Life & Health : การดูแลเบาหวานแบบง่ายๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/330942

Life&Health : การดูแลเบาหวานแบบง่ายๆ

Life&Health : การดูแลเบาหวานแบบง่ายๆ

วันพุธ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

โรคเบาหวานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่ององค์การอนามัยโลก รายงานว่าในปี พ.ศ.2557 มีผู้ป่วยโรคเบาหวานมีจำนวน 422 ล้านคนและมีผู้เสียชีวิตจากโรคเบาหวานจำนวน 1.5 ล้านคน ซึ่งในปัจจุบันประชากรวัยผู้ใหญ่ 1 ใน 11 คน คาดว่าป่วยเป็นโรคเบาหวาน

สำหรับประเทศไทยมีรายงานของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข พบว่าอัตราการตายด้วยโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นทุกปี ภาพรวมของประเทศในปี2556-2558 อัตราตายด้วยโรคเบาหวานต่อประชากรแสนคน เท่ากับ 8.80, 15.48 และ 19.59ตามลำดับ เห็น และจากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ในประชากรไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ปี 2557 พบว่าความชุกของโรคเบาหวานเพิ่มสูงขึ้นเป็น 4.8 ล้านคน

ข้อมูลจาก นพ.หลักชัย วิชชาวุธ นายแพทย์ชำนาญการกลุ่มงานศัลยศาสตร์โรงพยาบาลราชวิถี เปิดเผยว่า โรคเบาหวานเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เกิดขึ้นจากผิดปกติของเซลล์ร่างกายที่ไม่สามารถเปลี่ยนน้ำตาลในเลือดให้เป็นพลังงานได้ จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ ซึ่งโดยปกติบุคคลทั่วไป จะมีระดับน้ำตาลในเลือดหลังงดอาหารมาแล้ว 6 ชั่วโมงไม่เกิน 126 มก./ดล. ซึ่งหากสูงกว่านี้คุณมีโอกาสที่จะเป็นโรคเบาหวานได้

ปัจจัยเสี่ยงของโรคเบาหวาน คือ…

1.การมีภาวะอ้วน หรือน้ำหนักที่มากกว่าปกติ

2.กรรมพันธุ์

3.อายุ ถ้าอายุมากขึ้นทำให้มีโอกาสเป็นโรคเบาหวานได้

4.ความดันโลหิตสูง

5.การรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ จำพวกน้ำตาล แป้ง และไขมันมากเกินไป

6.ขาดการออกกำลังกาย

สังเกตอาการเบื้องต้นของโรคเบาหวาน คือ ปัสสาวะบ่อยทั้งกลางวัน และกลางคืน กระหายน้ำมากกว่าปกติ น้ำหนักลดลง รู้สึกอ่อนเพลียง่าย มีอาการชาที่ปลายมือและปลายเท้า ถ้ามีอาการดังกล่าวควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด เพื่อทำการรักษาโรคเบาหวานนอกจากจะเป็นโรคเรื้อรังที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ยากแล้ว อาจจะทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนต่างๆ ได้ ดังนั้นผู้ป่วยควรดูแลตนเองให้ดี และป้องกันการเกิดบาดแผลในส่วนต่างๆ ของร่างกาย เพราะเมื่อเป็นแล้วแผลจะหายช้ากว่าปกติ ซึ่งแผลอาจเกิดอาการแทรกซ้อน และนำไปสู่การติดเชื้อและลุกลามจนทำให้เนื้อเยื้อตาย และต้องตัดทิ้งได้

ดังนั้นเมื่อผู้ป่วยเบาหวานเกิดเป็นแผล ควรจะทำความสะอาดแผลด้วยสบู่โดยใช้น้ำอุ่นหรือน้ำเกลือ และทำความสะอาดรอบๆ บาดแผลด้วยความเบามือ ไม่ควรล้างแผลด้วยแอลกอฮอล์ เพราะมีฤทธิ์ในการทำลายโปรตีนในเนื้อเยื้อได้ จากนั้นเช็ดให้แห้ง ใส่ยาทำแผลและปิดแผลด้วยผ้าปิดแผลสะอาดที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว ไม่ควรใช้พลาสเตอร์ปิดแผลโดยตรงและควรทำความสะอาดแผลอย่างน้อย 2 ครั้งต่อวัน ซึ่งหากมีแผลมีอาการแดง หรือบวมขึ้นหลังจากทำแผลควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา

วิธีการดูแลผู้ป่วยเบาหวานแบบง่ายๆ เพื่อป้องกันการเกิดแผลของผู้ป่วยเบาหวานมีข้อแนะนำดังนี้

l ระมัดระวังไม่ให้เกิดแผลตามส่วนต่างๆ

l ควรใส่ถุงเท้าและรองเท้าสำหรับใส่ในบ้าน เพื่อป้องกันการเดินเหยียบหรือเตะสิ่งของ ซึ่งอาจทำให้เกิดแผลได้

l เมื่อเวลาจะใส่รองเท้า ควรเคาะรองเท้าก่อนใส่เพื่อป้องกันเศษต่างๆ ในรองเท้าที่ทำให้เกิดแผลโดยไม่รู้ตัว เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานจะมีอาการมือเท้าชา ซึ่งทำให้ไม่รู้สึกเจ็บหากเหยียบ หรือเกิดแผล

l การตัดเล็บ ควรตัดเล็บในแนวเส้นตรงไม่ควรตัวเล็บตามความโค้งของเล็บเพื่อป้องกันการตัดเข้าโดนเนื้อซึ่งอาจทำให้เกิดแผลได้

โรงพยาบาลราชวิถี เป็นศูนย์รับ-ส่งต่อผู้ป่วยจากโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ ปัจจุบันโรงพยาบาลมีพื้นที่อำนวยความสะดวกค่อนข้างจำกัด จึงทำให้เกิดความแออัดที่ห้องตรวจอย่างมากและขณะนี้โรงพยาบาลกำลังสร้างอาคารศูนย์การแพทย์โรงพยาบาล เพื่อขยายพื้นที่ในการรองรับและรักษาผู้ป่วยที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นในอนาคตเมื่ออาคารศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลเสร็จก็จะสามารถเปิดรักษาผู้ป่วยได้มากขึ้น และลดระยะเวลาของการรอรับการรักษาของผู้ป่วยได้ ดังนั้น ขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมแบ่งปันน้ำใจสมทบทุนซื้อเครื่องมือแพทย์ผ่านมูลนิธิรพ.ราชวิถี บัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ สาขารพ.ราชวิถี ประเภทบัญชี ออมทรัพย์เลขที่บัญชี 051-2-16322-1 หรือ สอบถามรายละเอียดได้ที่โทร.02–3547997-9หรือ http://www.rajavithihospitalfoundation.org

ดั้งนั้น ผู้ป่วยเบาหวานต้องให้ความสำคัญในเรื่องอาหารการกินในแต่ละมื้อแต่ละวันแล้ว สิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษ คือไม่ให้เกิดแผลจากการใช้ชีวิตประจำวันที่อาจเป็นสาเหตุของการติดเชื้อและทำให้เกิดการลุกลามจนเป็นแผลใหญ่ที่ยากต่อการรักษา หากเกิดแผลในผู้ป่วยเบาหวานแล้ว การดูแลแผลของผู้ป่วยจะต้องเน้นในเรื่องของความสะอาด มากกว่าคนปกติทั่วไป หากมีปัญหาให้รีบพบแพทย์ที่ดูแลโดยด่วนอย่าปล่อยให้สายจนเกินแก้

ผศ. (พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เล่นสงกรานต์อย่างไร..ผิวไม่เสีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/329459

x

LIFE&HEALTH : เล่นสงกรานต์อย่างไร..ผิวไม่เสีย

วันพุธ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

อีกไม่นานก็จะถึงวันหยุดยาวรับหน้าร้อนนี้ หลายคนคงจะวางแผนไปเล่นสงกรานต์ แต่อาจกังวลกลัวว่าผิวเสีย กลัวแดดร้อน กลัวแพ้น้ำ หรือกลัวแพ้แป้ง แม้ว่าบางคนเลือกที่จะไปเที่ยวทะเลแทนการไปร่วมเทศกาลสงกรานต์ ก็จะเจอปัญหาผิวเสียได้เช่นกัน

ผศ.พญ.สุวิรากร โอภาสวงศ์ สำหรับปัญหาผิวพรรณหลังสงกรานต์ส่วนใหญ่ที่หนุ่ม-สาวกังวลใจมาก คือ ผิวไหม้ ผิวคล้ำเพราะสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับผิวหนังเกิดจากการอยู่กลางแจ้งตลอดวัน ต้องโดนแสงแดดตลอด แม้ว่าจะเป็นวันที่อากาศดูครึ้มฟ้าครึ้มฝน ก็ยังมีรังสีอัลตราไวโอเลต ชึ่งเป็นตัวการทำให้ผิวเสียอยู่ เพราะแสงแดดประกอบด้วยแสงที่เรามองเห็นในช่วงความยาวคลื่น 400-700 นาโนเมตร คือ สีรุ้ง 7 สีที่เรารู้จักดี ยิ่งไปกว่านั้นยังมีรังสีอินฟราเรด ที่เป็นคลื่นที่ทำให้เรารู้สึกร้อนและที่สำคัญสุดคือ รังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ซึ่งประกอบด้วย UV A และ UV B ตัวการสำคัญที่ทำให้ผิวเราไหม้และหมองได้แก่ UV B ส่วน UV A จะทำให้ผิวคล้ำ ดำ และเกิดริ้วรอยและฝ้าตามมาได้

เคล็ดลับการเตรียมตัวก่อนไปเล่นสงกรานต์ คือ

-ควรเลือกเล่นสงกรานต์ช่วงเวลาบ่ายไปแล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงรังสี UV สูง โดยเฉพาะช่วงเวลาประมาณ 10.00-15.00 น. จะมีรังสี UV มากที่สุด

-ก่อนออกไปเล่นสงกรานต์ควรเลือกยากันแดดที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันได้ทั้งรังสี UVA และ UVB (broad-spectrum coverage) โดยดูที่ค่า SPF และ PA สำหรับ SPF เป็นค่าที่บอกความสามารถในการป้องกัน UVB ที่ทำให้ผิวไหม้ขึ้นไป ส่วน PA หรือ UVA protection factor (UVA-PF) เป็นตัวเลขที่บอกถึงประสิทธิภาพการปกป้องผิวคล้ำผิวไหม้จากแสง UVA ควรเลือกใช้ยากันแดดที่มีค่า PA ++ ถึง PA +++ ไม่ว่าจะอยู่ในที่กลางแจ้งหรือที่ร่มเพราะแสง UVA สามารถทะลุผ่านกระจกรถ กระจกตามอาคารบ้านเรือนได้ด้วย

-ควรเลือกยากันแดดที่ทนน้ำ ทนเหงื่อได้ (water resistant) โดยเฉพาะผู้ที่จะไปเล่นน้ำสงกรานต์ และควรต้องทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง เพื่อให้มีประสิทธิภาพกันแดดสูงสุด

-ควรสวมเสื้อผ้าให้มิดชิด สวมหมวกแว่นกันแดด นอกจากจะกันรังสี UV แล้ว ยังช่วยป้องกัน คนฉวยโอกาสแตะเนื้อต้องตัว รวมทั้งยังช่วยป้องกันแป้งหรือสิ่งที่ผสมในน้ำอื่นๆ ไม่ให้สัมผัสผิวโดยตรงได้อีกด้วย

-ควรมีเสื้อผ้าแห้งไปเปลี่ยนหลังเล่นสงกรานต์เสร็จ เมื่อเลิกเล่นควรอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที ไม่ควรปล่อยให้เสื้อผ้าแห้งเอง เพื่อสุขภาพร่างกายทั่วไป และการป้องกันโรคผิวหนังที่เกิดจากการอับชื้น เช่น ติดเชื้อเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย

-ควรดื่มน้ำสะอาดให้มากพอ เพื่อทดแทนการเสียเหงื่อจากความร้อนช่วงนี้

-ควรรับประทานผักและผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระมากๆ

รู้จักวิธีทายากันแดดที่ถูกต้อง

ก่อนออกไปเผชิญกับแสงแดดควรศึกษาวิธีทายากันแดดที่ถูกต้อง เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพตามที่ระบุไว้ข้างหลอดหรือขวด ควรทายากันแดดในปริมาณที่ถูกต้องและตามระยะเวลาที่เหมาะสม ดังนี้

-ระยะเวลาที่เหมาะสม คือ ควรทาก่อนออกแดด 30 นาที อีกทั้งต้องทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง ในขณะที่ยังคงอยู่กลางแจ้ง หรือทาซ้ำทันทีหลังจากที่เหงื่อออกหรือขึ้นจากสระว่ายน้ำ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพในการป้องกันแสงแดดตามที่ระบุไว้ข้างหลอด

-ควรทายากันแดดให้ครอบคลุมบริเวณคอ หน้า ใบหู แขน ขา หลังเท้า ซึ่งเป็นบริเวณที่มักไม่มีเสื้อผ้าปกคลุม ถ้าเป็นคนที่มีผมบาง ศีรษะล้าน ควรทายากันแดดที่ศีรษะด้วย

-ปริมาณที่แนะนำ สำหรับการทาทั่วร่างกาย คือปริมาณ 1 ออนซ์ เทียบเท่า 30 ซีซี 30 กรัม 6 ช้อนชา หรือ 2 ช้อนโต๊ะ สำหรับการทาทั่วใบหน้ารวมทั้งใบหูทั้ง 2 ข้าง คือ ประมาณ 1.3 ซีซี 1.3 กรัม หรือ ประมาณบีบยากันแดดมาปริมาณเต็มส่วนปลายข้อนิ้วมือ

เคล็ดลับการฟื้นฟูผิวพรรณหลังตากแดด มีดังนี้

-ถ้าตากแดดเป็นเวลานานและมีอาการปวดแสบปวดร้อนที่ผิว โดยเฉพาะที่บริเวณแผ่นหลัง หัวไหล่ และใบหน้า ควรลดอุณหภูมิผิวหนังด้วยการประคบน้ำแข็งบริเวณที่แสบร้อนหรือใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำเย็นประคบบริเวณที่แสบทันที

-ถ้ามีว่านหางจระเข้สดให้ใช้ส่วนที่เป็นวุ้นใสๆโดยปอกเปลือกเขียวออก ล้างเอายางออกให้หมดแล้วเอาส่วนวุ้นมาประคบบริเวณผิวหนังที่แสบร้อน

-ให้ทาโลชั่นให้ผิวชุ่มชื้น และใช้ยากันแดด ปกป้องผิวไหม้แดดต่อไป

-ให้อาบน้ำเย็น และงดการขัดหรือลอกผิว

-ให้ดื่มน้ำสะอาดมากๆ เพื่อลดความร้อน

รับประทานวิตามิน ซี หรือ สารต้านอนุมูลอิสระอื่นจากผัก น้ำผลไม้หรือผลไม้สดมากๆ

-หากมีผื่น หรืออาการแสบร้อน ให้รีบไปพบแพทย์ เพื่อได้รับการรักษาที่เหมาะสม

ถ้าเพียงคุณมีการเตรียมตัวที่เหมาะสมก่อนเล่นสงกรานต์หรือไปทะเลหน้าร้อนนี้ คุณก็สามารถลดการเกิดปัญหาผิวพรรณต่างๆ ที่จะตามมาได้ไม่ยาก การป้องกันย่อมดีกว่ามารักษาภายหลัง เที่ยวให้สนุกกับวันหยุดสงกรานต์วันปีใหม่ไทยปีนี้ ที่สำคัญพึงระลึกว่า ง่วงหรือเมา ต้องไม่ขับ ขอให้เดินทางปลอดภัยกันทุกคน

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : โรคไม่ติดต่อ…สะเก็ดเงิน เป็นได้ก็รักษาได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/326434

LIFE&HEALTH : โรคไม่ติดต่อ...สะเก็ดเงิน เป็นได้ก็รักษาได้

LIFE&HEALTH : โรคไม่ติดต่อ…สะเก็ดเงิน เป็นได้ก็รักษาได้

วันพุธ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

การมีสุขภาพร่างกายและผิวพรรณที่ดูดีเสมอ ย่อมเป็นยอดปรารถนาของทุกคน แต่ก็อาจหลีกเลี่ยงการเกิดปัญหาผิวพรรณได้ยากในยุคนี้ด้วยสภาวะแวดล้อมและการดำเนินชีวิตโรคที่เกิดขึ้นทางผิวหนังมีหลากหลายชนิด บางชนิดก็มีอาการชั่วคราวบางชนิดก็มีอาการรุนแรง บ้างชนิดก็รักษายากบ้างก็รักษาง่ายโรคผิวหนังที่พบบ่อยที่สุดที่ผู้ป่วยมักมาพบแพทย์ คือโรคผิวหนังอักเสบ มีลักษณะเป็นผื่น บวม แดง บางครั้งมีตุ่มน้ำ มีน้ำเหลืองซึมลอกเป็นขุย และตกสะเก็ด สำหรับโรคสะเก็ดเงินเป็นโรคผิวหนังอีกชนิดหนึ่งที่ ส่งผลกระทบต่อร่างกาย จิตใจและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย สังคมคนรอบข้างอาจรังเกียจ ไม่อยากเข้าใกล้ ผู้ป่วยเด็กต้องขาดเรียนเวลาที่มีผื่นเห่อ เพื่อนๆ ไม่กล้าเล่นด้วย ในผู้ป่วยผู้ใหญ่มีความอับอาย ไม่กล้าเข้าสังคม แยกตัวจากสังคม เพราะเกรงว่าจะเป็นที่รังเกียจ ไม่มีใครรับเข้าทำงานเนื่องจากมีความเชื่อที่ผิดคิดว่าเป็นโรคติดต่อ

ข้อมูลจาก ผศ.พญ.สุวิรากร โอภาสวงศ์ ประธานฝ่ายกิจกรรมสังคม สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย และ ผู้อำนวยการคลินิกสยามเดอร์มาติกส์ เปิดเผยว่า โรคสะเก็ดเงิน มีชื่อภาษาอังกฤษว่า “Psoriasis” หรือที่ชาวบ้านเข้าใจผิดเรียกว่าโรคเรื้อนกวาง นั้น เป็นโรคผิวหนังเรื้อรังที่พบบ่อย อาการมีผื่นแดง สะเก็ดสีเงินหนา บริเวณผิวหนัง หนังศีรษะ เล็บ เชื่อว่าเกิดจากพันธุกรรมและความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค จึงไม่ใช่โรคติดต่อ ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาให้หายขาดได้

โรคสะเก็ดเงินพบได้บ่อยมากประมาณ 1-2% ของประชากรทั่วโลก พบได้ทั้งเพศชายและหญิง พบได้ในทุกช่วงอายุทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยพบบ่อยใน 2 ช่วงอายุ คือ ช่วงวัยรุ่นถึงวัยรุ่นตอนปลาย อายุประมาณ 20 ปี และวัยผู้ใหญ่ อายุประมาณ 55-60 ปี

สาเหตุและอาการของโรคสะเก็ดเงิน

สำหรับสาเหตุของโรคสะเก็ดเงิน เชื่อว่าเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันเม็ดเลือดขาว T lymphocyte เฉพาะที่ผิวหนัง หลั่งสารมากระตุ้นให้เซลล์ผิวหนังแบ่งตัวเร็วกว่าปกติ ทำให้เกิดผื่นที่มีสะเก็ดหนา นอกจากนี้ยังเชื่อว่าเกิดจากพันธุกรรม มียีนที่เป็นสาเหตุหลายชนิด ครอบครัวที่มีพ่อหรือแม่เป็นโรคสะเก็ดเงิน ลูกจะมีโอกาสเป็นโรคสะเก็ดเงินสูงกว่าคนทั่วไป

ส่วนอาการของโรคสะเก็ดเงิน จะมีผื่นผิวหนังเป็นได้หลายรูปแบบ ที่พบบ่อย คือ ผื่นแดงขอบเขตชัดเจน มีขุ่ยหรือสะเก็ดสีเงินปกคลุมหนา (Silvery-white scale) เมื่อลอกขุยออกจะมีจุดเลือดออก (Auspitz sign) ขนาดผื่น มีตั้งแต่ ขนาดเล็กเท่าหยดน้ำ (Guttate Psoriasis) หรือผื่นขนาดเท่าเหรียญหรือปื้นขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือ (Chronic Plague type Psoriasis) หรือเป็นตุ่มหนอง (Pustular Psoriasis) พบผื่นบริเวณหนังศีรษะลำตัว แขน ขา เป็นๆ หายๆ บางรายผื่นเป็นแดงทั่วตัวจนไม่เหลือผิวหนังปกติ (Psoriasis Erythroderma)

ความผิดปกติอื่นที่อาจพบได้ คือ เล็บมือ เล็บเท้าผิดปกติเล็บเป็นหลุม เล็บร่อน เล็บโดนทำลาย มีข้ออักเสบ ปวดบวม แดงร้อน ข้อผิดรูปได้ พบได้ประมาณ 20- 40% โดยผู้ป่วยอาจมีอาการผิดปกติของเล็บหรือปวดข้อนำมาก่อน หรือเกิดขึ้นพร้อมกับอาการผื่นที่ผิวหนัง

ผู้ป่วยบางรายมีอาการผื่นเห่อเฉียบพลันแล้วผื่นก็หายไปบางรายมีผื่นผิวหนังอักเสบกำเริบเรื้อรังไปตลอดชีวิต ปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้ผื่นเห่อกำเริบ เช่น ความเครียดการแกะเกา การดื่มสุรา การอดนอน การติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินหายใจ หูอักเสบ การติดเชื้อ HIV การตั้งครรภ์ รับประทานยาบางอย่าง เช่น ยาลดความดันยารักษาโรคทางจิตเวช ยาแก้ปวดข้อปวดกระดูก เป็นต้น

นอกจากนี้ผู้ป่วยสะเก็ดเงินที่มีอาการรุนแรงมักมีโรคร่วมซ้ำซ้อนต่างๆ ได้ เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูงโรคอ้วนลงพุง เส้นเลือดหัวใจตีบ อัมพาต มะเร็งเม็ดเลือดขาวเป็นต้น อีกทั้งพบภาวะซึมเศร้า แยกตัวจากสังคม เครียด มีพฤติกรรมที่ผิดปกติ ติดเหล้า ติดบุหรี่ ฆ่าตัวตายได้

การรักษาโรคสะเก็ดเงิน

การรักษาโรคสะเก็ดเงินมีหลากหลายวิธี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของผู้ป่วยแต่ละคน ในกรณีที่ผื่นเป็นน้อยพิจารณารักษาด้วยยาทาเฉพาะที่ เช่น ยาทากลุ่มสเตียรอยด์ กลุ่มไวตามินดี ยาทาน้ำมันดิน เป็นต้น สำหรับกรณีที่ผื่นเป็นมาก กระจายทั่วร่างกาย ควรพิจารณารักษาด้วยการฉายแสงอัลตราไวโอเลต (Ultraviolet) 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 3 เดือน ซึ่งผลการรักษาค่อนข้างดีมักมีผลข้างเคียงน้อย

สำหรับการรักษาด้วยแสง Ultraviolet มีการใช้ UVA ซึ่งต้องใช้ร่วมกับการรับประทานยาหรือทายาก่อนซึ่งมีผลข้างเคียง จึงมีการใช้ Narrow band UVBฉายแสง รักษาโรคสะเก็ดเงินและโรคผิวหนังอื่นๆ จะได้ผลดี แต่เครื่องฉายนี้มีเฉพาะโรงพยาบาลใหญ่ๆ มีการใช้จำนวนครั้งและเวลารักษานาน ปัจจุบันมีความก้าวหน้าทางการแพทย์มากขึ้น เครื่อง Thera Beam UV308เครื่องฉายแสงเฉพาะจุด เป็นเครื่องมือที่ให้กำเนิดรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) เทคโนโลยีที่มีคุณสมบัติในการปรับภูมิคุ้มกันบริเวณผิวหนัง ที่ได้รับการฉายแสง เป็นการฉายแสงผ่าน Excimer Filter  ที่จะช่วยกรองแสงที่ไม่จำเป็น เป็นเครื่องฉายแสงเฉพาะที่ จึงป้องกันผลข้างเคียงต่อเซลล์ปกติที่อยู่ข้างเคียง ให้ความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการรักษาสูงขึ้น

ถ้าผู้ป่วยไม่สะดวกมาฉายแสงอัลตราไวโอเลต อาจพิจารณารักษาด้วยยารับประทาน เช่น ยา MethotrexateNeotigason และ Cyclosporine เป็นต้น ยาเหล่านี้ให้ผลการรักษาค่อนข้างดีเช่นกัน แต่มีผลข้างเคียงต่อระบบเม็ดเลือด ตับ และไต ผู้ป่วยจึงต้องมาพบแพทย์เป็นระยะและมีการเจาะเลือดเพื่อเฝ้าระวังผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้แต่ในรายที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยารับประทานหรือการฉายแสงอัลตราไวโอเลตอาจพิจารณารักษาด้วยยาฉีด biologics ผลการรักษาค่อนข้างดีเช่นกันแต่มีราคาแพงมาก

นอกจากนี้ผู้ป่วยต้องหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่อาจทำให้ผื่นกำเริบได้ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ไม่ดื่มสุราพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่หมกมุ่นอยู่กับปัญหาเดิมๆ ที่แก้ไขไม่ได้ ออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อกำจัดความเครียดแอบแฝงผู้ป่วยต้องมีความเข้าใจในตัวโรคสะเก็ดเงิน มองโลกในแง่บวกและปรับตัวอยู่กับโรคสะเก็ดเงินได้อย่างมีความสุข คนในครอบครัวและสังคมรอบข้างต้องให้รอยยิ้ม ให้กำลังใจผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยมีอาชีพ มีงานทำ เพื่อให้ผู้ป่วยไม่เป็นภาระกับใคร เป็นสมาชิกในสังคมอย่างเป็นสุข

ผศ. (พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ผลข้างเคียงจากยาและการแพ้ยา…อันตรายกว่าที่คิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/320521

x

LIFE&HEALTH : ผลข้างเคียงจากยาและการแพ้ยา…อันตรายกว่าที่คิด

วันพุธ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ยารักษาโรคมีประโยชน์อย่างมากต่อการดำรงชีวิต แต่ถ้าใช้อย่างไม่ถูกต้องอาจก่อให้เกิดโทษร้ายแรงได้คนไทยมีปัญหาความไม่ปลอดภัยจากการใช้ยาที่พบบ่อย เช่น การแพ้ยา ใช้ยาเสื่อมคุณภาพ ใช้ยาเกินขนาด หรือการได้รับปริมาณยาในขนาดที่ไม่เหมาะสม และการใช้ยาไม่ถูกกับโรค เป็นต้น ซึ่งปัญหาเหล่านี้ ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากความไม่เข้าใจและพฤติกรรมการใช้ยาที่ไม่เหมาะสมของตัวผู้ป่วยเอง แต่ในอีกมุมหนึ่งอาจปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัญหาความไม่ปลอดภัยจากการใช้ยาของผู้ป่วยอาจเกิดจากระบบสาธารณสุขและการให้บริการทางเภสัชกรรมที่ทำได้ไม่ทั่วถึงโดยเฉพาะโรงพยาบาลในต่างจังหวัด เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยยังมีปัญหาขาดแคลนอัตรากำลังของเภสัชกรประจำโรงพยาบาลอยู่มาก

อาการแพ้ยาและผลข้างเคียงจากการใช้ยาอันตรายกว่าที่คิด หากมีอาการผิดปกติหลังใช้ยาให้รีบกลับมาพบแพทย์หรือเภสัชกรขณะที่ยังมีอาการอยู่ อย่าปล่อยให้อาการรุนแรงก่อนสายเกินไป เพราะอาจเหนี่ยวนำให้เกิดโรคใหม่หรือส่งผลให้อวัยวะมีความผิดปกติและเสียชีวิตได้

ข้อมูลจาก ภญ.จันทิมา โยธาพิทักษ์ ผู้ช่วยนายกสภาเภสัชกรรม เปิดเผยว่า ปัจจุบันปัญหาแพ้ยารุนแรงในคนไทยยังมีข่าวออกมาให้เห็นกันอยู่บ่อยๆ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่า อาการแพ้ยาเป็นอะไรที่คาดเดาไม่ได้ เพราะการแพ้ยาขึ้นอยู่กับระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยแต่ละราย ในทางการแพทย์จึงไม่สามารถทราบล่วงหน้าได้ว่า
ผู้ป่วยคนไหนจะแพ้ยาตัวไหน บางรายไม่เคยมีประวัติแพ้ยามาก่อนก็สามารถเกิดอาการแพ้ยาได้ สิ่งที่สำคัญจึงอยู่ที่ทำอย่างไรจะให้ผู้ป่วยมีความรู้ว่า เมื่อเกิดอาการผิดปกติและสงสัยแพ้ยา ควรรีบมาพบแพทย์และเภสัชกรก่อนที่อาการจะรุนแรง และทำอย่างไรจึงจะไม่เกิดการแพ้ยาซ้ำ

อาการแพ้ยาที่พบบ่อย คือ อาการผิดปกติทางผิวหนัง เช่น เป็นผื่นแดงเหมือนเป็นลมพิษ อาการบางอย่างพบได้ไม่บ่อยแต่รุนแรง เช่น โรคสตีเว่นจอห์นสันซินโดรม ผู้ป่วยจะมีอาการผื่นแพ้ที่รุนแรงทั่วร่างกาย
ตาอักเสบ มีแผลพุพองในปาก และอวัยวะเพศ เมื่อเป็นแล้วมีโอกาสเสียชีวิตหรือพิการสูง เช่น ตามองไม่เห็น สำหรับอาการแพ้ยาที่บ่งบอกว่าอาจจะอันตรายรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ เช่น แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ความดันโลหิตลดต่ำลง หรือเกิดภาวะช็อก เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม อาการแพ้ยาบางอย่างที่อาจจะดูเหมือนไม่รุนแรง แต่ก็อาจเป็นอันตรายได้ เช่น อาการเหมือนเป็นลมพิษ หน้าบวม ตาบวม เพราะปฏิกิริยาแบบนี้อาจจะไปบวมในบริเวณอวัยวะที่สำคัญ เช่น หลอดลม คนไข้จะหายใจไม่ออก แน่นหน้าอก บางรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ซึ่งยากลุ่มนี้ที่พบว่าเป็นสาเหตุของอาการแพ้ได้บ่อยจะเป็นยาปฏิชีวนะ ยาแก้ปวดอักเสบกล้ามเนื้อ ดังนั้นผู้ที่แพ้ยาแล้วมีอาการผื่นลมพิษ หน้าบวม ตาบวม อย่านิ่งนอนใจ ต้องรีบกลับมาพบแพทย์หรือเภสัชกรทันทีที่มีอาการ

แนวทางป้องกันการแพ้ยาสำหรับผู้ป่วยว่า

1.) กลุ่มผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้ยา ทุกครั้งที่พบแพทย์ ต้องแจ้งแพทย์ หรือเภสัชกรเสมอ หากเคยได้รับบัตรแพ้ยาจากโรงพยาบาล ต้องพกติดตัวไว้เหมือนบัตรประชาชน และยื่นบัตรแพ้ยาทุกครั้งที่มาพบแพทย์ เพราะยากลุ่มหนึ่งอาจมีหลายตัว หากผู้ป่วยไม่ให้บัตรแพ้ยา แพทย์อาจไม่ทราบว่าแพ้ยาตัวใด

2.) กลุ่มผู้ป่วยที่ไม่เคยมีประวัติแพ้ยา ทุกครั้งที่รับประทานยาที่ไม่เคยรับประทานมาก่อนเป็นครั้งแรก ควรสังเกตอาการผิดปกติอย่างใกล้ชิด โดยทั่วไปอาการแพ้ยามักจะเกิดขึ้นในช่วง 1-2 สัปดาห์หลังจากได้รับยา หากมีอาการผิดปกติ เช่น ผื่นคันแปลกๆ ทั่วร่างกาย หน้าบวม ตาบวม แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก คลื่นไส้ อาเจียนรุนแรง เวียนศีรษะให้รีบกลับมาพบแพทย์และปรึกษาเภสัชกรทันที เพื่อให้สามารถวินิจฉัยแพ้ยาได้เร็ว ซึ่งจะช่วยลดความรุนแรงอาการแพ้ยาลงได้

ผู้ใช้ยาโดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ต้องใช้ยารักษาประจำและต่อเนื่อง ควรมี “สมุดบันทึกยา” พกไว้ติดตัว ซึ่ง “สมุดบันทึกยา” คือสมุดที่บันทึกรายการยาที่ผู้ป่วยต้องใช้เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นยาที่ได้จาก โรงพยาบาล ร้านยา คลินิก ศูนย์บริการสาธารณสุข หรือ สถานพยาบาลอื่นๆ พร้อมทั้งข้อมูลเบื้องต้นของผู้ป่วย เช่น อายุ น้ำหนักตัว ส่วนสูง ประวัติแพ้ยา พฤติกรรมการสูบบุหรี่ หรือการดื่มแอลกอฮอล์ ฯลฯ ซึ่งจะช่วยให้แพทย์หรือเภสัชกร สามารถส่งต่อข้อมูลเรื่องยา และเลือกจ่ายยาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยโดยไม่มีปัญหากับยาที่ผู้ป่วยใช้เป็นประจำอยู่แล้ว ทำให้ลดความเสี่ยงต่อการได้รับยาซ้ำซ้อน ยาตีกัน หรือแพ้ยาซ้ำ เพิ่มความปลอดภัยจากการใช้ยาให้แก่ผู้ป่วยยิ่งขึ้น นอกจากนี้ในภาวะฉุกเฉิน หรือเมื่อเกิดวิกฤติภัย สมุดบันทึกยาที่พกติดตัวไว้ ยังสามารถช่วยให้ผู้ป่วยที่ไม่มีโอกาสไปรับการรักษาในสถานพยาบาลเดิม สามารถรับยาจากหน่วยบริการอื่นได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ในส่วนของผู้ป่วยและผู้ใช้ยา ควรดูแลบันทึกการใช้ยาของตนเองเพื่อความปลอดภัย รวมถึงการบันทึกรายการยา สมุนไพร อาหารเสริม ที่หาซื้อมาใช้เองเพิ่มเติม เพื่อให้มีบันทึกยาที่สมบูรณ์พอที่จะเป็นเครื่องมือในการป้องกันอันตรายจากยาและช่วยให้เกิดความปลอดภัยในการใช้ยาอย่างแท้จริง

เพื่อลดปัญหาความไม่ความปลอดภัยจากการใช้ยา หากไม่เข้าใจหรือมีปัญหาจากการใช้ยา ควรปรึกษาเภสัชกรก่อนการใช้ยาทุกครั้ง

ผศ.(พิเศษ)ดร.ภก.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

เลขาธิการ สภาเภสัชกรรม

LIFE & HEALTH : การดูแลตนเอง…เมื่อต้องล้างไตทางช่องท้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/318958

LIFE&HEALTH : การดูแลตนเอง...เมื่อต้องล้างไตทางช่องท้อง

LIFE&HEALTH : การดูแลตนเอง…เมื่อต้องล้างไตทางช่องท้อง

วันพุธ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

โรคไตวายเรื้อรัง เป็นปัญหาสาธารณสุขที่ทุกประเทศต้องให้ความร่วมมือรณรงค์ป้องกันเพื่อลดอุบัติการณ์การเกิดโรคนี้ในประชากรโลกที่มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อุบัติการณ์โรคไตในคนไทย คาดว่าคนไทยผู้ใหญ่เป็นโรคไตกว่า 8 ล้านคนแม้ว่าโรคไตเรื้อรัง เป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด แต่สามารถใช้ชีวิตอย่างอิสระ ประกอบอาชีพได้ มีความสุขกับคนที่คุณรักและมีชีวิตยืนยาวได้ถ้ารู้จักดูแลรักษาตัวเองให้ดี ดังนั้นเมื่อเป็นโรคไตเรื้อรัง สิ่งที่ควรต้องทำให้ได้อันดับแรกเลยคือ ต้องมีกำลังใจและยอมรับในสิ่งที่เป็นและเตรียมความพร้อมเพื่อเข้ารับการรักษา ด้วยการบำบัดทดแทนไตอย่างถูกวิธี ซึ่งมีอยู่ 3 วิธี แต่ละวิธีก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน คือ 1.) การปลูกถ่ายไต เป็นวิธีที่ดีที่สุดแต่มีข้อจำกัดเรื่องไตบริจาค 2.) การฟอกเลือด ผู้ป่วยต้องเดินทางไปฟอกเลือดที่ศูนย์ไตเทียมทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง อาจทำให้ชีวิตขาดอิสระ และ 3.) การล้างไตทางช่องท้อง ผู้ป่วยหรือญาติสามารถทำได้เองที่บ้าน ทำให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตประจำวันได้เหมือนคนปกติ ลดข้อจำกัดเรื่องเวลาในการเดินทางไปพบแพทย์ นอกจากนี้ยังมีการรักษาด้วยยาแบบประคับประคอง ขึ้นกับสภาพร่างกายและความพร้อมของผู้ป่วยและญาติด้วย

ข้อมูลจาก พว.นิศา ทองบ่อ พยาบาลวิชาชีพ หน่วยไตเทียมรพ.สรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี ผู้มีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องมานานกว่า 10 ปี เปิดเผยว่า คนส่วนใหญ่เมื่อเป็นโรคไตเรื้อรัง มักจะท้อถอยหมดสิ้นกำลังใจและกลัวการรักษา ดังนั้นสิ่งสำคัญคือ กำลังใจจากคนรอบข้าง รวมถึงแพทย์และพยาบาลก็จะให้ข้อมูลเพื่อช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ป่วย โดยแพทย์จะแจ้งคนไข้และญาติว่า โรคนี้เป็นแล้วรักษาไม่หาย ต้องรักษาตลอดชีวิต ด้วยการบำบัดทดแทนไต ด้วยการฟอกเลือด หรือล้างไตทางช่องท้อง ระหว่างที่ยังไม่ได้รับการเปลี่ยนไต เพื่อจะเอาของเสีย หรือน้ำออกจากร่างกาย เพื่อความอยู่รอดของคนไข้ ซึ่งกรณีผู้ป่วยรักษาด้วยการล้างไตทางช่องท้อง หลังจากผ่าตัดวางสายหน้าท้องแล้ว พยาบาล และเจ้าหน้าที่จะทำการฝึกคนไข้และญาติในการดูแลตนเอง จนกว่าจะทำเป็นและคล่องแคล่ว จนสามารถกลับไปทำเองที่บ้านได้ คนไข้จะได้ไม่ต้องมาโรงพยาบาลบ่อยๆ ทั้งนี้ผู้ป่วยทุกคนจะได้รับเบอร์ติดต่อเพื่อขอคำปรึกษาจากพยาบาลได้ตลอดเวลา

ในระยะหลังจะเห็นว่าผู้ป่วยโรคไต มีทัศนคติที่ดีและมั่นใจในการรักษาด้วยการล้างไตทางช่องท้องมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะผ่านบทพิสูจน์มาแล้วกว่า 10 ปี ที่ช่วยให้ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังรอดชีวิต ซึ่งที่หน่วยไตเทียม รพ.สรรพสิทธิประสงค์ ปัจจุบันมีผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องกว่า 500 ราย จากทั้งหมดกว่า 1,000 ราย ที่ทางโรงพยาบาลได้ส่งต่อไปยังโรงพยาบาลชุมชน (รพสต.) ต่างๆ หลังจากผ่าตัดใส่ท่อหน้าท้องแล้ว เพื่อความสะดวกของผู้ป่วย เนื่องจากใกล้บ้าน ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาโรงพยาบาลช่วยให้ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังรอดชีวิต เหมาะกับบริบทของคนอีสาน และยังสามารถทำงานได้

ข้อแนะนำเมื่อต้องล้างไตทางช่องท้องด้วยตนเอง

1.การล้างไตต้องทำทุกวัน วันละ 3-4 ครั้ง และล้างแผลทุกวัน ควรเตรียมห้อง พร้อมอุปกรณ์ต่างๆ สำหรับล้างไตไว้ให้พร้อมมีอากาศถ่ายเทสะดวก และทำความสะอาดทุกวัน ในกรณีที่ไม่มีห้องสำหรับล้างไต หรืออยู่นอกสถานที่ก็สามารถทำในรถได้โดยเลือกจอดในสถานที่ที่อากาศปลอดโปร่ง

2.ก่อนทำการล้างไตทุกครั้ง ควรล้างมือให้สะอาดและต้องทำอย่างเคร่งครัด

3.สวมหน้ากากทุกครั้ง ที่ทำความสะอาดแผล เนื่องจากเราอาจไอ หรือจามขณะล้างแผลอยู่ก็ได้ จึงควรป้องกันไว้ก่อน

4.จดบันทึกรายละเอียดต่างๆ ทุกวัน เพื่อเป็นข้อมูลให้แพทย์ได้ประเมินประสิทธิภาพในการรักษาที่ดีขึ้น เช่น ความดัน ปริมาณน้ำที่ดื่ม ปริมาณปัสสาวะ และอาหารที่รับประทานเข้าไป

5.ผู้ป่วยที่ล้างไตทางช่องท้องสามารถรับประทานอาหารได้อย่างหลากหลาย เพราะได้ถ่ายของเสียออกจากร่างกายทุกวัน แต่ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียมสูง หรืออาหารรสจัดต่างๆ เน้นการรับประทานอาหารประเภทปลา หรือ ไข่ขาว ซึ่งสามารถทำเมนูต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย

6.รักษาความชุ่มชื้นของผิวอยู่เสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวแห้ง เพราะเมื่อผิวแห้งจะเกิดอาการคัน การเกาบริเวณใกล้แผลบ่อยๆ เสี่ยงต่อเชื้อโรคที่จะเข้าไปในแผล

7.กรณีผู้สูงอายุ ผู้ป่วยควรมีผู้ดูแล เพื่อช่วยเหลือเบื้องต้นเช่น ผู้ป่วยอาจหน้ามืดเป็นลม จากการลุกนั่ง หรือเปลี่ยนท่านั่งยืน บางรายอาจมีภาวะซีด หรือท้องผูก และช่วยอ่านฉลากยา

เพียงการดูแลเท่านี้ ก็จะช่วยให้ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงกับคนปกติ

 

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เคล็ดลับของ‘คุณแม่’นักทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/317506

LIFE&HEALTH : เคล็ดลับของ‘คุณแม่’นักทำงาน

LIFE&HEALTH : เคล็ดลับของ‘คุณแม่’นักทำงาน

วันพุธ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

การใช้ชีวิตในแต่ละวันของผู้หญิงทำงานอย่างคุณอาจมีเรื่องมากมายให้ขบคิด มีปัญหาที่ต้องแก้ไขอยู่เสมอ แถมชีวิตยังต้องเร่งรีบและแข่งขันกับเวลาอยู่ตลอด จึงอาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายนักหากผู้หญิงทำงานที่กำลังจะเป็นคุณแม่ หรือตั้งใจจะมีลูกไปพร้อมๆ กับการทำงานทั้งหลายจะสามารถทุ่มเทให้กับหน้าที่การงานอย่างเต็มที่ ควบคู่ไปกับการดูแลครอบครัวได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เห็นที Working Women คงจะต้องหาวิธีจัดสมดุลให้ชีวิตกันแล้วส่วนจะเป็นวิธีไหนและต้องทำอย่างไรบ้างนั้น ผศ.นพ.สเปญ อุ่นอนงค์ จิตแพทย์ ได้ให้เคล็ดลับการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขดังนี้

หลักคิดพิชิตสุข หมั่นยิ้มรับกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมา เพื่อเป็นขุมพลังและจุดเริ่มต้นที่ช่วยให้คุณสามารถจัดการภาระหน้าที่ในชีวิตและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เข้ามาได้อย่างง่ายดาย ด้วยการฝึกคิดในทางบวก (Positive Thinking) เริ่มจากคิดว่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมาในชีวิต คือความก้าวหน้า ไม่ใช่ปัญหาพร้อมคิดหาวิธีการจัดการรูปแบบใหม่ที่เหมาะสมให้กับชีวิตตัวเองและครอบครัว เช่น แม้ต้องกลับไปทำงานประจำ การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ก็ไม่ใช่เรื่องยาก แค่ปั๊มนมเก็บแช่เย็นไว้เก็บเอาไว้ ลูกก็จะสามารถดื่มนมแม่ที่มีประโยชน์นี้ได้ต่อไป เป็นต้น

จัดลำดับเวลาและความสำคัญ คุณแม่ควรจัดตารางชีวิตและงานที่ต้องทำในแต่ละวันให้เป็นระบบ โดยแบ่งงานของที่บ้านและที่ทำงานออกจากกันให้ชัดเจน พร้อมทั้งจัดลำดับความสำคัญของงานจะได้เห็นว่าอย่างไหนสำคัญที่จำเป็นต้องทำทันที อย่างไหนปล่อยไว้ก่อนรอได้ แล้วเลือกตัดเรื่องจุกจิกที่บางทีอาจเว้นไปก่อนก็ได้ เพียงเท่านี้คุณก็สามารถบริหารเวลากับทั้งสองบทบาทควบคู่ไปด้วยกันได้อย่างลงตัว เรียกว่าการงานรุ่งโรจน์โดยที่ชีวิตครอบครัวไม่รุ่งริ่ง

มองหาพี่เลี้ยงมือโปร ช่วยแบ่งเบาภาระระหว่างช่วงเวลาทำงาน และตัวช่วยที่แสนวิเศษคือ ปู่ย่า ตายาย การที่พวกท่านได้มาอยู่เป็นเพื่อนหลานๆ จะช่วยคุณเบาใจได้มาก แม้จะมีปัญหาเรื่องการขัดแย้งในวิธีการเลี้ยงดูบ้าง แต่ทั้งหมดก็เพราะความหวังดี ซึ่งจะทำให้คุณรู้สึกอุ่นใจที่ลูกรักได้อยู่กับคนที่ไว้ใจได้ แต่หากคุณไม่มีผู้ใหญ่ที่จะช่วยดูแลลูกให้ การมองหาเนอร์สเซอรี่ที่มีคุณภาพในสภาพแวดล้อมที่ดี เพื่อฝากดูแลลูกของคุณในเวลากลางวันนับเป็นอีกหนึ่งทางออกที่คุณไม่ควรมองข้าม

เตรียมแผนสำรอง อะไรๆ ไม่คาดฝันก็สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น คุณจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอ เช่น ถ้าประชุมนาน มีงานด่วนที่ออฟฟิศ พี่เลี้ยงไม่สบาย สามีรถติด หรือลูกป่วย ฯลฯ คุณจะต้องตั้งรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะการคิดเตรียมแผนสำรองที่ยืดหยุ่นไว้บ้างแล้ว จะช่วยให้คุณไม่ต้องรู้สึกพะวักพะวงกับการที่ต้องเลือกระหว่างลูกกับงาน แถมยังหาทางออกดีๆ ของแต่ละสถานการณ์ได้อยู่เสมอ

มีคู่ใจและคู่หูที่ดี จะสามารถช่วยแบ่งเบาคุณแม่ได้อย่างดีทั้งเรื่องการเลี้ยงลูกและการทำงานได้ไม่น้อย ลองขอความช่วยเหลือจากสามีให้แบ่งเบาภาระบางเรื่องที่เป็นไปได้ เช่น ช่วยดูลูกในวันหยุด หรือให้ช่วยงานบ้านบางอย่าง นอกจากนี้หากคุณแม่มีคู่หูที่ดีในที่ทำงานที่คอยช่วยเหลือเกื้อกูลคุณได้ โดยบางทีอย่างอาจจะมอบหมายให้เป็นหน้าที่ของผู้ช่วย หรือลูกทีมเป็นผู้ทำแทนได้ ก็จะช่วยแบ่งเบาความเครียดและความกดดันเรื่องงานให้คุณแม่ได้เช่นกันค่ะ

อย่าละเลยตัวเอง ไหนจะงานไหนจะลูก คุณอาจจะรู้สึกว่านอกจากสองเรื่องนี้แล้วคงแทบไม่มีทางจะทำอะไรอย่างอื่นได้อีก จริงๆ แล้วคุณควรหันกลับมาดูแลตัวเองด้วย อย่าปล่อยให้ตัวเองดูโทรมๆ ทั้งเรื่องเสื้อผ้า หน้า ผม เพราะภาพลักษณ์ของคุณนั้นสำคัญต่อหน้าที่การงานด้วยเช่นกัน นอกจากนี้เรื่องของสุขภาพก็สำคัญไม่แพ้กัน หากทุกอย่างเริ่มลงตัว คุณควรหาเวลาให้กับตัวเองบ้าง ไม่ว่าจะเป็นหยิบหนังสือเล่มโปรดมาอ่าน ฟังเพลงสบายๆ ผ่อนคลายเสียหน่อย รวมถึงใช้วันหยุดสุดสัปดาห์ไปออกกำลังกายเสริมสร้างความแข็งแรงกระชับสัดส่วนบ้าง และอย่าปล่อยให้ตัวเองอ่อนเพลีย หน้าตาหมองคล้ำ เพราะพักผ่อนไม่เพียงพอ

แม้ว่าคุณแม่จะต้องไปทำงาน แต่เช้าตรู่และกลับมาบ้านก็อาจมีภาระหลายๆ อย่าง แต่สิ่งหนึ่งที่คุณแม่ไม่ควรละเลยคือการให้ความรักกับลูกอย่างเพียงพอ ด้วยการบอกรักลูก กอดลูกเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นเวลาเช้า หรือเวลาก่อนนอน นอกจากนี้ในวันหยุดสุดสัปดาห์ควรจะเป็นเวลาที่ช่วยเสริมสร้างความรักความอบอุ่นให้กับสมาชิกทุกคนในครอบครัวด้วยการทำกิจกรรมร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น การเดินทางไปท่องเที่ยวพักผ่อนตามสถานที่ต่างๆ ชวนกันไปออกกำลังกาย หรือช่วยกันทำอาหารรับประทานกันในบ้านเป็นต้น เพื่อกระชับความสัมพันธ์และสายใยรักของสมาชิกในครอบครัวให้แน่นแฟ้มมากยิ่งขึ้น

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : การเลือกใช้ยาระบายบำบัด ‘ภาวะท้องผูก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/316068

LIFE&HEALTH : การเลือกใช้ยาระบายบำบัด ‘ภาวะท้องผูก’

LIFE&HEALTH : การเลือกใช้ยาระบายบำบัด ‘ภาวะท้องผูก’

วันพุธ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปัญหาท้องผูกสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ หญิงหรือชายก็ไม่เว้น หลายคนจึงมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาและไม่ให้ความสนใจที่จะแก้ปัญหาภาวะท้องผูกอย่างจริงจัง ซึ่งการปล่อยให้เกิดภาวะท้องผูกเรื้อรังนั้น อาจทำให้เกิดโรคตามมาได้ เช่น โรคริดสีดวงทวาร เป็นต้น

สาเหตุภาวะท้องผูกอาจเกิดจากการใช้ยาบางชนิด เช่น ยากล่อมประสาท ยาคลายความกังวล ยารักษาโรคจิตและอาการซึมเศร้า เป็นต้น หรือเกิดจากความผิดปกติทางกายหรือโรคทางลำไส้ เช่น รูทวาร ไขสันหลัง มีความผิดปกติของเส้นประสาทที่ควบคุมการถ่าย การอุดตันของสำไส้ มะเร็งลำไส้ เป็นต้น แต่ส่วนใหญ่ภาวะท้องผูกเกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุทางกาย มักพบบ่อยในผู้ที่รับประทานอาหารที่มีกากใยอาหารน้อย หรือไม่ชอบรับประทานผัก ผลไม้ หรือดื่มน้ำน้อยเกินไป รวมถึงผู้ที่ชอบกลั้นอุจจาระบ่อยๆ

สำหรับการรักษาอาการท้องผูกทำได้ 2 วิธี คือ การรักษาโดยการใช้ยา และ การรักษาโดยไม่ใช้ยา วิธีที่ดีกว่า คือ การไม่ใช้ยาแต่มักจะใช้ได้ผลดีในกรณีที่ภาวะท้องผูกไม่รุนแรง ข้อแนะนำคือหันมารับประทานผัก ผลไม้ ที่มีเส้นใยมากๆ ควรดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และควรฝึกนิสัยการขับถ่ายให้เป็นเวลาโดยจะเป็นช่วงเช้าหรือช่วงเย็นก็ได้ เพื่อให้ลำไส้เกิดความเคยชินกับการขับถ่ายเป็นเวลา

ส่วนการรักษาอาการท้องผูกโดยการใช้ยาระบายนั้น ข้อมูลจาก ฝ่ายวิชาการ สมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย) แนะนำว่า คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันมีพฤติกรรมการใช้ยาระบายมากเกินความจำเป็น บางรายเมื่อเกิดภาวะท้องผูกทีไรก็จะใช้ยาระบายทันที หรือผู้หญิงบางคนก็กินเป็นยาระบายเพื่อลดน้ำหนัก ซึ่งเป็นพฤติกรรมการใช้ยาที่ไม่ถูกต้องและอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ ควรใช้ยาระบายควรใช้เป็นการชั่วคราวเท่านั้น ไม่ควรใช้ติดต่อกันเกิน 1 สัปดาห์ โดยเฉพาะยากลุ่มที่กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ เพื่อหลีกเลี่ยงการติดยาและการเกิดกลุ่มอาการท้องผูกสลับท้องเสีย ซึ่งจะทำให้การทำงานของลำไส้ใหญ่ ลดลงมากกว่าปกติ ระบบขับถ่ายทำงานผิดปกติ ทางที่ดีเมื่อเกิดภาวะท้องผูกและมีความจำเป็นต้องใช้ยาระบาย ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ ควรเลือกชนิดของยาระบายให้เหมาะสม ซึ่งแยกตามกลไกการออกฤทธิ์ได้ 6 กลุ่ม คือ

กลุ่มยาที่มีฤทธิ์เพิ่มปริมาณอุจจาระ ยากลุ่มนี้เป็นสารประเภทไฟเบอร์ เช่น เม็ดแมงลัก ยาระบายไซเลียมสีด ซึ่งเมื่อถูกน้ำจะพองตัว แล้วไปเพิ่มปริมาณอุจจาระ รวมทั้งทำให้อุจจาระอ่อนตัว อุจจาระจึงถูกขับถ่ายออกง่ายขึ้น ยาจะออกฤทธิ์ให้รู้สึกอยากขับถ่ายในระยะเวลา 12-72 ชั่วโมง

กลุ่มยาที่กระตุ้นการขับถ่ายอุจจาระ ยากลุ่มนี้จะทำให้ลำไส้บีบตัวเพิ่มมากขึ้น จึงกระตุ้นให้อุจจาระถูกขับถ่าย ยาจะออกฤทธิ์ให้รู้สึกอยากขับถ่ายในระยะเวลา 6-10 ชั่วโมง ตัวอย่างเช่น ยาไบซาโคดิล มะขามแขก น้ำมันละหุ่ง

กลุ่มยาที่หล่อลื่นอุจจาระ ยากลุ่มนี้มีความสามารถในการเก็บกักน้ำไว้ในอุจจาระ ทำให้อุจจาระอ่อนตัวลง อุจจาระจึงถูกขับถ่ายออกง่ายขึ้น ยาจะออกฤทธิ์ให้รู้สึกอยากขับถ่ายในระยะเวลา 2-6 ชั่วโมง ตัวอย่างเช่น ยาระบายน้ำมันแร่ ยาระบายอิมัลชันของน้ำมันแร่และแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์

กลุ่มยาที่ทำให้อุจจาระอ่อนนุ่ม ยากลุ่มนี้ทำให้อุจจาระอ่อนนุ่มและขับถ่ายออกง่ายขึ้น ยาจะออกฤทธิ์ให้รู้สึกอยากขับถ่ายในระยะเวลา 12-72 ชั่วโมง ตัวอย่างเช่น โดคูเสต

ยาระบายประเภทเกลือ ยากลุ่มนี้มีความสามารถในการดูดน้ำเข้ามาในลำไส้ทำให้มีแรงดันเพิ่มขึ้นในลำไส้และกระตุ้นให้เกิดการบีบตัวของลำไส้ จึงเกิดความรู้สึกอยากถ่ายอุจจาระ ทั้งนี้ยาจะออกฤทธิ์ให้รู้สึกขับถ่ายในระยะเวลา 30 นาที-3 ชั่วโมง ตัวอย่างเช่น ยาระบายมิลค์ออฟแมกนีเซีย แมกนีเซียมซัลเฟต โซเดียมฟอสเฟต โซเดียมคลอไรด์ เป็นต้น

กลุ่มยาที่มีแรงดันออสโมติก ยากลุ่มนี้มีความสามารถในการดูดน้ำเข้ามาในลำไส้ด้วย คล้ายยากลุ่มที่ 5 แต่ตัวยาไม่ใช่เกลือและการดูดน้ำทำได้ด้วยแรงดันออสโมติก น้ำจะทำให้อุจจาระอ่อนนุ่มลง และยังช่วยเพิ่มแรงดันในลำไส้ กระตุ้นให้เกิดการบีบตัวของลำไส้ และขับถ่ายอุจจาระออก ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ให้รู้สึกอยากขับถ่ายในระยะเวลา 30 นาที-3 ชั่วโมง ตัวอย่างเช่น กลีเซอรีน แลคตูโลส

รูปแบบของยาระบาย มีอยู่หลายรูปแบบ ได้แก่ ยาเม็ด ยาชง ยาน้ำแขวนตะกอน ยาน้ำแขวนละออง ยาเหน็บทวาร ยาสวนทวาร เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การใช้ยาระบายมีข้อจำกัด ต้องเลือกให้เหมาะกับแต่ละคน เช่น ยาระบายที่มีฤทธิ์กระตุ้นการขับถ่ายอุจจาระ จะไม่ใช้ในผู้สูงอายุที่มีอุจจาระแข็งจับเป็นก้อน หรือในสตรีมีครรภ์เพราะลำไส้จะบีบตัวมากและอาจกลายจากท้องผูกเป็นท้องเดินได้ ผู้สูงอายุหรือผู้ที่ไม่ค่อยรู้สึกตัวก็จะไม่ให้ใช้น้ำมันละหุ่ง เพราะถ้ามีการสำลัก จะสำลักน้ำมันละหุ่งเข้าปอดและทำให้เกิดปอดอักเสบขึ้นได้ นอกจากนี้การใช้ยาระบายน้ำมันแร่หากใช้บ่อยๆ ก็อาจทำให้ขาด วิตามินเอ ดี อี เคได้ สำคัญการใช้ยาระบายทุกชนิด ไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะอาจทำให้ลำไส้ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ส่งผลให้ต้องใช้ยาระบายตลอด ไม่สามารถขับถ่ายอุจจาระได้เองตามปกติ

โดยสรุปหากไม่จำเป็นควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาระบาย ให้รับประทานผัก ผลไม้และอาหารที่มีกากใยอาหารสูง ดื่มน้ำให้มากขึ้นและออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้ยาระบาย ควรขอคำปรึกษาจากเภสัชกรใกล้บ้านก่อนเสมอ

 

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

เลขาธิการสภาเภสัชกรรม

LIFE & HEALTH : เนื้องอกในมดลูก…ภัยเงียบสาวทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/314655

LIFE&HEALTH : เนื้องอกในมดลูก...ภัยเงียบสาวทำงาน

LIFE&HEALTH : เนื้องอกในมดลูก…ภัยเงียบสาวทำงาน

วันพุธ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สาวๆ วัยทำงานในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ในปัจจุบัน อาจทำงานยุ่งวุ่นวาย จนอาจลืมตรวจร่างกายประจำปี โดยเฉพาะการตรวจภายใน วันนี้อยากแนะนำโรคยอดฮิตของสาววัยทำงานทำ คือ โรคเนื้องอกในมดลูก เป็นโรคที่ไม่แสดงอาการชัดเจน เกิดขี้นโดยไม่รู้ตัว

ข้อมูลจาก พญ.จิติมา ติยายน นายแพทย์ชำนาญการงานมะเร็งนรีเวช กลุ่มงานสูตินรีเวชศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี เปิดเผยว่า โรคเนื้องอกในมดลูกมีอาการเด่นๆ คือ ปวดท้องประจำเดือนมากกว่าปกติ มีเลือดออกมากระหว่างรอบเดือน ปัสสาวะบ่อยขึ้นแต่ออกไม่มาก หรือมีอาการท้องผูกผิดปกติ คนไข้ส่วนใหญ่ที่มาพบแพทย์ด้วยอาการปวดท้องประจำเดือนหรือปวดท้องน้อยแบบเรื้อรัง แต่พอตรวจอย่างละเอียดส่วนใหญ่เป็นเนื้องอกในมดลูก ซึ่งโรคนรีเวชจะพบมากในผู้หญิงวัยทำงานอายุ 30-40 ปี หรือประมาณ 20-25% ของผู้หญิงวัยทำงาน คิดเป็น1 ใน 4 โดยมีปัจจัยเสี่ยงคือ 1.กรรมพันธุ์ ซึ่งถ้าคนในครอบครัวเป็นเนื้องอกในมดลูก ทำให้คนอื่นมีโอกาสเป็นมากขึ้น 2.การรับประทานอาหารซึ่งอาหารจำพวกเนื้อ หรือเนื้อแดง เพิ่มความเสี่ยงในการทำให้เกิดเนื้องอกในมดลูกได้สูง

โดยความรุนแรงของอาการเนื้องอกในมดลูกนั้นไม่ส่งผลถึงขั้นเสียชีวิต แต่ก็จะมีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันซึ่งอาจจะทำให้เกิด เช่น เลือดออกมากจนผิดปกติตอนมีประจำเดือนหรือถ้ามีการกดเบียดของก้อนเนื้อก็จะทำให้เกิดอาการปวดท้องได้ อาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน หรือรบกวนการทำงานได้

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของผู้ป่วยโรคเนื้องอกในมดลูกนั้นคือ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่ใส่ใจไปตรวจ เพราะคิดว่าเป็นแค่อาการปวดประจำเดือนธรรมดา และบางส่วนมีความเขินอายที่จะมาพบแพทย์เพื่อตรวจภายใน ถึงแม้ว่าอาการโรคเนื้องอกในมดลูก ไม่มีอันตรายถึงชีวิต แต่จากสถิติแล้ว ผู้ป่วยที่เป็นโรคเนื้องอกในมดลูก 1,000 คน จะพบว่ามีโอกาสเป็นมะเร็งได้ 1 คน ซึ่งส่วนมากมักพบในผู้หญิงอายุ 50-60 ปีขึ้นไป ดังนั้นสาวๆ ควรสังเกตอาการเบื้องต้นด้วยตนเอง ควรตรวจสุขภาพ และตรวจภายในอย่างสม่ำเสมอ หรือเมื่อพบว่ามีความผิดปกติควรไปพบแพทย์ทันที

การรักษาโรคเนื้องอกในมดลูก จะเริ่มต้นด้วยการรักษาตามอาการ อาจจะด้วยการให้ฮอร์โมน แต่ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้น ก็จะทำการรักษาโดยการผ่าตัด ซึ่งปัจจุบันโรงพยาบาลราชวิถีมีการพัฒนาเทคโนโลยี จากการผ่าตัดใหญ่ที่จะต้องเปิดแผลหน้าท้อง ซึ่งต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน 7-10 วันมาเป็นการผ่าตัดส่องกล้องผ่านทางช่องคลอด ทำให้คนไข้ไม่มีแผลหน้าท้องเลย แล้วก็เอาก้อนออกหรือมดลูกออกทางช่องคลอด จะเจ็บแผลน้อยกว่าการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้องและใช้เวลาในการพักฟื้นน้อยกว่า ใช้เวลาพักฟื้น2-3 วัน ก็สามารถกลับไปทำงานได้แล้ว สำหรับการดูแลตัวเองหลังการรักษา ควรงดกิจกรรมหนักประมาณ 2 สัปดาห์ดูแลแผลผ่าตัด และกลับมาตรวจตามนัดของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อติดตามผลการรักษา

สำหรับหน่วยนรีเวช โรงพยาบาลราชวิถี เปิดทำการตรวจรักษาโรคเกี่ยวกับนรีเวชมามากกว่า 60 ปี ซึ่งในแต่ละปีมีผู้ป่วยเข้าทำการรักษา กว่า 50,000 คน และต้องรักษาด้วยการผ่าตัดกว่า 1,500 คน โดย 80% เป็นผู้ป่วยส่งต่อมาจากโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันโรงพยาบาลราชวิถี มีพื้นที่ในการอำนวยความสะดวก และการรักษาค่อนข้างจำกัด ซึ่งทำให้เกิดข้อจำกัดในการรักษา แต่ประมาณปลายปีนี้ เมื่ออาคารศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลราชวิถีสร้างเสร็จ ก็จะสามารถเปิดรักษาผู้ป่วยได้มากขึ้นและลดระยะเวลาของการรอรับการรักษาของผู้ป่วยได้ ทั้งนี้ อาคารศูนย์การแพทย์แห่งใหม่นี้ยังขาดแคลนเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ อยู่อีกมาก ขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมแบ่งปันน้ำใจร่วมสมทบทุนซื้อเครื่องมือแพทย์ผ่านมูลนิธิรพ.ราชวิถี บัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ สาขา รพ.ราชวิถี ประเภทบัญชี ออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 051-2-16322-1 หรือ สอบถามรายละเอียดได้ที่โทร.02–3547997-9 หรือ http://www.rajavithihospitalfoundation.org

ทั้งนี้ การดูแลสุขภาพตนเองให้ห่างไกลโรคเนื้องอกในมดลูกสามารถทำได้โดยสร้างภูมิคุ้มกันให้ดี เช่น การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด ทำจิตใจให้แจ่มใส และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์จำพวกผัก ผลไม้ เนื้อปลาให้มากขึ้น และลดอาหารจำพวกเนื้อแดง ซึ่งมีพวกสารเคมี ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคได้ หมั่นตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้สาวๆ วัยทำงานทั้งหลายก็จะมีสุขภาพดี ลุยงานได้ต่อไปอีก

LIFE&HEALTH : ไม่ควรมองข้ามภัยจาก…ยาเหลือใช้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/313260

x

LIFE&HEALTH : ไม่ควรมองข้ามภัยจาก…ยาเหลือใช้

วันพุธ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ยา เป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่ทุกคนคุ้นเคยในยามที่เจ็บป่วยใช้ช่วยบรรเทารักษาอาการจากโรคต่างๆ แม้ยาจะมีประโยชน์มากแต่ภัยจากการใช้ยา ยังคงมีให้เห็นกันอยู่บ่อยๆ บางรายร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งสาเหตุสำคัญมาจากการใช้ยาไม่ถูกวิธีและความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของผู้ป่วย นอกจากนี้อันตรายจาก “ยาเหลือใช้” ก็เป็นอีกหนึ่งภัยเงียบต่อสุขภาพที่ทุกคนไม่ควรมองข้าม เชื่อว่าทุกบ้านจะมียาเหลือใช้เก็บไว้ในบ้านไม่มากก็น้อย

ข้อมูลจาก รศ.ภญ.ธิดา นิงสานนท์ อดีตนายกสภาเภสัชกรรม เปิดเผยว่า ยาเหลือใช้ คือ ยาที่ไม่ได้ใช้แล้ว ซึ่งอาจเป็นเพราะแพทย์เปลี่ยนยา หรือ ได้ยามาจากหลายโรงพยาบาลแล้วใช้
ไม่ถูก หรือเป็นยาที่รักษาอาการอย่างเดียวกัน เลยไม่ได้ใช้ หรือ หยุดใช้ยาเพราะหายดีแล้วหรือเกิดอาการข้างเคียง หรือปรับลดขนาดยาลงเอง หรือเป็นยาที่เหลืออยู่หลังจากผู้ป่วยเสียชีวิต เป็นต้น ซึ่งการที่มียาเหลือใช้อยู่ในบ้าน นับเป็นความเสี่ยงใกล้ตัว ยิ่งถ้าเก็บไม่ถูกวิธี จะกลายเป็นยาเสีย ยาที่มีคุณอนันต์ ก็อาจทำให้เกิดโทษมหันต์ได้ โดยเฉพาะถ้ามีเด็กเล็กในบ้านความเสี่ยงยิ่งทวีคูณ เพราะเด็กอาจจะเอายานั้นใส่ปากโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ปัญหายาเหลือใช้ในครัวเรือน จึงไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายด้านยาของประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นภัยเงียบต่อสุขภาพและความปลอดภัยของผู้ป่วยอีกด้วย โดยเฉพาะหากมีการนำยาเหลือใช้ไปให้ผู้อื่นใช้ต่อ เพราะคนอื่นอาจแพ้ยาตัวนั้นเกิดปัญหาตามมาอีก

ผลกระทบต่อสุขภาพที่เกิดขึ้นจากการใช้ยาเหลือใช้ ข้อมูลจาก ภญ.วุฒิรัต ธรรมวุฒิ สมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย) แนะนำว่า บ่อยครั้งที่ประชาชนใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วยแล้วยานั้นๆ เหลือใช้ ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายได้ เช่น

l การใช้ยาที่ไม่มีฉลากยาหรือมีฉลากยาไม่ครบถ้วน เช่น ไม่มีชื่อยา และวิธีใช้ยา จะทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอย่างไม่สามารถคาดคะเนได้ เช่น การนำยาเดิมที่เคยแพ้มาก่อนกลับมาใช้ซ้ำ เพราะว่ายานั้นไม่มีฉลากยาติดอยู่ ก็จะทำให้เกิดการแพ้ยาซ้ำขึ้นอีก และมีอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพได้ ดังนั้น เราควรสังเกตให้ดีว่ายาชนิดนั้น ๆ ยังสามารถใช้ต่อไปได้หรือไม่ และอ่านสลากยาอย่างละเอียด

l หากเราใช้ยาเหลือใช้ที่หมดอายุหรือยาที่เสื่อมสภาพแล้ว จะก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ เช่น การใช้ยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อเตตร้าซัยคลินที่หมดอายุ จะทำให้เกิดภาวะไตวายได้

สำหรับข้อแนะนำที่ทำอย่างไรจะไม่ให้มียาเหลือใช้ในบ้าน ทำได้ดังนี้

l อ่านฉลากให้ถี่ถ้วนก่อนใช้ยา ควรอ่านให้เข้าใจว่าใช้อย่างไร ต้องใช้ต่อเนื่องจนยาหมดหรือไม่ หรือใช้นานเท่าใด ยาบางชนิด เช่นยาปฏิชีวนะ ต้องกินติดต่อกันจนหมด เพื่อให้ได้ผลในการรักษา หรือยาหยอด ตา เมื่อเปิดใช้แล้วเกิน 1 เดือน ให้ทิ้งไป เป็นต้น ถ้าปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลาก จะช่วยลดยาเหลือใช้

l นำยาที่เหลืออยู่ไปพบแพทย์ตามนัด หากท่านมีโรคประจำตัวหรือโรคที่ต้องใช้ยาต่อเนื่อง และต้องไปพบแพทย์ตามนัด อย่าลืมนำยาที่เหลืออยู่ไปด้วยทุกครั้งที่ไปพบแพทย์ เพื่อให้แพทย์ทราบถึงจำนวนยาที่เหลืออยู่ และสั่งจ่ายยาตามจำนวนที่หักยาเดิมให้พอถึงวันนัดครั้งต่อไป แทนที่จะสั่งยาให้ตามจำนวนวัน ซึ่งทำให้มียาเดิมเหลือค้างอยู่จำนวนหนึ่ง หากแพทย์มีการเปลี่ยนยาให้ใหม่ และท่านใช้ร่วมไปกับยาเดิม จะทำให้ได้รับยามากเกินไปจนอาจเป็นอันตราย แต่ถ้าท่านไม่ใช้ ยาเดิมนั้นก็จะเป็นยาเหลือใช้

l ไม่ควรซื้อยาบรรเทาอาการคราวละมากๆ ยาบรรเทาอาการ เช่น ลดไข้ แก้ปวดศีรษะ แก้หวัด หลังจากหายแล้วถ้าเหลืออยู่ จะกลายเป็นยาเหลือใช้

l อย่านำยาเหลือใช้ไปให้คนอื่นใช้ ขณะเดียวกันก็อย่ากินยาที่คนอื่นให้มา เพราะอาการคล้ายกันแต่อาจไม่ใช่โรคเดียวกัน ขนาดยาก็อาจไม่เหมาะสม และอาจเกิดอาการแพ้ยาได้อีกด้วย

l อย่าแกะยาออกจากแผงหากยังไม่ใช้ หรือ อย่านำยาเหลือใช้มารวมในซองยา หรือขวดยาเดียวกัน

l อย่าเก็บยาในตู้เย็น ยกเว้นยาที่มีฉลากระบุไว้

l อย่าเก็บยาในรถที่จอดทิ้งไว้เพราะความร้อนจะทำให้ยาเสื่อม

l อย่าหยุดยาเอง เพราะแพทย์จะเข้าใจผิดว่าอาการที่เลวลงเป็นเพราะโรค แล้วเพิ่มยาให้อีก

l อย่าซื้อยากินเองโดยไม่ปรึกษาเภสัชกร เพราะถ้าได้รับยาจำนวนมากจากสถานพยาบาลแล้วอาจได้รับยาซ้ำซ้อน

หากมียาเหลือใช้ในบ้าน…จะจัดการอย่างไร ก่อนอื่นควรตรวจสอบสภาพยาและวันหมดอายุของยาก่อน โดยดูจากข้อมูลวันหมดอายุบนแผงยา หรือที่ข้างกล่องยา ทั้งนี้โดยดูสภาพเม็ดยาประกอบด้วย เพราะบางครั้งการเก็บยาไม่ดีก็จะทำให้ยาเสื่อมสภาพก่อนวันหมดอายุ เช่น เก็บไว้ในที่ร้อนหรือที่แดดส่องถึง หรือไว้ในที่ชื้น เป็นต้น หากไม่มีวันหมดอายุระบุไว้ ให้ดูจากวันที่ที่ได้รับยามาซึ่งระบุบนซองใส่ยา หากได้รับยามาเกิน 6 เดือนถึง 1 ปี ก็ไม่ควรใช้อีกต่อไป

l ยาเหลือใช้ที่ ยังไม่หมดอายุ และอยู่ในสภาพดี ควรเก็บอยู่ในซองยา หรือขวดยาเดิม และวางรวมไว้ที่เดียวกันในที่ที่เหมาะสม หรือเก็บในตู้ยา หรือกระเป๋ายา ให้พ้นแสงแดด ไม่เก็บในที่ชื้น และต้องให้พ้นมือเด็ก ตรวจสอบด้วยว่าฉลากยายังชัดเจน มีวิธีใช้ครบถ้วน หากไม่มั่นใจ ให้นำไปปรึกษาเภสัชกร

l ยาเหลือใช้ ที่หมดอายุหรือเสื่อมสภาพแล้ว ให้ทำลายก่อนทิ้งโดยแกะฉลากที่มีชื่อของท่านออก ถ้าเป็นยาเม็ด ให้ทุบทำลายและเติมน้ำเล็กน้อย หรือถ้ามียาน้ำที่หมดอายุให้เทผสมลงไป ยาครีม/ขี้ผึ้งให้บีบออกจากหลอด จากนั้น นำกากใบชา ขี้เลื่อย เศษผัก หรือเปลือกผลไม้ผสมลงไปในถุงเดียวกัน ปิดปากถุงให้สนิท (ถ้าเป็นถุงซิปล็อกได้ก็จะดี) ก่อนจะทิ้งลงถังขยะต่อไป เพื่อไม่ให้คนอื่นนำยาที่ทิ้งนั้นไปใช้ได้อีก แต่หากมียาเหลือใช้จำนวนมาก ให้นำไปปรึกษาเภสัชกร

หากปฏิบัติได้ดังที่กล่าวมา ท่านก็จะปลอดภัย จากการใช้ยา อีกทั้งยังช่วยลดยาเหลือใช้ในครัวเรือน และช่วยชาติประหยัดค่าใช้จ่ายด้านยาอีกด้วย มีปัญหาเรื่องยาและสมุนไพร ปรึกษาเภสัชกร

ผศ.(พิเศษ)ดร.ภก.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

เลขาธิการ สภาเภสัชกรรม

Life & Health : เตรียมเติมสุขภาพดี…รับปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/311138

x

Life&Health : เตรียมเติมสุขภาพดี…รับปีใหม่

วันพุธ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ปีเก่ากำลังจะผ่านพ้นไปแล้ว ปีใหม่ก้าวเข้ามา เป็นธรรมดาที่อายุจะเพิ่มขึ้นตาม หากยังเป็นเด็กหรือหนุ่ม-สาวคงไม่รู้สึกอะไร แต่สำหรับยุคของการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย สุขภาพนับเป็นสิ่งสำคัญที่เราไม่ควรละเลย ดังนั้นในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่กำลังใกล้เข้ามานี้ หลายคนคงตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ ด้วยการหันมาดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง วันนี้มีเคล็ดลับเติมเต็มสุขภาพดีด้วยตัวเองจาก พญ.จิตสุดา บัวขาว อายุรแพทย์ มาฝากเพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเองให้มีสุขภาพที่ดีขึ้นได้ ดังนี้..

โภชนาการดี ปัจจุบันมีอาหารจั๊งก์ฟู้ด อาหารปนเปื้อนและอาหารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพอยู่มาก เพื่อให้ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน ซึ่งช่วยหล่อเลี้ยงร่างกายและสมองของเราให้ทำงานได้ดีขึ้น จึงควรหันมาใส่ใจเลือกกินอาหารให้ถูกสุขลักษณะ ครบ 5 หมู่ ในปริมาณที่เหมาะสม เน้นประเภทผักและผลไม้ต่างๆ ให้ครบ 5 สี เพราะนอกจากจะอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ มากมายแล้ว ยังมีสารพฤกษเคมีที่ให้คุณประโยชน์และมีสารต้านอนุมูลอิสระแตกต่างกันออกไป พร้อมหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูงและอาหารมีรสเค็มจัด

น้ำ ผู้ช่วยที่ถูกลืม ขบวนการทั้งหลายในร่างกายของเราต้องพึ่งน้ำในการทำงาน แต่มีคนไม่น้อยที่ยังดื่มน้ำไม่เพียงพอ ดังนั้นเราควรดื่มให้ได้อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว ด้วยการใช้วิธีวางแก้วน้ำไว้ใกล้ๆ มือขณะทำงานหรือพกขวดน้ำติดตัว เพื่อจะได้มีน้ำเพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงเซลล์ในร่างกาย ฟื้นฟูระบบขับถ่าย รักษาระดับความเข้มข้นของเลือด จะช่วยให้สดชื่นตลอดวัน ส่วนการดื่มชา และกาแฟ แม้จะช่วยกระตุ้นให้คุณมีพลังในการทำงาน แต่มันก็ทำให้ร่างกายคุณสูญเสียน้ำได้

จัดสรรเวลาในการพักผ่อน เพราะมนุษย์เราไม่ใช่เครื่องจักร ควรจะมีเวลาให้ร่างกายและจิตใจได้หยุดพักและผ่อนคลายเสียบ้าง และการนอนหลับอย่างมีคุณภาพจะทำให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ และช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ รวมทั้งช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ ได้ดีขึ้น ทำให้สมองปลอดโปร่ง สดชื่น สดใสตลอดทั้งวัน ไม่เครียดง่าย ซึ่งถือเป็นการชาร์จพลังที่ดีวิธีหนึ่ง

มาออกกำลังกายกันเถอะ เลิกมีข้ออ้างต่างๆ นานาไม่ว่าจะเป็น ไม่มีเวลา มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ ฯลฯ เพราะอย่างน้อยคุณควรออกกำลังกายแบบแอโรบิกอย่างสม่ำเสมอ เช่น วิ่ง เดินเร็ว ขี่จักรยาน ว่ายน้ำ เต้นแอโรบิก สัปดาห์ละ 3-5 ครั้งครั้งละ 30 นาที นอกจากจะช่วยลดความเครียดและเพิ่มฮอร์โมนความสุขแล้ว ยังช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า หน้าตาสดใสแถมผิวพรรณยังเปล่งปลั่งอีกด้วย

ลดเครียดลงบ้างดีกว่า เมื่อรู้ตัวว่ากำลังเครียดต้องรีบปรับเปลี่ยนอารมณ์ไม่ให้ติดกับความเครียดนานเกินไป ด้วยการปล่อยวางความคิด หรือหยุดการทำงานตรงหน้าสักพัก แล้วหลับตาลง หายใจเข้าลึกๆ ผ่อนออกช้าๆ จะช่วยให้จิตใจสงบได้เร็วขึ้น นอกจากนั้นควรพยายามหาความเพลิดเพลินให้กับตัวเองด้วยการออกไปสังสรรค์กับเพื่อน ปลูกต้นไม้ ดูหนัง ฯลฯ เพื่อความรู้สึกเพลิดเพลิน สมองปลอดโปร่งและช่วยให้ร่างกายและจิตใจของคุณผ่อนคลายได้โดยอัตโนมัติ

ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้เกิน พฤติกรรมตามใจปาก หรือการรับประทานอาหารที่มีไขมันหรือให้พลังงานสูงมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ นอกจากจะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นแล้วยังก่อให้เกิดโรคอ้วนตามมา การรักษาสมดุลของพลังงานที่กินเข้าไป และทำกิจกรรมต่างๆ ที่ช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงาน เช่น เดินขึ้น-ลงบันไดแทนการใช้ลิฟต์ ทำความสะอาดบ้าน ทำสวน ช่วยให้คุณเป็นคนใหม่ที่มีรูปร่างสมส่วน แถมช่วยมีความกระฉับกระเฉงเพิ่มขึ้นอีกด้วย

จัดเวลาให้เหมาะสม พวกบ้างาน ทำงานหามรุ่งหามค่ำ มีแนวโน้มจะเครียด เหนื่อยล้า อาหารไม่ย่อย ปวดหัวเป็นประจำ มากกว่าคนที่มีความสมดุลของงานและชีวิตส่วนตัว คุณจะต้องคำนึงถึงลิมิตของร่างกายตัวเองบ้าง โดยต้องรู้จักแบ่งเวลาทำงาน เพื่อพักความวุ่นวายจากภารกิจประจำวัน หยุดพักชีวิตจากเทคโนโลยี พร้อมกับหาเวลาพักผ่อนในสถานที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ เช่น สวนสาธารณะ หรือเดินทางไปพักผ่อนต่างจังหวัดบ้าง รับรองว่าคุณจะรู้สึกสบายทั้งกายและใจขึ้นมาเลยทีเดียว

เช็คอัพร่างกายประจำปี หลายคนมักเข้าใจผิดว่าถ้าแข็งแรงดีก็ไม่จำเป็นต้องตรวจสุขภาพเพราะไม่น่าจะมีโรคอะไร แต่หารู้ไม่ว่าโรคบางโรคอาจไม่แสดงอาการ ถ้าไม่ตรวจก็จะไม่รู้ หรืออย่างที่โบราณว่าไว้ “กันไว้ดีกว่าแก้” การไปพบแพทย์จะช่วยให้คุณรู้จักการป้องกันโรคต่างๆ หรืออาจจะเป็นการรักษาโรคที่คุณเป็นอยู่เสียตั้งแต่เนิ่นๆ หากผลการตรวจออกมาว่าปกติก็ยังจำเป็นที่เราต้องดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสมอยู่ตลอด

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิตประจำวัน เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นนี้ ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป เพียงแค่มีความตั้งใจและลงมือทำเท่านั้น เท่านี้คุณก็จะกลายเป็นคนใหม่ที่มีจิตใจแจ่มใสเบิกบาน มีพลังพร้อมไปกับการมีสุขภาพที่ดีกว่าเดิมรับปีใหม่ที่จะมาถึงนี้…สวัสดีปีใหม่ 2561

ผศ.(พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ