รู้จัก ‘ซิฟิลิส’ โรคระบาดยอดฮิตที่รักษาได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/588605

  • วันที่ 08 พ.ค. 2562 เวลา 19:40 น.

รู้จัก 'ซิฟิลิส' โรคระบาดยอดฮิตที่รักษาได้

แพทย์เผยอุบัติการณ์ ‘โรคซิฟิลิสระบาด’ พบผู้ป่วยซิฟิลิสพุ่งสูงในรอบ 5 ปี และพบมากในกลุ่มวัยรุ่นช่วงอายุ 15-24 ปี พร้อมทำความเข้าใจเรื่องการรักษาให้หายได้

ข้อมูลจากเพจเฟซบุ๊ก Bangrak STIs Center (โรงพยาบาลบางรัก) ได้โพสต์เตือนสถานการณ์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ “ซิฟิลิส” เรียบเรียงโดย พญ.ธันยนันท์ กังวาฬพรโรจน์ ระบุว่า ซิฟิลิสเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่ง เกิดจากการสัมผัสเชื้อโดยตรง ยกตัวอย่างเช่น การมีเพศสัมพันธ์ การได้รับเลือด หรือการสัมผัสสารคัดหลั่งจากผู้ป่วยซิฟิลิส

เมื่อ 100 ปีที่แล้วซิฟิลิสเป็นโรคที่ทุกคนกลัวกันมาก เนื่องจากติดจากเพศสัมพันธ์ ตัวโรคอยู่กับเราไปตลอดชีวิต ไม่มียารักษา (ปัจจุบันมีแล้ว) และถ้าเป็นไปนานๆจะถึงซิฟิลิสระยะที่สาม (เหมือนลำยองในทองเนื้อเก้า) คือจะทำให้มีรอยโรคตามตัว มีผลต่อระบบประสาท

ขณะนี้ให้อยากดูว่าในประเทศไทย โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์กลับมาแพร่ระบาดอีกครั้งแล้ว และกราฟของซิฟิลิสนั้นพุ่งทะยานขึ้นดั่งรถไฟเหาะ มีคนติดเชื้อจำนวนมาก แต่ไม่รู้ตัวว่าติดเนื่องจากไม่เคยตรวจโรคนี้

ปัจจุบันในประเทศไทยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์กลับมาแพร่ระบาดอีกครั้ง โดยกราฟของซิฟิลิสพุ่งสูง มีอัตราผู้ป่วยติดเชื้อจำนวนมากแต่ไม่รู้ตัวว่าติดเนื่องจากไม่เคยตรวจโรคนี้ โดยในปี 2559 อัตราผู้ป่วยซิฟิลิสอยู่ที่ 6.22 ต่อแสนประชากร ปี 2560 อยู่ที่ 8.17 ต่อแสนประชากร และ ในปี 2561 อยู่ที่ 11.91 ต่อแสนประชากร

ทั้งนี้ หากดูกราฟจะพบว่า โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์พบมากที่สุดในกลุ่มของวัยรุ่นประมาณมัธยมถึงมหาลัย ช่วงอายุระหว่าง 15 -24 ปี แต่อย่างไรก็ตามซิฟิลิสก็พบได้ในทุกเพศทุกวัยแม้แต่เด็กแรกเกิดที่เกิดจากแม่ที่ไม่ทราบว่าตัวเองเป็นซิฟิลิส

หากดูกราฟจะพบว่า โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์พบมากที่สุดในกลุ่มของวัยรุ่นประมาณมัธยมถึงมหาลัย ช่วงอายุระหว่าง 15 -24 ปี แต่อย่างไรก็ตามซิฟิลิสก็พบได้ในทุกเพศทุกวัยแม้แต่เด็กแรกเกิดที่เกิดจากแม่ที่ไม่ทราบว่าตัวเองเป็นซิฟิลิส

พอเข้าไปดูในระดับจังหวัด ใครๆ ก็คิดว่าต้องเป็นกรุงเทพฯ หรือพัทยา ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวแน่ๆ แต่เอาเข้าจริงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์พบได้ในทุกจังหวัด แม้จะไม่ใช่จังหวัดท่องเที่ยว

อาการของซิฟิลิส

หลังจากติดเชื้อผู้ป่วยจะมีแผลริมแข็ง ไม่เจ็บ ขึ้นที่อวัยวะเพศ หลังจากนั้นแผลสามารถหายได้เอง ผ่านไปสักพักจะกลายเป็นระยะที่สอง คือมีผื่นขึ้นตามฝ่ามือฝ่าเท้า บางคนขึ้นตามตัวก็ได้ มีผมร่วงเป็นหย่อมๆเหมือนโดนแมลงแทะ และแผลที่อวัยวะเพศเรียกว่า condyloma lata  บางคนอาจจะไม่มีอาการอะไรเลย บางคนมีแค่บางอาการ แล้วก็หายไปในที่สุด

หลังจากนั้นเชื้อจะยังอยู่ในร่างกายเราไปเรื่อยๆ จนถึงระยะที่ 3 ที่กินเวลาไปเป็น 10 ปี กลายเป็นสภาพเหมือนลำยองในทองเนื้อเก้า  เชื้อยังทำให้กลายเป็นซิฟิลิสที่หลอดเลือดหัวใจ ในสมอง กินเข้ากระดูกได้

ซิฟิลิสรักษาได้

สำหรับโรคซิฟิลิสสามารถรักษาให้หายได้ โดยรักษาได้ง่ายในระยะแรก ด้วยยาฆ่าเชื้อเป็นยาเพนนิซิลินฉีดเข้ากล้ามเนื้อครั้งเดียว สําหรับผู้เป็นโรคภายในระยะเวลา 1 ปี หากเป็นมานานเกิน 1 ปีจะต้องฉีดยาเพิ่มมากกว่า 1 ครั้ง ผู้แพ้ยาจะใช้ยาตัวอื่น การรักษาจะป้องกันการทําลายอวัยวะในร่างกาย แต่ไม่สามารถรักษาอวัยวะที่ถูกทําลายไปแล้ว

ผู้ที่ได้รับการรักษาจะต้องงดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าแผลจะหายไป ผู้ที่ติดเชื้อควรต้องแจ้งแก่คู่นอนให้ทราบเพื่อจะได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาด้วย อย่างไรก็ตาม หากเคยเป็นโรคนี้แล้วสามารถติดซ้ำได้ และในบางรายโรคอาจจะซ่อนอยู่ในช่องคลอด ทวารหนัก ดังนั้น จึงควรป้องกันและตรวจโรคทุก 1 ปี

ปิดท้ายด้วยความจริงทั้งหมดที่แพทย์อยากบอกคือ

  1. เสี่ยงทุกครั้ง ใส่ถุงทุกครั้ง แม้ oral sex ก็ต้องใส่ถุง
  2. อย่าเปลี่ยนคู่นอนบ่อย หากจริงจังจริงใจ จับมือกันมาตรวจเพื่อความสบายใจ อย่ารอตอนท้อง บริจาคเลือดแล้วเพิ่งมาเจอผลเลือด
  3. เวลาเสี่ยงมา แล้วกังวล ก็มักจะตรวจแค่ HIV  แนะนำให้ตรวจทุกโรค เช่น ซิฟิลิส ไวรัสตับบี ไวรัสตับซี
  4. หากมีอาการผิดปกติ ควรมาพบแพทย์ อย่าซื้อยากินเอง อย่าปล่อยทิ้งไว้

ที่มา : เฟซบุ๊คแฟนเพจ Bangrak STIs Center (โรงพยาบาลบางรัก)

‘น้ำสลัด’ เลือกมิกซ์แบบไหน..ดีต่อใจ ดีต่อสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/588533

  • วันที่ 08 พ.ค. 2562 เวลา 14:00 น.

'น้ำสลัด' เลือกมิกซ์แบบไหน..ดีต่อใจ ดีต่อสุขภาพ

สำหรับคนที่รักสุขภาพแล้วมักยกให้เมนูสลัดเป็นอาหารจานโปรด เพราะมีกากใยไฟเบอร์สูง มีประโยชน์ เหมาะกับการควบคุมน้ำหนัก แต่จะเลือกน้ำสลัดแบบไหนไปกินคู่สลัดจานนั้นและแคลอรีเท่าไร ไปดูกันเลย

น้ำสลัดบัลซามิก (15 กิโลแคลอรี/ช้อนโต๊ะ)

น้ำสลัดรสเปรี้ยว เหมาะสำหรับคนชอบดูแลรูปร่าง เพราะมีไลโคปีนสูง อีกทั้งยังช่วยต้านอนุมูลอิสระสร้างสมดุลให้กับร่างกาย

น้ำสลัดเทาซันไอซ์แลนด์ (58 กิโลแคลอรี/ช้อนโต๊ะ)

น้ำสลัดออกสีส้มอมชมพู มีความมันน้อยกว่าน้ำสลัดน้ำข้นทั่วๆ ไป เน้นเปรี้ยวมากกว่าหวานมันเนื่องจากมีส่วนผสมของมะเขือเทศเป็นหลัก ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลากหลายชนิด เหมาะสำหรับคนที่ชอบน้ำสลัดที่มีลักษณะข้นแต่ไม่หนักจนเกินไป

น้ำสลัดงา (65 กิโลแคลอรี/ช้อนโต๊ะ)

รสเปรี้ยวเค็ม หอมกลิ่นงาคั่ว เหมาะกับคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก แม้ว่าพลังงานอาจสูงกว่าน้ำสลัดใสประเภทอื่น เพราะมีส่วนผสมของงาแต่ก็เป็นแหล่งไขมันดี ช่วยยับยั้งการเกิดมะเร็งลำไส้ และช่วยควบคุมการแข็งตัวของหลอดเลือด

น้ำสลัดซีซ่าร์ (80 กิโลแคลอรี/ช้อนโต๊ะ)

น้ำสลัดสีขาวข้นมักกินคู่กับผักกาดแก้ว หรือผักคอส พร้อมเบคอนกรอบและพาร์เมซานชีสซึ่งจะทำให้มีรสที่กลมกล่อม เหมาะกับคนที่เพิ่งเริ่มกินสลัดผัก

มายองเนส (90 กิโลแคลอรี/ช้อนโต๊ะ)

น้ำสลัดครีมข้น รสหวานมันอมเปรี้ยว เมื่อกินคู่กับผักทำให้กินได้ง่ายขึ้น นิยมผสมกับเนื้อสัตว์อย่าง อกไก่ และปลาทูน่า เพื่อทำเป็นไส้แซนด์วิช น้ำสลัดนี้ไม่เหมาะกับคนควบคุมน้ำหนัก

น้ำสลัดแบบคลีน (จำนวนแคลอรีขึ้นอยู่กับวัตถุดิบ)

มีส่วนผสมของน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ ไม่มีส่วนผสมของไข่ มีรสชาติอมเปรี้ยว เหมาะสำหรับผู้ที่ควบคุมน้ำหนัก เพราะไขมันต่ำและแคลอรีน้อย

น้ำสลัดสไปซี่ซีฟู้ด (7.5 กิโลแคลอรี/ช้อนโต๊ะ)

เป็นน้ำสลัดที่เป็นการประยุกต์มาจากน้ำจิ้มซีฟู้ดของไทยรสชาติเปรี้ยวเผ็ด เข้ากันได้ดีกับผัก หรือเนื้อสัตว์ประเภทอาหารทะเล เหมาะกับผู้ควบคุมน้ำหนักเช่นกัน เพราะมีแคลอรีต่ำ

นอกจากการเลือกน้ำสลัดแล้ว การราดน้ำสลัดก็ควรเป็นปริมาณที่เหมาะสมไม่มากเกินไป เพื่อเป็นการควบคุมปริมาณของแคลอรี่ที่ได้รับและเพื่อสุขภาพที่ดี

ปวดหลังเรื้อรัง อย่าชะล่าใจ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/588516

  • วันที่ 08 พ.ค. 2562 เวลา 12:10 น.

ปวดหลังเรื้อรัง อย่าชะล่าใจ!

แพทย์เตือน ปวดหลังเรื้อรังเสี่ยงโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึด

บ่อยครั้งที่คนวัยทำงานอาจมีอาการปวดหลังแบบไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน แต่ด้วยวิถีการใช้ชีวิตในยุคปัจจุบันที่ต้องเร่งรีบและแข่งขันกับเวลาในการทำงานมากขึ้น ต้องนั่งติดหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน จนอาจละเลยการดูแลสุขภาพตัวเองอย่างเหมาะสม และมองอาการปวดหลังเป็นเพียงอาการหนึ่งของออฟฟิศซินโดรมเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงนั้นอาการปวดหลังยังสามารถส่งสัญญาณได้อีกหลากหลายโรค  โดยเฉพาะโรคที่คนส่วนใหญ่อาจไม่คุ้นเคย หรืออาจไม่เคยแม้แต่ได้ยินชื่อมาก่อนเลย เช่น โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึด (Ankylosing spondylitis)

ศ.นพ.วรวิทย์ เลาห์เรณู อายุรแพทย์โรคข้อและรูมาติสซั่ม ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึด เป็นโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบเรื้อรังที่ยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดที่แน่ชัด แต่จากการศึกษาพบว่าโรคนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางพันธุกรรม โดยพบว่าผู้ที่มีการตรวจพบสารพันธุกรรม HLA B27 ก็จะถือว่ามีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึดมากกว่าคนทั่วไป และจะมีอัตราเสี่ยงมากยิ่งขึ้นหากว่ามีบุคคลในครอบครัวหรือญาติสนิทมีประวัติป่วยในโรคนี้มาก่อน  ทั้งนี้โรคดังกล่าวมีแนวโน้มที่มักพบได้บ่อยในเพศชายมากกว่าเพศหญิงสูงถึง 10 เท่า ซึ่งผู้ป่วยมักจะเริ่มมีอาการปวดหลังเรื้อรัง โดยเฉพาะอาการปวดหลังบริเวณเอวหรือกระดูกก้นกบ ช่วงอายุที่เริ่มมีอาการจะอยู่ระหว่าง 20-30 ปี  หากว่าผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยที่ล่าช้า หรือรับการรักษาไม่ถูกต้อง จะก่อให้เกิดความพิการหรือทุพลภาพอย่างรุนแรงตามมาได้ 

สิ่งสำคัญที่ควรเริ่มสังเกตและตรวจสอบตนเอง คืออาการปวดหลังหรือรู้สึกหลังตึงขัดเรื้อรังที่นานเกิน 3 เดือนขึ้นไป โดยที่ไม่เคยได้รับอุบัติเหตุใดๆ บริเวณหลังมาก่อน อาการปวดมักจะเริ่มปวดที่บริเวณกระดูกสันหลังส่วนเอว โดยจะรู้สึกปวดหรือรู้สึกหลังตึงขัดมากในช่วงเวลาของการนอน ซึ่งในบางรายอาจมีอาการปวดรุนแรงมากจนต้องตื่นกลางดึกและไม่สามารถนอนต่อได้ แต่เมื่อภายหลังการตื่นนอนในช่วงเช้าและเริ่มขยับตัวทำงาน อาการปวดกลับค่อยๆ ทุเลาลงจนสามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ ซึ่งลักษณะอาการปวดเหล่านี้จะตรงกันข้ามกับอาการปวดที่เกิดจากการโรคข้อกระดูกสันหลังเสื่อม หรือกล้ามเนื้อบริเวณหลังอักเสบจากการทำงาน ที่อาการจะเป็นมาเวลานั่งนานๆ หรือใช้หลังทำงาน แต่อาการจะดีขึ้นหากได้รับการพักผ่อนหรือการนอน

สำหรับอาการปวดหลังเรื้อรังและไม่ได้เกิดจากการได้รับอุบัติเหตุบริเวณหลังนำมาก่อน อาจทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่าเป็นผลมากจากการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ การจัดท่านั่งทำงานอย่างไม่เหมาะสม หรืออาการจากออฟฟิศซินโดรม ซึ่งโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึดนี้ หากปล่อยเอาไว้เรื้อรังก็จะส่งผลให้กระดูกสันหลังเชื่อมติดกันถาวร เกิดภาวะหลังค่อมหรือหลังแข็ง หรือร้ายแรงจนถึงขั้นเกิดการติดกันของกระดูกสันหลังส่วนทรวงอก ทำให้หายใจเข้าได้ไม่เต็มที่  การเชื่อมติดกันของกระดูกสันหลังส่วนคอจะทำให้ไม่สามารถก้ม เงย หรือหมุนบิดคอได้  นอกจากอาการทางกระดูกสันหลังแล้ว โรคนี้ยังมีอาการแสดงที่ระบบข้อ คือมีข้อรยางค์อักเสบ และมีอาการแสดงนอกระบบข้อ เช่น อาการตาแดงจากม่านตาอักเสบ เป็นต้น  ดังนั้น การหันมาให้ความสำคัญกับอาการปวดหลังเรื้อรังจึงเป็นเรื่องสำคัญ  ควรทำการปรึกษาแพทย์เพื่อให้การวินิจฉัยและรักษาที่เหมาะสมต่อไป

ในปัจจุบันการรักษาผู้ป่วยโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึดจะยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ด้วยวิวัฒนาการทางแพทย์ก็สามารถทำให้ผู้ป่วยให้มีสุขภาวะที่ดี อยู่กับโรคได้อย่างเป็นสุขและใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติมากที่สุด โดยแบ่งวิธีการรักษาได้ดังนี้

  • การรักษาด้วยวิธีการที่ไม่ใช้ยา ได้แก่ การให้ความรู้เกี่ยวกับโรคและวิธีการปฏิบัติตัวแก่ผู้ป่วย โดยแนะนำให้หลีกเลี่ยงการดื่มสุราและการสูบบุหรี่ พักผ่อนให้เพียงพอ  รู้จักใช้ข้อทำงานอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันแรงที่กระทำต่อข้อมากเกินไป การนอนให้ถูกวิธี คือ ไม่นอนหนุนหมอนสูงมากเกินไป และการบริหารข้อและกระดูกสันหลังเพื่อป้องกันข้อและกระดูกสันหลังติดยึด หรือถ้ากระดูกสันหลังจะเชื่อมติดก็ให้ติดอยู่ในท่าที่เหมาะสม เป็นต้น
  • การรักษาทางยา ได้แก่ กลุ่มยาบรรเทาอาการปวดและลดการอักเสบ เช่น ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (non-steroidal anti-inflammatory drugs: NSAIDs) มีคุณสมบัติในการระงับและบรรเทาอาการปวด    ได้ดี และยาต้านรูมาติสซั่มที่ปรับเปลี่ยนการดำเนินโรค (Disease-Modifying Anti-Rheumatic Drugs: DMARDs) ซึ่งนิยมใช้ในรายที่มีข้อรยางค์อักเสบร่วมด้วย ปัจจุบันได้มีการพัฒนายาที่เรียกว่า กลุ่มสารชีววัตถุ (Biologic agents)  ที่จะออกฤทธิ์ช่วยยับยั้งการทำงานของสารก่อการอักเสบของโรคเหล่านี้โดยตรง ยากลุ่มนี้มีประสิทธิภาพในการลดการอักเสบได้ดีมาก ทำให้สามารถควบคุมข้อและกระดูกสันหลังอักเสบได้ดี ผู้ป่วยสามารถใช้ข้อและกระดูกสันหลังทำงานได้ดีขึ้น ทั้งยังทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย
  • การรักษาด้วยการผ่าตัด จะเป็นวิธีการสุดท้ายที่แพทย์จะพิจารณาใช้ในการรักษาโรคนี้ โดยแพทย์จะพิจารณาทำการผ่าตัดในผู้ป่วยรายที่มีข้อที่ได้ถูกทำลายลงไปอย่างมากแล้ว หรือเกิดภาวะข้อติดผิดรูปจนมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตอย่างชัดเจน อาทิ กระดูกคอติดในท่าก้มทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถมองไปด้านหน้าได้  กระดูกสันหลังส่วนเอวติดจนทำให้ตัวอยู่ในท่าก้มตลอดเวลา หรือในรายที่มีข้อรยางค์ติดจนไม่สามารถใช้ข้อทำงานได้อย่างเต็มที่ เช่น ข้อสะโพก หรือข้อเข่า จึงจำเป็นต้องใช้การผ่าตัดแก้ไขหรือเปลี่ยนข้อเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้งานและเคลื่อนไหวข้อต่อต่างๆ ได้ต่อไป

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรปฏิบัติอย่างเคร่งครัดของผู้ป่วยโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึดอาจไม่ใช่เพียงการรับประทานยาให้ถูกต้องและตรงต่อเวลา แต่ยังคงต้องให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายเพื่อยืดและคลายกล้ามเนื้อหรือบริเวณข้อต่อต่างๆ ให้ได้มากที่สุด ตัวอย่างเช่น การว่ายน้ำท่าฟรีสไตล์ ซึ่งนับเป็นกีฬาที่ง่ายและช่วยยืดคลายกล้ามเนื้อหรือข้อต่อได้ ทั้งยังมีแรงดันน้ำที่ช่วยโอบอุ้ม ลดแรงปะทะ แรงกระแทกต่างๆ ได้ดี นอกจากนี้ผู้ป่วยควรเลี่ยงกีฬาที่ต้องใช้การปะทะ เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล รักบี้ เป็นต้น เพราะอาจจะส่งผลเสี่ยงให้ข้อต่อ กระดูกต่างๆ หักได้ง่าย หรือเกิดข้ออักเสบที่รุนแรงขึ้น” ศ. นพ. วรวิทย์ กล่าวเพิ่มเติม

ภาพ : freepik.com

โรคซึมเศร้า…เรากำลังเป็นหรือเปล่า?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/588406

  • วันที่ 07 พ.ค. 2562 เวลา 15:00 น.

โรคซึมเศร้า...เรากำลังเป็นหรือเปล่า?

อ่านข่าวรายวัน พบคนเป็นโรคซึมเศร้ากันมากขึ้น มาเช็กกันหน่อยว่าตัวเราเข้าข่ายบุคคลต้องสงสัยหรือไม่?

รู้หรือไม่ ว่าคนทุกเพศทุกวัยไม่ว่าเด็ก วัยรุ่น หรือคนชรา ก็มีอัตราเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้าเท่าๆ กัน ปัญหาคือคนส่วนใหญ่ที่ป่วยเป็นซึมเศร้ามักจะไม่รู้ตัวว่ากำลังป่วยเป็น หรืออาจรู้ตัวอีกทีตอนที่อาการของโรคเข้าสู่ขั้นรุนแรงจนเกิดผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันไปแล้ว หรือร้ายกว่านั้นก็อาจพรากชีวิตของคนที่เรารักไปอย่างคาดไม่ถึง

ผู้ป่วยโรคซึมเศร้านั้นไม่ได้ถูกจัดประเภทว่าเป็นคนบ้า  หากแต่เป็นผู้ป่วยที่มีอาการป่วยทางอารมณ์ที่ควรได้รับการรักษา ก่อนจะมีพฤติกรรมทำร้ายตัวเองหรือคิดสั้นฆ่าตัวตาย ดังนั้น การทำความเข้าใจถึงสาเหตุของการเกิดโรค อาการ และวิธีรักษา จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความใส่ใจ

รู้จักโรคซึมเศร้าและผลกระทบ

โรคซึมเศร้าส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และความคิด โดยอาการเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตในแต่ละวันอย่างมาก เช่น กินอาหารได้น้อยลง เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ สิ้นหวัง หดหู่ รู้สึกว่าตัวเองไม่มีความสุขกับชีวิต วิตกกังวลตลอดเวลา และที่สำคัญคือผู้ป่วยจะไม่สามารถรับมือกับปัญหาต่างๆ ที่ต้องเผชิญได้ดีพอ

โดยข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก ระบุว่า มีประชากรทั่วโลกประสบกับโรคซึมเศร้าประมาณ 350 ล้านคน ซึ่งวัฒนธรรมที่แตกต่างกันก็มีผลต่ออัตราการเกิดภาวะซึมเศร้าได้  ตามรายงานของวารสารประจำปีด้านสาธารณสุข (The Journal Annual Review of Public Health) กล่าวว่าอัตราการเกิดภาวะซึมเศร้าของทุกเพศทุกวัยในญี่ปุ่นจะอยู่ที่ 2.2% ซึ่งถือว่าค่อนข้างต่ำ ในขณะที่บราซิลนั้นมีอัตราการเกิดภาวะซึมเศร้าสูงถีง 10.4%

ส่วนในประเทศไทยนั้น โรคซึมเศร้าถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาด้านสุขภาพที่มีความสำคัญและน่าเป็นห่วงอย่างมาก โดยสังเกตได้จากสังคมในปัจจุบันนี้ที่มักมีข่าวเกี่ยวกับปัญหาการฆ่าตัวตาย รวมทั้งปัญหาการทำร้ายร่างกายตัวเองและคนรอบข้าง ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้นับเป็นเรื่องที่น่าสลดใจไม่น้อยทีเดียว นอกจากนี้ ยังพบว่า 50% ของผู้ที่ฟื้นตัวจากภาวะซึมเศร้าในครั้งแรก มักมีภาวะซึมเศร้าซ้ำอีกหนึ่งครั้งหรือมากกว่านั้น และ 80% ของคนที่เคยป่วยเป็นโรคซึมเศร้า มีภาวะซึมเศร้าเกิดขึ้นถึงสองครั้ง

สาเหตุของโรคซึมเศร้า

ไม่ปรากฏสาเหตุที่แน่ชัด แต่คาดว่าเป็นผลมาจากหลายๆ ปัจจัยด้วยกัน ดังนี้

ความผิดปกติของสารเคมีภายในสมอง สารเคมีในสมองของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด โดยมีสารเคมีที่มีชื่อว่าเซโรโทนิน (Serotonin) และนอร์เอพิเนฟริน (Norepinephrine) ลดน้อยลงจากเดิม ทำให้สมดุลของสารเหล่านี้เปลี่ยนไปและเกิดความบกพร่องในการทำงานร่วมกัน

กรรมพันธุ์ หากคนในครอบครัวของคุณ เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง เคยป่วยด้วยโรคซึมเศร้ามาก่อน คุณก็อาจมีความเสี่ยงในการเป็นโรคนี้ได้เช่นกัน

การเผชิญเรื่องเครียด เช่น เจอมรสุมชีวิตโดยไม่ทันได้ตั้งตัว หมดกำลังใจในการรักษาอาการเจ็บป่วยที่เรื้อรังหรือรุนแรงถึงชีวิต ตกงาน มีปัญหาเรื่องการเงินที่หาทางออกไม่ได้ มีปัญหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิด ถูกใช้ความรุนแรงหรือถูกล่วงละเมิดในวัยเด็ก รวมทั้งการพบเจอกับความสูญเสียในชีวิตที่ทำให้เสียใจเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียพ่อแม่ในขณะที่ยังอยู่ในช่วงวัยเด็ก สูญเสียคนรัก หรือสูญเสียครอบครัว

ลักษณะนิสัย คนที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองต่ำหรือสูงมากเกินไป มองโลกในแง่ร้าย หรือชอบตำหนิกล่าวโทษตนเอง มีความเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้าได้มากกว่าคนที่มองโลกในแง่บวกและเห็นคุณค่าในตนเอง

การดื่มแอลกอฮอล์และการใช้สารเสพติด การพึ่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือสารเสพติดเพื่อให้ลืมความเสียใจและความเครียดจากเรื่องต่างๆ ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้อง แต่กลับทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าตามมาได้ด้วย

การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เช่น ฮอร์โมนจากภาวะตั้งครรภ์ หรือภาวะต่อมไทรอยด์ผิดปกติ

ช่วงวัย โรคซึมเศร้าเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย แต่พบว่าคนที่มีอายุระหว่าง 18-25 ปี มีแนวโน้มเกิดภาวะซึมเศร้ามากกว่าคนที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ถึงร้อยละ 60 และผู้หญิงจะมีแนวโน้มเกิดภาวะซึมเศร้ามากกว่าผู้ชาย

ชนิดของโรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้าแบ่งออกเป็น 3 ชนิดด้วยกัน ซึ่งแต่ละชนิดมีรายละเอียดที่แตกต่างกันไป ดังนี้

1.Major Depression (โรคซึมเศร้าแบบรุนแรง) โรคซึมเศร้าชนิดนี้เกิดขึ้นเมื่อภาวะซึมเศร้ารบกวนความสุขในชีวิต การทำงาน การเรียน การนอนหลับ นิสัยการกิน และอารมณ์สุนทรีย์  ติดต่อกันอย่างน้อยสองสัปดาห์ บางคนอาจแสดงอาการของภาวะซึมเศร้าเพียงแค่ 1 อย่างก็ได้ ซึ่งอาการจะเกิดขึ้นเป็นครั้งๆ แล้วหายไป แต่ก็สามารถเกิดได้บ่อยครั้งเช่นกัน

2.Dysthymia หรือ Persistent Depressive Disorder (โรคซึมเศร้าเรื้อรัง) เป็นโรคซึมเศร้าแบบเรื้อรังที่มีอาการทางอารมณ์ไม่รุนแรงนัก แต่จะเป็นไปอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยสองปี และมีอาการต่อไปนี้อย่างน้อย 2 อาการร่วมด้วย

  • ทานอาหารได้น้อยลงหรือมากขึ้น
  • นอนไม่หลับหรือนอนมากเกินไป
  • อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
  • รู้สึกถึงคุณค่าในตัวเองต่ำ
  • ไม่มีสมาธิ หรือตัดสินใจอะไรได้ลำบาก
  • รู้สึกสิ้นหวัง

3.Bipolar หรือ Manic-depressive Illness (โรคซึมเศร้าอารมณ์สองขั้ว) ผู้มีภาวะซึมเศร้าบางคนอาจมีอาการผิดปกติแบบอารมณ์สองขั้ว (Bipolar disorder) ร่วมด้วย โรคซึมเศร้าชนิดนี้จะทำให้ผู้ป่วยมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์ โดยมีอารมณ์แปรปรวนรุนแรงสลับไปมาระหว่างอารมณ์ดีผิดปกติ (Mania) ที่เป็นช่วงอารมณ์สนุกคึกคักเกินเหตุ พูดมากกว่าที่เคยเป็น กระฉับกระเฉงกว่าปกติ มีพลังงานในร่างกายเหลือเฟือ กับช่วงภาวะซึมเศร้า (Depression) ซึ่งโดยมากจะมีอาการอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ในบางคนก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ในช่วงอารมณ์ดีผิดปกตินั้น อาการที่เกิดขึ้นอาจมีผลกระทบต่อความคิดและการตัดสินใจของผู้ป่วย รวมทั้งอาจทำให้ผู้ป่วยมีพฤติกรรมหลงผิด หากผู้ป่วยในภาวะนี้ไม่ได้รับการรักษาจะทำให้กลายเป็นโรคจิตเภทได้

ภาพ freepik.com

How to เทคนิคยืดอายุอวัยวะให้แข็งแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/588357

  • วันที่ 07 พ.ค. 2562 เวลา 10:00 น.

How to เทคนิคยืดอายุอวัยวะให้แข็งแรง

ยืดอายุให้ 10 อวัยวะ เพราะอายุยืนไม่ได้วัดจากความสามารถในการมีชีวิตที่ยาวนานเพียงอย่างเดียว หากแต่ยังต้องอายุยืนแบบสุขภาพดีและมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วย

วันนี้ประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ จากข้อมูลประชากร โดยกรมกิจการผู้สูงอายุ ระบุตัวเลขสถิติผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) ของประเทศไทย 77 จังหวัด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2561 มีจำนวน 10,666,803 คน คิดเป็นร้อยละ 16.06 ซึ่งสาระของการเป็นสังคมผู้สูงอายุไม่ได้วัดจากความสามารถในการมีชีวิตที่ยืนยาว หากแต่ยังต้องอายุยืนแบบสุขภาพดีและมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วย

จากข้อมูลของ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวถึงวิธียืดอายุ 10 อวัยวะที่ใครๆ ก็ทำได้ โดยอ้างอิงผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ดร.โรแนน แฟคโทรา แห่งสถาบันการแพทย์ Cleveland Clinic สหรัฐ ถึงวิธียืดอายุอวัยวะต่างๆ ไว้ ดังนี้

สมอง – หลังอายุ 70 ปี จะเริ่มพบความผิดปกติที่เกิดจากความเสื่อมของสมอง ซึ่งมักเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลันในคราวเดียว

How to

  • นิวโรบิกส์ เอ็กเซอร์ไซส์ (Neurobics Exercise) หรือการทำกิจกรรมที่ต้องใช้มือทั้ง 2 ข้าง ทำงานประสานกัน เช่น ทำสวน เย็บผ้า ทำกับข้าว ช่วยให้สมองทั้งซีกซ้ายและขวาได้รับการกระตุ้นและทำงานไปพร้อมกัน
  • กิน ปลาทะเล ถั่วเปลือกแข็ง และธัญพืช แหล่งสุดยอดสารอาหารบำรุงเป็นประจำ
  • ฝึกเจริญสติก่อนนอน ใช้วิธีกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและออก จนกว่าจะหลับ ช่วยลดความเครียดและทำให้สมองปลอดโปร่งในวันรุ่งขึ้น

ดวงตา – หลังอายุ 40 ปี ต่อจากนั้น ทุกๆ ปี ดวงตา จอประสาตา เลนส์ตาจะเสื่อมลง ในอัตราที่ไม่สม่ำเสมอ ขึ้นอยู่กับรูปแบบกิจกรรมในชีวิตประจำวัน

How to

  • สวมแว่นกันแดด ก่อนทำกิจกรรมกลางแจ้งทุกครั้ง
  • ผู้ที่ทำงานกับคอมพิวเตอร์ ควรพักสายทุกๆ 45 นาที อย่างน้อย 5-10 นาที
  • งดใช้โทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตก่อนนอน

หู – หลังอายุ 60 ปี การได้ยินจะค่อยๆ ลดลงทุกปี และทุกๆ 1 ใน 3 คนมีปัญหาเรื่องการได้ยินเมื่อเข้าสู่วัยนี้

How to

  • หลีกเลี่ยงการทำงานหรืออาศัยอยู่ในที่ๆ มีเสียงดัง หากจำเป็นต้องใส่เครื่องป้องกัน
  • งดสั่งน้ำมูกแรงๆ หรือ กลั้นจาม เพราะอาจทำให้เยื่อแก้วหูมีปัญหา
  • งดแคะหูเอง เพราะขี้หูเป็นขี้ผึ้งรักษาความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ การแคะหูทำให้เกิดการอักเสบและเยื่อแก้วหูฉีกขาดได้

ปอด – หลังอายุ 30 ปี ต่อจากนั้น ทุกๆ ปี ประสิทธิภาพการทำงานของปอดจะลดลงราวร้อยละ 1

How to

  • ว่ายน้ำ หรือ วิ่ง อย่างน้อยวันละ 45 นาที – 1 ชั่วโมง
  • ใช้สมุนไพรไทยปรับธาตุ จิบยาตรีผลา ก่อนอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ 1 แก้ว มีสรรพคุณช่วยปรับธาตุ บำรุงปอด แก้ไอ ลดเสมหะได้
  • หลีกเลี่ยง ควันธูป ควันจากการประกอบอาหาร ฝุ่นขนาดเล็ก และสารเคมีที่มีไอระเหยต่างๆ

หัวใจ – หลังอายุ 65 ปี จะเริ่มมีโอกาสเป็นโรคหัวใจ เนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจที่ลดลงสวนทางกับอัตราการหนาตัวของผนังหัวใจที่เพิ่มขึ้นเมื่ออายุ 20-30 ปี เฉลี่ยทุกๆ 10 ปี อัตราการสูบฉีดโลหิตสูงสุดจะลดลงราวร้อยละ 10

How to

  • งดอาหารหวาน มัน เค็ม รักษาความดันโลหิตและน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • ว่ายน้ำ เดิน วิ่ง โยคะ ร่วมถึงการยกน้ำหนัก ช่วยให้หัวใจทำงานต่อเนื่อง กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง
  • ปลูกต้นไม้ ไปทำกิจกรรมในสวนสาธารณะ หรือมีสัตว์เลี้ยง ผู้ที่มีงานอดิเรกเหล่านี้ มีความเสี่ยงโรคหัวใจน้อยกว่าคนทั่วไป

ไต – หลังอายุ 50 ปี ไตจะเริ่มเสื่อมลงทีละน้อยๆ จนคุณแทบไม่รู้สึก

How to

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ สถาบันการแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา (Institute of Medicine : IOM) ระบุว่า ผู้ชายอายุ 19 ปีขึ้นไป ต้องดื่มน้ำถึง 13 แก้วต่อวัน ขณะที่ผู้หญิงวัยเดียวกันต้องการน้ำวันละ 9 แก้ว
  • งดปรุงแต่งรสอาหารโดยไม่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็น น้ำตาล เกลือ หรือซอสต่างๆ
  • ควบคุมน้ำหนักตัว และความดันโลหิตไม่ให้เกินเกณฑ์มาตรฐาน

สำไส้ – หลังอายุ 60 ปี ปุ่มเล็กๆ ที่ทำหน้าที่ดูดซึมสารอาหารในลำไส้เล็กจะบางลง ร่างกายจึงดูดซึมสารอาหารได้น้อยลงตามไปด้วย

How to

  • ย่อยง่าย กินปลา ถั่ว เห็ด รวมถึงผักผลไม้ให้มากขึ้น หลีกเลี่ยงอาหารทอด
  • กินโยเกิร์ต 1 ถ้วยทุกวัน เสริมโปรไบโอติก เพิ่มปริมาณแบคทีเรียดีในลำไส้
  • ฝึกโยคะ 4 ท่า ช่วยระบบย่อยทุกเช้าหลังตื่นนอน ดังนี้ ท่าแมว ท่าสุนัข ท่าสามเหลี่ยม ท่าสะพาน และปิดท้ายด้วยท่าศพ ครั้งละ 3-5 ลมหายใจ แต่ละท่าทำ 5 ครั้ง นับเป็น 1 เซ็ต

 

ผิวหนัง – หลังอายุ 18 ปี ต่อจากนั้น ทุกๆ ปี คอลลาเจนและอิลาสตินในผิวหนังจะลดลงประมาณร้อยละ 1

How to

  • ทาครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของไทเทเนียมหรือสังกะสีเป็นประจำ
  • กินถั่วเปลือกแข็ง ผลไม้ตระกูลส้มและเบอร์รี่ เป็นประจำ
  • มาส์กหน้าด้วยโยเกิร์ตผสมข้าวโอ๊ต หรือ ใช้วุ้นจากว่านหางจระเข้ เพื่อฟื้นฟูผิวหลังออกแดดเสมอ

 

กระดูก – หลังอายุ 35 ปี ต่อจากนั้นทุกๆ ปีความหนาแน่นของมวลกระดูกจะลดลงราวร้อยละ 1 และจะมีอัตราลดลงเร็วขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน (ในเพศหญิง)

How to

  • ยกน้ำหนัก หรือ กระโดดขึ้น-ลง 20 ครั้ง วันละ 2 เซ็ต
  • เพิ่มเมนูไทยๆ เปี่ยมแคลเซียม เช่น น้ำพริกกะปิปลาทูทอดกับผักสด อย่างน้อย 3-4 มื้อต่อสัปดาห์
  • ระวังการใช้ยาสเตียรอยด์และยาลูกกลอนที่มีผลทำให้กระดูกพรุน

 

กล้ามเนื้อ – หลังอายุ 40 ปี ต่อจากนั้นทุกๆ ปี มวลกล้ามเนื้อจะลดลงและเปลี่ยนเป็นไขมัน อัตรานั้นไม่สม่ำเสมอขึ้นอยู่กับรูปแบบกิจกรรมในชีวิตประจำวัน

How to

  • วิดพื้น สวอท และยกน้ำหนักแต่ละท่าทำ 15-20 ครั้ง นับเป็น 1 เซ็ต ทำทุกวันอย่างน้อยครั้งละ 2 เซ็ต
  • กินอาหารที่มีสารแอนติออกซิแดนท์สูง เช่น ผักหลากสี ผลไม้รสเปรี้ยว รสฝาดขม ช่วยชะลอกระบวนการเสื่อมของเซลล์ตามปกติได้
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

รวม 7 ข้อแก้ตัวสุดฮิตของคนมาสาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/588259

  • วันที่ 07 พ.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

รวม 7 ข้อแก้ตัวสุดฮิตของคนมาสาย

มาดู 7 ข้อแก้ตัวสุดฮิตของคนวัยทำงานที่ชอบใช้กับเจ้านายเวลามาสาย

อาจจะเพราะเมื่อคืนต้องกลับบ้านดึกกว่าปกติ เนื่องจากต้องเคลียร์งานที่ค้างอยู่ หรือออกไปแฮงเอาท์กับเพื่อนร่วมงานแบบจัดเต็ม การต้องตื่นแต่เช้าเพื่อออกมาทำงานจึงเป็นเรื่องยากสักหน่อย แล้วจะทำอย่างไรดีเมื่อไปทำงานสาย วันนี้เราได้รวบรวมคำแก้ตัวสุดฮิตที่คนมาสายมักใช้บ่อยๆ มาให้แล้ว

รถติด เชื่อว่าหลานคนต้องเคยใช้ข้อแก้ตัวเรื่องรถติดในวันที่มาทำงานสายอย่างแน่นอน เพราะเป็นเรื่องที่เวิร์คสุดๆ เมื่อเจ้านายถามถึงสาเหตุของการมาสาย อย่างที่รู้กันดีอยู่แล้วว่ากรุงเทพมหานครของเรารถติดเป็นเรื่องปกติ ต่อให้เราตื่นแต่เช้า ยังไงก็สายอยู่ดี

แวะไปทำธุระก่อนมาทำงาน อยู่ดีๆ ก็มีธุระด่วนต้องแวะก่อนมาทำงาน ยิ่งเป็นธุระที่เกี่ยวข้องกับเรื่องส่วนตัวที่สำคัญและเร่งด่วนมากๆ รับรองว่าไม่มีใครถามจุกจิกแน่นอน จึงมักเป็นข้ออ้างที่นำมาใช้กันในวันที่มาสาย

รถเสีย เรื่องไม่คาดคิดแบบนี้เกิดขึ้นได้จริงๆ คงไม่มีใครตั้งใจจะทำให้รถตัวเองเสียแน่นอน เพราะมันต้องเสียค่าใช้จ่ายแบบกะทันหันยังไงละ นี่จึงเป็นอีกข้อแก้ตัวที่คนมาสายมักจะชอบนำมาอ้างกับเจ้านาย และแน่นอนว่าข้ออ้างเหล่านี้ยังได้ผลสุดๆ ไปเลย

ไม่สบาย เรื่องเจ็บไข้ได้ป่วยไม่มีใครเขาเอามาพูดเล่นกันหรอก เว้นเสียแต่ว่ามันจำเป็นจริงๆ นะ และยิ่งหากคุณทำงานหนักแบบหามรุ่งหามค่ำจนไปทำงานสาย เมื่อเจ้านายถามถึงสาเหตุแล้วคุณตอบว่าตัวเองไม่สบาย เจ้านายของคุณอาจจะเข้าใจและไม่ถือโทษโกรธคุณหรอก

ตื่นสายนาฬิกาไม่ปลุก คนจริงเขาไม่โกหกกันหรอก ทันทีที่เดินทางมาถึงที่ทำงานแต่ดันมาเจอกับเจ้านายพอดี เมื่อเจ้านายถามถึงสาเหตุการมาสายแล้วเรายอมรับตรงๆ ว่าเราตื่นสายเพราะไม่ได้ยินเสียงนาฬิกาปลุก และรีบกล่าวขอโทษพร้อมบอกว่าจะไม่ให้เกิดขึ้นอีก แน่นอนว่าเจ้านายอาจจะรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง แต่เดี๋ยวก็หายเพราะอย่างน้อยเราก็ไม่ได้โกหก จริงไหม?

หลงทาง ข้อแก้ตัวนี้อาจจะใช้ได้ในช่วงที่มาทำงานใหม่ๆ หรืองานที่ต้องเดินทางต่างถิ่นบ่อยๆ เพราะถือเป็นข้อแก้ตัวที่เชื่อยากเหมือนกันนะ

มาสายเป็นปกติ ไม่แก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้นเพราะมาสายเป็นประจำอยู่แล้ว ถือเป็นสิ่งที่ไม่ดีมากๆ และยิ่งถูกเพื่อร่วมงานเตือนแล้วเตือนอีกแต่ก็ยังทำอยู่ เพราะเห็นว่าเจ้านายไม่พูดอะไร ใครจะรู้ว่าเขาอาจจะรวบตึงทีเดียว คือเราไล่ออกนะสิ

ภาพ PourquoiPas, shilin wang จาก Pixabay, freepik

‘ท้องไม่ต้องทิ้ง’ หมอแนะวิธีคุณแม่ตั้งครรภ์อยู่ร่วมกับแมวให้แฮปปี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/588309

  • วันที่ 06 พ.ค. 2562 เวลา 15:30 น.

'ท้องไม่ต้องทิ้ง' หมอแนะวิธีคุณแม่ตั้งครรภ์อยู่ร่วมกับแมวให้แฮปปี้

ช่วงที่ยังไม่มีลูก หลายคนอาจหาสัตว์เลี้ยงมาดูแลแก้เหงา อย่างเจ้าแมวเหมียวที่ทั้งขี้อ้อนและขี้เล่น แต่เลี้ยงไปสักพักเกิดตั้งครรภ์ แล้วคราวนี้จะทำอย่างไร

เพื่อไขข้อข้องใจในเรื่องนี้  สพญ.ปิยวรรณ ภู่ระหงษ์ จากคลินิกแมว รพ.สัตว์ทองหล่อ กล่าวว่า คุณแม่ตั้งครรภ์กับแมวสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขและปลอดภัย โดยไม่จำเป็นต้องทิ้งแมว การเลี้ยงแมวในช่วงตั้งครรภ์มีนั้นข้อดี เพราะช่วยผ่อนคลายและลดความวิตกกังวลได้ ส่วนข้อเสียนั้นมีน้อยมาก อาจจะมีในแง่ที่ว่าแมวมีโรคติดต่อบางโรคที่ติดสู่คนได้ แต่ไม่ได้เฉพาะกับคนที่ตั้งครรภ์เท่านั้น คนที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ก็อาจได้รับเชื้อได้หากเลี้ยงแมวไม่ถูกสุขลักษณะ อย่างไรก็ตาม สามารถป้องกันและทำความเข้าใจกับลักษณะการเกิดโรคนั้นๆ ได้

สำหรับโรคที่ถูกกล่าวถึงมากว่ามีโอกาสที่คนจะติดจากแมวก็คือ โรคทอกโซพลาสโมซิส (Toxoplas mosis) หรือโรคขี้แมว ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อโปรโตซัว Toxoplasma gondii เชื้อนี้มีวงจรชีวิตที่สามารถเจริญเติบโตได้ในสัตว์เลือดอุ่นทุกชนิด แต่แมวจัดเป็นโฮสต์แท้ของเชื้อชนิดนี้ โดยเชื้อจะอาศัยทางเดินอาหารของแมวในการเจริญเติบโตจนสมบูรณ์ และปล่อยไข่ (oocyst) ปนออกมากับอุจจาระ สำหรับแมวกลุ่มเสี่ยง คือแมวที่เลี้ยงระบบเปิดและไปกินสัตว์อื่น เช่น หนู นก หรือแมว กินเนื้อสัตว์ที่ปรุงไม่สุก แต่หากเป็นแมวที่เลี้ยงระบบปิดและไม่กินเนื้อดิบ หรือกินหนู นก โอกาสพบเชื้อค่อนข้างน้อยมากหรือไม่มีเลย

การติดต่อสู่คนของเชื้อนี้มีได้ 3 ทาง คือ

  1. การกินอาหารหรือดื่มน้ำที่มีไข่ที่เจริญเต็มที่แล้วปนเปื้อนอยู่
  2. การกินถุงซีสต์ของพยาธิที่อยู่ในเนื้อสัตว์ดิบหรือปรุงไม่สุกที่มีเชื้อโรคขี้แมวอยู่
  3. ผ่านทางรกไปยังทารกหากแม่ติดเชื้อขณะตั้งครรภ์

ข้อควรเข้าใจคือ โรคนี้ไม่ได้เกิดกับคุณแม่ตั้งครรภ์ทุกคน สำหรับคนตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อโรคขี้แมว เชื้อโรคจะผ่านรกไปยังทารกและทำให้เกิดโรคขี้แมวแต่กำเนิดได้ แต่ถ้าได้รับเชื้อโรคขี้แมวมาก่อนการตั้งครรภ์และร่างกายมีแอนติบอดีต่อเชื้อโรค ถือว่าเป็นกลุ่มที่ไม่เสี่ยง ส่วนกลุ่มที่เสี่ยง ได้แก่ คนที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือติดเชื้อขี้แมวก่อนตั้งครรภ์เพียงเล็กน้อย หรือแม่ตั้งครรภ์ที่เป็นมะเร็งและเคยได้รับการทำเคมีบำบัด หรือเคยมีการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ เป็นต้น

ข้อแนะนำสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่อยู่ร่วมกับสัตว์เลี้ยงมีวิธีปฏิบัติ คือ

  1. หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำไม่สะอาด
  2. ใส่ถุงมือทุกครั้งที่สัมผัสดินหรือทราย เพราะอาจมีเชื้อโรคขี้แมวปนอยู่ในสิ่งแวดล้อม
  3. ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนกินอาหาร
  4. ปิดกระบะทรายแมวที่ทิ้งไว้นอกบ้านเสมอ
  5. เปลี่ยนกระบะทรายแมวทุกวัน
  6. ไม่รับแมวจรจัดหรือแมวใหม่มาเลี้ยงขณะตั้งครรภ์
  7. กำหนดพื้นที่เลี้ยงแมวให้ชัดเจน อาจจะงดการนำแมวมานอนด้วยเพื่อลดการปนเปื้อนเชื้อ
  8. ทำความสะอาดสิ่งแวดล้อมที่อยู่ของแมว กรง และชามอาหาร โดยใช้ความร้อนซึ่งสามารถทำลายไข่ของโปรโตซัวได
  9. ปรึกษาแพทย์ที่ดูแลเพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสม

ภาพ freepik.com

Exercise ง่ายๆ ไล่ความดันโลหิตสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/588263

  • วันที่ 06 พ.ค. 2562 เวลา 11:00 น.

Exercise ง่ายๆ ไล่ความดันโลหิตสูง

“โรคความดันโลหิตสูง” ภัยสุขภาพที่คืบคลานมาอย่างเงียบๆ ไร้สัญญาณเตือน  เพียงทำสิ่งง่ายๆ เหล่านี้ ก็จะสามารถลดความเสี่ยงทางสุขภาพที่รุนแรงนั้นได้

ประเทศไทยมีประชากรผู้ใหญ่มากกว่า 22% ที่มีความดันโลหิตสูง ความเข้าใจจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ เพราะความดันโลหิตสูงเป็นหนึ่งในความเจ็บป่วยที่อาจนำไปสู่โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นสาเหตุของการสูญเสียชีวิตอันดับแรกๆ ของโลก แต่หลายๆ คนก็ยังไม่รู้ตัวว่าเรานั้นต่างอยู่ในกลุ่มเสี่ยงของผู้ที่มีความดันโลหิตสูง

ดร.เดวิท วูด ประธานมูลนิธิหัวใจโลก ได้แนะนำว่า ควรพบแพทย์เพื่อตรวจสอบความดันโลหิต ซึ่งการตรวจนั้นรวดเร็ว ไม่เจ็บ และจะสามารถช่วยชีวิตของเราได้  “เพราะโรคความดันโลหิตนั้น สามารถรักษาและป้องกันได้ เพียงแค่เปลี่ยนแปลงการรับประทานอาหาร ปรับเปลี่ยนกิจกรรมของเรา รวมถึงการเลิกทำสิ่งที่ไม่ดีต่อสุขภาพของเรา”

ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่อาจส่งผลให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง เช่น อายุ ความสมบูรณ์ เพศ ถิ่นที่อยู่ของเรา ซึ่งปัจจุบันทั่วโลกมีประชากรผู้ใหญ่กว่า 1 ใน 4 ที่มีอาการป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง และมีการประเมินจาก The Lancet Medical Journal ว่าจะมีประชากรกว่า 1,500 ล้านคน ที่ได้จะได้รับผลกระทบจากโรคนี้ในปี 2568

วิธีง่ายๆ ในการลดความดันโลหิต

1.ทำร่างกายให้แอ็กทีฟสม่ำเสมอ เช่น ออกกำลังกายเบาๆ ครั้งละ 30 นาที 5 ครั้ง/สัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็นการเดิน เต้น ว่ายน้ำ ทำงานบ้าน หรือเล่นกีฬา

2.ทานอาหารที่ดี ลดเกลือ ลดน้ำตาล ลดไขมัน และอาหารที่ผ่านการเปลี่ยนสภาพ พยายามทานผักและผลไม้ในทุกวัน ถ้าคุณชอบดื่มก็ให้พยายามลดจำนวนลง

3.งดการสูบบุหรี่ การเลิกบุหรี่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้หัวใจคุณแข็งแรงมากขึ้น

4.ควบคุมน้ำหนัก การมีน้ำหนักเกิน หรือการเป็นโรคอ้วน เป็นหนึ่งในต้นเหตุที่ทำให้คุณมีความดันโลหิตที่สูงขึ้น

หากไม่ใส่ใจในความดันโลหิต การเจ็บป่วยนั้นจะส่งผลต่อไป ไม่ใช่แค่กับตัวเรา ทั้งการต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล ยารักษาที่ต้องใช้ การขาดงาน รวมถึงสิ่งอื่นๆ ที่อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจและสังคมต่อไป

ในภูมิภาคเอเชียที่มีประชากรกว่าครึ่งโลกอาศัยอยู่ จำนวนประชากรที่ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูงนั้นมีความหลากหลาย ตั้งแต่ประเทศที่มีผู้ป่วยที่สูงถึงกว่า 31% เช่น มองโกเลีย 27% ในเนปาล 25% ในอินเดีย 24% ในกัมพูชา และประเทศที่มีผู้ป่วยที่น้อยกว่า เช่น 11% ในเกาหลีใต้ 14% ในสิงคโปร์ 15% ในออสเตรเลีย และ 17% ในญี่ปุ่น

โดยในจีนมีประชากรมากกว่า 19% ที่ได้รับการตรวจพบว่ามีความดันโลหิตที่สูง ในอินโดนีเซียก็มีประชากรถึงเกือบ 24% ที่มีการตรวจพบอาการ ในเวียดนามก็มีมากกว่าถึง 23% ในฟิลิปปินส์ก็มีผู้ที่ได้รับการตรวจพบถึงกว่า 23% เช่นเดียวกันกับประเทศไทยที่มีผู้ที่มีอาการเกี่ยวกับความดันสูงถึงกว่า 22% โดยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอย่างสหรัฐและแคนาดา มีผู้พบอาการเพียงแค่ 13% และ 15% ในอังกฤษ

การรับรู้และการเตรียมพร้อมเป็นกุญแจสำคัญในการเอาชนะโรคความดันโลหิตสูง การใช้ชีวิตที่มีสุขภาพที่ดี ออกกำลังกาย และรับประทานอาหารที่ดี สามารถช่วยให้เรามีความสุขมากขึ้น

ตัวเลขที่ควรรู้

สองวิธีในการวัดประเมินความดัน คือการวัดค่าความดันแบบซิสโทลิก (การวัดค่าสูงสุด) และการวัดค่าความดันแบบไดแอสทอริก (การวัดค่าต่ำสุด) ซึ่งจะแสดงให้เห็นถึงค่าสูงสุด/ค่าต่ำสุด ซึ่งมีการกำหนดค่าความดันพื้นฐานดังนี้

1.ปกติ : ความดันสูงสุดควรต่ำกว่า 120 และต่ำสุดควรน้อยกว่า 80 ความดันก่อนภาวะความดันโลหิตสูง : ค่าความดันสูงสุดอยู่ระหว่าง 120-139 หรือค่าต่ำสุดอยู่ระหว่าง 80-89

2.ความดันโลหิตสูง : ค่าสูงสุดมากกว่า 140 หรือค่าต่ำสุดมากกว่า 90

3.ความดันโลหิตอันตราย : ค่าสูงสุดมากกว่า 180 หรือค่าต่ำสุดมากกว่า 110 ควรพบแพทย์ทันที

เข้ม&นุ่ม รสชาติไหนบอกความเป็นคุณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/588257

  • วันที่ 06 พ.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

เข้ม&นุ่ม รสชาติไหนบอกความเป็นคุณ

รู้ไหมว่า…กาแฟแต่ละรสชาติ ก็สามารถบ่งบอกความเป็นตัวคุณได้

กาแฟถือเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมที่มัดใจใครหลายๆ คนด้วยกลิ่นเฉพาะตัวที่หอมกรุ่น อีกทั้งยังมีรสชาติขมที่เป็นเอกลักษณ์ แต่เราเคยรู้หรือไม่ว่า รสชาติของกาแฟที่ไม่ว่าจะเป็นรสเข้มข้นหอมกรุ่น หรือรสนุ่มละมุนโดนใจนั้นสามารถบ่งบอกตัวตนของเราได้ จากงานวิจัยของประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศออสเตรียที่ทำการทดลองเรื่องนี้มาแล้ว แต่ว่าจะตรงหรือเปล่า เราลองมาเช็กไปพร้อมๆ กันดีกว่า

กาแฟรสเข้มข้นหอมกรุ่น คนที่ชื่นชอบรสชาติขม เป็นคนที่มีบุคลิกนิ่งๆ ลักษณะนิสัยที่ค่อนไปทางเผด็จการหน่อยๆ ชอบตั้งความหวังกับความสำเร็จในชีวิตสูงมาก เป็นคนช่างคิดชอบวางแผน เคร่งเครียดและจริงจังกับทุกเรื่องของชีวิต โดยเฉพาะเรื่องงาน มีความรับผิดชอบสูง ชอบความท้าทาย หลงตัวเอง และอาจมีแนวโน้มเป็นโรคจิต สำหรับคนที่ชอบกาแฟรสขมไม่ต้องตกใจไป เพราะแค่อาจจะเท่านั้น ไม่เอาน่า…อย่าคิดมาก

กาแฟรสนุ่มละมุนโดนใจ บุคคลิกเป็นคนน่ารัก ร่าเริ่งสนุกสนาน ลักษณะนิสัยเป็นคนเปิดเผย ไม่ชอบมีความลับ มีมนุษยสัมพันธ์ดีเข้ากับคนง่าย รักความยุติธรรมเป็นที่สุด เกลียดการเอารัดเอาเปรียบเป็นที่สุด เป็นคนมีน้ำใจชอบช่วยเหลือผู้อื่น

เป็นยังไงกันบ้าง กาแฟรสชาติไหนบอกความเป็นตัวคุณมากที่สุด สำหรับใครที่ยังคิดไม่ออกว่าชอบแบบเข้มข้นหอมกรุ่น หรือนุ่มละมุนโดนใจ หรือชอบทั้งสองรสชาติจะทำยังไงดี เราขอแนะนำ เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู สูตรใหม่ ครั้งแรกในเมืองไทยที่ผสานกาแฟคั่วบดละเอียด 2 สายพันธุ์ ทั้งกาแฟอาราบิก้าและกาแฟโรบัสต้าใช้เทคโนโลยีพิเศษเอกสิทธิ์เฉพาะของเนสกาแฟที่ช่วยกักเก็บกลิ่น ให้ความหอมกรุ่นและรสชาติความอร่อยกลมกล่อมของกาแฟแท้ๆ คั่วบดละเอียด ที่ทั้งเข้มข้นหอมกรุ่นและนุ่มละมุนโดนใจในจิบเดียว รสชาตินี้ใช่เลยไม่ต้องเลือก

ดื่มน้ำอย่างไรให้ปลอดภัยในหน้าร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/588233

  • วันที่ 05 พ.ค. 2562 เวลา 15:00 น.

ดื่มน้ำอย่างไรให้ปลอดภัยในหน้าร้อน

น้ำถือเป็นสิ่งจำอย่างมากสำหรับร่างกาย เนื่องจากในร่างกายของเราประกอบด้วยน้ำ ถึง 70 เปอร์เซ็น อีกทั้งยังเป็นส่วนประกอบของเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกาย มีข้อมูลทางการแพทย์มากมายที่บอกถึงความสำคัญของน้ำว่า หากร่างกายขาดน้ำเป็นเวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์ อันตรายถึงขั้นเสียชีวิต ดังนั้นการดื่มน้ำให้เพียงพอต่อวันจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างมาก และยิ่งในช่วงหน้าร้อนแบบนี้ หลายคนคงจะรู้สึกกระหายน้ำมากกว่าปกติ แต่รู้หรือไม่ว่าการดื่มน้ำมากๆ ในหน้าร้อนนั้นเสี่ยงอันตราย วันนี้เราได้รวบรวมวิธีการดื่มน้ำในหน้าร้อนแบบปลอดภัย มาฝากกัน

ควรจิบน้ำเรื่อยๆ เป็นระยะๆ เพื่อไม่ให้รู้สึกกระหายน้ำมากเกินไป ควรจิบน้ำบ่อยๆ ในระหว่างวันแทนการดื่มน้ำครั้งละมากๆ จะดีที่สุด

น้ำอุณหภูมิปกติดีที่สุด ถึงแม้การดื่มน้ำเย็นในวันที่อากาศร้อนจะทำให้เรารู้สึกสดชื่น แต่รู้หรือไม่ว่า การดื่มน้ำในอุณหภูมิปกตินั้นดีที่สุด เนื่องจากหากเราดื่มน้ำเย็นจัดจะทำให้ร่างกายเสียสมดุลเนื่องจากปรับตัวไม่ทัน

ดื่มให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เนื่องจากเรามีขนาดตัวไม่เท่ากัน จึงมีสูตรที่ใช้คำนวณปริมาณน้ำที่ร่างกายต้องการต่อวันเพื่อให้เราดื่มได้ถูกต้องตามปริมาณที่เหมาะสม สูตรคือ น้ำหนักตัวx2.2×30/2 = ปริมาณที่ควรดื่ม/วัน

ดื่มมากเกินไปไม่ดี การดื่มน้ำในปริมาณมากๆ ในครั้งเดียว ไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย เนื่องจากจะทำให้เกิดอาการจุก และอวัยวะในร่างกายทำงานหนัก เช่น ระบบย่อยอาหาร ไต และกระเพาะปัสสาวะ

เลือกช่วงเวลาในการดื่มอย่างเหมาะสม การลือกช่วงเวลาในการดื่มน้ำก็สำคัญ อย่างเช่นในตอนเช้าหลังจากตื่นนอนเราสามารถดื่มน้ำในปริมาณมากได้ในครั้งเดียว ส่วนช่วงเวลาก่อนนอนไม่ควรดื่มน้ำปริมาณมากเพราะจะทำให้ต้องตื่นกลางดึกเพื่อเข้าห้องน้ำบ่อยๆ