ถนอมดวงตาจากหน้าจอ บอกต่อเคล็ด(ไม่)ลับฉบับคนทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/586361

  • วันที่ 19 เม.ย. 2562 เวลา 08:00 น.

ถนอมดวงตาจากหน้าจอ บอกต่อเคล็ด(ไม่)ลับฉบับคนทำงาน

ทุกคนคงเคยได้ยินคำว่า Office Syndrome หรืออาการป่วยที่เกิดจากการทำงานด้วยพฤติกรรมเคยชิน แต่ทราบกันหรือไม่ว่าการทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ ก็อาจจะเป็นสาเหตุของอาการป่วยอีกประเภทหนึ่งที่เรียกว่า Computer Vision Syndrome หรือ “CVS” ได้เช่นกัน

“CVS” เป็นอาการป่วยที่เกิดจากการใช้สายตากับหน้าจอคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน รวมถึงแท็บเล็ต เป็นเวลานาน อาการมีตั้งแต่ เคืองตา ตามัว แพ้แสง ไปจนกระทั่งอาการปวดศีรษะ ปวดคอ และหลัง ที่สำคัญหลายๆ ครั้งเราไม่รู้ว่าอาการเหล่านี้มีสาเหตุมาจากการใช้เวลากับหน้าจอมากจนเกินไปโดยไม่ได้ให้สายตาได้พัก และทำให้ไม่ได้รับการแก้ไขที่ตรงจุด รู้แบบนี้แล้วไม่ต้องกลัว เพราะเรามีวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยป้องกันอาการ CVS ที่ทำได้ดังนี้

ปรับตำแหน่ง ระยะห่าง และมุมการมองจอให้เหมาะสม

หน้าจอควรจะอยู่ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 10-15 ซม. เพื่อให้เราสามารถก้มศีรษะลงเล็กน้อย และเว้นระยะห่างระหว่างหน้าจอกับตาให้เหมาะสม ระยะห่างที่เหมาะสมที่สุด คือประมาณ 50-60 ซม.

ปรับแสงสว่างโดยรอบให้เหมาะสม

และพยายามลดแสงสะท้อนจากหน้าจอ แสงสว่างที่มากจนเกินไปอาจทำให้เกิดอาการเมื่อยล้าของดวงตาขณะที่มีการใช้งาน ปริมาณแสงที่เหมาะสมคือความสว่างเพียงครึ่งหนึ่งของแสงสว่างภายในออฟฟิศปกติ และอาจลดปริมาณของแสงได้ด้วยการปิดม่าน หรือดับไฟบางดวงในห้องทำงานลงบ้าง นอกจากนั้น เพื่อช่วยลดแสงสะท้อนจากหน้าจอในกรณีที่แสงมาจากด้านหลังผู้ใช้ และป้องกันแสงจ้าจากหลังจอ ควรจัดวางหน้าจอโดยให้แสงหลักมาจากด้านข้างของผู้ใช้งาน

กะพริบตาบ่อยๆ

สาเหตุของอาการตาแห้งอาจมีมาจากการเพ่งสายตาเป็นเวลานานๆ อย่าลืมกะพริบตาบ่อย หรือในทุกๆ ระยะ 20 นาที ให้หลับตาสลับกับลืมตาช้าๆ ประมาณ 10 ครั้ง เพื่อช่วยลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อจากการเพ่ง และลดอาการตาแห้ง

พักสายตาเป็นระยะ

เมื่ออยู่หน้าจอนานเกินไปแล้ว ควรเปลี่ยนไปทำกิจกรรมอื่นเป็นระยะสั้นๆ โดยในทุก 2 ชม. ควรให้สายตาได้พักอย่างน้อย 15 นาที และในทุก 20-30 นาที ของการใช้สายตากับหน้าจอ ควรละสายตาจากจอและมองออกไปไกลๆ สัก 15-20 วินาที หรือจะมองไกล สลับกับการมองใกล้ๆ ครั้งละ 10-15 วินาที ทำอย่างนี้สัก 10 ครั้ง ก็จะช่วยให้สายตาได้พัก

นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

การพักผ่อนน้อย นอกจากส่งผลต่อการทำงานของระบบต่างๆ ภายในร่างกาย รวมถึงระบบภูมิคุ้มกันแล้ว ยังอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองดวงตาได้ง่ายขึ้น

ตรวจสุขภาพตาอย่างสม่ำเสมอ

ดวงตาเป็นอวัยวะที่มีความอ่อนไหว ควรได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ผู้ที่ใช้สายตากับหน้าจอเป็นประจำ ควรได้รับการตรวจสุขภาพตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพราะการทราบถึงอาการผิดปกติในระยะแรก ย่อมหมายถึงโอกาสที่จะรักษา หรือป้องกันไม่ให้อาการรุนแรงขึ้นได้ การพบแพทย์และตรวจความผิดปกติของสายตาเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป

เทคนิคต้องรู้ ก่อนจะเป็นฟรีแลนซ์ดาวรุ่งกระเป๋าตุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/585503

  • วันที่ 18 เม.ย. 2562 เวลา 13:30 น.

เทคนิคต้องรู้ ก่อนจะเป็นฟรีแลนซ์ดาวรุ่งกระเป๋าตุง

ภาพ : freepik.com

ฟรีแลนซ์เอาอยู่ ถ้ารู้จักบริหารเวลา พบกับข้อแนะนำสำหรับฟรีแลนซ์มือใหม่ในการบริหารเวลา งานมา เงินมา เวลาลงตัว

ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป “ฟรีแลนซ์” งานที่ในอดีตไม่มีใครใฝ่ฝัน แต่ปัจจุบันคนทำงานประจำหลายคนเริ่มผันตัวไปเป็นคนทำงานฟรีแลนซ์กันมากขึ้น รวมถึงนักศึกษาจบใหม่ที่ต่างก็หันมาสนใจในอาชีพประเภทนี้ เพราะอะไร?

อยากให้ลองหลับตานึกภาพการทำงานท่ามกลางบรรยากาศเหล่านี้

  • เริ่มต้นวันทำงานในชุดนอน หรือเสื้อยืดสบายๆ พร้อมโน้ตบุ๊คบนโต๊ะข้างเตียง
  • เปิดเพลงคลอเบาๆ ตลอดการทำงาน เพื่อความคิดที่โลดแล่น พร้อมกาแฟแก้วโปรดแก้วเซรามิกสีสวย
  • ระหว่างวันมีเวลาว่างไปดูหนังช่วงเวลาลดราคา แล้วกลับมาทำงานต่อ
  • เครียดหน่อยก็พักเล่นเกมระหว่างวัน
  • หิวตอนไหนก็กินตอนนั้น ง่วงนักก็งีบพักสักหน่อย
  • วันหยุดไม่ตายตัว อยากเที่ยวก็ไปได้ครั้งละหลายวัน  … ส่วนรายได้นั้น ยังไม่กล้าการันตี

เรื่องของการทำงานแบบฟรีแลนซ์ จากผลการวิจัยของบริษัทที่ปรึกษา Edelman Intelligence พบว่า ชาวฟรีแลนซ์ในสหรัฐเติบโตเร็วกว่าตลาดแรงงานทั้งหมดของประเทศ โดยในปี 2017 มีชาวอเมริกันถึง 57.3 ล้านคน ที่ระบุว่าตัวเองทำงานอิสระ ผลวิจัยดังกล่าวยังพยากรณ์อีกว่า ภายในปี 2027 แรงงานส่วนใหญ่ของสหรัฐจะเป็นชาวฟรีแลนซ์ และไม่ใช่เฉพาะแค่ในสหรัฐเท่านั้นที่ตัวเลขมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากข้อมูลของที่ประชุมเศรษฐกิจโลก (WEF) ล่าสุดระบุว่า มีพลเมืองสหภาพยุโรป 16.1% อยู่ในสถานะคนทำงานอิสระ รวมทั้งคนรุ่นใหม่ในบ้านเราที่ต้องการเป็นนายตัวเองกันมากขึ้น

แต่ถึงอย่างไรการทำงานฟรีแลนซ์อาจจะไม่ใช่อย่างที่หลายคนวาดภาพไว้ สำหรับคนทำงานอิสระ “เวลาก็คือเงิน” ด้วยเหตุนี้สิ่งสำคัญอันดับแรกที่ชาวฟรีแลนซ์ต้องวางแผนจัดการให้ดีก็คือ “การบริหารเวลา” เพื่อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดโดยใช้เวลาน้อยที่สุด

ข้อแนะนำสำหรับฟรีแลนซ์มือใหม่ในการบริหารเวลา

  • จัดตาราง การทำงานอิสระมักมีตารางเวลาที่ยืดหยุ่น และสิ่งที่ชาวฟรีแลนซ์มือใหม่มักจะทำพลาดก็คือ ใช้ประโยชน์ของความยืดหยุ่นนี้เป็นข้ออ้างในการผัดวันประกันพรุ่ง ดังนั้น เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม ก็ควรจัดสรรตารางเวลาแล้วยึดตามนั้น เจน ฮับลีย์ ลัควาล์ดท์ บรรณาธิการและนักเขียนด้านอาชีพการงาน แนะนำให้วางแผนทำงานเป็นเวลาเฉพาะเจาะจงที่ตรงกับช่วงเวลาการทำงานของลูกค้า เพื่อให้ไม่พลาดการติดต่อและง่ายต่อการวางมือเพื่อทำกิจกรรมอื่นๆ ในชีวิต และให้แบ่งงาน 1 ชิ้นออกเป็นส่วนเล็กๆ แล้วสอดแทรกด้วยเวลาพักราว 10-15 นาที เช่น การแปลหนังสือหนึ่งเล่มก็ให้แบ่งเป็นสเต็ปละ 1 บท หรือ 5 หน้า เป็นการค่อยขยับเข้าใกล้เป้าหมายทีละขั้น จะได้ไม่ดูเป็นงานที่ไม่มีวันเสร็จ
  • หาวันหยุด วันหยุดไม่ได้มีไว้เพื่อเล่นเกมหรือหาความสนุกเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนสำคัญในการจัดความสมดุลระหว่างงานและชีวิต การพักผ่อนและชาร์จแบตให้กับตัวเองยังถือเป็นการเปิดหูเปิดตา สร้างแรงบันดาลใจและความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ที่จะนำมาใช้ต่อยอดการทำงานได้อีกด้วย
  • จดบันทึกการทำงาน ฟรีแลนซ์มือใหม่อาจจะรู้สึกว่าตัวเองก็ทำงานตลอดแต่ทำไมงานไม่คืบหน้าเลย ลัควาล์ดท์ แนะนำให้เขียนไดอะรี่เวลา ซึ่งอาจจะกำหนดเป็นรายวันหรือรายสัปดาห์ แล้วเขียนว่าในแต่ละวันเราทำอะไรบ้าง ทำตั้งแต่เมื่อไรถึงเมื่อไร พอครบกำหนดเราจะเห็นภาพรวมว่าแท้จริงแล้วเราเสียเวลาไปกับกิจกรรมใดบ้าง
  • รู้จักปฏิเสธ อีกหนึ่งทักษะที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การขีดเส้นแบ่ง อย่ากลัวการปฏิเสธงานที่เราไม่มีเวลาทำหรือไม่อยากทำ อย่าลังเลที่จะต่อรองเวลาหรือค่าตอบแทน ถ้าเราสมควรได้รับ
  • ตัดสิ่งรบกวน ความท้าทายของการทำงานที่บ้านก็คือ การกำจัดสิ่งรบกวนต่างๆ ที่จะมาแย่งเวลาและสมาธิในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นความยั่วยวนจากเสียงเตือนในโซเชียลมีเดีย หรือการทำงานบ้านบางอย่าง หรือแม้แต่สมาชิกคนอื่นในบ้านก็อาจทำเราเสียสมาธิได้เช่นกัน การรับมือกับเรื่องเหล่านี้อาจทำได้ง่ายๆ  เช่น ปิดการแจ้งเตือน ยกเว้นว่าเราต้องติดต่อกับลูกค้าผ่านโซเชียลมีเดีย หามุมทำงานที่ช่วยให้มีสมาธิ ซึ่งขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน เช่น มุมเงียบๆ ในบ้าน หรือคาฟ่สวยๆ 

Do & Don’t การเรียกเงินเดือนแบบมืออาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/586187

  • วันที่ 18 เม.ย. 2562 เวลา 08:00 น.

Do & Don’t การเรียกเงินเดือนแบบมืออาชีพ

“เรียกเงินเดือนเท่าไหร่ดี” ปัญหาและเรื่องท้าทายของคนที่กำลังยื่นใบสมัครงาน ส่วนหนึ่งคือการเติมตัวเลขในช่องว่างที่ให้ระบุเงินเดือน เพราะการเรียกเงินเดือนที่มากหรือน้อยเกินไป อาจทำให้ผู้สัมภาษณ์งานข้องใจในความสามารถของผู้สมัครงาน โดยเฉพาะนักศึกษาจบใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์ แล้วจะต้องเรียกเงินเดือนอย่างไร วันนี้เรามีเทคนิคดีๆ มาให้ดูกัน

Do

  • ประเมินเรตที่เหมาะสม โดยทำการบ้านหาข้อมูลเกี่ยวกับอัตราเงินเดือนในตำแหน่งงานที่เราสมัครเพื่อใช้อ้างอิง ทั้งจากเว็บไซต์หางาน สอบถามผู้มีประสบการณ์ตรง หรือสำรวจจากความสามารถจ่ายเงินเดือนขององค์กร ซึ่งส่วนใหญ่องค์กรต่างๆ ก็จะมีงบประมาณเงินเดือนของแต่ละตำแหน่งกำหนดไว้อยู่แล้ว
  • สำรวจตัวเอง ทั้งความสามารถ ประสบการณ์ และทักษะในการทำงานของตัวเอง รวมถึงความสามารถในการแข่งขันกับคนอื่นๆ ในตลาดงาน ลองดูว่าเรามีข้อดีอะไร หรือมีทักษะใดที่เหนือกว่าคนอื่นหรือไม่ ทั้งวุฒิการศึกษา ผลงานที่ผ่านมา การฝึกอบรมหลักสูตรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสายงาน หรือการทดสอบความรู้ แน่นอนว่าเจ้านายใหม่ต้องยินดีที่จะได้คนเก่ง มีศักยภาพมาร่วมงานด้วย
  • คำนึงถึงประโยชน์ที่บริษัทจะได้ การตอบคำถามเกี่ยวกับจุดแข็งและความสำเร็จเป็นการนำเสนอคุณค่าในตัวเอง ควรเน้นให้ผู้สัมภาษณ์เห็นว่าเราจะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่บริษัทได้อย่างไร เมื่อนายจ้างเห็นคุณค่าในตัวเราเขาจะยอมจ่ายในอัตราสูงสุดที่เขาสามารถจ่ายได้

Don’t

  • ไม่ข้ามขั้นตอน อย่าเพิ่งพูดเรื่องเงินเดือนถ้าผู้สัมภาษณ์ยังไม่ถาม เพราะนายจ้างอาจมองว่าเราให้ความสำคัญเรื่องเงินมากกว่าเนื้องาน
  • ไม่อัพเงินเดือนแบบก้าวกระโดด โดยระบุเงินเดือนที่ทำงานเก่าสูงๆ เพื่อเรียกเงินเดือนที่ใหม่ให้สูงขึ้นอีก เพราะ HR สามารถเรียกดูสลิปเงินเดือน หรือตรวจสอบไปยังที่ทำงานเก่า ซึ่งจะพบความจริงได้ไม่ยาก
  • อย่าเจรจาเอาเป็นเอาตาย ไม่ควรเจรจาต่อรองเงินเดือนที่ต้องการได้ในทันทีพร้อมเร่งคำตอบ อาจตกลงกับนายจ้างว่ายอมรับเงินเดือนตามที่นายจ้างเสนอมาก่อน และเมื่อผ่านโปรผลงานเป็นที่น่าพึงพอใจ จึงขอปรับเงินเดือนในภายหลัง ตามเกณฑ์บริษัท หรือวัดจากความสามารถ
  • อย่าดูแค่เงินเดือน ให้ดูรวมไปถึงค่าตอบแทน สวัสดิการ ตำแหน่งงาน และบรรยากาศในการทำงานด้วย เพราะสุดท้ายแล้ว แม้เรื่องเงินเป็นเรื่องใหญ่แต่ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดในการทำงาน เนื้องานที่ชอบ บรรยากาศในการทำงาน เพื่อนร่วมงานและนายจ้างที่ดีต่างหาก ที่จะทำให้ทำงานอย่างมีความสุข

ยิ่งรู้จัก ยิ่งหลงรัก ‘จิงจูฉ่าย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/586382

  • วันที่ 17 เม.ย. 2562 เวลา 16:00 น.

ยิ่งรู้จัก ยิ่งหลงรัก ‘จิงจูฉ่าย’

อีกสมุนไพรดี “จิงจูฉ่าย” กับประโยชน์ที่หลายคนอาจยังไม่รู้

แม้จะเคยผ่านลิ้นมาบ้างในต้มเลือดหมูที่บางร้านใส่แทนใบตำลึงหรือผักกาดหอม เพราะกลิ่นหอมช่วยดับกลิ่นคาวของเครื่องในได้ดี แต่หลายคนก็ยังไม่รู้จักกับชื่อสมุนไพรเชื้อสายจีนชนิดนี้  “จิงจูฉ่าย”  ซึ่งอุดมด้วยสรรพคุณทางยาและประโยชน์นานับการ ไม่ว่าจะเป็น…

ภาพ ร้านฌานา

ปรับสมดุลในร่างกาย จิงจูฉ่ายเป็นที่นิยมของชาวจีน เพราะมีคุณสมบัติเป็นหยินมีฤทธิ์เย็น หากกินช่วงหน้าหนาวจะช่วยปรับสมดุลให้ร่างกาย แก้พิษไข้ ลดอาการร้อนใน ช่วยบำรุงปอด และฟอกเลือด

ช่วยเรื่องความดัน น้ำมันหอมระเหยในลำต้นและใบของจิงจูฉ่าย มีสารไลโมนีน ซิลนีน และสารไกลโคไซด์ ช่วยปรับสมดุลความดันเลือด ทำให้เส้นเลือดขยายตัวและเลือดไหลเวียนได้สะดวก

เป็นตัวช่วยของคนช่างกิน ช่วยในเรื่องของการขับลมในลำไส้และกระเพาะอาหาร ลดอาการจุกเสียดแน่นเฟ้อเพราะอาหารไม่ย่อยจากมื้ออาหารแบบจัดหนักได้

ต้านมะเร็งร้าย มีการวิจัยที่นำใบจิงจูฉ่าย 1 กำมือ มาปั่นหรือตำคั้นน้ำดื่มเช้า-เย็น ก่อนมื้ออาหาร ติดต่อกันเป็น 2-3 เดือน ซึ่งผลคือ สามารถช่วยต้านทานต่อเซลล์มะเร็งได้ แต่ก็ต้องดูแลสุขภาพ ออกกำลังกาย และเลือกกินอาหารที่ดีด้วย

กินสดลดโรค จิงจูฉ่าย 100 ก. ให้พลังงานถึง 392 กิโลแคลอรี มีเส้นใยและคุณค่าสารอาหารสูง โดยเฉพาะแคลเซียมและวิตามินซี แต่จะให้ได้คุณค่าสูงสุดก็ต้องกินสดๆ ไม่ว่าจะกินเป็นผักเคียงกับเมนูลาบ สาคู จิ้มน้ำพริก หรือจะกินแบบน้ำผักคั้นสดๆ ผสมน้ำผึ้งนิด น้ำมะนาวหน่อยก็ได้

ปรุงคาวก็ได้ ปรุงหวานก็ดี สมุนไพรชนิดนี้ใช้ทำอาหารได้สารพัด ตั้งแต่ต้มจืด ผัดผัก แกงเผ็ด ทอดกรอบ หรือใส่ยำแซบๆ ทั้งยังพลิกแพลงใส่ในขนมอบ เช่น คุกกี้ หรือขนมปัง เพิ่มความหอมและคุณค่าทางอาหาร หรือเบลนด์ในเครื่องดื่มร้อนๆ เป็นชาจิงจูฉ่าย

สรรพคุณทางยาอื่นๆ ว่ากันว่าจิงจูฉ่ายมีสรรพคุณช่วยขับพิษ แก้อาการอักเสบของผิวหนัง ลดผดผื่นคัน มีโซเดียมต่ำ เหมาะกับผู้ที่เป็นโรคไต และยังช่วยในการฆ่าไวรัส เพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาโรคมาลาเรีย

แต่งบ้านสวย ปลูกขายรวย จิงจูฉ่ายเป็นไม้ล้มลุกที่เลี้ยงง่าย ทรงพุ่มสวย ใบหยักสีเขียวเข้มชวนมอง ปลูกเป็นไม้คลุมดินตกแต่งบ้านก็ได้ ปลูกไว้กินเป็นสมุนไพรก็ดี ขณะเดียวกัน ยังเป็นพืชเศรษฐกิจที่ปลูกขายได้กำไรงาม นับเป็นพืชสารพัดประโยชน์จริงๆ

 

ไอเดียการกินจิงจูฉ่ายเพื่อสุขภาพ

ภาพ ร้านฌานา

จิงจูฉ่ายเป็นพืชสมุนไพรที่สามารถนำมาประกอบเมนูอาหารได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะนำมาทำอาหารหรือทำเป็นเครื่องดื่ม การกินจิงจูฉ่ายให้ได้รับคุณค่าทางโภชนาการมากที่สุดคือ การรับประทานแบบสดๆ เช่น ทานเป็นเครื่องเคียงกับลาบหรือน้ำพริกก็ได้ แต่ก็สามารถนำมาปรุงอาหารได้อีกหลายเมนู โดยเมนูที่จะแนะนำก็จะมีดังต่อไปนี้

จิงจูฉ่ายผัดไฟแดง เป็นเมนูที่ถูกดัดแปลงมาจากเมนูผัดผักบุ้งไฟแดงนั่นเอง กรรมวิธีก็ไม่อยาก เพียงนำจิงจูฉ่ายมาล้างน้ำให้สะอาด และหั่นให้ได้ความยาวพอประมาณ ใส่น้ำมันหอย พริก กระเทียมสับ น้ำตาล ซีอิ้วขาว และเต้าเจี้ยวเล็กน้อย โดยราดไว้บนจิงจูฉ่ายที่หั่นไว้ จากนั้นตั้งกระทะให้ร้อน ใส่น้ำมันลงไป เทส่วนผสมทุกอย่างลงไปในกระทะพร้อมกันๆ ผัดให้เข้ากัน เพียงแค่นี้ก็จะได้เมนูหอมๆ จากจิงจูฉ่ายไว้ทานกับข้าวต้มเพิ่มอีกหนึ่งเมนูแล้ว

ซุป-แกงจืดจิงจูฉ่าย นอกจากเมนูผัดแล้ว เมนูต้มจิงจูฉ่ายก็นำมาทำได้เช่นกัน วิธีการทำก็ง่ายๆ ไม่ต่างจากแกงจืดทั่วไป เพียงแค่เพิ่มจิงจูฉ่ายลงไปเป็นส่วนประกอบเพิ่มเท่านั้น อันดับแรกเตรียมวัตถุดิบให้พร้อมได้แก่ หมูสับ แครอท เต้าหู้ไข่ วุ้นเส้น ซุปก้อน และซีอิ๊วขาว เริ่มต้นการทำจากการตั้งน้ำให้ร้อน แล้วใส่ซุปก้อนลงไป เมื่อน้ำเดือดจึงค่อยใส่หมูสับตามด้วยเต้าหู้ไข่ แครอท และวุ้นเส้น ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาวเล็กน้อย จากนั้นให้ตักใส่จาน รับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ ก็ได้มื้ออาหารเพื่อสุขภาพเพิ่มอีก 1 มื้อแล้ว

แกงส้มจิงจูงฉ่าย อาจจะฟังดูเป็นเมนูไม่คุ้นนัก แต่ในความเป็นจริงก็คือ เมนูแกงส้มทั่วไปที่ใส่จิงจูงฉ่ายเพิ่มเข้าไปนั่นเอง เริ่มกันที่การเตรียมผักที่คุณชอบหรือต้องการทาน 3-4 อย่าง เช่น มะละกอ ดอกแค ดอกกระหล่ำ และจิงจูฉ่าย เป็นต้น อาจจะใส่เนื้อสัตว์ลงไปผสมด้วยก็ได้ตามต้องการ เช่น เนื้อปลา เนื้อกุ้ง เตรียมพริกแกงส้ม น้ำตาลปึก เกลือ และน้ำมะขามเปียก สำหรับปรุงรส เริ่มทำจากการตั้งน้ำให้เดือด ใส่พริกแกงส้ม ตามด้วยเนื้อสัตว์ และผักตามลำดับ ปรุงรสด้วยน้ำมะขามเปียก น้ำตาลปึก และเกลือตามความชอบ พอเดือดให้ตักใส่ชามทานกับข้าวสวยร้อนๆ เมนูนี้เหมาะกับคนที่ชอบทานผักโดยเฉพาะ

เมนูเครื่องดื่มจากจิงจูฉ่าย

น้ำจิงจูงฉ่ายคั้นสด น้ำจิงจูงฉ่ายก็เป็นอีกหนึ่งเมนูเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ไม่ต่างกันอะไรกับน้ำคลอโรฟิลด์ที่หลายๆ คนดื่มกัน ต่างกันแค่ส่วนประกอบที่นำมาทำเท่านั้น การทำน้ำจิงจูงฉ่ายคั้นสดก็มีขั้นตอนไม่มาก เพียงแค่นำใบของจิงจูงฉ่าย 1 กำมือ มาล้างน้ำให้สะอาด จากนั้นให้นำไปคั้นหรือใช้เครื่องสกัด เพื่อนำเอาน้ำมาดื่ม แต่ด้วยกลิ่นที่ค่อนข้างฉุนและรสชาติฝืดคออาจจะฝืนทานลำบากสักหน่อย ทั้งนี้อาจเติมน้ำผึ้งเพื่อเพิ่มรสหวานอีกสักเล็กน้อยก็ได้

น้ำจิงจูงฉ่ายเพื่อสุขภาพ การทานเมนูจิงจูงฉ่ายคั้นสดอาจจะยากไปสำหรับคนที่สู้เรื่องกลิ่นไม่ไหว ลองเปลี่ยนมาทำเมนูนี้แทน วิธีทำก็ง่ายๆ เพียงแค่นำใบของจิงจูงฉ่าย 1 กำมือ ไปใส่เครื่องปั่น ผสมผลไม้เพิ่ม เช่น มะนาว หรือส้มที่คุณชอบมา 2-3 อย่าง แล้วผสมลงไปในเครื่องปั่น จากนั้นปั่นให้ละเอียด และนำมาดื่ม แต่หากไม่อยากทานกากใยที่ถูกปั่นจนละเอียด ให้ใช้วิธีกรองเอาแต่น้ำมาดื่ม แต่วิธีนี้อาจทำให้คุณค่าทางโภชนาการลดลงไปจากเดิมได้

ภาพ ร้านฌานา

ได้รู้จักประโยชน์ดีๆ ที่ชวนให้หลงรักเจ้าจิงจูฉ่ายกันแล้วก็ลองไปหาทานกันดู จะเลือกแบบซื้อจากตลาดมาทำอาหารทานเอง หรือหาทานตามร้านต่างๆ ที่ใช้จิงจูฉ่ายมาเป็นส่วนประกอบในการทำอาหาร เช่น ร้านต้มเลือดหมู หรือถ้าจะหาทานจิงจูฉ่ายในร้านขึ้นห้าง ไปกันได้ที่ “ฌานา” ร้านอาหารสุขภาพใจกลางห้างสยามเซ็นเตอร์ ที่นำเอาจิงจูฉ่ายออร์แกนิคมาใช้เป็นส่วนประกอบของหม้อซุปสมุนไพร เมนูซิกเนเจอร์ประจำร้าน มีให้เลือกทั้งแบบซุปไก่สมุนไพร และซุปแซ่บสมุนไพร ช่วยเพิ่มรสชาติความอร่อยและสารพัดคุณประโยชน์ แถมกินแล้วสบายใจหายห่วงเพราะปลอดสารพิษ นอกจากนี้ ร้านฌานายังมีการนำจิงจูฉ่ายมาสกัดเย็นพร้อมกับผลไม้กับเมนูเครื่องดื่ม Cold Pressed Juice รสชาติ Charna Longevity ดื่มแล้วสดชื่น ดีต่อใจและดีต่อร่างกายแน่นอน หากอยากลองลิ้มชิมรสชาติจิงจูฉ่าย เพื่อประโยชน์ต่อร่างกายแวะไปได้ที่ร้านฌานา ได้ที่ชั้น 2 ศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่ 10.00–21.00 น.

มือตบไทยดังก้องโลก สื่อต่างประเทศกว่า100รายการแห่ถ่ายทำอาชีพแปลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/586563

  • วันที่ 17 เม.ย. 2562 เวลา 07:50 น.

มือตบไทยดังก้องโลก สื่อต่างประเทศกว่า100รายการแห่ถ่ายทำอาชีพแปลก

มือตบสรีระ กุ้ง เขมมิกา โด่งดังทั่วโลก สื่อมวลชนต่างประเทศกว่า 100 รายการ แห่ถ่ายทำอาชีพภูมิปัญญาไทย พร้อมมอบถ้วย โล่ และใบประกาศการันตี เจ้าตัวเผย ล่าสุด เจ้าหน้าที่นาซ่า ลงทุนบินมาเพื่อดูหน้า และถ่ายรูปคู่ ขณะที่ ทีวีจีน ขน 150 ชีวิต มาถ่ายรายการ

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก บ้านเลขที่ 90 ซอยรามอินทรา 65 ซึ่งเป็นบ้านพักและตำหนักความงามของ กุ้ง เขมมิกา ณ สงขลา มือตบชื่อดัง ผู้สร้างตำนานตบมากว่า 30 ปี ทั้งตบนม ตบหน้า ตบปรับสรีระ ตบไหล่ ตบขา และปัจจุบันได้พัฒนาไปสู่การต่อยตูด ที่กำลังโด่งจนได้รับการยอมรับจากสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงพลิกฟื้นวิชานวดนม ซึ่งเป็นศาสตร์แรกที่เธอได้เรียนมาจากยายพลอย ขึ้นมาอีกครั้ง

วันนี้ชื่อของ กุ้ง เขมมิกา ดังไปทั่วโลก รายการทีวี เว็ปไซต์ และหนังสือพิมพ์ชื่อดังจากทั่วโลก มาทำข่าวอาชีพภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น จนกุ้ง เขมมิกา ได้รับฉายาจาก สำนักข่าวรอยเตอร์ว่าเป็น “หนึ่งเดียวในไทย หนึ่งเดียวในโลก” “Madam breast slapper” สื่อจากประเทศอิสราเอลให้ฉายา “Angle Thailand” และ เวสนา นักร้องดังจากมอนเตรนิโกร ให้ฉายา “นางฟ้าแห่งศาสตร์การตบ”

กุ้ง เขมมิกา บอกว่า ในแต่ละวัน เธอจะรับโทรศัพท์จาก ล่ามซี่งประสานมาขอถ่ายทำรายการ ล่าสุด ก็มีทีมงานจาก รายการทีวีจากประเทศจีน ขนทีมงานกว่า 150 ชีวิต ขนาดเช่ารถสุขามาเอง เพื่อถ่ายทำรายการ และที่น่าทึ่งคือ ผู้ที่ปล่อยกระสวยอวกาศ ขององค์การนาซ่า ก็เดินทางมาแค่ขอดูหน้า และได้พูดคุยกับตน และบอกว่า กุ้ง เขมมิกา มีชื่อเสียงโด่งดังมาก ทั้งในยุโรป อเมริกา และเอเชีย ดารา นักร้อง นางแบบ พิธีกร เน็ตไอดอล เจ้าของรายการโทรทัศน์ ที่มีชื่อเสียง ก็ล้วนแต่เดินทางมาแล้วทั้งสิ้น ทั้งถ่ายทำรายการ และมาเป็นลูกค้าเพื่อใช้บริการ “ทุกครั้งที่จะเดินทางมาถ่ายรายการ ก็จะมีการประสานไปทาง กระทรวงการท่องเที่ยวฯ โดยทางกระทรวงฯ ก็จะส่งเจ้าหน้าที่มาดูแลสังเกตการณ์ตลอด ส่วนในประเทศไทย ดารา นักร้อง พิธีกร แม้แต่นักการเมือง ที่ต้องการ ปรับโหงวเฮ้ง ก็ยังเดินทางมาอย่างต่อเนื่อง” กุ้ง เขมมิกา กล่าวอย่างภูมิใจ

สำหรับรายการที่มาถ่ายทำอาชีพของเธอแล้วในรอบ 3 ปี นับร้อยรายการ ซึ่งบางรายการก็มาซ้ำเป็นครั้งที่สองที่สาม เช่น ทีวีฟูจิ NHK สำนักข่าวซินหัว TVB สำนักข่าวรอยเตอร์ เอพี เอเอฟพี ซีเอ็นเอ็น บีบีซี และได้นำเล่มวิจัยตบนม นวดนม ออกสื่อเป็นครั้งแรกกับทีวีรัสเซีย นอกจากนี้ กุ้ง เขมมิกา ยังได้แสดงมิวสิควีดีโอ เกี่ยวกับอาชีพของเธอให้กับนักร้องชื่อดังเวสนา จากประเทศ มอนเตรนิโกร ซี่งเดินทางมาหาเธอทุกปี

กุ้ง เขมมิกา บอกว่า อาชีพของเธอ มีคนพยายามลอกเลียนแบบ และใช้ชื่อไปในการทำมาหากิน แต่สุดท้ายก็อยู่ไม่ได้ คำว่าต้นตำรับ ที่จะเป็นตำนานนั้น จะต้องยึดมั่นในกฎหลายอย่าง ตนในฐานะที่เปิดสอนลูกศิษย์ไม่กี่คนและตั้งค่าเรียนไว้สูงลิ่ว เพื่อต้องการคัดคนที่ใช่จริง ๆ บางรายมีเงินมากองก็ไม่สามารถเรียนได้ เนื่องจากดูแล้วว่าไม่สามารถจะควบคุมให้อยู่ในกฎได้ “ทุกรายการที่มาถ่ายทำ กุ้งได้ถ่ายรูป ถ่ายคลิปเก็บไว้ทั้งหมด แต่บางรายไม่สามารถเผยแพร่ได้เนื่องจากติดลิขสิทธิ์” นักตบชื่อดัง กล่าว

เริ่มวันทำงานฉบับรูทีน รับมืออาการซึมเซาหลังหยุดยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/585686

  • วันที่ 17 เม.ย. 2562 เวลา 07:30 น.

เริ่มวันทำงานฉบับรูทีน รับมืออาการซึมเซาหลังหยุดยาว

ผ่านพ้นช่วงวันหยุดยาวมา เชื่อว่าหลายคนอาจขาดพลังในการทำงานเพราะยังอินกับช่วงวันหยุดสุดมันส์ ซึ่งหากปล่อยไว้แบบนี้คงไม่ดีแน่ ลองมาดูเคล็ดลับจัดการอาการซึมเซาหลังวันหยุดยาวที่สามารถเก็บไว้ใช้ได้กับทุกช่วงเทศกาล

1.ปรับโหมดปกติอย่างรวดเร็ว: หลังกลับจากท่องเที่ยว เมื่อถึงบ้านให้รีบนำข้าวของออกจากกระเป๋าทันที ปรับนาฬิกาข้อมือให้กลับมาอยู่ในเขตเวลาเดิม ออกไปซูเปอร์มาร์เก็ต ซื้อของกินของใช้ให้พร้อมเข้าสู่โหมดปกติ ยิ่งเรารู้สึกถึงความสะดวกสบายและความเป็นระเบียบเรียบร้อยในช่วงที่กลับถึงบ้านมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้การกลับสู่โหมดการใช้ชีวิตปกติเป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้นเท่านั้น

2.ค่อยๆ เข้าโหมดการทำงาน: หลีกเลี่ยงการทำงานเป็นบ้าเป็นหลังทันทีที่กลับมาถึง แต่ให้ทำแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยทำรายการสิ่งที่ต้องทำให้สมเหตุสมผลจนสามารถสะสางงานต่างๆ ได้ตามกำหนด นอกจากนี้ การเลือกกลับมาทำงานในช่วงกลางสัปดาห์ก็ฟังดูน่าสนใจไม่น้อย เพราะเท่ากับว่าวันหยุดสุดสัปดาห์อยู่ไม่ไกล

3.อย่าอุดอู้อยู่ในห้อง: หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้การเดินทางนำไปสู่ความสุขใจนั้นเป็นเพราะเราได้ใช้เวลาท่ามกลางแสงแดดแทนที่จะอุดอู้อยู่แต่ในห้องทั้งวัน และแม้ว่าเราอาจไม่สามารถไปเดินเลียบชายหาดได้ แต่อย่างน้อยลองไปเดินเล่นเป็นระยะทางสั้นๆ แถวออฟฟิศวันละครั้งก็ยังดี

4.ดูว่ามีอะไรให้ตั้งตาคอยบ้าง: การจดบันทึกในไดอะรี่ถึงสิ่งดีๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น เป็นวิธีในการรับมือกับความซึมเซาหลังช่วงเทศกาลได้อย่างยอดเยี่ยม แม้สิ่งที่ตั้งตาคอยอาจจะไม่ใช่อะไรที่ยิ่งใหญ่หรือเลิศเลอ เช่น การไปพักผ่อน ดูหนัง หรือนัดกินข้าวกับเพื่อน

5.ติดต่อกับคนรอบข้าง: แม้ว่าการเก็บตัวอยู่คนเดียวจะฟังดูน่าสนใจ แต่แท้จริงแล้วการออกไปพบเจอครอบครัวและเพื่อนฝูงนั้นเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยให้เราได้นึกถึงสิ่งที่ชอบเวลาอยู่บ้าน รวมทั้งยังช่วยให้เรากลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้อย่างรวดเร็ว

6.อย่าลืมดูแลตัวเอง: พักผ่อนให้เต็มที่ กินอาหารที่มีประโยชน์ และกลับไปออกกำลังกายเป็นประจำตามเดิม ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ผู้คนมักมองข้ามแต่กลับมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพองค์รวมของเรา

7.จดจำและระลึกถึงความทรงจำดีๆ: รักษาความทรงจำดีๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงของการเดินทางให้คงอยู่ต่อไป โดยบอกเล่าเรื่องราวช่วงเวลาดังกล่าว เปิดดูรูป หรือนำรูปถ่ายไปใส่กรอบ

8.ทำอะไรใหม่ๆ: ตั้งเป้าหมายใหม่ เช่น หางานอดิเรกใหม่ๆ ทำ เรียนภาษา หรือทำสิ่งที่เราสนใจมาสักระยะหนึ่ง โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนอะไรมากมายกับสิ่งเหล่านี้ แต่มันกลับทำให้รู้สึกดีได้อย่างเหลือเชื่อ

9.วางแผนวันหยุดครั้งต่อไป: หนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการเอาชนะความซึมเซาหลังช่วงเทศกาล คือการวางแผนทริปถัดไป แม้จะเป็นทริปที่อีกนานกว่าจะออกเดินทางก็ตาม แต่การวางแผนทริปวันหยุดจะช่วยให้เรามีสิ่งที่ตั้งตาคอย ซึ่งผู้เดินทางเกือบ 8 ใน 10 มักมีความสุขกับการได้เปิดดูภาพถ่ายของจุดหมายต่างๆ และที่พักที่สวยงามในช่วงก่อนการเดินทางทริปนั้น

กินอาหารช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ให้เป็นเกราะป้องกันมลพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/586358

  • วันที่ 16 เม.ย. 2562 เวลา 16:00 น.

กินอาหารช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ให้เป็นเกราะป้องกันมลพิษ

เมื่อต้องอยู่กับฝุ่นละอองและมลภาวะ จะต้องกินอย่างไรให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกัน

ถึงแม้ปัญหาฝุ่นละอองจิ๋ว PM2.5 เริ่มเบาบางลงแล้ว แต่อากาศในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ในบ้านเราก็ยังมีมลพิษให้สูดดมกันทุกวัน แน่นอนว่าเราต่างได้รับผลกระทบนี้กันไปเต็มๆ หนึ่งในวิธีที่จะดูแลตัวเองให้มีสุขภาพดีได้ คือการกินอาหารที่มีประโยชน์ ช่วยเสริมภูมิร่างกายให้แข็งแรงเพื่อต้านมลพิษ มาดูกันเลยดีกว่าว่าอาหารที่ว่านี้มีอะไรบ้าง

ผักตระกูลกะหล่ำ ได้แก่ บร็อกโคลี่ กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก คะน้า กวางตุ้ง ผักกาดขาว ล้วนอุดมด้วยสารอาหารและวิตามินหลายชนิด โดยเฉพาะสารซัลโฟราเฟนที่ช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย จึงลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งปอดจากฝุ่นพิษ และยังช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงด้วย

ผลไม้มากวิตามินซี นอกจากช่วยบำรุงผิวพรรณ ผลไม้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เสริมภูมิร่างกายให้แข็งแรง และยังช่วยขับสิ่งแปลกปลอมออกจากร่างกายที่อาจได้รับจากปัญหามลพิษ บรรเทาอาการภูมิแพ้และทำให้ปอดแข็งแรงขึ้น พบมากในผลไม้จำพวกฝรั่ง กีวี มะขามป้อม ส้มโอ มะละกอสุก มะนาว ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่

ปลาและอาหารทะเล เป็นอาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 สูง ช่วยเสริมสร้างผนังเซลล์ในร่างกายจึงอาจมีส่วนช่วยดูแลสุขภาพจากผลกระทบของฝุ่นพิษได้ พบได้ในปลาทะเลและปลาน้ำจืดบางชนิด เช่น ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ปลาทู ปลากะพงขาว ปลาดุก ปลาช่อน กุ้ง หอย รวมถึงน้ำมันปลา ซึ่งการกินปลาด้วยวิธีต้ม แกง หรือนึ่งจะได้ประโยชน์ที่สุดเพราะโอเมก้า 3 จะสูญสลายหากผ่านความร้อนสูงๆ เช่นการทอด

ผักผลไม้สีส้ม-เหลือง-แดง เต็มไปด้วยวิตามินเอและเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยเสริมระบบทางเดินหายใจและระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง โดยเฉพาะเสริมประสิทธิภาพการทำงานของปอดให้ดีขึ้น พบมากในกลุ่มผักผลไม้ที่มีสีส้ม สีเหลือง และสีแดง เช่น ฟักทอง มะเขือเทศ แครอท มันเทศ มันหวาน มะละกอ ข้าวโพด รวมถึงผักใบเขียวเข้มอย่างผักบุ้งและตำลึงก็ช่วยต้านฤทธิ์ฝุ่นจิ๋วได้

ธัญพืชต่างๆ เช่น ถั่ว งา เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง เม็ดแมงลัก เรื่อยไปถึงขนมปังโฮลวีต ซีเรียลชนิดโฮลเกรน ล้วนมีส่วนช่วยดูแลสุขภาพได้เช่นกันเพราะมีคุณค่าทางอาหารสูง บางชนิดนอกจากจะให้กรดโอเมก้า 3 เช่นเดียวกับเนื้อปลาแล้ว ยังมีวิตามินอีซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นเยี่ยมที่ช่วยชะลอการเสื่อมสมรรถภาพของเซลล์และปกป้องปอดจากมลพิษได้

แต่งปากสีแมตต์อย่างไรไม่ให้ตกร่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/586383

  • วันที่ 15 เม.ย. 2562 เวลา 15:00 น.

แต่งปากสีแมตต์อย่างไรไม่ให้ตกร่อง

ผู้หญิงกับสีปากสวยติดทนทั้งวันเป็นสิ่งที่ขาดกันไม่ได้ ‘ลิปเนื้อแมตต์’ จึงเกิดมาเพื่อช่วยสาวๆ ที่อยากมีเรียวปากสวยตลอดทั้งวัน แต่ปัญหาที่รู้กันคือ “มันตกร่อง” แล้วจะแก้เรื่องนี้อย่างไร ไปดูเลย

สครับปากสำหรับสาวๆ ที่ชื่นชอบสีแมตต์เก๋ๆ แต่กลัวเนื้อสีตกร่องเพราะริมฝีปากแห้ง ลองทำสครับปากง่ายๆ ด้วยการทาปากด้วยปิโตรเลียมเจลหรือลิปมันเนื้อฉ่ำๆ แล้วใช้แปรงเด็กขนนุ่มขัดที่ริมฝีปากเบาๆ จากนั้นล้างออกด้วยน้ำเปล่า แล้วใช้ผ้าขนหนูซับให้แห้ง

เลือกสีให้ถูกลองสีที่เหมาะกับเฉดผิวตั้งแต่อยู่ที่เคาน์เตอร์เครื่องสำอาง หากเลือกสีอ่อนไปจะทำให้หน้าขาวซีด แต่ถ้าเลือกสีดาร์กเกินไปจะดูเป็นสาวนักสูบ สีส่วนใหญ่ที่ทาแล้วรอดก็คือเฉดน้ำตาล สีอมแดง อมส้ม และอมชมพู เข้ากับสีผิวของสาวไทยที่มีผิวขาวเหลือง จึงทำให้หน้าไม่ซีดและไม่โดดจากผิว

พกลิปบาล์มช่วงอากาศแห้งในฤดูหนาว สิ่งที่สาวๆ ควรมีติดกระเป๋าคือลิปบาล์มเนื้อแวกซ์ดีๆ สักแท่ง สำหรับสาวที่มีพื้นปากแห้งเป็นทุนเดิม ควรทาลิปบาล์มก่อนทาลิปแมตต์เพื่อป้องกันไม่ให้สีแมตต์ติดร่องปาก

แปรงทาปากสำหรับผู้ที่ต้องการความเนี้ยบในการทาปาก ควรใช้แปรงทาปากในการเติมมุมปากและหยักปาก หรือควรเลือกหัวแปรงที่ติดมากับลิปแมตต์ที่เป็นหัวแหลมเพื่อการเกลี่ยให้ทั่วปากได้ง่าย

ไฮไลต์หากต้องการเพิ่มความเด้งหรือมิติให้เรียวปาก เสียเวลาอีกนิดด้วยการแต้มไฮไลท์หรืออายแชโดว์ผสมชิมเมอร์สีอ่อนๆ ลงที่กึ่งกลางปากล่าง จะช่วยให้ปากดูเต็ม สำหรับเคล็ดลับการทาชิมเมอร์ให้เข้ากับปากคือ ทาชิมเมอร์สีทองลงบนลิปสติกสีโทนแดงและนู้ด ส่วนลิปโทนชมพูและม่วงให้ใช้ชิมเมอร์โทนสีเงิน

สงกรานต์ผิวไหม้ ทำไงต่อ? รวมวิธีฟื้นฟูผิวให้กลับมาสุขภาพดีด้วยตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/586362

  • วันที่ 14 เม.ย. 2562 เวลา 08:30 น.

สงกรานต์ผิวไหม้ ทำไงต่อ? รวมวิธีฟื้นฟูผิวให้กลับมาสุขภาพดีด้วยตัวเอง

เที่ยวสงกรานต์สุดมันส์แบบไม่หวั่นแสงแดด แล้วผิวหนังไหม้เป็นรอยแดง ลองใช้วิธีฟื้นฟูผิวให้กลับมาสุขภาพดีด้วยตัวเองง่ายๆ ดังนี้

  1. ทาผิวด้วยว่านหางจระเข้ จากงานวิจัยพบว่าเนื้อวุ้นใสในว่านหางจระเข้ช่วยรักษาโรคสะเก็ดเงิน โรคผิวหนังอักเสบ ผิวแห้งแตก ผิวถลอก และช่วยบรรเทาอาการผิวไหม้แดดที่ไม่รุนแรงมากได้ โดยใช้เนื้อว่านหางจระเข้ หรือเจลที่มีส่วนผสมของว่านหางจระเข้ 100 เปอร์เซ็นต์ ทาลงบนผิวไหม้แดดเพื่อลดอาการอักเสบจากการถูกแดดเผา
  2. บำรุงผิวให้ชุ่มชื้น ควรใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ให้ความชุ่มชื้นเพื่อป้องกันไม่ให้ผิวลอก โดยเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวแพ้ง่ายทาลงบนผิวบริเวณที่ไหม้หลังอาบน้ำ ซึ่งครีมบำรุงผิวจะช่วยกักเก็บความชุ่มชื้น ลดอาการระคายเคือง และฟื้นฟูให้ผิวไหม้แดดหายเร็วขึ้น
  3. ประคบผิวด้วยชาดอกคาโมมายล์ นอกจากจะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายแล้ว ชาดอกคาโมมายล์ยังมีสรรพคุณช่วยบรรเทาผิวไหม้แดดได้อีกด้วย โดยแช่ผงชาในน้ำร้อนแล้วทิ้งไว้ให้เย็น จากนั้นใช้ผ้าขนหนูสะอาดจุ่มลงในน้ำชา นำผ้านั้นมาประคบผิวบริเวณที่ไหม้ แต่ผู้ที่แพ้เกสรดอกไม้ไม่ควรรักษาด้วยวิธีนี้ เพราะอาจทำให้ผิวเกิดอาการแพ้ได้
  4. แช่น้ำเย็น การใช้น้ำเย็นช่วยลดอาการอักเสบจากการสัมผัสแดดเป็นเวลานานได้ โดยอาจลองแช่ตัวในน้ำทะเลขณะพักผ่อนริมชายหาด แช่ตัวในอ่างอาบน้ำ หรือแช่ตัวในสระว่ายน้ำเพื่อบรรเทาอาการผิวไหม้แดด แต่ควรหลีกเลี่ยงสระว่ายน้ำที่มีสารคลอรีน เพราะอาจทำให้ผิวระคายเคืองและเกิดการอักเสบมากกว่าเดิมได้ นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำแข็งประคบลงบนผิวบริเวณที่ไหม้แดด เนื่องจากความเย็นของน้ำแข็งจะทำลายผิวจนทำให้ผิวเสียมากขึ้น
  5. แช่ตัวในน้ำที่ผสมสารบำรุงผิว การแช่ตัวในอ่างอาบน้ำที่ผสมด้วยเบกกิ้งโซดา 2-3 ช้อนโต๊ะ หรือข้าวโอ๊ต 1 ถ้วย เป็นเวลา 15-20 นาที จะช่วยบรรเทาและฟื้นฟูผิวไหม้แดดได้ หลังขึ้นจากน้ำควรซับผิวให้แห้งเบา ๆ ด้วยผ้าขนหนูสะอาด และไม่ควรใช้เบกกิ้งโซดาหรือข้าวโอ๊ตขัดผิวโดยตรง เพราะอาจทำให้ผิวอักเสบและมีอาการแย่ลงได้ นอกจากนี้ มีงานวิจัยที่พบว่าการเจือจางน้ำส้มสายชูในอ่างอาบน้ำช่วยบรรเทาอาการแสบจากผิวไหม้แดดได้ แต่อีกงานวิจัยหนึ่งกลับระบุว่า น้ำส้มสายชูอาจทำให้อาการผิวไหม้แดดแย่ลงได้เนื่องจากน้ำส้มสายชูมีฤทธิ์เป็นกรด ดังนั้น หากไม่เคยใช้น้ำส้มสายชูกับแผลที่มีขนาดเล็กและไม่รุนแรงมาก่อน ควรหลีกเลี่ยงการรักษาผิวไหม้แดดที่มีขนาดใหญ่และมีความรุนแรงมากด้วยวิธีนี้
  6. ดื่มน้ำมากๆ ผิวต้องการความชุ่มชื้นเพื่อซ่อมแซมและฟื้นฟูตนเอง ดังนั้น ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพื่อให้เพียงพอต่อการทำงานของร่างกายและการฟื้นฟูสภาพผิว นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มบางประเภท เช่น โซดา กาแฟ และเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้อาจทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำได้
  7. สวมเสื้อผ้าหลวมๆ ขณะที่เซลล์ผิวกำลังซ่อมแซมตัวเองหลังไหม้แดด ควรใส่เสื้อผ้าหลวม ๆ ที่ไม่รัดติดผิวมากเกินไป เพื่อให้ผิวหนังได้ฟื้นฟูสภาพผิวเต็มที่และไม่เกิดการระคายเคืองจากการเสียดสี ซึ่งวัสดุจากเส้นใยธรรมชาติ เช่น เส้นใยฝ้ายหรือใยไผ่ จะช่วยป้องกันการระคายเคืองของผิวหนังบริเวณที่ไหม้แดดได้
  8. ห้ามเจาะตุ่มน้ำบนผิว ตุ่มน้ำที่เกิดขึ้นจากผิวไหม้แดดจะทำหน้าที่คล้ายพลาสเตอร์ยา โดยจะช่วยป้องกันผิวด้านล่างไม่ให้เกิดการระคายเคือง ดังนั้น ควรปล่อยให้ตุ่มน้ำแตกออกเองตามธรรมชาติ หากผิวหนังที่พองออกนั้นฉีกขาด ให้ใช้ปิโตรเลียมเจลลี่ทาลงบนผิวบริเวณนั้น 2-3 ครั้ง/วัน เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น แล้วปิดผิวด้วยพลาสเตอร์ อย่างไรก็ตาม ตุ่มน้ำจากผิวไหม้แดดอาจเพิ่มความเสี่ยงการเกิดมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของเซลล์เม็ดสีเมลานิน ดังนั้น ควรแจ้งให้แพทย์ผิวหนังทราบหากเคยมีตุ่มน้ำพองขึ้นหลังการออกแดด และควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหามะเร็งผิวหนังเป็นประจำทุกปี
  9. หลีกเลี่ยงการออกแดดจนกว่าผิวจะหายดี เนื่องจากผิวไหม้แดดจะไวต่อแสง ซึ่งทำให้ผิวบอบบางและเกิดการระคายเคืองได้ง่าย ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการออกแดกขณะมีผิวไหม้แดด หากจำเป็นต้องออกไปกลางแจ้งควรทาครีมกันแดดก่อนออกแดดเสมอ และสวมใส่เสื้อผ้าที่สามารถป้องกันแสงแดดได้ดี

ระวัง 4 อาการที่มาพร้อมกับแดด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/586344

  • วันที่ 13 เม.ย. 2562 เวลา 14:00 น.

ระวัง 4 อาการที่มาพร้อมกับแดด

แม้ว่าคนไทยจะคุ้นชินกับสภาพอากาศและอุณหภูมิที่สูงขึ้นในช่วงหน้าร้อน แต่ก็ต้องระวังสุขภาพเป็นพิเศษ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข คาดการณ์ฤดูร้อนปีนี้จะมีผู้ป่วยโรคลมแดด หรือฮีทสโตรก เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว และมากสุดในเดือน เม.ย.-พ.ค. พร้อมเตือนให้ระวัง 4 อาการที่มาพร้อมกับแดดแรงๆ อากาศร้อนอบอ้าว

1.ลมแดด (ฮีทสโตรก)

คือภาวะวิกฤตที่ร่างกายไม่สามารถปรับตัวหรือควบคุมระดับความร้อนในร่างกายได้ ซึ่งเกิดจากมีความร้อนในสิ่งแวดล้อมสูงจนร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนได้ตามปกติ พบได้บ่อยในผู้ที่ทำงานกลางแจ้งเป็นเวลานาน นักกีฬา หรือทหาร โดยจะรู้สึกอ่อนเพลีย หน้ามืด หากมีอาการรุนแรงจะตัวร้อนจัด เหงื่อไม่ออก คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ เป็นลม อาจถึงแก่ชีวิตได้

2.เพลียแดด

มีอาการคล้ายลมแดด แต่อาจจะยังไม่ถึงขั้นมีอาการชักหรือเป็นลมล้มพับ อาการเพลียแดดสามารถเป็นได้ตั้งแต่ปวดศีรษะ มึนหัว บ้านหมุน หน้ามืด อ่อนเพลีย หมดแรง คลื่นไส้ ถึงจะยังไม่หมดสติแต่การขาดสติสัมปชัญญะไปบางส่วนอาจเกิดอันตรายระหว่างทำงานหรือทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น เพลียแดดระหว่างทำงานกับเครื่องจักรกลหรือระหว่างขับรถ

3.ผิวหนังไหม้เกรียมแดด

บางครั้งงานหรือกิจกรรมความสนุกอาจทำให้เราลืมดูแลผิว และไม่ได้ทาครีมกันแดด ซึ่งต่อมาก็จะเป็นสาเหตุของผิวหนังไหม้เกรียมแดด ผิวลอก แสบ นอกจากเจลเย็นๆ แก้ผิวไหม้ที่มีขายแล้ว ว่านหางจระเข้ก็ช่วยทำให้ผิวดีขึ้นได้ แต่ดีที่สุดคือการป้องกันด้วยเสื้อผ้า หมวก หรือแว่นตา

4.ตะคริวแดด

สำหรับนักวิ่งหรือคนที่ชอบวิ่งออกกำลังกาย ลักษณะอาการเหมือนกับตะคริวธรรมดา กล้ามเนื้อกระตุก เกร็งและรู้สึกปวด เจ็บในบริเวณที่เป็นตะคริวมากจนวิ่งต่อไปไม่ไหว อาการตะคริวที่พบมักเป็นช่วงขา แขน และหลัง หากมีอาการตะคริวแดดให้หยุดวิ่ง อยู่นิ่งๆ แล้วค่อยๆ ดื่มน้ำ หรือดื่มน้ำผลไม้ เพื่อลดอุณหภูมิร่างกาย ชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่เสียไป