อบซาวน่า 15-20 นาทีดีอย่างไร? แล้วคนมีโรคประจำตัวควรทำหรือไม่?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/588901

  • วันที่ 13 พ.ค. 2562 เวลา 08:20 น.

อบซาวน่า 15-20 นาทีดีอย่างไร? แล้วคนมีโรคประจำตัวควรทำหรือไม่?

ประโยชน์และอันตรายของการซาวน่า พร้อมผลการวิจัยที่เป็นข่าวดีต่อผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมอง

“ซาวน่า” คือการอบตัวด้วยอุณหภูมิประมาณ 65-90 องศาเซลเซียส โดยแหล่งกำเนิดความร้อนมีหลายรูปแบบ ทั้งการเผาท่อนไม้ ใช้เครื่องทำความร้อนด้วยไฟฟ้า รวมถึงการใช้รังสีอินฟราเรด โดยการอบซาวน่าจะทำให้ร่างกายขับเหงื่อออกมาในปริมาณมาก ปกติแล้วจะใช้เวลาประมาณ 15-20 นาทีต่อครั้งเท่านั้น เพราะหากนานเกินไปอาจเป็นอันตรายได้

ซาวน่ามีประโยชน์อย่างไรบ้าง?

  • ช่วยคลายเครียด ซึ่งอาจเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้คนไปซาวน่าเลยก็ว่าได้ เพราะเมื่ออุณหภูมิในร่างกายเพิ่มสูงขึ้น หลอดเลือดก็จะขยายตัวทำให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้มากขึ้น จึงทำให้รู้สึกสดชื่นและผ่อนคลายจากความเครียด
  • ฟื้นฟูกล้ามเนื้อหลังจากทำงาน หลังเหนื่อยล้าจากการทำงานหรือการออกกำลังกาย การไปซาวน่าถือเป็นการฟื้นตัวชั้นดีเลยทีเดียว เพราะเมื่อระบบไหลเวียนเลือดทำงานเพิ่มขึ้นก็จะช่วยให้กล้ามเนื้อและข้อต่อต่าง ๆ ได้รับการฟื้นฟูตามไปด้วย
  • ดีต่อผู้ที่เป็นโรคหัวใจ เพราะหลอดเลือดที่ขยายตัวขณะอยู่ในห้องซาวน่าทำให้หัวใจต้องใช้แรงสูบฉีดเลือดมากขึ้น จึงเหมือนได้บริหารกล้ามเนื้อหัวใจไปด้วย โดยมีการศึกษาที่พบว่าผู้ที่ไปซาวน่าเป็นประจำมีความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคหัวใจน้อยลงด้วย
  • ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง จากการศึกษากลุ่มตัวอย่างที่ประเทศฟินแลนด์ พบว่าผู้ที่ไปซาวน่าเป็นประจำจะมีความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดสมองลดลงเมื่อเทียบกับผู้ที่ไปซาวน่าเพียงชั่วครั้งชั่วคราว

นอกจากนี้ หลายคนอาจเคยได้ยินมาว่าการซาวน่านั้นช่วยลดน้ำหนักได้ อาจเพราะมีเหงื่อปริมาณมากที่ไหลออกมาขณะอบตัว จึงคิดว่าซาวน่าอาจช่วยลดน้ำหนักได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะน้ำหนักตัวที่หายไปหลังจากการซาวน่านั้น คือ น้ำหนักของน้ำในร่างกายที่ถูกขับออกมาในรูปแบบเหงื่อ เมื่อดื่มน้ำเข้าไปหลังจากซาวน่าเสร็จ น้ำหนักก็จะกลับมาเท่าเดิม ดังนั้น การซาวน่าแทบไม่มีผลต่อการลดน้ำหนักเลย โดยการเผาผลาญพลังงานขณะซาวน่าก็อยู่ในระดับใกล้เคียงกับการนั่งพักเท่านั้นเอง

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบริสตอลแห่งอังกฤษ ได้รายงานในวารสารประสาทวิทยา ว่าหลังจากที่ประเมินความเชื่อมโยงระหว่างการซาวน่าและโรคหลอดเลือดสมอง หรือโรคลมปัจจุบัน (stroke) ของกลุ่มคนวัย 53-74 ปี อาศัยอยู่ทางภาคตะวันออกของฟินแลนด์จำนวน 1,600 คน ซึ่งได้ติดตามพฤติกรรมการใช้ชีวิตนานถึง 15 ปี พบว่าคนที่ใช้เวลาในซาวน่า 4-7 วันต่อสัปดาห์ จะมีความเสี่ยงต่ำกว่า 61% ที่จะเป็นโรคหลอดเลือดสมอง มากกว่าคนที่ไปใช้ซาวน่าสัปดาห์ละครั้ง ส่วนคนที่ไปใช้ซาวน่า 2-3 วันต่อสัปดาห์ “จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองลดลง 14%” เมื่อเทียบกับผู้ไปใช้ซาวน่า 1 ครั้งต่อสัสัปดาห์

ทั้งนี้ เมื่อนักวิจัยลองปรับปัจจัยอื่นๆ ที่อาจส่งผลต่อความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง เช่น การออกกำลังกาย คอเลสเตอรอลสูง การสูบบุหรี่ และโรคเบาหวานเข้ามา ก็พบว่าการใช้ซาวน่ายังช่วยลดความเสี่ยงโรค ผลลัพธ์ดังกล่าวช่วยชี้ให้เห็นว่าคนที่ไปซาวน่าอาจจะเป็นผลดีต่อสุขภาพคือ ช่วยลดความดันโลหิตที่มีผลต่อโรคหลอดเลือดสมอง

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางคนเผยว่าผู้สูงอายุที่มีความดันโลหิตต่ำและผู้ป่วยโรคหัวใจอยู่ แล้วหรือเพิ่งผ่านการรักษาควรหลีกเลี่ยงซาวน่า

อันตรายและความเสี่ยงของการซาวน่า

  • เกิดภาวะขาดน้ำ การอยู่ในสถานที่ที่มีอุณหภูมิสูงเป็นเวลานานจะทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากกว่าปกติ และหากอยู่นานเกินไปก็อาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได
  • ทำให้โรคบางอย่างรุนแรงขึ้น การซาวน่าหรือการอาบน้ำร้อนจะทำให้อาการของโรคบางชนิดมีความรุนแรงมากขึ้น อย่างโรคโรซาเซีย ซึ่งเป็นโรคที่เกิดการอักเสบบนผิวหนังและบริเวณดวงตา
  • ติดเชื้อโรคจากผู้อื่น ห้องซาวน่าที่เปิดให้ใช้บริการโดยทั่วไปนั้นไม่ใช่พื้นที่ส่วนบุคคล ดังนั้น ผู้คนมากมายต่างเข้ามาใช้บริการห้องซาวน่าร่วมกัน จึงทำให้มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อโรคจากผู้อื่นได้ง่ายกว่าปกติ
  • เซลล์สืบพันธุ์เพศชายมีจำนวนลดลง แม้จะยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด แต่ซาวน่าอาจมีผลต่อการทำงานของอัณฑะได้ เพราะอุณหภูมิมีผลกับการผลิตเซลล์สืบพันธุ์ของอัณฑะ การอบซาวน่าเป็นเวลานานเกินไปจึงอาจทำให้อัณฑะผลิตอสุจิได้น้อยลง

ข้อควรระวังของการอบซาวน่า (โดยเฉพาะคนมีโรคประจำตัว)

  • ผู้ที่เป็นโรคหอบ โรคลมชัก โรคหัวใจ ผู้ที่กำลังใช้ยาบางชนิด หรือผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนไปซาวน่า
  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ทั้งก่อนและหลังซาวน่า
  • ไม่ซาวน่านานเกินไป ควรอบตัว 15-20 นาทีก็เพียงพอแล้ว
  • หากรู้สึกไม่สบายตัวหรือมีอาการผิดปกติในระหว่างที่อบตัว ให้รีบออกมาจากห้องซาวน่าทันที
  • ดื่มน้ำเย็น 2-3 แก้วหลังเสร็จจากการซาวน่า เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ และไม่ควรอาบน้ำเย็นทันที แต่ควรปล่อยให้ร่างกายเย็นลงสักระยะหนึ่งก่อน

ภาพ : freepik.com

สัญญาณเตือนจาก ‘เล็บ’ ที่ไม่ควรมองข้าม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/588905

  • วันที่ 12 พ.ค. 2562 เวลา 19:00 น.

สัญญาณเตือนจาก 'เล็บ' ที่ไม่ควรมองข้าม

“เล็บ” เปรียบเสมือนปราการด่านหนึ่งที่ช่วยปกป้องผิวหนังชั้นใต้เล็บ และทำหน้าที่สำคัญในการหยิบจับสิ่งของ การมีเล็บสุขภาพดีจึงบ่งบอกถึงสุขภาพร่างกายที่ดีและแข็งแรงเช่นกัน

เล็บที่มีสุขภาพดี คือเล็บที่มีสีผิวของเนื้อข้างใต้เล็บเป็นสีชมพูอ่อนๆ พื้นผิวเล็บเรียบไม่ขรุขระ ผิวหนังรอบเล็บไม่ถอยร่นเป็นขุยหรือมีผื่น เนื้อเล็บมีความหนาพอดีๆ ไม่มากหรือน้อยไป และแข็งแรงพอที่จะใช้หยิบจับของได้

ส่วนเล็บที่ผิดปกตินั้น ต้องสังเกตว่าเป็นที่ตัวเล็บหรือผิวหนังรอบๆ เล็บ เนื่องจากผิวหนังรอบเล็บอาจมีส่วนทำให้ผิวเล็บเกิดความผิดปกติได้เช่นกัน ปัญหาที่พบบ่อย คือปลายเล็บบาง แตกเปราะง่าย ซึ่งมักเกิดกับคนที่ทำเล็บเป็นประจำ ล้างมือบ่อย หรือผู้ที่มีการใช้เล็บกับน้ำมากเกินไป

อีกกรณีคือผิวหนังรอบเล็บมีอาการบวมแดง เล็บจึงดูเปลี่ยนแปลงไป เช่น เป็นขุย มีสีเขียว รอบเล็บขรุขระเหมือนเป็นเชื้อรา แต่ไม่ใช่เชื้อรา อาการดังกล่าวมักเจอในแม่บ้าน หรือคนที่ทำงานบ้านเอง เมื่อเล็บโดนน้ำยาทำความสะอาดก็จะทำให้ผิวหนังรอบเล็บเปื่อย พอโดนสารเคมีซ้ำๆ จึงทำให้เกิดการอักเสบ และบวมแดงได้

สัญญาณเตือนจากเล็บที่ไม่ควรมองข้าม

สังเกตได้เองจากเล็บว่าหนาผิดปกติหรือไม่ เช่น หนาบริเวณปลายเล็บ สันนิษฐานได้ว่าอาจเป็นโรคเชื้อรา หรือโรคสะเก็ดเงิน โดยทั้งสองโรคนี้มีความคล้ายคลึง แต่ต่างกันตรงที่โรคเชื้อรามักเกิดขึ้นเพียงไม่กี่เล็บ แต่โรคสะเก็ดเงินมักเป็นหลายเล็บ หรือเป็นหมดทั้งเล็บ

นอกเหนือจากนี้ คืออาการเล็บบางและมีรูปร่างผิดปกติ เช่น มีลักษณะแอ่นเหมือนช้อน สันนิษฐานว่าอาจมีภาวะโรคเลือดจาง หรือขาดธาตุเหล็ก และเล็บมีสีที่ผิดปกติหรือไม่ เช่น เล็บขาวครึ่งเล็บ (หมายถึงผิวหนังใต้เล็บมีสีผิดปกติ) เป็นลักษณะที่พบได้ในผู้มีภาวะไตวายเรื้อรังและบวมน้ำ ซึ่งหากเป็นสีขาว 2 ใน 3 ของเล็บ มักเป็นอาการของผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคตับแข็ง หรือโรคหัวใจวาย สำหรับบางคนที่พบจุดขาวๆ ปรากฏบนเล็บ โดยเฉพาะหากเป็นหลายเล็บ อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าอยู่ในภาวะขาดสารอาหารบางอย่าง สำหรับวิธีที่ดีที่สุดคือการไปพบแพทย์เฉพาะทาง เพื่อให้การรักษาที่ถูกต้องและถูกกับโรค

ถนอมกันสักนิดเพื่อสุขภาพเล็บที่แข็งแรง

ควรปล่อยให้เล็บได้หยุดพักหายใจจากการทาสีเล็บบ้าง โดยเฉพาะยาทาเล็บสีแดงกับสีส้มที่ทำให้เล็บเหลืองได้ง่ายกว่าสีอื่นๆ ควรเว้นช่วงการทาสีครั้งใหม่ประมาณ 1-2 สัปดาห์ ส่วนการต่อเล็บไม่ควรทำต่อเนื่องกันนานกว่า 3 เดือน และควรเว้นสัก 1 เดือนก่อนจะต่อเล็บครั้งใหม่ นอกจากนี้ ควรทาครีมบำรุงเพื่อช่วยลดความหยาบและลดการเป็นขุย

เตรียมตัวพิชิตงานในเช้าวันจันทร์อย่างมีความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/588877

  • วันที่ 12 พ.ค. 2562 เวลา 17:00 น.

เตรียมตัวพิชิตงานในเช้าวันจันทร์อย่างมีความสุข

วันอาทิตย์เย็นๆ เป็นสีจางๆ ไม่เหมือนเย็นวันศุกร์  เพราะพรุ่งนี้คือเช้าวันจันทร์!! หลายคนจะมีอารมณ์เหมือนต้องขุดตัวเองจากที่นอนเพื่ออาบน้ำแต่งตัวไปทำงาน คล้ายในวัยเด็กที่ไม่อยากไปโรงเรียน ทำให้เรานอนหลับไปพร้อมกับทัศนคติที่เป็นลบกับชีวิต ความรู้สึกแรกเมื่อตื่นจึงมีแต่เบื่อกับเบื่อ

ลองมาดูกลวิธีเตรียมตัวเพื่อพิชิตงานในเช้าวันจันทร์อย่างมีความสุขกันเถอะ

1.นอนเร็ว

ค่ำวันอาทิตย์ควรนอนระหว่าง 2-4 ทุ่ม ถ้าเป็นไปได้ เพราะจะช่วยให้ร่างกายทำงานได้อย่างสมดุล สมองได้พักผ่อนเต็มที่ ตื่นขึ้นมาจะเฟรชเป็นที่สุด ตั้งปลุกเร็วหน่อยเพื่อให้มีเวลาแต่งตัวสวย ได้กินอาหารเช้าชาร์จพลังให้สมอง เดินทางก่อนเวลารถติด พอถึงที่ทำงานจะได้เริ่มงานก่อนใครพร้อมกับกาแฟหรือเครื่องดื่มแก้วโปรด

2.ฝึกทักษะในการทำงานและศึกษาเพิ่มเติม

ใช้อินเทอร์เน็ตให้เป็นประโยชน์ หัดเข้าเว็บไซต์ต่างประเทศบ้าง เปิดดิกชันนารีบ่อยๆ อย่าอาศัยแต่กูเกิลแปลอย่างเดียว เมื่อความรู้มากขึ้นจะได้คุยกับคนอื่นรู้เรื่อง สามารถนำเสนอไอเดียใหม่ๆ ได้ ทำให้ตัวเองภาคภูมิใจและเกิดความกระตือรือร้นในงานมากขึ้น

3.แสนดีกับเพื่อนทุกระดับประทับใจ

ผูกมิตรไมตรีกับเพื่อนร่วมงาน ไม่เว้นแม้แต่พี่แม่บ้าน เพราะพี่ๆ ส่วนใหญ่เป็นคนที่มักเข้าหาคนที่ถ่อมตน เข้าถึงง่าย ทีนี้เวลามีอะไรในบริษัทเราก็จะได้รู้จากพี่เขานี่แหละเพราะเธอเข้าถึงทุกคน การแสนดี ยิ้มแย้มกับทุกคนทำให้เรามีความสุขเมื่อไปทำงาน เพราะรู้สึกว่า “ใครๆ ก็รักเรา” อีกทั้งเมื่อเราได้ให้และทำดีกับคนอื่นๆ ก็จะเกิดพลังกลับมา ทีนี้การไปทำงานในแต่ละวันก็จะกลายเป็นช่วงเวลาอันแสนสุข แม้งานจะหนักหนา แต่รอยยิ้มรอบข้างก็ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นไง

4.เลิกงกวันหยุด

งานไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต ลองคิดดูว่าเราให้เวลากับงานวันละกี่ชั่วโมง คงต้องนับกันตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงตอนกลับถึงบ้านเลยใช่ไหม ลองขยันทำงานให้เสร็จ รับผิดชอบในหน้าที่และจัดเวลาให้เป็น แล้วเราจะมีเวลาเหลือพอสำหรับการลาพักผ่อนเติมพลังงานชีวิต รวมถึงพลังกายให้เต็มเปี่ยมอยู่เสมอ ซึ่งจะส่งผลดีต่อประสิทธิภาพการทำงานอย่างแน่นอน

5.ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่และองค์กร

ทราบหรือไม่ว่า การยึดมั่นในความซื่อสัตย์คือการสร้างพลังชีวิตอย่างหนึ่ง เพราะเมื่อมนุษย์เรามีอุดมการณ์จะทำให้เกิดความมั่นคงในการก้าวไปอย่างถูกทาง นั่นคือพลังที่ทำให้เรายืนหยัดอยู่กับสิ่งที่ทำในด้านที่ถูกต้องเสมอ

6.อย่าหมักหมมงาน

ความขี้เกียจคืออุปสรรคต่อชีวิตในทุกๆ ด้าน ทางที่ดีคือการทยอยทำไปเรื่อยๆ เพราะการผัดวันประกันพรุ่งเพียงแค่วันเดียว จะทำให้วันต่อมามีงานเพิ่มขึ้นจนโอเว่อร์โหลด เกิดเป็นความเหนื่อยและเบื่อตามมา

7.ดูแลสุขภาพเสมอ

สุขภาพที่ไม่ดีเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน ถ้าเป็นอะไรเพียงนิดหน่อยก็ไม่ควรละเลยหรือปล่อยไว้จนอาการแย่ หรือต้องลางานยาว แล้วกลับมาพบกับงานกองโตให้ต้องเครียดกันอีก

8.ดูแลชีวิตในด้านอื่นๆ ด้วยทัศนคติที่ดี

สร้างทัศนคติด้านบวกแก่ชีวิตตามวิธีที่ตัวเองถนัดเพื่อพิชิตทุกปัญหา ทั้งความสัมพันธ์ การเงิน ซึ่งมักกระทบต่อการทำงาน อาจฝึกสมาธิ ออกกำลังกาย ช่วยงานสังคม หรือท่องเที่ยวกับเพื่อนๆ

9.แต่งตัวสวยและเป็นตัวของตัวเอง

การแต่งกายคือเรื่องของบุคลิกภาพ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่ภาพลักษณ์ที่ดึงดูดผู้คนรอบด้านให้ชื่นชมเท่านั้น แต่ยังทำให้ตัวเราเองรู้สึกมั่นใจ ชื่นชมในตัวเองและเกิดเป็นพลังที่สร้างความสุขได้ทุกครั้ง

ภาพ : freepik

รีเฟรชความสดชื่นด้วยเครื่องดื่มเฮลท์ตี้ไม่มีกาเฟอีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/588881

  • วันที่ 12 พ.ค. 2562 เวลา 13:30 น.

รีเฟรชความสดชื่นด้วยเครื่องดื่มเฮลท์ตี้ไม่มีกาเฟอีน

บ่ายนี้ใครกำลังรู้สึกเนือยๆ เหมือนแบตเตอรี่เอื่อยๆ เรามีเครื่องดื่มที่เรียกความสดชื่นตื่นตัว ปลุกตัวเองให้กลับมาสดชื่นอีกครั้ง ที่สำคัญยังเป็นเครื่องดื่มเฮลท์ตี้เพื่อสายสุขภาพที่ไม่ชอบดื่มกาแฟอีกด้วย

น้ำมะนาว

เริ่มต้นง่ายๆ ด้วย “น้ำมะนาวอุ่นๆ” ที่ดื่มแล้วดีต่อสุขภาพ เติมเกลือ น้ำตาล นิดหน่อย แต่ถ้าอยากให้หอมอร่อยและดีต่อสุขภาพ แนะนำเป็น “น้ำผึ้งมะนาว” ซึ่งประโยชน์ของมะนาว อาทิ ช่วยแก้อาการท้องผูก มีส่วนช่วยในการลดความอ้วน ช่วยให้รู้สึกสดชื่นลืมความเหนื่อยล้า ลดปัญหากลิ่นปาก อาหารไม่ย่อย ส่วนน้ำผึ้งมีสรรพคุณในการช่วยบำรุงสุขภาพ ทั้งช่วยบำรุงร่างกายสำหรับผู้ป่วยในระยะพักฟื้นและผู้ที่มีร่างกายอ่อนเพลีย รักษาอาการเจ็บคอ หรือแม้แต่การรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ช่วงบ่ายหากใครอยากได้ความซ่า อาจเติมโซดาลงไปได้ “น้ำผึ้งมะนาวโซดา” ก็ซาบซ่าสดชื่นถึงใจ

น้ำมะพร้าว

เครื่องดื่มคลายร้อนแบบไทยๆ มหัศจรรย์แห่งธรรมชาติและภูมปัญญาที่เนรมิตเป็นเครื่องดื่มได้มากมาย ตั้งแต่ “น้ำมะพร้าวสด” “น้ำมะพร้าวเผา” เติมแมงลัก วุ้นมะพร้าว ว่านหางจระเข้ หรือจะ “น้ำมะพร้าวปั่นผสมนมสด” ก็ได้รสอร่อยหลายแบบ ซึ่งในน้ำมะพร้าวอุดมไปด้วยแร่ธาตุ เช่น โพแทสเซียม เหล็ก โซเดียม แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส ทองแดง กรดอะมิโน กรดอินทรีย์ และวิตามินบี นอกจากนี้ ยังมีน้ำตาลกลูโคสที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ภายใน 5 นาที จึงเรียกความสดชื่นได้ทันใจ และยังเป็นประโยชน์ในการขับสารพิษออกจากร่างกายด้วย

น้ำส้ม

เป็นเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยวิตามินซี มีสรรพคุณล้นเหลือ ทั้งแก้ท้องผูก กระตุ้นภูมิคุ้มกันร่างกาย ปรับสมดุลระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยลดความดันโลหิต ลดคอเลสเตอรอล บำรุงหัวใจ ลดความเสี่ยงโรคนิ่วในไต ยับยั้งการเกิดแผลเปื่อย ลดความเสี่ยงโรคสโตรก ป้องกันมะเร็ง ลดความเสี่ยงโรคจอประสาทตาเสื่อม ช่วยบำรุงผิวพรรณ เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากการถูกแสงแดดทำร้าย ปกป้องผิวจากมลพิษ ช่วยลดการเกิดริ้วรอย และช่วยบำรุงเซลล์ผิวให้แข็งแรง ทำให้ผิวดูกระชับตึงมากขึ้น เนื่องจากวิตามินซีเป็นสารตั้งต้นของคอลลาเจน ส่วนไอเดียการทำเครื่องดื่ม อาทิ

น้ำทับทิม

ผลไม้ที่มีประโยชน์เยอะกว่าเมล็ดนี้ จะ”กินแบบสด” “คั้นน้ำ” หรือมิกซ์ในเครื่องดื่มอื่นๆ เป็น “พั้นช์” ก็ได้ ซึ่งประโยชน์ของน้ำทับทิมยังมีมากกว่าช่วยป้องกันมะเร็งและเสริมสมรรถภาพทางเพศ เพราะสารพูนิคาลาจิน (Punicalagin) ที่มีอยู่ในผลทับทิมสามารถยับยั้งการอักเสบในเซลล์สมองส่วนที่เรียกว่า micrologia จึงยับยั้งอัลไซเมอร์ได้ ทั้งยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุ ไฟเบอร์ วิตามินซี วิตามินเค โฟเลท โพแทสเซียม น้ำตาลธรรมชาติ และกรดที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย อย่างวิตามินเอ วิตามินอี ธาตุเหล็ก แคลเซียม และแมกนีเซียม มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยลดการอักเสบ ช่วยกระตุ้นความจำ

น้ำแตงโม

ผลไม้ลูกโตๆ อย่างแตงโม จะปั่นเป็นน้ำแตงโม แช่เย็นกินเป็นของว่างระหว่างมื้อ หรือกินเป็นผลไม้หลังมื้ออาหาร ก็อร่อยแถมมีสารชนิดหนึ่งคือสาร ซิทรูไลน์ (Citrulline) ช่วยขยายหลอดเลือดแดงภายในร่างกายได้ สารนี้จึงเป็นประโยชน์อย่างมากต่อคนเป็นโรคอ้วนและโรคเบาหวาน เพราะมีแคลลอรีต่ำมาก สามารถพบสารนี้ได้มากที่เปลือกของแตงโม ดังนั้น ทมการกินแตงโมให้ได้ประโยชน์มากที่สุด จึงควรทานเนื้อแตงโมกับเปลือกขาวๆ ด้วย

น้ำกล้วยหอม

การกินกล้วยตอนเช้ามีประโยชน์เต็มๆ โดยเฉพาะกับคนที่อยากลดความอ้วน เนื่องจากกล้วยเป็นผลไม้ที่เปี่ยมไปด้วยคุณประโยชน์นานา ทั้งวิตามินบี 1 และบี 2 คอยช่วยเร่งการเผาผลาญน้ำตาลและไขมัน มีคาร์โบไฮเดรตชนิดดีต่อร่างกาย มีไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำได้ ช่วยให้ท้องรู้สึกอิ่มได้นานขึ้น ส่วนการกินกล้วยให้ได้ประโยชน์แบบยากกว่าปอกกล้อยเข้าปาก ก็คือ การน้ำมาปั่นเป็นสมูทตี้กับส่วนผสมต่างๆ เช่น “กล้วยหอมโยเกิร์ต” “กล้วยหอมนมถั่วเหลืองช็อกโกแลต” “กล้วยหอมชาไทย” “กล้วยหอมอะโวคาโด” “กล้วยหอมบลูเบอร์รี” “กล้วยหอมผสมเมล็ดเจีย” “กล้วยหอมมะม่วงกับเมล็ดเจีย” เป็นต้น

น้ำเต้าหู้

น้ำถั่วเหลือง เครื่องดื่มสุขภาพที่คุ้นลิ้น อุดมไปด้วยโปรตีน เหมาะสำหรับคนที่ต้องการโปรตีนจากถั่วเหลือง และคนที่แพ้นมวัว น้ำเต้าหู้ย่อยง่าย ไม่มีไขมัน เติมความรู้สึกอิ่มแบบไม่แน่นท้อง สามารถครีเอทได้หลายเมนู ทั้ง “น้ำเต้าหู้ทรงเครื่อง” “น้ำเต้าหู้ธัญพืช” “น้ำเต้าหู้ผสมมะนาว” ช่วยเสริมสร้างการทำงานของสมอง สายตา พร้อมทั้งบำรุงร่างกายให้แข็งแรงขึ้น ทั้งยังช่วยให้ระบบเส้นเลือดฝอยทั่วร่างกายมีความยืดหยุ่นได้ดี เพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกาย ช่วยในการไหลเวียนโลหิต ส่งผลให้อวัยวะต่างๆ ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สมองแจ่มใส ร่างกายสดชื่น ไม่มึนงง เห็นผลได้ดีในผู้สูงอายุ รวมทั้งนักเรียน นักศึกษา นอกจากนี้ คนจีนยังนับว่าเป็นยาอายุวัฒนะอีกด้วย

น้ำผักและผลไม้สีเขียว

สีเขียวในผักและผลไม้มาจากเม็ดสีของสารที่มีชื่อว่า คลอโรฟิลด์ (Chlorophyll) โดยจะมีตั้งแต่เขียวเข้มจัด ได้แก่ คะน้า สาหร่ายบางชนิด ตำลึง ผักใบเขียวต่างๆ และสีเขียวแบบทั่วไป เช่น แอปเปิลเขียว ฝรั่ง ผักกาด เต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในการต่อต้านโรคมะเร็ง ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส ช่วยยับยั้งการเกิดริ้วรอย การกินผักใบเขียวเป็นประจำจะช่วยให้การขับถ่ายดี ลดอากาท้องผูก เนื่องจากผักเหล่านี้มีกากใยสูง มีส่วนช่วยในการลดน้ำหนัก ให้พลังงานต่ำ นอกจากนี้ ยังมีบรรดาน้ำสมุนไพรต่างๆ ที่ช่วยรีเฟรชความสดชื่น อาทิ น้ำตะไคร้ อัญชัน เก๊กฮวย กระเจี๊ยบ ใบเตย เป็นต้น

ภาพ : freepik

เช็กก่อนใช้ ระวัง…หมดอายุ!!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/588822

  • วันที่ 11 พ.ค. 2562 เวลา 09:00 น.

เช็กก่อนใช้ ระวัง...หมดอายุ!!!

มีหลายอย่างที่เราซื้อมาเก็บไว้ตอนลดราคา หรือจัดโปรโมชั่นแถมโน่นนี่ แต่เก็บไว้นานๆ อาจเสื่อมประสิทธิภาพหรือหมดอายุ มาลองสังเกตสิ่งที่คุณมีอยู่ว่าเก็บไว้นานแค่ไหน แล้วยังใช้ได้เหมือนเดิมหรือไม่

ครีมกันแดด

ส่วนใหญ่จะทรงประสิทธิภาพเต็มที่ประมาณ 3 ปี ลองหยิบครีมกันแดดที่บ้านออกมาดูสิว่าใกล้หมดอายุแล้วหรือยัง หากบนบรรจุภัณฑ์ไม่ได้ระบุวันหมดอายุไว้ ให้นับจากวันที่ผลิต

มาสคาร่า

ในมาสคาร่าที่เปิดใช้งานแล้วประมาณ 3 เดือน จะเริ่มมีแบคทีเรียซึ่งเป็นสาเหตุของโรคตาแดงและตาอักเสบเจริญเติบโตอยู่ และตัวมาสคาร่าจะเริ่มแห้ง

ครีมบำรุงผิว

ครีมที่บรรจุในขวดหรือหลอด สามารถเก็บไว้ได้นานถึง 2 ปีหลังจากเปิดใช้งานแล้ว หลังจากนั้นตัวโลชั่นจะเริ่มแห้งและประสิทธิภาพในการบำรุงผิวจะลดลง หากบรรจุในกระปุกทุกครั้งที่เปิดจะสัมผัสอากาศและอาจมีเชื้อแบคทีเรียจากมือลงไปเพาะพันธุ์อยู่ในกระปุก ทางที่ดีควรล้างมือให้สะอาดก่อนทา

ลิปสติก

เมื่อลิปสติกได้สัมผัสกับอากาศแล้ว สี กลิ่น และเนื้อจะเริ่มเปลี่ยนแปลง อาจส่งผลให้ริมฝีปากดำคล้ำ หรือติดเชื้อได้ ดังนั้น หากเกินจาก 2 ปีแล้ว ให้เปลี่ยนแท่งใหม่เสีย เพื่อเรียวปากสดสวยอยู่เสมอ

ฟองน้ำ-ใยขัดผิว

หากทำจากธรรชาติจะเริ่มมีเชื้อแบคทีเรียก่อตัวหลังจากใช้งานไปได้ประมาณ 2-3 สัปดาห์ ส่วนใยขัดผิวตาข่ายที่ผลิตจากพลาสติก เชื้อแบคทีเรียจะก่อตัวหลังจากใช้งานไปแล้ว 8 สัปดาห์ ดังนั้น ทุกครั้งที่ใช้อย่าลืมล้างให้สะอาดและตากให้แห้ง

น้ำยาซักผ้าขาว

เมื่อเปิดใช้แล้วให้เริ่มนับไปอีกประมาณ 3 เดือน เพราะประสิทธิภาพในการทำความสะอาดของน้ำยาซักผ้าขาวจะค่อยๆ หมดลง อาจทำให้ซักเสื้อผ้าไม่สะอาดเหมือนก่อน

ปลั๊กพ่วง

ใครจะรู้ว่าปลั๊กพ่วง หรือปลั๊กสามตา ก็มีอายุการใช้งานเหมือนกัน เพื่อความปลอดภัยต่อคนในครอบครัวและอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ไม่ควรใช้งานหนักโดยเสียบหัวปลั๊กพร้อมกันหลายตัว ที่สำคัญควรเปลี่ยนปลั๊กพ่วงใหม่ทุกๆ 2 ปี และเลือกซื้อปลั๊กที่มีมาตรฐาน มอก.รับรอง

แบตเตอรี่-ถ่าน

เมื่อเก็บไว้นานจะค่อยๆ เสื่อมคุณภาพไปเรื่อยๆ นับตั้งแต่วันผลิต การเก็บรักษาควรเก็บไว้ในอุณหภูมิห้องและไม่ชื้น เพื่อให้คงประสิทธิภาพเมื่อใช้งาน

เครื่องเทศ

ของแห้งประเภทเครื่องเทศต่างๆ จะมีอายุประมาณ 2-3 ปี ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับชนิดของเครื่องเทศ กรรมวิธีในการผลิต และวิธีการเก็บรักษา ซึ่งต้องเก็บในภาชนะที่แห้ง ไม่ชื้น และไม่มีแสงแดดส่องถึง เพราะจะทำให้ขึ้นรา ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ผ้าอนามัยแบบสอด กับอีกมุมหนึ่งที่ผู้หญิงต้องรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/588735

  • วันที่ 10 พ.ค. 2562 เวลา 10:00 น.

ผ้าอนามัยแบบสอด กับอีกมุมหนึ่งที่ผู้หญิงต้องรู้

การใช้ผ้าอนามัยแบบสอดเป็นทางเลือกหนึ่งของสาวๆ เพราะสะดวก อึดอัดน้อยกว่า มั่นใจเมื่อต้องใส่เสื้อผ้ารัดรูป และยังสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ปกติ อาทิ การว่ายน้ำ แต่ทุกอย่างก็มีสองด้าน และสิ่งต่อไปนี้คือผลข้างเคียงของผ้าอนามัยแบบสอด อีกมุมหนึ่งที่ผู้หญิงต้องรู้

1.การระคายเคือง

บริเวณช่องคลอดค่อนข้างบอบบางและไวต่อความรู้สึก ผ้าอนามัยแบบสอดถือเป็นสิ่งแปลกปลอมที่มาสัมผัสและเสียดสีโดยตรง ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการแพ้หรือผื่นคันได้

2.เป็นสาเหตุของการติดเชื้อ

นอกจากทำให้ระคายเคืองแล้ว ในผู้ใช้บางรายอาจเกิดอาการติดเชื้อ โดยเฉพาะผ้าอนามัยแบบสอดที่มีกลิ่นหอม เพราะจะไปรบกวนค่า PH ที่สมดุลในช่องคลอด เกิดเป็นยีสต์และเชื้อราได้

3.มีสารเคมีเจือปน

ผ้าอนามัยแบบสอดบางยี่ห้อที่ผลิตอย่างไม่ได้มาตรฐาน และตรวจพบสารเคมีที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ เช่น คลอรีน การที่ช่องคลอดต้องสัมผัสกับสารเคมีเหล่านี้โดยตรงจึงอันตรายมาก

4.อาจก่อให้เกิดมะเร็ง

บางยี่ห้อที่ใช้คลอรีนเพื่อฟอกขาว ก็อาจเป็นตัวการก่อให้เกิดโรคมะเร็งเต้านม รวมถึงส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแย่ลงไปด้วย

5.ปวดประจำเดือนมากกว่าปกติ

ผู้มีประสบการณ์ใช้ผ้าอนามัยแบบสอดบางรายให้ความเห็นว่า การใช้ผ้าอนามัยแบบสอดทำให้มีอาการปวดประจำเดือนมากกว่าปกติ ซึ่งอาจเกิดจากการระคายเคือง หรือการใส่ไม่ถูกวิธี ซึ่งวิธีที่ถูกคือเปลี่ยนผ้าอนามัยทุก 4-6 ชั่วโมง ใส่ผ้าอนามัยแบบสอดในวันที่อากาศไม่อับชื้น ล้างมือให้สะอาดก่อนทุกครั้ง และมีพลาสติกห่อหุ้มผ้าอนามัยแบบสอดเพื่อความสะอาด

6.ส่งกลิ่นเหม็น

การที่ผ้าอนามัยแบบสอดต้องซับเลือดที่มีกลิ่นคาวไว้ หากไม่รักษาความสะอาดหรือไม่เปลี่ยนบ่อยๆ ก็อาจส่งกลิ่นออกมาได้

7.อันตรายถึงชีวิต

การปล่อยให้เกิดการหมักหมมหรืออับชื้นเป็นเวลานานจะทำให้ติดเชื้อโรคได้ โดยเชื้อจะสร้างสารพิษ exototin ทำลายระบบต่างๆ ของร่างกายอย่างรวดเร็ว ทำให้มีไข้สูงจนอาจช็อก หรือที่เรียกว่า Toxic Shock Syndrome หรือ TSS ซึ่งอาจเป็นอันตรายแก่ชีวิตได้

วิธีใช้ผ้าอนามัยแบบสอดที่ถูกต้อง

การใช้ผ้าอนามัยแบบสอดอย่างถูกต้องจะส่งผลดีให้ผู้หญิงรู้สึกสะดวกสบายและคล่องตัวมากขึ้น ในเบื้องต้นควรเลือกขนาดของผ้าอนามัยแบบสอดที่เหมาะสำหรับตัวเอง หากเพิ่งเริ่มใส่เป็นครั้งแรกควรเลือกชนิดบางก่อนเพื่อไม่ให้รู้สึกเจ็บหรืออึดอัดมากนัก แต่หากประจำเดือนมามากควรเลือกชนิดหนาเพื่อช่วยให้ดูดซับได้มากขึ้นและไม่รู้สึกเฉอะแฉะ ทั้งนี้ การใส่ผ้าอนามัยแบบสอดที่ถูกต้องควรปฏิบัติ ดังนี้

  • ล้างมือให้สะอาดก่อนใส่ผ้าอนามัยทุกครั้ง
  • นั่งหรือยืนในท่าที่สะดวกต่อการใส่ หากยืน ท่าในการยืนควรให้ขาข้างหนึ่งวางอยู่บนที่ที่สูงกว่า เช่น บนชักโครก เป็นต้น
  • ใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้ข้างที่ไม่ถนัดแหวกเปิดบริเวณแคมของอวัยวะเพศ แล้วสอดผ้าอนามัยแบบสอดเข้าไปตรงกลาง จากนั้นค่อยๆ ใช้นิ้วข้างที่ถนัดดันผ้าอนามัยเข้าไปในช่องคลอด
  • หากใช้อุปกรณ์ช่วยใส่ผ้าอนามัยให้ดันอุปกรณ์เข้าไปจนถึงจุดที่มีเครื่องหมายกำหนดไว้ จากนั้นดันแกนของอุปกรณ์เพื่อให้ผ้าอนามัยเข้าไปอยู่ภายในช่องคลอด จากนั้นนำอุปกรณ์ออก โดยให้เชือกที่ติดกับผ้าอนามัยออกมาอยู่ด้านนอก เพื่อจะได้สะดวกต่อการถอดผ้าอนามัยในภายหลัง เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

ทั้งนี้ หากใส่ผ้าอนามัยแบบสอดถูกต้องจะรู้สึกสบายและไม่อึดอัด อีกทั้งเชือกจะต้องถูกปล่อยออกมาด้านนอก แต่ถ้ารู้สึกเจ็บก็อาจเป็นไปได้ว่าใส่ผ้าอนามัยไม่ลึกพอ ให้ใช้นิ้วดันเข้าไปให้ลึกกว่าเดิม แต่หากทำแล้วยังไม่หาย ควรถอดออกแล้วเปลี่ยนใหม่ หรือหันไปใช้ผ้าอนามัยแบบแผ่นเพื่อความปลอดภัย

ภาพ : freepik.com

Heart Rate Zone เลือกให้เหมาะกับเป้าหมายเพื่อร่างกายที่ฟิตแอนด์เฟิร์ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/588719

  • วันที่ 10 พ.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

Heart Rate Zone เลือกให้เหมาะกับเป้าหมายเพื่อร่างกายที่ฟิตแอนด์เฟิร์ม

อีกเทรนด์การออกกำลังกายที่กำลังเป็นที่นิยม คือการออกกำลังกายควบคู่กับการวัดอัตราการเต้นของหัวใจ (Heart Rate) ซึ่งหลายคนอาจยังไม่รู้ว่าโซนอัตราการเต้นของหัวใจ หรือ Heart Rate Zone ไม่เพียงบอกว่าหัวใจเราเต้นกี่ครั้งต่อนาทีเท่านั้น แต่ยังสามารถควบคุมให้เหมาะกับเป้าหมายการออกกำลังกายของแต่ละบุคคลได้

โดยโซนการเต้นของหัวใจคนเราแบ่งออกเป็น 6 โซน หากไม่นับโซนแรกที่อยู่ในช่วงร่างกายกำลังหลับหรือพักผ่อน โซนที่เกี่ยวกับการออกกำลังกายก็จะมีอยู่ 5 โซน โดยสามารถคำนวณหาค่าที่เหมาะสมของตัวเองได้ ดังนี้

Zone 1 : Very Light

อัตราการเต้นของหัวใจ 50-59% เป็นโซนขณะที่เรากำลังออกกำลังกายเบาๆ หรือ Cool Down จากการออกกำลังกายหนักก่อนหน้านั้น ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น หรือฟื้นฟูร่างกาย เหมาะกับคนเพิ่งเริ่มออกกำลังกาย

Zone 2 : Light

อัตราการเต้นของหัวใจ 60-69% เมื่อเข้าสู่โซนนี้จะช่วยฝึกเพิ่มความอึด กล้ามเนื้อได้วอร์มอัพ ร่างกายจะเริ่มมีเหงื่อซึมๆ และดึงไขมันมาใช้เผาผลาญแล้ว

Zone 3 : Moderate

อัตราการเต้นของหัวใจ 70-79% กล้ามเนื้อจะเริ่มตึงจนรู้สึกได้ หายใจเร็วขึ้น เหงื่อออก เป็นโซนที่ร่างกายกำลัง “เบิร์น” แถมช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจ ปอด แข็งแรง เหมาะกับคนออกกำลังกายระดับกลาง

Zone 4 : Hard

อัตราการเต้นของหัวใจ 80-89% เข้าสู่โซนที่หัวใจทำงานหนัก หายใจหอบ กล้ามเนื้อเกร็ง เหมาะกับคนที่ร่างกายฟิตเพียงพอ หรือออกกำลังกายหนักในระยะสั้นๆ 2-10 นาที

Zone 5 : Maximum

อัตราการเต้นของหัวใจ 90-100% เข้าสู่จุดสูงสุดที่ร่างกายจะทนได้ ร่างกายจะเหนื่อยล้าอย่างรวดเร็ว ไม่ควรอยู่ที่โซนนี้เป็นเวลานาน และเหมาะกับนักกีฬาที่ผ่านการฝึกฝนมาแล้วเท่านั้น

ภาพ : freepik.com

ภาวะผู้นำเชื่อมโยงกับคำว่าตำแหน่งจริงหรือ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/588612

  • วันที่ 09 พ.ค. 2562 เวลา 16:00 น.

ภาวะผู้นำเชื่อมโยงกับคำว่าตำแหน่งจริงหรือ?

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าภาวะผู้นำเชื่อมโยงกับเรื่องของตำแหน่ง แต่ความจริงกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น ในภาษาอังกฤษ คำว่า Leader กับ Leadership ก็ไม่เหมือนกัน

Leader คือผู้นำซึ่งแน่นอนว่าเป็นเรื่องของตำแหน่งหน้าที่ ในขณะที่ Leadership เป็นเรื่องของภาวะผู้นำที่เป็นเรื่องลักษณะ บุคลิก และเรื่องของภาวะผู้นำนี้เองเป็นเรื่องที่คนทุกเพศ ทุกวัย ทุกตำแหน่งสามารถมี สร้างให้เกิดและพัฒนาได้ตามความเหมาะสม

ยิ่งไปกว่านั้น คนที่มีภาวะผู้นำอยู่ในตัวโดยพื้นฐานยังจะช่วยเพิ่มโอกาสในการก้าวหน้าในอาชีพการงานได้มากกว่าคนที่ไม่มีเสียอีก เพราะทุกคนต่างก็มีความมุ่งหวังที่จะเติบโตในสายอาชีพ ไม่ว่าจะทำงานอยู่ในตำแหน่งไหนก็สามารถเตรียมตัวให้พร้อมได้ตั้งแต่วันนี้ มาดูจุดเริ่มต้นง่ายๆ 3 ข้อที่นอกจากจะช่วยพัฒนาภาวะผู้นำได้แล้ว ยังอาจช่วยให้เราก้าวเป็นผู้นำด้วย

1.กล้าคิดและกล้านำเสนอ

ความกล้าคิดกล้านำเสนอ นอกจากจะเป็นการแสดงความตั้งใจในการทำงาน แล้วยังเป็นการแสดงออกว่ามีความต้องการให้งานออกมาดียิ่งๆ ขึ้น ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติสำคัญของคนที่เป็นผู้นำ นอกจากนั้นหากคุณสามารถแสดงออกได้ว่างานยากหรืองานใหญ่ไม่เคยหวั่น มีสิ่งที่เรียกว่า Can Do Attitude คนก็จะเห็นว่าเราเป็นคนที่ชอบความท้าทาย และไม่หวั่นเกรงต่อปัญหาใดๆ เป็นโอกาสแสดงซึ่งศักยภาพและภาวะผู้นำได้อย่างชัดเจน

2.ภาวะผู้นำต้องเกี่ยวกับเรื่องการเข้าสังคมด้วย

ภาวะผู้นำเป็นสิ่งที่ต้องการทั้งเรื่องของไอคิว ความสามารถ ศักยภาพ และเรื่องของอีคิว หรือความสามารถในการจัดการด้านอารมณ์ ซึ่งหนึ่งในนั้นเรื่องของการเข้าสังคมก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญ ลองคิดดูว่าไม่ว่าจะเป็นคนที่ทำงานเก่งขนาดไหน แต่ถ้าเราเป็นคนที่ไม่ชอบสุงสิงกับใคร วันๆ ก็ก้มหน้าทำงานแล้วรีบกลับบ้าน ก็อาจจะเป็นการยากที่ผู้บริหารจะเลือกเราขึ้นมาเป็นหัวหน้าคน เพราะคนที่จะเป็นผู้นำที่ดีได้นั้นจะต้องสื่อสารกับผู้คนมากมาย ทั้งในและนอกองค์กร คำแนะนำคือเราอาจจะเริ่มง่ายๆ ด้วยการให้เกียรติเพื่อนร่วมงานอยู่เสมอ หาเวลาสังสรรค์ทำกิจกรรมร่วมกันบ้าง รวมถึงเป็นที่ปรึกษาหรือเป็นผู้ฟังที่ดีให้กับพวกเขาในยามที่เจอปัญหา

3.แสดงออกซึ่งความรับผิดชอบ

คนที่มีภาวะผู้นำต้องมีความรับผิดชอบ คือทั้งรับผิดและรับชอบ ทั้งเรื่องของงานและเรื่องส่วนตัว โดยการแสดงความรับผิดชอบจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือได้กับตัวเราเอง เรื่องนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก แต่กลับมีผลอย่างมากในการใช้ชีวิตไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับงานหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรักษาคำพูด รับปากอะไรไว้ก็ต้องทำให้ได้ ส่งงานได้ทันกำหนด รับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมายได้อย่างดี รวมถึงคนที่สามารถจัดการกับปัญหาในที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะคงไม่มีใครอยากได้คนที่ชอบผัดวันประกันพรุ่ง หรือคนที่ทำงานผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีกมาเป็นหัวหน้า

เมื่อเราได้ยึดมั่นปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่อง ทุกคนก็จะเห็นว่าเราเป็นคนที่มีความรับผิดชอบมากพอและสามารถไว้วางใจให้รับผิดชอบงานใหญ่ได้

ภาพ Freepik.com

ดูแลตัวเองให้ห่างจากหวัดภูมิแพ้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/588611

  • วันที่ 09 พ.ค. 2562 เวลา 11:00 น.

ดูแลตัวเองให้ห่างจากหวัดภูมิแพ้

ช่วงอากาศเปลี่ยนเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวฝน นับเป็นเวลาเปราะบางของสุขภาพร่างกาย โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาแพ้อากาศ หรือโรคหวัดภูมิแพ้ (Allergic Rhinitis) ที่อาการจะกำเริบบ่อยและถี่ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการไอ จาม คัดจมูก โพรงจมูกอักเสบ ปวดตื้อตรงหน้าผาก และอาการมักเกิดช่วงเช้า หรือสัมผัสอากาศเย็น ซึ่งเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิตประจำวันไม่น้อย

 

ทำไมภูมิแพ้ถึงกำเริบ?

ร่างกายของเราถูกสร้างมาให้มีการตอบสนองต่อสารหรือสิ่งแปลกปลอมจากภายนอก โดยการสร้างภูมิคุ้มกันมาตอบสนองเพื่อขจัดสิ่งแปลกปลอมออกไป แต่ในกรณีของคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ เมื่อร่างกายได้รับสารแปลกปลอมจากภายนอก แทนที่จะสร้างภูมิคุ้มกัน ร่างกายกลับกระตุ้นการสร้างภูมิแพ้ขึ้นแทน นั่นคือ การสร้าง “สารฮีสตามีน” อันก่อให้เกิดอาการแพ้เตือนดังที่ระบุข้างต้น แต่ที่ต้องระวังคือ การติดเชื้อแทรกซ้อนในระบบทางเดินหายใจ ซึ่งทำให้เกิดไซนัสอักเสบได้

ภูมิแพ้รักษาไม่หายแต่ควบคุมได้

ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคหวัดภูมิแพ้ให้หายขาด การรักษาส่วนใหญ่มุ่งเน้นลดความรุนแรงของอาการที่เกิดขึ้น ดังนั้น แนวทางป้องกันที่ดีที่สุดคือ การหลีกเลี่ยงปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดภูมิแพ้ เช่น

  • ทำความสะอาดบ้าน โดยเฉพาะห้องนอนให้ปราศจากฝุ่น หรือให้มีฝุ่นน้อยที่สุด หมั่นล้างหน้ากากแอร์ ส่วนพื้นห้องไม่ควรปูพรม ซึ่งจะเก็บกักสะสมฝุ่นง่าย
  • ไม่ควรนำสัตว์เลี้ยงเข้าในบ้าน นอนเตียงเดียวกัน และไม่กอดหอม
  • ป้องกันไรฝุ่น ควรซักผ้าห่ม ผ้าปูที่นอน หมอน เป็นประจำทุกสัปดาห์ ทั้งนี้ การผึ่งแดดไม่ได้ฆ่าไรฝุ่นให้หมดไปอย่างที่หลายคนเข้าใจ

วิธีเอาชนะภูมิแพ้ด้วยตัวเอง

ระหว่างที่ร่างกายปกติอาการภูมิแพ้ไม่กำเริบ เราจึงจำเป็นต้องดูแลสุขภาพเพื่อเพิ่มภูมิต้านทานธรรมชาติให้แข็งแรง ซึ่งช่วยลดความรุนแรงของภูมิที่อาจเกิดขึ้น เช่น การออกกำลังกาย การกินอาหารให้ครบหมู่ โดยเฉพาะผักผลไม้ที่มีวิตามินซีซึ่งจะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น ช่วยให้การตอบสนองของภูมิคุ้มกันทำงานดีขึ้น และลดฤทธิ์การทำงานของฮีสตามีนลงได้

ภาพ : freepik.com

6 นิสัยปั้นคนธรรมดาให้กลายเป็นเศรษฐี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/588609

  • วันที่ 09 พ.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

6 นิสัยปั้นคนธรรมดาให้กลายเป็นเศรษฐี

เพราะความร่ำรวยไม่ได้มาจากโชค หรือโอกาสเพียงอย่างเดียว แต่มาจากนิสัยการบริหารจัดการที่ดีที่เราทำทุกวันซ้ำๆ วันละนิด มาดูกันดีกว่าว่า 6 นิสัยที่จะทำให้คนทำงานอย่างพวกเราเป็นเศรษฐีนั้นมีอะไรบ้าง

1.ตั้งเป้าหมาย

สิ่งสำคัญ คือเราจะต้องมีเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงเสียก่อน เช่น ฉันจะต้องมีเงินล้านใน 5 ปี โดยการสร้างรายได้จากธุรกิจหรือการออมเงิน ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม จะต้องประกาศให้ตัวเองรับรู้ และหมั่นย้ำคำประกาศเพื่อเตือนตัวเองถึงเป้าหมายอยู่เป็นประจำ

2.มุ่งมั่นตอกย้ำ

เมื่อได้ตั้งเป้าหมายแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือความมุ่งมั่น เราจะต้องใช้พลังทั้งหมดทำทุกสิ่งที่จำเป็นจะต้องทำเพื่อไปให้ใกล้เป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ เตือนตัวเองอยู่เสมอด้วยการสำรวจตัวเองว่าวันนี้เราทำอะไรไปแล้วบ้าง แล้วสิ่งที่ทำไปช่วยให้เราเข้าใกล้เป้าหมายหรือไม่ ถ้าสิ่งที่ทำไม่ได้ช่วยให้เข้าใกล้เป้าหมายกว่าเดิม แล้วเรายังทำอยู่ทำไม

3.ใช้เงินให้น้อยกว่าที่หาได้

อีกนิสัยที่สำคัญสำหรับการเป็นเศรษฐี คือการใช้เงินน้อยกว่าที่หามาได้ คือการมีวินัยในการออมเงินนั่นเอง ฝึกนิสัยคิดก่อนซื้อ อะไรจำเป็นก็ซื้อ อะไรแค่อยากได้แต่ไม่จำเป็นก็ยังไม่ซื้อ อย่ามือไวใจเร็วจนไม่มีเงินเก็บยามฉุกเฉิน

4.รู้คุณค่า

เศรษฐีส่วนใหญ่จะสร้างคุณค่าในการทำงานได้มากกว่าคนทั่วไปถึง 2-3 เท่า ซึ่งเกิดจากการใส่ใจในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นงานที่เล็กน้อยเพียงไรก็ตาม หากเห็นคุณค่าในงานชิ้นนั้นๆ เมื่อทำแล้วก็ต้องทำให้ออกมาดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ นอกจากนั้น พวกเขาก็ยังเลือกสร้างคุณค่าในตัวเองด้วยการลงทุน ค้นหา ค้นคว้าหาความรู้ตลอดเวลาอีกด้วย

5.ไม่ท้อแท้

แต่ละคนต่างก็มีวันที่ดีและวันที่เลวร้ายด้วยกันทั้งนั้น ปล่อยให้ความผิดพลาดเป็นบทเรียน และเรียนรู้จากความผิดพลาดเพื่อไม่ทำพลาดซ้ำ ยืดอกแล้วเดินต่อไป มุ่งไปที่เป้าหมาย อย่าให้อะไรมาหยุดยั้งเราได้

6.ความเสี่ยง

ถ้าเกิดจากความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ก็จะทำให้เรามองเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการลงทุน เวลา และความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น รวมทั้งการหาทางรับมือ ถ้าความเสี่ยงอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ก็ลงมือทำ แม้ว่าจะดูกล้าบ้าบิ่นขนาดไหนก็ตาม

ภาพ : freepik.com