LIFE & HEALTH : การดูแลผิวสวย..ป้องกันผิวเสียจากแสงแดด รับซัมเมอร์นี้

LIFE & HEALTH : การดูแลผิวสวย..ป้องกันผิวเสียจากแสงแดด รับซัมเมอร์นี้

LIFE & HEALTH : การดูแลผิวสวย..ป้องกันผิวเสียจากแสงแดด รับซัมเมอร์นี้

วันพุธ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

-ในแต่ละวัน ผิวของเราต้องเผชิญกับแสงแดดและมลภาวะที่เป็นตัวการสำคัญของปัญหาผิว เช่น ริ้วรอยก่อนวัย จุดด่างดำ และโรคผิวหนังต่างๆ โดยเฉพาะในฤดูร้อนที่แสงแดดรุนแรงและอุณหภูมิสูงขึ้น ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้ผิวถูกทำร้ายได้มากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม หากเราดูแลผิวอย่างถูกวิธีก็สามารถลดผลกระทบและปกป้องผิวจากแสงแดดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อมูลจาก แพทย์หญิงดวงกมล ทัศนพงศากุล แพทย์ประจำศูนย์ผิวหนังและความงาม โรงพยาบาลเวชธานี เผยว่า แสงแดดและมลภาวะเป็นปัจจัยที่อาจทำร้ายผิว โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนที่แสงแดดแรงขึ้น การปกป้องผิวจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะผิวของเราประกอบด้วยโมเลกุลของน้ำ โปรตีน คอลลาเจน อีลาสติน และไฮยาลูโรนิก แอซิด ซึ่งช่วยให้ผิวแข็งแรง ชุ่มชื้น และยืดหยุ่น อย่างไรก็ตามแสงแดด โดยเฉพาะรังสี UVA, UVB และแสงที่มองเห็นได้ มีพลังงานสูง สามารถทำลายโครงสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินในผิว ส่งผลให้ผิวเสื่อมสภาพเร็วขึ้น นอกจากนี้แสงแดดยังทำให้ไฮยาลูโรนิค แอซิดในผิวเสื่อมสภาพ ลดการกักเก็บความชุ่มชื้น ส่งผลให้ผิวแห้งกร้าน สูญเสียความยืดหยุ่น และเกิดริ้วรอยก่อนวัย

การได้รับแสงแดดมากเกินไปโดยไม่มีการป้องกัน อาจนำไปสู่ปัญหาผิว ซึ่งเป็นสาเหตุของริ้วรอยและความหย่อนคล้อย เช่น ฝ้า กระ จุดด่างดำ ผิวหมองคล้ำ ความเสื่อมของคอลลาเจนในชั้นผิว และเมื่ออุณหภูมิในร่างกายเพิ่มสูงขึ้นจนร่างกายมีการขับ “เหงื่อ” เพื่อระบายความร้อนออกมา เหงื่ออาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคผิวหนังในช่วงหน้าร้อน ซึ่งมีโรคที่พบได้บ่อย คือ

1. ผด เกิดจากความผิดปกติของท่อเหงื่อ เมื่อมีเหงื่อเพิ่มขึ้น หนังขี้ไคลที่บวมอาจทำให้เกิดการอุดตันของท่อเหงื่อ ทำให้เกิดผด ซึ่งมีลักษณะเป็นผื่นแดงเล็กกระจายสม่ำเสมอ หรือบางครั้งจะเป็นเม็ดใส ๆ

2. ผื่นผิวหนังอักเสบจากเชื้อรา เช่น เกลื้อน และกลาก

-เกลื้อน มีลักษณะเป็นผื่นวงกลมหลาย ๆ วง มีขุยละเอียด สีต่างกัน เช่น สีจางหรือสีขาว แดง  น้ำตาล หรือดำ มักเกิดขึ้นบริเวณลำตัว เช่น หลัง หน้าอก ท้อง ไหล่ และคอ มักไม่มีอาการคัน พบมากในผู้เล่นกีฬาที่มีเหงื่อออกมาก อยู่ในที่ร้อนมาก ๆ สวมเสื้อผ้ารัดแน่นหรือเสื้อผ้าที่อับชื้น เนื่องจากการเกิดความอับชื้น ทำให้เกิดการติดเชื้อราได้ง่ายขึ้น
กลาก ผื่นมีลักษณะเป็นวง มีขอบเขตชัดเจน เป็นขุย เริ่มต้นด้วยอาการคันแล้วตามด้วยผื่นแดง ต่อมาจะลามเป็นวงออกไปเรื่อย ๆ และมักจะคันมาก ส่วนใหญ่มักพบในบริเวณที่มีความอับชื้น เช่น รักแร้ ใต้ราวนม ขาหนีบ ฝ่าเท้า ซอกนิ้วเท้า หนังศีรษะ

3. ผื่นผิวหนังอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เกิดจากบนผิวหนังมีเชื้อแบคทีเรียอยู่ ซึ่งแบคทีเรียจะมีการเปลี่ยนแปลงสารที่อยู่ในเหงื่อ ทำให้มีกลิ่นเหม็นเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะในบริเวณที่มีความอับชื้น เช่น รักแร้และในร่มผ้า

4. ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ในช่วงฤดูร้อนผื่นภูมิแพ้ผิวหนังจะมีโอกาสเกิดมากขึ้น เพราะมีเหงื่อเป็นตัวกระตุ้น สังเกตได้ว่าบริเวณที่เหงื่อออกเยอะ ก็จะมีผื่นเยอะเช่นกัน เช่น ข้อพับแขน ข้อพับขา ใบหน้า แขน ขา ซอกคอ

5. ผื่นผิวหนังอักเสบบริเวณผิวมัน ผื่นแดงมีสะเก็ดเป็นมัน ขอบเขตชัดเจน ผื่นชนิดนี้มักอยู่บริเวณร่องข้างจมูก หว่างคิ้ว หน้าหู หลังหู หนังศีรษะ มีโอกาสเกิดได้มากขึ้นเมื่อได้รับแสงแดดจัด หรือโดนความร้อนมาก ๆ

6. ผิวไหม้แดด มักเกิดขึ้นเมื่อโดนแสงแดดเป็นเวลานาน ทำให้ผิวไหม้แดดและลอก ผิวจะดำคล้ำขึ้นและทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย

ผลกระทบจากแสงแดดและภัยจากมลภาวะ รวมถึงโรคจากผิวหนัง ทำให้ผิวหนังเกิดปัญหาต่างๆ เช่น ผิวบอบบาง แพ้ง่าย ระคายเคือง ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง สิวอักเสบ  ริ้วรอย จุดด่างดำ และความหมองคล้ำ เพื่อป้องกันความเสียหายต่อผิวหนังและโรคผิวหนัง ควรปฏิบัติตามแนวทางการป้องกันดังนี้คือ ล้างหน้าอย่างอ่อนโยนทุกเช้าและก่อนนอน, ใช้โทนเนอร์ที่ช่วยปรับสมดุลผิว, บำรุงผิวด้วยครีมหรือเซรั่มที่มีมอยส์เจอไรเซอร์ทั้งเช้าและก่อนนอน, ปกป้องผิวด้วยครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป, รับประทานอาหารที่มีวิตามิน E, C, B และสารต้านอนุมูลอิสระ, ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผิว, หลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่ร้อนจัดหรือชื้นมาก, รักษาความสะอาดของผิวหนังและทำให้แห้งอยู่เสมอ

นอกจากการดูแลตนเองในเบื้องต้นแล้ว ปัจจุบันยังมีหัตถการที่ช่วยรักษาและฟื้นฟูสภาพผิวหน้าหลังเผชิญกับแสงแดดและมลภาวะสิ่งแวดล้อม เช่น การผลักวิตามินด้วยการใช้คลื่นเสียง หรือกระแสไฟฟ้า การใช้แสงที่มีความเข้มข้นสูง (Intense Pulsed Light) ในการรักษากระ รอยดำ รอยแดง และสีผิวไม่สม่ำเสมอ รวมถึงการใช้เลเซอร์ในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน

เพราะผิวคือด่านแรกในการปกป้องร่างกาย การดูแลและป้องกันผิวอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อน จะช่วยให้คุณห่างไกลจากโรคผิวหนังและป้องกันผิวจากมลภาวะต่าง ๆ ให้พร้อมเผยผิวสุขภาพดีได้อย่างมั่นใจในทุกฤดูกาล

เทศกาลสงกรานต์ของทุกปี ถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามประเพณีไทย ประชาชนส่วนใหญ่เดินทางกลับภูมิลำเนา และร่วมกิจกรรมตามประเพณีกับครอบครัว ส่งผลให้การบริจาคโลหิตลดลอยลงแต่ความต้องการใช้โลหิตในการรักษาพยาบาลในช่วงเทศกาลสงกรานต์กลับสูงขึ้น และมากกว่าช่วงปกติถึงร้อยละ 30 เนื่องจากมีอุบัติเหตุบนท้องถนนเกิดขึ้นจำนวนมาก สอดคล้องกับข้อมูลของศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนประจำปี 2567 พบว่า อุบัติเหตุสะสมที่เกิดขึ้นในช่วงระหว่างวันที่ 11 – 14 เมษายน 2567 จำนวน 2,044 ครั้ง บาดเจ็บ 2,060 ราย และเสียชีวิต 287 ราย เป็นที่มาของความต้องการโลหิตอย่างเร่งด่วนและจำนวนมาก โรงพยาบาลต่างๆ จึงต้องเตรียมแผนการสำรองโลหิต เพื่อให้สามารถนำไปใช้รักษาผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงที รศ.พญ.ดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผอ.ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ชวนคนไทยร่วมทำบุญบริจาคโลหิตต้อนรับปีใหม่ไทย ในโครงการ “แล้งนี้ ไม่แล้งน้ำใจ ด้วยการให้โลหิต” ระหว่างวันที่ 8 – 16 เมษายน 2568 เตรียมความพร้อมสำรองโลหิตรับมือหยุดยาวช่วงเทศกาลสงกรานต์ บริจาคโลหิต ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ หน่วยรับบริจาดโลหิตประจำที่ (Fixed Station) ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิต 8 แห่งในกรุงเทพมหานคร รับเสื้อยืด “Give Blood Save Life” เป็นที่ระลึกแทนคำขอบคุณ บริจาคโลหิตในโครงการ ฯ ได้ที่ : ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์, หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ (Fixed Station) 7 แห่ง ในกรุงเทพฯ ได้แก่ สถานีกาชาด 11 วิเศษนิยม (บางแค) เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ สาขาบางแค สาขาบางกะปี สาขางามวงศ์วาน และสาขาท่าพระ ศูนย์การค้าดิเอ็มโพเรียมและบ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง)ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่ง ทั่วประเทศ ได้แก่ ลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง) สงขลา และภูเก็ต โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิต 8 แห่งในกรุงเทพมหานคร ได้แก่ โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลสิรินธร โรงพยาบาลตำรวจ โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า โรงพยาบาลราชวิถี สถาบันพยาธิวิทยา ศูนย์อำนวยการแพทย์พระมงกุฎเกล้า โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช และ คณะแพทย์ศาสตร์วชิรพยาบาล มหานวมินทราธิราช

ผศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : รู้จัก..ยาหอม

LIFE & HEALTH : รู้จัก..ยาหอม

LIFE & HEALTH : รู้จัก..ยาหอม

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในภาวการณ์ปัจจุบันที่มีการแข่งขันสูง เทคโนโลยีที่ก้าวไกล มีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนวัยรุ่น และวัยทำงานเป็นอันมาก เช่น โทรศัพท์มือถือ อินเตอร์เนต ที่สามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา ทำให้พฤติกรรมการนอนเปลี่ยนแปลงไป ส่วนใหญ่นอนน้อยลง หรือนอนผิดเวลา นอนกลางวันและตื่นกลางคืน บางคนกินอาหารมื้อดึก ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เป็นอันมาก

ข้อมูลจาก รศ.ภญ.รุ่งระวี เต็มศิริฤกษ์กุล ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และ ภก.พินิต ชินสร้อย เปิดเผยว่า ตามทฤษฎีการแพทย์แผนตะวันออกนาฬิกาชีวิตของมนุษย์ต้องสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมภายนอก ความร้อน ความชุ่มชื้น ความเย็นจากภายนอกในแต่ละช่วงเวลามีอิทธิพลต่อการทำงานของร่างกาย การปรับเปลี่ยนเวลามีผลต่อสุขภาพอย่างยิ่ง มีงานวิจัยที่พิสูจน์ว่า คนที่นอนกลางวัน ตื่นกลางคืนมักเป็นโรคอ้วนและมีภูมิต้านทานต่ำ จากเหตุผลดังที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้สุขภาพของกลุ่มวัยรุ่น วัยทำงาน ปัจจุบันต้องเผชิญต่อความเสี่ยงต่อโรคที่จะตามมา หลายคนมีเริ่มมีอาการขาดสมดุลร่างกาย เช่น เป็นหวัดบ่อย อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ เครียด อารมณ์สับสน วุ่นวาย ทำงานไม่ได้ทั้งที่อยากทำ อ่านหนังสือไม่ได้ ขาดสมาธิในการจัดการปัญหา เป็นต้น อาการเหล่านี้เมื่อเกิดในระยะแรกเริ่ม อาจรู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่ถึงขั้นที่ต้องใช้ยารักษา แต่หากทิ้งไว้ไม่สามารถปรับพฤติกรรม หรือไม่สามารถแก้ไขต้นเหตุเหล่านี้โดยวิธีใดวิธีหนึ่ง ก็จะทำให้เป็นโรคได้ในที่สุด

ยาหอม เป็นชื่อกลุ่มยาตำรับที่ใช้กันมานานมีจุดประสงค์หลักในการปรับสมดุลธาตุ เริ่มจากธาตุลมที่เรียกชื่อว่า “ยาหอม” เกิดเนื่องจากในตำรับมีส่วนประกอบหลักมาจากสมุนไพรที่มีกลิ่นหอมหลายชนิดเช่นเกสรดอกไม้ จำพวกมะลิ พิกุล บุนนาค สารภี เกสรบัวหลวงดอกจำปา กระดังงา ลำดวน ลำเจียก และของหอมอื่นๆได้แก่ ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ กฤษณา ขอนดอก กระลำพักเปลือกสมุลแว้ง เปราะหอม ชะลูด หญ้าฝรั่น เทียน และโกฐรวมทั้งจันทน์แดง จันทน์เทศ จันทน์ชะมด เป็นต้น ตัวยาที่ใส่ไปจำนวนมาก บางตำรับมีมากถึง 56 ชนิด ล้วนมีสรรพคุณสำคัญต่อร่างกายทั้งสิ้น ยาหอมใช้ในวิถีชีวิตของคนไทยตั้งแต่ก่อนเกิดจนวันตาย เริ่มตั้งแต่ตำรับยาหอมสำหรับบำรุงโลหิตระดูสตรี เพื่อให้มีสุขภาพสมบูรณ์ สามารถตั้งครรภ์ได้บางตำรับตั้งขึ้น เพื่อดูแลสุขภาพของสตรีมีครรภ์ เรียกว่ายาหอมครรภ์รักษา แต่ในกลุ่มนี้ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์แผนไทยผู้เชี่ยวชาญ ยาหอมยังใช้ในวัยเจริญพันธุ์เพื่อป้องกันและรักษาโรคเกี่ยวกับลม ใช้ในช่วงพักฟื้น เพื่อช่วยให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะปกติ ตำรับยาหอมแก้ลมวิงเวียนสำหรับผู้สูงอายุ และแก้โรคลมอีกหลายชนิด ยาหอมบางตำรับใช้ในช่วงสุดท้ายของชีวิต เพื่อให้มีสติสัมปชัญญะได้สั่งเสียลูกหลาน จึงนับได้ว่ายาหอมเป็นยาที่สำคัญของชีวิต จากปัจจัยปัญหาข้างต้นของวัยรุ่น และวัยทำงาน การใช้ยาหอมปรับสมดุล น่าจะเป็นการปรับการทำงานของร่างกายแบบองค์รวมที่จะส่งเสริมให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ป้องกันโรคที่อาจเกิดได้

วัยรุ่นควรใช้ยาหอมได้นานหรือไม่

เนื่องจากยาหอมเป็นยาปรับสมดุล ทำให้ร่างกายอุ่นพอดี การกินติดต่อกัน อาจมีผลกระทบต่อธาตุไฟดังนั้น ในวัยที่มีอายุ ระหว่าง 16-32 ปี เป็นวัยที่ต้องการพลังงาน ธาตุไฟต้องทำงานมากกว่าวัยอื่น จึงควรกินยาหอมเมื่อมีอาการและต่อเนื่องกันประมาณ ไม่เกิน 2 สัปดาห์หากอาการหายแล้วให้หยุดยา

ทำไม ลุง ป้า น้า อา ปู่ ย่า ตา ยาย กินยาหอมได้นาน 

สำหรับคนที่วัยมากกว่า 32 ปี จัดเป็นปัจฉิมวัยซึ่งมีการทำงานของธาตุลมไม่ดีนัก มักมีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับธาตุลม โดยเฉพาะวัยสูงอายุ มากกว่า 60 ปี การกินยาหอม วันละ 2 ครั้ง ตอนเช้า และก่อนนอน จะช่วยให้ภาวะของลมดีขึ้น ทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้น

ข้อแนะนำทั่วไปสำหรับการใช้ยาหอม

1.การใช้ยาหอมให้ได้ผล แม้จะเป็นชนิดเม็ด ควรนำมาละลายน้ำกระสายยา หรือน้ำอุ่น รับประทานขณะกำลังอุ่นเหมือนกับวิธีการเดิม เพราะการออกฤทธิ์ของน้ำมันหอมระเหยที่มีในยาหอมจะช่วยทำให้ยาออกฤทธิ์ได้เร็วขึ้น และออกฤทธิ์ผ่านประสาทรับกลิ่น และการดูดซึมผ่านกระเพาะอาหาร

2.ควรใช้ตามขนาดที่แนะนำ การกินเกินขนาดที่แนะนำ ไม่เกิดอาการพิษทันที แต่จะผลักดันให้การทำงานของธาตุเปลี่ยนไปเร็ว และทำให้สมดุลอาจขาดหรือเกินไปอีกทางได้

3.ยาเม็ดชนิดอม หรือยาผง ละลายน้ำดื่ม อาจใช้ในปริมาณน้อยกว่าที่แนะนำได้ เนื่องจากมีการดูดซึมในช่องปาก ออกฤทธิ์ได้ดี และเร็วกว่าการกลืนแบบเม็ด

ข้อควรระวังสำหรับการใช้ยาหอม 

ยาหอมไม่ใช่ยาวิเศษรักษาโรคได้ทุกโรค แต่เป็นยาปรับสมดุลโดยเริ่มจากธาตุลม เพื่อไปกระตุ้นการทำงานของน้ำ และไฟ ทำให้มีการไหลเวียนสะดวก เผาผลาญตามปกติซึ่งเป็นหลักวิธีคิดแบบองค์รวม ดังนั้น การใช้ยาหอมจะไม่ได้ให้ผลดีแบบทันทีทันควัน แต่จะทำให้สมดุลที่เบี่ยงเบนไปค่อยๆ ปรับกลับสู่สภาพเดิม 

ข้อควรระวังทั่วไปของยาหอม

1.ระวังในคนที่เคยมีประวัติแพ้เกสรดอกไม้

2.ผู้ป่วยที่มีการใช้ยาต้านการจับตัวของเกล็ดเลือด เช่น แอสไพริน ต้องหลีกเลี่ยงการใช้ยาหอมติดต่อกันนานเกิน 1 เดือน เพราะจะเสริมฤทธิ์ ทำให้เลือดหยุดไหลยาก

3.กรณีที่ใช้ยาหอมติดต่อกัน นานเกิน 1 เดือนหากต้องได้รับการผ่าตัด ต้องแจ้งแพทย์ เพื่อหยุดการใช้ยา

น้ำกระสายยากับยาหอม 

การเลือกใช้ยาหอมให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดควรเลือกชนิดของยาหอมให้ถูกกับโรค ขนาดที่ใช้ใกล้เคียงกับน้ำหนักตัว และหากไม่สามารถซื้อหรือเก็บยาหอมหลายชนิดไว้ในบ้าน ก็สามารถเลือกยาหอมและใช้ร่วมกับน้ำกระสายยาตามที่ระบุ ดังนี้

l แก้ลมวิงเวียน ยาหอมทุกชนิด ใช้ น้ำดอกไม้ น้ำสุก

l แก้ลมบาดทะจิต (หงุดหงิด กระวนกระวาย) ยาหอมอินทจักร ละลายน้ำดอกมะลิ

l แก้คลื่นเหียนอาเจียน ยาหอมอินทจักร หรือยาหอมนวโกฐ ละลายน้ำลูกผักชี เทียนดำต้ม น้ำสุก

l แก้ลมจุกเสียด ยาหอมทุกชนิด น้ำขิงต้ม

l แก้ลมปลายไข้ ยาหอมนวโกฐ ละลายน้ำต้มก้านสะเดา ลูกกระดอม และบอระเพ็ด หรือละลายน้ำสุก

l แก้ท้องเสีย น้ำต้มใบทับทิม ยาหอมร้อนทุกชนิด ละลายน้ำต้มเหง้ากระทือเผาไฟ

ยาหอมไม่ใช่แก่คร่ำครึ

จากที่กล่าวมาทั้งหมด จะเห็นได้ว่ายาหอมไม่ใช่แค่ยาคนแก่ มียาหอมเพียงตำรับเดียวในบ้าน ก็เสริมสุขภาพให้ดีทั้งครอบครัวได้ การใช้ยาหอมปรับสมดุล เป็นการป้องกันโรค ลดการใช้ยา รักษาสุขภาพให้เป็นปกติ และยังเป็นการสืบเจตนารมณ์ของรุ่นปู่ย่าตายาย ที่อุตส่าห์สั่งสมความรู้ไว้เป็นมรดกตกทอดแก่ลูกหลานไทย สำหรับผู้สนใจข้อมูลสุขภาพและการใช้ยาของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge.php

Life & Health : รู้ทันโรคไตเสื่อม…ชีวิตเสี่ยงฟอกไตตลอดชีวิต

Life & Health : รู้ทันโรคไตเสื่อม…ชีวิตเสี่ยงฟอกไตตลอดชีวิต

Life & Health : รู้ทันโรคไตเสื่อม…ชีวิตเสี่ยงฟอกไตตลอดชีวิต

วันพุธ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2568, 07.30 น.

วันไตโลก (World Kidney Day) ถูกกำหนดให้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่สองของเดือนมีนาคมของทุกปี เพื่อส่งเสริมให้ผู้คนทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญของไตและแนวทางการป้องกันโรคไต เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยโรคไตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี และที่น่าเศร้ายิ่งกว่านั้นคือ หลายคนไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังป่วย จนกระทั่งเข้าสู่ภาวะไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ซึ่งต้องพึ่งพาการฟอกไตหรือรอรับการปลูกถ่ายไตเพื่อมีชีวิตอยู่ต่อไป 

ข้อมูล นายแพทย์พิชิต เบ็ญจสุพัฒนนันท์ อายุรแพทย์โรคไต โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า โรคไตเป็นภาวะที่ไตทำงานผิดปกติจนไม่สามารถกรองของเสียและของเหลวออกจากร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ของเสียสะสมในร่างกาย ที่อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น ความดันโลหิตสูงโรคหัวใจ และภาวะไตวาย 

โรคไตวายแบ่งเป็น 2 ประเภท 

1.ไตวายเฉียบพลัน เกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด เริ่มจากปัสสาวะน้อยลง หรือไม่ปัสสาวะเลยมีอาการบวมที่ขาและเท้า เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน มึนงง อ่อนเพลีย นอกจากนี้อาจมีอาการปวดหลังบริเวณชายโครง และหายใจถี่ร่วมด้วย ในกรณีที่อาการรุนแรง อาจชักหรือหมดสติ เข้าสู่ภาวะโคม่าแบบเฉียบพลัน 

2.ไตวายเรื้อรัง เป็นภาวะที่ไตทำงานลดลงมาเป็นระยะเวลาหลายปีซึ่งแบ่งเป็น 5 ระยะ ดังนี้ ไตวายเรื้อรังระยะที่ 1 ไตยังทำงานได้ตามปกติ แต่พบความผิดปกติบางอย่างเช่น ตรวจพบโปรตีนรั่วในปัสสาวะ หรือพบเม็ดเลือดขาวและเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะไตวายเรื้อรังระยะที่ 2 หรือโรคไตเรื้อรังระยะเริ่มต้นซึ่งไตจะทำงานได้ 60-90% ไตวายเรื้อรังระยะที่ 3 หรือโรคไตเรื้อรังระยะปานกลาง ไตจะทำงานได้ 30-60% ไตวายเรื้อรังระยะที่ 4 หรือโรคไตเรื้อรังระยะรุนแรง ไตจะทำงานได้แค่ 15-30% และโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ไตทำงานได้น้อยกว่า 15% ไม่สามารถขับของเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น น้ำหนักลดผิดปกติ ปัสสาวะบกพร่อง โลหิตจาง ระบบประสาทผิดปกติ หรือภาวะน้ำท่วมปอดซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต 

อาการของโรคไตมักไม่แสดงอาการในระยะแรก เมื่อไตเสื่อมลง อาจมีสัญญาณเตือนสำคัญ เช่น อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ปัสสาวะผิดปกติ เช่น ปัสสาวะบ่อยขึ้น, ปัสสาวะน้อยลง,มีฟองมาก หรือมีเลือดปน อาการบวมที่ขา เท้าหรือใบหน้าเนื่องจากการคั่งของของเหลว คันตามผิวหนังโดยไม่มีสาเหตุ ปวดหลังบริเวณไต รวมถึงอาการคลื่นไส้ อาเจียน และเบื่ออาหารหากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจนำไปสู่ภาวะไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ต้องพึ่งการฟอกไตหรือปลูกถ่ายไต 

การรักษาโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายจะไม่สามารถรักษาได้ด้วยการคุมอาหารและกินยาเหมือนโรคไตเรื้อรังระยะอื่นๆ ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการบำบัดทดแทนไตร่วมด้วย ซึ่งมี 3 วิธี ได้แก่ 

l ล้างไตทางช่องท้อง คือการใช้สายยางฝังไว้ในช่องท้องแบบถาวรและใส่น้ำยาล้างไตเข้าไปในช่องท้อง เพื่อฟอกของเสียในเลือดออก รวมถึงปรับสมดุลของน้ำ เกลือแร่ และสารเคมี
ต่างๆ โดยต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำยาทุกวัน วันละ 4-6 ครั้ง สามารถทำเองได้ที่บ้าน แต่ต้องทำอย่างถูกวิธีเพื่อลดโอกาสติดเชื้อในช่องท้อง 

l ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม คือการนำเลือดของผู้ป่วยออกจากร่างกายด้วยการแทงเข็มเข้าเส้นเลือดแล้วต่อกับท่อไปยังตัวกรองเพื่อให้เลือดสะอาดและปรับสมดุลแร่ธาตุต่างๆ เครื่องไตเทียมจะนำเลือดกลับเข้าสู่ร่างกายตามเดิม โดยกระบวนการฟอกเลือดนี้จะใช้เวลาครั้งละประมาณ 4  ชั่วโมง โดยผู้ป่วยจะต้องมารับการฟอกเลือดที่โรงพยาบาลสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง 

l ปลูกถ่ายไต คือการผ่าตัดนำไตของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคจากผู้ที่เสียชีวิตแล้วหรือยังมีชีวิตอยู่ มาทำหน้าที่แทนไตเดิมของผู้ป่วย โดยวางไตใหม่ไว้ในอุ้งเชิงกรานแล้วต่อเข้ากับกระเพาะปัสสาวะและหลอดเลือดของผู้ป่วย ถ้าการผ่าตัดประสบความสำเร็จผู้ป่วยจะไม่ต้องบำบัดด้วยการฟอกไตอีกต่อไปแต่จำเป็นต้องรับประทานยากดภูมิไปตลอดชีวิตเพื่อป้องกันร่างกายต่อต้านไตใหม่ หรือที่เรียกว่าภาวะสลัดไต โดยวิธีนี้เหมาะกับผู้ป่วยที่ร่างกายแข็งแรง ไม่มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะติดเชื้อและไม่มีโรคหัวใจรุนแรง 

ทั้งนี้ ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายแต่ละรายอาจใช้วิธีการรักษาที่แตกต่างกัน เนื่องจากผู้ป่วยมักมีโรคอื่นร่วมด้วย จึงจำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยและประเมินจากอายุรแพทย์โรคไต เพื่อพิจารณาการรักษาที่เหมาะสม 

สำหรับการป้องกันโรคไตเรื้อรังสามารถทำได้โดยควบคุมโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารเค็มจัด ออกกำลังกายสม่ำเสมอและดื่มน้ำให้เพียงพอ นอกจากนี้ การหลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เป็นเวลานาน จะช่วยลดความเสี่ยงต่อไตเสื่อมได้ 

จากกรณีไฟไหม้คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี จนทำให้เกิดความเสียหายในตัวอาคารหลายจุด ส่งผลให้คลังเลือดเสียหายเกือบทั้งหมด ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิตคืนคลังโรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อใช้รักษาผู้ป่วยช่วยเหลือผู้ป่วยโรงพยาบาลรามาธิบดี สามารถร่วมบริจาคโลหิตได้ทุกวันที่ห้องบริจาคโลหิต ชั้น 3 อาคารสมเด็จพระเทพรัตน์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ตั้งแต่ เวลา 08.30-12.00 น. และ 13.00-16.30 น. ได้ทุกวัน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม 02-2004208, 02-2004209,02-2004209

LIFE & HEALTH : สัญญาณเตือนก่อนเอ็นหัวไหล่ฉีกขาด

LIFE&HEALTH : สัญญาณเตือนก่อนเอ็นหัวไหล่ฉีกขาด

LIFE&HEALTH : สัญญาณเตือนก่อนเอ็นหัวไหล่ฉีกขาด

วันพุธ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เคยสงสัยไหมว่าทำไมเวลายกแขนสูงๆ ถึงรู้สึกปวดไหล่ หรือปวดไหล่จนทำให้นอนไม่หลับ อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของเอ็นหัวไหล่ฉีกขาด โรคที่ค่อยๆ กัดกินคุณภาพชีวิตให้แย่ลง ซึ่งบางคนอาการอาจรุนแรงจนไม่สามารถใช้แขนได้เหมือนเดิม

ข้อมูลจาก นายแพทย์รัฐภูมิ วัชโรภาสศัลยแพทย์กระดูกและข้อ-เวชศาสตร์การกีฬาและโรคข้อไหล่และข้อเข่า โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า เอ็นหัวไหล่ฉีกขาด (Rotator Cuff Tear) เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในกลุ่มคนที่ใช้งานหัวไหล่อย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬาผู้ที่ต้องทำงานยกของหนัก หรือผู้สูงอายุที่มีกล้ามเนื้อและเอ็นอ่อนแอลงตามวัย หรืออาจเกิดจากอุบัติเหตุ ปัญหานี้สามารถส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวและคุณภาพชีวิต

อาการเอ็นหัวไหล่ฉีกขาด จะทำให้ปวดไหล่เวลานอน โดยเฉพาะตอนนอนตะแคงทับ, ปวดไหล่เวลายกแขนขึ้นหรือลงในบางท่า, อ่อนแรงในขณะยกหรือหมุนหัวไหล่ และเสียงเสียดสีในขณะขยับบางท่าของไหล่

เอ็นหัวไหล่ฉีกขาดมีหลายสาเหตุดังนี้

l การใช้งานไหล่ที่มากเกินไป คือ การใช้ไหล่ทำงานซ้ำๆ เช่น ยกของหนัก หรือเล่นกีฬาที่ต้องใช้แขนมาก เช่น เทนนิส ว่ายน้ำ แบดมินตัน

l อาการบาดเจ็บ เช่น การล้ม การสะดุด หรือการเคลื่อนไหวที่ผิดท่าจนอาจทำให้เอ็นหัวไหล่ฉีกขาดทันที

l ความเสื่อมตามวัย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ เอ็นหัวไหล่อาจเสื่อมสภาพ ทำให้มีความเสี่ยงต่อการฉีกขาดเพิ่มขึ้น

l โครงสร้างร่างกาย ความผิดปกติในโครงสร้างข้อไหล่อาจทำให้เอ็นเกิดการเสียดสีจนเสียหาย

การวินิจฉัยเริ่มต้นด้วยการตรวจร่างกาย เพื่อประเมินอาการเจ็บปวดและความผิดปกติ จากนั้นแพทย์อาจพิจารณาการทำ MRI เพื่อให้ได้ภาพรายละเอียดของโครงสร้างในบริเวณไหล่อย่างชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้การรักษาเอ็นหัวไหล่ฉีกขาดจะขึ้นอยู่กับอาการและระดับความรุนแรง โดยสามารถแบ่งออกเป็น2 รูปแบบหลัก ดังนี้

ระยะอักเสบหรือฉีกขาดบางส่วน แพทย์จะให้รับประทานยาร่วมกับการทำกายภาพบำบัด และพักการใช้งานไหล่ หากรับประทานยาและกายภาพบำบัดแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น แพทย์จะแนะนำให้ฉีดสเตียรอยด์หรือยาต้านอักเสบ เพื่อลดการอักเสบ

ระยะฉีกขาดรุนแรงหรือฉีกขาดทั้งหมดแพทย์จะแนะนำให้ผ่าตัดด้วยการส่องกล้องเพื่อซ่อมแซมเส้นเอ็น ซึ่งผู้ป่วยจะมีแผลขนาดเล็ก ฟื้นตัวเร็ว สามารถกลับไปใช้งานไหล่และแขนได้ตามปกติหรือใกล้เคียงปกติเร็วขึ้น

แต่ในผู้ป่วยที่มีเส้นเอ็นขาดขนาดใหญ่ หลังเย็บซ่อมเส้นเอ็น อาจมีโอกาสฉีกขาดซ้ำได้ ปัจจุบันจึงมีวิธีการต่างๆ มากมายเพื่อลดโอกาสในการฉีกขาดซ้ำ การใช้ Biologic collagen patch มาช่วยเสริมความแข็งแรงในการเย็บซ่อมเส้นเอ็น สามารถกระตุ้นให้เกิดการสมานเส้นเอ็นกับกระดูกได้ดีขึ้น ถือเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการพิสูจน์ทางการแพทย์ว่า สามารถช่วยลดการฉีดขาดซ้ำหลังผ่าตัด รวมทั้งช่วยลดระยะเวลาการกายภาพหลังผ่าตัด สามารถกลับไปใช้หัวไหล่ได้เร็วขึ้นส่งผลให้ผู้ป่วยได้ผลการรักษาที่ดีขึ้น

หลังจากการผ่าตัดเอ็นไหล่ฉีก ขั้นตอนการฟื้นฟูเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้งานได้เต็มที่ โดยทั่วไปจะแบ่งการฟื้นฟูเป็น 3 ระยะดังนี้

1.ระยะพักฟื้นเริ่มต้น 1-6 สัปดาห์แรกในช่วงนี้ต้องให้ไหล่อยู่ในสลิงเพื่อป้องกันการเคลื่อนไหวที่อาจทำให้แผลฉีกขาดอีก หลีกเลี่ยงการใช้งานหนัก อาจจะขยับเบาๆ เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือด เช่น การหมุนข้อมือ หรือการยืดกล้ามเนื้อเบื้องต้น

2.ระยะฟื้นฟูกล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหว 6-12 สัปดาห์ เมื่อแผลเริ่มสมานดีแล้ว ให้เริ่มกายภาพบำบัดฝึกการเคลื่อนไหวไหล่แบบเบา ๆ และเพิ่มการยืดหยุ่นของข้อไหล่ รวมถึงการเสริมสร้างกล้ามเนื้อรอบๆ ไหล่เพื่อให้มั่นคงขึ้น

3.ระยะฟื้นตัวเต็มที่ 3-6 เดือนเน้นการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและความคล่องตัว

โดยระยะเวลาฟื้นตัวทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการฉีกขาด ส่วนใหญ่จะใช้เวลาประมาณ 4-6 เดือน ในการกลับมาใช้ชีวิตปกติ

อย่างไรก็ตาม เอ็นหัวไหล่ฉีกเป็นปัญหาที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย แต่สามารถป้องกันได้ด้วยการดูแลสุขภาพกล้ามเนื้อหัวไหล่
และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เสี่ยง หากคุณมีอาการเจ็บปวดหรือข้อไหล่ติดแข็ง ควรรีบมาพบแพทย์ เพราะถ้าหากปล่อยไว้อาจทำให้อาการปวดเรื้อรังและเส้นเอ็นบาดเจ็บมากขึ้น กลายเป็นความทรมานที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต

ขอประชาสัมพันธ์ข้อมูลจาก ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ในการรณรงค์ส่งเสริมให้ผู้บริจาคโลหิตมีการบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอทุก 3 เดือน หรือปีละ 4 ครั้งการบริจาคโลหิต เป็นการสละโลหิตส่วนที่ร่างกายยังไม่จำเป็นต้องใช้มาให้กับผู้ป่วย โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ แก่ร่างกาย ทั้งนี้ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิตทั่วประเทศ ได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์, หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ ได้แก่ สถานีกาชาด 11 วิเศษนิยม (บางแค) เดอะมอลล์ สาขาบางแค สาขาบางกะปิ สาขางามวงศ์วาน สาขาท่าพระ ศูนย์การค้า
ดิ เอ็มโพเรียม และบ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง), ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัดลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง) สงขลา และภูเก็ต, โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตทั่วประเทศ สอบถามได้ที่ฝ่ายจัดหาผู้บริจาคโลหิตฯ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทร.02-2564300, 02-2639600-99 ต่อ 1101, 1760, 1761 หรือ http://www.blooddonationthai.com

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ข้อควรรู้เบื้องต้นการตรวจเช็คช่วงล่างรถยนต์..เตรียมรถให้พร้อมเดินทางปลอดภัย

LIFE & HEALTH : ข้อควรรู้เบื้องต้นการตรวจเช็คช่วงล่างรถยนต์..เตรียมรถให้พร้อมเดินทางปลอดภัย

LIFE & HEALTH : ข้อควรรู้เบื้องต้นการตรวจเช็คช่วงล่างรถยนต์..เตรียมรถให้พร้อมเดินทางปลอดภัย

วันพุธ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2568, 07.30 น.

รถยนต์ถือเป็นพาหนะคู่ใจเป็นส่วนสำคัญของชีวิตประจำวัน บางคนบอกว่าเป็นปัจจัยที่ 5 กันเลยทีเดียว เพราะรถยนต์ช่วยให้เราและครอบครัวไปถึงจุดหมายได้อย่างปลอดภัยและสะดวกสบายทุกการเดินทาง ไม่ว่าจะใช้ไปทำงาน ท่องเที่ยว หรือทำธุระต่างๆ ดังนั้น การดูแลและเตรียมความพร้อมของรถยนต์จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามเพื่อให้ทุกการเดินทางราบรื่น ปลอดภัย และปราศจากปัญหากวนใจระหว่างทาง

โดยเฉพาะช่วงล่างของรถยนต์ ซึ่งเป็นระบบที่มีบทบาทสำคัญต่อความปลอดภัยและความนุ่มนวลในการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นระบบกันสะเทือน โช้คอัพลูกหมาก หรือยางรถยนต์ ล้วนส่งผลโดยตรงต่อการทรงตัวและการควบคุมรถ หากปล่อยให้ช่วงล่างมีปัญหาเสื่อมสภาพหรือชำรุด เช่น หลวม โคลงเคลง อาจนำไปสู่ปัญหาการขับขี่ที่ไม่เสถียรส่งผลให้การควบคุมรถลดลง การขับขี่ไม่นุ่มนวล รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ ผู้ใช้รถจึงควรให้ความสำคัญดูแลและเตรียมความพร้อมของรถยนต์ ซึ่งรวมถึงการตรวจสอบสภาพรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ การตรวจสอบด้วยตนเอง สังเกตอาการผิดปกติ รู้จักกับวิธีการดูแลตรวจเช็คเบื้องต้น หรือเข้าศูนย์บริการให้ช่างผู้เชี่ยวชาญตรวจซ่อมบำรุงรักษาตามระยะ และปรับปรุงช่วงล่างรถยนต์ให้แน่นฟิตอยู่เสมอเพื่อให้มั่นใจว่ารถอยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมการใช้งาน รวมถึงการเตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉินให้พร้อมเสมอ ช่วยให้ผู้ใช้รถขับขี่ได้อย่างมั่นใจเตรียมพร้อมสำหรับทุกการเดินทางอย่างปลอดภัยทุกเส้นทาง

ข้อมูลจาก ชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายชิ้นส่วนยานยนต์ภายใต้แบรนด์ “POP” ซึ่งเป็นชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์มาตรฐานสากลฝีมือคนไทยที่มีประสบการณ์มากกว่า 30 ปี ให้คำแนะนำว่า การตรวจเช็คและดูแลช่วงล่างของรถยนต์เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้รถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย ผู้ใช้รถควรตรวจสอบสภาพช่วงล่างของรถเป็นประจำ โดยเฉพาะหลังจากเดินทางไกลหรือขับขี่บนเส้นทางขรุขระ เพื่อป้องกันความเสียหายและช่วยยืดอายุการใช้งานของรถยนต์ เนื่องจากช่วงล่างของรถยนต์เป็นส่วนสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการขับขี่หากช่วงล่างมีปัญหา อาจทำให้รถสูญเสียการทรงตัว เกิดเสียงดัง หรือมีอาการสั่นสะเทือนขณะขับขี่ซึ่งอาจนำไปสู่อุบัติเหตุได้

10 ข้อควรรู้ในการตรวจสอบดูแลสภาพช่วงล่างรถยนต์

1.ตรวจสอบยาง : ความดันลมยาง ควรเช็คและปรับความดันลมยางให้ถูกต้องตามที่ผู้ผลิตแนะนำ ตรวจสอบดอกยาง ดูว่ามีการสึกหรอมากเกินไปหรือไม่ โดยใช้เหรียญหรือเครื่องมือวัดความลึกดอกยาง และที่สำคัญต้องเช็คสภาพยางสม่ำเสมอ เช็ครอยแตก, การบวม หรือสิ่งแปลกปลอมที่อาจทำให้ยางเสียหาย

2.ตรวจสอบระบบเบรก : ควรตรวจสอบระดับน้ำมันเบรก และเปลี่ยนตามที่ผู้ผลิตแนะนำที่สำคัญควร ตรวจสอบผ้าเบรก เช็คความหนาและสภาพของผ้าเบรกเพื่อป้องกันเสียงผิดปกติ หรือการสึกหรอที่ไม่สมบูรณ์

3.ตรวจสอบโช้คอัพ : ดูสัญญาณการรั่วซึม เพื่อตรวจสอบรอยน้ำมันที่อาจรั่วจากโช้คอัพ นอกจากนี้ ควรทดสอบการทำงานของโช้คอัพดูประสิทธิภาพความยืดหยุ่นโดยกดที่มุมรถแล้วปล่อยดูว่ารถกลับคืนได้เร็วหรือช้า

4.ตรวจสอบสปริง : เช็คความเสียหาย เช่น การเปลี่ยนรูปหรือการแตกของสปริงและควรทำความสะอาดจากสิ่งสกปรกเพื่อป้องกันการกัดกร่อน

5.ตรวจสอบพวงมาลัย : เช็คการตอบสนองโดยทดสอบว่าพวงมาลัยหมุนได้อย่างนุ่มนวลหรือมีเสียงผิดปกติ และควรตรวจสอบความหลวม เช็คการยึดติดของส่วนประกอบในระบบพวงมาลัย

6.ตรวจสอบข้อต่อและบูช : ตรวจสอบสภาพการใช้งาน มองหารอยแตกหรือการสึกหรอที่จุดเชื่อมต่อ และตรวจสอบการติดตั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าชิ้นส่วนยึดติดอย่างแน่นหนา

7.ตรวจสอบการบาลานซ์ล้อ : การบาลานซ์ล้อ ควรทำการบาลานซ์ล้อเป็นระยะเพื่อป้องกันการสึกหรอไม่สม่ำเสมอ

8.ตรวจสอบระบบขับเคลื่อน : ตรวจดูเพลาขับ เช็คว่ามีรอยแตก หรือสัญญาณการเสียหายและน้ำมันหล่อลื่น ควรตรวจสอบระดับน้ำมันในระบบขับเคลื่อนและให้เติมตามความจำเป็น

9.ทำความสะอาดช่วงล่าง : ควรล้างโคลนและสิ่งสกปรก เพื่อลดการกัดกร่อนและช่วยให้ตรวจสอบได้ง่ายขึ้น

10.การตรวจเช็คตามระยะ : ควรตรวจเช็คอย่างสม่ำเสมอ และให้ช่างผู้เชี่ยวชาญตรวจเช็คช่วงล่างอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง หรือทุก 10,000-15,000 กม.

การดูแลช่วงล่างรถยนต์อย่างละเอียดและสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อให้รถยนต์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยอีกทั้งยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมในระยะยาวช่วยยืดอายุการใช้งานของรถยนต์ นอกจากนี้ การเลือกใช้ชิ้นส่วนอะไหล่ที่มีคุณภาพได้มาตรฐานก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้มั่นใจได้ว่ารถยนต์จะมีสมรรถนะที่ดีและปลอดภัยต่อการใช้งาน ช่วงล่างแน่นฟิตยาวนาน พร้อมขับขี่อย่างปลอดภัยทุกการเดินทาง สำหรับ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด มุ่งมั่นพัฒนาและผลิตชิ้นส่วนยานยนต์คุณภาพสูงภายใต้แบรนด์ “POP” ซึ่งได้รับการยอมรับในอุตสาหกรรมยานยนต์มาอย่างยาวนานมากกว่า 30 ปี โดยมุ่งเน้นการผลิตชิ้นส่วนที่มีความทนทานและได้มาตรฐานสากล เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยในการขับขี่ของผู้ใช้รถยนต์ครอบคลุมตั้งแต่รถยนต์ส่วนบุคคลจนถึงรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ สอบถามรายละเอียด ที่ร้านอะไหล่รถยนต์ชั้นนำ ตัวแทนจำหน่าย หรือเว็บไซต์ https://chalitindustry.com

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : โรคไข้หวัดใหญ่ ภัยใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

LIFE & HEALTH : โรคไข้หวัดใหญ่ ภัยใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

LIFE & HEALTH : โรคไข้หวัดใหญ่ ภัยใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

วันพุธ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โรคไข้หวัดใหญ่เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่มีความรุนแรงมากกว่าไวรัสทางเดินหายใจอื่นๆ แพร่กระจายได้ง่ายผ่านละอองฝอยจากการไอหรือจาม โดยพบการระบาดและผู้เสียชีวิตเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากฤดูหนาวที่ยาวนานกว่าทุกปี ซึ่งไข้หวัดใหญ่ก่อให้เกิดอาการรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย อาจนำไปสู่ภาวะวิกฤตหรือเสียชีวิตได้โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงเช่น ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้ที่มีโรคประจำตัว

ข้อมูลจาก พญ.วรินทิพย์ มหาพสุธานนท์ อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่เกิดขึ้นได้ตลอดปี โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนฤดูกาล ไข้หวัดใหญ่ต่างจากไข้หวัดทั่วไป เพราะมีอาการรุนแรงกว่าและอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุหญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน และโรคปอดเรื้อรังไข้หวัดใหญ่สามารถแพร่กระจายผ่านละอองฝอยขนาดเล็กจากการไอหรือจาม และสามารถติดต่อได้ทางการสัมผัสพื้นผิวหรือสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัส เช่น ลูกบิดประตูโทรศัพท์มือถือ หรือโต๊ะทำงาน แล้วนำมือไปสัมผัสใบหน้า (ตา, จมูก, ปาก) ระยะฟักตัวของไข้หวัดใหญ่อยู่ที่ 1-4 วันโดยผู้ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อได้ ตั้งแต่ 1 วันก่อนแสดงอาการ ไปจนถึง 5-7 วันหลังจากมีอาการแรกเริ่ม สำหรับเด็กและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง อาจแพร่เชื้อได้นานกว่านี้

ไข้หวัดใหญ่มักมีอาการรุนแรงกว่าไข้หวัดทั่วไป และเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วโดยมีอาการหลัก ดังนี้

l ไข้สูง (38-40°c) เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน

l ปวดเมื่อยตามตัว ปวดกล้ามเนื้อโดยเฉพาะบริเวณหลัง แขน ขา

l ปวดศีรษะรุนแรง รู้สึกหนักศีรษะหรือหรือเวียนศีรษะ

l อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง อาการอาจคงอยู่นานหลายวัน

l ไอแห้งหรือไอมีเสมหะ อาจมีอาการเจ็บคอร่วมด้วย

l น้ำมูกไหล คัดจมูก แต่ไม่เด่นชัดเท่ากับไข้หวัดทั่วไป

l หนาวสั่น เหงื่อออก เนื่องจากไข้ขึ้นสูง

l เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียนพบได้บ่อยในเด็ก

อาการส่วนใหญ่มักดีขึ้นภายใน 7-10 วัน แต่ในบางกรณีอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ โดยมีกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ง่าย คือ เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี, ผู้สูงอายุ,หญิงตั้งครรภ์, ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง (เบาหวานโรคหัวใจ โรคปอดเรื้อรัง โรคไตเรื้อรัง โรคตับ)และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ติดเชื้อ HIV

ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่ควรระวัง

l ปอดอักเสบ (Pneumonia) : เชื้อไวรัสสามารถลุกลามเข้าสู่ปอด ทำให้หายใจลำบาก อาจเกิดจากไวรัสไข้หวัดใหญ่เองหรือจากการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน

l กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (Myocarditis) : ทำให้หัวใจอ่อนแรง หัวใจเต้นผิดจังหวะอาจเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว

l สมองอักเสบ (Encephalitis) : ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะรุนแรง ชักหรือหมดสติ

l ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว (Sepsis) : ทำให้ความดันโลหิตต่ำจนเป็นอันตรายถึงชีวิต กล้ามเนื้ออักเสบและไตวายบางรายอาจมีอาการปวดกล้ามเนื้อรุนแรง (Rhabdomyolysis) และเกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน

l ภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน (Acute Respiratory Distress Syndrome-ARDS) เป็นภาวะที่อาจเกิดขึ้นในผู้ป่วยวิกฤต

โดยไวรัสไข้หวัดใหญ่ แบ่งออกเป็น 4 สายพันธุ์หลัก ได้แก่

1. สายพันธุ์ A เป็นสายพันธุ์ที่รุนแรงและเกิดการระบาดใหญ่ทั่วโลก พบเป็นสายพันธุ์ที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประเทศไทย

2.สายพันธุ์ B มักระบาดตามฤดูกาลและอาการไม่รุนแรงเท่าสายพันธุ์ A

3.สายพันธุ์ C มีอาการไม่รุนแรงและไม่ทำให้เกิดการระบาดใหญ่

4.สายพันธุ์ D พบการระบาดในสัตว์เท่านั้น และยังไม่มีหลักฐานว่าทำให้เกิดโรคในมนุษย์

ทั้งนี้ การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ จะช่วยลดโอกาสป่วย ลดอัตราการติดเชื้อ ลดความรุนแรงของโรคและป้องกันภาวะแทรกซ้อน นอกจากนี้ยังแนะนำให้ดูแลตัวเองเพื่อป้องกันการติดเชื้อ ได้แก่ หมั่นล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้า สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่แออัด หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย งดใช้ของส่วนตัวร่วมกันรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะสามารถป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขอประชาสัมพันธ์ข้อมูลจาก ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ในการรณรงค์ส่งเสริมให้ผู้บริจาคโลหิตมีการบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอทุก 3 เดือนหรือปีละ 4 ครั้ง การบริจาคโลหิต เป็นการสละโลหิตส่วนที่ร่างกายยังไม่จำเป็นต้องใช้มาให้กับผู้ป่วย โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆแก่ร่างกาย ทั้งนี้ ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิตทั่วประเทศ ได้ที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติสภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์, หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ ได้แก่ สถานีกาชาด 11 วิเศษนิยม (บางแค) เดอะมอลล์ สาขาบางแค สาขาบางกะปิ สาขางามวงศ์วาน สาขาท่าพระ ศูนย์การค้าดิเอ็มโพเรียม และบ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง), ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัดลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง) สงขลา และภูเก็ต, โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตทั่วประเทศ สอบถามได้ที่ฝ่ายจัดหาผู้บริจาคโลหิตฯ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทร.02-2564300, 02-2639600-99 ต่อ 1101, 1760, 1761 หรือ www.blooddonationthai.com

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : ความก้าวหน้าในงานบริการ ปชช. ของ รพ.สมเด็จพระยุพราชเชียงของ จ.เชียงราย

Life & Health : ความก้าวหน้าในงานบริการ ปชช. ของ รพ.สมเด็จพระยุพราชเชียงของ จ.เชียงราย

Life & Health : ความก้าวหน้าในงานบริการ ปชช. ของ รพ.สมเด็จพระยุพราชเชียงของ จ.เชียงราย

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ด้วยพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในอันที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในชนบท ถิ่นทุรกันดารและห่างไกล ทรงมุ่งหวังให้ประชาชนเหล่านั้น ได้มีโอกาสเข้าถึงการรักษาพยาบาลด้วยความเอาใจใส่ที่ดี และให้ปลอดภัยจากความเจ็บไข้โดยทั่วถึงเสมอหน้ากัน

นพ.นพปฎล พรรณราย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเชียงของเปิดเผยว่า โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเชียงของ(รพร.เชียงของ) จึงเป็น 1 ใน 21 แห่งของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชที่ถูกจัดตั้งขึ้น จากปัญหาพื้นที่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย ซึ่งเป็นพื้นที่ทุรกันดารอยู่ห่างไกลจากตัวจังหวัดเชียงราย กว่า 120 กิโลเมตร พื้นที่มีลักษณะเป็นภูเขา เส้นทางการคมนาคมที่ไม่สะดวก การเข้าถึงบริการทางการแพทย์ค่อนข้างลำบาก และเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างยิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินวางศิลาฤกษ์โรงพยาบาล เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ.2520 และเสด็จฯทรงเปิดโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ.2522 ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นองค์นายกกิตติมศักดิ์ของมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช และยังทรงเป็นขวัญกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเชียงของอีกด้วย

ระยะเริ่มต้น รพร.เชียงของ เปิดเป็นโรงพยาบาลขนาด 30 เตียง มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบัน รพร.เชียงของ จัดเป็นโรงพยาบาลชุมชนแม่ข่ายหรือโรงพยาบาลรับ-ส่งต่อระดับ M2 ขนาด 72 เตียง เป็นโรงพยาบาลที่รองรับการส่งต่อจากโรงพยาบาลชุมชนใกล้เคียงอื่นเพื่อลดการส่งต่อไปยังโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ มีแพทย์จำนวน 13 คน เป็นแพทย์เฉพาะทาง 4 สาขา ได้แก่ อายุรกรรม ศัลยกรรม วิสัญญี และเวชศาสตร์ครอบครัว โดยมีบุคลากรรวมทั้งหมดประมาณ 293 คน ให้บริการประชาชนประมาณ 64,000 คน ครอบคลุม 7 ตำบล 102 หมู่บ้าน ในอำเภอเชียงของ และให้บริการการดูแลผู้ป่วย รพ.ข้างเคียง ได้แก่ รพ.ขุนตาล รพ.เวียงแก่น รวมจำนวนประชากรที่ รพร.เชียงของ ให้การดูแลรวมพื้นที่ข้างเคียง ประมาณ 98,293 คน นอกจากนี้ ยังมีผู้ป่วยจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวที่ข้ามมารักษา แสดงให้เห็นว่า รพร.เชียงของ เป็นที่พึ่งของประชาชนในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียง รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน ได้มีโรงพยาบาลที่มีคุณภาพ มีแพทย์เฉพาะทางให้บริการได้รับการรักษาพยาบาลที่ได้มาตรฐาน ช่วยร่นระยะทางและระยะเวลาในการเดินทางไปยังโรงพยาบาลจังหวัดของประชาชนได้เป็นอย่างมาก

ในปี 2567 รพร.เชียงของ ได้ให้บริการประชาชนในลักษณะผู้ป่วยนอก ประมาณ 191,330 ครั้ง หรือประมาณ 500-600 คนต่อวัน โดย 5 อันดับแรกของผู้ป่วยนอก คือ โรคไตเรื้อรัง ความดันโลหิตสูงโรคทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ โรคเบาหวานและโรคติดเชื้อเฉียบพลันในระบบทางเดินหายใจส่วนต้น และให้บริการผู้ป่วยใน 6,375 ราย หรือเฉลี่ยประมาณ 60 คนต่อวัน ส่วนใหญ่เข้ารับการรักษาด้วยเรื่อง โรคระบบทางเดินอาหารปอดอักเสบ เบาหวาน และโรคไต

เพื่อให้ชาวไทยทุกคนได้มีสุขภาพที่ดีถ้วนหน้ากัน และเหนือสิ่งอื่นใดก็คือ การยึดมั่นที่จะสืบสานและปฏิบัติงานให้สมดังพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รพร.เชียงของ จึงได้มุ่งมั่นพัฒนาและยกระดับการให้บริการอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านอาคารสถานที่ สิ่งแวดล้อม กำลังคนและคุณภาพบริการ โดยมีเป้าหมายในการบริการสุขภาพให้กับประชาชนทั้งชาวไทย รวมถึงสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ให้ได้รับการรักษาที่รวดเร็วและมีคุณภาพยิ่งขึ้น เช่น

1) ให้บริการคัดกรองมะเร็งลำไส้ และส่องกล้องลำไส้ใหญ่ด้วยกล้อง colonoscopy ช่วยลดระยะเวลารอคอย และทำให้ผู้รับบริการที่ตรวจพบมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะแรก (Early stage) สามารถเข้าสู่กระบวนการรักษาอย่างรวดเร็วภายใน 4 สัปดาห์ และผู้ป่วยสามารถได้รับการผ่าตัดรักษามะเร็งลำไส้ที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน ในปี พ.ศ.2566 รพร.เชียงของ ได้ให้บริการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ จำนวน 245 ราย พบมะเร็งลำไส้ใหญ่จำนวน 4 ราย สามารถให้การรักษาที่ รพร.เชียงของ จำนวน 3 ราย และส่งต่อไปรักษาที่ รพศ.เชียงรายประชานุเคราะห์ 1 ราย ในปีพ.ศ.2567 ให้บริการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ จำนวน 836 ราย พบมะเร็งลำไส้ใหญ่จำนวน 18 ราย ให้การรักษาที่รพร.เชียงของ จำนวน 15 ราย และส่งรักษาที่รพศ.เชียงรายประชานุเคราะห์ 3 ราย ทำให้ผู้ป่วยเข้าสู่กระบวนการรักษาได้รวดเร็วขึ้น

2) โครงการพัฒนาสมองส่วนหน้า (Executive function : EF) ในเด็กปฐมวัย โดยเริ่มดำเนินโครงการในพื้นที่ตำบลเวียงเชียงของ ตำบลสถาน ตำบลศรีดอนชัย และปัจจุบันได้ขยายบริการไปครอบคลุมทุกตำบลในอำเภอเชียงของ

3) โครงการต่อบ้านเติมสุข โดยได้รับการสนับสนุนจาก มูลนิธิ รพร. และมูลนิธิ รพ.สาขาเชียงของและผู้บริจาคในพื้นที่ เพื่อให้ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และกลุ่มเปราะบางมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยในปี 2567 ได้ดำเนินการสร้างบ้านเติมสุขไปแล้ว จำนวน 35 หลังและในปี 2568 อีกจำนวน 10 หลัง

4) โครงการเบาหวานหายได้ (DM Remission) เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ป้องกันภาวะแทรกซ้อนและพัฒนาศักยภาพแกนนำด้านการดูแลเบาหวาน ในปี 2567 จำนวนผู้ป่วยเบาหวานที่เข้าร่วมโครงการ สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีและสามารถลดยาได้ถึง 104 ราย

5) โครงการฟันเทียมเฉลิมพระเกียรติ รพร.เชียงของ ได้จัดทันตแพทย์หมุนเวียนไปให้บริการที่ รพ.สต. 6 แห่ง เป็นประจำทุกสัปดาห์ และตั้งแต่ปี พ.ศ.2565-มกราคม 2567 ให้บริการใส่ฟันเทียมกับผู้สูงอายุแล้ว 266 คน

6) โรงงานขาเทียมพระราชทาน สามารถผลิตขาเทียมพระราชทานให้แก่ผู้ที่ขาขาด ในเขตอำเภอเชียงของ อำเภอใกล้เคียง และ สปป.ลาว จำนวน 79 ขา

นอกจากนี้ รพร.เชียงของ ยังได้รับการรับรองคุณภาพบริการต่างๆ เช่น ผ่านการรับรองมาตรฐานคุณภาพโรงพยาบาล HA Reaccredit ครั้งที่ 4 ผ่านการรับรองเครือข่ายระบบสุขภาพระดับอำเภอ DHSA ผ่านการรับรองมาตรฐานห้องปฏิบัติการรังสีวินิจฉัย MOPH ผ่านการรับรองห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ ISO 15189 และ 15190 :2022 ได้การรับรองเป็นศูนย์ Wellness โดยกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก ประจำปี 2567 ผ่านเกณฑ์ GREEN & CLEAN Hospital Challenge ระดับท้าทายด้านการจัดการของเสียทางการแพทย์ ได้รับรางวัลศูนย์เครื่องมือแพทย์ต้นแบบ ปี 2567 ได้รับรางวัล Smart Lab & X-ray Award ห้องปฏิบัติการรังสีวินิจฉัยระดับดีเด่น ระดับโรงพยาบาลชุมชน เขตสุขภาพที่ 1 ปี พ.ศ.2567

เมื่อเร็วๆ นี้ สว.วิรัตน์ รักษ์พันธ์ กรรมาธิการวิสามัญ ในฐานะรองประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาคุณูปการของสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา นำคณะทำงานสืบสานพระราชปณิธานด้านโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช เดินทางไปศึกษาแนวทางการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเชียงของ ในด้านการพัฒนาระบบสารสนเทศทางการแพทย์ การให้การสนับสนุนด้านอุปกรณ์ทางการแพทย์ ห้องผู้ป่วยและอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในปี 2568 นี้ รพร.เชียงของมุ่งสู่การเป็นโรงพยาบาลอัจฉริยะต้นแบบ (Smart Hospital) มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการ และให้บริการประชาชน เช่น ระบบบริการ Paperless ทั้ง OPD และ IPD การชำระค่าบริการทางการแพทย์ออนไลน์ผ่านระบบ QR Code ระบบบริการHome Service เช่น Telemedicine, Home ward ใช้ระบบ AI ดูผล chest X-Ray และภาพถ่ายของจอประสาทตา (retinal imaging) รวมทั้งติดตั้งระบบป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ เพื่อความปลอดภัยและคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลด้วย รวมทั้งมีแผนในการประเมินโรงพยาบาลอัจฉริยะ (Smart Hospital) ในปี พ.ศ.2568

ทั้งนี้ ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธา ร่วมบริจาคเงินเพื่อใช้ในการพัฒนาระบบบริการสุขภาพของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเชียงของ สามารถร่วมบริจาคได้ที่ บัญชีเงินบริจาคของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเชียงของ เลขที่ 020146026582 ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาเชียงของ ใบเสร็จรับเงินสามารถลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ติดต่อบริจาค และขอใบเสร็จได้ที่ งานการเงินและบัญชีเบอร์โทรศัพท์ 053-791206 ต่อ 634

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานคณะทำงานสืบสานพระราชปณิธานด้าน รพ.สมเด็จพระยุพราช

ในคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาคุณูปการของสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา

LIFE & HEALTH : สมุนไพรไทยกับการส่งเสริมสุขภาพและการรักษาตามแนวทางธรรมชาติบำบัด

LIFE & HEALTH : สมุนไพรไทยกับการส่งเสริมสุขภาพและการรักษาตามแนวทางธรรมชาติบำบัด

LIFE & HEALTH : สมุนไพรไทยกับการส่งเสริมสุขภาพและการรักษาตามแนวทางธรรมชาติบำบัด

วันพุธ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ปัจจุบันมีคนสนใจความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริม ฟื้นฟูสุขภาพด้วยธรรมชาติบำบัดกันอย่างมาก พร้อมทั้งการรับประทานอาหารการดูแลรักษา กาย ใจ ที่จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายป้องกันไม่ให้เกิดโรคต่างๆ ในระยะยาว ข้อมูลจาก รศ.ดร.ภก.สุรพจน์ วงศ์ใหญ่ คณบดีวิทยาลัยเฮลท์ แอนด์เวลเนส (College of Health and Wellness) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยว่า เทรนด์ผลิตภัณฑ์สมุนไพรในตลาดโลกที่กำลังมาแรงมาจากหลายปัจจัย อาทิ ยาแผนปัจจุบันที่มีราคาแพงจึงมีการนำยาสมุนไพรมาใช้, การอนุรักษ์ความหลากหลายของแหล่งทรัพยากรสมุนไพรเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งในประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก นอกจากนี้ ยังมีเรื่องผลข้างเคียงของการใช้ยาแผนปัจจุบันจากโรค NCDs หรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น มะเร็ง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจหลอดเลือด โรคทางสมอง และซึมเศร้าที่ต้องกินยาเคมีต่อเนื่องส่งผลกระทบต่อการทำงานของตับและไต ดังนั้น จึงต้องการรักษาด้วยแพทย์ทางเลือก (Alternative Medicine) หรือเป็นแบบการแพทย์ผสมผสาน (Complementary Medicine) โดยใช้ยาสมุนไพรควบคู่กับยาแผนปัจจุบันเพื่อลดผลข้างเคียง

สมุนไพรมีบทบาทสำคัญในการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันโดยเฉพาะโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หายขาดโดยปรากฏในรูปผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และในสังคมผู้สูงอายุได้หันมาบริโภคอาหารเสริมเพื่อให้มีสุขภาพที่ดีและชะลอวัย (Anti-Aging)ที่เป็นเทรนด์ของสมุนไพรชะลอวัยในขณะนี้ ในขณะเดียวกันเทรนด์ตลาดโลกเรื่องการรักษาโรคนิยมใช้ตํารับยาสมุนไพรที่มีส่วนประกอบสมุนไพรหลายตัวที่มีหลักฐานงานวิจัยพิสูจน์ในคนไข้ว่ามีประสิทธิภาพสูงและปลอดภัย ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของธรรมชาติบำบัดที่ประเทศไทยที่มีการใช้ตํารับยาแผนไทยแห่งชาติทั้งหมด 50,000 ตำรับ ถือว่าเป็นทรัพยากรทางภูมิปัญญาที่ทรงคุณค่าและสามารถนำมาปรับมาใช้ได้ตามเทรนด์ของตลาดโลกโดยเฉพาะโรค NCDs (non-communicable diseases หรือกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง)

หากมองไปที่กระแสธุรกิจสุขภาพ ในปี 2566 มีมูลค่าการตลาดที่ 6.3ล้านล้านดอลลาร์ มีผลิตภัณฑ์สมุนไพรเกี่ยวโยงทั้งเรื่องความงามและผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย อาหารสุขภาพ โภชนาการ และการลดน้ำหนัก การป้องกันโรคและการแพทย์แม่นยำ การแพทย์ดั้งเดิมและการแพทย์ผสมผสาน เวลเนสอสังหาริมทรัพย์ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และเรื่องสุขภาพจิตซึ่งสมุนไพรจะเชื่อมโยงไปทั้งหมดรวมทั้งสปาด้วย สำหรับประเทศไทยการบริการด้านเวลเนสที่ได้รับความนิยมสูงสุดคืออาหารสุขภาพ โภชนาการ และการลดน้ำหนักรองลงมาคือ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และ ความงามและผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย

จากปัญหาสุขภาพมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะโรค NCDs จากการคาดการณ์ขององค์การอนามัยโลกพบว่า ปี 2593 จะมีประชากรครึ่งโลก หรือ 4,650 ล้านคน ป่วยด้วยโรค NCDs อย่างน้อยคนละหนึ่งโรค ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างมาก ในขณะที่คนไทยเสียชีวิตด้วยโรค NCDs 74% มากกว่าค่าเฉลี่ยของโลกในปัจจุบันคือ 71% และมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือด ข้ออักเสบ โรคหัวใจ หลอดเลือดสมองตีบตันโรคปอด มะเร็ง และซึมเศร้า

ปัจจุบันผู้บริโภคมีความรู้มากขึ้นในเรื่องของสุขภาพทำให้อาหารฟังชั่นจากสมุนไพรที่มีสรรพคุณมากกว่าอาหารปกติโดยเฉพาะมีสรรพคุณต้านการอักเสบและต้านสารพิษเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็ง และโรค NCDs อื่นๆ กำลังเป็นที่นิยมสูงในตลาดโลก อาทิ ขมิ้นชัน ขิง กานพลูโรสแมรี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพืชสมุนไพรพื้นถิ่นที่ประเทศไทยมี โดยงาน Natural Products Expo West ปี 2567 จัดขึ้นที่ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าสมุนไพรที่ได้รับความนิยมสูงสุด เช่น ว่านหางจระเข้ที่มีสรรพคุณในการเสริมภูมิคุ้มกันและช่วยระบายท้อง โสมอินเดียช่วยลดความเครียด cranberry รักษาทางเดินปัสสาวะอักเสบจากการติดเชื้อ E. coli, elderberry เสริมภูมิคุ้มกัน, milk thistle ช่วยบำรุงตับ, กลุ่มเห็ดช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน, ไลโคปีนจากมะเขือเทศช่วยบำรุงต่อมลูกหมาก เป็นต้น

สำหรับสมุนไพรล้างพิษ ที่ได้รับความนิยมในตลาดโลกในขณะนี้ อาทิ evening primrose, milk thistle, nettle, sage, rosemary, yarrow, yellow dock, หัวหอมและกระเทียม ส่วนประเทศไทยก็มีสมุนไพรล้างพิษที่ดี อาทิ รางจืด หญ้านางแดง ขิง และงา เป็นต้น สำหรับสมุนไพรยอดฮิตอีกกลุ่มคืออะแด็ปโตเจนซึ่งเป็นสมุนไพรที่ช่วยให้ร่างกายปรับสมดุลจากภาวะเครียดในร่างกายที่อาจส่งผลให้ร่างกายเสื่อมและแก่เร็วโดยอาจก่อให้เกิดการอักเสบในร่างกายสูง ดังนั้น การปรับสภาวะในร่างกายไม่ให้เครียดโดยการใช้สมุนไพรกลุ่มนี้

สมุนไพรไทยที่เป็นดาวรุ่งของไทยและในตลาดโลกนิยมนำมาใช้เป็นอาหารเสริมสุขภาพมากที่สุด คือ ขมิ้นชันซึ่งมีงานวิจัยต่างๆ เกี่ยวกับสารสีส้ม คือcurcuminoids ที่มีจำนวน 3 ชนิดมีสรรพคุณโดดเด่นคือต้านอนุมูลอิสระต้านการอักเสบ และเสริมภูมิคุ้มกัน พบว่าขมิ้นชันไทยมีสาร curcumin มากสุด ถัดลงมาคือสาร demethoxycurcumin และสาร bisdemethoxycurcumin ตามลำดับ ดังนั้นการได้สารสกัดเคอร์คูมินอยด์ 3 ชนิดนี้มาทำอาหารเสริมจะมีสรรพคุณที่ช่วยลดความเสี่ยงโรค NCDs เช่น มะเร็ง และยังช่วยบำรุงสมองด้วย นอกจากนี้ยังมี จมูกข้าวที่มีสารสำคัญ คือ gamma-oryzanol ที่ช่วยลดโคเลสเตอรอล เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในน้ำมันจมูกข้าวยังมีวิตามินอีด้วยสำหรับกระแสอาหารเสริมที่มีสารbeta-sitosterol ที่จัดเป็นสารชนิดหนึ่งในกลุ่มสาร gamma-oryzanol ที่พบในน้ำมันจมูกข้าวของไทย กำลังพุ่งแรงเพราะนอกจากสามารถลดไขมันในเลือดและเสริมภูมิคุ้มแล้วยังช่วยบำรุงต่อมลูกหมากและช่วยลดความเสี่ยงต่อมลูกหมากโตได้ด้วย สรรพคุณที่ดีต่อต่อมลูกหมากนี้ยังมีในสารฟลาโวนอยด์ที่ชื่อ quercetin ซึ่งพบปริมาณมากในใบหม่อนและหอมแดงของบ้านเรา

ประเทศไทยเป็นแหล่งสมุนไพรที่มีคุณภาพ การพัฒนาวิจัยต่อยอดเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์สุขภาพชั้นดีจึงเป็นโอกาสของประเทศไทย เนื่องจากสมุนไพรมีสารต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบมีสรรพคุณชะลอวัย เป็นยาสมุนไพรที่ตลาดโลกต้องการโดยเฉพาะยาแผนไทยที่สามารถใช้ในการป้องกันและรักษาโรค NCDsที่จะช่วยลดวิกฤตปัญหาสุขภาพได้ขณะนี้ นอกจากนี้ สมุนไพรในกลุ่มอาหารเสริม ยา และเครื่องสำอาง กำลังเป็นที่นิยมของตลาดโลกที่หากมีการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมสมุนไพรที่ใช้ในประเทศและส่งออกได้ก็สร้างความยั่งยืนต่อสุขภาพของคนไทยและยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจของประเทศได้อีกด้วยในยามนี้

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : แนวโน้มการใช้งาน GenAI ในทางธุรกิจ

Life & Health : แนวโน้มการใช้งาน GenAI ในทางธุรกิจ

Life & Health : แนวโน้มการใช้งาน GenAI ในทางธุรกิจ

วันพุธ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Generative AI คือ ปัญญาประดิษฐ์ รูปแบบหนึ่งที่ใช้สำหรับสร้างเนื้อหาใหม่ๆ ได้อย่างหลากหลายแบบอัตโนมัติโดยที่ไม่ต้องมีมนุษย์เข้ามาช่วย เช่น ใช้สร้างข้อความ รูปภาพ เพลง วีดีโอ ฯลฯโดยทางธุรกิจสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานหลากหลาย เช่น การสร้างภาพ การประมวลผล การสร้างเสียงดนตรี เป็นต้น ทั้งนี้ Gen AI ได้เริ่มมีการนำมาใช้ในหลายอุตสาหกรรม เช่น การตลาดการพัฒนาซอฟต์แวร์ การสร้างคอนเทนต์ และอื่นๆ โดยมีความสามารถในการทำงานที่ซับซ้อนและมีประสิทธิภาพสูง

ข้อมูลจาก วิไลพร ทวีลาภพันทอง หัวหน้ากลุ่มลูกค้าธุรกิจบริการทางการเงินในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และหัวหน้าสายงานธุรกิจที่ปรึกษา บริษัท PwC ประเทศไทย เปิดเผยว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence : AI) ไม่ใช่แค่กระแส แต่กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงธุรกิจ โดยการทำให้ AI เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญขององค์กรนั้นเป็นสิ่งจำเป็น เพราะกลยุทธ์ AI จะทำให้บริษัทต่างๆ สามารถก้าวหน้าไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็วและทำให้คู่แข่งตามทันได้ยาก

ในปีนี้ GenAI จะถูกพัฒนาและนำมาใช้งานเพื่อบรรลุกลยุทธ์ทางธุรกิจอย่างจริงจังและแพร่หลายมากขึ้น หลังจากในปีที่ผ่านมา GenAI ได้รับการตอบรับที่ดีมากในตลาดไทย โดยองค์กรหลายแห่งมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนี้ในหลากหลายมิติไม่ว่าจะเป็นการสร้างคอนเทนต์การตลาดแบบเฉพาะบุคคล การยกระดับการให้บริการลูกค้า การพัฒนาเกมและความบันเทิงให้มีความน่าสนใจ รวมไปจนถึงการใช้งานด้านการศึกษาและการฝึกอบรม

สำหรับภาคธุรกิจ AI ยังเป็นเทคโนโลยีที่ PwC และลูกค้าของเราในหลายอุตสาหกรรมได้นำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นในด้านการเขียนโค้ด การสนับสนุนลูกค้าด้วยแชทบอท AI ที่มีการปฏิสัมพันธ์ใกล้เคียงกับมนุษย์และการจัดการคำถามที่ซับซ้อน รวมไปถึงการยกระดับทักษะและการฝึกอบรมพนักงานผ่านแพลตฟอร์ม AI ให้เหมาะกับรูปแบบการเรียนรู้ของแต่ละคน

ทั้งนี้ จากข้อมูลของศูนย์ธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ (AI Governance Center หรือ AIGC) ภายใต้สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ที่ได้เผยผลสำรวจ
ความพร้อมในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สำหรับบริการดิจิทัลประจำปี 2567 (AI ReadinessMeasurement 2024) ระบุว่า สัดส่วนขององค์กรไทยที่ประยุกต์ใช้งาน AI แล้วเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 17.8% จากปี 2566 อยู่ที่ 15.2% และยังมีองค์กรที่จะเตรียมใช้งาน AI ในอนาคตสูงถึง 73.3%

เมื่อเดือนธันวาคม 2567 บทความ “2025 AI Business Predictions” ของ PwC ได้ระบุถึงการช่วยลูกค้าเปลี่ยนแปลงธุรกิจด้วย AI ว่า บริษัทที่มีประสิทธิภาพสูงสุดจะเปลี่ยนจากการไล่ตามกรณีการใช้ AI ไปสู่การใช้ AI เพื่อเติมเต็มกลยุทธ์ทางธุรกิจ โดยกระบวนการทำงานพื้นฐานจะเปลี่ยนแปลงไป แต่มนุษย์ยังคงมีบทบาทสำคัญในการสอนและจัดการ AI ในขณะที่พวกเขาจะสามารถทำงานในรูปแบบอัตโนมัติได้ง่ายขึ้น

ทั้งนี้ ในประเทศสหรัฐอเมริกา เกือบครึ่ง(49%) ของผู้นำด้านเทคโนโลยีที่ตอบแบบสำรวจรายงาน Pulse Survey ของ PwC ประจำเดือนตุลาคม 2567 กล่าวว่า ได้ผนวก AI เข้ากับกลยุทธ์ ธุรกิจหลักของบริษัทของพวกเขาอย่างเต็มรูปแบบ และหนึ่งในสาม กล่าวว่า AI ได้รับการผนวกเข้ากับผลิตภัณฑ์และบริการอย่างเต็มรูปแบบ

คาดการณ์แนวโน้มการใช้งาน AI ในปี 2568

นอกจากนี้ วิไลพร ทวีลาภพันทอง ยังได้คาดการณ์ทิศทางการพัฒนาของ AI ในปีนี้ดังต่อไปนี้

1.การปรับแต่งเฉพาะบุคคลขั้นสูง :GenAI จะเสนอการปรับแต่งที่ซับซ้อนมากขึ้น โดยระบบมีความสามารถในการสร้างเนื้อหาและประสบการณ์ที่ปรับแต่งเฉพาะบุคคลโดยอิงจากการวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ ซึ่งอาจบูรณาการ AI เข้ากับเทคโนโลยีที่ผสมผสานระหว่างโลกเสมือนและโลกแห่งความเป็นจริง (augmented reality : AR) และเทคโนโลยีความจริงเสมือน (virtual reality: VR) เพื่อเสริมประสบการณ์เฉพาะบุคคล

2.การร่วมมือกับมนุษย์ที่มากขึ้น : เครื่องมือ GenAI จะสามารถทำงานร่วมกับมนุษย์ในการสร้างสรรค์ เสนอแนะ และการทำซ้ำความคิดแบบเรียลไทม์ ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพในหลากหลายโดเมน

3.กำหนดกรอบจริยธรรมและระเบียบข้อบังคับ : การใช้ GenAI อย่างแพร่หลายจะนำไปสู่แนวปฏิบัติและระเบียบข้อบังคับด้านจริยธรรมที่เข้มงวดยิ่งขึ้น โดยเน้นถึงความเป็นส่วนตัว
ความปลอดภัย และการลดอคติ เพื่อให้แน่ใจว่ามีการใช้งานอย่างมีความรับผิดชอบ

4.ความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม : การพัฒนาเทคโนโลยี GenAI อาจเน้นที่ความยั่งยืน โดยใช้ AI เพื่อสร้างโซลูชั่นสำหรับปัญหาสิ่งแวดล้อมเช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการทรัพยากร หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

5.การรักษาความปลอดภัยของแอปพลิเคชั่นจะถูกยกระดับ : GenAI สามารถนำไปใช้เพื่อปรับปรุงมาตรการด้านความปลอดภัยของแอปพลิเคชั่น เช่น การสร้างโปรโตคอลความปลอดภัยที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ หรือการจำลองภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่อาจเกิดขึ้นเพื่อการเตรียมความพร้อมรับมือที่ดีขึ้น

6.AI ในศิลปะสร้างสรรค์ : ศิลปินและผู้สร้างสรรค์งานศิลปะอาจใช้ GenAI มากขึ้นเพื่อขยายขอบเขตของงานศิลปะ ซึ่งจะนำไปสู่ศิลปะประเภทใหม่ๆ ที่ผสมผสานความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์กับเนื้อหาที่สร้างโดยเครื่องจักร (machine-generated content)

ธุรกิจต้องเน้นย้ำถึง “Responsible AI”

ภาคธุรกิจยังคงต้องตระหนักถึงความเสี่ยงที่เกิดจากการใช้งาน AI เพื่อสร้างความไว้วางใจให้กับผู้บริโภคและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งที่ผ่านมาPwC ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาและนำแนวทางปฏิบัติด้าน AI อย่างมีความรับผิดชอบ(responsible AI) ไปประยุกต์ใช้กับลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ โดยควรยึดหลักสี่ประการดังต่อไปนี้

1.การออกแบบและการใช้งานตามจริยธรรม : AI ควรได้รับการออกแบบและใช้งานในลักษณะที่เคารพสิทธิมนุษยชนและปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรม ซึ่งรวมถึงการให้ความยุติธรรม ความโปร่งใส และความรับผิดชอบ ในระบบ AI

2.การลดอคติ : องค์กรต่างๆ ควรนำกลยุทธ์มาใช้เพื่อระบุและลดอคติในโมเดล AI ซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้ชุดข้อมูลที่หลากหลายการตรวจสอบเป็นประจำ และเครื่องมือตรวจจับอคติเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ยุติธรรม

3.ความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัว : การปกป้องความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและการรับรองมาตรการรักษาความปลอดภัยที่แข็งแกร่งถือเป็นสิ่งสำคัญ องค์กรต่างๆ ควรปฏิบัติตามกฎระเบียบการปกป้องข้อมูลที่เกี่ยวข้องและนำแนวทางจัดการข้อมูลที่ปลอดภัยมาใช้

4.การกำกับดูแลและความรับผิดชอบ : การกำหนดโครงสร้างการกำกับดูแลที่ชัดเจนสำหรับโครงการด้าน AI ถือเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งรวมถึงการกำหนดบทบาทและความรับผิดชอบ การจัดตั้งกลไกการกำกับดูแล และการรับรอง

การกำกับดูแล AI อย่างมีความรับผิดชอบ ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกองค์กรจำเป็นต้องมีเพื่อสร้างความไว้วางใจและจัดการความเสี่ยงได้อย่างเป็นระบบ โดยการกำกับดูแลที่แข็งแกร่งไม่ว่าจะผ่านทีมตรวจสอบภายในที่มีทักษะสูง หรือผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการควบคุมการใช้งาน AI และยังเป็นแนวทางที่จะดึงศักยภาพของ AI มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่ดิจิทัล

ในส่วนของการใช้ AI อย่างมีจริยธรรม (AI ethics) นั้นข้อมูลจากผลสำรวจ ความพร้อมในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สำหรับบริการดิจิทัลประจำปี 2567 ของศูนย์ AIGC โดย ETDA ระบุว่ามีเพียง 16.5% ขององค์กรไทยที่นำ AI ethics มาประยุกต์ใช้ภายในองค์กรแล้ว ในขณะที่ 43.7% กำลังเริ่มวางแนวคิดในการนำ AI ethics มาปรับใช้

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ฝุ่นจิ๋ว PM2.5 ผลต่อสุขภาพและคุณภาพการใชชีวิต

LIFE&HEALTH : ฝุ่นจิ๋ว PM2.5 ผลต่อสุขภาพและคุณภาพการใชชีวิต

LIFE&HEALTH : ฝุ่นจิ๋ว PM2.5 ผลต่อสุขภาพและคุณภาพการใชชีวิต

วันพุธ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในช่วงฤดูหนาว หลายพื้นที่ในประเทศไทยต้องเผชิญกับภัยร้ายต่อสุขภาพอย่างฝุ่นละออง PM2.5 ซึ่งในปัจจุบันค่าฝุ่นในหลายพื้นที่เริ่มเกินมาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อผู้ที่มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคภูมิแพ้และเยื่อบุจมูกอักเสบที่อาจมีอาการกำเริบได้ ฝุ่นพิษเหล่านี้ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจทั้งส่วนบนและส่วนล่าง โดยอาการที่พบบ่อย ได้แก่ การจาม คันจมูก น้ำมูกไหล เสมหะลงคอ และในบางรายอาจเกิดอาการเยื่อบุจมูกอักเสบจนเป็นแผลเล็กๆ ทำให้เลือดกำเดาไหลนอกจากนี้ ฝุ่น PM2.5 ยังส่งผลกระทบรุนแรงกับผู้ที่มีปัญหาภูมิแพ้เรื้อรังหรือภาวะคัดจมูกเรื้อรังอีกด้วย

ข้อมูลจาก นพ.นัทพล ธรรมสิทธิ์บูรณ์ โสต ศอ นาสิกแพทย์ โรงพยาบาลเวชธานีเปิดเผยว่า PM2.5 ฝุ่นละอองขนาดเล็กที่หลายคนคงเคยได้ยิน หากใครที่มีการสัมผัสกับฝุ่นละอองชนิดนี้ อาจส่งผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและยาวได้ ดังนี้

ผลกระทบในระยะสั้น

l ก่อให้เกิดการระคายเคืองบริเวณดวงตา, จมูก, คอ และทางเดินหายใจ

l ทำให้เกิดอาการแสบตา ไอ จาม น้ำมูกไหล หายใจไม่สะดวก หอบเหนื่อย

l ทำให้สมรรถภาพปอดแย่ลง

l ทำให้โรคประจำตัว เช่น โรคหอบหืด หรือโรคหัวใจกำเริบ

ผลกระทบในระยะยาว

l ทำให้เกิดโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง

l สมรรถภาพปอดลดลง

l เพิ่มอัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งปอด เนื่องจากฝุ่นขนาดเล็กเหล่านี้ถือเป็นสารก่อมะเร็งชนิดหนึ่ง

นอกจากนี้ ฝุ่น PM2.5 จะเป็นตัวกระตุ้นให้อาการต่างๆ ของผู้ป่วยที่มีปัญหาทางด้านระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคภูมิแพ้เรื้อรัง กำเริบขึ้นได้ ซึ่งการดูแลสุขภาพในสถานการณ์ PM2.5 กลุ่มคนที่มีปัญหาเรื่องภูมิแพ้เรื้อรังอยู่แล้วควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง ใช้อุปกรณ์ป้องกันระบบหายใจ ควรล้างจมูกเพื่อชะล้างฝุ่นละอองที่เกาะอยู่บนผนังจมูก ออกไป ใช้ยารักษาภูมิแพ้ที่รักษาอยู่เดิมอย่างต่อเนื่อง เช่น การใช้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูกสำหรับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ทางจมูก หรือการใช้ยาสเตียรอยด์พ่นทางปากสำหรับโรคหอบหืด เป็นต้น

หากผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อการใช้ยาหรือมีอาการคัดจมูกที่เกิดจากเยื่อบุจมูกส่วนล่างโต ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่เรียกว่า“RF (Radiofrequency) หรือการรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ” โดยแพทย์จะใช้เข็มลักษณะพิเศษใส่เข้าไปในเยื่อบุโพรงจมูกของผู้ป่วย จากนั้นคลื่นวิทยุจะเปลี่ยนเป็นความร้อน จนเยื่อบุโพรงจมูกมีการหดตัวลง ส่งผลให้ช่องขนาดโพรงจมูกกลับมามีพื้นที่ว่างมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ป่วยสามารถหายใจได้โล่งและสะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งข้อดีของการรักษาด้วยวิธีนี้ คือสามารถทำได้โดยใช้ยาชาเฉพาะที่ผู้ป่วยจึงไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล ใช้เวลาในการรักษาประมาณ 10-15 นาที โดยจะเห็นผลการรักษาภายใน 2 สัปดาห์ ส่วนกรณีที่ผู้ป่วยเกิดอาการคัดจมูกเนื่องจากเยื่อบุจมูกบวมโตอีกครั้ง สามารถรักษาด้วยวิธีการดังกล่าวซ้ำได้

การเตรียมตัวก่อนการรักษาด้วยคลื่นวิทยุ RF ผู้ป่วยควรจะรักษาสุขภาพให้แข็งแรง เช่น พักผ่อนอย่างเพียงพอ เพื่อป้องกันไข้หวัดหรือการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจซึ่งอาจทำให้ต้องเลื่อนการรักษา สำหรับผู้ป่วยที่รับประทานยาบางชนิด เช่น ยาแอสไพริน หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด ต้องหยุดยาก่อนล่วงหน้า 7-10 วัน

ทั้งนี้ หลังทำ RF 24-48 ชั่วโมงแรก ให้หลีกเลี่ยงการสั่งน้ำมูกแรงๆ หลีกเลี่ยงการแคะ แกะ เกา หรือกระทบกระเทือนบริเวณจมูก งดออกกำลังกายหักโหม ยกของหนัก หรือการออกแรงมาก เพราะอาจทำให้มีเลือดออกหากมีเลือดออกให้นอนศีรษะสูง อมและประคบน้ำแข็งจนกระทั่งเลือดหยุด หากเลือดออกไม่หยุดหรือออกมากผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

ข้อมูลจาก ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิงเลขาธิการกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เปิดเผยว่านับตั้งแต่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีกรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงรับกองทุนโรคมะเร็งในเด็กไว้ในพระอุปถัมภ์ จวบจนปัจจุบันเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้วที่ทรงมีพระเมตตาช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศในรพ.กว่า 20 แห่ง รูปแบบในการให้ความช่วยเหลือคือ ช่วยค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษา รวมทั้งค่ายา ค่าเดินทางมาตรวจรักษา ค่าที่พักเวชภัณฑ์ต่างๆ ด้วย สามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่บัญชี 133-2-08742-3 โทร.02-7183800 ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ