LIFE & HEALTH : มารู้จัก ช็อกโกแลต..ของหวานที่คนชื่นชอบ

LIFE & HEALTH : มารู้จัก ช็อกโกแลต..ของหวานที่คนชื่นชอบ

LIFE & HEALTH : มารู้จัก ช็อกโกแลต..ของหวานที่คนชื่นชอบ

วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ช็อกโกแลตเป็นของหวานที่หลายคนรู้จักและชื่นชอบทั่วโลก โดยเฉพาะในวันวาเลนไทน์ที่ช็อกโกแลตกลายเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงความรักและความห่วงใย การมอบช็อกโกแลตในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การให้ขนมหวาน แต่ยังสะท้อนถึงความหมายที่มาจากกระบวนการผลิตที่พิถีพิถัน เริ่มต้นจากเมล็ดโกโก้ (Theobroma cacao) ที่ ผ่านกระบวนการหมักบ่มและการแปรรูปอย่างมีขั้นตอน ก่อนจะกลายเป็นช็อกโกแลตที่เต็มไปด้วยรสชาติและกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่เป็นเอกลักษณ์ 

ข้อมูลจาก ผศ. ดร.ผกากรอง วนไพศาล ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ช็อกโกแลตมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ย้อนกลับไปถึงอารยธรรมมายาและแอซเท็กในทวีปอเมริกาได้ ใช้เมล็ดโกโก้ในการทำเครื่องดื่มที่มีรสขมและใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาและการแลกเปลี่ยนสินค้า ต่อมาในศตวรรษที่ 16 เมื่อชาวสเปนค้นพบเมล็ดโกโก้จึงนำกลับไปยังยุโรปและเริ่มพัฒนาเป็นเครื่องดื่มช็อกโกแลตที่มีรสหวานขึ้นโดยการเติมน้ำตาลและวานิลลาทำให้ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในหมู่ราชวงศ์และชนชั้นสูงของยุโรป ในศตวรรษที่ 19 มีการประดิษฐ์เครื่องบดโกโก้ที่ช่วยให้สามารถผลิตช็อกโกแลตในรูปแบบก้อนหรือแผ่นได้ กระบวนการผลิตช็อกโกแลตในเชิงพาณิชย์จึงเริ่มต้นขึ้นและได้รับความนิยมและเข้าถึงผู้บริโภคอย่างแพร่หลาย การมอบช็อกโกแลตในวันวาเลนไทน์มีต้นกำเนิดจากยุโรปในช่วงศตวรรษที่ 19 เช่นกัน

กระบวนการผลิตช็อกโกแลต

ช็อกโกแลตมีต้นกำเนิดมาจากเมล็ดโกโก้แต่มีความแตกต่างจากโกโก้ในด้านการแปรรูปและองค์ประกอบ โดยก่อนที่จะเป็นช็อกโกแลตนั้นจะต้องผ่านหลายกระบวนการ ดังนี้

1. กระบวนการหมักเพื่อให้ได้เมล็ดโกโก้ ขั้นตอนการผลิตโกโก้เริ่มจากการนำเมล็ดที่อยู่ในผลโกโก้ไปหมัก กระบวนการหมักจะใช้เวลาประมาณ 5-7 วัน ซึ่งระหว่างนี้จุลินทรีย์ต่างๆ จะเริ่มทำงาน โดยการย่อยสลายเนื้อเยื่อสีขาวที่หุ้มเมล็ด การหมักนี้ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีและช่วยลดความขมในรสชาติของเมล็ดโกโก้ การหมักแบ่งออกเป็น 2 กระบวนการหลักๆ ได้แก่ การหมักแอลกอฮอล์ (Alcohol fermentation) และ การหมักกรดอะซิติก (Acetic acid fermentation) 

 การหมักแอลกอฮอล์ (Alcohol Fermentation)

– กระบวนการนี้เกิดขึ้นเมื่อเนื้อเยื่อสีขาวที่หวานซึ่งห่อห่อหุ้มเมล็ดโกโก้ไว้ถูกย่อยสลายด้วยยีสต์ (yeast) ซึ่งทำการเปลี่ยนแป้งและน้ำตาลในเนื้อเยื่อสีขาวเป็นแอลกอฮอล์และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ กระบวนการนี้มักใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน

– การหมักกรดอะซิติก (Acetic Acid Fermentation)

หลังจากยีสต์ผลิตแอลกอฮอล์ แอลกอฮอล์จะถูกแบคทีเรียกลุ่ม Acetobacter เปลี่ยนให้เป็นกรดอะซิติก (Acetic acid) ซึ่งเป็นกรดที่สำคัญในการสร้างรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของโกโก้กรดอะซิติกจะช่วยลดความขมและเพิ่มความซับซ้อนในรสชาติของโกโก้ ทำให้ช็อกโกแลตที่ผลิตออกมามีรสชาติและมีความหอม การหมักกรดอะซิติกจะเกิดขึ้นภายหลังจากการหมักแอลกอฮอล์และใช้ระยะเวลาประมาณ 3-4 วัน

กระบวนการหมักบ่มส่งผลให้เกิดสารสำคัญหลายชนิดที่มีบทบาทในการกำหนดรสชาติและกลิ่นของช็อกโกแลต ได้แก่ อัลคาลอยด์ (Alkaloids): คาเฟอีนและธีโอโบรมีนมีบทบาทในการสร้างรสขมและกระตุ้นระบบประสาท, โพลีฟีนอล (Polyphenols): เช่น ฟลาโวนอล (flavanols) ซึ่งมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและส่งผลต่อความฝาดของโกโก้ อย่างไรก็ตาม กระบวนการหมักสามารถลดปริมาณโพลีฟีนอลได้บางส่วน ทำให้รสชาติสมดุลขึ้น, กรดอินทรีย์ (Organic Acids): เช่น กรดอะซิติก กรดแลคติก และกรดซิตริก ที่เกิดขึ้นระหว่างการหมักและช่วยเสริมรสชาติที่ซับซ้อน, สารระเหย (Volatile Compounds): รวมถึงแอลกอฮอล์ เอสเทอร์ และคีโตน ที่ช่วยสร้างกลิ่นหอมเฉพาะตัว, น้ำตาลและกรดอะมิโน: มีบทบาทสำคัญในปฏิกิริยาเมลลาร์ด (Maillard Reaction) เมื่อเมล็ดโกโก้ถูกนำไปคั่ว ทำให้เกิดกลิ่นและรสชาติของช็อกโกแลตที่เป็นเอกลักษณ์

หลังจากกระบวนการหมักเสร็จสิ้น เมล็ดโกโก้จะถูกนำไปตากแดดให้แห้งเพื่อหยุดกระบวนการหมักและทำให้เมล็ดคงตัว ช่วยลดความชื้นในเมล็ดทำให้เมล็ดโกโก้สามารถเก็บรักษาได้ยาวนานขึ้น

2. การผลิตโกโก้แมส

เมล็ดโกโก้ที่แห้งแล้วจะผ่านการคัดแยกคุณภาพก่อนจะนำไปผลิตเป็นโกโก้นิปส์ (Cocoa Nibs) ซึ่งเป็นส่วนของเมล็ดโกโก้ที่ผ่านการคั่วและกะเทาะเปลือกออกแล้ว และเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตช็อกโกแลต โกโก้นิปส์มีรสชาติเข้มข้น มีสารออกฤทธิ์ที่สำคัญที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ โพลีฟีนอล และไขมันธรรมชาติที่ช่วยสร้างรสชาติและเนื้อสัมผัสของช็อกโกแลตคุณภาพสูง หากนำไปบดจะได้เป็นโกโก้แมส (cocoa mass) เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบหลักของช็อกโกแลตแท้ หรือหากนำโกโก้นิปส์ไปสกัดน้ำมันออกจะได้ผลิตภัณฑ์เป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนของเนยโกโก้ (cocoa butter)  และส่วนผงโกโก้ซึ่งเป็นส่วนที่เหลือหลังจากการสกัดเนยโกโก้ออกไปแล้ว และมักใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องดื่ม เบเกอรี่ และของหวาน 

3. การผลิตช็อกโกแลต

ช็อกโกแลตเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการนำโกโก้แมส หรือนำผงโกโก้ไปผสมกับเนยโกโก้ (cocoa butter) ร่วมกับสารให้ความหวาน เช่น น้ำตาล หรือสารปรุงแต่งอื่นๆ ช็อกโกแลตมีหลายประเภทซึ่งแตกต่างกันตามปริมาณของโกโก้และส่วนผสมที่ใช้ ตัวอย่างเช่น 

– ดาร์กช็อกโกแลต (Dark Chocolate) ส่วนผสมหลัก ได้แก่ โกโก้แมส (cocoa mass), น้ำตาล, เนยโกโก้ ดาร์กช็อกโกแลตไม่มีนมเป็นส่วนผสม มีความเข้มข้นจากโกโก้สูงจึงทำให้รสชาติขมและเข้มข้น
– ช็อกโกแลตนม (Milk Chocolate) ส่วนผสมหลัก ได้แก่ โกโก้แมส น้ำตาล นมผงม เนยโกโก้ มีรสชาติหวานกว่าและเนื้อเนียนมากกว่าดาร์กช็อกโกแลต
– ช็อกโกแลตขาว (White Chocolate) ส่วนผสมหลัก ได้แก่ เนยโกโก้, นมผง, น้ำตาล ไม่มีส่วนผสมของโกโก้แมส จึงมีสีขาวและไม่มีรสขม แต่มีรสชาติหวานและเนื้อสัมผัสที่เนียนนุ่ม
– ช็อกโกแลตผสม (Compound Chocolate) ส่วนผสมหลัก ได้แก่ ไขมันพืช (เช่น น้ำมันปาล์ม), ผงโกโก้ผง น้ำตาล
– ช็อกโกแลตพราลีน (Praline Chocolate) ส่วนผสมหลัก ได้แก่ ช็อกโกแลต (ดาร์กหรือมิลค์) มีการใส่ไส้ที่ทำจากครีมหรือถั่วเพื่อเพิ่มรสชาติและเนื้อสัมผัสที่หลากหลาย

ประโยชน์ของช็อกโกแลต

ช็อกโกแลตโดยเฉพาะดาร์กช็อกโกแลตที่มีโกโก้เข้มข้น มีสารสำคัญหลายชนิดที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ นอกจากฟลาโวนอลและโพลีฟีนอลแล้ว ยังมีสารสำคัญอื่นๆ ที่ช่วยเสริมประโยชน์ของช็อกโกแลต ได้แก่ ฟลาโวนอล (Flavonoids), โพลีฟีนอล (Polyphenols), คาเฟอีน (Caffeine), ธีโอโบรมีน (Theobromine), แมกนีเซียม (Magnesium) , ไขมันไม่อิ่มตัว (Unsaturated fats), ทริปโตเฟน (Tryptophan), เหล็ก (Iron) เป็นต้น

การผลิตช็อกโกแลตไม่เพียงแต่เป็นกระบวนการทางเคมีและเทคโนโลยีที่ซับซ้อน แต่ยังเป็นศิลปะที่มีการผสมผสานระหว่างศาสตร์และความสร้างสรรค์เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีรสชาติและกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ ช็อกโกแลตจึงไม่ใช่แค่ขนมหวาน ช็อกโกแลตยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น การลดความดันโลหิต เสริมสุขภาพหัวใจ และเพิ่มพลังงาน จากกระบวนการผลิตและคุณค่าทางโภชนาการช็อกโกแลตจึงเป็นทั้งของขวัญและขนมหวานที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและจิตใจในเวลาเดียวกัน

ผศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ป้องกันลูกน้อย 2 ขวบปีแรก..ห่างไกลโรค

LIFE & HEALTH : ป้องกันลูกน้อย 2 ขวบปีแรก..ห่างไกลโรค

LIFE & HEALTH : ป้องกันลูกน้อย 2 ขวบปีแรก..ห่างไกลโรค

วันพุธ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2568, 07.00 น.

หนึ่งในโรคติดเชื้อที่ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองเป็นกังวลมากที่สุด คงหนีไม่พ้นโรคติดเชื้อไวรัส RSV (Respiratory Syncytial Virus) ซึ่งมักระบาดในกลุ่มเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ไวรัสชนิดนี้ทำให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจทั้งส่วนบนและส่วนล่าง

ข้อมูลจาก พญ.มณินทร วรรณรัตน์ กุมารแพทย์โรคระบบทางเดินหายใจ รพ.เวชธานี อธิบายว่า เชื้อไวรัส RSV (Respiratory Syncytial Virus) เป็นไวรัสที่ทำให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ ทั้งส่วนบนและส่วนล่าง สามารถติดเชื้อได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ แต่ส่วนมากมักเกิดในเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 3 ปี เชื้อไวรัสนี้มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมภายนอกร่างกายได้นานหลายชั่วโมง และอยู่ที่มือของเราได้นานประมาณ 30 นาที

การติดเชื้อไวรัส RSV เกิดจากการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ที่ติดเชื้อผ่านทางการไอ จาม ไวรัสเข้าสู่ร่างกายผ่านทางตา จมูก ปาก หรือจากการจับมือ ในประเทศไทยมักพบเชื้อไวรัส RSV บ่อยในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว

การติดเชื้อ RSV ส่งผลให้มีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา เช่น ไข้ ไอ จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล แต่เมื่ออาการลุกลาม อาจทำให้เกิดหลอดลมใหญ่อักเสบ หลอดลมฝอยอักเสบ หรือปอดอักเสบ โดยจะมีอาการไข้สูง ไอแรง หอบเหนื่อย หายใจมีเสียงหวีด หรือเสียงครืดคราดในลำคอ และมีเสมหะมากกว่าไข้หวัดธรรมดา เด็กเล็กไม่สามารถเอาน้ำมูกหรือเสมหะออกเองได้ ทำให้หายใจลำบาก

ปัจจุบันสามารถป้องกันการติดเชื้อและลดความรุนแรง ให้กับเด็กๆได้ด้วยการฉีดภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV (Nirsevimab) ซึ่งเป็นการฉีดสารภูมิคุ้มกัน (Antibody) ต่อเชื้อไวรัส RSV ให้กับร่างกายเพื่อนำไปใช้ต้านทานเชื้อไวรัส RSV ได้ทันที แนะนำให้ฉีดภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV โดยแบ่งตามช่วงอายุดังนี้

กลุ่มทารกแรกเกิด – 12 เดือน

  • ทารกแรกเกิด – 12 เดือนที่มีสุขภาพแข็งแรงดีแนะนำให้ฉีดภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV
  • ทารกแรกเกิด – 12 เดือนที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคติดเชื้อ RSV รุนแรง ได้แก่
    • โรคปอดเรื้อรังจากภาวะคลอดก่อนกำหนด (BPD) ที่ยังคงต้องรักษาด้วยยาสเตียรอยด์ ยาขับปัสสาวะ หรือมีการใช้ออกซิเจนในช่วง 6 เดือนก่อนเข้าสู่ฤดูกาลระบาด
    • เด็กที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องอย่างรุนแรง
    • เด็กที่เป็น โรค cystic fibrosis รุนแรง เช่น เคยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเนื่องจากการกำเริบของโรคปอดในปีแรกของชีวิต หรือมีความผิดปกติของภาพถ่ายทรวงอก หรือมีภาวะทุพโภชนาการ (Weight-for-length < 10th percentile) เป็นต้น
    • เด็กที่มีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดและยังคงได้รับการรักษาอยู่ (hemodynamically significant congenital heart disease)

ในกลุ่มนี้จะได้รับการฉีดวัคซีนสำเร็จรูป RSV จำนวน 1 เข็ม ปริมาณขึ้นอยู่กับน้ำหนักและอายุของเด็ก โดยแนะนำให้ฉีดในระยะเข้าฤดูกาลระบาดของ RSV คือช่วงเดือนมิถุนายนถึงตุลาคมของทุกปี สำหรับทารกที่เกิดในช่วงฤดูกาลระบาดสามารถฉีดภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV หลังคลอดได้ทันที

กลุ่มเด็กอายุ 12 – 24 เดือน

  • เด็กอายุ 12 – 24 เดือนที่มีสุขภาพแข็งแรงดีแนะนำให้ฉีดภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV
  • เด็กอายุ 12 – 19 เดือน ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคติดเชื้อ RSV รุนแรง และอาจพิจารณาในเด็กอายุ 19-24 เดือน ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคติดเชื้อ RSV รุนแรง

ในกลุ่มนี้จะได้รับการฉีดวัคซีนสำเร็จรูป RSV จำนวน 2 เข็ม ปริมาณขึ้นอยู่กับน้ำหนักและอายุของเด็ก โดยแนะนำให้ฉีดในระยะเข้าฤดูกาลระบาดของ RSV คือช่วงเดือนมิถุนายนถึงตุลาคมของทุกปีเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV นับว่ามีความปลอดภัย ช่วยลดโอกาสในการติดเชื้อไวรัส RSV ได้ถึง 79.5%, ลดความเสี่ยงจากการรักษาตัวในโรงพยาบาลของการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างที่เกิดจากเชื้อไวรัส RSV ได้ถึง 83.2%, ลดความรุนแรงและลดโอกาสจากการรักษาตัวในไอซียูได้ 75.3% นอกจากนี้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปสามารถป้องกันการติดเชื้อไว้รัส RSV ได้ยาวนานถึง 5 เดือน ซึ่งครอบคลุมระยะเวลาในช่วงการระบาดของเชื้อไวรัส RSV

นอกจากภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV แล้ว สิ่งสำคัญคือการที่พ่อแม่ผู้ปกครองพาลูกน้อยมาฉีดวัคซีนที่จำเป็นตามอายุของเด็ก โดยแบ่งอย่างง่าย ๆ ได้เป็น 2 ประเภท คือ

1) วัคซีนพื้นฐาน คือ วัคซีนที่อยู่ในแผนสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของประเทศ แนะนำให้ได้ใช้ในเด็กไทยทุกคน ได้แก่ วัคซีน บีซีจี ป้องกันวัณโรค ให้ตั้งแต่แรกเกิด, วัคซีน ตับอักเสบบี ให้ 3 ครั้ง ตั้งแต่แรกเกิด อายุ 1-2 เดือน และ อายุ 6 เดือน, วัคซีน โปลิโอ ให้เมื่ออายุ 2, 4, 6 เดือน 1 ขวบครึ่ง และ 4-6 ขวบ, วัคซีน คอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรนชนิดทั้งเซลล์ ให้พร้อมกับวัคซีนโปลิโอ คือ ให้เมื่ออายุ 2, 4, 6 เดือน 1 ขวบครึ่ง, 4-6 ขวบ และกระตุ้นเมื่ออายุ 11-12 ปี, วัคซีน หัด-หัดเยอรมัน-คางทูม ให้เมื่ออายุ 9-12 เดือน และให้ครั้งที่ 2 เมื่ออายุ2 ขวบครึ่ง, วัคซีนไข้สมองอักเสบเจอี ให้เมื่ออายุ 9-12 เดือน และกระตุ้นอีกครั้ง 12-18 เดือนต่อมา

2) วัคซีนทางเลือก เป็นวัคซีนที่มีประโยชน์แต่ยังมีราคาสูงจึงไม่สามารถจัดหาให้แก่เด็กๆ ทุกคนได้ ซึ่งในหลายๆ ครั้งก็ก่อให้เกิดโรครุนแรง ทำให้คุณพ่อคุณแม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง หากต้องการให้ลูกน้อยได้รับวัคซีนทางเลือกนี้ เช่น วัคซีนป้องกันโรคจากเชื้อ Haemophilus Influenzae Type B (Hib), วัคซีนป้องกันโรคจากเชื้อนิวโมคอคคัส, วัคซีนป้องกันโรคท้องเสียจากไวรัสโรต้า, วัคซีนไอกรนชนิดไร้เซลล์ ซึ่งได้รับการพัฒนาเพื่อให้มีผลข้างเคียงลดลง บรรจุรวมกับวัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก สามารถใช้แทนวัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรนชนิดทั้งเซลล์ได้ทุกครั้ง, วัคซีนไข้หวัดใหญ่ , วัคซีนตับอักเสบเอ, วัคซีนอีสุกอีใส เป็นต้น

หลังจากลูกน้อยได้รับวัคซีนทุกครั้งควรเฝ้าสังเกตอาการที่โรงพยาบาลอย่างน้อย 30 นาที เนื่องจากปฏิกิริยาการแพ้รุนแรง (Anaphylaxis) มักเกิดขึ้นภายใน 30 นาทีหลังได้รับวัคซีน ฝีจากวัคซีนบีซีจีที่ฉีดเมื่อแรกเกิดลูกน้อยอาจเป็นฝีใต้ผิวหนังขนาดเล็กอยู่ได้นาน 3-4 สัปดาห์ ไม่ต้องใส่ยาหรือปิดแผล ให้เช็ดแผลด้วยสำลีชุบน้ำต้มสุก หากมีต่อมน้ำเหลืองใกล้ตำแหน่งที่ฉีดวัคซีนบีซีจีมีขนาดใหญ่ควรไปพบแพทย์ อาการปวด บวมบริเวณที่ฉีดวัคซีนหรือมีอาการไข้ ร้องกวน อาเจียน ท้องเสียเป็นอาการข้างเคียงที่ไม่รุนแรง ดูแลโดยให้ยาพาราเซตามอล และรักษาตามอาการ แต่หากมีอาการรุนแรง เช่น ชักสะลึมสะลือ โคม่า มีผื่นลมพิษรุนแรงหายใจลำบาก ตัวเขียว ชีพจรเบาเร็วควรไปพบแพทย์ทันที

อย่างไรก็ตาม เมื่อมาถึงวันนัดฉีดวัคซีน แต่ลูกน้อยกลับมีไข้สูง ควรเลื่อนการฉีดวัคซีนออกไปก่อน แต่หากป่วยเพียงเล็กน้อย เช่น เป็นหวัดโดยไม่มีไข้ หรือท้องเสียเล็กน้อย ก็สามารถรับวัคซีนได้

หากแพ้วัคซีนหรือส่วนประกอบ ควรหลีกเลี่ยงการรับวัคซีนนั้นๆ หากลูกน้อยแพ้ไข่รุนแรงไม่ควรรับวัคซีนที่ผลิตจากไข่ เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่แต่สามารถรับวัคซีนหัดได้ เพราะในวัคซีนมีไข่ปนอยู่น้อยมาก ควรพาลูกน้อยมารับวัคซีนตามวันนัดและควรนำสมุดบันทึกวัคซีนมาพบแพทย์ทุกครั้งที่รับวัคซีน พร้อมเก็บสมุดบันทึกวัคซีนไว้จนลูกน้อยเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับประเมินภูมิคุ้มกันโรค

LIFE & HEALTH : นวัตกรรมทางเภสัชศาสตร์เพื่อพัฒนายาสำหรับเด็ก

LIFE & HEALTH : นวัตกรรมทางเภสัชศาสตร์เพื่อพัฒนายาสำหรับเด็ก

LIFE & HEALTH : นวัตกรรมทางเภสัชศาสตร์เพื่อพัฒนายาสำหรับเด็ก

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

การพัฒนายาสำหรับเด็กถือเป็นความท้าทายสำคัญในวงการพัฒนายา เนื่องจากเด็กมีความต้องการทางกายภาพและการเปลี่ยนแปลงยาที่แตกต่างจากผู้ใหญ่ นอกจากนี้ ปัจจัยด้านรสชาติ ความสามารถในการกลืน และความปลอดภัยของส่วนประกอบในตัวยายังเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณา ดังนั้น การพัฒนาสูตรยาที่เหมาะสมกับเด็กจึงต้องมีการออกแบบอย่างละเอียดเพื่อให้สามารถบริหารยาได้ง่ายขึ้น ลดโอกาสเกิดผลข้างเคียง และเพิ่มความร่วมมือของเด็กในการรับประทานยา

ตัวอย่างนวัตกรรมทางเภสัชศาสตร์ในการพัฒนายาสำหรับเด็ก

ข้อมูลจาก ดร. ภก.อนันต์ชัย อัศวเมฆิน ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า การคิดค้นและพัฒนายาสำหรับเด็กในปัจจุบันได้รวมเอานวัตกรรมหลายรูปแบบเพื่อให้เด็กสามารถรับประทานยาได้ง่ายขึ้น พร้อมทั้งคงประสิทธิภาพของตัวยา ตัวอย่างของยาที่ถูกพัฒนาให้เหมาะสมกับเด็ก ได้แก่:

1. การพัฒนาเป็นสารละลายในรูปแบบ granule

– เป็นยาบรรเทาอาการเยื่อจมูกอักเสบจากภูมิแพ้และป้องกันและรักษาโรคหอบหืด ชนิดแกรนูลสามารถรับประทานได้โดยตรง, หรือผสมกับอาหารเหลว หรือละลายในของเหลวสูตรสำหรับเด็กทารกหรือน้ำนมแม่ 
– ได้รับการพัฒนาเป็นสารละลายในรูปแบบ granule ทำให้ละลายและดูดซึมได้อย่างรวดเร็วในระบบทางเดินอาหาร ทำให้ยาออกฤทธิ์ได้เร็วขึ้น 
– เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาในการกลืนยาเม็ด หรือเด็กที่ยังกลืนยาเม็ดไม่ได้ ทำให้เด็กสามารถรับประทานได้ง่ายขึ้น

2. การพัฒนาจากสูตรยาเม็ดไปเป็นสูตรยาน้ำแขวนตะกอน

– เป็นยาปฏิชีวนะที่พัฒนาจากสูตรยาเม็ดไปเป็นสูตรยาน้ำแขวนตะกอน เพื่อให้เด็กที่ยังกลืนยาเม็ดไม่ได้สามารถรับประทานได้
– ใช้สารแต่งรสให้มีกลิ่นและรสชาติที่เด็กชอบ ลดความรู้สึกขมของตัวยา
– มีการควบคุมขนาดอนุภาคของยาให้มีเสถียรภาพเพื่อให้ตัวยามีประสิทธิภาพดีขึ้น

3. การพัฒนาให้ยาออกฤทธิ์ได้นานขึ้นโดยใช้เทคโนโลยี Extended Release 

– เพื่อลดความจำเป็นในการรับประทานยาเป็นระยะ ๆ ในระหว่างวัน
– พัฒนาเป็นรูปแบบ เคี้ยวได้ (Chewable Tablets) ซึ่งช่วยให้เด็กที่มีปัญหาในการกลืนยาเม็ดสามารถใช้ยาได้ง่ายขึ้น

4. การพัฒนาสูตรสำหรับให้ทางจมูกแทนการฉีด

– เป็นยาระงับประสาทที่พัฒนาสูตรสำหรับให้ทางจมูกแทนการฉีด เพื่อลดความเครียดและความกลัวของเด็กที่ต้องเข้ารับการรักษาทางการแพทย์
– ช่วยให้สามารถควบคุมปริมาณยาได้อย่างแม่นยำโดยไม่ต้องใช้วิธีการฉีดซึ่งอาจก่อให้เกิดความวิตกกังวลในเด็ก

นวัตกรรมเหล่านี้เป็นตัวอย่างของแนวทางที่ถูกนำมาใช้ในการพัฒนายาสำหรับเด็ก เพื่อลดความยุ่งยากในการใช้ยาและเพิ่มความปลอดภัยให้มากขึ้น หนึ่งในแนวทางสำคัญที่ถูกนำมาใช้คือการเปลี่ยนจากยาเม็ดหรือแคปซูลมาเป็นยาน้ำที่มีสูตรเฉพาะสำหรับเด็ก ซึ่งช่วยให้สามารถปรับขนาดยาได้ง่ายขึ้นและลดปัญหาการกลืนยา นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนา สูตรยาที่ไม่มีสีสังเคราะห์และปราศจากน้ำตาล เพื่อหลีกเลี่ยงอาการแพ้และลดความเสี่ยงต่อฟันผุ ปัจจัยเหล่านี้นำไปสู่การคิดค้น Desloratadine Oral Solution ซึ่งบทความนี้จะขอลงรายละเอียดเกี่ยวกับการพัฒนานวัตกรรมของยาแก้แพ้สำหรับเด็ก

นวัตกรรมใหม่ของยาแก้แพ้สำหรับเด็ก

ยาน้ำแก้แพ้สำหรับเด็ก: นวัตกรรมเพื่อการรักษาที่ดีขึ้น

อาการแพ้ในเด็กเป็นปัญหาที่พบบ่อยและอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของเด็กและครอบครัวDesloratadine Oral Solution ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อให้เป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการรักษาอาการแพ้ในเด็ก โดยมุ่งเน้นที่การเพิ่มความสะดวกในการรับประทานและลดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ มีข้อบ่งใช้ทางคลินิก

– โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic Rhinitis): บรรเทาอาการ คัดจมูก, จาม, น้ำมูกไหล และคันจมูก
– โรคลมพิษเรื้อรัง (Chronic Urticaria): ลดการเกิด ผื่นลมพิษ เช่น บรรเทาอาการคัน, ลดจำนวนและขนาดของผื่น ซึ่งช่วยให้คุณภาพชีวิตของเด็กดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

จากการศึกษาข้อมูลของเด็ก 1,172 คน ใน 7 ประเทศยุโรป พบว่า รสชาติและความสามารถในการกลืน เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการยอมรับยา, ความสะดวกและรวดเร็วในการรับประทาน เป็นปัจจัยรองที่มีความสำคัญ,ลักษณะทางกายภาพของยา (สีและกลิ่น) มีผลกระทบบ้างแต่ไม่มาก

ข้อดีของยาน้ำในเด็ก คือ สามารถปรับขนาดยาได้ง่าย ตามน้ำหนักตัว, เพิ่มความร่วมมือในการรับประทานยา ในเด็กที่มีปัญหากลืนยาเม็ด, ความยืดหยุ่นในการให้ยา ทำให้สามารถปรับการรักษาให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลได้ง่ายขึ้น

การเปรียบเทียบ: ยาน้ำ (Oral Solution) vs. น้ำเชื่อมยา (Syrup)

คุณสมบัติOral SolutionSyrup
ลักษณะภายนอกใส ไม่มีสี (ปราศจากสีสังเคราะห์)สีส้ม
น้ำตาลปราศจากน้ำตาล (ใช้ Sorbitol)มีซูโครส
ค่าดัชนีน้ำตาล (GI)ต่ำ (เหมาะกับเด็กที่เป็นเบาหวาน)สูง (ไม่เหมาะกับเด็กที่เป็นเบาหวาน)
รสชาติกลิ่นหมากฝรั่งกลิ่นหมากฝรั่ง
ความหนืด (Viscosity)หนืดน้อย ดูดซึมเร็วหนืดสูง ต้องใช้เวลานานกว่าจะซึมผ่านกระดาษกรอง

– สูตร Sorbitol ในยาแบบ Oral Solution ลดความเสี่ยงต่อ ฟันผุและน้ำหนักเกิน เมื่อเทียบกับสูตรที่มีน้ำตาลซูโครส
– ไม่มีสีสังเคราะห์ ลดโอกาสเกิด อาการแพ้และผลกระทบต่อพฤติกรรมในเด็ก

– ข้อพิจารณาด้านเภสัชกรรมและกฎหมาย

– ทำไมต้องใช้สูตรปราศจากสีสังเคราะห์?

– สีสังเคราะห์อาจทำให้เกิด อาการไม่พึงประสงค์ทางเดินอาหาร (ปวดท้อง, ท้องเสีย, อาเจียน)
– มีรายงานว่าอาจส่งผลกระทบต่อ พฤติกรรมในเด็กที่ไวต่อสีผสมอาหาร
– หน่วยงานกำกับดูแล เช่น องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐฯ (US FDA) ให้ความสำคัญกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากสารแต่งสี

สารให้ความหวานในยาสำหรับเด็ก: ซูโครส vs. ซอร์บิทอล

คุณสมบัติOral SolutionSyrup
ลักษณะภายนอกใส ไม่มีสี (ปราศจากสีสังเคราะห์)สีส้ม
น้ำตาลปราศจากน้ำตาล (ใช้ Sorbitol)มีซูโครส
ค่าดัชนีน้ำตาล (GI)ต่ำ (เหมาะกับเด็กที่เป็นเบาหวาน)สูง (ไม่เหมาะกับเด็กที่เป็นเบาหวาน)
รสชาติกลิ่นหมากฝรั่งกลิ่นหมากฝรั่ง
ความหนืด (Viscosity)หนืดน้อย ดูดซึมเร็วหนืดสูง ต้องใช้เวลานานกว่าจะซึมผ่านกระดาษกรอง

  ข้อสรุป:

-ซอร์บิทอล เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่าสำหรับเด็กที่ต้องรับประทานยาระยะยาว เพราะช่วย ลดความเสี่ยงของฟันผุและน้ำหนักเกิน ได้การพัฒนารสชาติในยาสำหรับเด็ก

Desloratadine Oral Solution ใช้ รสหมากฝรั่ง ซึ่งได้รับการยอมรับว่าสามารถ เพิ่มความร่วมมือในการรับประทานยาในเด็กได้สูงรสชาติเป็นผลจากการทำงานร่วมกันของ ปัจจัยทางเคมีและการรับรู้กลิ่น

โดยสรุปนวัตกรรมใหม่ของยาแก้แพ้สำหรับเด็ก ที่ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูง ปลอดภัย และใช้งานง่าย สูตรนี้ช่วยลดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์จากสารแต่งสีและน้ำตาล ทำให้เป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับการรักษาอาการแพ้ในเด็ก หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service.php

ผศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เรียนรู้การส่องกล้องลำไส้ใหญ่และทวารหนักกับการป้องกันมะเร็งลำไส้

LIFE & HEALTH : เรียนรู้การส่องกล้องลำไส้ใหญ่และทวารหนักกับการป้องกันมะเร็งลำไส้

LIFE & HEALTH : เรียนรู้การส่องกล้องลำไส้ใหญ่และทวารหนักกับการป้องกันมะเร็งลำไส้

วันพุธ ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2568, 02.05 น.

ความเสี่ยงของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ตลอดชีวิตจะพบใกล้เคียงกันทั้งเพศหญิงและเพศชาย คือประมาณ 1 ต่อ 25 คน อย่างไรก็ตามความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่อาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามความเสี่ยงอื่น ๆ ของผู้ป่วย เพราะฉะนั้น ในปัจจุบันจึงมีการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เพื่อให้สามารถตรวจพบรอยโรคได้ตั้งแต่ระยะเนิ่น ๆ โดยการส่องกล้องลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

พันโทหญิง แพทย์หญิงจรรยวรรธน์ สร้างสมวงษ์ ศัลยแพทย์ชำนาญการด้านลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โรงพยาบาเวชธานี อธิบายว่า โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ เกิดขึ้นจากติ่งเนื้อ (Polyp) บริเวณผนังลำไส้ใหญ่ โดยปกติมักจะไม่ก่อให้เกิดอาการผิดปกติในระยะแรก แต่หากติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่มีขนาดใหญ่ขึ้นหรือมีการเปลี่ยนแปลงผิดปกติ อาจก่อให้เกิดอาการต่าง ๆ เช่น การขับถ่ายมีเลือดหรือมูกเลือดปน ถ่ายอุจจาระก้อนเล็กลง ท้องผูกสลับท้องเสีย แน่นท้อง ท้องโต หรือคลำเจอก้อนในท้อง

ปัจจุบันยังไม่สามารถทราบสาเหตุการเกิดติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ได้อย่างแน่ชัด แต่สามารถแบ่งปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคได้ 2 ประเภท

ปัจจัยความเสี่ยงจากตัวบุคคล ได้แก่

  • อายุ ในอดีตพบว่ามากกว่า 90% ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ มีอายุมากกว่า 50 ปี และอายุเฉลี่ยที่พบคือ 60 – 65 ปี แต่ในช่วง 10 ปีหลังมานี้ อุบัติการณ์มะเร็งลำไส้ใหญ่ในผู้ป่วยอายุน้อยกว่า 50 ปี เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ผู้ป่วยที่อายุน้อยที่สุดตามรายงานคือ 18 ปี
  • ประวัติในครอบครัวและถ่ายทอดทางพันธุกรรม พบว่า 20% ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ มีคนในครอบครัวเคยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่มาก่อน
  • ประวัติการเกิดติ่งเนื้อในลำไส้ มีการศึกษาพบว่า ติ่งเนื้อบางชนิดสามารถพัฒนากลายเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ แต่หากมีการตรวจพบและรักษาตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นติ่งเนื้อ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคได้

ปัจจัยความเสี่ยงจากสภาพแวดล้อม

  • ภาวะน้ำหนักเกินและขาดการออกกำลังกาย จากการศึกษาพบว่าน้ำหนักตัวมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงการเกิดโรค ขณะเดียวกันการออกกำลังกายจะช่วยเพิ่มการเผาผลาญ ทำให้ลำไส้มีการทำงานและเคลื่อนตัวมากขึ้น ผลในระยะยาวจะช่วยลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้
  • อาหาร ในอาหารบางประเภทจะมีสารก่อมะเร็งซ่อนอยู่ โดยเฉพาะอาหารแปรรูป เช่น ไส้กรอก เบคอน แหนม หมูยอ ลูกชิ้น กุนเชียง และเนื้อแดงที่ถูกประกอบอาหารในความร้อนสูงจนเกรียมแบบปิ้งย่าง
  • การสูบบุหรี่ พบว่า 12% ของผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ มีพฤติกรรมสูบบุหรี่
  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับการสูบบุหรี่ จะเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งมากยิ่งขึ้น

ในปัจจุบันแพทย์สามารถตรวจหาติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ได้ ด้วยเทคโนโลยีการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ ทำให้สามารถตรวจพบติ่งเนื้อได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ แม้ว่าติ่งเนื้อนั้นจะมีขนาดเล็กเพียง 2 มิลลิเมตร หรือขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียว นอกจากนี้ยังใช้ร่วมกับเทคนิคการประเมินสีพื้นผิวและเส้นเลือดของติ่งเนื้อ ด้วยแสงชนิดพิเศษที่เรียกว่า Magnified digital chromoendoscopy ทำให้สามารถบอกได้ว่าติ่งเนื้อที่พบเป็นติ่งเนื้อชนิดใด กลายเป็นมะเร็งแล้วหรือยัง มีการลุกลามลงเนื้อเยื่อชั้นลึกแล้วหรือไม่ เพื่อให้การรักษาที่เหมาะสมกับติ่งเนื้อนั้น ๆ ทั้งนี้ เมื่อมีการตรวจพบติ่งเนื้อจากการส่องกล้องลำไส้ใหญ่แล้ว แพทย์ยังสามารถทำการตัดติ่งเนื้อออก ก่อนที่ติ่งเนื้อนั้นจะมีโอกาสกลายเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ในอนาคตได้อีกด้วย

นอกจากนี้ด้วยเทคนิคการผ่าตัดผ่านกล้องส่องตรวจลำไส้ใหญ่ ที่เรียกว่า Endoscopic Submucosal Dissection หรือ ESD ทำให้สามารถตัดติ่งเนื้อขนาดใหญ่ ที่แม้บางส่วนมีการกลายเป็นมะเร็งแล้ว แต่ยังไม่มีการลุกลามไปยังเนื้อเยื่อชั้นลึกและต่อมน้ำเหลือง ออกได้ผ่านทางกล้องส่องตรวจลำไส้ใหญ่ ทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องมีแผลผ่าตัดหน้าท้อง และในบางรายไม่ต้องยกลำไส้เปิดทางหน้าท้อง (colostomy)โดยไม่จำเป็น แต่ทั้งนี้ หลังจากการผ่าตัดผ่านกล้องแล้วผู้ป่วยควรเข้ารับการส่องกล้องติดตามอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์

การเตรียมตัวก่อนส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนปลาย

  • ถ่ายท้องลำไส้สะอาดก่อนถึงวันส่องกล้องเพื่อให้แพทย์เห็นภาพลำไส้ได้ชัดเจนที่สุด โดยใช้วิธีดื่มของเหลวที่ช่วยกระตุ้นให้ลำไส้ทำงานและถ่ายง่าย หรืออาจใช้วิธีสวนล้างลำไส้
  • งดกินยาบางประเภทตามที่แพทย์สั่ง ก่อนถึงวันเข้ารับการส่องกล้อง
  • ก่อนวันนัดตรวจ 2 วัน ควรทานแต่อาหารเหลวที่ไม่มีกากใย เช่น ซุป อาหารอ่อน หรือโจ๊ก หรือน้ำผลไม้ชนิดใส
  • หลังการตรวจส่องกล้อง ผู้ป่วยควรนอนพักนิ่ง ๆ 1 ชั่วโมงก่อนกลับบ้าน เพื่อสังเกตอาการ เพราะอาจมีอาการอึดอัดท้อง ท้องอืด เนื่องจากมีลม โดยอาการจะทุเลาลงหลังการตรวจ และไม่ควรขับรถกลับบ้านเอง ควรมีญาติพากลับบ้าน

อย่างไรก็ตาม การส่องกล้องเพื่อตรวจหาติ่งเนื้อ เปรียบเสมือนการตรวจเช็กร่างกาย โดยไม่ต้องรอให้เกิดความผิดปกติ โดยเฉพาะคนที่มีอายุมากกว่า 50 ปี หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ควรได้รับการส่องกล้องตรวจทางเดินอาหารอย่างสม่ำเสมอ และควรเลือกตรวจกับแพทย์ที่มีความชำนาญในการใช้เทคโนโลยีการส่องกล้อง เพื่อให้เกิดการวินิจฉัยที่แม่นยำ พร้อมกันนี้ ควรลดพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจส่งผลให้เกิดความผิดปกติกับลำไส้ใหญ่ร่วมด้วย เช่น รับประทานอาหารที่ผ่านกระบวนการปิ้งย่างมีเขม่าไหม้, อาหารแช่แข็ง, หรืออาหารที่ผ่านการแปรรูป เช่น เนื้อแดงและไส้กรอก เป็นต้น

ผศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : การดูแลผิวสวย..ป้องกันผิวเสียจากแสงแดด รับซัมเมอร์นี้

LIFE & HEALTH : การดูแลผิวสวย..ป้องกันผิวเสียจากแสงแดด รับซัมเมอร์นี้

LIFE & HEALTH : การดูแลผิวสวย..ป้องกันผิวเสียจากแสงแดด รับซัมเมอร์นี้

วันพุธ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

-ในแต่ละวัน ผิวของเราต้องเผชิญกับแสงแดดและมลภาวะที่เป็นตัวการสำคัญของปัญหาผิว เช่น ริ้วรอยก่อนวัย จุดด่างดำ และโรคผิวหนังต่างๆ โดยเฉพาะในฤดูร้อนที่แสงแดดรุนแรงและอุณหภูมิสูงขึ้น ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้ผิวถูกทำร้ายได้มากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม หากเราดูแลผิวอย่างถูกวิธีก็สามารถลดผลกระทบและปกป้องผิวจากแสงแดดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อมูลจาก แพทย์หญิงดวงกมล ทัศนพงศากุล แพทย์ประจำศูนย์ผิวหนังและความงาม โรงพยาบาลเวชธานี เผยว่า แสงแดดและมลภาวะเป็นปัจจัยที่อาจทำร้ายผิว โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนที่แสงแดดแรงขึ้น การปกป้องผิวจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะผิวของเราประกอบด้วยโมเลกุลของน้ำ โปรตีน คอลลาเจน อีลาสติน และไฮยาลูโรนิก แอซิด ซึ่งช่วยให้ผิวแข็งแรง ชุ่มชื้น และยืดหยุ่น อย่างไรก็ตามแสงแดด โดยเฉพาะรังสี UVA, UVB และแสงที่มองเห็นได้ มีพลังงานสูง สามารถทำลายโครงสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินในผิว ส่งผลให้ผิวเสื่อมสภาพเร็วขึ้น นอกจากนี้แสงแดดยังทำให้ไฮยาลูโรนิค แอซิดในผิวเสื่อมสภาพ ลดการกักเก็บความชุ่มชื้น ส่งผลให้ผิวแห้งกร้าน สูญเสียความยืดหยุ่น และเกิดริ้วรอยก่อนวัย

การได้รับแสงแดดมากเกินไปโดยไม่มีการป้องกัน อาจนำไปสู่ปัญหาผิว ซึ่งเป็นสาเหตุของริ้วรอยและความหย่อนคล้อย เช่น ฝ้า กระ จุดด่างดำ ผิวหมองคล้ำ ความเสื่อมของคอลลาเจนในชั้นผิว และเมื่ออุณหภูมิในร่างกายเพิ่มสูงขึ้นจนร่างกายมีการขับ “เหงื่อ” เพื่อระบายความร้อนออกมา เหงื่ออาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคผิวหนังในช่วงหน้าร้อน ซึ่งมีโรคที่พบได้บ่อย คือ

1. ผด เกิดจากความผิดปกติของท่อเหงื่อ เมื่อมีเหงื่อเพิ่มขึ้น หนังขี้ไคลที่บวมอาจทำให้เกิดการอุดตันของท่อเหงื่อ ทำให้เกิดผด ซึ่งมีลักษณะเป็นผื่นแดงเล็กกระจายสม่ำเสมอ หรือบางครั้งจะเป็นเม็ดใส ๆ

2. ผื่นผิวหนังอักเสบจากเชื้อรา เช่น เกลื้อน และกลาก

-เกลื้อน มีลักษณะเป็นผื่นวงกลมหลาย ๆ วง มีขุยละเอียด สีต่างกัน เช่น สีจางหรือสีขาว แดง  น้ำตาล หรือดำ มักเกิดขึ้นบริเวณลำตัว เช่น หลัง หน้าอก ท้อง ไหล่ และคอ มักไม่มีอาการคัน พบมากในผู้เล่นกีฬาที่มีเหงื่อออกมาก อยู่ในที่ร้อนมาก ๆ สวมเสื้อผ้ารัดแน่นหรือเสื้อผ้าที่อับชื้น เนื่องจากการเกิดความอับชื้น ทำให้เกิดการติดเชื้อราได้ง่ายขึ้น
กลาก ผื่นมีลักษณะเป็นวง มีขอบเขตชัดเจน เป็นขุย เริ่มต้นด้วยอาการคันแล้วตามด้วยผื่นแดง ต่อมาจะลามเป็นวงออกไปเรื่อย ๆ และมักจะคันมาก ส่วนใหญ่มักพบในบริเวณที่มีความอับชื้น เช่น รักแร้ ใต้ราวนม ขาหนีบ ฝ่าเท้า ซอกนิ้วเท้า หนังศีรษะ

3. ผื่นผิวหนังอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เกิดจากบนผิวหนังมีเชื้อแบคทีเรียอยู่ ซึ่งแบคทีเรียจะมีการเปลี่ยนแปลงสารที่อยู่ในเหงื่อ ทำให้มีกลิ่นเหม็นเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะในบริเวณที่มีความอับชื้น เช่น รักแร้และในร่มผ้า

4. ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ในช่วงฤดูร้อนผื่นภูมิแพ้ผิวหนังจะมีโอกาสเกิดมากขึ้น เพราะมีเหงื่อเป็นตัวกระตุ้น สังเกตได้ว่าบริเวณที่เหงื่อออกเยอะ ก็จะมีผื่นเยอะเช่นกัน เช่น ข้อพับแขน ข้อพับขา ใบหน้า แขน ขา ซอกคอ

5. ผื่นผิวหนังอักเสบบริเวณผิวมัน ผื่นแดงมีสะเก็ดเป็นมัน ขอบเขตชัดเจน ผื่นชนิดนี้มักอยู่บริเวณร่องข้างจมูก หว่างคิ้ว หน้าหู หลังหู หนังศีรษะ มีโอกาสเกิดได้มากขึ้นเมื่อได้รับแสงแดดจัด หรือโดนความร้อนมาก ๆ

6. ผิวไหม้แดด มักเกิดขึ้นเมื่อโดนแสงแดดเป็นเวลานาน ทำให้ผิวไหม้แดดและลอก ผิวจะดำคล้ำขึ้นและทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย

ผลกระทบจากแสงแดดและภัยจากมลภาวะ รวมถึงโรคจากผิวหนัง ทำให้ผิวหนังเกิดปัญหาต่างๆ เช่น ผิวบอบบาง แพ้ง่าย ระคายเคือง ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง สิวอักเสบ  ริ้วรอย จุดด่างดำ และความหมองคล้ำ เพื่อป้องกันความเสียหายต่อผิวหนังและโรคผิวหนัง ควรปฏิบัติตามแนวทางการป้องกันดังนี้คือ ล้างหน้าอย่างอ่อนโยนทุกเช้าและก่อนนอน, ใช้โทนเนอร์ที่ช่วยปรับสมดุลผิว, บำรุงผิวด้วยครีมหรือเซรั่มที่มีมอยส์เจอไรเซอร์ทั้งเช้าและก่อนนอน, ปกป้องผิวด้วยครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป, รับประทานอาหารที่มีวิตามิน E, C, B และสารต้านอนุมูลอิสระ, ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผิว, หลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่ร้อนจัดหรือชื้นมาก, รักษาความสะอาดของผิวหนังและทำให้แห้งอยู่เสมอ

นอกจากการดูแลตนเองในเบื้องต้นแล้ว ปัจจุบันยังมีหัตถการที่ช่วยรักษาและฟื้นฟูสภาพผิวหน้าหลังเผชิญกับแสงแดดและมลภาวะสิ่งแวดล้อม เช่น การผลักวิตามินด้วยการใช้คลื่นเสียง หรือกระแสไฟฟ้า การใช้แสงที่มีความเข้มข้นสูง (Intense Pulsed Light) ในการรักษากระ รอยดำ รอยแดง และสีผิวไม่สม่ำเสมอ รวมถึงการใช้เลเซอร์ในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน

เพราะผิวคือด่านแรกในการปกป้องร่างกาย การดูแลและป้องกันผิวอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อน จะช่วยให้คุณห่างไกลจากโรคผิวหนังและป้องกันผิวจากมลภาวะต่าง ๆ ให้พร้อมเผยผิวสุขภาพดีได้อย่างมั่นใจในทุกฤดูกาล

เทศกาลสงกรานต์ของทุกปี ถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามประเพณีไทย ประชาชนส่วนใหญ่เดินทางกลับภูมิลำเนา และร่วมกิจกรรมตามประเพณีกับครอบครัว ส่งผลให้การบริจาคโลหิตลดลอยลงแต่ความต้องการใช้โลหิตในการรักษาพยาบาลในช่วงเทศกาลสงกรานต์กลับสูงขึ้น และมากกว่าช่วงปกติถึงร้อยละ 30 เนื่องจากมีอุบัติเหตุบนท้องถนนเกิดขึ้นจำนวนมาก สอดคล้องกับข้อมูลของศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนประจำปี 2567 พบว่า อุบัติเหตุสะสมที่เกิดขึ้นในช่วงระหว่างวันที่ 11 – 14 เมษายน 2567 จำนวน 2,044 ครั้ง บาดเจ็บ 2,060 ราย และเสียชีวิต 287 ราย เป็นที่มาของความต้องการโลหิตอย่างเร่งด่วนและจำนวนมาก โรงพยาบาลต่างๆ จึงต้องเตรียมแผนการสำรองโลหิต เพื่อให้สามารถนำไปใช้รักษาผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงที รศ.พญ.ดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผอ.ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ชวนคนไทยร่วมทำบุญบริจาคโลหิตต้อนรับปีใหม่ไทย ในโครงการ “แล้งนี้ ไม่แล้งน้ำใจ ด้วยการให้โลหิต” ระหว่างวันที่ 8 – 16 เมษายน 2568 เตรียมความพร้อมสำรองโลหิตรับมือหยุดยาวช่วงเทศกาลสงกรานต์ บริจาคโลหิต ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ หน่วยรับบริจาดโลหิตประจำที่ (Fixed Station) ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิต 8 แห่งในกรุงเทพมหานคร รับเสื้อยืด “Give Blood Save Life” เป็นที่ระลึกแทนคำขอบคุณ บริจาคโลหิตในโครงการ ฯ ได้ที่ : ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์, หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ (Fixed Station) 7 แห่ง ในกรุงเทพฯ ได้แก่ สถานีกาชาด 11 วิเศษนิยม (บางแค) เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ สาขาบางแค สาขาบางกะปี สาขางามวงศ์วาน และสาขาท่าพระ ศูนย์การค้าดิเอ็มโพเรียมและบ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง)ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่ง ทั่วประเทศ ได้แก่ ลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง) สงขลา และภูเก็ต โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิต 8 แห่งในกรุงเทพมหานคร ได้แก่ โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลสิรินธร โรงพยาบาลตำรวจ โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า โรงพยาบาลราชวิถี สถาบันพยาธิวิทยา ศูนย์อำนวยการแพทย์พระมงกุฎเกล้า โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช และ คณะแพทย์ศาสตร์วชิรพยาบาล มหานวมินทราธิราช

ผศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : รู้จัก..ยาหอม

LIFE & HEALTH : รู้จัก..ยาหอม

LIFE & HEALTH : รู้จัก..ยาหอม

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในภาวการณ์ปัจจุบันที่มีการแข่งขันสูง เทคโนโลยีที่ก้าวไกล มีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนวัยรุ่น และวัยทำงานเป็นอันมาก เช่น โทรศัพท์มือถือ อินเตอร์เนต ที่สามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา ทำให้พฤติกรรมการนอนเปลี่ยนแปลงไป ส่วนใหญ่นอนน้อยลง หรือนอนผิดเวลา นอนกลางวันและตื่นกลางคืน บางคนกินอาหารมื้อดึก ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เป็นอันมาก

ข้อมูลจาก รศ.ภญ.รุ่งระวี เต็มศิริฤกษ์กุล ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และ ภก.พินิต ชินสร้อย เปิดเผยว่า ตามทฤษฎีการแพทย์แผนตะวันออกนาฬิกาชีวิตของมนุษย์ต้องสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมภายนอก ความร้อน ความชุ่มชื้น ความเย็นจากภายนอกในแต่ละช่วงเวลามีอิทธิพลต่อการทำงานของร่างกาย การปรับเปลี่ยนเวลามีผลต่อสุขภาพอย่างยิ่ง มีงานวิจัยที่พิสูจน์ว่า คนที่นอนกลางวัน ตื่นกลางคืนมักเป็นโรคอ้วนและมีภูมิต้านทานต่ำ จากเหตุผลดังที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้สุขภาพของกลุ่มวัยรุ่น วัยทำงาน ปัจจุบันต้องเผชิญต่อความเสี่ยงต่อโรคที่จะตามมา หลายคนมีเริ่มมีอาการขาดสมดุลร่างกาย เช่น เป็นหวัดบ่อย อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ เครียด อารมณ์สับสน วุ่นวาย ทำงานไม่ได้ทั้งที่อยากทำ อ่านหนังสือไม่ได้ ขาดสมาธิในการจัดการปัญหา เป็นต้น อาการเหล่านี้เมื่อเกิดในระยะแรกเริ่ม อาจรู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่ถึงขั้นที่ต้องใช้ยารักษา แต่หากทิ้งไว้ไม่สามารถปรับพฤติกรรม หรือไม่สามารถแก้ไขต้นเหตุเหล่านี้โดยวิธีใดวิธีหนึ่ง ก็จะทำให้เป็นโรคได้ในที่สุด

ยาหอม เป็นชื่อกลุ่มยาตำรับที่ใช้กันมานานมีจุดประสงค์หลักในการปรับสมดุลธาตุ เริ่มจากธาตุลมที่เรียกชื่อว่า “ยาหอม” เกิดเนื่องจากในตำรับมีส่วนประกอบหลักมาจากสมุนไพรที่มีกลิ่นหอมหลายชนิดเช่นเกสรดอกไม้ จำพวกมะลิ พิกุล บุนนาค สารภี เกสรบัวหลวงดอกจำปา กระดังงา ลำดวน ลำเจียก และของหอมอื่นๆได้แก่ ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ กฤษณา ขอนดอก กระลำพักเปลือกสมุลแว้ง เปราะหอม ชะลูด หญ้าฝรั่น เทียน และโกฐรวมทั้งจันทน์แดง จันทน์เทศ จันทน์ชะมด เป็นต้น ตัวยาที่ใส่ไปจำนวนมาก บางตำรับมีมากถึง 56 ชนิด ล้วนมีสรรพคุณสำคัญต่อร่างกายทั้งสิ้น ยาหอมใช้ในวิถีชีวิตของคนไทยตั้งแต่ก่อนเกิดจนวันตาย เริ่มตั้งแต่ตำรับยาหอมสำหรับบำรุงโลหิตระดูสตรี เพื่อให้มีสุขภาพสมบูรณ์ สามารถตั้งครรภ์ได้บางตำรับตั้งขึ้น เพื่อดูแลสุขภาพของสตรีมีครรภ์ เรียกว่ายาหอมครรภ์รักษา แต่ในกลุ่มนี้ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์แผนไทยผู้เชี่ยวชาญ ยาหอมยังใช้ในวัยเจริญพันธุ์เพื่อป้องกันและรักษาโรคเกี่ยวกับลม ใช้ในช่วงพักฟื้น เพื่อช่วยให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะปกติ ตำรับยาหอมแก้ลมวิงเวียนสำหรับผู้สูงอายุ และแก้โรคลมอีกหลายชนิด ยาหอมบางตำรับใช้ในช่วงสุดท้ายของชีวิต เพื่อให้มีสติสัมปชัญญะได้สั่งเสียลูกหลาน จึงนับได้ว่ายาหอมเป็นยาที่สำคัญของชีวิต จากปัจจัยปัญหาข้างต้นของวัยรุ่น และวัยทำงาน การใช้ยาหอมปรับสมดุล น่าจะเป็นการปรับการทำงานของร่างกายแบบองค์รวมที่จะส่งเสริมให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ป้องกันโรคที่อาจเกิดได้

วัยรุ่นควรใช้ยาหอมได้นานหรือไม่

เนื่องจากยาหอมเป็นยาปรับสมดุล ทำให้ร่างกายอุ่นพอดี การกินติดต่อกัน อาจมีผลกระทบต่อธาตุไฟดังนั้น ในวัยที่มีอายุ ระหว่าง 16-32 ปี เป็นวัยที่ต้องการพลังงาน ธาตุไฟต้องทำงานมากกว่าวัยอื่น จึงควรกินยาหอมเมื่อมีอาการและต่อเนื่องกันประมาณ ไม่เกิน 2 สัปดาห์หากอาการหายแล้วให้หยุดยา

ทำไม ลุง ป้า น้า อา ปู่ ย่า ตา ยาย กินยาหอมได้นาน 

สำหรับคนที่วัยมากกว่า 32 ปี จัดเป็นปัจฉิมวัยซึ่งมีการทำงานของธาตุลมไม่ดีนัก มักมีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับธาตุลม โดยเฉพาะวัยสูงอายุ มากกว่า 60 ปี การกินยาหอม วันละ 2 ครั้ง ตอนเช้า และก่อนนอน จะช่วยให้ภาวะของลมดีขึ้น ทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้น

ข้อแนะนำทั่วไปสำหรับการใช้ยาหอม

1.การใช้ยาหอมให้ได้ผล แม้จะเป็นชนิดเม็ด ควรนำมาละลายน้ำกระสายยา หรือน้ำอุ่น รับประทานขณะกำลังอุ่นเหมือนกับวิธีการเดิม เพราะการออกฤทธิ์ของน้ำมันหอมระเหยที่มีในยาหอมจะช่วยทำให้ยาออกฤทธิ์ได้เร็วขึ้น และออกฤทธิ์ผ่านประสาทรับกลิ่น และการดูดซึมผ่านกระเพาะอาหาร

2.ควรใช้ตามขนาดที่แนะนำ การกินเกินขนาดที่แนะนำ ไม่เกิดอาการพิษทันที แต่จะผลักดันให้การทำงานของธาตุเปลี่ยนไปเร็ว และทำให้สมดุลอาจขาดหรือเกินไปอีกทางได้

3.ยาเม็ดชนิดอม หรือยาผง ละลายน้ำดื่ม อาจใช้ในปริมาณน้อยกว่าที่แนะนำได้ เนื่องจากมีการดูดซึมในช่องปาก ออกฤทธิ์ได้ดี และเร็วกว่าการกลืนแบบเม็ด

ข้อควรระวังสำหรับการใช้ยาหอม 

ยาหอมไม่ใช่ยาวิเศษรักษาโรคได้ทุกโรค แต่เป็นยาปรับสมดุลโดยเริ่มจากธาตุลม เพื่อไปกระตุ้นการทำงานของน้ำ และไฟ ทำให้มีการไหลเวียนสะดวก เผาผลาญตามปกติซึ่งเป็นหลักวิธีคิดแบบองค์รวม ดังนั้น การใช้ยาหอมจะไม่ได้ให้ผลดีแบบทันทีทันควัน แต่จะทำให้สมดุลที่เบี่ยงเบนไปค่อยๆ ปรับกลับสู่สภาพเดิม 

ข้อควรระวังทั่วไปของยาหอม

1.ระวังในคนที่เคยมีประวัติแพ้เกสรดอกไม้

2.ผู้ป่วยที่มีการใช้ยาต้านการจับตัวของเกล็ดเลือด เช่น แอสไพริน ต้องหลีกเลี่ยงการใช้ยาหอมติดต่อกันนานเกิน 1 เดือน เพราะจะเสริมฤทธิ์ ทำให้เลือดหยุดไหลยาก

3.กรณีที่ใช้ยาหอมติดต่อกัน นานเกิน 1 เดือนหากต้องได้รับการผ่าตัด ต้องแจ้งแพทย์ เพื่อหยุดการใช้ยา

น้ำกระสายยากับยาหอม 

การเลือกใช้ยาหอมให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดควรเลือกชนิดของยาหอมให้ถูกกับโรค ขนาดที่ใช้ใกล้เคียงกับน้ำหนักตัว และหากไม่สามารถซื้อหรือเก็บยาหอมหลายชนิดไว้ในบ้าน ก็สามารถเลือกยาหอมและใช้ร่วมกับน้ำกระสายยาตามที่ระบุ ดังนี้

l แก้ลมวิงเวียน ยาหอมทุกชนิด ใช้ น้ำดอกไม้ น้ำสุก

l แก้ลมบาดทะจิต (หงุดหงิด กระวนกระวาย) ยาหอมอินทจักร ละลายน้ำดอกมะลิ

l แก้คลื่นเหียนอาเจียน ยาหอมอินทจักร หรือยาหอมนวโกฐ ละลายน้ำลูกผักชี เทียนดำต้ม น้ำสุก

l แก้ลมจุกเสียด ยาหอมทุกชนิด น้ำขิงต้ม

l แก้ลมปลายไข้ ยาหอมนวโกฐ ละลายน้ำต้มก้านสะเดา ลูกกระดอม และบอระเพ็ด หรือละลายน้ำสุก

l แก้ท้องเสีย น้ำต้มใบทับทิม ยาหอมร้อนทุกชนิด ละลายน้ำต้มเหง้ากระทือเผาไฟ

ยาหอมไม่ใช่แก่คร่ำครึ

จากที่กล่าวมาทั้งหมด จะเห็นได้ว่ายาหอมไม่ใช่แค่ยาคนแก่ มียาหอมเพียงตำรับเดียวในบ้าน ก็เสริมสุขภาพให้ดีทั้งครอบครัวได้ การใช้ยาหอมปรับสมดุล เป็นการป้องกันโรค ลดการใช้ยา รักษาสุขภาพให้เป็นปกติ และยังเป็นการสืบเจตนารมณ์ของรุ่นปู่ย่าตายาย ที่อุตส่าห์สั่งสมความรู้ไว้เป็นมรดกตกทอดแก่ลูกหลานไทย สำหรับผู้สนใจข้อมูลสุขภาพและการใช้ยาของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge.php

Life & Health : รู้ทันโรคไตเสื่อม…ชีวิตเสี่ยงฟอกไตตลอดชีวิต

Life & Health : รู้ทันโรคไตเสื่อม…ชีวิตเสี่ยงฟอกไตตลอดชีวิต

Life & Health : รู้ทันโรคไตเสื่อม…ชีวิตเสี่ยงฟอกไตตลอดชีวิต

วันพุธ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2568, 07.30 น.

วันไตโลก (World Kidney Day) ถูกกำหนดให้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่สองของเดือนมีนาคมของทุกปี เพื่อส่งเสริมให้ผู้คนทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญของไตและแนวทางการป้องกันโรคไต เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยโรคไตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี และที่น่าเศร้ายิ่งกว่านั้นคือ หลายคนไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังป่วย จนกระทั่งเข้าสู่ภาวะไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ซึ่งต้องพึ่งพาการฟอกไตหรือรอรับการปลูกถ่ายไตเพื่อมีชีวิตอยู่ต่อไป 

ข้อมูล นายแพทย์พิชิต เบ็ญจสุพัฒนนันท์ อายุรแพทย์โรคไต โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า โรคไตเป็นภาวะที่ไตทำงานผิดปกติจนไม่สามารถกรองของเสียและของเหลวออกจากร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ของเสียสะสมในร่างกาย ที่อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น ความดันโลหิตสูงโรคหัวใจ และภาวะไตวาย 

โรคไตวายแบ่งเป็น 2 ประเภท 

1.ไตวายเฉียบพลัน เกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด เริ่มจากปัสสาวะน้อยลง หรือไม่ปัสสาวะเลยมีอาการบวมที่ขาและเท้า เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน มึนงง อ่อนเพลีย นอกจากนี้อาจมีอาการปวดหลังบริเวณชายโครง และหายใจถี่ร่วมด้วย ในกรณีที่อาการรุนแรง อาจชักหรือหมดสติ เข้าสู่ภาวะโคม่าแบบเฉียบพลัน 

2.ไตวายเรื้อรัง เป็นภาวะที่ไตทำงานลดลงมาเป็นระยะเวลาหลายปีซึ่งแบ่งเป็น 5 ระยะ ดังนี้ ไตวายเรื้อรังระยะที่ 1 ไตยังทำงานได้ตามปกติ แต่พบความผิดปกติบางอย่างเช่น ตรวจพบโปรตีนรั่วในปัสสาวะ หรือพบเม็ดเลือดขาวและเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะไตวายเรื้อรังระยะที่ 2 หรือโรคไตเรื้อรังระยะเริ่มต้นซึ่งไตจะทำงานได้ 60-90% ไตวายเรื้อรังระยะที่ 3 หรือโรคไตเรื้อรังระยะปานกลาง ไตจะทำงานได้ 30-60% ไตวายเรื้อรังระยะที่ 4 หรือโรคไตเรื้อรังระยะรุนแรง ไตจะทำงานได้แค่ 15-30% และโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ไตทำงานได้น้อยกว่า 15% ไม่สามารถขับของเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น น้ำหนักลดผิดปกติ ปัสสาวะบกพร่อง โลหิตจาง ระบบประสาทผิดปกติ หรือภาวะน้ำท่วมปอดซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต 

อาการของโรคไตมักไม่แสดงอาการในระยะแรก เมื่อไตเสื่อมลง อาจมีสัญญาณเตือนสำคัญ เช่น อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ปัสสาวะผิดปกติ เช่น ปัสสาวะบ่อยขึ้น, ปัสสาวะน้อยลง,มีฟองมาก หรือมีเลือดปน อาการบวมที่ขา เท้าหรือใบหน้าเนื่องจากการคั่งของของเหลว คันตามผิวหนังโดยไม่มีสาเหตุ ปวดหลังบริเวณไต รวมถึงอาการคลื่นไส้ อาเจียน และเบื่ออาหารหากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจนำไปสู่ภาวะไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ต้องพึ่งการฟอกไตหรือปลูกถ่ายไต 

การรักษาโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายจะไม่สามารถรักษาได้ด้วยการคุมอาหารและกินยาเหมือนโรคไตเรื้อรังระยะอื่นๆ ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการบำบัดทดแทนไตร่วมด้วย ซึ่งมี 3 วิธี ได้แก่ 

l ล้างไตทางช่องท้อง คือการใช้สายยางฝังไว้ในช่องท้องแบบถาวรและใส่น้ำยาล้างไตเข้าไปในช่องท้อง เพื่อฟอกของเสียในเลือดออก รวมถึงปรับสมดุลของน้ำ เกลือแร่ และสารเคมี
ต่างๆ โดยต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำยาทุกวัน วันละ 4-6 ครั้ง สามารถทำเองได้ที่บ้าน แต่ต้องทำอย่างถูกวิธีเพื่อลดโอกาสติดเชื้อในช่องท้อง 

l ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม คือการนำเลือดของผู้ป่วยออกจากร่างกายด้วยการแทงเข็มเข้าเส้นเลือดแล้วต่อกับท่อไปยังตัวกรองเพื่อให้เลือดสะอาดและปรับสมดุลแร่ธาตุต่างๆ เครื่องไตเทียมจะนำเลือดกลับเข้าสู่ร่างกายตามเดิม โดยกระบวนการฟอกเลือดนี้จะใช้เวลาครั้งละประมาณ 4  ชั่วโมง โดยผู้ป่วยจะต้องมารับการฟอกเลือดที่โรงพยาบาลสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง 

l ปลูกถ่ายไต คือการผ่าตัดนำไตของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคจากผู้ที่เสียชีวิตแล้วหรือยังมีชีวิตอยู่ มาทำหน้าที่แทนไตเดิมของผู้ป่วย โดยวางไตใหม่ไว้ในอุ้งเชิงกรานแล้วต่อเข้ากับกระเพาะปัสสาวะและหลอดเลือดของผู้ป่วย ถ้าการผ่าตัดประสบความสำเร็จผู้ป่วยจะไม่ต้องบำบัดด้วยการฟอกไตอีกต่อไปแต่จำเป็นต้องรับประทานยากดภูมิไปตลอดชีวิตเพื่อป้องกันร่างกายต่อต้านไตใหม่ หรือที่เรียกว่าภาวะสลัดไต โดยวิธีนี้เหมาะกับผู้ป่วยที่ร่างกายแข็งแรง ไม่มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะติดเชื้อและไม่มีโรคหัวใจรุนแรง 

ทั้งนี้ ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายแต่ละรายอาจใช้วิธีการรักษาที่แตกต่างกัน เนื่องจากผู้ป่วยมักมีโรคอื่นร่วมด้วย จึงจำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยและประเมินจากอายุรแพทย์โรคไต เพื่อพิจารณาการรักษาที่เหมาะสม 

สำหรับการป้องกันโรคไตเรื้อรังสามารถทำได้โดยควบคุมโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารเค็มจัด ออกกำลังกายสม่ำเสมอและดื่มน้ำให้เพียงพอ นอกจากนี้ การหลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เป็นเวลานาน จะช่วยลดความเสี่ยงต่อไตเสื่อมได้ 

จากกรณีไฟไหม้คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี จนทำให้เกิดความเสียหายในตัวอาคารหลายจุด ส่งผลให้คลังเลือดเสียหายเกือบทั้งหมด ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิตคืนคลังโรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อใช้รักษาผู้ป่วยช่วยเหลือผู้ป่วยโรงพยาบาลรามาธิบดี สามารถร่วมบริจาคโลหิตได้ทุกวันที่ห้องบริจาคโลหิต ชั้น 3 อาคารสมเด็จพระเทพรัตน์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ตั้งแต่ เวลา 08.30-12.00 น. และ 13.00-16.30 น. ได้ทุกวัน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม 02-2004208, 02-2004209,02-2004209

LIFE & HEALTH : สัญญาณเตือนก่อนเอ็นหัวไหล่ฉีกขาด

LIFE&HEALTH : สัญญาณเตือนก่อนเอ็นหัวไหล่ฉีกขาด

LIFE&HEALTH : สัญญาณเตือนก่อนเอ็นหัวไหล่ฉีกขาด

วันพุธ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เคยสงสัยไหมว่าทำไมเวลายกแขนสูงๆ ถึงรู้สึกปวดไหล่ หรือปวดไหล่จนทำให้นอนไม่หลับ อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของเอ็นหัวไหล่ฉีกขาด โรคที่ค่อยๆ กัดกินคุณภาพชีวิตให้แย่ลง ซึ่งบางคนอาการอาจรุนแรงจนไม่สามารถใช้แขนได้เหมือนเดิม

ข้อมูลจาก นายแพทย์รัฐภูมิ วัชโรภาสศัลยแพทย์กระดูกและข้อ-เวชศาสตร์การกีฬาและโรคข้อไหล่และข้อเข่า โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า เอ็นหัวไหล่ฉีกขาด (Rotator Cuff Tear) เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในกลุ่มคนที่ใช้งานหัวไหล่อย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬาผู้ที่ต้องทำงานยกของหนัก หรือผู้สูงอายุที่มีกล้ามเนื้อและเอ็นอ่อนแอลงตามวัย หรืออาจเกิดจากอุบัติเหตุ ปัญหานี้สามารถส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวและคุณภาพชีวิต

อาการเอ็นหัวไหล่ฉีกขาด จะทำให้ปวดไหล่เวลานอน โดยเฉพาะตอนนอนตะแคงทับ, ปวดไหล่เวลายกแขนขึ้นหรือลงในบางท่า, อ่อนแรงในขณะยกหรือหมุนหัวไหล่ และเสียงเสียดสีในขณะขยับบางท่าของไหล่

เอ็นหัวไหล่ฉีกขาดมีหลายสาเหตุดังนี้

l การใช้งานไหล่ที่มากเกินไป คือ การใช้ไหล่ทำงานซ้ำๆ เช่น ยกของหนัก หรือเล่นกีฬาที่ต้องใช้แขนมาก เช่น เทนนิส ว่ายน้ำ แบดมินตัน

l อาการบาดเจ็บ เช่น การล้ม การสะดุด หรือการเคลื่อนไหวที่ผิดท่าจนอาจทำให้เอ็นหัวไหล่ฉีกขาดทันที

l ความเสื่อมตามวัย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ เอ็นหัวไหล่อาจเสื่อมสภาพ ทำให้มีความเสี่ยงต่อการฉีกขาดเพิ่มขึ้น

l โครงสร้างร่างกาย ความผิดปกติในโครงสร้างข้อไหล่อาจทำให้เอ็นเกิดการเสียดสีจนเสียหาย

การวินิจฉัยเริ่มต้นด้วยการตรวจร่างกาย เพื่อประเมินอาการเจ็บปวดและความผิดปกติ จากนั้นแพทย์อาจพิจารณาการทำ MRI เพื่อให้ได้ภาพรายละเอียดของโครงสร้างในบริเวณไหล่อย่างชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้การรักษาเอ็นหัวไหล่ฉีกขาดจะขึ้นอยู่กับอาการและระดับความรุนแรง โดยสามารถแบ่งออกเป็น2 รูปแบบหลัก ดังนี้

ระยะอักเสบหรือฉีกขาดบางส่วน แพทย์จะให้รับประทานยาร่วมกับการทำกายภาพบำบัด และพักการใช้งานไหล่ หากรับประทานยาและกายภาพบำบัดแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น แพทย์จะแนะนำให้ฉีดสเตียรอยด์หรือยาต้านอักเสบ เพื่อลดการอักเสบ

ระยะฉีกขาดรุนแรงหรือฉีกขาดทั้งหมดแพทย์จะแนะนำให้ผ่าตัดด้วยการส่องกล้องเพื่อซ่อมแซมเส้นเอ็น ซึ่งผู้ป่วยจะมีแผลขนาดเล็ก ฟื้นตัวเร็ว สามารถกลับไปใช้งานไหล่และแขนได้ตามปกติหรือใกล้เคียงปกติเร็วขึ้น

แต่ในผู้ป่วยที่มีเส้นเอ็นขาดขนาดใหญ่ หลังเย็บซ่อมเส้นเอ็น อาจมีโอกาสฉีกขาดซ้ำได้ ปัจจุบันจึงมีวิธีการต่างๆ มากมายเพื่อลดโอกาสในการฉีกขาดซ้ำ การใช้ Biologic collagen patch มาช่วยเสริมความแข็งแรงในการเย็บซ่อมเส้นเอ็น สามารถกระตุ้นให้เกิดการสมานเส้นเอ็นกับกระดูกได้ดีขึ้น ถือเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการพิสูจน์ทางการแพทย์ว่า สามารถช่วยลดการฉีดขาดซ้ำหลังผ่าตัด รวมทั้งช่วยลดระยะเวลาการกายภาพหลังผ่าตัด สามารถกลับไปใช้หัวไหล่ได้เร็วขึ้นส่งผลให้ผู้ป่วยได้ผลการรักษาที่ดีขึ้น

หลังจากการผ่าตัดเอ็นไหล่ฉีก ขั้นตอนการฟื้นฟูเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้งานได้เต็มที่ โดยทั่วไปจะแบ่งการฟื้นฟูเป็น 3 ระยะดังนี้

1.ระยะพักฟื้นเริ่มต้น 1-6 สัปดาห์แรกในช่วงนี้ต้องให้ไหล่อยู่ในสลิงเพื่อป้องกันการเคลื่อนไหวที่อาจทำให้แผลฉีกขาดอีก หลีกเลี่ยงการใช้งานหนัก อาจจะขยับเบาๆ เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือด เช่น การหมุนข้อมือ หรือการยืดกล้ามเนื้อเบื้องต้น

2.ระยะฟื้นฟูกล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหว 6-12 สัปดาห์ เมื่อแผลเริ่มสมานดีแล้ว ให้เริ่มกายภาพบำบัดฝึกการเคลื่อนไหวไหล่แบบเบา ๆ และเพิ่มการยืดหยุ่นของข้อไหล่ รวมถึงการเสริมสร้างกล้ามเนื้อรอบๆ ไหล่เพื่อให้มั่นคงขึ้น

3.ระยะฟื้นตัวเต็มที่ 3-6 เดือนเน้นการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและความคล่องตัว

โดยระยะเวลาฟื้นตัวทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการฉีกขาด ส่วนใหญ่จะใช้เวลาประมาณ 4-6 เดือน ในการกลับมาใช้ชีวิตปกติ

อย่างไรก็ตาม เอ็นหัวไหล่ฉีกเป็นปัญหาที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย แต่สามารถป้องกันได้ด้วยการดูแลสุขภาพกล้ามเนื้อหัวไหล่
และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เสี่ยง หากคุณมีอาการเจ็บปวดหรือข้อไหล่ติดแข็ง ควรรีบมาพบแพทย์ เพราะถ้าหากปล่อยไว้อาจทำให้อาการปวดเรื้อรังและเส้นเอ็นบาดเจ็บมากขึ้น กลายเป็นความทรมานที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต

ขอประชาสัมพันธ์ข้อมูลจาก ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ในการรณรงค์ส่งเสริมให้ผู้บริจาคโลหิตมีการบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอทุก 3 เดือน หรือปีละ 4 ครั้งการบริจาคโลหิต เป็นการสละโลหิตส่วนที่ร่างกายยังไม่จำเป็นต้องใช้มาให้กับผู้ป่วย โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ แก่ร่างกาย ทั้งนี้ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิตทั่วประเทศ ได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์, หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ ได้แก่ สถานีกาชาด 11 วิเศษนิยม (บางแค) เดอะมอลล์ สาขาบางแค สาขาบางกะปิ สาขางามวงศ์วาน สาขาท่าพระ ศูนย์การค้า
ดิ เอ็มโพเรียม และบ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง), ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัดลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง) สงขลา และภูเก็ต, โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตทั่วประเทศ สอบถามได้ที่ฝ่ายจัดหาผู้บริจาคโลหิตฯ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทร.02-2564300, 02-2639600-99 ต่อ 1101, 1760, 1761 หรือ http://www.blooddonationthai.com

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ข้อควรรู้เบื้องต้นการตรวจเช็คช่วงล่างรถยนต์..เตรียมรถให้พร้อมเดินทางปลอดภัย

LIFE & HEALTH : ข้อควรรู้เบื้องต้นการตรวจเช็คช่วงล่างรถยนต์..เตรียมรถให้พร้อมเดินทางปลอดภัย

LIFE & HEALTH : ข้อควรรู้เบื้องต้นการตรวจเช็คช่วงล่างรถยนต์..เตรียมรถให้พร้อมเดินทางปลอดภัย

วันพุธ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2568, 07.30 น.

รถยนต์ถือเป็นพาหนะคู่ใจเป็นส่วนสำคัญของชีวิตประจำวัน บางคนบอกว่าเป็นปัจจัยที่ 5 กันเลยทีเดียว เพราะรถยนต์ช่วยให้เราและครอบครัวไปถึงจุดหมายได้อย่างปลอดภัยและสะดวกสบายทุกการเดินทาง ไม่ว่าจะใช้ไปทำงาน ท่องเที่ยว หรือทำธุระต่างๆ ดังนั้น การดูแลและเตรียมความพร้อมของรถยนต์จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามเพื่อให้ทุกการเดินทางราบรื่น ปลอดภัย และปราศจากปัญหากวนใจระหว่างทาง

โดยเฉพาะช่วงล่างของรถยนต์ ซึ่งเป็นระบบที่มีบทบาทสำคัญต่อความปลอดภัยและความนุ่มนวลในการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นระบบกันสะเทือน โช้คอัพลูกหมาก หรือยางรถยนต์ ล้วนส่งผลโดยตรงต่อการทรงตัวและการควบคุมรถ หากปล่อยให้ช่วงล่างมีปัญหาเสื่อมสภาพหรือชำรุด เช่น หลวม โคลงเคลง อาจนำไปสู่ปัญหาการขับขี่ที่ไม่เสถียรส่งผลให้การควบคุมรถลดลง การขับขี่ไม่นุ่มนวล รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ ผู้ใช้รถจึงควรให้ความสำคัญดูแลและเตรียมความพร้อมของรถยนต์ ซึ่งรวมถึงการตรวจสอบสภาพรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ การตรวจสอบด้วยตนเอง สังเกตอาการผิดปกติ รู้จักกับวิธีการดูแลตรวจเช็คเบื้องต้น หรือเข้าศูนย์บริการให้ช่างผู้เชี่ยวชาญตรวจซ่อมบำรุงรักษาตามระยะ และปรับปรุงช่วงล่างรถยนต์ให้แน่นฟิตอยู่เสมอเพื่อให้มั่นใจว่ารถอยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมการใช้งาน รวมถึงการเตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉินให้พร้อมเสมอ ช่วยให้ผู้ใช้รถขับขี่ได้อย่างมั่นใจเตรียมพร้อมสำหรับทุกการเดินทางอย่างปลอดภัยทุกเส้นทาง

ข้อมูลจาก ชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายชิ้นส่วนยานยนต์ภายใต้แบรนด์ “POP” ซึ่งเป็นชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์มาตรฐานสากลฝีมือคนไทยที่มีประสบการณ์มากกว่า 30 ปี ให้คำแนะนำว่า การตรวจเช็คและดูแลช่วงล่างของรถยนต์เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้รถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย ผู้ใช้รถควรตรวจสอบสภาพช่วงล่างของรถเป็นประจำ โดยเฉพาะหลังจากเดินทางไกลหรือขับขี่บนเส้นทางขรุขระ เพื่อป้องกันความเสียหายและช่วยยืดอายุการใช้งานของรถยนต์ เนื่องจากช่วงล่างของรถยนต์เป็นส่วนสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการขับขี่หากช่วงล่างมีปัญหา อาจทำให้รถสูญเสียการทรงตัว เกิดเสียงดัง หรือมีอาการสั่นสะเทือนขณะขับขี่ซึ่งอาจนำไปสู่อุบัติเหตุได้

10 ข้อควรรู้ในการตรวจสอบดูแลสภาพช่วงล่างรถยนต์

1.ตรวจสอบยาง : ความดันลมยาง ควรเช็คและปรับความดันลมยางให้ถูกต้องตามที่ผู้ผลิตแนะนำ ตรวจสอบดอกยาง ดูว่ามีการสึกหรอมากเกินไปหรือไม่ โดยใช้เหรียญหรือเครื่องมือวัดความลึกดอกยาง และที่สำคัญต้องเช็คสภาพยางสม่ำเสมอ เช็ครอยแตก, การบวม หรือสิ่งแปลกปลอมที่อาจทำให้ยางเสียหาย

2.ตรวจสอบระบบเบรก : ควรตรวจสอบระดับน้ำมันเบรก และเปลี่ยนตามที่ผู้ผลิตแนะนำที่สำคัญควร ตรวจสอบผ้าเบรก เช็คความหนาและสภาพของผ้าเบรกเพื่อป้องกันเสียงผิดปกติ หรือการสึกหรอที่ไม่สมบูรณ์

3.ตรวจสอบโช้คอัพ : ดูสัญญาณการรั่วซึม เพื่อตรวจสอบรอยน้ำมันที่อาจรั่วจากโช้คอัพ นอกจากนี้ ควรทดสอบการทำงานของโช้คอัพดูประสิทธิภาพความยืดหยุ่นโดยกดที่มุมรถแล้วปล่อยดูว่ารถกลับคืนได้เร็วหรือช้า

4.ตรวจสอบสปริง : เช็คความเสียหาย เช่น การเปลี่ยนรูปหรือการแตกของสปริงและควรทำความสะอาดจากสิ่งสกปรกเพื่อป้องกันการกัดกร่อน

5.ตรวจสอบพวงมาลัย : เช็คการตอบสนองโดยทดสอบว่าพวงมาลัยหมุนได้อย่างนุ่มนวลหรือมีเสียงผิดปกติ และควรตรวจสอบความหลวม เช็คการยึดติดของส่วนประกอบในระบบพวงมาลัย

6.ตรวจสอบข้อต่อและบูช : ตรวจสอบสภาพการใช้งาน มองหารอยแตกหรือการสึกหรอที่จุดเชื่อมต่อ และตรวจสอบการติดตั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าชิ้นส่วนยึดติดอย่างแน่นหนา

7.ตรวจสอบการบาลานซ์ล้อ : การบาลานซ์ล้อ ควรทำการบาลานซ์ล้อเป็นระยะเพื่อป้องกันการสึกหรอไม่สม่ำเสมอ

8.ตรวจสอบระบบขับเคลื่อน : ตรวจดูเพลาขับ เช็คว่ามีรอยแตก หรือสัญญาณการเสียหายและน้ำมันหล่อลื่น ควรตรวจสอบระดับน้ำมันในระบบขับเคลื่อนและให้เติมตามความจำเป็น

9.ทำความสะอาดช่วงล่าง : ควรล้างโคลนและสิ่งสกปรก เพื่อลดการกัดกร่อนและช่วยให้ตรวจสอบได้ง่ายขึ้น

10.การตรวจเช็คตามระยะ : ควรตรวจเช็คอย่างสม่ำเสมอ และให้ช่างผู้เชี่ยวชาญตรวจเช็คช่วงล่างอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง หรือทุก 10,000-15,000 กม.

การดูแลช่วงล่างรถยนต์อย่างละเอียดและสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อให้รถยนต์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยอีกทั้งยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมในระยะยาวช่วยยืดอายุการใช้งานของรถยนต์ นอกจากนี้ การเลือกใช้ชิ้นส่วนอะไหล่ที่มีคุณภาพได้มาตรฐานก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้มั่นใจได้ว่ารถยนต์จะมีสมรรถนะที่ดีและปลอดภัยต่อการใช้งาน ช่วงล่างแน่นฟิตยาวนาน พร้อมขับขี่อย่างปลอดภัยทุกการเดินทาง สำหรับ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด มุ่งมั่นพัฒนาและผลิตชิ้นส่วนยานยนต์คุณภาพสูงภายใต้แบรนด์ “POP” ซึ่งได้รับการยอมรับในอุตสาหกรรมยานยนต์มาอย่างยาวนานมากกว่า 30 ปี โดยมุ่งเน้นการผลิตชิ้นส่วนที่มีความทนทานและได้มาตรฐานสากล เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยในการขับขี่ของผู้ใช้รถยนต์ครอบคลุมตั้งแต่รถยนต์ส่วนบุคคลจนถึงรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ สอบถามรายละเอียด ที่ร้านอะไหล่รถยนต์ชั้นนำ ตัวแทนจำหน่าย หรือเว็บไซต์ https://chalitindustry.com

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : โรคไข้หวัดใหญ่ ภัยใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

LIFE & HEALTH : โรคไข้หวัดใหญ่ ภัยใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

LIFE & HEALTH : โรคไข้หวัดใหญ่ ภัยใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

วันพุธ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โรคไข้หวัดใหญ่เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่มีความรุนแรงมากกว่าไวรัสทางเดินหายใจอื่นๆ แพร่กระจายได้ง่ายผ่านละอองฝอยจากการไอหรือจาม โดยพบการระบาดและผู้เสียชีวิตเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากฤดูหนาวที่ยาวนานกว่าทุกปี ซึ่งไข้หวัดใหญ่ก่อให้เกิดอาการรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย อาจนำไปสู่ภาวะวิกฤตหรือเสียชีวิตได้โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงเช่น ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้ที่มีโรคประจำตัว

ข้อมูลจาก พญ.วรินทิพย์ มหาพสุธานนท์ อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่เกิดขึ้นได้ตลอดปี โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนฤดูกาล ไข้หวัดใหญ่ต่างจากไข้หวัดทั่วไป เพราะมีอาการรุนแรงกว่าและอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุหญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน และโรคปอดเรื้อรังไข้หวัดใหญ่สามารถแพร่กระจายผ่านละอองฝอยขนาดเล็กจากการไอหรือจาม และสามารถติดต่อได้ทางการสัมผัสพื้นผิวหรือสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัส เช่น ลูกบิดประตูโทรศัพท์มือถือ หรือโต๊ะทำงาน แล้วนำมือไปสัมผัสใบหน้า (ตา, จมูก, ปาก) ระยะฟักตัวของไข้หวัดใหญ่อยู่ที่ 1-4 วันโดยผู้ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อได้ ตั้งแต่ 1 วันก่อนแสดงอาการ ไปจนถึง 5-7 วันหลังจากมีอาการแรกเริ่ม สำหรับเด็กและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง อาจแพร่เชื้อได้นานกว่านี้

ไข้หวัดใหญ่มักมีอาการรุนแรงกว่าไข้หวัดทั่วไป และเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วโดยมีอาการหลัก ดังนี้

l ไข้สูง (38-40°c) เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน

l ปวดเมื่อยตามตัว ปวดกล้ามเนื้อโดยเฉพาะบริเวณหลัง แขน ขา

l ปวดศีรษะรุนแรง รู้สึกหนักศีรษะหรือหรือเวียนศีรษะ

l อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง อาการอาจคงอยู่นานหลายวัน

l ไอแห้งหรือไอมีเสมหะ อาจมีอาการเจ็บคอร่วมด้วย

l น้ำมูกไหล คัดจมูก แต่ไม่เด่นชัดเท่ากับไข้หวัดทั่วไป

l หนาวสั่น เหงื่อออก เนื่องจากไข้ขึ้นสูง

l เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียนพบได้บ่อยในเด็ก

อาการส่วนใหญ่มักดีขึ้นภายใน 7-10 วัน แต่ในบางกรณีอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ โดยมีกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ง่าย คือ เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี, ผู้สูงอายุ,หญิงตั้งครรภ์, ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง (เบาหวานโรคหัวใจ โรคปอดเรื้อรัง โรคไตเรื้อรัง โรคตับ)และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ติดเชื้อ HIV

ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่ควรระวัง

l ปอดอักเสบ (Pneumonia) : เชื้อไวรัสสามารถลุกลามเข้าสู่ปอด ทำให้หายใจลำบาก อาจเกิดจากไวรัสไข้หวัดใหญ่เองหรือจากการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน

l กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (Myocarditis) : ทำให้หัวใจอ่อนแรง หัวใจเต้นผิดจังหวะอาจเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว

l สมองอักเสบ (Encephalitis) : ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะรุนแรง ชักหรือหมดสติ

l ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว (Sepsis) : ทำให้ความดันโลหิตต่ำจนเป็นอันตรายถึงชีวิต กล้ามเนื้ออักเสบและไตวายบางรายอาจมีอาการปวดกล้ามเนื้อรุนแรง (Rhabdomyolysis) และเกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน

l ภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน (Acute Respiratory Distress Syndrome-ARDS) เป็นภาวะที่อาจเกิดขึ้นในผู้ป่วยวิกฤต

โดยไวรัสไข้หวัดใหญ่ แบ่งออกเป็น 4 สายพันธุ์หลัก ได้แก่

1. สายพันธุ์ A เป็นสายพันธุ์ที่รุนแรงและเกิดการระบาดใหญ่ทั่วโลก พบเป็นสายพันธุ์ที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประเทศไทย

2.สายพันธุ์ B มักระบาดตามฤดูกาลและอาการไม่รุนแรงเท่าสายพันธุ์ A

3.สายพันธุ์ C มีอาการไม่รุนแรงและไม่ทำให้เกิดการระบาดใหญ่

4.สายพันธุ์ D พบการระบาดในสัตว์เท่านั้น และยังไม่มีหลักฐานว่าทำให้เกิดโรคในมนุษย์

ทั้งนี้ การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ จะช่วยลดโอกาสป่วย ลดอัตราการติดเชื้อ ลดความรุนแรงของโรคและป้องกันภาวะแทรกซ้อน นอกจากนี้ยังแนะนำให้ดูแลตัวเองเพื่อป้องกันการติดเชื้อ ได้แก่ หมั่นล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้า สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่แออัด หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย งดใช้ของส่วนตัวร่วมกันรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะสามารถป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขอประชาสัมพันธ์ข้อมูลจาก ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ในการรณรงค์ส่งเสริมให้ผู้บริจาคโลหิตมีการบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอทุก 3 เดือนหรือปีละ 4 ครั้ง การบริจาคโลหิต เป็นการสละโลหิตส่วนที่ร่างกายยังไม่จำเป็นต้องใช้มาให้กับผู้ป่วย โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆแก่ร่างกาย ทั้งนี้ ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิตทั่วประเทศ ได้ที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติสภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์, หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ ได้แก่ สถานีกาชาด 11 วิเศษนิยม (บางแค) เดอะมอลล์ สาขาบางแค สาขาบางกะปิ สาขางามวงศ์วาน สาขาท่าพระ ศูนย์การค้าดิเอ็มโพเรียม และบ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง), ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัดลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง) สงขลา และภูเก็ต, โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตทั่วประเทศ สอบถามได้ที่ฝ่ายจัดหาผู้บริจาคโลหิตฯ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทร.02-2564300, 02-2639600-99 ต่อ 1101, 1760, 1761 หรือ www.blooddonationthai.com

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ