ปั้นหุ่นให้ฟิตด้วย‘โบซู่บอล’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/578382

  • วันที่ 28 ม.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

ปั้นหุ่นให้ฟิตด้วย‘โบซู่บอล’

เรื่อง ภาดนุ ภาพ ฟิตเนส เฟิร์สท

เริ่มต้นปีใหม่มานี้ เชื่อว่ามีหลายคนตั้งเป้าหมายว่าจะมีสุขภาพที่ดีและรูปร่างที่ฟิต & เฟิร์มขึ้น แน่นอนว่า “สุขภาพที่ดี” ทำได้ไม่ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้เรามีทางเลือกในการออกกำลังกายมากขึ้น อย่างฟิตเนสที่เปิดบริการให้ผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกาย หรือเหล่าบรรดาสายฟิตทั้งหลายได้มาทดสอบหรือท้าทายตัวเองจากการเข้าคลาสต่างๆ อีกทั้งมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นออกกำลังกายก็สามารถที่จะมาเริ่มต้นสุขภาพดีได้ที่ฟิตเนสเช่นกัน

เมื่อคุณมาออกกำลังกายที่คลับโดยการเข้าคลาสแล้ว อุปกรณ์ต่างๆ ที่คลับเตรียมไว้ให้ เราก็ไม่อยากให้คุณมองข้าม เพราะอุปกรณ์บางอย่างนอกจากช่วยให้คุณเผาผลาญไขมันส่วนเกินได้แล้ว ยังช่วยพัฒนากล้ามเนื้อและฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อย่างดีอีกด้วย

ครั้งนี้เราขอแนะนำอุปกรณ์ออกกำลังกายที่เล่นได้ไม่ยากอย่าง โบซู่บอล (Bosu Ball) ลักษณะเป็นลูกบอลครึ่งวงกลมที่มีความนุ่มนิ่ม ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งสองด้าน

ท่าแรกที่แนะนำคือ การบาลานซ์ช่วงขา เริ่มต้นให้ทำความคุ้นเคยกับโบซู่บอล โดยการลองเหยียบขึ้นลงอย่างเป็นธรรมชาติก่อน หากเริ่มคุ้นเคยแล้ว ลองสลับด้านข้างโดยการจัมพ์ สลับขา โดยขาอีกด้านอยู่บนบอล และใช้มือเป็นตัวบาลานซ์ โดยใช้การย่อร่วมด้วยเวลาสลับขา จึงเป็นการได้ใช้กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวและกล้ามเนื้อต้นขาไปพร้อมกันด้วย

หากเริ่มท่าแรกได้แล้ว ในท่าที่สอง เป็นท่าที่เน้นการบาลานซ์ช่วงอก อัพเปอร์ บอดี้ (Upper Body) ให้สลับบอลเป็นอีกด้านโดยให้ด้านเรียบอยู่ด้านบน จากนั้นใช้มือจับที่ขอบของโบซู่บอล และเช็กแขนขวาและซ้ายให้บาลานซ์ เมื่อได้จังหวะแล้วให้เริ่มวิดพื้น ส่วนผู้ที่เริ่มต้นออกกำลังกาย สามารถวางเข่าได้ พร้อมกับวิดพื้นไปด้วย จะเห็นว่าการออกกำลังกายท่านี้จะเน้นการใช้กล้ามเนื้อส่วนอกและหัวไหล่อย่างเต็มที่

เมื่อฝึกออกกำลังกายแบบบาลานซ์แล้ว โบซู่บอลยังสามารถใช้ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอได้เช่นกัน โดยใช้ท่าโอเวอร์เฮดเพรส โดยการยกโบซู่บอลขึ้นเหนือศีรษะ จากนั้นยกลงมาไว้ที่ช่วงอก และวางโบซู่บอลลงพื้น โดยให้ด้านเรียบอยู่ด้านบน พร้อมกับวิดพื้น ทำท่านี้ประมาณ 10 ครั้ง ก็จะเห็นผลในเรื่องการคาร์ดิโอ

จะเห็นว่าโบซู่บอลสามารถฝึกได้หลายอย่าง ทั้งฝึกกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว ฝึกบาลานซ์ร่างกาย และยังสามารถเพิ่มในส่วนของการคาร์ดิโอได้ด้วย ซึ่งหากคุณเล่นอุปกรณ์ตัวนี้เป็นประจำ ไม่เพียงแต่จะได้ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น แขน ขา หน้าท้อง หลัง ไหล่ แขน สะโพกเอว เข่า และข้อเท้าเท่านั้น แต่มันยังช่วยพัฒนาบุคลิกภาพให้ดีขึ้นอีกด้วย

ผู้ที่สนใจการออกกำลังกายแบบสนุกสนาน หรือเน้นความบาลานซ์ อย่าลืมใช้โบซู่บอลเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ในการออกกำลังกายของคุณ ที่สำคัญโบซู่บอลยังมีความปลอดภัยในการใช้ออกกำลังกายด้วย อยากบอกว่า ฟิตเนส เฟิร์สท มีอุปกรณ์ตัวนี้ให้บริการอยู่ทุกสาขาเลยล่ะ รู้ถึงประโยชน์ของโบซู่บอลแบบนี้แล้ว ครั้งหน้าก็อย่าลืมหยิบมาเล่นกันล่ะ!!

ฟิต & เฟิร์ม แบบ กาย รัชชานนท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/578322

  • วันที่ 27 ม.ค. 2562 เวลา 11:45 น.

ฟิต & เฟิร์ม แบบ กาย รัชชานนท์

เรื่อง ภาดนุ

ถ้าพูดถึงคุณพ่อลูกสามในวงการบันเทิงไทย ที่มีรูปร่างสุดฟิตแอนด์เฟิร์ม แล้วละก็ ชื่อของ กาย-รัชชานนท์ สุประกอบ ต้องติดอยู่ในอันดับต้นๆ ในลิสต์รายชื่อคุณพ่อยังหนุ่ม ที่หุ่นยังฟิตแอนด์ กล้ามล่ำบึ้กอย่างแน่นอน หลังจากเก็บตัวซุ่มเล่นเวตอย่างจริงจังในฟิตเนสอยู่หลายปี ตอนนี้เขาได้กลายเป็นคุณพ่อลูกสามสุดฮอตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ลองไปดูซิว่า เคล็ดลับในการออกกำลังกายให้ได้ผลในแบบฉบับของกายมีอะไรบ้าง

“ต้องเล่าย้อนไปก่อนเลยว่า ช่วงปีที่ผ่านมา ผมกับฮารุต้องบินไปกลับระหว่างเมืองไทยกับเมืองหลวงพระบางของประเทศลาวบ่อยมากๆ เพราะกิจการ ‘เฮือนหลวงพระบาง’ ของเราเพิ่งจะเปิดบริการอย่างเต็มรูปแบบไปได้ไม่นาน เราก็ต้องบินไปดูแลบริหารงานเองทั้งหมดเลยครับ แต่ด้วยความที่ผมและฮารุเป็นประเภทชอบออกกำลังกาย ฉะนั้นวิธีการออกกำลังกายของเราในช่วงที่ผ่านมา จะเป็นการว่ายน้ำหรือจ๊อกกิ้งกันซะมากกว่า เพราะมันคือการออกกำลังกายสองชนิดที่ง่ายที่สุดแล้วครับ

ถ้าถามผมแล้ว ผมว่าเสน่ห์ของการออกกำลังกายก็คือ มันเปรียบเสมือนยาที่ช่วยป้องกันโรค แต่ไม่ใช่ยาเพื่อรักษาโรคนะ ผมว่าการออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดีต่อชีวิตของคนเรามากๆ แต่ต้องอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมนะครับ คือ ถ้าเยอะเกินไปหรือหักโหมเกินไปก็อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการออกกำลังกายทุกชนิดมันดีหมดแหละ เพราะการที่เลือดเราได้สูบฉีด มันก็จะไม่มีไขมันสะสมไปอุดตันในเส้นเลือดหรือถ้ามีก็จะลดน้อยลง แถมยังช่วยให้ระบบการหายใจของเราคล่องตัวขึ้นด้วย ที่สำคัญร่างกายของเราก็แข็งแรงด้วยครับ”

กายบอกว่า นอกจากการออกกำลังกายที่ต้องมีวินัยในตัวเองแล้ว เรื่องอาหารการกินก็ต้องดูแลด้วยเช่นกัน

“เรื่องอาหารเป็นอะไรที่สำคัญมากๆ เลยครับ พูดง่ายๆ ว่า สำคัญพอๆ กัน หรือสำคัญมากกว่าการออกกำลังกายด้วยซ้ำไป ที่จริงมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะส่วนใหญ่คนเราเลือกที่จะรับประทานอาหารตามใจปากตัวเอง อย่างเช่น ของทอด ของหวาน หรือของมัน ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เพราะจะทำให้เราอ้วนหรือน้ำหนักขึ้นได้

แต่ถ้าเราหันมารับประทานอาหารเพื่อสุขภาพจำพวกผักผลไม้ มันก็จะส่งผลดี ทำให้ร่างกายเราแข็งแรงมากขึ้น หรืออย่างบางช่วงที่เราอยากให้ร่างกายดูฟิตแอนด์เฟิร์ม มีกล้าม เราก็ควรเน้นอาหารจำพวกโปรตีนเยอะๆ เลย อาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลก็ควรงดหรือลดปริมาณให้น้อยลง โดยอาจจะมีพวกวิตามินรวมมาเสริมด้วยก็ได้”

กายทิ้งท้ายฝากข้อคิดสำหรับคนที่เริ่มหันมาออกกำลังกาย และหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพของตัวเองว่า อยากให้ทุกคนหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพกันเยอะๆ อย่ามองว่าเป็นสิ่งที่ไม่สำคัญ เพราะการออกกำลังกายคือยาวิเศษที่ช่วยป้องกันเราจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้ หากสุขภาพของคุณไม่ดี ต่อให้มีเงินทองมากมายเท่าไร ก็ไม่สามารถซื้อสุขภาพที่ดีของเราไว้ได้

“ปัจจุบันนี้ผมว่าพวกเราโชคดีที่มีกีฬาหลากหลายชนิดให้เลือกเล่นได้ตามใจชอบ ที่ผ่านมากีฬาที่ผมชอบเล่นก็คือการว่ายน้ำและการจ๊อกกิ้ง ซึ่งเป็นอีกสองชนิดกีฬาที่ทุกคนสามารถทำได้ง่ายๆ ไม่ยากเย็นเลย แต่ล่าสุดนี้ผมหันมาชอบการเข้าฟิตเนสเล่นเวตมากที่สุด เพราะช่วยสร้างกล้ามเนื้อให้ฟิตแอนด์เฟิร์ม ทำให้หุ่นดูเท่และน่ามองมากยิ่งขึ้นไปอีก ผมหันมาเล่นเวตจริงจังตั้งแต่เดือน ส.ค.ของปีที่แล้ว ตอนนี้ก็เริ่มบึ้กขึ้น มีกล้ามเนื้อมากขึ้น จนหลายคนเริ่มชมว่าผมหุ่นดี จากนี้ผมก็คงเล่นเวตต่อไปเรื่อยๆ ครับ เพราะการออกกำลังกายมีแต่ให้ผลดีต่อสุขภาพของเราครับ”…ติดตามที่ IG : guyratchanont 

พรรณษร ปฐมาภินันท์ ความสุขบนวิถีสโลว์ไลฟ์ที่สวนผึ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/578319

  • วันที่ 27 ม.ค. 2562 เวลา 11:38 น.

พรรณษร ปฐมาภินันท์ ความสุขบนวิถีสโลว์ไลฟ์ที่สวนผึ้ง

เรื่อง ภาดนุ

สาวสวยอดีตดารานักแสดง เอ๋-พรรณษร ปฐมาภินันท์ เป็นอีกคนหนึ่งที่หันหลังให้กับวงการบันเทิงที่เธอเคยโลดแล่น เพื่อเลือกวิถีชีวิตสโลว์ไลฟ์ที่สร้างทั้งความสุขกายและสุขใจให้กับตัวเอง จนพูดได้ว่าเป็นการเลือกเส้นทางชีวิตที่ถูกต้องดีงามสำหรับเธอ

“เดิมทีเอ๋เรียนจบปริญญาตรีด้านสื่อสารมวลชนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง จากนั้นก็เรียนต่อปริญญาโทด้านการตลาดที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี แต่พอเรียนจบแล้วเอ๋ยังไม่เคยมีโอกาสได้ทำงานประจำเลยค่ะ เพราะระหว่างที่เรียนนั้นเอ๋ก็ทำงานในวงการบันเทิงควบคู่ไปด้วย ในช่วงที่เอ๋ยังเป็นวัยรุ่นก็เคยรับทั้งงานละคร ทั้งงานภาพยนตร์เลยค่ะ ด้วยความที่เราเป็นนักแสดง เอ๋จึงไม่ค่อยชินกับการทำงานประจำ และโดยนิสัยส่วนตัวแล้วเอ๋จะไม่ชอบทำงานออฟฟิศเลยค่ะ ดังนั้น เอ๋จึงเริ่มจากการเปิดร้านอาหารญี่ปุ่น โดยเช่าตึกใกล้ๆ บ้าน คือตอนนั้นเอ๋ยังอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่ที่จริงแล้วบ้านเกิดเอ๋อยู่ที่ จ.นครปฐม ค่ะ

ปัจจุบันนี้เอ๋ทำธุรกิจส่วนตัว โดยเปิดร้านเบเกอรี่ชื่อว่า มอร์นิ่ง กลอรี่ เดอะ เบเกอรี่ เฮาส์ (Morning Glory The Bakery House) อยู่ที่ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี บนที่ดินของบ้านแฟน โดยเราย้ายไปอยู่ราชบุรีและไปดูที่กันตั้งแต่แรกเลย แล้วเอ๋มีความชอบส่วนตัวในการทำเบเกอรี่มาก่อนด้วย จึงเปิดร้านนี้มาได้ 5 ปีแล้ว จากนั้นก็เปิดอีกร้านชื่อว่า แกรนด์มา โอเว่น (Grandma’s Oven) ซึ่งอยู่ที่ เดอะ ซีนเนอรี่ วินเทจ ฟาร์ม สวนผึ้ง ด้วยเช่นกัน โดยขายขนมอบเป็นหลัก ล่าสุดคนในชุมชนได้รวมตัวกันเปิดตลาดริมทางโอ๊ะป่อย (ภาษากะเหรี่ยง แปลว่า พักผ่อน) ขึ้นที่สวนผึ้งด้วยค่ะ เนื่องจากเราค้นพบว่าโลเกชั่นนี้มีความเหมาะสมกับการเปิดตลาดมาก โดยมีทั้งภาครัฐและเอกชนช่วยกันส่งเสริมและโปรโมท จนที่นี่กลายเป็นตลาดชุมชนที่เริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมา ล่าสุดเอ๋ยังเปิดร้าน แกรนด์มา โอเว่น อิน เดอะ ฟอเรสต์ (Grandma’s Oven In The Forest) ขึ้นที่ตลาดโอ๊ะป่อยอีกด้วย”

เอ๋บอกว่า ที่ตลาดโอ๊ะป่อยแห่งนี้ เน้นขายสินค้าพื้นถิ่นที่ได้รับการคัดสรรมาเป็นอย่างดีเพื่อลูกค้า สินค้าทุกอย่างต้องผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมการของตลาดและสมาคมท่องเที่ยวสวนผึ้งก่อนเสมอ ซึ่งต้องทำให้สินค้ามีคุณภาพสูงสุดถึงจะได้นำมาวางขายที่ตลาดแห่งนี้ ที่สำคัญจะไม่มีการใช้โฟมหรือถุงพลาสติกในการบรรจุสินค้าด้วย ซึ่งถือเป็นวิถีสโลว์ไลฟ์ของชาวสวนผึ้งที่น่าเลียนแบบ ซึ่งตลาดโอ๊ะป่อยนี้จะอยู่ริมลำธาร มีต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น โดยเปิดเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่ 07.00-14.00 น. มีทั้งของกิน ของใช้ และงานแฮนด์เมดขาย ปัจจุบันถือว่าเป็นตลาดที่กำลังฮิตที่สุดเลยก็ว่าได้

“ในส่วนของร้าน มอร์นิ่ง กลอรี่ เดอะ เบเกอรี่ เฮาส์ ของเอ๋นั้น (เปิดมาได้ 5 ปี) จะเป็นทั้งร้านขนมและร้านกาแฟ เบเกอรี่ในร้านเอ๋จะทำเองทั้งหมดเลย ทั้งขนมสไตล์อังกฤษ ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น ส่วนแกรนด์มา โอเว่น (เปิดได้ 2 ปี) จะเน้นขนมอบ โดยเป็นร้านที่อยู่ห่างจากร้านเดิมไป 7-8 กม. นอกจากนี้เอ๋จะนำขนมอบจากร้านแกรนด์มา โอเว่น ไปขายที่ร้านแกรนด์มา โอเว่น อิน เดอะ ฟอเรสต์ ที่ตลาดโอ๊ะป่อยด้วยค่ะ

เหตุผลที่เอ๋เลือกใช้วิถีชีวิตสโลว์ไลฟ์แบบนี้มาตั้งแต่แรก น่าจะเกิดจากพื้นฐานความชอบส่วนตัวของเอ๋เอง เพราะเอ๋เติบโตที่ต่างจังหวัด ชอบธรรมชาติ ชอบอากาศบริสุทธิ์ ไม่ชอบความวุ่นวาย ชอบเดินเล่นในช่วงเวลาค่ำๆ พอมองท้องฟ้าแล้วเห็นดาว เห็นพระจันทร์ได้ชัดเจน เพราะอยู่ในเมืองมันจะไม่ค่อยเห็น อีกอย่างเอ๋ชอบต้นไม้ ลำธาร และภูเขามาก จึงตั้งใจมาใช้ชีวิตที่สวนผึ้งเพราะมีทุกอย่างที่เราชอบเลยค่ะ อีกอย่างสวนผึ้งยังอยู่ใกล้นครปฐมและใกล้กรุงเทพฯ ด้วย ขับรถไม่นานก็ถึงแล้ว”

เอ๋เสริมว่า การได้มาอยู่ที่สวนผึ้งและมีจังหวะชีวิตที่ช้าๆ หน่อย ทำให้เธอสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระหรือพูดง่ายๆ ว่าสามารถออกแบบชีวิตของตัวเองได้ แถมยังสามารถแบ่งเวลาทำเรื่องที่ตัวเองชอบเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ ได้อีกด้วย

“ทุกวันนี้พอตื่นนอน เอ๋มักจะออกกำลังกายด้วยการวิ่ง 5 กม. แถวๆ บ้าน ซึ่งมันช่วยส่งเสริมสุขภาพเราให้แข็งแรงด้วย ปัจจุบันนี้คนจะรู้จักเอ๋ในฐานะนักปั่นจักรยาน ซึ่งอยู่ในกลุ่มนางฟ้านักปั่น (Team Angel) โดยเอ๋เป็นคนตั้งกลุ่มนางฟ้านักปั่นนี้ขึ้นมา ซึ่งมีที่มาจากการที่เอ๋และเพื่อนๆ ทั้งหมด 5 คน ชอบออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยานตั้งแต่เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา และเมื่อผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย อยากจะทำเป็นคลิปวิดีโอสั้นๆ เพื่อโปรโมทการท่องเที่ยวของผู้หญิงโดยการปั่นจักรยานเที่ยวในจังหวัดต่างๆ ของภาคกลาง พวกเราทั้ง 5 สาวจึงถูกเรียกมาถ่ายคลิปวิดีโอโปรโมทชุดนั้นและถูกเผยแพร่ไปทั่ว คลิปวิดีโอชุดนั้นชื่อว่า ‘นางฟ้าพาปั่น’ แม้จะชื่อทีมแองเจิล แต่บอกเลยว่าพวกเราปั่นกันจริงหรือปั่นแบบโหดๆ เลยค่ะ ตั้งแต่ปั่นจักรยานมา ปีนี้ก็เป็นปีที่ 6 แล้ว พูดได้ว่าสวนผึ้งกลายเป็นสถานที่ปั่นจักรยานแห่งใหม่ในราชบุรีไปแล้ว เนื่องจากอากาศดี แถมรถยังไม่ค่อยเยอะด้วย

มาถึงพาร์ตของการดูแลสุขภาพเรื่องการกินบ้าง ปัจจุบันเอ๋จะปลูกพืชผักสวนครัวกินเองด้วย มันเริ่มต้นมาจากตอนที่เอ๋วิ่งออกกำลังกายแล้วได้ไปเห็น ตำลึง ดอกอัญชัน ดอกขจร ฯลฯ ขึ้นตามธรรมชาติเยอะแยะมากมาย แรกๆ เอ๋ก็เก็บมาทำกับข้าวกินด้วย เพราะเป็นผักที่ปลอดภัย เก็บมาจากธรรมชาติ ไม่มีสารพิษและยาฆ่าแมลงเจือปน จากนั้นเอ๋ก็พัฒนาไปสู่ผักสวนครัวบางชนิดที่สามารถปลูกบนพื้นที่รอบๆ บ้านได้ โดยช่วยกันขุดแปลงผักกับแม่บ้าน แล้วนำเมล็ดพืชมาช่วยกันปลูก เช่น กะเพรา โหระพา รวมทั้งพริก และมะนาว ซึ่งส่วนใหญ่มันจะขึ้นเองเพราะเราโยนเมล็ดทิ้งไว้ นอกจากนี้ยังมีใบยี่หร่าและสะระแหน่อีกด้วย เรียกว่าแทบไม่ต้องซื้อผักกินเลยละ ดอกไม้ที่เราปลูกไว้ เช่น กุหลาบ ก็นำมาตกแต่งจานขนมในร้าน หรือนำมาทำแยมกุหลาบ เป็นต้น ทุกอย่างจะรดน้ำอย่างเดียว จะไม่ใส่ปุ๋ยหรือสารเคมีเลยค่ะ”

เอ๋เล่าอีกว่า เธอชอบบรรยากาศยามเช้าที่เวลาออกไปเดินหรือวิ่ง แล้วมักจะเห็นชาวบ้านนำข้องมาใส่ปลาที่พวกเขาจับได้ตามธรรมชาติ ซึ่งคนเหล่านี้ส่วนใหญ่จะเป็นชาวกะเหรี่ยงที่มาตกปลาหากุ้ง ซึ่งเมื่อได้เห็นก็มีความสุขมากๆ เลยค่ะ

“ตั้งแต่ตัดสินใจมาอยู่ที่สวนผึ้ง ราชบุรี ถ้านับแบบอยู่จริงจัง ก็น่าจะไม่น้อยกว่า 8 ปีแล้วค่ะ ปัจจุบันเอ๋ก็ใช้ชีวิตอยู่กับแฟน ซึ่งเราทั้งคู่มีจุดหมายปลายทางร่วมกัน ว่าเราทั้งคู่จะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ โชคดีว่าได้มาเจอเพื่อนฝูงที่คอเดียวกัน ชอบวิถีสโลว์ไลฟ์เหมือนกัน ก็เลยมีเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่รู้จักกัน ซึ่งเรามักจะช่วยเหลือกันเสมอ เอ๋ว่ามันเป็นชีวิตที่มีความสุขมากๆ อีกอย่างการทำร้านเบเกอรี่และธุรกิจเล็กๆ อื่นๆ มันก็สามารถเลี้ยงชีพของเราได้ดี เพราะเรามีจุดแข็งตรงที่ว่าเบเกอรี่สไตล์ที่เราทำมันไม่เหมือนใคร เมื่อเราทำอะไรที่เป็นซิกเนเจอร์ของเราแล้วมีคนพูดถึง พวกเขาก็มักจะเดินทางมาชิมขนมที่ร้านทั้ง 3 ร้านของเราอยู่ตลอด

ที่จริงเอ๋ก็ไม่ได้เรียนทำเบเกอรี่มาก่อนเลยนะ แต่เอ๋จะชอบทำขนมกินเองและมักลองทำให้เพื่อนๆ กินด้วย เอ๋จึงศึกษาวิธีทำและศึกษารสชาติด้วยตัวเองจนสามารถคิดสูตรเบเกอรี่ของตัวเองได้ ระหว่างนั้นก็จะมีไปเรียนคอร์สทำขนมสั้นๆ จากเชฟฝรั่งเศสบ้าง อีกอย่างเอ๋ได้แรงบันดาลใจมาจากรุ่นพี่ซึ่งเปิดร้านเบเกอรี่ที่ดอยแม่สลองด้วย ก็เลยเป็นแรงผลักดันให้เราศึกษาเรียนรู้จนสามารถเปิดร้านเบเกอรี่ของเราเองได้อย่างทุกวันนี้”

เอ๋ทิ้งท้ายว่า ความสุขที่เกิดจากการเลือกใช้วิถีชีวิตสโลว์ไลฟ์ สำหรับเธอแล้วอยู่ที่ความพอดีในการใช้ชีวิต ไม่จำเป็นต้องขวนขวายหาเงินเยอะก็สามารถอยู่ได้แบบพอเพียง สิ่งสำคัญคือมีชีวิตที่ดีและมีความสุข ไม่ต้องต่อสู้ดิ้นรนแข่งขันกับคนมากมาย และไม่ต้องฝ่ารถติดไปทำงานทุกวันด้วย

“กิจกรรมที่เราทำทุกวันนี้ มันกลายเป็นงานของเอ๋ไปด้วยโดยปริยาย การที่เราได้ทำสิ่งที่ตัวเองรักและอยู่กับมัน ทำให้เอ๋มีความสุข ทำไปยิ้มไป สิ่งนี้แหละมันคือวิถีชีวิตที่แท้จริงของเรา ไม่ได้ถูกบังคับ ทุกวันนี้พอตื่นขึ้นมาเอ๋ก็ลุกไปวิ่งแต่เช้า วิ่งเสร็จก็กลับมาอาบน้ำ จากนั้นก็เข้ามาทำงานในครัว ทำขนม คิดสูตรขนม เลี้ยงแมว ซึ่งเอ๋คิดว่าการมีวิถีชีวิตประจำวันแบบนี้มันคือสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว รู้สึกพอใจแล้ว สังคมรอบข้าง เพื่อนฝูงก็ดี ที่สำคัญสวนผึ้งยังเป็นเมืองที่ผู้คนน่ารัก ทุกคนจะช่วยเหลือกันจริงๆ รวมทั้งคนในชุมชนของหมู่บ้านก็ช่วยเหลือกันด้วยค่ะ”

ติดตามได้ที่ IG : aehglory FB : Pannasorn Patamapinunt 

จุดพลิกเปลี่ยนในชีวิต ‘เบญฟีเวอร์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/578317

  • วันที่ 27 ม.ค. 2562 เวลา 11:34 น.

จุดพลิกเปลี่ยนในชีวิต 'เบญฟีเวอร์'

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

บางเรื่องราว หากไม่เกิดกับตัวเอง ก็คงพูดเหมือนกันว่าเหลือจะเชื่อ เรื่องราวต่อไปนี้คนเล่าขอให้ผู้อ่านโพสต์ทูเดย์อ่านอย่างมีวิจารณญาณ ขอให้อ่านอย่างมีหลักมีข้ออรรถข้อธรรมนำมาพิจารณาแยกแยะ ก็เชื่อว่าทุกท่านจะได้เห็นในสิ่งที่ต้องการเห็น ได้พบเจอในสิ่งที่ต้องการพบเจอ

เรื่องของจุดพลิกเปลี่ยนในชีวิต ที่มาในรูปของโรคภัยไข้เจ็บ เรื่องราวของหญิงสาวขี้โรคที่เปลี่ยนพลิกชะตาแห่งตน จากสุขภาพแย่มาก กลายมาเป็นคนที่มีสุขภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง สำคัญกว่านั้น คือสุขภาพจิตใจจิตวิญญาณที่ได้กลับมาด้วย อีกปณิธานตั้งมั่นแห่งชีวิต ที่จะได้ทำงานเพื่อรับใช้พระพุทธศาสนาจนกว่าจะหาไม่

“เบญฟีเวอร์” คือผู้หญิงคนนั้น

เมื่อวันที่ 17 ม.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นวันครบรอบวันละสังขารของหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ แห่งวัดสะแก จ.พระนครศรีอยุธยา (17 ม.ค. 2533) ครูบาอาจารย์ผู้ได้รับการยกย่องว่า เป็นพระสุปฏิปันโนปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ลูกศิษย์ลูกหาผู้เคารพเลื่อมใสมากันเป็นจำนวนมากที่สถานสวดมนต์สาขาพุทธพรหมปัญโญ (วัดถ้ำเมืองนะ) บางเขน ที่นี่เองที่เราได้พบกับเบญฟีเวอร์

เบญฟีเวอร์ (benfever) คือใคร ก็ต้องบอกว่า เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ตั้งใจปฏิบัติบูชา รับใช้พ่อแม่ครูอาจารย์ หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ อดีตเจ้าอาวาสวัดสะแก และศิษย์หลวงปู่ดู่ ได้แก่ หลวงตาม้า วรงคต วิริยธโร แห่งวัดถ้ำเมืองนะ จ.เชียงใหม่ สำหรับชื่อเบญฟีเวอร์เรียกขานในหมู่ญาติธรรม ใช้ชื่อตัวคือ เบญ ส่วนนามสกุลละไว้ จงใจไม่เปิดเผย ส่วน “ฟีเวอร์” คือความปรารถนาที่อยากให้ธรรมะเผยแพร่และแผ่ไปในหมู่ชน

เบญฟีเวอร์เล่าถึงตัวเองว่า ขี้โรคมาตั้งแต่เด็ก ที่บ้านเป็นครอบครัวคนจีน ที่ยึดการไหว้เจ้าเป็นสรณะ มีเข้าวัดบ้างพอเป็นธรรมเนียม แต่ก็เป็นการเข้าวัดเพื่อกราบไหว้ขอพร มิได้มีแก่นแกนการปฏิบัติอันใด ถึงกระนั้นในวัยเด็ก ก็ต้องถือว่าเป็นเด็กที่ชอบสวดมนต์ ทั้งๆ ที่สวดแล้วมีอาการ “แปลกๆ” ในแบบที่ใครเห็นต้องอ้าปากค้าง

“ที่ชอบสวดมนต์ก็ชอบเอง ไม่มีหรือคิดอะไรเป็นพิเศษ สิ่งที่พิเศษหรือจะพูดให้ถูกคือสิ่งแปลกประหลาด ที่เกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อสวดมนต์ จะมีอาการตัวสั่นพั่บๆๆๆ เหมือนที่เราเห็นคนตัวสั่นเวลาทรงเจ้าเข้าผี เจ้าเข้าทรง ผีเข้าร่าง”

วัยเด็กเรียนหนังสือที่โรงเรียนราชินี อายุ 13-14 ปีก็เริ่มสวดมนต์ แต่ตัวจะสั่นจนครูทักและเพื่อนๆ กลัว เป็นการสวดมนต์ที่ทุกคนทักว่า ช่างน่ากลัวน่าหวั่นใจกระไร นอกจากจะสั่นเทิ้มไปทั้งร่างกายแล้ว ก็มีอาการเหมือน “เลื้อย” ร่างกายท่อนบนประหนึ่งไหลเลี้ยวได้ เลื้อยไปเลื้อยมาลงไปกองพับรวมกันอยู่ที่ด้านหน้า ควบคุมตัวเองไม่ได้

เบญเรียกพ่อว่า ปะป๊า เรียกแม่ว่า หม่าม้า ทั้งคู่กราบไหว้พวกร่างทรงมาแต่เดิม โดยมีจิตศรัทธาเชื่อถือเช่นนั้น กับเชื่อตามร่างทรงที่คุ้นเคยกันว่า อาการแบบนี้หมายถึงลูกสาวถูกร่างทรง มีองค์เทพอย่างนั้นอย่างนี้มาประทับตามที่ร่างทรงอ้าง จากนั้นก็ให้ไปรับขัน อันเป็นศัพท์เฉพาะแวดวงทรงเจ้า ที่เมื่อรับขันแล้ว ผู้รับก็จะเป็นร่างทรงของเจ้าองค์นั้นตลอดไป หายเจ็บหายไข้

“เมื่อก่อนเบญเจ็บออดแอด เป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจ เจ็บป่วยบ่อย ประเภทสามวันดีสี่วันไข้ ร่างกายอ่อนแอผ่ายผอม ปวดหัวตลอดเวลา บางทีก็ปวดหลังมาก เดินตากแดดตากฝนไม่ได้ แค่นิดเดียวนี่กลับมาบ้านก็ไข้ขึ้นแล้ว ตั้งแต่เด็กจนโตคือความยากลำบาก หายใจแต่ละทีจะเหมือนมีมีดมากรีดที่กลางอก ต้องค่อยๆ หายใจเบาๆ แผ่วๆ เพื่อไม่ให้เจ็บหัวใจมาก”

เบญฟีเวอร์เล่าว่า เธอเริ่มมีอาการแปลกๆ น่าจะเกี่ยวข้องกับบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้ตัวของเราป่วยหรือเปล่า ก็แอบคิดแบบนั้นบ้างเหมือนกัน แต่ก็ยังไม่คิดอะไรมาก สวดมนต์เพราะอยากสวดทั้งที่ตัวสั่น ลืมถามไปว่า ได้รับขันหรือไม่ หากการสวดมนต์ได้ท่องบทพระพุทธคุณตามปกติ (อิติปิโส) ได้สวดต่อไปอย่างไม่อินัง ปรากฏว่า ผลการเรียนดีขึ้น จากเด็กที่เคยได้เกรด 1.2 จะตกมิตกแหล่ ก็กลายเป็นเกรด 3.9

จากเด็กที่ร่างกายอ่อนแอ สติปัญญาต่ำ ท่องอ่านอะไรก็ไม่จดจำ เทอมหนึ่งตกทีละ 8 วิชา กลายเป็นเด็กที่ขยับมาเรียนรู้ได้ อ่านหนังสือก็พอจะพากเพียรเข้าหัว ไม่เหมือนกับที่ผ่านมาที่ไม่เคยเข้าใจสิ่งที่เรียนได้เลยหรือได้ก็น้อยมาก จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เทอมสุดท้ายด้วยเกรดเกือบ 4 แต่นั่นไม่ทันแล้วเพราะเกรดเฉลี่ยโดยรวม (ม.1-ม.3) ต่ำมาก ครูแนะนำให้ไปศึกษาต่อที่อื่น

เบญเรียนต่อที่โรงเรียนกรุงเทพการบัญชี แต่ก็เป็นไปภายใต้คำแบ่งรับแบ่งสู้ของสถาบันที่อนุญาตให้เข้าเรียนว่า ถ้าเรียนอ่อนอย่างนี้ ต่อไปหากเกรดไม่ถึงมาตรฐานที่กำหนด ก็ต้องขอให้ออกไปเรียนที่อื่นนะ แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับที่เบญได้รู้ว่า การสวดมนต์ทำให้เธอมีสติและมีปัญญาที่ดีขึ้น นั่งสมาธิได้ ไม่เลื้อยอีก

การทำสมาธิในเวลาต่อมาใช้หลักดูลมหายใจ พุท-โธ ก็ถือว่าก้าวหน้า การเรียนดีขึ้นโดยลำดับ จิตใจดีขึ้นโดยลำดับ มีกำลังกายกำลังใจที่จะใช้ชีวิตต่อไป แต่แล้วก็เกิดเหตุ เมื่อ “ปะป๊า” ซึ่งป่วยเป็นโรคไต จู่ๆ เกิดอาการปัจจุบันต้องหามส่งโรงพยาบาลใกล้บ้าน เบญตามไปที่โรงพยาบาล ทันได้ปอกผลไม้ให้ปะป๊ากินเป็นครั้งสุดท้าย

“เบญไม่เคยเข้าครัวหรือจับมีดทำอาหาร แต่ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิตที่ได้ปอกผลไม้ให้ปะป๊ากิน ผลไม้ที่ปอกกลายเป็นผลไม้เละๆ เพราะเราปอกไม่เป็น ปอกให้ป๊ากิน แล้วป๊าก็กิน ป๊าเสียใน 3 ชั่วโมงถัดมา”

เบญขณะนั้นอายุเข้าเบญจเพส รู้สึกเสียใจที่สุดที่ปะป๊ามาเสียชีวิต ความรู้สึกเหมือนโลกทั้งโลกทลายลงตรงหน้า พ่อลูกรักกันแค่ไหนแต่ถึงที่สุดก็ไม่อาจยื้อยุดฉุดรั้ง ต้องปล่อยให้เป็นตามที่เป็นไป ญาติคนนั้นคนนี้พากันพูดว่า เห็นปะป๊ามาหาที่บ้านบ้าง หรือมายืนรออยู่ที่หน้าประตูบ้าง แต่ไม่อาจเข้ามา ใบหน้าคล้ำดำมีเงามืด ก็จิตตกกันไปหมด

“อยากรู้ว่า ปะป๊าไปไหน ชีวิตหลังความตายเป็นอย่างไร เบญอยากรู้มาก อยากรู้ขนาดที่ว่า แทบทำอะไรไม่ได้เลย”

ในช่วงนั้นได้ไปดูการทำนายทายทักตามที่ต่างๆ แม้การทรงเจ้าที่ครอบครัวคุ้นเคยก็ดูไม่ขาด แต่ไม่มีอะไรดีขึ้น ไม่มีใครบอกได้แน่ชัดว่าปะป๊าไปไหน จนเมื่อกัลยาณมิตรท่านหนึ่ง ได้แนะนำผู้รู้ที่ดูและรู้ได้ ผู้เป็นลูกศิษย์คนหนึ่งของหลวงตาม้า โดย “ผู้รู้” ได้ทักเบญถึงถ้อยคำหรือสำนวนที่ปะป๊าเท่านั้นที่จะพูด บอกกล่าวในบางเรื่องที่เบญกับปะป๊าเท่านั้นที่รู้กัน 2 คน ชอบทำชอบกินอะไรตอบถูกหมด 99%

“ก็ทำให้เชื่อว่า เราได้มาเจอกับคนที่เป็นสะพาน และเชื่อมต่อไปถึงปะป๊าได้จริง ได้ถามหลวงปู่ดู่ผ่านผู้รู้ท่านนั้นว่า ปะป๊าอยู่ที่ไหน เป็นยังไงบ้าง คำตอบที่ได้ทำให้เย็นเยียบ จับขั้วหัวใจ เพราะท่านตอบว่า ปะป๊าเป็นสัมภเวสี ล่องลอยอยู่ระหว่างบ้านกับโรงพยาบาล”

หญิงสาวผู้ชะตาพลิกผันเล่าต่อไปว่า นี่มันอะไรกัน นี่หรือการตอบแทนของการที่ครอบครัวเราได้ประพฤติปฏิบัติไหว้เจ้าทุกปี ปะป๊าไหว้เจ้าปีละ 4 ครั้ง แต่ละครั้งหมดเงินเป็นหมื่นเป็นแสน แต่ที่สุดได้เป็นสัมภเวสี ลอยไปลอยมาระหว่างบ้านกับโรงพยาบาลที่เสียชีวิต ได้กราบเรียนถามหลวงปู่ว่า จากนี้ไปจะต้องทำอย่างไรเพื่อผลดีที่สุดสำหรับปะป๊า

“หลวงปู่” แนะนำผ่านผู้รู้ให้สวดมนต์คาถาจักรพรรดิ์ ซึ่งเป็นคาถาที่มีทิพยอำนาจปรับภพภูมิแก่ผู้วายชนม์ได้ จากนั้นมาจึงถือปฏิบัติสวดคาถาจักรพรรดิ์เป็นลมหายใจแห่งตน เพื่ออุทิศบิดา แต่ขณะที่สวดมนต์ให้ปะป๊านั้น ก็เหมือนกับได้สวดให้ตัวเองด้วย ภายใน 1 เดือน อาการเจ็บป่วยของตนที่เป็นมาแต่เดิม ก็ทุเลาเบาบางอย่างเห็นได้ชัด

จากที่ตั้งสัจจะสวดคาถาจักรพรรดิ์ให้บิดา หญิงสาวสวดมนต์ตลอดเวลาที่สวดได้ ช่วงหนึ่งเดือนที่ว่านี้เป็นขณะเดียวกับที่หมดอาลัยตายอยากในชีวิต เบื่อและเลิกกินยาที่กินมาตั้งแต่เด็ก คิดว่าครั้งสุดท้ายขอทำเต็มที่ สวดเต็มที่ ตายเป็นตาย ก็กลายเป็นหายจากโรค ทุกอาการที่เป็นมาตั้งแต่เด็กปลาสนาไปภายใน 1 เดือนที่สวดมนต์คาถาบทนี้

“มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นที่หัวใจของเบญ”

ต่อมาได้รู้จักการแผ่บุญ รู้จักที่มาที่ไปของบุญ (และกรรม) ดีขึ้น ก็สวดจักรพรรดิ์แผ่บุญตลอดมา อาศัยบารมีหลวงปู่ดู่และหลวงตาม้า เพื่อส่งต่อบุญไปให้ปะป๊า และเพื่อเปลี่ยนภพภูมิให้ดีขึ้น ปะป๊าทุกวันนี้ “สว่างขึ้น” เบญกำหนดจิตบอกให้ปะป๊ะรู้ว่าขอให้ติดตามบารมีของหลวงปู่ดู่และหลวงตาม้าตลอดไป กับขอให้ตามอนุโมทนาบุญกับเบญไปชั่วชีวิต

จากที่เจ็บหัวใจเหมือนมีดกรีดอก ก็ไม่เจ็บหัวใจอีกต่อไป จากที่เคยมืดมนหนทาง ก็ “สว่าง” จากนี้ไป เบญฟีเวอร์ปวารณาตัวว่าเธอจะขอรับใช้พ่อแม่ครูบาอาจารย์หลวงปู่ดู่และหลวงตาม้า จัดทำและแจกจ่ายพระผงพิมพ์จักรพรรดิ์ (พระพุทธรูปปางพระมหาจักรพรรดิ์) ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้กระทั่งสถานสวดมนต์สาขาพุทธพรหมปัญโญ (วัดถ้ำเมืองนะ) แห่งนี้ ก็ถือกำเนิดจากดวงจิตที่อาสานี้

สถานสวดมนต์สาขาพุทธพรหมปัญโญ (วัดถ้ำเมืองนะ) กรุงเทพฯ เบญฟีเวอร์ได้ตั้งความปรารถนาไว้เมื่อ 12 ปีก่อน ได้กราบเรียนหลวงตาม้าด้วยวาจาว่าจะสร้างวัด ถ้าสร้างสำเร็จ จะขออัญเชิญพระแก้วแดงองค์ใหญ่จากกุฏิเก่าท่านมาประดิษฐาน หลวงตาม้าตอบว่า “ได้ ถ้าสร้างสำเร็จ” และแนะนำให้อธิษฐานขอเพื่อสร้างสถานปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ดู่ ปรากฏว่าสำเร็จภายในเวลาไม่ถึง 1 ปี

เบญฟีเวอร์วัย 39 ปี ตั้งสัจจะที่จะอุทิศตัวช่วยงานหลวงปู่หลวงตาตลอดไปทุกภพทุกชาติ เผยแพร่รูปลักษณ์คำสอนของท่านอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ทำเต็มที่โดยไม่หวังลาภสักการ แม้ลาภคนนิยมก็ไม่หวัง ยึดหลักทำฟรีอย่างเดียว พระผงจักรพรรดิ์แจกฟรี และสถานสวดมนต์ฯ ก็เชิญมาปฏิบัติบูชาหลวงปู่หลวงตาโดยไม่ต้องกำเงินมาแม้แต่หนึ่งบาท

“บาทเดียวก็ไม่เอา ที่นี่ไม่รับบริจาคเป็นส่วนตัว ไม่จัดจำหน่ายวัตถุบูชา ใครที่มีจิตศรัทธาช่วยสนับสนุนก็หย่อนตู้ด้วยตัวเองที่หน้าเคาน์เตอร์ แต่ไม่ต้องให้เป็นส่วนตัวกับเบญฟีเวอร์ ขออนุญาตไม่รับ”

เรื่องการทำพระผงแจกผู้มีจิตศรัทธา เคยมีผู้ต่อว่าเพราะเห็นเป็นสีกาแต่มายุ่งขิงเรื่องสร้างพระ หากเจ้าตัวมองว่า ได้ปรึกษาครูบาอาจารย์ซึ่งอนุญาตให้ทำได้ โดยเมื่อเป็นเรื่องการสร้างศรัทธาในวงกว้าง และถือปฏิบัติเช่นเดียวกับ “สูตร” ที่หลวงตาม้าได้ให้โอวาทไว้ ก็ถือว่ามีฤทธิ์มีอานุภาพเท่ากับที่หลวงตาทำแจกเอง พระผงที่ทำขึ้นนี้แจกฟรีทั่วโลก

“เพราะเบญเคยได้รับมาก่อน ทั้งในเรื่องของปะป๊าด้วย และเรื่องการสวดมนต์หายโรคด้วย ก็อยากส่งต่อให้คนอื่นๆ ในช่วงแรกคนต่อต้านว่า ทำไปก็ไม่รอดหรอก แต่ก็ทำต่อเนื่องมากว่า 10 ปีแล้ว ไม่มีเงิน แต่ก็ทำมาได้ถึงวันนี้”

สิ่งที่ทำทั้งหมด เพียงอยากให้ญาติธรรมทั้งหลาย ได้พบได้เจอสิ่งดีๆ เหมือนกับที่เธอเคยได้พบ เหมือนกับที่เธอเคยได้เจอ เห็นผลวันนี้คือความชื่นใจในความดีงามความบริสุทธิ์ หวังเพียงหลักธรรมคำสอนของหลวงปู่หลวงตาจะได้ขจรขจายสืบไป ทุกวันนี้เบญฟีเวอร์เป็นผู้นำสวด-อธิษฐานและดูแลสถานสวดมนต์สาขาพุทธพรหมปัญโญ (วัดถ้ำเมืองนะ) เขตบางเขน กรุงเทพฯ 

มรดกของว่านซ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/578302

  • วันที่ 27 ม.ค. 2562 เวลา 10:46 น.

มรดกของว่านซ่ง

โดย: กรกิจ ดิษฐาน

เร็วๆ นี้ ผมเกือบจะได้ไปแวะชมเจดีย์บรรจุอัฐิอาจารย์เซนท่านสำคัญของจีน คือท่าน ว่านซ่ง (หมื่นสน) ท่านเป็นผู้เรียบเรียงตำราปริศนาธรรมเล่มสำคัญคือ บันทึกกุฎีฉงหรง (從容錄) ปริศนาธรรมเหล่านี้สำคัญมากในการใช้ขบ (เป็นกรรมฐาน) แต่ไม่ให้คิดวิเคราะห์ ถ้าวิเคราะห์จะหลงทันที (ภาษาธรรมบ้านเราคือเป็นวิปัสนึก)

เวลาคนไทยพูดถึงเซน คนจะนึกถึงความว่าง วงกลมชาโนะยุ ฯลฯ ทั้งหมดไม่ใช่เซน เซนมาจากคำว่าฉาน ฉานมาจากคำว่า ฌาน ฌานในที่นี้คือกรรมฐาน ความว่างไม่ได้มาจากนึกเอา แต่มาจากการปฏิบัติอย่างเข้มข้น

รากฐานของเซน/ฌาน ถ้าไม่มีศีลและวินัย ไม่ควรจะพูดถึงปริศนาธรรม เพราะศีลก่อสมาธิ สมาธิก่อปัญญา ปัญญาทำให้เข้าถึงปริศนาธรรม ดังนั้นเมื่อไม่มีศีลแล้วจะเข้าใจปริศนาได้อย่างไร?

เวลาเรานึกถึงเซนแบบวัฒนธรรมนิวเอจ มักจะนึกถึงภาพวงกลม สวนหิน ชงชาเป็นสุนทรียะ อะไรต่อมิอะไร นั่นไม่ใช่เซน เป็นสันทนาการของสำนักเซนในญี่ปุ่นที่รับมาจากราชวงศ์ซ่งแถบเจียงนาน ในวัดเซนที่จีนไม่มีเวลาเล่นพวกนี้ เซนที่แท้ต้องปฏิบัติทั้งตอนนั่ง เดิน กิน ทำงาน

ทุกวันนี้ วัดเซนของจีนที่เจียงหนานยังถือวินัยเคร่งครัด สภาพความเป็นอยู่พอเพียงค่อนไปทางแร้นแค้น แต่ที่ญี่ปุ่นไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว และวิถีออกจะหรูหราเกินกว่าผู้แสวงหามรรค

เซนในญี่ปุ่นถูกตัดขาดจากพระวินัยแทบจะโดยสิ้นเชิง แม้ในยุคของท่านโดเงน ท่านก็ยังไม่ได้ผ่านการอุปสมบทอย่างถูกต้อง รับแต่ศีลโพธิสัตว์ จึงเกือบจะไม่ได้เรียนเซนที่จีน เพราะทางจีนไม่ถือว่าเป็นภิกษุสมบูรณ์

ท่านโดเงน มีความเกี่ยวพันกับท่านว่านซ่งทางอ้อม คือ ในงานเขียนของท่านโดเงนอ้างงานของอาจารย์ท่านว่านซ่งอยู่มากมาย ส่วนบันทึกกุฎีฉงหรงก็เป็นงานเรียบเรียงปริศนาธรรมของอาจารย์ท่านว่านซ่ง

ทั้งคู่เป็นพระเซนในสำนักเฉาต้งสิ่งที่ต่างกันคือ ท่านโดเงนได้วิชาเซนไปจากภาคใต้ (เจียงหนาน) ในเวลานั้นเป็นอาณาจักรหนานซ่ง ส่วนท่านว่านซ่งอยู่ที่จงตู เวลานั้นเป็นดินแดนของพวกกิมก๊ก ต่อมาเป็นของมองโกล

เจียงหนานครานั้นเป็นแดนสวรรค์ สุนทรียะต่างๆ อันเรียบหรูล้วนถูกส่งออกไปยังญี่ปุ่น ที่เห็นเป็นเซนญี่ปุ่นนั้นครึ่งค่อนตัวคือสุนทรียะแบบเจียงหนาน เช่น พิธีชงชาที่ช่วยผ่อนคลายกายใจ ผู้ที่นำขนบนี้มาจากหนานซ่งโดยท่านเอไซ อาจารย์ของท่านโดเงนนั่นเอง

พิธีชงชาของเจียงหนานเรียบง่ายแต่ลุ่มลึก ช่วยผ่อนคลายจิตใจ ญี่ปุ่นแปรความเรียบง่ายเป็นความหรูหราและน่าอึดอัดขึ้นทุกที เพราะติดในกรอบ แม้แต่เซนที่โอ่อ่าผ่าเผยก็ถูกขังในขนบ (แต่กลับเป็นอิสระจากสิกขาบททั้งหลาย)

บางครั้งเล่นโวหารมากเกินไป จนห่างไกลจากแก่นแท้ แต่ถูกใจผู้แสวงหาโดยผิวเผิน

เซนนั้นไม่ใช่การนั่งนึก แต่เกิดจากการปฏิบัติกรรมฐานที่สั่งสมด้วยวินัยและปริยัติ มีคำกล่าวว่าเซนรังเกียจคัมภีร์ นั่นเป็นเรื่องจริง แต่เป็นความจริงในท้ายที่สุด ก่อนที่จะทิ้งคัมภีร์ได้ พระเซนต้องศึกษาคัมภีร์และปรึกษาฝ่ายปริยัติพอสมควร กล่าวกันว่า นิกายเซนที่รังเกียจคัมภีร์ กลับเป็นนิกายที่มีคัมภีร์และปกรณ์มากมายที่สุด

ปกตินิกายต่างๆ ของจีนมักมีคัมภีร์หลักพระสูตรเดียว แต่เซนมีมากพระสูตร หลากอรรถกถา และปกรณ์อีกนับสิบๆ เล่ม!

เมื่อบรรลุแล้วจึงค่อยทิ้งคัมภีร์เขียนมายืดยาว ยังไม่ได้ไปเยี่ยมกราบไหว้กระดูกท่านว่านซ่ง ขอฝากปริศนาธรรมเรื่อง พระภควันชี้ธรณี (世尊指地) ที่บันทึกโดยท่านว่านซ่ง ความว่า

สมเด็จพระภควันทรงดำเนินไปพร้อมกับหมู่พระสาวก ครั้นแล้วทรงชี้ไปที่ผืนปฐพีแล้วตรัสว่า

“ที่ตรงนี้เหมาะที่จะสร้างอารามไว้เผยแผ่พระธรรม” ท้าวสักกะเทวราชจึงถอนหญ้ามากำมือหนึ่ง แล้วปักลงตรงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงชี้ แล้วกล่าวว่า

“สร้างวัดเสร็จแล้วพระเจ้าข้า” สมเด็จพระภควันสดับดังนั้น ก็ทรงแย้มพระสรวล

ท่านอาจารย์อธิบายว่า – พระภควันครั้งหนึ่งดำรงพระชาติเป็นสุเมธดาบส ท่านถวายดอกไม้แก่พระทีปังกรพุทธเจ้า พระทีปังกรพุทธเจ้าชี้นิ้วยังสุเมธดาบสตรัสว่า ที่ตรงนี้ พึงสร้างเจดียสถาน ครั้งนั้นมีพระเถระรูปหนึ่ง ชี้นิ้วที่ตนเองกล่าวว่า สร้างเจดียสถานแล้วพระเจ้าข้า แลเทพยาทั้งหลายต่างโปรยบุปผา สรรเสริญพระอาจารย์ว่ามีปัญญามากนัก

จวงจื่อ – เสรีนิยมฉบับจีนโบราณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/578300

  • วันที่ 27 ม.ค. 2562 เวลา 10:36 น.

จวงจื่อ - เสรีนิยมฉบับจีนโบราณ

โดย: นิธิพันธ์ วิประวิทย์

หากจะพูดถึงเต๋า คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะพูดถึงจวงจื่อ

ในทางวิชาการจวงจื่อ คือ ผู้พัฒนาปรัชญาเต๋าต่อจากเหลาจื่อ (เล่าจื้อ, 老子) แต่สำหรับคนที่ศึกษาเต๋าแบบลำลอง เขาคือนักเล่านิทานที่คมคาย

คัมภีร์ของจวงจื่อ อ่านเพลินๆ ก็ได้ อ่านลึกซึ้งก็ดี

ขณะที่คัมภีร์เต๋าเต็กเก็ง (เต้าเต๋อจิง, 道德经) ของเหลาจื่อเต็มไปด้วยวลีปรัชญาเด็ดๆ คัมภีร์เต๋าแบบจวงจื่อกลับเต็มไปด้วยนิทานเหนือจินตนาการที่เต็มไปด้วยการเปรียบเปรย หรือไม่ก็บทสนทนาจากบรรดาสรรพสัตว์

จวงจื่อนิยมวิถีการอยู่อย่างมีอิสรเสรี เขายอมเป็น “เต่าที่สะบัดหางเล่นในโคลนตม ดีกว่ากลายเป็นกระดองเต่าปิดทองที่คนบูชา”

นอกจากนี้ เขายังเน้นถึงการอยู่และเห็นตามธรรมชาติที่เป็นจริง สำหรับจวงจื่อ “วัวและม้ามีสี่เท้าคือธรรมชาติ ส่วนการเอาตะพายมาสน บังเหียนมาใส่ คือสิ่งที่มนุษย์ประดิดประดอย”

หากจะหาคำจำกัดความแนวคิดแบบจวงจื่อที่คนยุคใหม่เข้าใจได้ง่าย หนึ่งในคำนั้น ก็คือ “เสรีนิยม” (Liberalism)

แต่ลำพังแค่ประกาศว่าตนเองรักอิสรเสรี จะทำให้จวงจื่อกลายเป็นต้นเค้าเสรีนิยมเมื่อกว่าสองพันปีมาแล้วได้จริงหรือ?…

ในบทแรกของคัมภีร์จวงจื่อเปิดตัวด้วยบทที่ชื่อว่า “อิสระจร” (逍遥游) นิทานบทนี้เป็นหนึ่งในแนวคิดสำคัญของจวงจื่อที่โด่งดัง

ตัวคำว่า “อิสระจร” (逍遥游) ถ้าถอดความจากอักษรจีน ก็หมายถึงการท่องไปในชีวิตอย่างมีอิสระตามธรรมชาติ

ตัวนิทานเล่าถึงสัตว์ขนาดมหึมาที่กลายร่างจากปลามาเป็นนก ความว่า…

ทางเหนือมีปลาตัวหนึ่งอาศัยในทะเลลึก มีชื่อว่าคุน (鲲) ขนาดของคุนยิ่งใหญ่มากจนบอกไม่ถูกว่ายาวกี่พันลี้ และมันได้กลายร่างเป็นนกยักษ์ที่ชื่อว่าเผิง (鹏) แน่นอนว่าลำตัวของเจ้านกเผิงก็ยาวมิรู้กี่พันลี้ ปีกที่สยายออกของมันดุจดังทิวเมฆแนวใหญ่บนท้องฟ้า

เมื่อถึงฤดูกาลที่ลมสัมผัสผิวน้ำทะเลเหนือ มันจะออกอพยพไปสู่ทะเลใต้

เมื่อมันบินทะยานขึ้น ปีกที่ตีลงบนผิวน้ำทะเลก่อให้เกิดคลื่นน้ำสูงถึง 3,000 ลี้ ส่วนแรงลมใต้ปีกของมัน ก็หมุนวนขึ้นกลางอากาศสูงถึง 9 หมื่นลี้ เช่นกัน

มันใช้เวลาบินอพยพจากทะเลทางเหนือสู่ทะเลทางใต้ทั้งหมด 6 เดือนเต็ม

นี่ไม่ใช่ฉากในหนังเทพนิยายระดับโลก แต่เป็นสัตว์อลังการในนิทานที่แสดงให้เห็นว่าธรรมชาติของมันทำอะไรเล็กๆ ไม่เป็น

ขณะนั้นเอง นกกระจิบกระจอกเอย หรือจักจั่นเอย ที่อาศัยอยู่ตามพุ่มไม้ ต่างชี้ชวนกันดูเจ้านกยักษ์บินผ่านไปแล้วนินทาแกมเยาะเย้ยว่า

“ดูซิดู เจ้านกยักษ์เล่นใหญ่เสียจริง ดูอย่างพวกเรานี่สิ คิดจะบินเดี๋ยวเดียวก็บินถึงยอดไม้ ถ้าเหนื่อยนักก็แค่ลงมาแวะพักที่พื้นดินหาหนอนตัวเล็กตัวน้อยกิน ใช้ชีวิตชิลๆ จะบินไปไกลถึงทะเลใต้ให้เหนื่อยยากลำบากลำบนไปทำไม…” แล้วก็หัวเราะร่วนกันในหมู่นกน้อยและแมลง

แล้วจบด้วยประโยคที่ว่า

“นี่แล คือข้อถกเถียงเปรียบเปรยกันระหว่างสิ่งใหญ่และสิ่งเล็ก”

แม้นิทานเรื่องนี้ไม่มีบทพูดของเจ้านกยักษ์ และมีแต่น้ำเสียงประชดประชันของพวกนกเล็ก แต่ฝั่งที่ถูกยิ้มเยาะจริงๆ กลับจะเป็นพวกนกเล็กๆ เสียมากกว่า

แต่คำถามต่อไป ก็คือ พวกมันสมควรถูกยิ้มเยาะเพราะว่ามันเป็นเพียงสัตว์เล็กๆ ไม่อาจกระทำสิ่งยิ่งใหญ่เทียบเท่ากับนกยักษ์ที่บินไกลกว่า ยิ่งใหญ่กว่าใช่หรือไม่…

ถ้าตีความแบบนี้ถือว่าเข้าใจจวงจื่อผิดไป สำหรับจวงจื่อเขาไม่เคยยิ้มเยาะให้กับความเล็ก หรือความอ่อนแอ

ถ้าจะพูดให้ชัดขึ้นอีก คือ จวงจื่อไม่เคยแบ่งแยกความเล็กหรือความใหญ่ เข้มแข็งหรืออ่อนแอ ว่าฝั่งใดจะสำคัญหรือดีงามมากน้อยไปกว่ากัน

จวงจื่อว่า “เป็ดขาสั้น นกกระยางขายาว หากถูกสลับขากัน มันล้วนมีความทุกข์ทั้งคู่” จะสั้นยาว เล็กใหญ่ อายุยืนหรือตายไว หากเป็นไปตามครรลองธรรมชาติ ก็ล้วนมีคุณค่าของมัน เป็นความไร้ระเบียบที่มีชีวิตชีวาของแต่ละสิ่งไป

เขาเห็นว่า ทุกสิ่งล้วนเท่าเทียม ไม่มีใครสูงส่งหรือสูงศักดิ์กว่าใคร ความแตกต่างเช่นนี้ย่อมไม่มีใครจะมีสิทธิหัวเราะเยาะใครได้สักคน

ฉะนั้น จึงไม่มีใครควรใช้ความยิ่งใหญ่มาหัวเราะเยาะความเล็ก ความสูงไปยิ้มเยาะความเตี้ยต่ำ ในทางกลับกัน สิ่งที่เล็กก็ไม่สามารถเยาะเย้ยสิ่งที่ยิ่งใหญ่เช่นกัน

การยิ้มเยาะในนิทานบทอิสระจร จึงมิได้ยิ้มเยาะต่อธรรมชาติของนกน้อยที่ความสามารถไม่ถึง แต่กลับหัวเราะต่อความคิดที่นกน้อยคิดไปเองว่า ความสุขสบายเล็กๆ ของตน เป็นสิ่งที่ผู้อื่นควรจะต้องเลียนแบบ โดยไม่ได้เห็นถึงธรรมชาติที่ต่างกัน

จวงจื่อยิ้มเยาะต่อคำนินทาที่เกิดจากการละเลยข้อเท็จจริงที่ว่าธรรมชาติและความจริงล้วนแตกต่าง และมีหนทางของตนเอง

นั่นก็คือ รูปแบบการใช้ชีวิตใดๆ ก็ไม่ควรหัวเราะเยาะการใช้ชีวิตแบบอื่นที่ไม่เหมือนกันกับตน เพราะทุกตัวตนย่อมมีธรรมชาติและความจริงเป็นของตนเอง ความเป็นจริงของสิ่งหนึ่ง ก็ไม่สามารถเอาไปเยาะเย้ยความเป็นจริงของอีกสิ่งได้

โดยอยู่ในเงื่อนไขที่ว่า การใช้ชีวิตที่แตกต่างกันนั้นๆ เป็นไปอย่างอิสระ และเป็นไปตามธรรมชาติของสิ่งนั้นๆ เอง (จวงจื่อจึงเลือกใช้พฤติกรรมตามธรรมชาติของนกยักษ์มาบรรยาย โดยพฤติกรรมที่จินตนาการขึ้นมามิได้เกิดจากการประดิดประดอยความพากเพียรฝืนธรรมชาติ แต่เพราะธรรมชาติของมันเป็นเช่นนั้น)

นี่คือความใจกว้างต่อความแตกต่าง ซึ่งมาจากการเห็นความเท่าเทียมกันเบื้องหลังความแตกต่างทั้งปวง

เห็นว่าไม่ว่าเล็ก ใหญ่ เตี้ย สูง อ้วน ผอม สวย อัปลักษณ์ ฉลาดหรือโง่ ในชีวิตของมันล้วนมีความเท่าเทียมกันแฝงอยู่

และไม่ใช่แค่รูปร่างทางกายภาพเท่านั้น แม้แต่อิสระของคนคนหนึ่งก็แตกต่างกับอิสระของอีกคนได้ จึงไม่สามารถนำอิสระของตนไปเยาะเย้ยอิสระของอีกคน

อย่างที่รู้กันว่าหลักการที่สำคัญของเสรีนิยม (Liberalism) ยุคนี้ นอกจากหลักของความอิสระในปัจเจกชน ก็คือ การอดทนต่อความแตกต่าง (Tolerance of Diversity) รอบตัว

นี่เองเป็นอีกสิ่งที่คล้ายแนวคิดจวงจื่อ อาจจะต่างกันบ้างก็ตรงที่ดีกรีของจวงจื่ออ่อนโยนกว่า จนสามารถใช้คำว่า “ใจกว้าง” แทนที่คำว่า “อดทน”…ต่อความแตกต่าง

ซึ่งนั่นอาจเป็นเพราะสังคมยุคนั้น ปัญหาของความต่างยังไม่ฝังลึกเข้มข้นแบบยุคนี้ จวงจื่อไม่ใช่คนยุคนี้ การฝืนอธิบายเสรีนิยมแบบจวงจื่อว่าเหมือนเสรีนิยมแบบยุคนี้เป๊ะๆ จึงเป็นเรื่องประดิดประดอยและไม่เป็นไปตามธรรมชาติของความจริง และแนวคิดจวงจื่อย่อมไม่เหมือนเสรีนิยมยุคนี้เป๊ะๆ แน่นอนเช่นกัน

แต่แค่จวงจื่อได้เริ่มต้นแนวคิดนี้ไว้เมื่อกว่าสองพันปีที่แล้ว ก็ถือได้ว่าเป็นแนวคิดที่ก้าวหน้าและมีคุณค่าอย่างยิ่ง แถมจวงจื่อไม่ได้แค่สนับสนุนความใจกว้างในความแตกต่างอย่างลอยๆ แต่ยังอยู่ในเงื่อนไขที่ต้องมีความอิสระ และเป็นไปตามธรรมชาติที่เป็นจริง

จึงถือได้ว่า จวงจื่อคือต้นเค้าของแนวคิดแบบเสรีนิยม (Liberalism) แบบจีนจากยุคกว่าสองพันปีที่แล้วอย่างเต็มตัว

‘เดสทินาเระ’ การนวดศาสตร์ญี่ปุ่น @หลังสวน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/578242

  • วันที่ 26 ม.ค. 2562 เวลา 11:56 น.

‘เดสทินาเระ’ การนวดศาสตร์ญี่ปุ่น @หลังสวน

เรื่อง : มัลลิกา นามสง่า ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

ไม่ใช่แค่คนขี้เมื่อยที่ชอบนวด แต่ตอนนี้คนรักความสวยความงามต้องนวด เพราะสวยจบด้วยแค่ 2 มือ ไม่ต้องผ่านสารเคมีให้ก่อเกิดอันตรายในอนาคต ไม่ต้องพึ่งเทคโนโลยีสมัยใหม่ “เดสทินาเระ” (Destinare) บิวตี้ฮับสำหรับคนรักการนวดด้วยศาสตร์ญี่ปุ่น

เดสทินาเระ ตั้งอยู่ย่านใจกลางเมือง ถนนหลังสวน กรุงเทพฯ เดินทางสะดวกไม่ว่าจะเลือกใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส ลงสถานีชิดลม แล้วนั่งวินมอเตอร์ไซค์ต่อเข้ามา เพราะที่ตั้งอยู่ท้ายซอยถนนหลังสวน หรือเดินทางโดยรถไฟฟ้าใต้ดิน เอ็มอาร์ที ลงสถานีลุมพินี แล้วเดินมาได้

เดสทินาเระ ซ่อนตัวอยู่พื้นที่ด้านหลังโรงแรม LUXX XL หลังสวน ต้อนรับเราด้วยกลาสเฮาส์ในสวน บรรยากาศร่มรื่น ให้ความเป็นส่วนตัวมากๆ

“หวาน” กมลา ลี้โกมลชัย ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร เดสทินาเระ เล่าถึงความตั้งใจที่อยากให้ทุกคนมาแล้วได้รับความรู้สึกพิเศษเป็นส่วนตัว ทางเข้าร้าน ติดต่อการรับบริการต่างๆ อีกด้านหนึ่ง มีที่นั่งรับรอง เมื่อรับบริการเสร็จแล้วก็มีห้องนั่งพักผ่อน และทางออกอีกทางหนึ่ง ต่อให้ผ่านการบริการเผยหน้าสดก็ไม่ต้องกังวลว่าใครจะเห็น

เดสทินาเระ เพิ่งเปิดเมื่อปลายปี 2561 การตกแต่งรวมถึงบรรยากาศถ่ายทอดคาแรกเตอร์ของหญิงสาวญี่ปุ่นที่มีไลฟ์สไตล์ในแบบฉบับสาวปารีเซียง

“สีและเฟอร์นิเจอร์คุมโทนเทาน้ำตาลทอง ให้ดูอบอุ่น ดูโฮมมี่ ไม่ผู้หญิงจ๋า ผู้ชายเข้ามาไม่เคอะเขิน แบ่งสัดส่วนห้องต่างๆ ให้ความเป็นส่วนตัว มีห้องนวดตัว 3 ห้อง ห้องนวดหน้า 2 ห้อง

สปาคือธุรกิจที่อยากทำ หวานไปสปามาหลายที่ทั้งในและต่างประเทศ ก็เจอทั้งสิ่งที่เราชอบไม่ชอบ พอได้มีโอกาสทำของตัวเองก็รวมสิ่งที่เราชอบทุกอย่าง

การออกแบบสไตล์ห้อง อย่างโซนต้อนรับ เน้นสีขาว สไตล์มินิมอล ให้โปร่งสบาย ใส่ความเป็นปารีเซียงให้มีความลักซ์ชัวรี่ พอตอนจบเจอห้องสุดท้ายสีเข้มขึ้นมาหน่อย เหมาะกับบรรยากาศอยู่กลาสเฮาส์

หลังจากรับบริการแล้ว ออกจากห้องทรีตเมนต์ก็ให้ไปนั่งอีกที่หนึ่ง ดื่มชากาแฟให้ผ่อนคลาย มาทำกิจกรรมแบบนี้หวานเองก็ไม่อยากเจอใคร เราจึงแยกสัดส่วนชัดเจน ทางเข้าออก มีสเปซของตัวเอง เราเน้นไพรเวทในพื้นที่ทุกขั้นตอน”

ธุรกิจครอบครัวของกมลาไม่เกี่ยวข้องกับแวดวงธุรกิจความงามเลย แต่เพราะปัญหาผิวหน้าที่เป็นสิว แผลจากสิวตั้งแต่วัยรุ่น ผ่านการรักษาด้วยการเลเซอร์จนผิวหน้าบาง และสรรหาวิธีการดูแลรักษาหลายวิธี

จนในที่สุดเธอได้ค้นพบศาสตร์การนวดจากโอซากา ประเทศญี่ปุ่น คือ การรู้จักมาสเตอร์ “ชิโนบุ ซาโตะ” (Shinobu Sato) นายกสมาคมโฮลิสติ้งในประเทศญี่ปุ่น ปรมาจารย์ด้านโฮลิสติกหรือศาสตร์การแพทย์ทางเลือกแบบองค์รวม ผู้ถ่ายทอดศาสตร์การนวดดั้งเดิมในสไตล์ญี่ปุ่นให้อย่างละเอียด

“เมื่อ 6 ปีที่แล้วมีโอกาสไปกินข้าวกับอาจารย์ชิโนบุ ซาโตะ แล้วได้รู้จักกับศาสตร์การนวด Herbal Immune Therapy ของญี่ปุ่น ที่อาจารย์คิดค้นเป็นศาสตร์ความสวยความงาม เขาชวนไปลองที่ญี่ปุ่น

ช่วงที่หวานบินไปนวดที่ญี่ปุ่นเพื่อรักษาสิว แผลจากสิว สิวสิว 3-4 เดือนไปที ใช้เวลาทั้งหมด 2 ปี ก็นวดประมาณ 8 ครั้งเอง แต่หน้าดีขึ้นมาก จากที่รักษามาหลายที่ ใช้ผลิตภัณฑ์หลายอย่าง จนสุดท้ายตัดสินใจเรียนก็ไปเรียนอยู่หลายปี

คือถ้าหวานไม่เข้าใจอย่างละเอียด ทำเองไม่ได้ ไม่รู้จริง จะไม่เปิดเด็ดขาด คุณพ่อก็ถาม เพราะที่บ้านไม่มีใครมีความเข้าใจเกี่ยวกับธุรกิจความงามเลย

โดยคอนเซ็ปต์หลักของการบริการ คือ การนวดเพื่อสุขภาพกระตุ้นให้ระบบการทำงานในร่างกายและระบบไหลเวียนโลหิตทำงานอย่างเป็นระบบภายใต้พื้นฐานความเชื่อว่าระบบทั้งสามของร่างกาย ประกอบไปด้วย ระบบน้ำเหลือง ระบบฮอร์โมน และระบบประสาททำงานสัมพันธ์กัน ควบคู่ไปกับการใช้สมุนไพรและผลิตภัณฑ์สูตรลับเฉพาะตามแบบฉบับซาโตะ ออยล์”

เดสทินาเระ ตั้งอยู่ที่โรงแรม LUXX XL หลังสวน เปิดบริการวันจันทร์-เสาร์ เวลา 10.30-20.00 น. และวันอาทิตย์ เวลา 09.00-18.00 น. สำรองคิวเข้ารับบริการติดต่อ 02-126-7884-5 

วิถีลูกผู้ชาย ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ ‘อยากให้โลกดีขึ้น ต้องลงมือทำ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/578241

  • วันที่ 26 ม.ค. 2562 เวลา 11:50 น.

วิถีลูกผู้ชาย ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ ‘อยากให้โลกดีขึ้น ต้องลงมือทำ’

เรื่อง : พุสดี สิริวัชระเมตตา

หล่อแถมใจดีตัวจริง ต้องยกให้ “โตโน่” ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ นักร้อง-นักแสดงชื่อดังที่ตอกย้ำการทำหน้าที่จิตอาสาเพื่อสังคมแบบพูดจริง ทำจริง ไม่ต้องสร้างภาพในฐานะทูตองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก

ตลอดปี 2018 โตโน่ได้เดินสายช่วยเหลือยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ทั้งในและต่างประเทศ กับองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย (World Animal Protection Thailand) อย่างต่อเนื่อง

จากการได้สัมผัสปัญหาจริง ได้เห็นปัญหากับตา พบว่าหลายปัญหาต้องแก้ไขกันในระดับโครงสร้างและกฎหมาย ซึ่งต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจของคนไทยช่วยกันยกระดับสวัสดิภาพสัตว์

“อยากให้โลกดีขึ้น ต้องลงมือทำ” นี่คือประโยคที่โตโน่สะท้อนถึงความในใจของโตโน่ที่อยากบอกกับสังคม

เพราะจากการลงพื้นที่ทำให้ โตโน่ ได้มีโอกาสเห็นสภาพปัญหาของสัตว์ป่า สัตว์ในฟาร์ม ตลอดจนสัตว์ที่ประสบอุทกภัย ซึ่งแนวทางแก้ไขปัญหาในระยะยาวต้องยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ในระดับโครงสร้าง โดยเฉพาะการออกกฎหมายและสร้างเครือข่ายองค์กรที่ให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพสัตว์

“เรื่องสัตว์นี่ผมลงมือทำจริง ช่วยเหลือจริงมานานแล้วครับ แต่ปัญหาใหม่ๆ ก็เกิดขึ้นตลอด จนกระทั่งมาทำงานกับองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกจึงเข้าใจสภาพปัญหามากขึ้น นอกจากปัญหาเฉพาะหน้าแล้ว ปัญหาที่ลงลึกอย่างปัญหาสัตว์ป่า เช่น ช้างในธุรกิจการท่องเที่ยว การค้าดีหมี ที่ผมได้มีโอกาสไปเห็นมา

รวมถึงเรื่องสุนัข หรืออย่างเรื่องหมูในฟาร์ม ซึ่งเราตัวคนเดียวก็ไม่อาจจะช่วยได้ทั้งหมด ต้องให้ภาคสังคม ภาครัฐได้ช่วยกันสร้างกฎระเบียบมาดูแล ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับ” โตโน่กล่าวถึงประสบการณ์ที่ผ่านมา

สำหรับในปีนี้ โตโน่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ทูตองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกต่ออีกปีเป็นปีที่ 6 เพราะยังมีประเด็นปัญหาที่น่าสนใจและอยากแก้ไขอีกหลายเรื่องโดยเฉพาะแคมเปญหยุดซื้อหยุดขายสัตว์แปลก

“ตอนแรกผมก็ชอบนะครับสัตว์แปลกเขาก็มีความน่ารัก ผมชอบก็อยากเลี้ยงอยากดูแลเขาให้ดี แต่พอมาเรียนรู้กับองค์กรฯ ก็พบว่าเราไม่รู้ธรรมชาติของเขาจริงๆ บางครั้งคนที่เอามาขายก็ลักลอบเอาเข้ามา ตายไปก็เยอะ ถ้าเราไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาทรมาน เราก็ต้องหยุดเอ็นดูเขาในทางที่ไม่ใช่ธรรมชาติของเขาครับ” โตโน่เผย พร้อมย้ำว่าในฐานะทูตองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกจะยังคงเข้าร่วมกิจกรรมทุกครั้งที่มีโอกาส

สำหรับภารกิจหลักองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย ในปี 2562 นี้ ยังคงสานต่อการยกระดับสวัสดิภาพสัตว์เพื่อคุณภาพชีวิตมนุษย์ต่อไป โดยจะมีแคมเปญต่างๆ ประกอบไปด้วยแคมเปญเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของสุนัข (Better Life for Dogs) รณรงค์การทำหมัน และให้วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ากับสุนัขจร

แคมเปญสัตว์ป่าไม่ใช่นักแสดง (Wildlife not Entertainer) โดยเน้นไปที่ ช้างและเสือ

แคมเปญหยุดซื้อหยุดขายสัตว์แปลก (Exotic Pet Campaign) ให้คนหยุดซื้อสัตว์แปลกเอามาเป็นสัตว์เลี้ยงเพราะเป็นการทรมานและไม่ใช่ธรรมชาติของสัตว์

แคมเปญหยุดแม่หมูยืนซอง ที่ยังคงรณรงค์ต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นให้ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายยุติการเลี้ยงแม่หมูแบบยืนซอง และที่ขาดไม่ได้คือ การช่วยเหลือสัตว์ประสบภัยที่ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง 

บุญธเนศ ดิเรกฤทธิกุล พระเอกหลังบาร์ กล้าลบเส้นแบ่งอาหารและค็อกเทล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/578240

  • วันที่ 26 ม.ค. 2562 เวลา 11:43 น.

บุญธเนศ ดิเรกฤทธิกุล พระเอกหลังบาร์ กล้าลบเส้นแบ่งอาหารและค็อกเทล

เรื่อง : กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

บาร์เทนเดอร์หนุ่มมาดเข้ม “ป๊อป” บุญธเนศ ดิเรกฤทธิกุล ดีกรีหัวหน้าบาร์เทนเดอร์ร้านอีทมี และเจ้าของรางวัล บาร์เทนเดอร์แห่งปี 2561 จากเวที เดอะ บาร์ อวอร์ดส์ แบงคอก เมื่อปีที่ผ่านมา

วันนี้เขาเปลี่ยนมานั่งอยู่หน้าบาร์เพื่อบอกเล่าเส้นทางชีวิตและสายอาชีพของคนกลางคืน

ป๊อปเท้าความไปตั้งแต่ตอนเป็นเด็กจบใหม่ที่ได้ทำงานสายอาหารและเครื่องดื่ม โดยเริ่มต้นทำงานที่ร้านอาหารดังประจำตำแหน่งรีเซปชั่น รวมถึงอีกหลายหน้าที่ ทั้งเสิร์ฟอาหาร ทำบาร์เครื่องดื่ม ทำเบเกอรี่

ก่อนจะย้ายไปทำงานที่ร้านอาหารแห่งใหม่จนได้ขยับเป็นผู้จัดการร้าน จนมีคนรู้จักชวนมาทำงานที่ร้านอีทมี โดยเริ่มจากเป็นพนักงานเสิร์ฟ แล้วค่อยขยับมาเป็นบาร์เทนเดอร์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง

“ผมเป็นคนเรียนรู้ค่อนข้างเร็ว” ป๊อป กล่าว

“ตอนนั้นผมไม่มีความรู้เรื่องเครื่องดื่ม ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องเชกยังไง แต่ดีที่มีเพื่อนเป็นเฮดบาร์เทนเดอร์คอยเทรนให้ทุกอย่าง จนสามารถทำเครื่องดื่มตามหน้าเมนูได้ ซึ่งตอนนั้นเมนูเครื่องดื่มมีแค่ประมาณ 15 รายการ โดยทุกวันผมจะเป็นคนเตรียมของ เก็บของเอง เก็บเหล้าทุกขวดทุกวัน จนรู้สึกว่าเริ่มสนิทกับเจ้าสิ่งนี้แล้ว”

เขาทำงานในร้านอาหารมานานกว่า 7 ปี ก่อนจะมีโอกาสได้อยู่หลังบาร์และเชกเครื่องดื่มให้ลูกค้า ซึ่งหลังจากเป็นบาร์เทนเดอร์คู่กับเพื่อนได้ 6 เดือน บาร์ก็เหลือเขาเพียงคนเดียว

ป๊อป เผยว่า แวบคิดแรกเขานึกจะออกตาม แต่เพราะเจ้าของร้านรั้งไว้ และบาร์จะขาดบาร์เทนเดอร์ไม่ได้ เขาจึงตัดสินใจอยู่ต่อ ซึ่งนั่นเป็นการตัดสินใจที่ปูทางไปสู่โอกาสอีกมากมายที่เขาเองก็ไม่คาดคิด

“จากแค่ทำเครื่องดื่มตามหน้าเมนู มันมีเหตุจุดประกายจากงานสิงคโปร์ ค็อกเทล วีก ซึ่งตอนนั้นจัดเป็นปีแรก เจ้านายถามว่าอยากไปดูไหม ผมก็ลองไปดู พอกลับมาผมเริ่มมีไอเดีย เริ่มทำนอกเมนูแล้ว และเริ่มทำให้ลูกค้าประจำได้ลองเมนูที่ผมคิดขึ้นมาเอง

หลังจากนั้นผู้จัดการร้านอยากเปลี่ยนเมนูเครื่องดื่มใหม่ ซึ่งจากคนที่ทำตามเมนูมาตลอด ทำให้ต้องมานั่งคิดย้อนกลับไปว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมาลูกค้าเคยมีความต้องการอะไรใหม่ๆ ไหม”

เขาเล่าถึงเหตุการณ์คลาสสิกที่เกิดขึ้นกับตัวเองว่า คืนนั้นมีลูกค้าสั่งค็อกเทลรสลาบด้วยความเมา เขาจึงตอบกลับไปว่า “ได้ครับ” แล้วหันหลังเดินเข้าครัว

“ถามน้องที่เป็นคนอีสานว่าลาบต้องใส่อะไรบ้าง พอรู้ส่วนประกอบแล้วก็เข้าไปหาในครัว ต้องบอกตามตรงว่า ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่ารสชาติจะออกมาเป็นยังไง รู้แค่ว่าถ้ามันไม่อร่อย ก็ต้องชิมจนรู้สึกว่ามันอร่อยแล้วค่อยเสิร์ฟ แต่สรุปว่ามันอร่อย พออร่อยแล้วก็ต้องมาคิดต่อว่าจะตกแต่งแก้วนี้ยังไง ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าลาบหมู แต่ร้านเราไม่มีหมูสับ มีแค่แฮม เลยหยิบแฮมมาเผาไฟโรยด้วยพริกไทย แล้วเสิร์ฟ สรุปผ่าน ผมจึงเป็นนำเมนูลาบหมูมาเป็นตัวตั้งเพื่อคิดเมนูเครื่องดื่มอื่นๆ”

เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ค็อกเทลรสชาติอาหารมีเพียงรสต้มยำกุ้ง ต้มข่าไก่ เมื่อเขาคิดเมนูค็อกเทลลาบหมูได้ จึงคิดต่อไปว่าหากลาบหมูเป็นตัวแทนของภาคอีสาน แล้วตัวแทนของภาคอื่นๆ จะเป็นอะไร จึงกลายเป็นเมี่ยงคำเป็นตัวแทนภาคเหนือ แกงไตปลาเป็นตัวแทนภาคใต้ และแกงเขียวหวานเป็นตัวแทนภาคกลาง ซึ่งทั้งหมดอยู่ภายใต้คอนเซ็ปต์ ซิป ซัม ไทย (Sip Some Thai)

“จุดเด่นที่ผมกล้าทำคือ ผมใช้ของสดทุกอย่าง” หัวหน้าบาร์เทนเดอร์กล่าวต่อ

“เพราะค็อกเทลทั่วโลกจะไม่ใส่หอมแดงสดลงไปในค็อกเทล เพราะหนึ่งมันฉุน กลิ่นมันแรง และสองคือไม่มีใครทำ แต่เมื่อโจทย์ของผมคือทำอาหารให้อยู่ในรูปแบบของน้ำ บวกกับผมเป็นคนไม่คิดซับซ้อน เลยใช้วัตถุดิบที่ใช้ทำอาหารจริงๆ มาทำส่วนผสมของค็อกเทล”

หลังจากสนุกกับเมนูใหม่ได้ราวครึ่งปี เขาอยากทำให้สนุกมากขึ้น จึงหยิบเมนูข้างทางมาใส่เพิ่มเติมอย่างส้มตำปูปลาร้า กะเพราหมูกรอบไข่ดาว ขนมจีนน้ำยา ข้าวมันไก่ ปูผัดผงกะหรี่ แกงเผ็ดเป็ดย่าง และผัดไทย

“การเทียบแบบรสชาติดั้งเดิมให้อยู่ในค็อกเทลไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยาก เพราะการทำอาหารให้อร่อยต้องใช้วัตถุดิบสดใหม่และมีคุณภาพ การทำค็อกเทลก็เช่นเดียวกัน แต่ก็ต้องปรับอะไรบางอย่างให้เหมาะกับการทำเป็นของเหลว ซึ่งนั่นก็มาจากการลองผิดลองถูกไปจนกว่าจะได้”

ป๊อปใช้เวลาเดินทางนาน 6 ปี กว่าจะได้เป็นบาร์เทนเดอร์ และยึดอาชีพนี้จนไต่เต้าเป็นหัวหน้าบาร์เทนเดอร์ที่ร้านอีทมี รวมระยะเวลานาน 7 ปี ซึ่งเขามองว่าเขาก้าวกระโดดค่อนข้างเร็ว เพราะเขาไม่เกี่ยงงาน มีความพยายาม และได้รับโอกาสที่ดี จึงมีโอกาสแสดงศักยภาพและฝีมือ

“นอกจากจะเป็นคนคิดและผสมเครื่องดื่ม ค็อกเทลของผมมันยังเป็นตัวแทนประเทศไทยไปพูดให้คนต่างชาติรู้จักอาหารไทยมากขึ้น อย่างตอนที่ผมไปลอนดอน ประเทศอังกฤษ ผมก็จะอธิบายว่าข้าวคั่วมาจากไหน สะระแหน่ที่ใช้นำมาจากพื้นที่ไหน อธิบายให้เขารู้จักที่มาที่ไปของวัตถุดิบ ก่อนที่จะผสมให้เขาดื่มรสชาติความเป็นไทย”

เขากล่าวด้วยว่า ปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญกับที่มาที่ไปและเรื่องราวของวัตถุดิบ โดยเรื่องราวของบาร์อีทมีคืออาหารไทย ซึ่งนอกจากเขาจะรังสรรค์ค็อกเทลแหวกแนวแล้ว อีกความตั้งใจคือ เขาอยากลบภาพอาหารไทยในมุมมองของคนต่างชาติที่มีแค่ต้มยำกุ้งและต้มข่าไก่ เพราะยังมีอาหารไทยอีกมากมายให้ลอง

ถามเขาต่อว่า ความยากของอาชีพบาร์เทนเดอร์คืออะไร

“ทุกอาชีพยากหมด” ป๊อปตอบทันควัน ไม่มีอาชีพไหนง่าย เพราะทุกคนล้วนเริ่มต้นเดินจากศูนย์ และเมื่อก้าวไปอยู่สูงแล้วอย่าหยุดพัฒนา เหมือนตัวเขาที่ไม่หยุดอยู่แค่หน้าเมนู แต่ยังเดินทางไปหาแรงบันดาลใจจากทั่วโลก

“ผมชอบไปต่างประเทศ ชอบไปนั่งตามบาร์ ซึ่งผมไม่ได้ไปดื่มค็อกเทลแล้วตัดสินมันว่าอร่อยหรือไม่อร่อย แต่ผมดูตั้งแต่ก้าวแรกที่เปิดประตูเข้าไป พนักงานเขาบริการยังไง เขาเปิดเพลงอะไร ห้องน้ำเขาเป็นยังไง และไม่มองแค่ว่าข้างหน้าบาร์เขามีอะไร แต่ดูเข้าไปถึงข้างหลังว่าเขามีอะไร แล้วนำข้อดีของเขามาปรับใช้ หรือเขามีข้อเสียอะไรก็ดูไว้เป็นตัวอย่าง”

ป๊อป กล่าวด้วยว่า คนที่มาที่บาร์ต้องการความสุข ความสบายใจ ดังนั้นหน้าที่ของคนหลังบาร์ต้องเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์

“พอผมอยู่หน้างาน ผมเหมือนนักแสดงที่มีผู้ชมคอยดูทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะหยิบจับอะไรลูกค้าก็จะมองตาม เพราะเขานั่งอยู่หน้าบาร์ ดังนั้นเราจะทำยังไงให้การทำงานทุกอย่างมันสมูท เหมือนนักแสดงที่ท่องบทและซ้อมมาดี คนดูจะได้ดูแบบไม่ติดขัด ไม่เสียอารมณ์ ซึ่งนักแสดงอาจต้องเล่นเกินจริง แต่บาร์เทนเดอร์ต้องทำทุกอย่างให้เป็นธรรมชาติ”

อย่างไรก็ตาม นอกจากเป็นหัวหน้าบาร์เทนเดอร์ ป๊อปยังควบตำแหน่งผู้จัดการบาร์ ซึ่งโดยทั่วไปคนเป็นผู้จัดการบาร์จะดูภาพรวม แต่เขาเลือกที่จะเป็นบาร์เทนเดอร์อยู่ เพราะยังทำไหวและยังอยากทำ

“ถามว่าผมทำค็อกเทลทุกแก้วให้รสชาติเหมือนกันได้ยังไง ผมใช้เซนส์ทำ เพราะเวลาเราทำอะไรบ่อยๆ เราจะรู้ว่าต้องประมาณไหนถึงจะพอดี”

ส่วนตำแหน่งบาร์เทนเดอร์แห่งปี 2561 เป็นรางวัลที่ตัดสินจากผลโหวตและนับเป็นรางวัลแรกที่เขาได้รับ โดยตลอด 7 ปีของการทำอาชีพนี้ ไม่ใช่ว่าเขาลงแข่งแล้วไม่ชนะ แต่เป็นเพราะเขาเลือกที่จะไม่แข่งขันเองต่างหาก จึงไม่เคยมีรางวัลอะไรติดตัว

“ถ้าวันนี้คุณแข่งแล้วชนะ ผมให้ไม่เกิน 7 วัน เดี๋ยวคนก็ลืม แต่ถ้าผมทำงานของผมไปแบบนี้ คนจะพูดถึงผมทั้งปี ผมชอบแบบนี้มากกว่า และผมเลือกที่จะโฟกัสกับลูกค้าหน้าบาร์ดีกว่าไปโฟกัสกับกรรมการไม่กี่คน”

บาร์เทนเดอร์วัย 30 กว่ายังกล่าวทิ้งท้ายถึงการใช้ชีวิตว่า ถ้าคิดอยากทำอะไรให้ทำทันที อย่ารอให้ใครยื่นโอกาส เพราะเมื่อลงมือทำโอกาสจะเข้ามาหาเอง

“อย่างค็อกเทลที่ผมทำ ถ้าผมช้า คิดแล้วแต่ไม่ลงมือทำ ไม่นานหรอกจะมีคนคิดได้แล้วลงมือทำก่อน ถ้าถึงเวลานั้นแทนที่จะเป็นคนแรก คุณจะกลายเป็นคนก๊อบปี้คนอื่นทันที”

ป๊อปยังกระซิบว่า หลังจากปล่อยค็อกเทลผัดไทยเมื่อต้นปี 2561 และหลังจากนั้นก็ให้เวลาไปกับการเดินทาง ทำให้ปีนี้เขาจะมีเมนูใหม่ให้ได้ติดตาม

สามารถไปพูดคุยกับบาร์เทนเนอร์มาดเข้มแต่คารมกวนได้ที่ร้านอีทมี ซอยคอนแวนต์ แล้วขอเตือนว่า อย่าเผลอไปท้าให้เขาทำเมนูอะไร เพราะเดี๋ยวจะเดือดร้อนไปถึงครัว 

ฝันเอสเอ็มอีไทย ขยายไกลบุกตลาดโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/578238

  • วันที่ 26 ม.ค. 2562 เวลา 11:39 น.

ฝันเอสเอ็มอีไทย ขยายไกลบุกตลาดโลก

เรื่อง : อณุสรา ทองอุไร/วันวิสา เหมือนศรี

นโยบายของรัฐบาลที่มีนโยบายส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี)-(Small-and Medium-size Enterprises, SME) ให้เติบโตและอยู่รอด เพราะโดยเฉลี่ยแล้วอายุเอสเอ็มอีจะอยู่รอดได้แค่ 3-5 ปีเท่านั้น เนื่องจากยังขาดแคลนด้านเงินทุน ความสามารถในการบริหารจัดการบุคลากร

สิ่งที่เอสเอ็มอีต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด เพราะตลาดในอนาคตไม่ใช่แค่ 60 ล้านคนในประเทศอีกต่อไป แต่คือคนทั้งโลก การปรับตัวของเอสเอ็มอีในยุคปัจจุบัน รวมทั้งการสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าของตนเอง สร้างนวัตกรรมเพื่อไม่ให้ผลิตภัณฑ์ซ้ำกับสินค้าของรายอื่น การรวมกลุ่มกับผู้ประกอบการรายอื่น เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับตนเอง

เศรษฐกิจดิจิทัลพาเอสเอ็มอีไทยบุกโลก

รายงานวิจัยในชื่อ “Global is the New Local : The Changing International Trade Patterns of Small Businesses in Asia Pacific” งานสำรวจและวิจัยนี้ถูกจัดทำขึ้นโดย Harris Interactive สนับสนุนโดยเฟดเอ็กซ์ เพื่อศึกษาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับโอกาสสำหรับการส่งออกในตลาดโลก และความท้าทายต่างๆ ที่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมต้องเผชิญ

ในปัจจุบันการส่งออกของธุรกิจเอสเอ็มอีสู่นอกภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกนั้นมีอัตราส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 71% คิดเป็นอัตราการส่งออกข้ามภูมิภาคที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 254% เมื่อเทียบกับช่วง 4 ปีที่ผ่านมาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในเอเชียแปซิฟิกที่อยู่ในภาคการส่งออกต่างลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ และใช้ประโยชน์จากรูปแบบเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มที่เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจ เอสเอ็มอีจำนวนมากต่างยอมรับและปรับใช้เทคโนโลยีอุตสาหกรรม 4.0 โดยคาดว่าจะมีผู้หันมาใช้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของประเทศไทย ผลสำรวจจากศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจแห่งมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ข้อมูลว่า ในปี 2561 เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยเติบโตขึ้นราว 20% และคาดว่าในปีนี้จะเติบโตเพิ่มขึ้นอีกเป็น 24.6%

พร้อมกันนี้ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ดูแลและส่งเสริมกิจการของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมได้จัดสรรงบประมาณจำนวนสูงถึง 1,200 ล้านบาท (37 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในปี 2561 เพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมเอสเอ็มอีให้มีความเติบโต ทั้งในส่วนของผู้ลงทุนและผู้กำหนดนโยบาย ตลอดจนผลักดันให้เกิดพัฒนาการด้านการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรืออี-คอมเมิร์ซ

ทั้งนี้ สสว.มีเป้าหมายที่จะยกระดับการตระหนักรู้ของเอสเอ็มอีในเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัล และการใช้ประโยชน์จากเครื่องมือดิจิทัลต่างๆ เพื่อช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่าย และช่วยส่งมอบประสบการณ์โดยรวมที่ดียิ่งขึ้นให้กับลูกค้า

รายงานข้อมูลเชิงลึกชิ้นนี้ ร่วมกับแรงขับเคลื่อนของรัฐบาลไทยในการสนับสนุนเอสเอ็มอี แสดงให้เห็นว่าการค้าออนไลน์กำลังจะพลิกโฉมหน้ารูปแบบการทำธุรกิจของโลกใบนี้ โดยมีเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นตัวผลักดันอยู่เบื้องหลัง ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังคงเป็นผู้นำระดับโลกในเรื่องอี-คอมเมิร์ซข้ามพรมแดนแบบ B2C โดยมียอดการค้าในไตรมาสแรกของปี 2561 คิดเป็น 40% ของยอดขายอี-คอมเมิร์ซจากทั่วโลก

ในประเทศไทย รายได้จากอี-คอมเมิร์ซในปี 2561 ทั้งสิ้นมีจำนวน 7,030 ล้านบาท และคาดว่าจะสูงขึ้นอีกโดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (ปี 2561-2565) อยู่ที่ 13.2% ด้วยหลักการข้อหนึ่งของไทยแลนด์ 4.0 ที่ว่า “จะสร้างความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจผ่านระบบเศรษฐกิจมูลค่าเพิ่มที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และการสร้างสรรค์ จึงทำให้เอสเอ็มอีไทยหลายรายเริ่มลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัล โดยหวังว่าจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและต่อยอดให้ธุรกิจเติบโตต่อไปในต่างแดนได้

“Global Need” จับกลุ่มย่อยในตลาดโลกที่ใช่

ในปี 2562 นี้ สสว.ได้ร่วมมือกับสถาบันอาหาร และสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ISMED) ดำเนินกิจกรรมภายใต้โครงการพัฒนาช่องทางการตลาด สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยมุ่งเน้นสินค้าในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์สปา ผลิตภัณฑ์ของใช้ ของตกแต่ง ของขวัญและของที่ระลึก ในการพัฒนาศักยภาพด้านการตลาดและสร้างรายได้เพิ่ม

มีการจัดอบรมสัมมนาความรู้เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจและการค้าระหว่างประเทศและรับสมัครผู้ประกอบการ ตลอดจนจัดกิจกรรมขยายช่องทางการตลาดภายในและต่างประเทศ ซึ่งในปี 2562 นี้ จะคัดเลือกผู้ประกอบการเพื่อเข้าร่วมงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติรวมทั้งสิ้น 8 งาน ตั้งแต่เดือน ก.พ.-ส.ค. ได้แก่ มหกรรมการค้าสู่ตลาดโลก (Bloom Bazaar) งานเดียวที่เปิดโอกาสให้เอสเอ็มอีได้ขยายเวทีการค้าสู่ตลาดโลก จะคัดเลือกผู้ประกอบการเข้าร่วมงานภายใต้โครงการนี้มากถึง 192 กิจการ ไปร่วมงานแสดงสินค้าในประเทศต่างๆ รวมทั้งสิ้น 8 งาน คือ

1.งาน Ambiente Frankfurt ณ ประเทศเยอรมนี ระหว่างวันที่ 8-12 ก.พ. 2562 จำนวนผู้ประกอบการ 10 กิจการ

2.งาน Thai fair 2018 ณ นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เดือน มี.ค. 2562 จำนวนผู้ประกอบการ 30 กิจการ

3.งาน Malaysia International Halal Showcase ณ ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 3-6 เม.ย. จำนวนผู้ประกอบการ 30 กิจการ

4.งาน HKTDC Hong Kong Gifts and Premium Fair 2019 ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง ระหว่างวันที่ 27-30 เม.ย. 2562 จำนวนผู้ประกอบการ 20 กิจการ

5.งาน Ambiente India ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ระหว่างวันที่ 13-15 มิ.ย. 2562 จำนวนผู้ประกอบการ 22 กิจการ

6.Thai SME Festival Japan ณ ประเทศญี่ปุ่น (เมืองนางาซากิ และเมืองฟุกุอิ) เดือน ส.ค.และเดือน ก.ย.จำนวนผู้ประกอบการ 40 กิจการ

7.งาน Food Taipei 2019 ณ กรุงไทเป สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ระหว่างวันที่ 19-22 มิ.ย. 2563 จำนวนผู้ประกอบการ 20 กิจการ

8.งาน HKTDC Food EXPO 2019 ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง ระหว่างวันที่ 15-19 ส.ค. 2563 จำนวนผู้ประกอบการ 20 กิจการ

จากการดำเนินโครงการที่ผ่านมา สสว.ได้นำผู้ประกอบการไปร่วมงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติและทดสอบตลาดในต่างประเทศ โดยเน้นสินค้าในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์สปา และสินค้าของขวัญของชำร่วย ซึ่งเป็นสินค้าที่มีศักยภาพสูงของเอสเอ็มอีไทย มีผู้ประกอบการสนใจสมัครเข้าร่วมกิจกรรมทั้งสิ้น 118 กิจการ เกิดการเจรจาธุรกิจถึง 1,400 คู่ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 1,500 ล้านบาท

สำหรับโครงการพัฒนาช่องทางการตลาดสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เป็นการดำเนินโครงการตามแผนส่งเสริมเอสเอ็มอี ฉบับที่ 4 (SME 4.0) เพื่อยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งตลาดภายในประเทศและตลาดในต่างประเทศได้อย่างยั่งยืน โดยเป็นโครงการที่เน้นกลุ่มผู้ประกอบการที่มีศักยภาพพร้อมที่จะพัฒนาเป็นผู้ส่งออก

การสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศ โดยใช้กลไกระบบการช่วยเหลือเงินสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ให้ดำเนินการอย่างมีระบบ เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อผู้ประกอบการ และเศรษฐกิจของประเทศ สร้างองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับสถานการณ์ทางการค้าและการตลาดในปัจจุบัน เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ประกอบการได้กำหนดกลยุทธ์ต่างๆ สำหรับตลาดเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนให้ผู้ประกอบการได้สร้างพันธมิตรและขยายความสัมพันธ์กับเครือข่ายทางการค้าทั้งในตลาดเดิมและตลาดใหม่ที่มีศักยภาพให้มีความเข้มแข็งอีกด้วย

สุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการ สสว. ได้เปิดเผยถึงแนวทางในการผลักดันให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้รับโอกาสในการเข้าร่วมกิจกรรมทดสอบตลาด และสนับสนุนการขยายฐานทางเศรษฐกิจให้กับธุรกิจของผู้ประกอบการ

ในปีนี้ สสว.มุ่งหวังที่จะทำให้เกิดมูลค่าการซื้อขายและยอดการเจรจาธุรกิจ ตลอดจนมูลค่าการสั่งซื้อจากการร่วมออกงานต่างๆ ตลอดทั้งโครงการ ไม่ต่ำกว่า 2,500 ล้านบาท และเกิดการเจรจาจับคู่ธุรกิจอีกไม่น้อยกว่า 2,400 คู่ อีกทั้งยังส่งเสริมให้ผู้ประกอบการได้รับความรู้ด้านการตลาดต่างประเทศอีกไม่น้อยกว่า 2,100 ราย นับว่าเป็นการผลักดันให้ผู้ประกอบการ ได้เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในเวทีการค้าระดับสากลอย่างแท้จริง เป็นการต่อยอดการพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยอย่างยั่งยืน

“เมื่อส่งเสริมแล้ว การวัดผลที่ดีที่สุด คือ เห็นรายได้ที่เพิ่มขึ้น และในทุกๆ กิจกรรมของ สสว.ที่ผ่านมาเราก็จะตบด้วยการตลาดหมด เพราะมันเป็นตัวบ่งชี้ พอปีนี้ก็เล่นเกมเชิงรุกมากขึ้น เนื่องจากว่าแผนแม่บทฉบับที่ 4 ของ สสว. เราต้องยกระดับส่งเสริมเอสเอ็มอีให้สู่สากล และการส่งเสริมสากลมันจะมีหลากหลายรูปแบบ ยกระดับมาตรฐาน พัฒนาผลิตภัณฑ์ แล้วก็การส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศก็เป็นกลไก

แล้วเลยมองว่าเอสเอ็มอีโดยทั่วไปจะเป็นรายเล็ก เวลาที่แข่งขันกับตลาดใหญ่ๆ มันก็จะยาก เราเลยอยากจะให้มันเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เราใช้คีย์เวิร์ดว่า “Global Need” แปลว่าจับกลุ่มย่อยๆ ในตลาดที่ใช่ กลุ่มเป้าหมายที่ใช่ พัฒนาสินค้าผลิตภัณฑ์ที่ใช่ให้ตรงตามเป้าหมายเอสเอ็มอี ก็จะเติบโตอย่างเห็นได้ชัด จึงใช้กลไกนี้ทดลองในปีที่แล้ว ในหลากหลายกิจกรรม”

ปีนี้ ผู้อำนวยการสุวรรณชัย มองว่าต้องพลิกเกมทำการตลาดเชิงรุกมากขึ้น โดยปีที่แล้วพาเอสเอ็มอีไทยไปนางาซากิ

“การทดลองของ สสว. เนื่องจากตลาดนางาซากิไม่ได้เป็นตลาดใหญ่ เป็นตลาดเมืองรอง เดินทางจากสนามบินอื่นไปเพราะไม่มีสนามบินลงในเมืองนั้น แต่ที่เรากล้าเพราะมองว่าเมืองนี้เป็นเมืองที่มีจำนวนประชากรเหมาะสมกับไซส์ธุรกิจเอสเอ็มอี มีนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเที่ยวจำนวนมาก

ในการประกาศความเป็นไทยให้โลกได้รู้จัก ปักหมุดตรงนั้น คนญี่ปุ่นก็ซื้อคนต่างประเทศก็ซื้อ พอทดลองเสร็จก็เจอความต้องการที่มันใช่ พอพาผู้ประกอบการไปขาย 20 คนแล้วก็ได้ผลตอบรับที่ดี มองว่าเอสเอ็มอีไทยเหมาะกับเมืองรองที่มีความน่าสนใจเลยเป็นประเด็นให้เราเอาสินค้าที่ใช่ไปอยู่ในที่ที่ใช่

เอสเอ็มอีไทยต้องประสบความสำเร็จและไม่เกินขีดความสามารถของตัวเอง อันนี้ผู้ว่าเมืองฟูกุโอกะติดต่อเรามาเองเพราะต้องการแบบนี้ การเอาจริงเอาจังในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์กับกลุ่มเป้าหมาย แล้ววิน-วิน เท่ากันระหว่างไทยกับญี่ปุ่นก็เลยเป็นโมเดล ที่ทำให้ปีนี้เราออกแบบแพลตฟอร์มใหญ่ตั้งแต่ต้นปี กลไกแบบนี้ควรจะอยู่ที่ตลาดไหนบ้าง เอสเอ็มอีจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อม”

อีกด้านที่ สสว.ทำในปีที่แล้ว ก็คือ สสว.ไม่ได้เป็นด่านแรกในการเลือกแต่เราเอาผู้ซื้อ (Bayer) ตัวจริงของตลาดนั้นๆ มาเป็นตัวเลือกสินค้าอะไรไปที่นั่น คือจะเดินทางมาที่เมืองไทยเพื่อคัดเลือกด้วยตัวเอง แผนงาน “ยกระดับ SME เพื่อชาติ” ผู้อำนวยการ สสว. บอกว่า แผนงานปีนี้มี 8 งาน ใน 8 เดือน ในต่างประเทศ

“เฉลี่ยคือนำผู้ประกอบการไปต่องานประมาณ 20 ราย เมื่อพาไปออกงานก็จะมีการติดตามผล ตั้งแต่ก่อนเริ่มงานเรา Pre-sale จริงจังเลย เพื่อส่งให้เขาไปต่างประเทศจริงจัง วัดผลรายได้ยอดขายของเขาโตขึ้นไหม เป้าหมายสูงสุดของ สสว.ที่ผ่านมา คือ องค์ความรู้นั้นต้องอยู่ที่ผู้ประกอบการอย่างจริงจัง คือ ให้เขาทำเองให้เป็น เมื่อเขาเจอผู้ซื้อจริง เขาขายได้จริงเมื่อไหร่ เขาค่อยปล่อย เป็นการส่งสัญญาณว่าเอสเอ็มอีไทยต้องตื่นตัวในการยกระดับด้วยตัวเอง”

สุวรรณชัย ย้ำว่า เป็นภารกิจยกระดับเอสเอ็มอีเพื่อชาติ มันเป็นภารกิจหลักเลย สสว.มีหน้าที่ตั้งแต่กำหนดนโยบาย ส่งเสริม ดูแลการทำงานให้เกิดภาคปฏิบัติการ ติดตามประสานงานกับอีก 9 กระทรวง ให้ดูแลกิจกรรมด้านเอสเอ็มอี เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

“ในการทำงานร่วมกันหมด เราต้องมีบูรณาการ สสว.จึงใช้เครื่องมือเชื่อมโยง 9 กระทรวง ผ่านแพลตฟอร์มที่เรียกว่า SMEONE http://www.SMEONE.info ติดต่อที่เดียวคอนเนกไปได้ทุกที่ ครบในที่เดียวผ่าน Digital platform กระทรวงใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับ SME ขอให้บอก สสว.เราจะช่วยเป็นสะพานเชื่อมกลุ่มลูกค้าไปให้คุณสูงสุด ไม่ต้องวิ่งไปติดต่อหลายกระทรวงให้ยุ่งยากอีกต่อไป มาที่นี่เป็น One-Stop Service ซึ่ง SME ONE เปิดอย่างเป็นทางการวันที่ 6 ก.ย.ที่ผ่านมา

ปัจจุบันมีมากกว่า 50 หน่วยงาน ได้เข้ามาเชื่อมโยงกับ สสว. ผลลัพธ์ที่ได้ คือ เห็นการเติบโต งานหลักเชิงนโยบายที่ สสว.ต้องทำมี 3 เรื่อง เรื่องแรก คือ Transformation การปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจให้สอดคล้องกับโลกปัจจุบัน สอง คือ การทำการค้าสู่สากลหรือมาตรฐานสู่สากล สาม คือ สร้างเครือข่ายให้เติบโต เครือข่ายของผู้ประกอบการ เครือข่ายของที่ปรึกษา เครือข่ายของสถาบันพัฒนาต่างๆ”

สุดท้าย สุวรรณชัย สรุปถึงปี 2562 จะเป็นปีที่จะเพิ่มการยกระดับจากประสบการณ์ปีที่แล้วที่ค้นพบว่า อะไรคือสิ่งที่ต้องเร่ง ว่าการไปสู่อนาคต อะไรคือสิ่งสำคัญ

“เราสานต่อจากสามสิ่งนี้ แต่เพิ่มกลยุทธ์ที่เรียกว่า SME one night station ผ่านสปีดโมเดล ที่ S มาจากคำว่า Smart ต้องทันโลกทันต่อเหตุการณ์ต้องอัพเดทตัวเอง Smart มันรวมถึงคาแรกเตอร์ด้วย อันที่สอง P คือ Proactive หมดยุคที่อยากรู้แล้วรอคนมาบอก เราต้องแสวงหา

สองข้อ S กับ P มันเป็นการปรับทัศนคติและลักษณะให้สอดคล้องกับโลกปัจจุบัน E มาจาก Exchangies เพิ่มขีดความสามารถทางการค้า เพราะเอสเอ็มอีแข่งกับรายใหญ่ อย่างไรก็แพ้ เพราะรายใหญ่ถูกกว่า เอสเอ็มอีจึงต้องแตกต่าง โดดเด่นอย่างสร้างสรรค์ และตรงกลุ่มเป้าหมาย

และสุดท้าย D คือ Digital เพราะโลกตอนนี้มันเป็น Digital แล้ว เราจึงออกแพลตฟอร์มอีกหนึ่งอันคือ SME connext เป็นแอพพลิเคชั่นทั้งระบบ IOS และ Android ไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายจะสามารถทราบข้อมูลของ สสว.ได้เกือบทั้งหมด ทั้งองค์ความรู้ โครงการ สิทธิประโยชน์”