3 ท่าบริหารหุ่นกระชับรับซัมเมอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/587416

  • วันที่ 27 เม.ย. 2562 เวลา 13:00 น.

3 ท่าบริหารหุ่นกระชับรับซัมเมอร์

เมื่อซัมเมอร์กับทะเลเป็นของคู่กัน มาเสริมความมั่นใจในหุ่นสวยด้วยการบริหารหุ่นให้กระชับกันเถอะ

เข้าหน้าร้อนทั้งทีสาวๆ พร้อมกันหรือยังที่จะไปโชว์หุ่นแซ่บริมทะเล แต่ถ้าใครตอบ Say No เพราะขาดความไม่มั่นใจในหุ่นแล้วละก็ ขอแอบกระซิบว่าวันนี้เรามีทางออกให้คุณสาวๆ บอกลาหุ่นย้วยๆ ไปได้เลย กับเทคนิค 3 ท่าบริหารหุ่นกระชับต้อนรับซัมเมอร์ที่ทำแล้วรับรองจะหุ่นเฟิร์มเพิ่มดีกรีความร้อนแรงช่วงซัมเมอร์แน่นอน

1.ท่า Squat เป็นท่าบริหารกล้ามเนื้อส่วนขาหน้า ขาหลังและกล้ามเนื้อบริเวณก้น โดยมีหลักการง่ายๆ ยืนตรงวางเท้ากว้างประมาณหัวไหล่ ปลายเท้าชี้ไปด้านหน้าแล้วค่อยๆพับตัวลงโดยที่หลังตรงไม่แอ่นหรือโก่ง ทิ้งน้ำหนักตัวให้อยู่บริเวณหน้าขา หลังขา และบริเวณก้น เท้าจะต้องแนบชิดกับพื้น ระดับการย่อสำหรับผู้เริ่มต้นอาจจะไม่ต้องย่อเยอะมาก หรือให้อยู่ระดับต่ำกว่าเข่าเพียงเล็กน้อย ทำทั้งหมด3เซต เซตละ15ครั้ง ระหว่างเซตพัก1นาที

2.ท่า Lunges เป็นท่าบริหารกล้ามเนื้อบริเวณต้นขาด้านหน้าและบริเวณสะโพก โดยเราจะต้องจัดท่าทางให้ถูกต้อง เริ่มจากยืนเท้ากว้างเท่าช่วงสะโพก ก้าวขาข้างใดข้างหนึ่งออกไปด้านหน้าระยะประมาน 2ก้าวปกติ ย่อตัวลงตรงๆ โดยให้หัวเข่าทำมุม90องศา ไม่โน้มตัวไปด้านหน้า แทงเข่าด้านหลังลง และระวังไม่ให้เข่าด้านหน้าเลยปลายเท้า ทำทั้งหมด 3 เซต เซตละ 12 ครั้ง ระหว่างเซตพัก 40 วินาที

3.ท่า Overhead Triceps Extension ท่าบริหารนี้จะช่วยให้หลังแขนกระชับ โดยเราจะต้องมีอุปกรณ์ช่วย คือดัมเบล หรือเราสามารถใช้ขวดน้ำแทนได้ เราจะต้องยืนตรงแยกขาเล็กน้อยใช้มือทั้งสองข้างจับดัมเบล เหยียดแขนขึ้นเหนือศีรษะ โดยข้อศอกจะอยู่แนบชิดกับหู ค่อยๆยกดัมเบลไปด้านหลังช้าๆ ทำทั้งหมด 3 เซต เซตละ 12-15 ครั้ง ระหว่างเซตพัก 1 นาที

เป็นอย่างไรกันบ้างกับ 3 ท่าบริหารที่จะช่วยให้ต้นแขนกระชับและมีเรียวขาที่เฟิร์ม แค่นี้สาวๆ ก็สามารถอวดหุ่นสวยได้อย่างมั่นใจ แต่ 3 ท่าบริหารนี้ก็มีข้อควรระวัง ฉะนั้น เราจะต้องศึกษารูปแบบของท่าทำให้ถูกต้องเพื่อไม่ให้เกิดการบาดเจ็บ และกรณีมีอุปกรณ์ เช่น “ดัมเบล” เราควรเลือกน้ำหนักให้เหมาะสม แต่ถ้าใครยังไม่มั่นใจ สามารถสอบถามกับเทรนเนอร์ผู้เชี่ยวชาญในการดูแลและให้คำปรึกษาด้านการออกกำลังกาย การจัดท่าทางที่ถูกต้องและเหมาะสม ลดการบาดเจ็บที่จะเกิดขึ้น ได้ที่ Fitness First หรือที่ Facebook Fanpage FitnessFirstThailand

คลายข้อสงสัย เมื่อเภสัชบอกให้เก็บยาไว้ในตู้เย็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/587413

  • วันที่ 27 เม.ย. 2562 เวลา 09:00 น.

คลายข้อสงสัย เมื่อเภสัชบอกให้เก็บยาไว้ในตู้เย็น

“ควรเก็บยาในตู้เย็น” เรารู้!! แต่ที่ยังไม่รู้ คือควรเก็บไว้บริเวณไหนจึงจะถูกต้อง

เรียกได้ว่าเป็นอีกความท้าทายของคนได้รับยาที่ระบุไว้ว่า “ควรเก็บยาไว้ตู้เย็น” ซึ่งที่หลายคนอาจสงสัยว่าก็คือ…แล้วเราควรจะเก็บยานี้ไว้ที่ส่วนไหนของตู้เย็น

ตู้เย็นตามบ้านทั่วไปที่นิยมใช้กันคือตู้เย็นสองประตู แบ่งเป็นช่องแช่แข็งและช่องธรรมดา สำหรับตู้เย็นที่ใช้ในการเก็บยานั้น ถ้าเก็บที่ช่องแช่แข็ง อุณหภูมิจะต่ำกว่า -15 องศสเซลเซียส และถ้าเก็บที่ช่องธรรดา อุณหภูมิอยู่ในช่วง 2-8 องศาเซลเซียส

เก็บช่องธรรมดาหรือช่องแช่แข็ง? เก็บยาในตู้เย็น หมายถึง เก็บยาที่อุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส นั่นคือตู้เย็นช่องธรรมดา นอกจากจะระบุชัดเจนว่า “เก็บยาในช่องแช่แข็ง”

ไม่ควรเก็บที่ส่วนประตู เพราะอุณหภูมิจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ง่ายเมื่อเปิด-ปิดตู้เย็นเพื่อใช้งาน

ไม่วางยาไว้บนสุด หากเป็นตู้เย็นชนิดประตูเดียวที่ไม่ได้แยกออกเป็นสัดส่วนช่องแช่แข็ง เพราะอุณหภูมิอาจเย็นเกินไปจนยาแข็งตัวได้ ควรวางที่ชั้นกลางของตู้เย็น

ใช้เทอร์โมมิเตอร์ช่วย  ใช้ที่วัดอุณหภูมิได้ทั้งค่าบวกและลบไว้ในตู้เย็น เพื่อจะได้มั่นใจว่าอุณหภูมิของตู้เย็นที่ใช้งานอยู่ในช่วง 2-8 องศาเซลเซียส เพื่อคุณภาพของตัวยาที่คงประสิทธิภาพสูงสุด

แนวทางปฏิบัติการเก็บรักษายาที่ถูกต้อง

ยาที่ต้องเก็บที่อุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส

ยากลุ่มนี้ต้องเก็บรักษาไว้ในตู้เย็นที่มีอุณหภูมิ 2-8 0C และมีการตรวจสอบอุณหภูมิของตู้เย็นเป็นประจำสม่ำเสมอ โดยไม่ควรนำยาเก็บไว้ข้างฝาตู้เย็น ควรเก็บในส่วนตัวตู้เย็นซึ่งอุณหภูมิคงที่มากกว่า ตู้เย็นที่ใช้แช่ยาไม่ควรมีการใช้ปะปนกับการแช่อาหาร และไม่ควรเปิดตู้เย็นทิ้งไว้นานๆ เพราะมีผลทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น และควรเก็บยาที่ต้องแช่ในตู้เย็นให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็นและพอใช้ เพื่อลดปัญหายาเสื่อมสภาพเนื่องจากอุณหภูมิการเก็บที่ไม่คงที่

ยาที่ต้องเก็บที่อุณหภูมิ <0 องศาเซลเซียส

ยาดังกล่าวต้องเก็บในช่องแช่แข็ง เมื่อนำออกมาจากช่องแช่แข็ง และปล่อยให้ละลายแล้ว ไม่ควรนำไปแช่แข็งใหม่ ยาที่ต้องเก็บให้พ้นแสง

ควรเก็บในกล่อง ขวด ซองบรรจุที่มิดชิดป้องกันแสงหรือเก็บในตู้ลิ้นชักที่ปิดมิดชิด หลังจากหยิบใช้ควรเก็บยาส่วนที่เหลือไว้ในบรรจุภัณฑ์เดิมที่สามารถป้องกันแสงได้ดี แต่ถ้าเป็นยาฉีด ควรติดฉลากเสริมที่ระบุวันผสมที่ข้างกล่อง เพื่อป้องกันการส่งคืนยาที่เปิดใช้แล้วให้หน่วยจ่ายยา กรณีภาชนะบรรจุเดิมสูญหาย ฉีกขาด ควรห่อหุ้มขวดยาด้วยถุงสีชาก่อน แล้วเก็บยาไว้ในที่พ้นแสง และก่อนการนำไปใช้ต้องสังเกตุสภาพภายนอกก่อนใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสีของยา ต้องไม่เปลี่ยนแปลง

ยาที่ห้ามแช่ตู้เย็น

เป็นยาที่ไม่ควรแช่เย็น เนื่องจากการแช่เย็นจะทำให้ยาเกิดตะกอน ตกผลึก หรืออาจเกิดการแยกตัวของไขมันที่ผสมอยู่ในตำรับยาได้

ยาที่ควรเก็บในที่อุณหภูมิ <15 องศาเซลเซียส (cool place)

ยากลุ่มนี้ควรเก็บในตู้เย็น ยกเว้นกรณีที่ตู้เย็นมีพื้นที่ไม่เพียงพอ อาจสามารถเก็บไว้ที่ฝาตู้เย็นได้

อันตรายใกล้ตัว ‘ไข้หวัดใหญ่ในช่วงฤดูร้อน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/587409

  • วันที่ 26 เม.ย. 2562 เวลา 08:00 น.

อันตรายใกล้ตัว 'ไข้หวัดใหญ่ในช่วงฤดูร้อน'

ภาพ : freepik.com

สถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ปีนี้ พบผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 3 เท่า กรมควบคุมโรคแนะประชาชนยึดหลัก “ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด” ป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ในช่วงฤดูร้อน

เรื่องโรคภัยใครว่าไกลตัว ต้องเช็กให้ชัวร์อย่างแรง เพราะปีนี้สถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ในบ้านเราส่อแววร้ายแรงกว่าปีที่ผ่านมา จากข้อมูลของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เผยช่วงฤดูร้อนนี้พบผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้พบผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นประมาณ 3 เท่าของปีที่แล้ว ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มวัยเรียน พร้อมแนะประชาชนให้ยึดหลัก “ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด” เพื่อป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่

นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในช่วงต้นปี 2562 นี้ พบผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวน ประชาชนจึงมีโอกาสเสี่ยงป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ในช่วงฤดูร้อนนี้ได้ ซึ่งในปีนี้ถือว่าฤดูระบาดของโรคมาเร็วกว่าปกติประมาณ 2-3 เดือน ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง หากป่วยแล้วจะมีความรุนแรงมากกว่าประชาชนทั่วไป

สถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ในปีนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 8 เมษายน 2562 พบผู้ป่วย 130,264 ราย เสียชีวิตแล้ว 9 ราย โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอายุ 7-9 ปี รองลงมาคือ อายุ 10-14 ปี ซึ่งเป็นอายุที่อยู่ในกลุ่มวัยเรียน ส่วนในปี 2561 ที่ผ่านมาในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน (มกราคม – มีนาคม) พบผู้ป่วยจำนวน 40,995 ราย และผู้เสียชีวิต 3 ราย ซึ่งจะเห็นได้ว่าจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นประมาณ 3 เท่าของปีที่ผ่านมา

ขอให้ประชาชนดูแลสุขภาพและป้องกันตนเองจากโรคไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะสถานที่ที่คนอยู่รวมกันจำนวนมาก เนื่องจากอาจเสี่ยงต่อการรับเชื้อได้ง่าย ทั้งนี้ โรคไข้หวัดใหญ่ สามารถติดต่อจากการสัมผัสสารคัดหลั่ง (น้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะ) ของผู้ป่วย โดยรับผ่านการ ไอหรือจามรดกัน หลังจากได้รับเชื้อจะมีอาการคล้ายไข้หวัด แต่จะมีอาการปวดกล้ามเนื้อมากและปวดศีรษะ อ่อนเพลีย แต่สามารถหายเองได้ใน 5-7 วัน กลุ่มเสี่ยง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น ปอดบวม หายใจลำบาก และอาจทำให้เสียชีวิตได้ ผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ผู้มีโรคประจำตัว และผู้ที่เป็นโรคอ้วน เป็นต้น หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 48 ชั่วโมง ควรรีบพบแพทย์ทันที

สำหรับวิธีการป้องกัน ขอให้ยึดหลัก “ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด” ได้แก่

  • ปิด คือปิดปากและปิดจมูก เมื่อไอ จาม ต้องใช้หน้ากากอนามัย ผ้า หรือกระดาษทิชชูปิดปากและจมูกทุกครั้ง
  • ล้าง คือ ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ เมื่อสัมผัสสิ่งของ เช่น กลอนประตู ลูกบิด ราวบันได
  • เลี่ยง คือ หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วย
  • หยุด คือ เมื่อป่วย ควรหยุดเรียน หยุดงาน แม้จะมีอาการไม่มากก็ควรหยุดพัก รักษาตัวอยู่ที่บ้านจนกว่าจะหายเป็นปกติ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงขอให้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

the VISIONARY: ‘คนที่ใช่-คนที่ไม่ใช่’ เป็นเพียงวาทกรรมในโลกแห่งความฝัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/587369

  • วันที่ 25 เม.ย. 2562 เวลา 16:00 น.

the VISIONARY: ‘คนที่ใช่-คนที่ไม่ใช่’ เป็นเพียงวาทกรรมในโลกแห่งความฝัน

ณัฐพันธ์ ส่งวิรุฬห์

หลังจากช่วงฮันนีมูนเกือบร้อยวันที่แฟนบอล ‘ปีศาจแดง’ ได้นอนหลับฝันดี

กับผลงานมหัศจรรย์ ชัยชนะ 13 นัดติด รวมทุกรายการ ภายใต้การนำของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

แต่หลังจากปาฏิหารย์ที่ปารีสเพียงเดือนกว่า ๆ ดูเหมือนว่า กุนซือซุปเปอร์ซับ

กำลังทำความรู้จักกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังยุค เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่แท้จริง

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า อาจเปรียบเสมือนพ่อมดแห่งโลกลูกหนัง เพราะเขาสามารถเนรมิตทุกทีมที่รับงาน

ให้เล่นในแนวทางที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็น ทีมฟุตบอลในอุดมคติ ครองบอลเฉลี่ย 65%-70% ต่อเกม

โครงสร้างทีมเต็มไปด้วยนักเตะที่เต็มไปด้วยเทคนิคและความสามารถเฉพาะตัวระดับแถวหน้าของวงการ

รูปแบบการฝึกซ้อมที่สร้างและพัฒนา product หรือตัวนักเตะในทีมที่มีอยู่ จนดึงศักยภาพออกมาได้สุด

ความพ่ายแพ้ต่อแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แบบ technical outclasss ไม่ใช่เรื่องที่เหนือเกินความคาดหมาย

แม้ว่าช่วง 30 นาทีแรก ทีมของโซลชา จะออกสตาร์ทดีกว่าและสร้างโอกาสขึ้นนำได้หลายครั้ง

แต่เมื่อทำไม่ได้ เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อยิ่งวิ่งไล่ก็ยิ่งไม่เจอบอล เมื่อนักเตะซิตี้ ตั้งหลักเก็บบอลจังหวะสองได้

มูลค่าที่แท้จริงก็จะค่อย ๆ ถูกสะท้อนออกมาในเกม 90 นาทีอยู่ดี

3 นัดหลังสุด เสีย 9 ลูก และยิงใครไม่ได้ ทำให้คำถามแฟนบอลบางส่วน twist กลับไปยัง โซลชา

ว่าเขายังเป็น ‘คนที่ใช่’ อยู่อีกหรือ

หรือแท้จริงแล้ว ผู้จัดการทีมที่ ใช่-ไม่ใช่ เหมาะสม-ไม่เหมาะสม

จะไม่ใช่สาระสำคัญของปัญหาที่ยูไนเต็ดมีตลอด 6 ปีที่ผ่านมา?

ทีมชุดแชมป์ลีกปี 2013 ที่เซอร์ อเล็กซ์ ทิ้งไว้มีอายุเฉลี่ยราว 26

นี่คือทีมที่ยังมีอนาคต และยังมีนักเตะลูกหม้อ นักเตะท้องถิ่น เป็นแกนหลักสร้างสปิริตในห้องแต่งตัว

แต่ 6 ปีผ่านไป ยูไนเต็ดใช้โค้ชถึง 3 คน และต้องจ่ายเงินกับค่าชดเชยในการปลดรวมกว่า 37 ล้านปอนด์

รวมทั้งทุ่มเงินจับจ่ายซื้อนักเตะไปตลอด 6 ปีที่ผ่านมาแตะตัวเลข 692 ล้านปอนด์

เปรียบเทียบผลตอบแทนที่ได้กลับมาคือ

แชมป์ เอฟเอ คัพ 1 สมัย

แชมป์ ลีก คัพ 1 สมัย

แชมป์ยูโรป้า ลีก 1 สมัย

อันดับ 2 พรีเมียร์ลีก

นับจากหมดยุคเซอร์ อเล็กซ์ พวกเขามีปัญหาความขัดแย้งในทีมมาต่อเนื่อง

ผลงานในสนามสูญเสียความคงเส้นคงวา

แนวทางการบริหารทีมในเรื่องฟุตบอล ดูจะครุมเครือ ไม่ชัดเจน

ทลายปรัชญาการทำทีม อัตลักษณ์ การ recruit นักเตะมาเสริมทีม

เม็ดเงินที่ยอมทุ่มและเพดานค่าเหนื่อยที่สูงลิ่ว

แต่ที่สุดแล้วย้อนกลับมาทำให้โครงสร้างสปิริตในทีมถดถอยลง

ฉะนั้นแล้วปัญหาใหญ่มองย้อนกลับขึ้นไปถึงเบื้องบน

การตัดสินใจรีไทร์ของ เซอร์ อเล็กซ์ ในปี 2013 อาจสร้างอิมแพ็คมหาศาล

แต่พร้อมกันนั้น การอำลาทีมของประธานบริหารอย่าง เดวิด กิลล์ เอง

กลับกลายเป็น ‘เนื้อร้าย’ ที่แท้จริงที่ทำให้ ปีศาจแดง แปรสภาพ

จากทีมลุ้นแชมป์เหลือเพียงทีมลุ้นพื้นที่แชมเปี้ยนส์ลีก

หลุนส์ ฟาน กัล อดีตผู้จัดการทีมของยูไนเต็ดเอง

เคยระบุว่า สโมสรแห่งนี้ เป็นสโมสรเชิงพาณิชย์

ภายใต้การบริหารงานของ เอ็ด วู้ดเวิร์ด และเจ้าของทีมตระกูล เกลเซอร์

“แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั้นซึ่งแตกต่างจากบาเยิร์น กุนซืออย่าง คาร์ล ไฮน์ซ รุมเมนิกเก้ และ อูลี่ เฮอเนสส์ นั้นเคยเป็นอดีตผู้เล่น และรู้ว่าพวกเขากำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่”

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คือตัวอย่างของสโมสรที่ขาดการวางแผนด้านกีฬาที่ดี

ผู้บริหารที่ไม่มีแบ็คกราวน์เรื่องฟุตบอล แต่กลับกุมอำนาจเรื่องการตัดสินใจ

อนุมัติงบประมาณซื้อขายนักเตะของสโมสรไว้เอง

อย่างไรก็ตาม หากมองในแง่ดี ฤดูกาลนี้อาจเป็นฤดูกาลสู่การเปลี่ยนผ่าน

การบริหารภายในอย่างแท้จริง

ยูไนเต็ด กำลังจะดัน ไมค์ ฟีแลน อดีตนักเตะของยูไนเต็ด และผู้ช่วยของ เซอร์ อเล็กซ์

ขึ้นมาเป็นผู้อำนวยการด้านเทคนิคเป็นคนแรกของสโมสร

โดยฟีแลนจะมาทำหน้าที่ดูเรื่องการวางรากฐานการทำงานของสโมสร

และด้วยประสบการณ์ ความคุ้นเคยกับสโมสรมายาวนาน

นั่นอาจทำให้เราได้เห็นทิศทางการทำงานที่กลับไปสู่การรื้ฟื้นพื้นฐานที่มั่นคงอีกครั้ง

เพียงแต่หากพูดถึงในระยะเวลา 1-2 ปี

อาจเป็นการเรียกร้องที่มากเกินไปสำหรับแฟนปีศาจแดง

ในการกลับขึ้นมาอยู่ในสถานะผู้ท้าชิงในพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง

7 วิธีรับมือกับหน้าร้อนแบบง่ายๆ แต่ได้ผล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/587276

  • วันที่ 25 เม.ย. 2562 เวลา 13:00 น.

7 วิธีรับมือกับหน้าร้อนแบบง่ายๆ แต่ได้ผล

หากใครที่ยังคิดไม่ออกว่าจะรับมือยังไงดี กับวันที่สภาพอากาศร้อนจัดแบบนี้ ลองใช้ 7 วิธีที่จะช่วยให้หายร้อนแน่นอน

นับวันยิ่งอุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆ สำหรับสภาพอากาศในบ้านเรา เชื่อแล้วละว่าประเทศไทยมี 3 ฤดู คือ ฤดูร้อน ฤดูร้อนมาก และฤดูร้อนสุดๆ ทำเอาหัวร้อนไม่อยากจะออกไปไหนหรือทำอะไร แบบนี้ไม่ดีแน่ๆ  เราจึงรวบรวมวิธีเผด็จศึกกับสภาพกาศฮอตๆ รับมือกับความร้อนแบบง่ายๆ แต่รับรองว่าได้ผลมาฝากกัน

หลบไปตากแอร์ในห้าง เชื่อว่าหลายๆ คนก็คงจะใช้วิธีนี้คลายร้อนเป็นประจำกันอยู่แล้ว ก็อากาศมันร้อนเหมือนอยู่ท่ามกลางทะเลทรายอตาคามาแบบนี้ ใครๆ ก็อยากจะรีบเข้าไปซบอกกับอากาศเย็นๆ กันทั้งนั้น และสถานที่ที่จะมอบความเย็นชุ่มฉ่ำได้ก็คือ เหล่าบรรดาห้างสรรพสินค้า ที่นอกจากจะช่วยประหยัดค่าไฟที่บ้านแล้ว ยังเป็นแหล่งรวบรวมของอร่อยและสินค้ามากมายอีกด้วยนะ แต่ก็อย่ากินเยอะ แล้วช็อปหนักกันเดินไปล่ะ เพราะแทนที่จะประหยัดค่าไฟ จะกลายเป็นสิ้นเปลืองแทน

เครื่องดื่มสมุนไพรดับร้อน สำหรับใครที่ชื่นชอบการดื่มน้ำหวานเพื่อช่วยดับร้อน เราขอให้หยุด! พฤติกรรมเหล่านนั้น เพราะการดื่มน้ำหวานมากๆ เสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรัง อย่าง โรคเบาหวาน โรคอ้วนลงพุง ลองเปลี่ยนมาเป็นน้ำสมุนไพรที่มีฤทธิ์เย็นแทนดีกว่านะ เพราะนอกจากจะช่วยให้เรารู้สึกสดชื่นแล้ว ยังช่วยปรับอุณหภูมิในร่ายกายให้มีความสมดุล แก้อาการกระหายน้ำ และดับพิษร้อนในร่างกายอีกด้วย แต่ขอเตือนว่าอย่าใส่น้ำตาลลงในเครื่องดื่มเยอะจนเกินไปล่ะ เพราะถ้าทำอย่างนั้นก็ไม่ต่างจากการดื่มน้ำหวานเลย

สเปยร์เพิ่มความสดชื่น ในระหว่างวันที่เรารู้สึกว่าอากาศมันช่างร้อนระอุเหลือเกิน  ขอแนะนำให้พกสเปยร์น้ำแร่ติดตัวเอาไว้ ร้อนเมื่อไหร่ก็ฉีดได้เลย นอกจากจะช่วยให้รู้สึกสดชื่นแล้วยังให้ความชุ่มชื้นกับผิวด้วยนะ อ้อ! สำหรับใครที่งบไม่พอก็ใช้น้ำแร่ที่เราดื่มกัน นำมาใส่ขวดหัวสเปรย์แล้วฉีดแทนก็ได้นะ ยิ่งแช่เย็นๆ จะดีมาก

แช่เท้าในน้ำเย็น อย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า เท้าเป็นศูนย์รวมปลายประสาทของอวัยวะหลายส่วนในร่างกาย การแช่เท้าในน้ำเย็นนั้นจะช่วยกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น โดยแช่เรื่อยๆ ไม่เกิน 30 นาที

หากิจกรรมคลายร้อน ในวันว่างที่อากาศร้อนๆ แบบนี้อาจจะทำให้เรารู้สึกไม่อยากจะทำอะไรเป็นแน่ ใครจะอยากจะออกไปเจอกับสภาพอากาศที่ทำให้เหงื่อไหลไคลย้อยกันล่ะ แต่จะให้นั่งอุดอู้อยู่บ้านเฉยๆ ก็คงจะเซ็งมากๆ งั้นเรามาหากิจกรรมที่ช่วยดับร้อนดีกว่า นั้นก็คือการออกไปเที่ยวสวนน้ำกับใครสักคนที่จะทำให้จิตใจของเราสดชื่น จะเป็นเพื่อน แฟน หรือจะยกกันไปทั้งครอบครัวก็ดูน่าสนุกทั้งนั้น แต่สำหรับใครที่ไม่อยากเดินทางไกลๆ ก็ลองหาสระน้ำใกล้ๆ แทนก็ได้ เพราะนอกจากจะช่วยดับร้อนแล้ว ยังเพิ่มเวลาความสุขกับคนที่เรารักด้วยนะ

ทำให้จุดชีพจรเย็น อีกหนึ่งวิธีที่ช่วยดับร้อนสำหรับคนใจร้อน ก็คือการทำให้จุดชีพจรในร่างกายเราของเย็นขึ้น เนื่องจากเป็นจุดที่เส้นเลือดอยู่ใกล้กับผิวหนังมากที่สุด เมื่อนำผ้าชุบน้ำมาเช็ดหรือแปะเจลเย็นจะทำให้เรารู้สึกเย็นได้อย่างรวดเร็ว

ดื่มน้ำบ่อยๆ เข้าไว้ อีกหนึ่งวิธีที่ดีที่สุดในการเพิ่มความสดชื่นในร่างกายนั้นก็คือการดื่มน้ำ เพราะในช่วงอากาศร้อนๆ แบบนี้ร่างกายของเราจะสูญเสียน้ำในปริมาณมาก การจิบน้ำบ่อยๆ ถือเป็นสิ่งที่ดีเพื่อไม่ให้เกิดภาวะร่างกายขาดน้ำในหน้าร้อน

‘มือชา’ อีกปัญหาของชาวออฟฟิศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/587218

  • วันที่ 25 เม.ย. 2562 เวลา 10:30 น.

‘มือชา’ อีกปัญหาของชาวออฟฟิศ

ลองสังเกตตัวเองกันหน่อยว่า “เคยเจ็บแปลบเหมือนถูกเข็มทิ่ม หรือเหมือนมีไฟฟ้ามาชอร์ตที่นิ้วมือ” บ้างมั้ย?

เพราะนี่คือหนึ่งในความรู้สึกของคนที่มีอาการมือชา โดยเกิดจากการที่เส้นประสาทถูกกดทับ และการหนาตัวของเอ็นยึดกระดูกบริเวณข้อมือหรืออุโมงค์ข้อมือ ซึ่งหากทิ้งไว้นานกล้ามเนื้อบริเวณโคนหัวแม่มือจะแฟบลงปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการมือชาของกลุ่มมนุษย์อออฟฟิศ คือการพิมพ์งานโดยไม่ปรับเปลี่ยนอิริยาบถ ข้อมือจึงอยู่ในลักษณะแอ่นและงอตลอดแทบทั้งวัน ทั้งนี้ การจับเม้าส์ที่มีขนาดไม่สมดุลกับข้อมือ ก็ทำให้เกิดการเกร็งตัวของข้อมือเช่นกัน

ส่วนระยะของอาการมือชา แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่

  • ระยะที่ 1 ชาบริเวณนิ้วมือ มักเกิดขึ้นที่นิ้วโป้ง นิ้วชี้และนิ้วกลาง สะบัดข้อมืออาการจะเริ่มดีขึ้น
  • ระยะที่ 2 ชาบ่อยครั้ง มักปวดตื้อๆ ที่บริเวณมือและปวดมากขึ้นเวลากลางคืน
  • ระยะที่ 3 ทำของร่วงหล่นจากมือบ่อย

การดูแลรักษา ให้เริ่มจากเปลี่ยนแปลงตัวเองที่ออฟฟิศ พยายามขยับนิ้วมือบ่อยๆ ออกกำลังกายให้ข้อมือด้วยการสะบัดข้อมือ และกำนิ้วมือค้างไว้ 10 วินาที จากนั้นให้กางนิ้วออกให้สุดอีก 10 วินาที ทำเช่นนี้เรื่อยๆ 20 ครั้ง ทั้งยังควรหาไอเท็มเสริมอย่างลูกบอลบริหารมือ (Wrist Ball) หรือหมอนรองข้อมือ ติดโต๊ะทำงานไว้และใช้ให้เกิดประโยชน์

เปลี่ยนอิริยาบถทุก 30-45 นาที เพื่อให้กล้ามเนื้อได้คลายตัวลง หากอาการเริ่มรุนแรงให้ทำกายภาพบำบัด เพื่อขจัดพังผืดที่ปิดกั้นอุโมงค์ข้อมือ และขยับข้อต่อเพื่อช่วยให้ใช้งานกล้ามเนื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่หากอาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์ การรักษา เช่น แพทย์อาจจ่ายยาลดการอักเสบที่ไม่มีสเตียรอยด์เป็นส่วนผสม หรืออาจวินิจฉัยว่าต้องฉีดยาหรือผ่าตัดหรือไม่ เป็นต้น

How to ปลุกพลังในตอนเช้าสำหรับคนทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังโพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/587275

  • วันที่ 25 เม.ย. 2562 เวลา 07:30 น.

How to ปลุกพลังในตอนเช้าสำหรับคนทำงาน

5 คำแนะนำที่จะช่วยให้คนทำงานอย่างเราเริ่มต้นเช้าวันใหม่ได้อย่างสดใส และทำงานตลอดทั้งวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1.เปิดไฟให้สว่างกระตุ้นตัวเองให้ลุกจากเตียงทันทีที่ตื่นนอน

นาฬิกาชีวิตของร่างกายคนเราจะสามารถปรับจูนได้ตามปริมาณของแสงสว่าง เพราะฉะนั้นทันทีที่ตื่นนอนเราควรเปิดไฟในห้องให้สว่าง เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายของเรารู้สึกว่าเป็นเวลาที่ควรจะต้องลุกจากเตียงแล้ว

2.ออกกำลังกายเรียกเหงื่อ เพื่อสมองปลอดโปร่ง ร่างกายกระฉับกระเฉง

การเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการออกกำลังกายในตอนเช้ามีข้อดีมากมายอยู่แล้ว ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือจะช่วยให้เราสลัดความง่วงให้หายไป หัวใจของเราถูกกระตุ้น และสมองปลอดโปร่ง พร้อมปลุกให้เรากระฉับกระเฉงเพื่อเริ่มต้นวันใหม่อย่างสดชื่น

3.เติมพลังงานด้วยอาหารเช้าเด็ดขาด

รู้กันอยู่แล้วว่าอาหารเช้าเป็นมื้อที่สำคัญมาก มันเป็นการเติมพลังงานหลังจากนอนหลับมาทั้งคืน การไม่กินมื้อเช้าจะทำให้ระบบการเผาผลาญสูญเสียความสมดุล ไม่ได้รับพลังงานอย่างที่ควรจะเป็น และยังจะทำให้เราอ้วนง่ายขึ้นด้วย นอกจากนั้นระดับน้ำตาลในเลือดก็จะลดลง ซึ่งทำให้พลังและความกระตือรือร้นของเราลดลงตามไปด้วย

4.เพิ่มอาหารสมองด้วยเพลงหรือ Podcast

ระหว่างเดินทางไปทำงานในตอนเช้า การหาอะไรฟังจะช่วยให้เรารู้สึกตื่นตัวมากขึ้น แทนที่จะนั่งมองทางไปเรื่อยๆ แล้วปล่อยให้สมองว่างเปล่า หรือเอาแต่ง่วงนอน ลองหาเพลงหรือ Podcast ที่น่าสนใจฟังดู แล้วอาจจะเพิ่มระดับเสียงและเร่งจังหวะซักนิดก็ได้

5.เริ่มต้นการด้วยงานยากกระตุ้นการใช้สมอง

งานชิ้นแรก ๆ ที่ทำในตอนเช้าควรจะเป็นงานที่ทำให้เราต้องใช้ความคิด หรืองานที่ต้องสร้างสรรค์ เช่น งานเขียน งานออกแบบ หรือ Programming เพราะมันจะช่วยให้สมองของเราจดจ่ออยู่กับงานที่ทำ กระตุ้นสมองและทำให้เราอยากทำงานมากขึ้น กลับกันถ้าเราเริ่มต้นการทำงานของวันด้วยงานที่น่าเบื่อ มันก็จะทำให้เราเบื่อหน่าย เฉื่อยชา และไม่หลุดพ้นจากอาการง่วงนอนสักที

ระวัง! แก๊สกระป๋องบนโต๊ะอาหาร รู้ทันก่อนเสี่ยงอันตราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/587212

  • วันที่ 24 เม.ย. 2562 เวลา 13:30 น.

ระวัง! แก๊สกระป๋องบนโต๊ะอาหาร รู้ทันก่อนเสี่ยงอันตราย

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เตือนใช้แก๊สบนโต๊ะอาหารไม่ปลอดภัย ผิดกฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 และผิดตามข้อบัญญัติท้องถิ่น

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เผยสถานที่จำหน่ายอาหารที่ใช้ก๊าซหุงต้มเป็นเชื้อเพลิงในการปรุงอาหารบนโต๊ะอาหาร ผิดกฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 และผิดตามข้อบัญญัติท้องถิ่น หากมีกำหนดไว้ เช่น ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง สถานที่จำหน่ายอาหารและสถานที่จำหน่ายอาหารและสถานที่สะสมอาหาร พ.ศ. 2545

นายแพทย์ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า จากกรณีเหตุเตาแก๊สปิกนิกแบบใช้ก๊าซอัดกระป๋องระเบิดในร้านหมูกระทะบุฟเฟ่ต์แห่งหนึ่งที่ตลาดนัดเลียบด่วนรามอินทรา ส่งผลให้ลูกค้าที่กำลังนั่งกินได้รับบาดเจ็บ 1 ราย นั้น เนื่องจากเตาแก๊สแบบกระป๋องเป็นกระป๋องที่ใส่ด้านล่างของเตาและเมื่อจุดเตาทำให้มีความร้อนก็จะมีความเสี่ยง เนื่องจากความร้อนด้านบนเปิดแบบรุนแรงเกินไปก็จะส่งผลให้เกิดความร้อนสะสมที่กระป๋องก๊าซ LPG ด้านล่าง และเมื่อถึงจุดหนึ่งที่ความร้อนสูงพอจนถึงจุดก๊าซ LPG รวมทั้งเป็นการไหม้ในกระป๋อง ก็จะเกิดการติดไฟและระเบิด จึงไม่ปลอดภัยในการใช้แก๊สบนโต๊ะอาหาร

“ทั้งนี้ การใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงในการทำ ประกอบหรือปรุงอาหารบนโต๊ะหรือที่รับประทานอาหารในสถานที่จำหน่ายอาหารมีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดอันตรายและไม่ปลอดภัยต่อสถานประกอบการ ผู้มาใช้บริการ รวมทั้งเป็นการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมาย ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้ออกกฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จำหน่ายอาหารปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมาย ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้ออกกฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 โดยบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2561 ในเรื่องการควบคุมสุขลักษณะสถานที่ขาย ข้อ 17 ห้ามใช้ก๊าซหุงต้มเป็นเชื้อเพลิงในการปรุงอาหารบนโต๊ะหรือที่รับประทานอาหาร หากสถานที่จำหน่ายอาหารฝ่าฝืนกฎกระทรวง ซึ่งออกตามความในมาตรา 6 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท

รวมถึงกฎหมายท้องถิ่นได้ออกข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องสถานที่จำหน่ายอาหารและสถานที่สะสมอาหาร พ.ศ. 2545 ข้อ 9 (10) ห้ามใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงในการทำ ประกอบ ปรุงอาหารบนโต๊ะรับประทานอาหารในสถานที่จำหน่ายอาหาร หากสถานที่จำหน่ายอาหารฝ่าฝืนข้อบัญญัติท้องถิ่น ซึ่งออกตามความในมาตรา 40 (6) ต้องระวางโทษปรับ ไม่เกิน 25,000 บาท

สำหรับการนำมาใช้ในบ้าน ผู้ใช้เตาแก๊สแบบกระป๋องต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่ควรใช้เป็นระยะเวลานานต่อเนื่องกันจนทำให้ความร้อนมีการสะสมตัวมากพอและเกิดความเสี่ยงที่จะทำให้กระป๋องก๊าซเกิดการระเบิดได้ รวมทั้งห้ามนำมาอัดแก๊สเพื่อใช้ใหม่” รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าว

 

ภาพ : กรมอนามัย

How to เทคนิคการพรีเซนต์งานให้เปรี้ยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/585206

  • วันที่ 24 เม.ย. 2562 เวลา 09:00 น.

How to เทคนิคการพรีเซนต์งานให้เปรี้ยง

หนึ่งในความท้าทายของคนทำงาน คือการนำเสนองานให้หัวหน้า เพื่อนร่วมงาน และลูกค้าฟัง แล้วจะทำอย่างไรให้พรีเซนต์ครั้งนี้ไม่น่าเบื่อ

วันนี้ขอเอาใจช่วยคนที่เป็นมือใหม่หัดพรีเซนต์ซึ่งอาจจะไม่เจนจัดในการพูดนำเสนองาน ด้วยการรวบรวมเทคนิคพิชิตชัยในทุกๆ การพรีเซนต์มาฝากเพื่อให้ทุกคนสามารถพิชิตใจเจ้านาย ลูกค้า และเพื่อนร่วมงานด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้

เริ่มด้วย ‘Why’ คนส่วนมากไม่สนใจว่าเราทำอะไร แต่มักสนใจว่าเราทำ “ทำไม” และมีประโยชน์อย่างไร ทางที่ดีควรเริ่มต้นการนำเสนอผลงานด้วยเป้าหมายและประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับ มากกว่ากระบวนการหรือขั้นตอนที่ยืดเยื้อแถมฟังแล้วชวนง่วงนอน

รู้จักกลุ่มผู้ฟัง ในการพรีเซนต์ที่ดีนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องรู้ว่าผู้ฟังคือใคร แล้วเขาต้องการรู้อะไรจากพรีเซนต์ เนื่องจากผู้ฟังแต่ละคนมีความต้องการที่ต่างกัน ยิ่งเรารู้ความต้องการแล้วนำเสนอในส่วนที่ผู้ฟังต้องการมากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้การพรีเซนต์นั้นน่าสนใจและประสบความสำเร็จมากขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้ ยังทำให้เรารู้สไตล์การพูดที่ควรปรับให้เหมาะสมกับกลุ่มผู้ฟังเพื่อกาลเทศะที่ถูกต้อง

กระชับด้วยภาพ หลักการง่ายๆ ในการจดจำ เราควรใช้ภาพ แผนภูมิ-กราฟสีต่างๆ เป็นสื่อในการนำเสนอข้อมูลแทนข้อความยาวๆ และตัวเลขทางสถิติ เพราะข้อมูลที่ต้องการนำเสนอจะเป็นที่จดจำมากกว่าหากเป็นภาพที่น่าสนใจ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือการให้ข้อมูลที่มากเกินไป เพราะจะยากต่อการจดจำ ซ้ำยังทำให้น่าเบื่ออีกด้วย โดยสไลด์ที่ดีควรมีข้อมูลที่กระชับและชัดเจน

บอกเล่าด้วยเรื่องราว การพรีเซนต์งานด้วยข้อมูลหนักๆ หรืออัดแน่นด้วยตัวเลขทางสถิติอาจทำให้เราดูมีความรู้ มีการเตรียมการมาอย่างดี แต่จะไม่มีใครจำในสิ่งที่เราพูดได้ ในทางกลับกันการบอกเล่าเรื่องราวโดยการสื่อด้วยน้ำเสียงและเข้าถึงอารมณ์ด้วยการเล่าเรื่องหรือการยกตัวอย่างง่ายๆ จะทำให้ผู้ฟังเห็นภาพและจดจำได้ดีกว่า ส่วนสิ่งที่ลดความสนใจของผู้ฟังคือการอ่านสไลด์หรืออ่านตามสคริปต์ซึ่งขาดความเป็นธรรมชาติ

ฝึกซ้อมเพื่อความพร้อม ประโยคที่ว่า “Practice Makes Perfect” ใช้ได้เสมอ ฉะนั้น เราควรฝึกซ้อมการพรีเซนต์ให้มากเท่าที่จะทำได้ ทบทวนเนื้อหาและจดจำลำดับของสไลด์ เพื่อช่วยให้เกิดความมั่นใจและลดอาการประหม่าเวลาลงสนาม

พรีเซนต์ด้วยความมั่นใจ ถึงเวลาแล้วที่จะนำสิ่งที่ฝึกซ้อมมานับครั้งไม่ถ้วนออกสู่สายตาผู้ฟัง ดังนั้น ต้องแสดงถึงความมั่นใจในเนื้อหาข้อมูลที่เตรียมมา โดยแสดงออกทางสายตา ท่าทาง และน้ำเสียงที่มั่นใจในทุกคำพูด ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยสะกดผู้ฟังได้มากยิ่งขึ้น

รู้จักกฎ “10 นาที” ผู้ฟังอาจหมดความสนใจหากเราพูดนานเกินไป ลองใช้กฎ 10 นาทีมาปรับใช้กับการพรีเซนต์งาน  โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็นส่วนๆ แต่ละส่วนไม่ควรพูดนานเกิน 10 นาที จากนั้นอาจเว้นด้วยการให้รับชมภาพประกอบ หรือวิดีโอ แล้วจึงนำเสนอเนื้อหาในส่วนถัดไป

มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ฟัง การที่เราพูดเพียงคนเดียวเป็นเวลานาน ผู้ฟังย่อมเกิดความเบื่อหน่าย เราต้องทำให้ผู้ฟังมีส่วนร่วมโดยเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นหรือร่วมกันตั้งคำถาม ซึ่งจะทำให้ผู้ฟังรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งในการนำเสนอครั้งนี้และรู้สึกตื่นตัวตลอดเวลา

Heat illness ออกกำลังกายให้ปลอดภัยในหน้าร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/586927

  • วันที่ 24 เม.ย. 2562 เวลา 07:30 น.

Heat illness ออกกำลังกายให้ปลอดภัยในหน้าร้อน

ในช่วงหน้าร้อนแบบนี้ ต้องบอกว่าอากาศส่งผลกระทบกับหลากหลายกิจกรรมในแต่ละวันค่อนข้างมากเลยทีเดียว ไม่ว่าจะออกจากบ้านไปธุระ ขยับตัวไปไหน ทำกิจกรรมอะไร ก็รู้สึกร้อนอบอ้าวไม่สบายตัวไปเสียหมด รวมไปถึงคนรักสุขภาพทั้งหลาย การออกกำลังกายในหน้าร้อนเป็นเรื่องที่ต้องระวัง และควรปรับรูปแบบการออกกำลังกายให้เข้ากับสภาพอากาศ เพื่อป้องกันการบาดเจ็บจากความร้อน หรือที่เรียกว่า Heat illness ด้วยวิธีเหล่านี้

จิบน้ำบ่อยๆ

ในช่วงหน้าร้อนที่สภาพอากาศค่อนข้างร้อนอบอ้าว และมีอุณหภูมิสูงแบบนี้ ร่างกายต้องสูญเสียน้ำมากกว่าปกติอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น การออกกำลังกายในช่วงหน้าร้อน ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติอีกเท่าตัว ดังนั้น การออกกำลังกายในช่วงหน้าร้อนจึงควรดื่มน้ำมากๆ ก่อนออกกำลังกายประมาณครึ่งชั่วโมง และจิบน้ำบ่อยๆ ทุก 5-10นาที ระหว่างการออกกำลังกาย เพื่อป้องกันการขาดน้ำ และรักษาอุณหภูมิของร่างกายไม่ให้สูงเกินไป อย่าปล่อยให้รู้สึกกระหายแล้วจึงดื่มน้ำ เพราะนั่นคือสัญญาณว่าร่างกายกำลังขาดน้ำ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดตะคริว หน้ามืด หรือวิงเวียนศีรษะได้

สวมเสื้อผ้าที่ระบายความร้อนได้ดี

เสื้อผ้าที่สวมใส่ออกกำลังกายในช่วงหน้าร้อนควรมีสีสว่าง ขนาดพอดีตัว ไม่รัดรูปหรือฟิตจนเกินไป และเนื้อผ้าควรระบายอากาศได้ดี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความร้อนสะสมในร่างกาย นอกจากนั้น การที่เหงื่อออกมากๆ จากการออกกำลังกาย ยิ่งทำให้อับชื้นได้ง่าย อาจเกิดการสะสมของแบคทีเรียจนก่อให้เกิดกลิ่นที่ทำให้สูญเสียความมั่นใจ อีกสิ่งสำคัญ ควรทาครีมกันแดดที่มีค่าการปกป้องอย่าง SPF 50 PA+++ สูตรกันน้ำ สำหรับการออกกำลังกายกลางแจ้ง เพื่อปกป้องผิวจากแสงแดด

เลือกเวลาออกกำลังกาย

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับออกกำลังกายในช่วงหน้าร้อน คือช่วงเช้า และช่วงเย็นหลังเลิกงาน น่าจะเหมาะกว่าช่วงบ่ายๆ ที่มีแดดจัด และควรเลือกออกกำลังกายในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี

อบอุ่นร่างกายก่อน-หลังออกกำลังกาย

ทุกครั้งที่ออกกำลังกายควรอบอุ่นร่างกาย เพื่อเป็นการเตรียมพร้อม โดยยืดกล้ามเนื้อในท่าต่างๆ เพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บจากการออกกำลังกาย และค่อยๆ เพิ่มความหนักหน่วงในการออกกำลังกายอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้ร่างกายได้ปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศ และป้องกันไม่ให้ความร้อนในร่างกายสูงเกินไป