เข้าใจ ‘กัญชา’ ก่อนคิดว่าเป็นยาครอบจักรวาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/587860

  • วันที่ 30 เม.ย. 2562 เวลา 18:34 น.

เข้าใจ 'กัญชา' ก่อนคิดว่าเป็นยาครอบจักรวาล

หลังจาก พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 กำหนดให้สามารถนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และการศึกษาวิจัยทางการแพทย์ได้ จึงตามมาด้วยข้อห้าม คำเตือน และความเป็นพิษจากกัญชา ที่ต้องมาทำความเข้าใจกันก่อน

ว่าด้วยเรื่องของ “กัญชา” หลังจากพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 กำหนดให้สามารถนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และการศึกษาวิจัยทางการแพทย์ได้ ประเด็นการนำกัญชามาใช้ทำให้หลายฝ่ายกังวลอยู่บ้าง จากที่มีคนกล่าวอ้างว่ากัญชาเป็นยาครอบจักรวาลสามารถรักษาได้ทุกโรค ก็มีข้อสรุปออกมาอย่างชัดเจนแล้วว่า “ไม่เป็นความจริง”

ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. ได้ระบุสรรพคุณของกัญชาที่เป็นประโยชน์ต่อวงการแพทย์และการรักษาผู้ป่วยตามที่มีรายงานไว้ ดังนี้

  1. ภาวะคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัด
  2. โรคลมชักรักษายากในเด็ก และโรคลมชักที่ดื้อต่อยารักษา
  3. ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งในผู้ป่วยปลอกประสาทเสื่อมแข็ง
  4. อาการปวดประสาทที่รักษาด้วยวิธีต่าง ๆ ไม่ได้ผล

ปัจจุบันกัญชาในตำรับยาแผนไทย 16 ตำรับที่ได้รับการยอมรับจากกระทรวงสาธารณสุข ส่วนใหญ่มีสรรพคุณช่วยเรื่องลม การนอนหลับ และแก้ปวด ได้แก่ ยาน้ำมันสนั่นไตรภพ ยาอัคคินีวคณะ ยาศุขไสยาศน์ยาแก้ลมเนาวนารีวาโย ยาแก้ลมขึ้นเบื้องสูง ยาไฟอาวุธ ยาแก้นอนไม่หลับ หรือยาแก้ไข้ผอมเหลือง ยาแก้สัณฑฆาต กร่อนแห้ง ยาอัมฤตโอสถ ยาอไภยสาลี ยาแก้ลมแก้เส้น ยาแก้โรคจิต ยาไพสาลี ยาทาริดสีดวงทวารหนัก และโรคผิวหนัง ยาทำลายพระสุเมรุ และยาทัพยาธิคุณ

ส่วนผู้ที่ห้ามใช้กัญชา ได้แก่

  1. หญิงตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร
  2. ผู้ที่มีภาวะตับ หรือไตบกพร่องอย่างรุนแรง
  3. ผู้ที่อายุต่ำกว่า 25 ปี
  4. ผู้ที่มีประวัติเป็นโรคจิต

นอกจากนี้ ยังมีอาการไม่พึงประสงค์และความเป็นพิษจากกัญชา ได้แก่ ความดันเลือดต่ำ อาจทำให้เป็นลม และหมดสติได้ การมองเห็นสีผิดปกติ และอารมณ์แปรปรวน พัฒนาการทางด้านสมองเกิดความผิดปกติเกี่ยวกับ ความคิด ความจำ และการเรียนรู้ หลอดลมอักเสบเรื้อรัง เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดความผิดปกติทางจิต

 

ภาพ : AFP / oryor.com

7 สัญญาณที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้อง ‘หางานใหม่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/587738

  • วันที่ 30 เม.ย. 2562 เวลา 07:30 น.

7 สัญญาณที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้อง 'หางานใหม่'

เคยสงสัยไหมว่าเพราะอะไรจึงไม่มีความสุขกับการทำงาน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็มีความสุขดี ไม่มีปัญหาอะไร หรือนี่อาจเป็นสัญญาณอะไรบางอย่าง

คงจะจริงอย่างที่เขาว่า ไม่มีอะไรจะอยู่ตลอดไปแม้กระทั่งความรู้สึก เราเคยสังเกตตัวเองกันไหมว่าเมื่อหลายปีที่ผ่านมา เรายังรู้สึกว่างานที่ทำสนุกเหลือเกิน เจ้านาย เพื่อนร่วมงาน สิ่งแวดล้อมอะไรๆ ก็ดีไปเสียหมด แต่มาวันนี้ทุกสิ่งทุกอย่างกลับไม่เป็นอย่างที่เคย การต้องตื่นมาทำงานเป็นอะไรที่ทรมานจริงๆ วันนี้เราได้รวบรวม 7 สัญญาณเตือน! ที่บ่งบอกว่าถึงเวลากับการต้องเริ่มหางานใหม่แล้ว

งานที่ทำเริ่มไม่ตอบโจทย์ชีวิต ทั้งที่เป็นงานที่เคยชอบมากๆ วันนี้กลับรู้สึกว่างานไม่ตอบโจทย์กับชีวิตหรือสิ่งที่เราต้องการอีกต่อไปแล้ว เราตอนนี้ก็ไม่ต่างจากตอนเป็นเด็กมากนัก ที่เป้าหมายและความชอบจะเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงอายุหรือความจำเป็น สิ่งที่ควรทำเมื่อเกิดความรู้สึกนี้คือ การนั่งคิดทบทวนให้ดีๆ ว่าสิ่งที่เราต้องการ ณ ตอนนี้คืออะไร มันไม่เสียหายเลยที่เราจะก้าวออกมาเจอกับอะใหม่ๆ ที่รู้สึกว่ามันใช่กับความต้องการของเรามากกว่า

ไม่มีอะไรใหม่ๆ ให้เรียนรู้ ไม่แปลกที่เราจะรู้สึกว่างานที่เราทำอยู่มันช่างน่าเบื่อและซ้ำซาก เพราะหากมองย้อนกลับในวันแรกที่เราทำงาน มีเรื่องสนุกๆ มากมายที่เราต้องเรียนรู้  ต้องทำ จึงเป็นเรื่องปกติที่พอผ่านไปหลายปีเราจะเกิดความเบื่อหน่าย เพราะเราคุ้นชินกับมันมากเกินไป จนมองไม่เห็นความสนุกเหล่านั้นอีกแล้ว

เบื่อทุกอย่างในที่ทำงาน ถึงแม้จะไม่ได้มีปัญหากับงานที่ทำอยู่ หลายคนก็อาจเปลี่ยนงานเพราะต้องประสบกับการเจอเจ้านายที่ทำดีแค่ไหนก็ไม่เคยจะชื่นชม การชิงดีชิงเด่นของเพื่อนร่วมงาน รวมถึงสิ่งแวดล้อมแย่ๆ ก็พานทำให้เซ็งได้เหมือนกัน เพราะต่อให้เป็นงานที่ชอบขนาดไหนแต่ต้องมาเจอแบบนี้ก็ขอบาย

เปิดเว็บไซต์หางานบ่อยๆ อยู่ๆ ก็เริ่มจะเข้าเว็บไซต์เกี่ยวกับการหางานบ่อยขึ้น ทั้งที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นั่นก็เป็นเพราะเราเริ่มมีความรู้สึกอยากทำอะไรใหม่ๆ หรือเริ่มมีความสนใจงานอื่นๆ นอกเหนือจากงานที่เราทำอยู่

เห็นจุดวิกฤตของงานที่ทำอยู่ ไม่ใช่เรื่องที่ผิดหากเราจะรีบสละเรือที่กำลังจะล่ม เพราะถึงแม้ว่าจะตั้งใจทำงานเพื่อองค์กรจนถึงที่สุดแล้ว แต่เมื่อไม่มีวี่แววว่าจะดีขึ้น การที่เราเลือกที่จะเดินออกไปก็ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้าย

ได้ไม่คุ้มเสีย หลายๆ คนอาจจะกำลังประสบกับปัญหานี้อยู่แน่ๆ เงินเดือนไม่ขึ้นมาหลายปี โบนัสที่เคยมีกลับไม่ได้ ทำงานหนักแทบตายไม่ได้อะไรเลย เสียทั้งเวลา เสียทั้งความรู้สึก ก็คงต้องถึงเวลาโบกมือบายๆ ให้กับงานเก่าแล้วเดินหน้าหางานใหม่ซะแล้วสิ

เริ่มเสียสุขภาพจิตกับงานที่ทำอยู่ เมื่อความสุขที่เคยมีหายไปกลายเป็นความเครียดเข้ามาแทนที่ เราเคยสังเกตตัวเองบ้างหรือเปล่าว่าใน 1 สัปดาห์ งานทำให้เรารู้สึกเครียดมากกว่า 3 วัน แบบนี้ก็ถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนงานแล้วล่ะ เพราะความเครียดเป็นบ่อเกิดของโรคภัยต่างๆ หากยังปล่อยไว้คงไม่ดีแน่ๆ

เทียบพลังงานกินทุเรียน 4 เม็ด เท่ากับข้าวมันไก่ 2 จาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/587731

  • วันที่ 29 เม.ย. 2562 เวลา 18:32 น.

เทียบพลังงานกินทุเรียน 4 เม็ด เท่ากับข้าวมันไก่ 2 จาน

กรมอนามัย เผยกินทุเรียน 4 เม็ด พลังงานสูงเทียบเท่ากินข้าวมันไก่ 2 จาน พร้อมแนะไม่ควรกินทุเรียนร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้ร่างกายเกิดความร้อนสูง อยู่ในภาวะขาดน้ำ เสี่ยงอันตรายถึงชีวิต

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ทุเรียนจัดอยู่ในอาหารกลุ่มผลไม้ที่มีวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ รวมทั้งเป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดรต หากต้องการกินทุเรียนให้ได้รับประโยชน์และคุณค่าทางสารอาหารที่เหมาะสม ไม่ควรกินทุเรียนเกินวันละ 2 เม็ด ไม่กินถี่ทุกวัน และลดอาหารกลุ่มข้าวแป้ง ของหวานในมื้อที่กินทุเรียน แต่ถ้าใครชอบกินทุเรียนมาก โดยกินครั้งละประมาณ 2-3 พู หรือ 4-6 เม็ด เท่ากับร่างกายจะรับพลังงานสูงถึง 520-780 กิโลแคลอรี ซึ่งเทียบเท่ากับกินข้าวมันไก่ 2 จาน หรือเท่ากับการกินอาหาร 2 มื้อ นอกจากนี้ คนที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคไต โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคความดันโลหิตสูง ควรระมัดระวังเรื่องการกินทุเรียนมากกว่าคนทั่วไป อาจกินได้แต่ต้องกินในปริมาณน้อยกว่าคนปกติและไม่บ่อย เพราะการกินทุเรียนปริมาณมากหรือกินทุเรียนบ่อยๆ จะส่งผลต่อปริมาณน้ำตาลและไขมันในเลือดของผู้ป่วยได้

“ประชาชนผู้บริโภคไม่ควรกินทุเรียนร่วมกับเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เนื่องจากทุเรียนเป็นอาหารที่มีไขมัน และคาร์โบไฮเดรตสูง ส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ให้พลังงานสูงเช่นเดียวกัน เมื่อกินทุเรียนร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ร่างกายจะได้รับพลังงานที่มากเกินไป ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดกระบวนการเผาผลาญเพิ่มขึ้น ซึ่งต้องใช้น้ำจำนวนมาก ทำให้ร่างกายเกิดความร้อนสูงมากกว่าปกติ อาจเป็นผลทำให้ร่างกายเกิดภาวะขาดน้ำ และเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้”

ทางด้าน พญ.สายพิณ โชติวิเชียร ผู้อำนวยการสำนักโภชนาการ กล่าวว่า การกินทุเรียนร่วมกับเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อาจทำให้ตัวร้อนไม่สบายตัว แต่ถ้ากินมากแล้วเมาหลับไปร่างกายจะขาดน้ำอย่างรุนแรง เมื่อถึงจุดหนึ่งสมองจะเสียน้ำมาก ระดับเกลือแร่ในร่างกายผิดปกติ สมองทำงานไม่ดี และอาจเกิดอาการไม่พึงประสงค์ เช่น อาการหน้าร้อนวูบวาบ สั่น ง่วงซึม อาเจียน คลื่นไส้ หากหมดสติและนำส่งโรงพยาบาลไม่ทันอาจเสียชีวิตได้ การกินทุเรียนที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ควรคำนึงถึงกินในปริมาณที่เหมาะสม และควรกินผลไม้หลากหลายชนิดในแต่ละวัน อาจกินทุเรียนคู่กับมังคุด เพราะมังคุดเป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็นที่ช่วยต้านความร้อนที่เกิดจากกินทุเรียนได้ และมังคุดมีเส้นใยอาหารสูง มีสารต้านการอักเสบช่วยแก้ร้อนในและยังมีน้ำในปริมาณมากด้วย ทั้งนี้ ทุเรียนไม่ได้เป็นผลไม้ต้องห้าม หากอยากกินหรือชอบกิน สามารถกินได้ แต่กินในปริมาณที่เหมาะสม และออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน เพื่อช่วยเผาผลาญพลังงานส่วนเกินที่ร่างกายได้รับ

ตกลง ‘หมึก’ เป็นพระเอกหรือผู้ร้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/587720

  • วันที่ 29 เม.ย. 2562 เวลา 18:00 น.

ตกลง 'หมึก' เป็นพระเอกหรือผู้ร้าย

ใครๆ ก็สงสัย ‘หมึก’ หรือปลาหมึก เป็นแหล่งโปรตีนที่ดีต่อสุขภาพ หรือเป็นแค่อาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง

“หมึก” หรือที่เราเรียกติดปากว่า “ปลาหมึก” เป็นอาหารทะเลยอดนิยมที่อุดมไปด้วยไขมันคอเลสเตอรอล โอเมก้า 3 วิตามินอี โปรตีน และแร่ธาตุต่างๆ ที่มีทั้งผลดีต่อสุขภาพ เช่น เพิ่มไขมันดี ลดความดัน สมานแผล แต่ก็มีไขมันหลากชนิด หลายคนจึงตั้งข้อสงสัยว่า แท้จริงแล้วหมึกดีต่อสุขภาพจริงหรือ และการรับประทานปลาหมึกปริมาณมากอาจทำให้เสี่ยงมีไขมันในเลือดสูงไปด้วยหรือไม่ในเว็บไซต์พบแพทย์ดอทคอม ข้อมูลสุขภาพที่ครบถ้วนและเชื่อถือได้ ระบุว่า แม้ปลาหมึกจะอุดมไปด้วยไขมัน แต่ก็มีโปรตีนสูง ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยสร้างความแข็งแรงแก่ร่างกาย ช่วยในการทำงานของกระดูก กล้ามเนื้อ และผิวหนัง และไขมันบางชนิดที่พบในปลาหมึกก็เป็นไขมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกายด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ได้มีการค้นคว้าเกี่ยวกับปลาหมึกในแง่ของประโยชน์และผลกระทบต่อสุขภาพไว้ ดังนี้

ปลาหมึกเพิ่มไขมันดี ลดไขมันเลว

ภาวะไขมันคอเลสเตอรอลในเลือดสูงอาจเป็นอันตรายต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด นำไปสู่การเกิดโรคร้ายต่างๆ ตามมาได้ ปลาหมึกเป็นอาหารที่มีไขมันหลายชนิดโดยเฉพาะไขมันคอเลสเตอรอล หลายคนจึงเกรงว่าการบริโภคปลาหมึกอาจเสี่ยงทำให้มีภาวะไขมันในเลือดสูงได้

แต่จากการวิจัยในอดีตที่ให้ผู้ชายซึ่งมีระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติ 18 คน บริโภคอาหารทะเลที่แตกต่างกัน 6 ชนิด คือ ปลาหมึกกล้วย ปู กุ้ง หอยนางรม หอยแมลงภู่ และหอยกาบ พบว่าปลาหมึกกล้วยและกุ้งมีไขมันคอเลสเตอรอลสูงกว่าอาหารชนิดอื่น ในขณะที่มีไขมันโอเมก้า 3 ต่ำกว่า และไม่พบการเปลี่ยนแปลงของระดับไขมันในเลือดของผู้บริโภค ยิ่งไปกว่านั้น ปลาหมึกกล้วย หอยแมลงภู่ และหอยนางรมช่วยเพิ่มไขมันคอเลสเตอรอลชนิดที่ดี (HDL) ให้แก่ร่างกาย ซึ่งไขมันชนิดนี้จะช่วยกำจัดคอเลสเตอรอลส่วนเกินออกไปด้วย

ส่วนอีกงานวิจัยที่ศึกษาโดยให้หนูทดลองบริโภคสารสกัดจากปลาหมึกกล้วยเป็นเวลา 4 สัปดาห์ ผลการทดลองพบว่า สารจากปลาหมึกกล้วยมีประสิทธิภาพในการลดระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ลงประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ และลดไขมันคอเลสเตอรอลลงประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ในกลุ่มหนูทดลองที่บริโภคสารดังกล่าวเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้บริโภคสารนี้ โดยสารสกัดจากปลาหมึกช่วยลดการดูดซึมกรดน้ำดีในลำไส้เล็กและยับยั้งการสร้างไขมันในตับด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้ปลาหมึกอาจมีไขมันชนิดที่ดีที่ช่วยลดระดับไขมันไม่ดีในร่างกายได้ แต่ยังคงต้องศึกษากลไกในการลดระดับไขมันร่างกายจากการบริโภคปลาหมึกให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อนำผลลัพธ์ไปประยุกต์ใช้เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพได้จริงในอนาคต ดังนั้น ขณะนี้ผู้บริโภคควรรับประทานปลาหมึกในปริมาณพอเหมาะ เพราะหากบริโภคปริมาณมากอาจเสี่ยงมีไขมันสะสมในร่างกายมากเกินไป เพราะในปลาหมึกมีไขมันอิ่มตัวและไขมันชนิดอื่น ๆ อยู่ด้วยเช่นกัน

ปลาหมึกลดความดันโลหิต

ความดันโลหิตสูงเป็นภาวะความดันเลือดภายในหลอดเลือดแดงสูงกว่าปกติตลอดเวลา หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพร้ายแรงตามมา เช่น โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งภาวะนี้มักเกิดขึ้นอย่างเรื้อรังและไม่สามารถรักษาให้หายขาดไปได้ ดังนั้น จึงมีงานค้นคว้ามากมายที่พยายามหาแนวทางรักษาภาวะความดันโลหิตสูง

การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่เชื่อว่าอาจช่วยรักษาความดันโลหิตสูงได้ จึงมีการทดลองที่ใช้อาหารชนิดต่าง ๆ เพื่อหาประสิทธิผลในการลดระดับความดันโลหิต ปลาหมึกก็เป็น 1 ในอาหารที่ถูกนำมาทดลองด้วยเช่นกัน โดยมีงานวิจัยหนึ่งที่ให้หนูทดลองรับประทานโปรตีนที่มีฤทธิ์ต้านเอนไซม์ ACE ซึ่งสกัดได้จากส่วนกล้ามเนื้อของปลาหมึกกระดอง พบว่าสารดังกล่าวช่วยลดระดับความดันซิสโตลิกหรือความดันขณะหัวใจบีบตัวลงได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยผลลัพธ์นี้อาจเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการรักษาภาวะความดันโลหิตสูง และป้องกันโรคร้ายต่าง ๆ ที่อาจเกิดจากความดันโลหิตสูงได้ในอนาคต

แม้จะปรากฏประสิทธิผลของการบริโภคปลาหมึกต่อการลดระดับความดันโลหิต แต่มีเพียงระดับความดันซิสโตลิกที่ลดลง อีกทั้งยังเป็นงานวิจัยขนาดเล็กที่ทดลองในสัตว์เท่านั้น จึงควรค้นคว้าทดลองในมนุษย์และขยายกลุ่มทดลองให้มีขนาดใหญ่ เพื่อยืนยันประสิทธิผลจากการบริโภคปลาหมึกให้ชัดเจนต่อไป

ปลาหมึกช่วยสมานแผล

ร่างกายมีกระบวนการฟื้นฟูตนเองและสมานแผลให้หายดีหลังมีแผลบาดเจ็บ โดยเส้นใยคอลลาเจนซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งมีส่วนในการสมานแผลให้ขึ้นมาทดแทนบริเวณเดิม เนื่องจากปลาหมึกเป็นอาหารที่มีโปรตีนสูง จึงมีการศึกษาประสิทธิภาพของโปรตีนคอลลาเจนที่ได้จากผิวหนังชั้นนอกของปลาหมึกกล้วยไดมอนด์ พบว่าคอลลาเจนที่ได้จากปลาหมึกชนิดนี้เป็นประโยชน์ต่อการฟื้นฟูสภาพผิวหนังและกระดูกของวัว

เช่นเดียวกับอีกหนึ่งงานวิจัยที่ค้นคว้าคุณสมบัติของเจลคอลลาเจนที่ได้จากผิวหนังชั้นนอกของปลาหมึกกระดองในห้องปฏิบัติการ พบว่าหลังจากทาสารชนิดนี้ แผลติดกันเร็วขึ้น ซึ่งอาจพัฒนาสารดังกล่าวไปเป็นยาสมานแผลได้ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การค้นคว้าข้างต้นเป็นเพียงการทดลองในสัตว์หรือศึกษาผ่านการส่องกล้องจุลทรรศน์เท่านั้น จึงไม่อาจสรุปประสิทธิผลของสารสกัดจากปลาหมึกต่อการสมานแผลได้อย่างแน่ชัดในขณะนี้ และควรศึกษาทดลองให้ชัดเจนในมนุษย์ต่อไป ทั้งในด้านประสิทธิผลต่อสุขภาพและความปลอดภัยจากการใช้หรือการบริโภคปลาหมึกและผลิตภัณฑ์จากปลาหมึก ดังนั้น ผู้ป่วยที่มีแผลบาดเจ็บควรรักษาแผลด้วยวิธีที่เหมาะสม และไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อสมานแผลชนิดใด ๆ โดยปราศจากคำแนะนำของแพทย์

ความปลอดภัยในการบริโภคปลาหมึก

แม้ปลาหมึกมีสารโภชนาการที่เป็นประโยชน์และอาจส่งผลดีต่อสุขภาพในบางด้าน แต่ในปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดปริมาณที่แนะนำในการรับประทานปลาหมึกที่ชัดเจน ผู้บริโภคจึงควรรับประทานปลาหมึกที่สด สะอาด และปรุงสุกในปริมาณที่เหมาะสมเสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

นอกจากนี้ แม้มีโอกาสเกิดขึ้นน้อย แต่ก็เคยมีรายงานว่ามีผู้แสดงอาการแพ้หลังสัมผัสปลาหมึกกล้วย เช่น หอบหืด เยื่อจมูกอักเสบ เยื่อตาอักเสบ ลมพิษ และผื่นแพ้สัมผัส ดังนั้น ผู้ป่วยภูมิแพ้หรือผู้ที่ไวต่อการแพ้ควรระมัดระวังเป็นพิเศษก่อนสัมผัสหรือบริโภคปลาหมึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่แพ้อาหารทะเลก็มีแนวโน้มจะแพ้ปลาหมึกด้วยเช่นกัน จึงควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจสอบว่าแพ้ปลาหมึกหรือไม่ก่อนจะรับประทานปลาหมึก ส่วนผู้ที่กำลังมีปัญหาสุขภาพ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนบริโภคปลาหมึกเสมอ เพราะอาจทำให้อาการป่วยแย่ลงหรือมีอาการรุนแรงที่เป็นอันตรายต่อชีวิตได้

ขอบคุณข้อมูลจาก : pobpad.com

“6 ข้อต้องรู้” เพื่อการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/587694

  • วันที่ 29 เม.ย. 2562 เวลา 16:00 น.

"6 ข้อต้องรู้" เพื่อการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ

ภาพ: freepik.com

การสื่อสารเรื่องราวหรือถ่ายทอดข้อมูล นับเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการใช้ชีวิตและการทำงาน เพราะแม้ว่าเราจะมีความคิดหรือไอเดียดีแค่ไหน แต่หากไม่สามารถสื่อสารสิ่งนั้นออกมาแบบมีประสิทธิภาพ ก็ยากที่คนอื่นจะรับรู้และเข้าใจได้ ร้ายกว่านั้นอาจถึงขั้นเข้าใจผิดจนเกิดปัญหาตามมา

นพวรรณ จุลกนิษฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัทจัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) แนะ 6 เคล็ดลับฝึกทักษะการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ให้ลองนำไปฝึกกัน ดังนี้

1.จำไม่หมด จดดีกว่า

ความจำดีๆ สู้หมึกจางๆ ไม่ได้ บ่อยครั้งที่การประชุมยาวนานเกิดข้อถกเถียงและข้อสรุปมากมาย ซึ่งเราต้องน้อมรับและนำไปถ่ายทอดให้คนที่อยู่นอกห้องประชุมฟังแล้วนำไปปฏิบัติต่อ เพื่อป้องกันการลืมประเด็นสำคัญ การจด หรือบันทึกสักนิดจะช่วยได้มาก ส่วนอุปกรณ์ตัวช่วยก็แล้วแต่ความถนัด อาจบันทึกเป็นข้อความ วาดเป็นรูปภาพ หรือแค่คว้าสมาร์ทโฟนมาถ่ายภาพไว้ แค่นี้ก็หมดปัญหาเรื่องการลืมได้แล้ว

2.จับประเด็นสำคัญ

ในหนึ่งเรื่องราว หนึ่งคำสั่งที่เราได้ยินมา อาจจะเป็นเรื่องอารัมภบทต่างๆ นานา หรืออาจจะเป็นกลยุทธ์ยุทธศาสตร์อะไรที่ยาวเหยียด ถ้าได้รับการมอบหมายให้เป็นผู้ส่งต่อสาร ก่อนจะไปบอกไปสั่งงานใคร ควรเรียบเรียงใจความสำคัญในสมองตัวเองสักนิดว่าเราจะไปเล่าต่ออย่างไรให้กระชับและเหมาะสมกับบริบทของเนื้องานมากที่สุด เพราะการสื่อสารที่ดีใช่ว่าจะต้องพูดทุกสิ่งที่ได้ยินมา

3.สื่อสารให้ตรงประเด็น

เมื่อเรียบเรียงจับประเด็นสำคัญได้แล้ว เวลาถ่ายทอดต่อก็อย่าอ้อมค้อมพูดวกวนให้เกิดความสับสน เพราะสารเมื่อได้รับการส่งต่อกันหลายๆ ทอด ก็ย่อมเกิดความบิดเบือนได้มากอยู่แล้ว อย่าไปพยายามจัดสรรปั้นคำพูดให้ดูสวยงาม แต่น้ำท่วมทุ่งจนทำให้ผู้ฟังต้องไปจับประเด็นหรือถอดรหัสคำพูดอีกรอบ การพูดให้ตรงประเด็นจะช่วยย่นระยะเวลา เอาเวลาไปทำงานอื่นดีกว่า

4.รู้ว่าต้องพูดอะไร กับใคร

ต้องวิเคราะห์ผู้รับสารว่าเขาจำเป็นต้องรู้เรื่องไหน แล้วไม่ควรรู้เรื่องไหนบ้าง ต้องพูดอย่างไรเพื่อประสานประโยชน์ของหลายๆ ฝ่ายให้ลงตัวในเรื่องเดียวกัน ถ้าเราถ่ายทอดให้ผู้บังคับบัญชาฟัง ควรหยิบประเด็นที่ผู้บังคับบัญชาสนใจมาเล่า เพราะอาจมีผลต่อนโยบายการบริหาร แต่ถ้าเราให้ผู้ใต้บังคับบัญชาฟังก็อาจต้องเล่าในอีกแง่มุมหนึ่ง

5.พยายามทำความเข้าใจกับทั้งสองฝ่าย

เรื่องยากที่สุดของการสื่อสาร คือการเป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อระหว่างหลายฝ่าย เบื้องต้นเราต้องเข้าใจคนทั้งสองฝ่ายว่าแต่ละคนมีความต้องการแบบไหน และมีความรู้ในเรื่องราวต่างๆ มามากน้อยเพียงใด จะเห็นได้บ่อยครั้งว่า คนที่ไม่ได้ทำการบ้านมาก่อนมักหลุดพูดอะไรที่อีกฝ่ายไม่ควรรู้ พูดในสิ่งที่อีกฝ่ายตามไม่ทัน หรือแต่งเติมจนเกินเรื่องเดิมไปมาก ทำให้ผู้ฟังหาจุดเชื่อมเรื่องราวเอาเองจนอาจเข้าใจผิด วิธีแก้ที่ดีคือการใส่ใจในความต้องการของแต่ละฝ่ายและทำการบ้านมาก่อน

6.อย่าใส่อารมณ์ตัวเอง

เรียกง่ายๆ ว่าอย่าดราม่า เมื่อเราเป็นคนกลาง จะพูดจะคุยอะไรต้องระมัดระวัง อย่าใส่อารมณ์ เหตุผลและทัศนคติตัวเองลงไปปรุงแต่งในสาร เพราะอาจจะทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงยิ่งกว่าเดิม อย่าได้ออกความเห็นจนกว่าจะโดนขอร้องให้แสดงความคิดเห็น ได้รับสารมาอย่างไร ก็หยิบยกประเด็นสำคัญมาสื่อสารก่อน เพราะเซฟตี้เฟิร์สยังใช้ได้เสมอ

ตัวเลือกการออกกำลังกายในเวลาอันสั้น ของคนที่ฝันอยากอายุยืนยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/587598

  • วันที่ 29 เม.ย. 2562 เวลา 13:00 น.

ตัวเลือกการออกกำลังกายในเวลาอันสั้น ของคนที่ฝันอยากอายุยืนยาว

การออกกำลังกายทุกประเภทดีต่อร่างกาย แต่มีงานวิจัยหนึ่งพบว่ามีวิธีการออกกำลังกายประเภทหนึ่งชื่อ HIIT (high-intensity interval training) ที่ใช้เวลาสั้นแต่ทำให้คนมีอายุยืนขึ้นได้

ในปีที่ผ่านมา มีงานวิจัยหนึ่งถูกเผยแพร่ในวารสาร Cell Metabolism ของสหรัฐ โดยผู้วิจัยได้วัดดัชนีมวลร่างกาย (Body Mass Index) และภาวะความไวต่ออินซูลิน (Insulin Sensitivity) ของคน 2 กลุ่ม ได้แก่ คนสูงวัยอายุ 65-80 ปี และคนหนุ่มสาวอายุ 18-30 ปี จากนั้นแบ่งคนทั้งสองช่วงวัยแบ่งเป็น 3 กลุ่มเพื่อให้ออกกำลังกายประเภทต่างๆ กัน

กลุ่มหนึ่ง ให้ออกกำลังกายแบบ “HIIT” ด้วยการปั่นจักรยาน อีกกลุ่มหนึ่ง เน้นสร้างกล้ามเนื้อด้วยการยกน้ำหนัก และกลุ่มสุดท้ายทำทั้งสองอย่างควบคู่กัน

หลังจากนั้นผู้วิจัยได้กลับมาวัดดัชนีมวลร่างกายและภาวะความไวต่ออินซูลินของทุกคนอีกครั้ง แล้วพบว่า การออกกำลังกายทุกรูปแบบช่วยให้มีดัชนีมวลกายระหว่างน้ำหนักและส่วนสูงสมดุลมากขึ้น รวมทั้งยังช่วยเพิ่มการตอบสนองต่ออินซูลินให้ดีขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม นักวิจัยได้มุ่งเน้นไปที่การออกกำลังกายแบบ HIIT มากเป็นพิเศษ เพราะส่งผลถึงระดับเซลล์มากที่สุดเมื่อเทียบกับอีก 2 รูปแบบ

HIIT เป็นวิธีที่ช่วยยับยั้งความเสื่อมสภาพของไมโทคอนเดรียน (Mitochondrion) หรือแหล่งสร้างพลังงานของเซลล์ และยังช่วยเพิ่มการสร้างโปรตีนในเซลล์ สิ่งที่ทำให้เซลล์ทุกชนิดในร่างกายสามารถทำงานตามหน้าที่ และยังช่วยให้การติดต่อประสานงานระหว่างเซลล์ชนิดต่างๆ เกิดขึ้นได้อย่างราบรื่น ซึ่งเซลล์เหล่านี้จะค่อยๆ เสื่อมสภาพลงเมื่อมีอายุมากขึ้น

การวิจัยนี้จึงสรุปได้ว่าการออกกำลังกายแบบ HIIT จะช่วยลดอัตราความเสื่อมสภาพของเซลล์ในร่างกายซึ่งมีแนวโน้มทำให้ผู้สูงวัยมีอายุยืนขึ้น

อีกงานวิจัยในสวีเดน ชี้ว่า HIIT จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อได้ดีมากด้วย การวิจัยนำโดย ฮาคานเวสเทอร์บลัด ศาสตราจารย์เกี่ยวกับสรีรวิทยาและเภสัชวิทยา สถาบันแคโรลินสกา ประเทศสวีเดน เขาและทีมได้ศึกษากล้ามเนื้อของผู้ที่ออกกำลังกายแบบ HIIT ด้วยการปั่นจักรยานอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เป็นเวลา 30 วินาที แล้วพัก 3 นาที เป็นจำนวน 6 ครั้ง พบว่าการออกกำลังกายวิธีนี้สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับใยกล้ามเนื้อ

นอกจากนี้ การออกกำลังกายที่มีความเข้มข้นสูงจะทำให้เกิดการนำพลังงานมาทดแทนได้มากกว่าคาร์ดิโอ เพราะเป็นการออกกำลังกายที่ใช้คาร์โบไฮเดรตเป็นแหล่งพลังงาน ซึ่งเมื่อร่างกายเสียคาร์โบไฮเดรตก็จะดึงไขมันมาใช้ทดแทน และสามารถเผาผลาญไขมันได้นานที่สุดประมาณ 48 ชั่วโมงหลังออกกำลังกาย

จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไม HIIT ถึงเป็นวิธีออกกำลังกายที่สลายไขมันได้ดีที่สุด แต่ก็ไม่ควรทำติดต่อกันมากกว่า3 วัน/สัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนจากการออกกำลังกายที่มีความเข้มข้นสูงเช่นนี้

เข้าใจความต่างคน 4 เจเนอเรชั่น ทลายช่องว่างเพื่อการทำงานที่แฮปปี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/587633

  • วันที่ 29 เม.ย. 2562 เวลา 08:00 น.

เข้าใจความต่างคน 4 เจเนอเรชั่น ทลายช่องว่างเพื่อการทำงานที่แฮปปี้

ทำความรู้กลุ่มคนใน 4 เจเนอเรชั่น พร้อมเข้าใจลักษณะนิสัยและพฤติกรรมที่แตกต่างเพื่อการทำงานร่วมกันอย่างมีความสุข

Baby Boomer Generation หรือ Gen B

คือคนที่เกิดในช่วง พ.ศ. 2489-2507 ยุคสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 บ้านเมืองสงบหลังจากสงคราม ทุกคนที่มีชีวิตรอดต้องเร่งกลับมาฟื้นฟูให้ประเทศกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง แต่เนื่องจากได้สูญเสียจำนวนประชากรจากการทำสงคราม คนในยุคนี้จึงมีค่านิยมว่าต้องมีทายาทหรือลูกหลานเยอะๆ เพื่อเพิ่มจำนวนแรงงานมาช่วยกันพัฒนาประเทศ

ปัจจุบันคน Gen B คือคนมีอายุประมาณ 60 ขึ้นไป ลักษณะนิสัยจะเป็นคนจริงจัง เคร่งครัดเรื่องขนมธรรมเนียนประเพณี เป็นเจ้าคนนายคน ชีวิตทุ่มเทให้กับการทำงาน มีความอดทนสูง ประหยัดอดออม ซึ่งมักถูกจัดเป็นพวก “อนุรักษนิยม”

Generation X หรือ Gen-X

คือคนที่เกิดในช่วง พ.ศ. 2508-2522 สำหรับคน Gen-X นั้นมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า Yuppie หรือ Young Urban Professionals หมายถึง คนที่เกิดมาในยุคมั่งคั่ง ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย เติบโตมากับการพัฒนาของวิดีโอเกม คอมพิวเตอร์ สไตล์เพลงแบบฮิปฮอป และเป็นยุคที่มีการให้ควบคุมอัตราการเกิดของประชากร เนื่องจากค่านิยมยุคเบบี้บูมเมอร์ส่งผลให้มีเด็กเกิดมากเกินไป ปัญหาตามมาก็คือเรื่องของทรัพยากรที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อจำนวนประชากร

ปัจจุบันคนยุค Gen-X เป็นคนวัยทำงาน มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป พฤติกรรมและลักษณะนิสัยของคนกลุ่มนี้ที่เด่นชัดคือ ชอบอะไรง่ายๆ ไม่ต้องเป็นทางการ มีแนวคิดสร้างความสมดุลในเรื่องงานและครอบครัว คือทำงานตามหน้าที่ ไม่บ้างาน ไม่ทุ่มเท ทำทุกอย่างได้เพียงลำพัง ไม่พึ่งพาใคร เป็นตัวของตัวเองสูง มีความคิดเปิดกว้าง สร้างสรรค์ อย่างไรก็ตาม หลายคนใน Gen-X มีแนวโน้มที่จะต่อต้านสังคม ไม่ได้เชื่อเรื่องศาสนา และไม่ยึดขนบธรรมเนียมประเพณี ทั้งยังเป็นคนที่มีความยืดหยุ่นในการปรับตัวกับวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไป เช่น มองว่าการอยู่ก่อนแต่ง การหย่าร้างก็เป็นเรื่องปกติ เช่นเดียวกับเรื่องเพศที่ 3 ซึ่งต่างจากกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ที่มองเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องผิดจารีตประเพณี

Generation Y หรือ Gen-Y เรียกอีกอย่างว่า Millennials

คือคนที่เกิดในช่วง พ.ศ. 2523-2540 คน Gen-Y จะเติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีดิจิตัล มีความเป็นสากล เปิดรับวัฒนธรรมแบบ Teen Pop มองว่าการชื่นชอบศิลปินต่างชาติเป็นเรื่องปกติธรรมดา มีเทคโนโลยีพกพา รักความสะดวกสบาย เกิดมาในยุคที่เศรษฐกิจกำลังเติบโตและเฟื่องฟู ทำให้พ่อแม่ที่เป็นคนในยุค Gen B ซึ่งถูกปลูกฝังให้ทำงานหนักค่อนข้างจะประสบความสำเร็จในชีวิต จึงทำให้ดูแลเอาใจใส่ลูกๆ ที่เกิดมาในยุคนี้ได้เป็นอย่างดี เด็กยุค Gen-Y จึงมักจะถูกตามใจ อยากได้อะไรต้องได้ มีโอกาสทางการศึกษาที่ดี มีแนวคิดเป็นตัวของตัวเอง ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ และปฏิเสธสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ

ลักษณะพฤติกรรมของคน Gen-Y มักต้องการความชัดเจนในการทำงาน เช่น ต้องชัดเจนว่าสิ่งที่ทำมีผลต่อตนเองและต่อหน่วยงานอย่างไร? คาดหวังที่จะมีเงินเดือนสูงๆ คาดหวังคำชม แต่ไม่อดทนต่องานที่ทำ ชอบเปลี่ยนงานอยู่บ่อยๆ นอกจากนี้ คน Gen-Y ยังต้องการสร้างสมดุลเวลาให้กับตัวเอง เช่น หลังเลิกงานมักจะไปทำกิจกรรมให้ความสุขกับตัวเอง อย่างไปเล่นฟิตเนส แฮงเอาท์พบปะเพื่อนฝูง

ปัจจุบันคนกลุ่มนี้อยู่ในทั้งช่วงวัยเรียนมหาวิทยาลัยและวัยทำงาน จึงไม่น่าแปลกใจที่คนกลุ่มนี้จะมีความสามารถในการทำงานที่เกี่ยวกับการติดต่อสื่อสาร ชอบงานด้านไอที ใช้ความคิดสร้างสรรค์ทำสิ่งใหม่ๆ รวมทั้งสามารถทำอะไรหลายๆ อย่างได้ในเวลาเดียวกัน เรียกได้ว่าสามารถใช้เครื่องมือเครื่องไม้ต่างๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว อย่างที่เราอาจจะเคยเห็นภาพคนยุคใหม่ที่นั่งเล่นสมาร์ตโฟน ไอแพด คุยโทรศัพท์ ไปพร้อมๆ กับทำกิจกรรมอื่นๆ อย่างการเดิน การทำงาน หรือกินข้าวได้

Generation Z หรือ Gen-Z

คือคนที่เกิดหลัง พ.ศ. 2540 เกิดจากพ่อแม่รุ่นใหม่อย่าง Gen-X และ Gen-Y เป็นเด็กรุ่นใหม่ที่เกิดมาพร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกรอบด้าน เรียนรู้รูปแบบการดำเนินชีวิตในสังคมแบบดิจิตัล ดำเนินชีวิตแบบมีการติดต่อสื่อสารไร้สาย และสื่อบันเทิงต่างๆ เด็กรุ่นนี่้จะเป็นรุ่นแรกที่ทั้งพ่อและแม่จะออกไปทำงานนอกบ้านทั้งคู่ จึงทำให้เด็กยุค Gen Z ได้รับการเลี้ยงดูจากคนอื่นมากกว่าพ่อและแม่ของตัวเอง

เนื่องจากเกิดมาในยุคเทคโนโลยีที่ทันสมัย เด็กในยุคนี้อาจจะจินตนาการไม่ออกเลยว่าโลกที่ไม่มีอินเทอร์เน็ตนั้นจะอยู่ได้อย่างไร แถมยังยกให้สมาร์ทโฟนเป็นอวัยวะของชาว Gen-Z จนถูกเรียกว่า Digital in their DNA คนเจนนี้ติดโลกออนไลน์และรับข้อมูลข่าวสารมากมายอย่างรวดเร็ว ทันโลกและวิเคราะห์สถิติเรื่องต่างๆ เพื่อคาดการณ์อนาคตได้เร็ว ตัดสินใจทำอะไรอย่างรวดเร็ว ไม่ชอบรอคอย แต่ก็เป็นคนที่กลัวอนาคต จึงมักหาข้อมูลมาเปรียบเทียบและป้องกัน เช่น เรียนอะไรไม่ตกงาน อาชีพอะไรมั่นคง นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มว่าจะเลือกงานที่เงินดีมากกว่าที่ชอบจริงๆ

คน Gen-Z จะเปิดกว้างทางความคิดและวัฒนธรรมที่แตกต่างมากขึ้นจากการมองเห็นในโลกโดิจิตัล จึงเปิดกว้างในการยอมรับความแตกต่าง มีแนวโน้มที่จะปรับทัศนคติได้ดี ไม่แบ่งแยกชนชั้น สีผิว ศาสนา หรือประเพณีที่แตกต่าง แต่มีแนวโน้มที่จะเป็นมนุษย์หลายงาน เพราะความอดทนต่ำ ต้องการคำอธิบายมากขึ้น ต้องมีเหตุผล ต้องรู้สึกว่าได้เข้าใจกับทุกเรื่องในชีวิต ส่วนการเรียนรู้ของคน Gen Z จะหาความรู้ได้ทุกที่ เกลียดการเรียนแบบบรรยาย ก็ชอบข้อมูลแนวกราฟ ภาพ สถิติชัดเจน เน้นข้อมูลสั้นๆ ที่เข้าใจง่ายๆ เพราะจดจำข้อมูลได้ดีจากข้อมูลสั้นๆ ตามแบบฉบับโลกออนไลน์

 

วิธีการทลายช่องว่างเพื่อสร้างความเข้าใจในคนแต่ละ Gen

เมื่อเข้าใจแล้วว่าคนในแต่ละยุคมีค่านิยมในชีวิตอย่างไร ก็สามารถก้าวข้ามความต่างเพื่อเข้าหากันได้ง่ายๆ ด้วย 3 ขั้นตอน คือ

  1. เข้าใจถึงความแตกต่าง ยอมรับว่าคนเราถูกหล่อหลอมมาไม่เหมือนกัน คนที่มีความเชื่อหรือทัศนคติต่อชีวิตไม่เหมือนเรา เขาไม่ใช่คนไม่ดีเสมอไป
  2. ชื่นชมจุดดี แทนที่จะต่อต้าน ให้เราลองมองหาจุดเด่นของคนในแต่ละกลุ่มให้พบ
  3. บริหารความแตกต่าง เปลี่ยนวิธีการสื่อสารให้เข้าถึงคนแต่ละกลุ่มที่เราต้องทำงานด้วย

ภาพ : mercados.lat

ยุทธวิธีในการทำงานกับคนต่าง Gen ให้มีความสุข

ทำงานกับกลุ่ม Baby Boom

จงแสดงความนับถือ รับฟัง และเรียนรู้จากประสบการณ์ของ Baby Boom แล้วพยายามปรับใช้ให้เป็นประโยชน์ ไม่ว่าเราจะเก่งกาจแค่ไหนหรือจะประสบความสำเร็จเพียงใดก็ยังคงต้องเรียนรู้อยู่เสมอ อย่าแสดงออกว่าการทำงานหนักคือการถูกเอาเปรียบ เพราะ Baby Boom ให้ความสำคัญต่อหลักการทำงาน ยึดถือวัฒนธรรมองค์กร และเห็นคุณค่าต่อการทำงานอย่างทุ่มเท หากต้องทำงานในองค์กรใหญ่ๆ ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ซึ่งบริหารงานโดย Baby Boom ควรพยายามเรียนรู้วัฒนธรรมองค์กรเสียก่อนว่ามีการเจริญเติบโตมาอย่างไร ก่อนที่จะเสนอความคิดริเริ่มเพื่อการเปลี่ยนแปลงใดๆ แก่ Baby Boom

ทำงานกับกลุ่ม Gen-X

ต้องพูดให้กระชับ ชัดเจน และไม่อ้อมค้อม เพราะ Gen-X ชอบความตรงไปตรงมา เราสามารถใช้ Email กลับคนกลุ่มนี้ได้ หากสามารถสื่อสารได้ใจความและตรงเป้าหมาย หากเป็นเรื่องใหญ่จริงๆ ควรพูดต่อหน้า เพราะ Gen-X ไม่ชอบถูกบงการ ผู้ใหญ่แค่ให้นโยบายกว้างๆ เปิดโอกาสให้เขาได้แก้ปัญหาเองจะดีที่สุด ส่วน Baby Boom ควรลดความคาดหวังต่อ Gen-X ในการทำงานหนักอย่างหนักโดยไม่มีวันหยุด หรือก้าวไปอย่างช้าๆ อย่างรุ่นตน เพราะ Gen-X ต้องการชีวิตที่สมดุล ไม่ชอบการอยู่ติดที่

ทำงานกับกลุ่ม Gen-Y หรือ Millennium

ลองท้าทายพวกเขาด้วยภารกิจใหม่ๆ Millennium จะชอบความเป็นคนสำคัญ การเพิ่มความรับผิดชอบ เสมือนการให้คำชม จงเปิดโอกาสให้ Millennium ได้แสดงความคิดเห็นของเขา เห็นพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งในทีม ผู้ใหญ่ที่ยอมรับความคิดเขาก็จะได้รับการยอมรับจากพวกเขาเช่นกัน Millennium ชอบให้เราแสดงออกต่อสิ่งที่พวกเขาทำทุกขณะจิต เพราะความรู้สึกและความคิดเห็นของเพื่อนร่วมงาน มีผลต่อพวกเขามาก

ทำงานกับกลุ่ม Gen-Z

จงให้เกียรติพวกเขาก่อนเสมอในฐานะที่พวกเขาน่าจะฉลาดกว่าเรา เพราะพวกเขาเติบโตมากับยุคอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงตั้งแต่เด็ก ส่วนปรัชญาที่เหมาะสมกับการทำงานของพวกเขาคือ Work-Life Balance ไม่ชอบสไตล์การทำงานแบบคนรุ่นเก่าที่น่าเบื่อ และเพื่อป้องกันการสูญเสียความคิดและไอเดียของคน Gen Z ดาวรุ่งดวงใหม่ เราควรใช้ระบบการฝึกอบรมพนักงานที่ได้มาตรฐาน ใช้เทคโนโลยีปรับปรุงให้องค์กรมีความทันสมัยเพื่อดึงดูดพวกเขาให้มาทำงาน สุดท้ายคือการให้โอกาสพวกเขาในการแสดงความสามารถอย่างเต็มที่และส่งเสริมให้พวกเขาได้แสดงบทบาทที่สำคัญมากยิ่งขึ้นเสมอ

4 เคล็ดลับบอกลา ‘โรคเกลียดวันจันทร์’ ฉบับมนุษย์เงินเดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/587608

  • วันที่ 28 เม.ย. 2562 เวลา 17:00 น.

4 เคล็ดลับบอกลา 'โรคเกลียดวันจันทร์' ฉบับมนุษย์เงินเดือน

ภาพ : freepik.com

วิธีตั้งรับเช้าวันจันทร์แบบสุขสันต์ บอกลาโรคเกลียดวันจันทร์ฉบับมนุษย์เงินเดือน

เมื่อความชิลและอารมย์สบายๆ ในวันหยุดประจำสัปดาห์กำลังจะหมดไป ช่วงนี้หลายคนโดยเฉพาะเหล่ามนุษย์เงินเดือน มักมีความรู้สึกเนือยๆ เพราะไม่อยากให้ถึงวันรุ่งขึ้นที่ต้องรีบตื่นขึ้นมาพบเจอกับความเป็นจริงของชีวิตคนทำงาน ซึ่งอาการที่รู้สึกเบื่อหน่ายนี้เราต่างรู้จักกันดีในนาม “โรคเกลียดวันจันทร์” หรือ “Monday Blues”

โรคนี้ฟังชื่อก็ทราบถึงเหตุผลชัดเจนที่แฝงอยู่ในตัว ซึ่งสาเหตุหลักของการเกลียดวันจันทร์ ก็เพราะว่าเป็นวันเริ่มต้นทำงานของสัปดาห์ หลังจากได้หยุดผ่อนร่างกายและสมอง ทั้งการนอนตื่นสาย เดินช็อปปิ้ง มีเวลาทำอาหาร อยู่กับครอบครัว คนรัก หรือได้หาของกินอร่อยๆ ซึ่งหลายคนมักรู้สึกว่าเวลาของวันเสาร์และอาทิตย์มักผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอ พอถึงเช้าวันจันทร์จึงเหมือนเป็นฝันร้ายที่ต้องเจอกับความวุ่นวายต่างๆ นานา อาทิ รถติด อากาศร้อน ฝุ่นควัน และการเบียดเสียดกันบนรถโดยสาร แต่วันนี้เรามีเคล็ด (ไม่) ลับที่จะช่วยให้ทุกคนมีความสุขกับเช้าวันจันทร์แบบง่ายๆ ทำได้โดย

รีบเคลียร์งานบ้านให้เร็ว

การเคลียร์งานบ้านให้เสร็จตั้งแต่วันเสาร์ หรือเช้าวันอาทิตย์ เช่น ซักผ้า เก็บกวาดห้อง พอถึงบ่ายวันอาทิตย์ก็ไม่ต้องวุ่นกับการเก็บกวาดเช็ดถู หรือซักผ้าที่สะสมมาตลอดสัปดาห์ เพราะการที่ต้องใช้แรงงานหนักๆ ในเย็นวันอาทิตย์ อาจทำให้เหนื่อยและรู้สึกว่าเวลาพักผ่อนหมดไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ การที่เราทำงานบ้านเสร็จเร็ว ยังทำให้เรามีเวลาไปทำอย่างอื่นมากขึ้น เช่น ไปเดินเล่น ออกกำลังกาย ดูหนัง ดูซีรีส์ ทั้งยังแพลนนัดกับเพื่อนๆ หรือคนรักได้โดยไม่ต้องมานั่งกังวลกับงานบ้านที่ยังไม่ได้ทำอีกด้วย

เข้านอนให้ไวขึ้น

ก่อนเริ่มทำงานในสัปดาห์ใหม่ นอกจากการได้พักผ่อนอยู่กับบ้าน หรือออกไปท่องเที่ยวเติมความสุขและหาแรงบันดาลใจแล้ว เราควรพักร่างกายด้วยการนอนให้เพียงพออย่างน้อย 7-10 ชั่วโมง จึงแนะนำให้เข้านอนเร็วกว่าทุกวัน เมื่อร่างกายได้ชาร์จพลังเต็มที่ ตื่นขึ้นมาก็จะรู้สึกกระปรี้กระเปร่า พร้อมสำหรับการตื่นมาเผชิญสิ่งต่างๆ อย่างสดชื่น ซึ่งอาจส่งผลต่ออารมณ์ไปตลอดทั้งวัน

วางแผนสำหรับเช้าวันจันทร์

ควรเตรียมตัวเองให้พร้อมรับมือกับเช้าที่เร่งรีบด้วยการจัดเตรียมเสื้อผ้า รองเท้า ที่จะใส่ไปทำงาน เตรียมวัตถุดิบเพื่อทำอาหารเช้าง่ายๆ หรือเตรียมแค่นม ขนมปัง พร้อมผลไม้สักอย่าง จากนั้นก็วางแผนการเดินทางให้ดี เพราะปัญหารถติดหนักในช่วงเช้าวันจันทร์ทำให้หลายคนปวดใจ  เราจึงควรเลือกใช้ระบบขนส่งสาธารณะที่คิดว่าจะเดินทางได้เร็วที่สุด เช่น รถไฟฟ้าทั้ง BTS, MRT, รถเมล์ประจำทาง หรือรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ซึ่งเมื่อเราเลือกวิธีการเดินทางได้แล้ว เราก็จะสามารถรู้เวลาที่ใช้ในการเดินทาง และวางแผนการตั้งเวลาปลุกอย่างไม่ต้องลังเล

สร้างทัศนคติที่ดีต่อการทำงาน

ลองปรับเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับการทำงาน โดยมองปัญหาและความเบื่อหน่ายต่างๆ เป็นความท้าทาย หรือเป็นบททดสอบความสามารถของเรา คำนึงถึงข้อดีของการที่ได้ทำงาน เช่น ได้ไปพบปะกับเพื่อนร่วมงาน ได้ออกไปทำสิ่งที่เราถนัดและสร้างคุณค่าให้กับตัวเอง งานทำให้เรามีรายได้ งานทำให้เราได้สั่งสมประสบการณ์ และอากาศร้อนๆ แบบนี้ อีกหนึ่งข้อที่นับเป็นเรื่องดีๆ คือการได้ไปนั่งทำงานในออฟฟิศที่เปิดแอร์ ช่วยให้เราประหยัดค่าไฟที่บ้านได้ตั้งหลายวันต่อสัปดาห์

How to วางแผนใช้วันลาหยุดอย่างมีประสิทธิภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/587593

  • วันที่ 28 เม.ย. 2562 เวลา 14:28 น.

How to วางแผนใช้วันลาหยุดอย่างมีประสิทธิภาพ

ภาพ : freepik.com

สวัสดิการดีๆ ที่คู่กับคนทำงานคือ “วันหยุดพักร้อน” ลาพักร้อนครั้งต่อไป มาวางแผนใช้วันหยุดอย่างมีประสิทธิภาพกันเถอะ

จากการสำรวจพฤติกรรมการใช้เวลาวันหยุด พบว่า คนไทยมีแนวโน้มที่จะใช้วันหยุดพักร้อนไม่ค่อยคุ้มค่า เมื่อเทียบกับความทุ่มเททำงานอย่างหนักมาตลอดปี โดยคนไทยกว่า 66% รอใช้วันหยุดพักร้อนของปีนี้ผลัดไปในปีหน้า หรือไม่ก็ยอมสูญเสียสิทธินี้ไปเลย แต่กลับมี 86% ที่รู้สึกเสียดายว่า ถ้ามีการวางแผนที่ดีตั้งแต่แรก พวกเขาคงใช้วันหยุดที่ผ่านมาในการท่องเที่ยวได้คุ้มค่ามากกว่านี้

เหตุผลหลักเกิดจากทั้งตารางงานและหน้าที่รับผิดชอบที่รุมเร้ากว่า 76% และจากเหตุผลของตารางงานที่ไม่ตรงกับคนที่จะเดินทางด้วยอีกกว่า 40% นอกจากนี้ ยังมีอีก 14% ที่ระบุว่า การวางแผนวันหยุดเป็นสิ่งที่สุดจะทานทนจนทำให้ต้องล้มเลิกไปในที่สุด

รู้อย่างนี้แล้ว มาเริ่มวางแผนการลาพักร้อนให้คุ้มค่า ด้วย 5 เคล็ดลับวางแผนใช้วันหยุดอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้

  1. ยื่นก่อนได้เปรียบ ให้ยื่นลาล่วงหน้า 4-5 เดือน โดยยังไม่ต้องกำหนดแผนการเดินทางแน่นอนก็ได้ เพื่อมีความเป็นไปได้สูงที่การลาหยุดจะได้รับการอนุมัติอย่างรวดเร็ว เพราะไม่ตรงกับวันลาหยุดของคนอื่น
  2. รวมหัวช่วยกันคิด การวางแผนท่องเที่ยวในวันหยุดพักร้อนได้ดีที่สุดคือ การนัดรวมกลุ่มเพื่อพูดคุยกับเพื่อนเดินทาง ลองนัดเพื่อนมาสังสรรค์กันตามปกติแล้วเป็นคนเริ่มดึงเข้าเรื่องเที่ยวเพื่อระดมสมอง อาจได้รับการแชร์ประสบการณ์สถานที่ท่องเที่ยวโดนใจแล้วอยากไปบ้างก็ได้
  3. มั่นคงเข้าไว้ อย่ารีบกำหนดทั้งวันที่ จุดหมายปลายทาง และเส้นทางการเดินทางในทีเดียว เพราะมักจะทำให้กลุ่มเพื่อนล้มเลิกตั้งแต่การวางแผนขั้นแรก และยังต้องจ่ายในราคาที่แพงกว่าการกำหนดสถานที่ปลายทางแน่นอนเพียงแห่งเดียว
  4. ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม เมื่อหาจุดหมายปลายทางได้แล้ว ให้ผ่อนคลายและใช้เวลาวางแผนเส้นทางการเดินทางร่วมกัน การสำรวจชี้ให้เห็นว่า การแบ่งหน้าที่กันวางแผนวันหยุดจะสร้างความสนุกสนานมากกว่าการทำคนเดียวทั้งหมด
  5. อย่าตื่นตูมกับวันหยุดนักขัตฤกษ์ เรามักรู้สึกผิดที่ไม่ได้ใช้เวลาในวันหยุดนักขัตฤกษ์ให้เต็มที่ แต่ในความเป็นจริง ไม่ว่าเราจะไหวตัวทันแค่ไหน บรรดาสายการบินและโรงแรมต่างก็รู้เรื่องนี้อยู่ก่อนแล้ว ดังนั้น เราก็ยังต้องจ่ายค่าบริการเพิ่มเติมอยู่นั่นเอง

โฮ่งโฮ่ง! ‘Paws In Work’ ไอเดียตูบบำบัดมนุษย์ออฟฟิศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/587585

  • วันที่ 28 เม.ย. 2562 เวลา 12:44 น.

โฮ่งโฮ่ง! 'Paws In Work' ไอเดียตูบบำบัดมนุษย์ออฟฟิศ

ภาพ : pawsinwork.com

Animal Therapy หรือสัตว์บำบัด ไอเดียธุรกิจที่สร้างสรรค์ สร้างรอยยิ้ม และสร้างความสุข

ทุกวันนี้ “Animal Therapy” หรือสัตว์บำบัด ทั้งสุนัขบำบัด แมวบำบัด ม้าบำบัด ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในหลายโรงพยาบาลที่ต่างประเทศ เริ่มใช้วิธีการที่ว่านี้เยียวยาผู้ป่วยจำนวนมากให้มีสุขภาพกายและใจดีขึ้น ต้องยอมรับว่าสัตว์เลี้ยงเหล่านี้ช่วยพวกเราไว้ได้มากจริงๆ

แอชลีย์ ฟราย วัย 30 ปี จากกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ผู้ก่อตั้ง “Paws In Work” ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เห็นด้วยกับทฤษฎีสัตว์บำบัด เขาจึงได้เริ่มต้นธุรกิจสตาร์ทอัพเล็กๆ อย่าง “สุนัขบำบัดในที่ทำงาน” เมื่อกลางปี 2018 เพื่อเยียวยาพนักงานออฟฟิศที่กำลังเผชิญความเครียดกับงานและสภาพแวดล้อมเดิมๆ ทุกวัน

แอชลีย์ ทำงานในเฮลท์คลับแห่งหนึ่ง และมีประสบการณ์ในการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพเพื่อบำบัดความเครียดในที่ทำงานให้แก่เหล่าพนักงานที่กำลังคร่ำเคร่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่เขากลับคิดว่ามันกลายเป็นต้นเหตุที่เลวร้ายสำหรับพนักงานเหล่านั้น เพราะกิจกรรมส่วนใหญ่ค่อนข้างซ้ำซาก ใช้เวลานาน ซึ่งไม่เหมาะกับคนส่วนรวม เพราะแต่ละคนมีหน้าที่รับผิดชอบงานที่แตกต่างกัน เขาจึงได้ไอเดียทำไมไม่สร้างกิจกรรมที่ใช้เวลาสั้นๆ สัก 15 นาที ที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ และเยียวยาจิตใจจริงๆ อย่างการเล่นกับสัตว์เลี้ยง ซึ่งจากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์และงานวิจัยมากมายแสดงให้เห็นว่า การลูบและเล่นกับสัตว์เลี้ยงสามารถลดระดับคอร์ติซอล หรือฮอร์โมนแห่งความเครียดลงได้ และช่วยให้ร่างกายมีความสุขมากขึ้น

แต่สำหรับผู้คนในลอนดอนแล้ว การจะเป็นเจ้าของสุนัขสักตัวนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากพวกเขามีข้อจำกัดทั้งเรื่องที่อยู่อาศัย ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่พักในแฟลตขนาดเล็ก ไหนจะเวลาการทำงานที่ยาวนาน ซึ่งทั้งหมดไม่ใช่คุณสมบัติที่ดีที่สุดในการจะเป็นเจ้าของสุนัขสักตัว แต่สำหรับ แอชลีย์ เขาบอกว่า ตัวเองโชคดีที่มีชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่น ซึ่งทำให้เขาสามารถเลี้ยงสุนัขได้ โดยเขาบอกว่าการเป็นเจ้าของสุนัขนั้นมันเป็นความสุขที่ไม่สามารถประเมินค่าได้เลย

แอชลีย์ ใช้วิธีติดต่อกับคอนเนคชั่นที่เขามีอยู่ขณะที่ทำงานในคลับสุขภาพ ซึ่งเมมเบอร์ของที่นั่นมีตั้งแต่ระดับผู้กำกับ นักแสดง เจ้าของบริษัท ไปจนถึงเซเลบคนดังที่มีชื่อเสียง ทำให้เขาได้ทดลองพาลูกสุนัขไปยังบริษัทแห่งหนึ่ง และปรากฏว่าได้รับผลตอบรับอย่างดีมาก กิจกรรมสุนัขบำบัดประสบความสำเร็จ หลังจากนั้นไม่นาน “Paws In Work” จึงถือกำเนิดขึ้น

โดยปัจจุบัน Paws In Work เป็นธุรกิจที่เปิดเพื่อสร้างสรรค์กิจกรรมสุนัขบำบัดในที่ทำงาน ให้กับบริษัทที่ต้องการเยียวยาจิตใจและสร้างความสุขแก่พนักงาน การดำเนินงานก็ง่ายๆ เพียงแค่นำลูกสุนัขน่ารักๆ ไปยังออฟฟิศแห่งนั้น เพื่อชักชวนให้พนักงานละทิ้งจากหน้าจอใช้ช่วงเวลาพักสั้นๆ 15 นาทีพักผ่อนสมอง คลายเครียดด้วยการเล่นกับลูกสุนัข โดยอาจจะเปลี่ยนห้องประชุมหรือห้องทำงานให้กลายเป็นสนามหญ้าด้วยการปูหญ้าเทียม แต่งรั้วล้อมพร้อมกับเสิร์ฟถั่วและน้ำมะนาวเป็นของว่าง สร้างบรรยากาศราวกับว่ากำลังได้พักผ่อนในสวนฤดูร้อนที่ดีที่สุดกันเลยทีเดียว แม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่ในอังกฤษอย่าง Warner Music Group ก็ยังเป็นลูกค้ารายสำคัญของ Paws In Work ซึ่ง แอชลีย์ บอกว่า การมีบริษัทชื่อดังเป็นลูกค้า เป็นการสร้างโปรไฟล์ให้บริษัทเล็กๆ ของเรา ที่ช่วยสร้างความสนใจและทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

นอกจากบริการสุนัขบำบัดแล้ว Paws In Work ยังให้บริการหาพ่อพันธุ์แม่พันธุ์สุนัขที่ยอดเยี่ยม และยังทำงานร่วมกับองค์กรการกุศลและศูนย์พักพิงสุนัขเพื่อช่วยเหลือสุนัขไร้บ้าน โดยลูกสุนัขที่อยู่ในโครงการที่ Paws In Work ดูแลจะได้รับการรับรองว่าเป็นสุนัขที่ปลอดโรค สุขภาพแข็งแรง และพร้อมสำหรับบ้านใหม่

แม้การทำงานกับสัตว์เลี้ยงนั้นจะเป็นเกมที่ต้องคาดเดาและมีปัญหาอยู่เสมอ การวางแผนกิจกรรมต้องพิถีพิถัน และจะต้องพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงจนนาทีสุดท้าย แต่ธุรกิจสุนัขบำบัดนั้นก็เป็น “ความสุข” เพราะสามารถช่วยเหลือผู้ที่กำลังต้องการกำลังใจ เติมเต็มความฝัน ซึ่งเพียงเท่านี้ก็สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงโลกของคนคนหนึ่งได้แล้ว…เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่สร้างสรรค์ สร้างรอยยิ้ม และสร้างความสุขอย่างแท้จริง