หนอนหนังสือมีเฮ Post Books Clearance Sale ลดสูงสุด 90%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/599059

  • วันที่ 28 ส.ค. 2562 เวลา 20:00 น.

หนอนหนังสือมีเฮ Post Books Clearance Sale ลดสูงสุด 90%

โปรแรงแซงทุกสำนัก Post Books เอาใจคนรักหนังสือจัดโปรโมชั่นลดสูงสุด 90% พร้อม #บุฟเฟ่ต์ไม่อั้น เต็มถุงเพียง 99 บาท!! และโปร “1+1” ซื้อเล่มแรกราคาปกติ เล่มที่สองแค่ 1 บาท!!

พลาดไม่ได้กับโปรโมชั่นที่ทุกคนรอคอยกับโปรโมชั่นสนั่นวงการ

#บุฟเฟ่ต์ไม่อั้น เต็มถุงเพียง 99 บาท!

#โปรโมชั่น 1 บาท!!!!! “1+1” ซื้อหนังสือเล่มแรกในราคาปกติ เล่มที่สองจ่ายเพียง 1 บาทเท่านั้น!

 

ไปช้อปกระจายกันได้ที่ชั้น G อาคารบางกอกโพสต์ คลองเตย

เริ่มวันที่ : 29 ส.ค.-2 ก.ย. 2562

เวลา : 10.00-17.00 น.

เช็กลิสต์ 9 โรคใกล้ตัวคนทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/598824

  • วันที่ 27 ส.ค. 2562 เวลา 10:30 น.

เช็กลิสต์ 9 โรคใกล้ตัวคนทำงาน

คนทำงานนับวันนอกจากประสบการณ์ด้านการทำงานที่มากขึ้นและเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังมีอายุที่เพิ่มขึ้นบวกกับภาระหน้าที่และความเครียดที่มากขึ้น ทำให้มีเวลาพักผ่อนน้อยลง ดูแลสุขภาพน้อยลง เพิ่มความเสี่ยงให้โรคภัยเข้ามาใกล้ตัวจนลืมระมัดระวังซึ่งนับว่าอันตรายอย่างยิ่ง มาดูกันว่าโรคภัยใกล้ตัวที่คนวัยทำงานมีความเสี่ยงมากมีอะไรบ้าง

1. โรคอ้วน

ด้วยไลฟ์สไตล์ลักษณะการดำเนินชีวิตที่รีบเร่ง บวกกับพฤติกรรมซ้ำๆ เดิมๆ ของการนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวันจนไม่มีเวลาออกกำลังกาย ทำให้ชาวออฟฟิศและอาชีพที่ต้องนั่งทำงานนิ่งๆ ทั้งวัน มีความเสี่ยงในการเป็นโรคอ้วนสูงมาก

2. ไขมันอุดตันเส้นเลือด

หลายต่อหลายครั้งคุณอาจเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทานอาหารฟาสต์ฟู้ด กินแป้งและน้ำตาลในปริมาณมาก กินผักผลไม้น้อย นอกจากจะส่งผลให้ระบบขับถ่ายผิดปกติแล้ว ยังเสี่ยงต่อภาวะไขมันอุดตันในเส้นเลือดอีกด้วย

3. โรคเบาหวาน

สืบเนื่องต่อจากอาหารการกิน เห็นรูปร่างเอวบางร่างน้อย แต่หากดื่มกาแฟนม น้ำผลไม้ปั่นใส่น้ำเชื่อมเป็นประจำ ก็อาจจะมีสิทธิ์เป็นโรคเบาหวานได้เช่นกัน

4. ไมเกรน

ภาวะเครียด พักผ่อนน้อย เป็นสาเหตุที่นำไปสู่โรคปวดหัวเรื้อรัง หรืออาจเป็นไมเกรนได้ ซึ่งเป็นขั้นกว่าของอาการปวดศีรษะปกติ เพราะทานยาทั่วไปอาจยังไม่หาย บางครั้งลามปวดถึงกระบอกตา และอาจปวดมากจนรบกวนการดำเนินชีวิตประจำวัน อาจไม่ใช่โรคร้ายแรงที่ถึงขั้นคร่าชีวิต แต่ก็สร้างความลำบากให้กับชีวิตได้มากเหมือนกัน

5. กระเพาะอาหารอักเสบ

เมื่อไรก็ตามที่เริ่มทานอาหารไม่ตรงเวลา ทานข้ามมื้อไปมา หรืออดอาหารบ่อยๆ ระวังจะปวดท้อง แสบท้อง คลื่นไส้อาเจียน เพราะโรคกระเพาะอาหารอักเสบถามหาเรียบร้อยแล้วนั่นเอง

6. กรดไหลย้อน

หากใครรอดมาจากโรคกระเพาะอาหารอักเสบมาได้ อาจจะมาตกม้าตายเอาที่กรดไหลย้อน เพราะระดับความทรมานคูณสาม กรดที่เอาไว้ย่อยอาหารย้อนกลับขึ้นมาทางลำไส้ หลอดอาหาร ปวดแสบปวดร้อนที่กลางอก และอาเจียนเอาอาหารที่ทานเข้าไปออกมาด้วย ไม่มีใครอยากเป็นแน่นอน สาเหตุเป็นไปทั้งจากความเครียด ทานอาหารไม่เป็นเวลา ทานอาหารมากจนเกินไป และอื่นๆ

7. กระเพาะปัสสาวะอักเสบ

ใครที่ต้องทำงานแข่งกับเวลาตลอด ต้องอยู่กับที่ไปไหนไม่ได้เป็นเวลานานๆ อาจจะต้องประชุมทั้งวัน พนักงานแคชเชียร์ที่ลูกค้าต่อคิวยาวเหยียด เวรยามที่ปลีกตัวไปไหนไม่ได้ เจ้าหน้าที่ดูแลระบบต่างๆ อาจทำให้ต้องกลั้นปัสสาวะนานๆ จนเป็นสาเหตุของอาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้

8. มะเร็ง

นี่ก็เป็นอีกโรคที่สามารถคุกคามคุณได้ทุกเมื่อ โดยไม่มีสาเหตุแน่ชัด ทั้งมาจากพฤติกรรมในการใช้ชีวิตของเราเอง และจากพันธุกรรม แต่วัยทำงานจะเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว จากสภาวะความเครียด การบริโภคที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ไม่ดูแลสุขภาพ ไม่ออกกำลังกาย และด้วยอายุที่มากขึ้นทุกวัน

9. หัวใจ

ความเครียดเป็นสาเหตุหนึ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับโรคนี้ เมื่อเราทำงาน เราอาจหลีกเลี่ยงความเครียดไม่ได้ แต่หากเราบริหารอารมณ์ ความรู้สึกไม่ได้ หรือไม่รู้จักปล่อยวาง เวลาพักผ่อนก็ไม่ยอมพักผ่อน มีความกดดันในตัวเองสูง คุณก็กำลังเสี่ยงกับโรคหัวใจอยู่ ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไรก็ตาม

สำหรับวิธีหลีกเลี่ยงโรคเหล่านี้ คงหนีไม่พ้นการหันมาดูแลสุขภาพของตัวเองให้มากขึ้น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ดูแลเรื่องอาหารการกินให้ครบ 5 ลดหรือรักษาน้ำหนักให้อยู่ตามเกณฑ์มาตรฐาน ลดแป้ง น้ำตาล และไขมันให้น้อยลง รู้จักควบคุมอารมณ์ แบ่งเวลาทำงาน และเวลาพักผ่อน ทานอาหารให้ตรงเวลา และดื่มน้ำมากๆ หากรู้สึกผิดปกติในร่ายกาย ควรรีบพบแพทย์ และตรวจสุขภาพเป็นประจำปีอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

 

ภาพ freepik

เคล็ด(ไม่)ลับช่วยให้ ‘งาน’ บันดาลสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/598753

  • วันที่ 26 ส.ค. 2562 เวลา 17:17 น.

เคล็ด(ไม่)ลับช่วยให้ 'งาน' บันดาลสุข

หน้าที่การงานบ่งบอกคุณภาพชีวิตและฐานะทางสังคมที่ดี จึงทำให้คนส่วนมากจมอยู่กับการใช้ชีวิตในที่ทำงาน และคำกล่าวที่ว่า “ชีวิตคืองานบันดาลสุข ทำงานให้สนุก เป็นสุขเมื่อทำงาน” รู้ 10 เคล็ดลับสร้างความสุขเมื่อทำงานที่ช่วยให้เกิดผลที่ดีทั้งตัวเองและองค์กร

1.ออกจากบ้านให้เร็วที่สุด เป็นการสร้างวินัยและถ้าทำได้ก็สร้างความสุขให้แก่มนุษย์ออฟฟิศได้ดีมาก การฝึกตื่นเช้าสำหรับหลายๆ คนอาจจะเป็นเรื่องยากเย็น อาจลองหาเหตุผลดีๆ สักข้อ กำหนดอะไรบางอย่างสำคัญๆ ที่จะต้องทำให้เป็นวันพิเศษอีกวัน ก็อาจจะเป็นแรงบันดาลใจให้ลุกขึ้นจากเตียงได้ง่ายขึ้น เช่น สาวๆ ซื้อชุดทำงานใหม่มาพร้อมเครื่องสำอางเซตใหม่ ก็เป็นการสร้างความสดใสสวยๆ ให้ตื่นเช้าได้สบายๆเลยทีเดียว

2.กล่าวคำทักทายตอนเช้า เริ่มต้นวันด้วยการกล่าวทักทายทุกๆ คนที่ออฟฟิศด้วยคำว่า สวัสดี ไม่ลืมรอยยิ้ม แล้วเมื่อเราได้รับคำทักทายพร้อมรอยยิ้มกลับมา บรรยากาศแห่งความสุขเกิดขึ้นได้แม้เพียงสิ่งเล็กน้อยเท่านี้เอง แนะนำข้อนี้โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นพนักงานหน้าใหม่ในออฟฟิศ การตื่นเต้นกับสถานที่ใหม่ๆ ก็อาจทำให้สีหน้าเคร่งเครียดโดยไม่รู้ตัว ส่องกระจกในห้องน้ำแล้วยิ้ม ช่วยลดความซีเรียส ลดความตื่นเต้นได้เยอะเลย

3.สร้างมิตรผูกพัน ความมีมนุษยสัมพันธ์เริ่มต้นจากการทักทาย การแสดงความเป็นมิตรกับบุคคลต่างๆ ทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก รวมไปถึงการแสดงความรู้สึกเป็นห่วงเป็นใย การแสดงไมตรีจิตกับผู้อื่น ตลอดจนการแสดงกิริยาท่าทางและการใช้วาจาเพื่อสร้างความคุ้นเคย การรักษาความสัมพันธ์อันดีงามไว้ ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี

4.ตั้งคำถามกับตัวเอง เรามีความสุขกับงานที่ทำอยู่หรือไม่? ถ้าทำงานแล้วไม่สนุกกับสิ่งที่ทำ ควรทำอย่างไร? หรือทำไมรู้สึกเบื่อหน่ายเกือบทุกๆ เช้าเมื่อก้าวเข้าออฟฟิศ? ทำไมช่วงเวลาในการทำงานจึงเชื่องช้ามาก กว่าจะพ้นผ่าน 9 ชั่วโมงในแต่ละวัน? หรือถ้ามีโอกาสที่จะลางานก็รีบทำทันที…ใช่หรือไม่? ถ้ามีคำถามเหล่านี้ผุดขึ้นมาแค่เพียง 1 คำถาม ก็คงต้องถึงเวลาเปลี่ยนงานกันได้แล้ว แต่ถ้ายังไม่มีโอกาสในการเริ่มต้นงานใหม่ก็ควรเปลี่ยนทัศนคติโดยเร็ว ลองบอกตัวเองว่า “วันนี้ฉันจะตั้งใจทำงานที่ฉันรัก” ย่อมสร้างกำลังใจได้ดีกว่าพูดว่า “ทุกวันก็มีแต่งานเดิมๆ ซ้ำๆ น่าเบื่อ” ซึ่งทำให้เบื่องานมากกว่าเดิม

5.อย่าต่อว่าองค์กร ทุกๆ แห่งย่อมมีปัญหาและอุปสรรค แต่ถ้าเราไม่มีความรู้สึกผูกพันกับองค์กร ความรู้สึกของคำว่า “ทนอยู่” จะเกิดขึ้นได้ทันที อย่าทำงานเพียงรอรับเงินเดือนเมื่อครบสิ้นเดือนเท่านั้น แล้วถ้ามีปัญหาก็อย่าต่อว่าหรือพูดถึงองค์กรของคุณในทางที่ไม่ดี เช่น ปรับเงินเดือนโบนัสน้อยเกินไป การเลือกทำงานอยู่ในองค์กรแห่งนี้ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเราเองทั้งสิ้น แล้วออฟฟิศก็เป็นที่ที่เราใช้เวลามากกว่าเวลาที่บ้านเสียอีก

6.อย่าดูถูกเพื่อนร่วมงาน การตั้งเป้าหมายที่สูงลิ่วก็อาจทำให้เราเกิดความรู้สึกแบบนี้โดยไม่รู้ตัว ไม่มีใครที่จะประสบความสำเร็จในการทำงานโดยลำพัง และความสำเร็จย่อมเกิดขึ้นจากความร่วมมือของบุคคลรอบข้างตัวคุณ ถ้าต้องมีการขอความร่วมมือ หรือคุณต้องเป็นฝ่ายให้ความช่วยเหลือในด้านอื่นๆ แก่เพื่อนร่วมงาน ควรมองคนที่คุณค่าแท้จริง และอย่าลืมว่าทุกคนมีทักษะและความชำนาญในงานที่แตกต่างกันไป คุณทำงานของคุณได้ แต่คุณอาจไม่สามารถทำงานของคนอื่นได้ และการวัดคุณภาพของคนทำงานได้ดีไม่ใช่แค่การศึกษาระดับปริญญา แต่มีปัจจัยอื่นๆ ที่ใช้วัดความสามารถ เช่น การควบคุมอารมณ์ (Emotional Quotient : EQ) ความสามารถในการปรับตัว (Adaptability) คนทำงานควรศึกษาและปรับตัวให้เข้ากับคนได้ทุกประเภทและทุกระดับ

7.ถ้างานผิดพลาด อย่าคิดแต่หาคนรับผิดชอบเท่านั้น คนทำงานย่อมเกิดความผิดพลาดได้ทุกคน ซึ่งแตกต่างจากคนที่ไม่เคยผิดพลาดเพราะนั่นคือคนที่ไม่เคยทำงานเลย นี่เป็นสัจธรรม เมื่อเกิดความผิดพลาดต้องมุ่งสู่การแก้ไขให้รวดเร็วที่สุด การได้รับมือกับปัญหาทำให้ได้เรียนรู้ความผิดพลาดในครั้งนี้อีกด้วย

8.คิดบวก เป็นเรื่องนำมาใช้ได้ตลอดกาล การปรับความคิด ทัศนคติ โดยให้มองโลกในทางบวกไว้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นกับหัวหน้างาน เพื่อนร่วมทีม หรือแม้กระทั่งบุคคลนอกออฟฟิศที่ต้องติดต่อด้วย

9.สร้างความสุขในที่ทำงาน การให้ในที่นี้หมายความรวมถึงทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการให้ความช่วยเหลือ ให้ความรู้สึกดีๆ ให้กำลังใจ ให้โอกาสเพื่อนร่วมงาน และให้อภัยเพื่อนร่วมงานด้วย ในบางออฟฟิศสิ่งที่มักจะขาดแคลนก็คือการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน

10.สร้างความกระตือรือร้น นอกจากนำไปสู่ความสำเร็จ ก็ช่วยทำให้งานที่ดูยากๆ กลายเป็นเรื่องไม่น่าเบื่อหน่าย พลังจะเพิ่มได้ถึง 2-3 เท่า เพราะแสดงถึงการมีกำลังใจ มีพลัง มีความเชื่อมั่นที่สูง ส่งผลให้เกิดการลงมือทำโดยเร็ว ความกระตือรือร้นเป็นคุณสมบัติที่ทุกคนจะต้องมี เป็นภาวะช่วยสร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นให้การลงมือทำที่ตื่นเต้น สนุกสนาน ทำให้ผู้คนที่อยู่ใกล้ชิดพลอยกระตือรือร้นตามไปด้วย

 

ภาพ freepik

เตรียมพร้อมเติบโตเป็นหัวหน้าต้องมี 5 ทักษะนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/598737

  • วันที่ 26 ส.ค. 2562 เวลา 13:40 น.

เตรียมพร้อมเติบโตเป็นหัวหน้าต้องมี 5 ทักษะนี้

ในการทำงานไม่ว่าใครก็ต้องการความก้าวหน้าในตำแหน่งและหน้าที่ที่สูงขึ้นไป การได้เลื่อนตำแหน่งจึงถือเป็นความก้าวหน้าอย่างหนึ่งซึ่งไม่ว่าใครก็มีสิทธิที่จะเป็นได้ แต่ว่าการเป็นหัวหน้าที่ประสบความสำเร็จนั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่ายอย่างแน่นอน

ในขณะเดียวกัน สำหรับผู้นำหรือผู้บริหารองค์กรที่ต้องเลือกคนขึ้นมาเป็นหัวหน้าก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะตัดสินใจเช่นกัน เพราะบางทีพอแต่งตั้งมาแล้วก็ไม่รู้ว่าคนอื่นจะยอมรับหรือไม่ หรือคนที่ได้รับแต่งตั้งอาจถูกมองว่าไม่ควรได้รับการแต่งตั้ง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องคุณสมบัติ ความสามารถ หรืออาจถึงขั้นถูกมองว่าเติบโตเพราะใช้เส้นสายความสนิท

ดังนั้น เรามาดูกันดีกว่าว่าการเลือกบุคคลขึ้นมาเป็นหัวหน้านั้น ผู้บริหารองค์กรจะเลือกคนที่มีทักษะอย่างไร จึงจะทำให้งานบรรลุเป้าหมายตามที่องค์กรได้กำหนดไว้ได้

1.ความรู้ในงาน (Knowledge of His Work)

กล่าวคือ ต้องมีความรู้ในการงานที่ตัวเองต้องปฏิบัติ รู้ว่าตนเองต้องทำอะไร มีอะไรเกี่ยวข้องบ้าง เช่น พนักงาน (Men) เครื่องมือ อุปกรณ์ (Tools) วัตถุดิบ (Materials) เครื่องจักร (Machines) วิธีการทำงาน (Methods)สิ่งแวดล้อมในการปฏิบัติงาน (Environment) และมาตรฐานการปฏิบัติงาน (Standards) โดยสามารถจัดการกับสิ่งต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม เพื่อทำให้งานบรรลุเป้าหมายที่ได้ตั้งเอาไว้

2.ความรู้ในหน้าที่ความรับผิดชอบ (Knowledge of Responsibilities)

ต้องสามารถนำความคาดหวัง หรือนโยบาย ไปปฏิบัติและกระจายไปสู่ผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งต้องอาศัยทักษะในการปฏิบัติ และควบคุมงาน เพื่อทำให้พนักงานที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน สามารถทำงานได้บรรลุตามวัตถุประสงค์ หรือเป้าหมายที่หน่วยงานคาดหวังเอาไว้

3.ทักษะในการสั่งงาน (Skill in Instruction)

โดยต้องสามารถมอบหมายงานให้กับพนักงานได้อย่างเหมาะสมกับความรู้ ความสามารถ ด้วยความรวดเร็ว ถูกต้อง และที่สำคัญคือ ต้องมีความสุขุม รอบคอบ และระมัดระวังในการใช้คน

4.ทักษะในการปรับปรุงงาน (Skill in Improving Methods)

โดยที่หัวหน้างานต้องมีทัศนคติที่ดีต่อการปรับปรุงและพัฒนางาน โดยต้องคิดหาวิธีที่จะปรับปรุงสภาพการปฏิบัติงานประจำวันให้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเพิ่มความสามารถในการปฏิบัติงาน การลดปริมาณของเสีย การเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องจักร การลดขั้นตอนการผลิต หรือการปฏิบัติงาน หรือแม้กระทั่งการลดความผิดพลาด เป็นต้น

5.ทักษะในการปฏิบัติงานร่วมกับผู้อื่น (Skill in Working with People)

ทักษะนี้สำคัญมากและเป็นตัววัดที่แท้จริงว่าคุณคือหัวหน้างานตัวจริงหรือไม่ และเป็นตัวที่สนับสนุนให้ทักษะทั้ง 4 ข้อแรกนั้นบรรลุผล หัวหน้าต้องรู้จักเรียนรู้ผู้ใต้บังคับบัญชา ลดความคับข้องใจหรือไม่พึงพอใจ และสร้างให้เกิดความสามัคคีในการปฏิบัติงาน

นอกจากนี้ ผู้บังคับบัญชาหรือผู้นำจะนำประวัติการปฏิบัติงาน เช่น การขาด ลา มาสาย รวมทั้งความประพฤติอื่นๆ มาประกอบเพื่อพิจารณาถึงความเหมาะสมในการให้โอกาสเลื่อนตำแหน่งในครั้งนี้

 

ภาพ freepik

How to เนรมิตชีวิตการทำงานของเด็กใหม่ให้แฮปปี้ตั้งแต่วินาทีแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/561457

  • วันที่ 26 ส.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

How to เนรมิตชีวิตการทำงานของเด็กใหม่ให้แฮปปี้ตั้งแต่วินาทีแรก

จงคิดว่า “เราคือคนโชคดี” ในยุคที่การงานหายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร และทันทีที่ชีวิตคนทำงานหน้าใหม่เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งในออฟฟิศใหม่ เจ้านายใหม่ เพื่อนร่วมงานก็หน้าตาใหม่ๆ อยู่รายรอบตัวเรา ที่ไม่รู้ว่าพวกเขาจะดีหรือจะคุยกับเราหรือเปล่า? แล้วจะสามารถทำงานร่วมกันราบรื่นหรือไม่ จะมีใครสอนงานให้หรือไม่?!!

ไม่รวมไปถึงเรื่องหยุมหยิม ชวนกังวล ช่วงพักกลางวันจะนั่งกินข้าวกับใคร รายละเอียดวัฒนธรรมในองค์กรเป็นอย่างไรบ้าง? กลายเป็นความเครียด จนอาจจะส่งผลกระทบกับงานไปเลยก็เป็นไปได้ อย่าคิดลบ มีวิธีไม่ยากเลย กับการสร้างสรรค์ชีวิตการงานที่มีความสุขตั้งแต่เริ่มงานวันแรก

เริ่มต้นสร้างมิตรภาพที่ดี

ในช่วงที่เริ่มทำงานออฟฟิศใหม่ สิ่งแรกที่คุณจะต้องตระหนักไว้เสมอก็คือการยื่นมิตรภาพที่ดีต่อเพื่อนร่วมงาน อย่ามัวแต่ตกอกตกใจไป ถ้ามีคนบางคนหน้าตาบอกบุญไม่รับจะเป็นมิตรหรือไม่ก็ตาม แต่การที่เริ่มต้นผูกมิตรกับเขาไว้ตั้งแต่วันแรก คือเคล็ดลับการเริ่มต้นสร้างมิตรภาพในที่ทำงานได้ดีเลิศ ใครทำแบบนั้นได้มีแต่ผลดีไม่มีคำว่าเสีย เพราะฉะนั้นวันแรกที่เข้าไปยกมือไหว้พี่ (ขา) ใหญ่ไว้ก่อน แล้วอย่าลืมรอยยิ้ม ยิ้มทักทายทุกคนด้วยความสดใส รอยยิ้มคือสิ่งที่เหนือความคาดหมาย ทำให้คนหน้าใหม่ดูเฉิดฉาย ดูน่าสนใจอย่างยิ่ง และรอยยิ้มคือสัญลักษณ์ของความมั่นใจในตัวเอง

เมื่อได้พบเพื่อนร่วมทีม ยิ้มแย้มแจ่มใส และกล่าวฝากเนื้อฝากตัวกับเพื่อนร่วมงานใหม่ นี่คือภาพความประทับใจแรก คือสิ่งที่สำคัญของการปลูกมิตรภาพนี้ให้คงอยู่ตลอดการทำงาน จำไว้ยิ้มให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ รอยยิ้มคือสิ่งที่ช่วยยืนยันให้คู่สนทนา เพื่อนใหม่ รู้ว่าเรากำลังสนใจสิ่งที่อีกฝ่ายพูด รอยยิ้มยังเป็นสิ่งที่บอกให้คนรอบตัวรู้ได้ทันทีด้วยว่าเราทำงานด้วยความมั่นใจมีความสุข และคนเราก็อยากอยู่ใกล้คนที่มีความสุขกันทั้งนั้น

ฝึกเป็นนักสนทนาที่ดี

“สวัสดีค่ะ ดิฉัน/ผม ชื่อ…ค่ะ/ครับ” ถ้าเริ่มต้นด้วยประโยคแบบนี้ จะดูทางการมากไปหรือเปล่า (นะ)?!! ซึ่งนี่ก็คือเหตุผลที่ผู้คนส่วนใหญ่พบว่าเป็นการยาก ในการเป็นนักสนทนาที่ดี ก็เพราะว่าพวกเขา “กลัวว่าจะพูดบางสิ่งบางอย่างที่ธรรมดาเกินไป” แลดูโจ่งแจ้งเกินไป หรือพูดบางสิ่งที่ (ฟังดูแล้ว) ไม่มีความจริงใจ หรือบางสิ่งที่ไร้คุณค่าสำหรับคู่สนทนาหรือบางสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับกาลเทศะไปเลย

การแก้ไขในเรื่องนี้ก็คือ วิธีสร้างการสนทนาเป็นไปอย่างรื่นเริง ลองกระตุ้นจิตใจให้กระปรี้กระเปร่า แต่ไม่ใช่สะกดจิตให้ดูรื่นเริงเกินไป จงหยุดความพยายามเป็นบุคคลสมบูรณ์แบบ ไม่มีใครสามารถแสดงความหลักแหลมได้ทุกนาทีหรอกนะ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องบีบคั้นคำพูดหลักแหลมคมคายออกมา เพียงแค่ปล่อยให้ลิ้นทำงานไปเองโดยอัตโนมัติ ทำตัวให้เป็นธรรมชาติ

เปิดใจให้กว้าง

คนเราทั่วๆ ไป ก็มักจะประเมินคนที่เราพบโดยใช้เวลาเพียง 10 วินาทีเท่านั้น ดังนั้นอย่ากลายเป็นคนทั่วไปเสียล่ะ อย่าเพิ่งมีอคติกับใครที่เพิ่งพบกันเป็นครั้งแรก เพราะความคิดของคนเราเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

อย่าลืมว่าการสร้างสรรค์และรักษามิตรภาพในที่ทำงานจะแตกต่างจากมิตรภาพนอกที่ทำงานอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากมีข้อจำกัดมากมาย มีความคาดหวัง สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ ขอบอกเลยว่าเพื่อนในออฟฟิศคนละกลุ่ม คนละเรื่องกับเพื่อนซี้ไปเที่ยว เล่น กิน นอนในวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือเพื่อนสนิทสมัยมัธยมหรือมหาวิทยาลัย การเริ่มต้นใหม่โดยเรียนรู้วิธีสร้างมิตรภาพ จะช่วยเพิ่มบรรยากาศแห่งความสุขในที่ทำงาน เสริมสร้างผลงาน มีเพื่อนพ้องใหม่ๆ รวมถึงคุณก็จะกลายเป็นบุคคลที่ใครๆ ในที่ทำงานก็อยากจะมาเป็นเพื่อนด้วย

พูดคุยปรับความเข้าใจ

เริ่มงานใหม่ที่ยังไม่คุ้นเคย ไม่ชำนาญ ย่อมมีปัญหาตามมาไม่ยากอยู่แล้ว เมื่อมีปัญหาควรพูดคุยกันอย่างสุภาพเพื่อปรับความเข้าใจ ผลลัพธ์ที่ได้อย่างน้อยที่สุดการเข้าหาและแสดงความจริงใจ ความอ่อนน้อมอาจจะทำให้เราและเพื่อนร่วมงานเข้าใจกันมากยิ่งขึ้น และต่างปรับตัวเข้าหากันมากยิ่งขึ้น ปรับปรุงตัวในสิ่งที่เราผิดพลาด พร้อมน้อมรับความคิดเห็น เสียงติติงต่างๆ ในสิ่งที่เราทำไม่ถูก รวมไปถึงพัฒนาตนเองและแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น เพื่อที่จะทำให้เขาเห็นว่าเราใส่ใจและรับฟังความคิดเห็นของเขาอยู่เสมอ

นอกเหนือจากนี้ อย่าลืมที่จะกล่าวขอบคุณและขอโทษ ซึ่งคือยากระชับมิตรชั้นดี เพราะในโลกของการทำงานที่บางครั้งอาจจะดูดุเดือดไปบ้าง ไม่ว่ามีปัญหาอะไร ถ้าหากเราเป็นคนผิดหรือวัยวุฒิน้อยกว่า การพูดว่าขอโทษจะเป็นการช่วยให้ปัญหาคลายตัวลงบ้าง รวมไปถึงการกล่าวขอบคุณให้ติดปากอยู่เสมอ ทั้งนี้ โปรดจำไว้เสมอว่าปัญหาในที่ทำงานเป็นสิ่งที่ยากจะหลีกเลี่ยง แต่เราก็สามารถหลีกเลี่ยงได้ด้วยการปล่อยวาง มีสติ ตั้งใจทำงานและการพูดคุยที่สุภาพและจริงใจ

อย่าแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน

หนึ่งในอุปสรรคที่ท้าทายที่สุดกับการสร้างมิตรภาพในที่ทำงาน คือการต้องแยกแยะให้ออกระหว่างคนที่คุณพยายามจะผูกมิตรกับคนที่มีตำแหน่งในบริษัท และจงระวังความรู้สึกของการแข่งขัน เนื่องจากมันจะส่งผลในแง่ลบกับมิตรภาพใหม่ๆ ที่ตั้งใจสร้างขึ้น แทนที่จะเป็นประโยชน์ในวันข้างหน้า

อุปนิสัยของคนเราล้วนมีแนวโน้มที่จะเลือกให้ความสนิทสนมกับคนที่มีเป้าหมายเดียวกันในการทำงาน เช่น ก้าวสู่ทีมร่วมโปรเจกต์ใหญ่ด้วยกัน หรือการบรรลุเป้าหมายร่วมกัน ดังนั้นครั้งต่อไปก่อนที่คุณจะเริ่มเปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อนร่วมงาน ให้ถอยหลังไปก้าวหนึ่ง และจำไว้ว่าเราคือทีมเดียวกัน

เป็นผู้สังเกตการณ์ที่ดี

ให้เรียนรู้โดยการมองดูที่พฤติกรรมการแสดงออกของผู้อื่น ควรสังเกตเฝ้าดูคนอื่นที่ “ชอบให้ความช่วยเหลือคนอื่น” “ทำแค่ขอโทษในความผิดพลาดของตัวเอง” และ “เป็นผู้ให้มากกว่าเป็นผู้รับ” เป็นต้น จากนั้นให้คุณหันกลับมามองดูตัวเอง แล้วลองพิจารณาดูว่าตัวคุณเองนั้นมีพฤติกรรมแสดงออกเช่นนั้นบ้างหรือไม่

หลีกเลี่ยงเผชิญหน้ากับคนแปลกๆ

ในที่ทำงานส่วนใหญ่นั้นก็มักจะมีเพื่อนร่วมงานที่มีบุคลิกภาพแปลกๆ ติดออฟฟิศอยู่เสมอ แต่ถ้าคุณไม่อยากปวดหัวกับคนแบบนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องไปยุ่งเกี่ยวข้องแวะอะไรมากมาย ควรอยู่ห่างๆ พวกเขาไว้ แต่ก็สามารถนำพฤติกรรมของคนเหล่านี้มาใช้ในการเรียนรู้เกี่ยวกับพัฒนาตัวเองได้เช่นกัน ควรคิดเสมอว่าพฤติกรรม “ดูแปลกๆ” นั้นอาจไม่ใช่พฤติกรรมที่ “ไม่ดี” เสมอไป

 

ภาพ freepik

3 กลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมที่พบบ่อยในคนทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/590766

  • วันที่ 26 ส.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

3 กลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมที่พบบ่อยในคนทำงาน

ชวนสำรวจ 3 กลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมที่พบบ่อย พร้อมแนวทางการรักษาที่ตรงจุด

ปัจจุบันด้วยไลฟ์สไตล์และรูปแบบการทำงานที่อยู่ในพื้นที่จำกัด ไม่ว่าจะนั่งบนโต๊ะทำงาน นั่งในรถ ซ้ำร้ายหลายคนยังผูกติดอยู่กับจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ทำให้เกิดกลุ่มอาการ “ออฟฟิศซินโดรม” ซึ่งในประเทศไทยพบผู้มีอาการเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 55 เป็นร้อยละ 60 แต่ในประเทศพัฒนาแล้วกลับพบมากถึงร้อยละ 80 และมักพบในช่วงอายุวัยทำงานคือ อายุระหว่าง 26-44 ปี

กลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมที่พบบ่อยมี 3 ระบบ ได้แก่

  1. อาการทางระบบการมองเห็น อาการในกลุ่มนี้เกิดจากการมองจอคอมพิวเตอร์นานๆ หรือนั่งทำงานอยู่ในตำแหน่งที่มีแสงสว่างไม่เหมาะสม
  2. อาการทางระบบทางเดินหายใจ เกิดจากการนั่งทำงานในห้องปรับอากาศที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก หรือห้องที่มีมลภาวะจากหมึกเครื่องพิมพ์ หมึกเครื่องถ่ายเอกสาร เป็นต้น
  3. อาการทางระบบกล้ามเนื้อ เป็นอาการที่พบได้บ่อยสุด ส่วนใหญ่มาด้วยอาการปวด หรืออาการเมื่อยล้า ในรายที่เริ่มเป็นใหม่ๆ จะมีอาการเฉพาะช่วงพัก ช่วงเว้นว่างที่ไม่ได้จดจ่ออยู่กับการทำงาน หรือช่วงเวลาก่อนนอน ส่วนผู้ป่วยรายที่มีอาการหนักขึ้นอาจมีกล้ามเนื้อหดเกร็งค้าง ล็อกข้อไว้ ทำให้เกิดอาการเจ็บแปลบขึ้นมาขณะเคลื่อนไหวร่างกายส่วนนั้นๆ บางรายมีความรู้สึกคล้ายอาการชา และรู้สึกยิบๆ บริเวณผิวหนังร่วมด้วย อาการทางระบบกล้ามเนื้อเหล่านี้เกิดจากการปล่อยให้ร่างกายเคลื่อนไหวน้อยกว่าปกติ มักเกิดขึ้นที่บริเวณ คอ บ่า ไหล่ มากที่สุด รองลงมาคือหลังส่วนล่าง ส่วนบริเวณข้อมือและแขน จะพบมากเป็นอันดับสาม

แนวทางการรักษาออฟฟิศซินโดรม

  • เลี่ยงการนั่งในรถและนั่งท่าเดิมๆ บนโต๊ะทำงานติดต่อกันเป็นเวลานาน
  • ลดปริมาณงาน เวลาการทำงาน ควรลุกเดินหรือยืดเส้นยืดสาย ปรับเปลี่ยนอิริยาบถ
  • งดความเครียดของตัวเองด้วยวิธีบำบัดต่างๆไม่ว่าจะเป็นการพูดคุย การฟังดนตรี จนถึงการปรับสู่อิริยาบถนอน เป็นต้น
  • แก้ไขท่านั่งทำงานและท่านั่งขับรถให้ถูกต้อง
  • บอกลาอาการปวดโดยยืด เหยียด กด ประคบ ด้วยการออกแบบท่ากายบริหารเหยียดยืดกล้ามเนื้อบริเวณที่มีอาการ การนวดกดจุด หรือการใช้เครื่องมือประคบทางกายภาพบำบัด
  • ปรับท่าด้วยการออกแบบท่าทางเพื่อให้ร่างกายส่วนนั้นๆ ได้เปรียบเชิงกลขณะทำงาน
  • การสอดแทรกท่ากายบริหารเพื่อเพิ่มความคงทนของกล้ามเนื้อที่มีอาการเข้าไปในการออกกำลังกายประจำวัน
  • การรักษาด้วยการดัดข้อ การกระตุ้นกล้ามเนื้อด้วยเข็ม ฝังเข็ม หรือฉีดยาลงบนกล้ามเนื้อบริเวณที่มีอาการ

ภาพ  freepik

จัดการโต๊ะทำงานให้น่านั่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/515402

  • วันที่ 25 ส.ค. 2562 เวลา 07:00 น.

จัดการโต๊ะทำงานให้น่านั่ง

งานจะออกมาดีหรือไม่ นอกจากความสามารถของเราแล้ว การมีโต๊ะที่เอื้อต่อการทำงาน และรู้วิธีการใช้โต๊ะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นเรื่องที่คนทำงานออฟฟิศน่าจะเรียนรู้เคล็ดลับเหล่านี้เอาไว้

1.แยกเอกสารให้ชัด

บางคนแยกเอกสารไว้เป็นหมวดหมู่อย่างดี เช่น เรียงลำดับตามอักษร บางคนจัดตามแผนกที่ติดต่อ ตามรูปแบบการทำงานของแต่ละคน แต่ปัญหาอย่างหนึ่งที่พบในทุกที่ก็คือพื้นที่เท่าไรก็ไม่พอกับการเก็บเอกสารจนต้องวางสูงท่วมหัว เรามีวิธีที่ง่ายกว่านั้น ขอเพียงให้คุณแยกเอกสารให้ออกระหว่างเอกสารที่เป็นข้อมูลประกอบการทำงาน กับเอกสารที่ใช้ในการติดต่องาน เช่นเอกสารที่ต้องการรอการเซ็นสัญญา หรือเอกสารนัดหมาย

หากเป็นเอกสารที่ใช้ในการเซ็นสัญญาควรจัดเรียงตามแผนก หรือเรื่องราวให้ชัดเจนง่ายต่อการสืบค้น แต่เอกสารที่ใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงเมื่อใช้เสร็จแล้วสามารถทำลายทิ้งได้ทันที จะช่วยลดการสะสมของกระดาษบนโต๊ะทำงานได้มากทีเดียว และเคล็ดลับอีกอย่างหนึ่งในการเคลียร์เอกสารบนโต๊ะทำงานของคุณ ถ้ามีกองเอกสารไหนที่คุณไม่ได้แตะต้องนานเป็นปี สามารถนำเอกสารหรือหนังสือกองนั้นไปทิ้งหรือรีไซเคิลได้ทันที

2.ใช้โพสต์อิทดึงสมาธิ

การใช้กระดาษโพสต์อิท เขียนงานที่จะต้องทำในวันนั้นก่อนเริ่มงานเป็นเทคนิคอย่างหนึ่งที่ช่วยให้เราจัดสรรการทำงานให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลายครั้งที่มีงานเข้ามามากกว่า 5 อย่างที่ต้องทำในวันนั้น การเขียนโน้ตแปะไว้ที่หน้าคอมพ์จะช่วยให้เตือนความจำและดึงสมาธิให้กลับมาทำงานได้เร็วขึ้น เมื่อเราทำงานแรกเสร็จแล้วต้องการดูว่ามีงานอะไรที่ต้องทำในลำดับต่อไป และเมื่อทำงานนั้นๆ เสร็จแล้วดึงโพสต์อิทนั้นทิ้งไปเสีย

เทคนิคในการเขียนโพสต์อิทอย่างหนึ่งก็คือ เขียนเฉพาะหัวข้องาน และกำกับลำดับความสำคัญเช่น ด่วน หรือด่วนที่สุด บางคนใช้ลำดับความสำคัญเป็นคะแนนดาว นอกจากนี้หากมีเบอร์โทรศัพท์ที่ต้องติดต่อคนนอกองค์กร นอกจากจะต้องเขียนลงโพสต์อิทแล้วควรเขียนชื่อและเบอร์ติดต่อลงในสมุดโน้ตกำกับอีกทีหนึ่งเผื่อในกรณีที่เคลียร์งานเรียบร้อยแล้วแต่ต้องการติดต่อซ้ำ

3.เคลียร์โต๊ะให้ว่างเข้าไว้

การมีกองงานจำนวนมากบนโต๊ะอาจมองได้ 2 อย่าง 1.เจ้าของโต๊ะมีงานเยอะและทำงานหนัก 2.เจ้าของโต๊ะเป็นคนที่ขาดความเป็นระเบียบเรียบร้อย ในข้อแรกนั้นดูเหมือนจะดีแต่หากมีกองเอกสารจำนวนมากกองอยู่แล้วอีกสัปดาห์ต่อมากองเอกสารนั้นยังคงอยู่ไม่ได้ลดลงเลย เราอาจถูกมองเป็นคนที่ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ หรือกลายเป็นคนที่ไม่มีระเบียบไม่รักษาความสะอาดได้

ดังนั้น ควรเคลียร์โต๊ะให้มีพื้นที่ว่างให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ มีเฉพาะงานที่กำลังทำและสิ่งของจำเป็นในระหว่างการทำงาน เช่น ที่วางสมาร์ทโฟน สายพ่วงชาร์จไฟ แก้วน้ำ บางคนอาจจะมีต้นไม้กระถางเล็กๆ เครื่องรางสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือของชอบที่อยากเอามาวางบนโต๊ะบ้าง ก็ไม่ว่ากัน แต่ก็อย่าให้มากจนเกินความพอดี อีกอย่างหนึ่งความเชื่อฮวงจุ้ยในการจัดโต๊ะทำงานเราจะต้องพยายามทำโต๊ะให้ว่างเพื่อรับพลังด้านดีเข้ามาด้วย

4.ไม่ควรมีของส่วนตัวมากเกินไป

สำหรับคนที่ทำงานในองค์กรมานานหลายปีก็เป็นธรรมดาที่จะเห็นออฟฟิศเป็นเหมือนบ้านหลังที่ 2 จึงเริ่มเอาของใช้ส่วนตัวเข้ามาไว้ที่ออฟฟิศมากขึ้น เช่น เครื่องสำอางชุดใหญ่ไว้แต่งเติมหน้าระหว่างทำงาน หนังสือเล่มโปรดที่ซื้อมาจากงานสัปดาห์หนังสือแล้วมาใช้อ่านที่ออฟฟิศ พระเครื่องสะสม ตุ๊กตา หุ่นโมเดล หมอนข้าง และอีกสารพัด

ในมุมหนึ่ง เราอาจจะมองว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ทุกคนในออฟฟิศมีความรู้สึกว่า นี่คือบ้านที่เราอยู่ร่วมกัน แต่คุณอาจจะไม่มีที่ว่างเหลือพอสำหรับการวางเอกสารในการทำงานของคุณเอง ดังนั้นมีของสะสมมาวางโชว์ที่ออฟฟิศได้แต่ควรนำมาแต่พอดีและไม่ควรมีของส่วนตัวมากเกินไป

ความจำไม่ดี ไม่ใช่เรื่องร้ายที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/558844

  • วันที่ 25 ส.ค. 2562 เวลา 07:00 น.

ความจำไม่ดี ไม่ใช่เรื่องร้ายที่สุด

ไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าคุณจะลืมว่าวางแว่นสายตาไว้ที่ไหน หรือวันนี้กินยาหลังอาหารเช้าแล้วหรือยัง เพราะเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ชี้ชัดว่า การลืมบางสิ่งบางอย่างเป็นเรื่องธรรมดา และอาจทำให้คุณสมาร์ทกว่าเดิม

วารสารเกี่ยวกับประสาท (Neuron) ได้ตีพิมพ์รายงานของ พอล แฟรงแลนด์ และเบลก ริชาร์ดส์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโตรอนโต ระบุว่า การเป็นคนที่มีความจำดีไม่ใช่การถ่ายทอดข้อมูลที่แม่นยำตลอดเวลา แต่เป็นการจดจำสาระสำคัญและลืมส่วนประกอบเล็กๆ น้อยๆ ไป

“เป็นเรื่องที่สำคัญมากที่จะให้สมองลืมรายละเอียดยิบย่อยและจดจำแต่ส่วนสำคัญ เพื่อใช้มันในการตัดสินใจในชีวิตจริง” เบลก กล่าว

จากการศึกษาในหนูทดลองพบว่า สมองจะมีการสร้างเซลล์ขึ้นมาใหม่ในสมองส่วนที่เรียกว่า ฮิปโปแคมปัส ซึ่งเกี่ยวโยงกับการเรียนรู้ ซึ่งเซลล์สมองที่สร้างขึ้นใหม่นี้ จะทำเกิดความทรงจำใหม่ที่ไปแทนที่ความทรงจำเดิม ทำให้คนอาจจดจำเรื่องราวในอดีตไม่ได้

นอกจากนี้ สมองยังช่วยลบเรื่องราวที่เฉพาะเจาะจงในอดีต แต่จะเก็บไว้เฉพาะภาพใหญ่ ซึ่งนักวิจัยเชื่อว่าความทรงจำในภาพกว้างนี้จะกลายเป็นประสบการณ์ และเป็นสิ่งที่คนสามารถหยิบมาใช้เพื่อแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ได้

“ปัจจุบันเราทุกคนมีโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้สมองไม่ต้องจดจำทุกอย่าง เช่น เบอร์โทรศัพท์หรือข้อมูลที่สามารถค้นหาได้ในกูเกิล สมองคนยุคนี้จึงมีพื้นที่ว่างมากกว่า ซึ่งจะทำให้คุณจดจำได้ดีกว่าเดิม” เบลกเพิ่มเติม

นอกจากนี้ เขายังได้แนะนำวิธีทำความสะอาดระบบความทรงจำด้วยการออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายจะช่วยเพิ่มเซลล์ประสาทในฮิปโปแคมปัส ซึ่งจริงอยู่ว่ามันอาจไปทับความทรงจำเก่าๆ ที่ไม่สำคัญ แต่เมื่อมันเป็นความทรงจำที่ไม่จำเป็นแล้ว การเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จึงดีต่อการใช้ชีวิตต่อไป

พลิก ‘สิ่งเหลือใช้ไร้ค่า’ ให้กลับมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/598421

  • วันที่ 22 ส.ค. 2562 เวลา 14:00 น.

พลิก 'สิ่งเหลือใช้ไร้ค่า' ให้กลับมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

โอกาสและทางรอดของอุตสาหกรรมฟอกหนัง กับการพลิก “สิ่งเหลือใช้ไร้ค่า” ให้กลับมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

สำนักข่าวบลูมเบิร์กตีแผ่รายงานเกี่ยวกับอุตสาหกรรมหนังในสหรัฐอเมริกาที่กำลังเผชิญความยากลำบาก แม้ว่าผู้บริโภคในสหรัฐฯ นิยมรับประทานเนื้อวัวมากขึ้น และมากที่สุดในรอบ 10 ปี แต่ “หนังวัว” ซึ่งเป็น “ผลพลอยได้” หรือ By Product ของการบริโภคอย่างคลั่งไคล้นี้กลับกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีใครต้องการ

คำถามคือ … เกิดอะไรขึ้น?

คำตอบก็คือ ผู้คนที่เคยนิยมสวมแจ็กเก็ตหรือรองเท้าหนัง เลือกที่จะซื้อเสื้อผ้าหรือรองเท้าที่ผลิตจากใยสังเคราะห์ซึ่งมีราคาถูกกว่า ดังนั้น ยิ่งบริโภคเนื้อวัวมากเท่าไหร่ ก็จะมีหนังวัวส่วนเกินมากขึ้นเท่านั้น และราคาหนังสัตว์ก็จะยิ่งดิ่งลงจนถึงขั้นไร้ค่า ต้องนำไปฝังกลบทิ้งไป ขณะที่ผู้ผลิตหนังสัตว์รายเล็กที่ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ก็ต้องทยอยออกจากธุรกิจไปเรื่อยๆ

บลูมเบิร์ก ระบุด้วยว่า เพียง 5 ปี จากที่หนังสัตว์มีราคาสูง เพราะความแห้งแล้งที่ส่งผลต่อแหล่งอาหารของวัว ทำให้จำนวนวัวลดลง ผลักดันให้หนังวัวมีราคาสูงขึ้น จนทำให้ผู้ออกแบบรองเท้าและเสื้อผ้าต้องหาวัสดุอย่างอื่นมาใช้แทนหนังสัตว์ เมื่อประกอบเข้ากับการที่ชุดกีฬาได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น พร้อมๆ กับการต่อต้านการใช้หนังสัตว์ในเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มและรองเท้า นั่นคือคำตอบที่ว่า ทำไมความต้องการหนังสัตว์จึงไม่หวนกลับมา

หนังวัวกองพะเนินที่สะสมอยู่ทั่วสหรัฐอเมริกา คือสัญญาณแห่งภัยพิบัติต่อธุรกิจหนังสัตว์ จากที่หนังวัวเคยมีมูลค่าถึง 50% ของมูลค่าของผลพลอยได้วัวทั้งหมด กลับลดลงเหลือเพียง 5% ของมูลค่าของผลพลอยได้ทั้งหมด โดยในบทความนี้อ้างอิงกับความเห็นของ โจ บรันแนน ผู้จัดการฝ่ายส่งออกของ Twin City Hide ในมลรัฐมินเนโซตา ที่ระบุว่า “เรากำลังทิ้งผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติลงในถังขยะ”

อย่างไรก็ตาม ความต้องการหนังสัตว์คุณภาพสูงยังคงมีอยู่มาก โดยเป็นหนังสัตว์ประเภทที่ใช้ผลิตกระเป๋าถือราคาแพงหรือโซฟาระดับไฮเอนด์ แต่นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรม และสัตว์ส่วนใหญ่ไม่มีหนังสัตว์ที่สมบูรณ์แบบ หรือไม่มีตำหนิเลย โดยเฉพาะสัตว์ที่มีอายุมากที่หากินตามทุ่งหญ้าเป็นเวลาหลายปีจะมีผิวคล้ำ ไม่สมบูรณ์

Twin City Hide ต้องหยุดซื้อหนังสัตว์คุณภาพต่ำจากบริษัทเนื้อขนาดเล็ก เนื่องจากค่าใช้จ่ายสูงเกินกว่าจะนำมาสร้างผลตอบแทนได้ จะเห็นว่าในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ บริษัทผลิตลดลง 27% โดยมีสินค้าคงคลังจำนวน 20% ที่ยังทำอะไรไม่ได้

“ไม่มีใครเสนอราคา และไม่มีใครพยายามซื้อหนังสัตว์เหล่านี้”  บรันแนน ผู้ซึ่งทำงานในธุรกิจหนังวัวตั้งแต่ปี 1976 กล่าว

ขณะที่ Hidenet บริษัทวิจัยตลาดเครื่องหนัง ระบุว่า หนังวัวที่มีตำหนิมีราคาเพียง 4 ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2019 ลดลงจาก 81 ดอลลาร์สหรัฐเมื่อ 5 ปีก่อน โดย Vera Dordick ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้จัดพิมพ์ของ Hidenet กล่าวเสริมว่า ไม่ใช่เพียงอุตสาหกรรมของสหรัฐอเมริกาที่ต้องทนทุกข์ทรมาน แต่ “มันเป็นวิกฤติทั่วโลก”

“วิกฤติอุตสาหกรรมฟอกหนัง” ที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของรสนิยมและการตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้อุตสาหกรรมหนังฟอกที่เก่าแก่กว่าอายุของประเทศกำลังมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

 

แล้วทางออกของอุตสาหกรรมฟอกหนังของไทยซึ่งได้รับผลกระทบไม่ต่างกันจากบทความของบลูมเบิร์กคืออะไร?

สุวัชชัย วงษ์เจริญสิน ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมฟอกหนังและเครื่องหนัง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมอุตสาหกรรมฟอกหนังไทย ระบุ ประเด็นคือเราควรหันกลับมาใช้หนังสัตว์ให้เกิดประโยชน์ ดีกว่าจะทิ้งไป โดยผู้ผลิตสินค้าควรคำนึงถึงการใช้วัตถุดิบทดแทน ซึ่งจะสร้างผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมอีกแบบหนึ่งแทนการใช้หนังสัตว์ที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ขณะที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมฟอกหนังต้องพยายามปรับเปลี่ยนหรือวิจัยและพัฒนาให้มีสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สามารถย่อยสลายได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไป เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับการย่อยสลายของโพลียูรีเทน (พียู), พีวีซี (PVC) และใยผ้าสังเคราะห์ที่ใช้มากขึ้นในสินค้าที่หลากหลาย แล้วอาจจะทำอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมได้มากกว่าการใช้หนังซึ่งเป็นซากสัตว์

ขณะเดียวกัน ภาครัฐสามารถช่วยส่งเสริมให้เกิดการบริหารจัดการของเสียที่เกิดขึ้น ให้ใช้อย่างมีคุณค่าและไม่ควรมองว่าธุรกิจหนังสัตว์เป็นธุรกิจที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในทางกลับกันควรมองให้เป็นการส่งเสริมบริหารจัดการอย่างเป็นระบบในการใช้วัตถุดิบในประเทศให้คุ้มค่า เพราะหนังสัตว์เริ่มต้นจากของไม่มีราคา แต่เมื่อแปรรูปแล้วจะมีคุณค่าในตัวเอง ดังนั้น รัฐจึงควรส่งเสริมให้นักออกแบบ หรือผู้ผลิตสินค้าหันกลับมาใช้หนังสัตว์เพื่อช่วยสิ่งแวดล้อมอีกทางหนึ่ง แทนที่จะใช้พียูหรือพีวีซีทดแทนแล้วเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมในอนาคตเพิ่มมากขึ้น

เพราะธุรกิจฟอกหนังเป็นอุตสาหกรรมเก่าแก่ ที่เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับหนังดิบที่เป็น “ส่วนที่เหลือ” หรือเป็น “ผลพลอยได้” จากการขายเนื้อ มาทำให้มีคุณภาพ มีความล้ำค่า มีคุณค่าและทำให้เกิดระบบ supplier chances ในการกำจัดของเสีย แต่ในท้ายที่สุดแล้ว อุตสาหกรรมจะอยู่ได้ก็ต้องพึ่งพาแรงสนับสนุนจากผู้บริโภคที่หันกลับมาใช้สินค้าที่มีประกอบของ “หนังสัตว์” เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาความสมดุลของ “สิ่งเหลือใช้” และถูกทิ้งให้ไร้ค่า จากการบริโภคให้กลับมาสร้างคุณค่าและมูลค่าในระบบเศรษฐกิจ

5 เรื่องสุดเพลีย เคลียร์จากใจมนุษย์ออฟฟิศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/598226

  • วันที่ 21 ส.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

5 เรื่องสุดเพลีย เคลียร์จากใจมนุษย์ออฟฟิศ

ชีวิตมนุษย์ออฟฟิศเต็มไปด้วยความท้าทาย โดยเฉพาะในยุคแห่งการแข่งขัน ทั้งกับตัวเอง คู่แข่ง หรือการทำงานแข่งกับเวลา ยิ่งไปกว่านั้นชีวิตการทำงานในระหว่างวันก็มักมีเรื่องต่างๆ ให้ต้อง “เพลีย” ทั้งกายและใจอยู่ตลอด ส่วนจะมีเรื่องอะไรให้เพลียบ้างมาดูกัน

1. เพลียเพราะนอนดึกตื่นเช้า ไม่ว่าจะเป็นด้วยหน้าที่การงาน หรือจะติดละครหลังข่าว เล่นเฟซบุ๊คจนเพลิน เมื่อร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ก็ทำให้รู้สึกซึมเซาง่วงนอนในเช้าวันถัดมา หากเลี่ยงการนอนดึกไม่ได้ ก็ต้องบำรุงร่างกายเพิ่มเติม โดยกินอาหารประเภทโปรตีนจากเนื้อสัตว์ นม ไข่ หรืออาหารที่มีวิตามินซี ก็จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นได้

2. เพลียจากการเดินทาง คนกรุงเทพฯ จำนวนมากต้องเสียเวลาไปกับการเดินทางหลายชั่วโมงในแต่ละวัน คนที่ขับรถไปทำงานก็มักจะบ่นเรื่องการจราจรติดขัด ขณะที่บางคนใช้บริการรถสาธารณะ ก็ต้องเจอกับปัญหากวนใจ ทั้งคนเบียดเสียด รถไฟฟ้าเสีย รถเมล์ขาดระยะ ยังไม่นับรวมเวลาฝนตก ที่ทำให้สถานการณ์เหล่านี้เลวร้ายลงไปอีก ลองแก้ปัญหาด้วยการเผื่อเวลาเดินทางอีกซักนิด เพื่อไปถึงที่หมายก่อนเวลา จะได้ไม่ต้องลุ้นเมื่อใกล้ถึงเวลาเข้างานหรือนัดหมาย แถมมีเวลาเหลือให้ผ่อนคลายก่อนเริ่มงานอีกด้วย

3. เพลียกับคน คนเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้หนุ่มสาวชาวออฟฟิศรู้สึกเพลีย ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้างาน หรือเพื่อนร่วมงาน ที่ไม่น่ารักนัก ผู้นำพาความหดหู่มาสู่วันทำงานของเรา หลายคนอาจจะเหนื่อยใจจนไม่อยากมาทำงาน หรืออยากลาออก ดังนั้น ถ้าไม่อยากเพลียกับคนเหล่านี้ นอกจากหลีกเลี่ยงการคบหาสมาคมด้วยแล้ว เราต้องปรับทัศนคติของเราให้คิดในด้านบวก ยอมรับความแตกต่างของแต่ละบุคคล โดยทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดก็พอ

4. เพลียเพราะขาดสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน มนุษย์เงินเดือนหลายคนอาจประสบปัญหามีชีวิตส่วนตัว และใช้เวลากับครอบครัวน้อยลง เพราะเสียเวลาในการเดินทางในแต่ละวัน ซ้ำยังต้องเจอปัญหางานด่วน ทำให้ต้องทำงานล่วงเวลาอยู่เสมอ ปัญหาเหล่านี้อาจเกิดจากการจัดสรรเวลายังไม่ดีพอ ควรแยกเวลาชีวิตส่วนตัวและการทำงานออกจากกันให้ชัดเจน หาเวลาผ่อนคลายให้กับตัวเองบ้าง เพื่อพบจุดสมดุลของตัวเอง

5. เพลียเพราะเสียน้ำ ใครจะคิดว่าการนั่งทำงานอยู่กับโต๊ะในออฟฟิศ แอร์เย็นๆ ก็ทำให้รู้สึกอ่อนเพลียได้ แม้ร่างกายจะไม่ได้เสียเหงื่อเลยก็ตาม ทั้งนี้ เพราะร่างกายมีการสูญเสียน้ำอยู่ตลอดเวลา หากดื่มน้ำไม่เพียงพอต่อการทดแทนน้ำที่สูญเสียไประหว่างวันก็อาจทำให้รู้สึกเพลียได้เช่นกัน