยนอกเวลาของรอบเดือนและเพื่อให้การคุมกำเนิดได้ผลเต็มที่

หากลืมกินยาคุมกำเนิดให้รีบกินยาเม็ดที่ลืมทันทีที่นึกได้ แต่ไม่ควรเกิน 12 ชั่วโมงนับจากเวลาที่ควรจะกิน มิฉะนั้นผลการคุมกำเนิดจะไม่แน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าลืมกินใน 1-7 วันแรก เพราะผลการคุมกำเนิดจะลดลง อาจต้องใช้วิธีอื่นช่วยในการคุมกำเนิดในรอบเดือนนั้น เช่น ถุงยางอนามัย แต่หากลืมในเม็ดที่ 15 ของชุดไปแล้วอาจไม่กระทบต่อผลการคุมกำเนิด แต่อาจมีเลือดออกกะปริดกะปรอยได้

ในกรณีที่ลืมกินยาคุมกำเนิดตั้งแต่ 2 เม็ดขึ้นไป โดยเฉพาะในช่วง 7-10 เม็ดแรกควรหยุดยาและใช้การคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นไปก่อน หลังจากนั้นประมาณ 7 วัน เลือดจะออก เพราะมีการลดลงของระดับฮอร์โมน จากนั้นจึงเริ่มใช้ยาชุดใหม่ต่อไป

ควรทายาหม่องเมื่อไรดี

เมื่อเกิดการหกล้มกระทบกระแทก มีอาการบวมเขียวช้ำเกิดขึ้นไม่ควรทายาหม่องทันที เนื่องจากเมื่อร่างกายได้รับการกระทบกระแทกเส้นเลือดฝอยบริเวณผิวหนังซึ่งเปราะและบางนั้นจะขาด ทำให้เลือดออกมาคั่งในบริเวณนั้นก่อให้เกิดการบวมและปวด หากทายาหม่องลงไปทันทีจะทำให้บวมมากขึ้น เพราะเมื่อขี้ผึ้งเสียดสีกับร่างกายโดยการถูนวดก็จะเกิดความร้อนขึ้น ความร้อนทำให้เส้นเลือดฝอยขยายตัว เลือดจะยิ่งมาคั่งอยู่บริเวณนั้นมากขึ้น ทำให้บวมมากขึ้น

ดังนั้นเมื่อมีอาการบวม เขียว ช้ำเกิดขึ้นจากการกระทบกระแทกควรใช้ผ้าเย็นหรือน้ำแข็งประคบทำให้เส้นเลือดฝอยหดตัว อาการบวมจะยุบลงเร็วและความเย็นจะช่วยลดความเจ็บปวดลงด้วย จากนั้นจึงทายาหม่องซึ่งมีตัวยาระงับอาการเจ็บปวด ลดอักเสบ ทำให้หายฟกช้ำเร็วขึ้น

โดยสรุป ก่อนใช้ยาทุกครั้งควรอ่านฉลากยาอย่างละเอียด เพราะบนฉลากได้มีข้อแนะนำทั้งสรรพคุณในการรักษา วิธีใช้ขนาดที่ถูกต้อง รวมถึงวันหมดอายุของยานั้นๆ ด้วย

ถึงแม้ยาจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน แต่เราทุกคนก็ไม่ควรจะละเลยควรใส่ใจในรายละเอียดต่างๆ ของการใช้ยาแต่ละชนิด เนื่องจากอาจจะก่อให้เกิดอันตรายอย่างมหันต์ได้ ถ้ามีปัญหาเรื่องใช้ยาและสมุนไพรทุกครั้งให้ปรึกษาเภสัชกรที่อยู่ใกล้บ้านก่อนทุกครั้ง

ผศ.(พิเศษ)ดร.ภก.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

เลขาธิการสภาเภสัชกรรม