บ้านพักตากอากาศสีเขียวน้ำทะเล ภูมิพัฒน์ รองรัตน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/578720

  • วันที่ 31 ม.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

บ้านพักตากอากาศสีเขียวน้ำทะเล ภูมิพัฒน์ รองรัตน์

เรื่อง วราภรณ์ ผูกพันธ์

ต่อ-ภูมิพัฒน์ รองรัตน์ กรรมการผู้จัดการ และผู้ก่อตั้งบริษัท คัลเลอร์ วัน แคปปิตอล ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการดูแล บูรณาการซ่อมแซม รักษาผิวรถ ทำความสะอาดภายในรถซูเปอร์คาร์ เครื่องบิน เรือยอชต์ ที่ทำมาแล้ว 6 ปี เริ่มจากซื้อแฟรนไชส์มาจากเมืองนอก Color Glo ปัจจุบันนอกจากเปิดให้บริการในประเทศไทยและยังขยายไปสู่อาเซียน

ด้วยวิสัยทัศน์ชื่นชอบสินค้าลักซ์ชัวรี่เช่นเดียวกับการทำธุรกิจ จึงไม่แปลกที่จะพิถีพิถันในการเลือกใช้ชีวิตพักผ่อนอย่างละเมียดละไม ด้วยการเลือกซื้อห้องพักตากอากาศที่ได้รับการออกแบบและตกแต่งสวยงาม ซึ่งอินทีเรียร์ ดีไซเนอร์ ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็คือน้องสาวผู้มีหัวด้านศิลปะและมีรสนิยมที่ดีเลิศ และภูมิพัฒน์ช่วยกันตกแต่ง

ภูมิพัฒน์ให้ความสำคัญกับการทำงานที่ทุ่มเท บางครั้งทำให้เกิดความเครียดบ้าง เขาจึงเลือกพักผ่อนสมองด้วยการไปพักผ่อน ณ คอนโดมิเนียมตากอากาศของครอบครัวที่หัวหิน เพราะที่นี่เงียบสงบ อีกทั้งใกล้กรุงเทพฯ เพียงได้มาพักผ่อนได้ยินเสียงคลื่น เห็นธรรมชาติเพียงเดือนละ 1-2 ครั้ง ก็ทำให้รู้สึกสุขและสงบ พร้อมกลับไปสู้กับงานอย่างเต็มที่

“ครอบครัวของผมหากเลือกมาพักผ่อนเราเลือกมาหัวหิน แต่ต่างจากเมื่อก่อนเลือกไปพัทยา แต่สมัยนี้พัทยาคือเมืองแห่งความบันเทิง ไม่สงบเหมือนครั้งอดีต รถก็ติด เราจึงเลือกมีบ้านพักที่หัวหิน มีความเป็นธรรมชาติสูง อีกทั้งหัวหินมีเอกลักษณ์ ไม่มีแสงสีเยอะ มีความเป็นธรรมชาติแต่ในขณะเดียวกันก็ทันสมัยการเดินทางสะดวก อาหารการกินก็อุดมสมบูรณ์”

มุมสงบของภูมิพัฒน์ คือคอนโดมิเนียมที่คุณแม่ซื้อไว้ที่หัวหินมีอยู่หลายห้อง โดยที่เพิ่งตกแต่งเสร็จสดๆ ร้อนๆ มีพื้นที่ใช้สอยราว 250 ตารางเมตร ตกแต่งสีเขียวเทอร์ควอยส์อยู่ใกล้เขาตะเกียบ หากมองจากระเบียงห้องพักจะเห็นวิวทะเลและเขาตะเกียบอย่างสวยงาม ถือว่าเป็นสถานที่ที่ฮวงจุ้ยดีมาก คือ ด้านหน้าติดทะเล ด้านหลังติดภูเขา

“ห้องตกแต่งโทนสีเขียวน้ำทะเล ดูทันสมัย มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบทุกอย่าง ฟังก์ชั่นห้องก็ดี คือถ้าเข้าห้องแรกทางด้านซ้ายมือจะเป็นห้องนอนใหญ่สุด มีห้องน้ำในตัว มีระเบียงส่วนตัวด้วย”

ถัดจากห้องนอนใหญ่เป็นห้องนั่งเล่นตรงกลาง ขนาดกว้างขวาง โดดเด่นด้วยไอส์แลนด์สีขาว อยู่ติดกับห้องครัว มุมนี้ใช้ทั้งนั่งเล่น นั่งกินมื้ออาหารเช้าแบบเรียบง่าย ฝาผนังสร้างเป็นบิลต์อินไม้สัก อุปกรณ์ครัว รวมทั้งไมโครเวฟเลือกสีเทาเพื่อให้กลมกลืนกันทั้งห้อง มีส่วนนั่งกินข้าวที่สามารถคุกกิ้งได้ด้วย

“พื้นที่เล็กๆ เช่น ไอส์แลนด์ เราไว้ใช้เป็นมุมกินอาหารเช้าแบบง่ายๆ ถัดจากห้องลิฟวิ่งรูมไปด้านหลังเราจัดเป็นส่วนวางโต๊ะกินข้าวทำจากไม้ ไว้นั่งกินข้าวเราเลือกของชนินทร์ ลิฟวิ่ง ซึ่งจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ระดับโลกมากมาย มุมนี้ไว้เป็นมุมปาร์ตี้จริงจัง”

ถัดไปเป็นมุมเปียโน ตกแต่งฝาผนังด้วยภาพวาดรูปเรือใบฝีมือของคุณแม่วาด ให้ความรู้สึกโฮมมี่เป็นบ้านมากขึ้น ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งมุมโปรดที่คุณแม่และเพื่อนพ้องชอบมาพักผ่อนที่ห้องและร่วมร้องเพลงเล่นเปียโนกันที่มุมนี้

“สำหรับห้องกินข้าวเราจุคนได้ราว 6 คน คอนโดเราอยู่ชั้น 6 มองเห็นวิวทะเลชัดเจน เฟอร์นิเจอร์ชิ้นโดดเด่นสำหรับห้องนอนส่วนตัวของผมคือ ที่ดำน้ำสมัยโบราณ ลักษณะเหมือนหมวกมีแค่ส่วนตัวที่มีออกซิเจนออกมา เป็นลักษณะของโบราณที่ทำขึ้นใหม่ แต่ผมชอบเพราะดูเก๋มากๆ ซึ่งน้องสาวก็ช่วยตกแต่ง เพราะเขามีหัวศิลปะมาก จบจากเซนต์มาร์ตินด้านโปรดักต์ดีไซน์ ดังนั้นเรื่องรสนิยมของเขาดีมากๆ

ห้องบนคอนโดห้องนี้มีห้องนอนทั้งหมด 2 ห้อง 1 ห้องเมด ถือว่าเป็นห้องที่มีฟังก์ชั่นดี เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่เราเลือกบิลต์อิน เฟอร์นิเจอร์หวายปลายเตียงเราเลือกของอกาลิโก ขาดภาพวาดเอารูปใหญ่หน่อย ฝีมือคุณแม่วาด ตอนนี้ยังรออยู่ หรือโถ โคมไฟ แจกันตั้งโต๊ะกลางน้องสาวเลือกจากชนินทร์ ลิฟวิ่งทั้งหมดเช่นกัน นี่เราเพิ่งได้โต๊ะกลางที่สั่งชนินทร์ทำเป็นพิเศษชิ้นเดียวในโลกเป็นอะครีลิก เป็นโต๊ะกลางสำหรับวางกาแฟ”

ด้วยรสนิยมบวกความละเมียดละไมของเจ้าของห้อง ที่ตกแต่งห้องออกมาได้อย่างสวยงามลงตัว สนนราคาไม่มากแค่ 55 ล้านบาทเท่านั้นเอง

เงินเรา ให้ลูกหลานดูแลอย่างไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/578717

  • วันที่ 31 ม.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

เงินเรา ให้ลูกหลานดูแลอย่างไร

เรื่อง กั๊ตจัง ภาพ pixabay

ปัญหาอย่างหนึ่งเมื่อถึงวัยเกษียณก็คือ การดูแลทรัพย์สิน ในจุดนี้เราจะเน้นไปที่กลุ่มคนที่มีธุรกิจส่วนตัวแล้วธุรกิจนั้นสามารถสืบทอดให้กับลูกหลานได้ เมื่อถึงวันที่เราวางมือให้ลูกหลานมาดูแลต่อ แล้วเราจะแบ่งรายได้ให้กับลูกหลานอย่างไรให้มีปัญหาน้อยที่สุด

ในช่วงแรกๆ ที่คุณยังพอมีเรี่ยวแรงดีอยู่ 60-75 ปี คุณยังสามารถบริหารจัดการสิ่งต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง แต่เมื่ออายุประมาณ 75 ปีขึ้นไป ปัญหาสุขภาพเริ่มรุมเร้ามากขึ้น บางครั้งก็ต้องให้ลูกหลานช่วยดูแล รวมทั้งเรื่องรายได้ของเราเอง แล้วเราจะฝากฝังลูกหลานอย่างไรไม่ให้เกิดปัญหา

1.พูดคุยให้ชัดเจน

อย่างแรกที่ทำให้ปัญหาเรื่องเงินทองในครอบครัวหลังวัยเกษียณ โดยเฉพาะครอบครัวที่มีธุรกิจของตัวเอง ก็คือไม่รู้รายรับและส่วนแบ่งที่แท้จริงว่า แต่ละคนได้ในสัดส่วนเท่าไร ในครอบครัวชาวจีนมักจะให้ความสำคัญกับลูกชายคนโต เพราะถือว่าเป็นผู้นำครอบครัวรุ่นต่อไป จึงมักจะแบ่งกำไรจากการทำธุรกิจให้สัดส่วนที่มากกว่าพี่น้อง ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องผิด แต่เป็นเรื่องส่วนตัวตามวัฒนธรรมของแต่ละครอบครัว

หากคิดในแง่ของตำแหน่งพี่คนโต ก็คือผู้บริหารสูงสุด ดูในภาพรวมแล้วน้องๆ ก็รับตำแหน่งผู้จัดการแผนกนั่นเอง แต่บางครอบครัวก็คิดว่าลูกทุกคนควรได้รับเท่าๆ กัน ไม่นับเรื่องตำแหน่งในการทำงาน ก็ไม่ใช่เรื่องผิดอีกเช่นกัน อยู่ที่การตัดสินใจของทุกคนในครอบครัวร่วมกัน

สิ่งสำคัญที่สุดคือพูดคุยถึงความต้องการให้ชัดเจน ใครไม่พอใจควรพูดออกมาให้ชัดเจนแต่ต้น จากนั้นค่อยหาทางออกในการดูแลร่วมกัน

2.หาลูกสักคนช่วยดูแล

เมื่อลูกหลานทุกคนรับรู้รายได้ ก็จำเป็นต้องมีใครสักคนเข้ามาช่วยดูแลจัดการเรื่องการเบิกจ่ายรายได้ของพ่อแม่ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ต้องเสียสละเวลาในการดูแล รวมทั้งมีความเสี่ยงในการถูกพี่น้องต่อว่าหากมีความผิดปกติในบัญชี แต่ปัญหาเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นถ้ามีการเปิดเผยข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้ด้วยความโปร่งใส

อีกอย่างหนึ่งตัวเราเองก็ต้องเชื่อมั่นว่าลูกหลานจะช่วยดูแลเราเป็นอย่างดี และควรให้สิ่งตอบแทนบ้างตามความเหมาะสม บางคนก็ออกจากงานมาใช้เวลาดูแลพ่อแม่เต็มตัว โดยมีพี่น้องช่วยส่งเงินเป็นรายได้หลักก็มีให้เห็นเช่นกัน

3.ลงทุนทิ้งไว้

เชื่อว่านักธุรกิจหรือเถ้าแก่วัยเกษียณหลายคนมีพอร์ตการลงทุนทิ้งไว้ อาจจะเป็นกองทุนรวม หรือหุ้นในบริษัทต่างๆ แล้วตัวเรารู้สึกว่าไม่มีเรี่ยวแรงจะเข้าไปดูแลต่อ ทางเลือกแรกก็คือขายกองทุนแล้วนำเงินสดเก็บไว้ใช้ วิธีนี้คุณต้องมั่นใจว่าจะมีเงินเหลือใช้จนถึงวันสุดท้ายจริงๆ

ทางเลือกที่สอง ก็คือให้ลูกๆ ช่วยดูแลต่อและเบิกเงินค่าตอบแทนกลับมาให้เราใช้ วิธีนี้เป็นวิธีที่นิยมมากที่สุด เพราะเงินยังสามารถต่อยอดสร้างได้เพิ่ม อีกทั้งยังสามารถยกให้เป็นมรดกแก่ลูกหลานได้อีกด้วย

4.อย่ายกให้ใคร

ชีวิตจริงที่เจอมานักต่อนัก ยกมรดกให้ลูกหลานแล้วกลับถูกทอดทิ้งอย่างคนไร้บ้าน แม้จะฟ้องร้องเรียกคืนได้ แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วในวัยที่ไร้เรี่ยวแรงมาเจอแบบนี้ แม้ได้ทรัพย์สินคืนมาแต่ก็หมดกำลังใจในการใช้ชีวิต ดังนั้นเราไม่ควรยกมรดกให้ลูกหลานก่อนที่เราจะเสียชีวิต ไม่ว่าจะถูกคะยั้นคะยอมากแค่ไหนก็ตาม

อย่างหนึ่งที่ฝากเป็นข้อคิดก็คือ ลูกหลานที่ดีจะไม่ค่อยถามถึงมรดกเราเท่าไรนัก เพราะถือว่าคนเราต้องดูแลตัวเองได้ ไม่หวังพึ่งมรดกพ่อแม่ ส่วนลูกหลานที่ไม่มีความสามารถในการทำงานหาเงินก็มักจะถามถึงและหวังมรดกจากเราอยู่บ่อยๆ ถ้ายกให้แล้วมีแนวโน้มจะถูกทิ้งในวัยชราสูง

5.ใช้เงินเพื่อสองสุข

สุขแรก คือความสุขในวัยเกษียณที่ลูกหลานมารับช่วงต่อ คุณจะพบว่าคุณยังมีรายได้เข้ามาเป็นจำนวนมากจากลูกหลานที่เข้ามาทำงานแทน เราจึงควรใช้เพื่อความสุขตามความฝัน เช่น ใช้เงินเพื่อการท่องเที่ยว ใช้เงินเพื่อหาซื้อสิ่งที่เคยอยากได้โดยไม่เกินกำลัง

สุขที่สอง คือใช้เงินเพื่อสุขภาพ ลงทุนดูแลสุขภาพเพื่อให้อยู่เป็นร่มไทรให้ลูกหลาน อย่าคิดว่าการที่เราไม่ได้ทำงาน อยู่บ้านเฉยๆ จะไร้ประโยชน์ เพราะสิ่งที่ลูกหลานต้องการไม่ใช่การได้เห็นพ่อแม่ทำงาน แต่คือการที่ได้กลับบ้านมาทุกครั้งก็ยังเห็นเรามีสุขภาพแข็งแรง อยู่ให้ลูกหลานอุ่นใจเท่านั้นก็ดีมากแล้ว

รับมือเหตุฉุกเฉิน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/578718

  • วันที่ 31 ม.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

รับมือเหตุฉุกเฉิน!

เรื่อง เรื่อง บีเซลบับ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

อายุมาถึงปูนนี้ และจะยาวไปอีกปูนไหน เชื่อว่าจะต้องเจอแน่คือเหตุวิกฤต ที่อย่างน้อยต้องมีแน่นอนสักครั้งถึง 2 ครั้งในชีวิต (อย่ามากกว่านี้เลย) ดูแลตัวเองได้ดี ก็ต้องนับว่าดีมาก แต่จะให้ดีที่สุดคือการรู้วิธีรับมือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินที่ไม่คาดคิดได้เสมอ ในกรณีนี้คือผู้ดูแลที่ควรมีความรู้พอที่จะรับมือกับเหตุการณ์นั้นๆ ได้อย่างทันท่วงที มาดูกันเลยว่าต้องรู้อะไรบ้าง

กรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน ผู้ดูแลต้องรีบตรวจสอบว่าอีกฝ่ายยังมีสติหรือหายใจหรือเปล่า ก่อนจะเรียกรถฉุกเฉินหรือติดต่อแพทย์ กรณีเกิดอุบัติเหตุหรือล้มป่วยเฉียบพลัน การตรวจสัญญาณชีพจะพอบอกข้อมูลสุขภาพเบื้องต้นให้ทราบ เพื่อรับการช่วยเหลือที่ถูกต้องต่อไป

 

ตรวจ 5 สัญญาณชีพที่ “ต้องรู้”

1.สติสัมปชัญญะ

เช็กว่าผู้สูงอายุยังลืมตาหรือไม่ พูดจาโต้ตอบได้หรือเปล่า และเคลื่อนไหวร่างกายตามที่บอกได้หรือไม่

2.อุณหภูมิร่างกาย

เช็กอุณหภูมิร่างกายของคนทั่วไป จะอยู่ที่ 36.89 องศาเซลเซียส แต่ผู้สูงอายุจะมีอุณหภูมิต่ำกว่านั้น จึงจำเป็นต้องตรวจอุณหภูมิด้วย

3.ความดันโลหิต

เช็กความดันโลหิต ควรมีเครื่องวัดความดันโลหิตแบบดิจิทัลติดไว้ที่บ้าน เพื่อให้ใช้งานได้ทันที ความดันโลหิตของผู้สูงอายุตัวบนอยู่ที่ 120-129 ตัวล่างอยู่ที่ 80-84 ซึ่งจะสูงกว่าความดันโลหิตของคนหนุ่มสาว

4.การหายใจ

เช็กจำนวนครั้งของการหายใจ เฉลี่ยที่ 15-20 ครั้ง/นาที และสังเกตที่การขึ้น-ลงของกระบังลม เพื่อดูความลึกของการหายใจแต่ละครั้งด้วย หากผู้สูงอายุมีภาวะหายใจล้มเหลว จะหายใจถี่และสั้นขึ้น

5.วัดชีพจร

เช็กชีพจรด้วยการใช้นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนาง แตะหลอดเลือดบริเวณข้อมือของผู้สูงอายุ ค่าปกติของชีพจรคือ 60-90 ครั้ง/นาที

กรณีตรวจสอบสัญญาณชีพผู้สูงอายุแล้ว มีสัญญาณชีพผิดปกติหรือไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง ให้โทรเรียกรถฉุกเฉินทันทีที่หมายเลข 1669 โดยแจ้งชื่อ อายุ ที่อยู่ และอาการปัจจุบันของผู้ป่วยอย่างรวดเร็วแต่รัดกุม

 

ขั้นตอนช่วยชีวิตเบื้องต้น

1.กรณีหมดสติ ถ้าเรียกชื่อและใช้มือตบเบาๆ ตามร่างกายแล้วไม่รู้สึกตัว ให้โทรแจ้งสายด่วน 1669 ทันที

2.เช็กการหายใจ สังเกตดูว่าหน้าอกและกระบังลมขยับตามการหายใจหรือไม่ มีลมหายใจเข้า-ออกทางปากและจมูกหรือไม่ หรือได้ยินเสียงลมหายใจหรือไม่

3.กรณีมีลมหายใจเข้าออก ให้เคลียร์ทางเดินหายใจ โดยใช้มือข้างหนึ่งกดหน้าผากผู้สูงอายุลงแล้วใช้นิ้วอีกข้างเชิดคางขึ้น

4.กรณีไม่มีหรือไม่ได้ยินเสียงลมหายใจเข้าออก ให้รีบทำซีพีอาร์ (CPR) ได้แก่ การนวดหัวใจ โดยให้ประสานมือทั้งสองข้างวางลงบนหน้าอก ให้สันมืออยู่กึ่งกลางกระดูกหน้าอก แล้วกดนวดหัวใจด้วยอัตราความเร็ว 100 ครั้ง/นาที

5.กรณีนวดหัวใจครบ 30 ครั้งแล้ว ให้เปลี่ยนมาผายปอดด้วยการบีบจมูกแล้วเป่าลมเข้าทางปาก (ของผู้สูงอายุ)

6.กรณีมีเครื่องกระตุกหัวใจ (AED) ซึ่งจะมีแผ่นตรวจจับหัวใจและชอร์ตไฟฟ้า เพื่อกระตุ้นหัวใจให้กลับมาเต้นได้ปกติ ใช้สำหรับผู้สูงอายุที่หัวใจหยุดเต้นเท่านั้น

 

การปฐมพยาบาลเบื้องต้น

อีกหนึ่งเหตุไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ได้แก่ การหกล้มในผู้สูงอายุ โดยส่วนใหญ่มักมีอาการแขนขาอ่อนแรง จึงหกล้มได้ง่าย เมื่อล้มแล้วก็มักล้มอย่างแรงจนศีรษะกระแทกพื้น อาจทำให้มีเลือดออกในสมองได้ กรณีนี้ให้ดำเนินการตามมาตรการเช็กสัญญาณชีพเบื้องต้น

1.อันดับแรก เช็กว่ามีสติหรือไม่ หายใจหรือไม่ จับชีพจร วัดความดันโลหิต วัดอุณหภูมิร่างกาย ถ้าหยุดหายใจให้รีบเคลียร์ทางเดินหายใจ และเรียกรถฉุกเฉินทันที ในกรณีที่ปฐมพยาบาลเบื้องต้นแล้วไม่พบความผิดปกติใดๆ เช่น ชีพจรปกติ ความดันโลหิตปกติ อุณหภูมิร่างกายปกติ ไม่มีบาดแผล แต่ก็ควรไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด เพื่อตรวจเช็กอย่างละเอียดต่อไป

2.กรณีผู้สูงอายุหกล้ม แล้วลุกขึ้น(เอง)ไม่ได้ เจ็บปวดอย่างรุนแรง ความดันโลหิตต่ำลง เหงื่อแตก หน้าซีด อยู่ในสภาวะช็อก ขอให้สงสัยก่อนว่ากระดูกสะโพกหรือข้อต่อสะโพกหัก ให้นำตัวผู้สูงอายุนอนลงโดยให้ศีรษะต่ำกว่าลำตัว แล้วเรียกรถฉุกเฉินทันที

ทำอาหารอร่อย ก็มีรายได้เสริม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/578608

  • วันที่ 30 ม.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

ทำอาหารอร่อย ก็มีรายได้เสริม

เรื่อง : กั๊ตจัง ภาพ : pixabay

การทำขนมหรืออาหารอร่อย ไม่จำเป็นต้องเปิดขายสั่งพรีออร์เดอร์เสมอไป เพราะบางคนก็ไม่ได้มีเวลาว่างถึงขนาดอบคุกกี้ 500 ชิ้น ภายในคืนเดียวได้ตามออร์เดอร์ลูกค้า จริงอยู่ว่ารายการเหล่านี้สามารถสร้างรายได้แบบชัดเจนในทันที แต่เมื่อไม่มีเวลา ลองหารายได้จากช่องทางใหม่ด้วยการทำคลิปสอนสูตรอาหารลงในโซเชียลมีเดียดูสักครั้งอาจกลายเป็นหนึ่งในช่องทางสร้างรายได้เสริมระยะยาวให้กับคุณ

ไม่ได้เป็นเชฟก็สอนคนอื่นได้

วิชาการทำอาหารมีข้อดีอย่างหนึ่งก็คือ ไม่ต้องไปเรียนทำอาหารจากโรงเรียนที่มีชื่อเสียง ก็สามารถประกอบอาหารออกมาให้อร่อยได้ ดูอย่างร้านอาหารที่มีชื่อเสียงทุกวันนี้ จะมีเจ้าของร้านสักกี่คนที่ไปเรียนทำอาหารมา ล้วนแต่ได้สูตรการทำแล้วมาปรับปรุง วัตถุดิบลองผิดลองถูกจนได้สูตรสำเร็จเฉพาะของตัวเองขึ้นมา

ดังนั้น หากคุณมีสูตรการประกอบอาหาร ไม่ว่าจะเป็นสูตรประจำตระกูล สูตรจากหนังสือ หรืออินเทอร์เน็ต หากลองทำแล้วได้รสชาติดี ใครชิมก็บอกว่าอร่อย คุณก็สามารถถ่ายคลิปวิดีโอสอนการทำอาหารลงยูทูบได้แล้ว แต่เน้นและย้ำว่าต้องอร่อยจริงแล้วค่อยบอกต่อ มิฉะนั้นจากที่ควรจะได้รับคำชมจะกลายเป็นคำติแทน

ไม่สวยไม่หล่อก็ลงคลิปได้

ส่วนใหญ่เมื่อพูดถึงการออกกล้อง ถ่ายคลิปมักจะเขินอายไม่มั่นใจในตัวเอง ต่างกับงานเขียนบล็อกเกอร์ กับถ่ายภาพนิ่งที่เราควบคุมทุกอย่างได้ง่ายกว่า อันที่จริงแล้วการถ่ายคลิปสอนทำอาหารนั้นคุณไม่จำเป็นต้องเอาตัวเองไปอยู่ในเฟรมก็ได้ มีหลายเทคนิคที่ช่วยให้คลิปออกมาดูดี

เช่น ถ่ายให้เห็นแค่วัตถุดิบและขั้นตอนการทำ ยูทูเบอร์บางคนก็เลือกที่จะใช้ภาพนิ่งสวยๆ มาเป็นภาพประกอบ บางคนก็เลือกที่จะเปิดหน้ากับห้องครัวเล็กๆ ในบ้าน โดยไม่สนใจว่าจะสวยเหมือนห้องครัวในรายการโทรทัศน์ เพราะสิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้ชมต้องการคือสูตรอาหารและขั้นตอนการทำอย่างละเอียด รวมทั้งเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ที่จะทำให้รสชาติเมนูนั้นอร่อยขึ้นมากกว่า

ครัวไม่สวย กล้องไม่ดี ก็ดังได้

ความกลัวอย่างหนึ่งสำหรับคนที่อยากจะทำคลิปลงยูทูบก็คือ อุปกรณ์ไม่พร้อม ฉากที่บ้านไม่สวย ไม่ได้เป็นครัวฝรั่ง คนจะไม่นิยมดู อันที่จริงแล้วยูทูเบอร์ที่มีชื่อเสียง หรือแม้แต่รายการอาหารบางช่องก็เลือกที่จะใช้ครัวไทย หรือห้องครัวที่บ้านในการถ่ายคลิป อาจจะมีการเคลียร์โต๊ะอาหารเล็กน้อย หาหลอดไฟแอลอีดีเพิ่มความสว่างเพื่อให้ภาพชัดเจนยิ่งขึ้น

ในชีวิตคนทั่วไป ห้องครัวที่บ้านก็ไม่ได้สวยงามเหมือนในรายการโทรทัศน์ แต่ก็ทำอาหารอร่อยๆ ออกมาให้ทุกคนในครอบครัวรับประทานได้เหมือนกัน ดังนั้นเราควรนำเสนอความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องจัดฉากหรือพยายามทำให้ดูมีฐานะดี แต่ทำให้ออกมาให้ดูดีเท่าที่ทำได้ก็พอ สำคัญที่สุดคือ เนื้อหา การนำเสนอ และสูตรอาหารต้องทำออกมาให้ดี ดูรู้เรื่องก็ถือว่าใช้ได้แล้ว

ทำต่อเนื่องให้มากกว่า 6 เดือน

ปัจจุบันมีหลายคนผันตัวมาเป็นยูทูเบอร์เป็นจำนวนมาก ทำให้ทางกูเกิลต้องเพิ่มเวลาในการลงคอนเทนต์นานกว่า 6 เดือน หากมีการลงต่อเนื่องถึงจะได้รับการพิจารณ์ ในการมอบรายได้จากโฆษณา ดังนั้นคุณเองอาจจะต้องวางแผนในการลงคลิปทำอาหารอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และอาจจะต้องซื้อโฆษณาบ้างเล็กน้อยเพื่อทำการบูสต์ให้คนเห็นคลิปของคุณท่ามกลางคู่แข่งนับแสนที่อยากจะมีช่องยูทูบของตัวเอง

แนะนำว่าหากคุณมีเว็บบล็อกหรือมีช่องยูทูบเดิมที่เคยทำมาก่อนหน้านี้แล้ว ให้เปิดไอดีใหม่แล้วลงคลิปต่อเนื่อง 6 เดือน จากนั้นค่อยขอสมัครโฆษณากับทางกูเกิลจะเห็นผลอนุมัติที่รวดเร็วกว่า

รายได้ของคุณเริ่มต้นจะได้จากค่าโฆษณาในยูทูบ จากนั้นเมื่อมียอดวิวสูงหลักแสนต่อคลิปจะได้รับการติดต่อจากแบรนด์ต่างๆ ให้ช่วยรีวิวสินค้าประกอบการทำคลิปเอง

ยอมรับคำติชม

ช่องยูทูบเป็นหนึ่งในช่องทางสื่อสารที่มีคนดูมาคอมเมนต์มากที่สุดช่องหนึ่ง ยิ่งรายการทำอาหารที่มีคนทำตามแล้วไม่ได้ผลอย่างที่ต้องการคุณอาจจะเผชิญกับคำถามและคำติ เตรียมความรู้ความเข้าใจในการทำอาหารแล้วตอบคอมเมนต์เหล่านี้อย่างสุภาพ บางคำตอบที่ดูหยาบคายเกินไป คุณสามารถข้ามเพิกเฉยแล้วตอบคำถามเฉพาะคนที่ถามอย่างสุภาพได้

หากมีคอมเมนต์จำนวนมากบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่อร่อย ให้คุณกลับไปดูสูตรอาหารและขั้นตอนการทำเสียใหม่ อาจมีข้อมูลบางอย่างผิดไปโดยเฉพาะจำนวนหน่วยชั่งตวง เป็นจุดผิดพลาดบ่อยที่สุดและทำให้สูตรอาหารนั้นผิดรสชาติไป ทางแก้มีอยู่ 2 ทาง คือ

เพิ่มข้อมูลใหม่เข้าไปแล้วบอกว่าแก้ไขความผิดพลาดในคลิป หรือเลือกที่จะลบคลิปทิ้งแล้วลงใหม่ให้ถูกต้อง อย่าปล่อยให้สูตรอาหารแม้แต่สูตรเดียว ที่ทุกคนให้ความเห็นว่าไม่อร่อยเพราะจะทำให้ความน่าเชื่อถือของคุณหายไป

สุดท้ายคือการขยันหาความรู้ในการทำอาหารใหม่ๆ ตลอดเวลา เปิดใจยอมรับสูตรและแนวทางใหม่ๆ เพราะอาหารโลกยุคใหม่เริ่มมีการผสมผสานและเรียนรู้เทคนิคต่างวัฒนธรรม จึงมีเมนูแปลกใหม่ออกมาให้ผู้คนได้ลิ้มลองเสมอ และจะดีแค่ไหนหากคนแรกที่นำเสนอสูตรนั้นคือคุณ

เรียนภาษาฟรี! มีจริง(จ้ะ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/578604

  • วันที่ 30 ม.ค. 2562 เวลา 11:00 น.

เรียนภาษาฟรี! มีจริง(จ้ะ)

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว

ในพระพุทธศาสนา วัด นอกจากเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยและชาวพุทธมาช้านาน ยังมีบทบาทสำคัญต่อสังคมไทยในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะด้านการศึกษาค่อนข้างเห็นได้ชัดเจน

เมื่อก่อนวัดเป็นที่ให้การศึกษาแก่กุลบุตรกุลธิดาโดยตรง พอลูกหลานเติบใหญ่ถึงวัยเรียนพ่อแม่ก็ต้องส่งลูกไปเรียนหนังสือที่วัด โดยมีพระเป็นครูสอนวิชาการและศีลธรรมให้ ทำให้เกิดโรงเรียนวัดอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ต่อมาการศึกษาเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องจัดสรรและจัดการให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง ทำให้บทบาทของวัดในส่วนนี้ลดลงไปมาก แต่ก็ไม่ถึงกับขาดสูญ

 

หลายวัดยังคงรักษาบทบาทนี้ในรูปแบบของการจัดการศึกษาสงเคราะห์ ซึ่งหมายถึงการจัดการศึกษาเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูล หรือการช่วยเหลือเกื้อกูลด้านการศึกษาที่สามารถทำได้ อย่างที่เห็นในปัจจุบัน เช่น โรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ที่บางวัดจัดการเรียนการสอนอยู่ โรงเรียนสงเคราะห์เด็กยากจนตามพระราชประสงค์ โรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา ศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ในวัด ทั้งหมดเรียนฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย วัดและรัฐสนับสนุนงบประมาณ

นอกจากนี้ บางวัดยังเปิดสอนภาษาต่างประเทศให้แก่ภิกษุสามเณรและประชาชนทั่วไป เช่น วัดหิรัญรูจี ย่านวงเวียนใหญ่ วัดพระเชตุพนฯ หรือวัดโพธิ์ ในอดีตเมื่อประมาณ 30-40 ปี ถือเป็นตักศิลาขนาดย่อมด้านการสอนภาษา แม้ว่าต้องเสียค่าเรียนตามหลักสูตร แต่ค่าเรียนในสมัยนั้นเหมือนเรียนฟรีเพราะไม่แพง

ทว่า ปัจจุบันวัดที่เปิดสอนภาษาต่างประเทศให้กับประชาชนหายากมาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มี อย่างน้อย ณ ตอนนี้มีอยู่ 2 วัดที่เปิดสอนภาษาให้กับประชาชนและนักเรียนนักศึกษาฟรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ก็คือ วัดไทร แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม และวัดสุทธิวราราม ถนนเจริญกรุง

วัดสุทธิฯเปิดสอนภาษาจีนกลาง

เพิ่งเปิดสอนภาษาจีนกลางไปสดๆ ร้อนๆ ได้ 2 สัปดาห์ เป็นคอร์สเรียนเฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์ ณ อาคารศูนย์การศึกษาพระพุทธศาสนาและการพัฒนาสังคม วัดสุทธิวราราม โดยมีนักเรียนทั้งหมด 40 คน มีครูอาสา 2 คน

คนหนึ่งเป็นไกด์นำเที่ยวจีนมา 30 กว่าปี ครูฮั้ว แซ่เอา รอบรู้เรื่องจีนทุกแขนง เน้นการสอนสนทนาภาษาจีนด้วยวิธีธรรมชาติในรูปแบบง่ายๆ โดยผู้เรียนจะได้ความรู้ในเรื่องคำศัพท์และการสนทนาที่หลากหลายในชีวิตประจำวัน ตลอดจนเกร็ดความรู้เกี่ยวกับประเทศจีนในด้านต่างๆ ทั้งวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ ประวัติศาสตร์ สถานที่ บุคคลและอื่นๆ ที่ครูจะพยายามสอดแทรกไม่ให้นักเรียนรู้สึกเบื่อ โดยจะสอนทุกวันเสาร์

ขณะที่ ครูจาง คนจีนแท้ๆ แต่พูดไทยได้ สอนเกี่ยวกับหลักภาษาจีน เช่น การเขียน การอ่าน การออกเสียง การฟัง เป็นต้น โดยเพิ่งเข้ามาสอนเมื่อวันที่อาทิตย์ที่ผ่านมา และสอนทุกวันอาทิตย์

“อาตมาไม่คิดว่าคนจะสนใจภาษาจีนมากขนาดนี้ พอทางวัดเปิดรับสมัคร แค่สัปดาห์เดียวเท่านั้นมีคนมาสมัครเรียนเป็นร้อย แต่เรารับได้แค่ 40 คน ทำให้พระเดชพระคุณท่านเจ้าอาวาสจะเปิดรุ่น 2 คาดว่าน่าจะเริ่มเปิดได้ในเดือน พ.ค. ก็อยากให้ญาติโยมที่สนใจติดตามข่าวของทางวัด

สำหรับรุ่นแรกที่มาเรียนนั้น ส่วนใหญ่เป็นประชาชนคนทำงาน คนวัยเกษียณก็มี เด็กนักเรียนก็มีบ้างแต่เป็นส่วนน้อย และสามเณร ซึ่งการมาเรียนของแต่ละคนมีจุดประสงค์ที่แตกต่าง บางคนมาเรียนเพื่อเอาไปใช้สื่อสารกับญาติพี่น้องของตัวเองที่อยู่ประเทศจีน บางคนมาเรียนเพื่อต้องการรู้ภาษาจีน เช่น เด็กนักเรียน เป็นต้น” พระครูสมุห์รณชัย มหาวชิรญาโณ เลขานุการศูนย์การศึกษาพระพุทธศาสนาและการพัฒนาสังคม วัดสุทธิวรารามผู้ดูแลเรื่องการเปิดสอนภาษาจีน ให้ข้อมูล

วราลักษณ์ ศิริฟองนุกูล ข้าราชการบำนาญ กล่าวว่า ก่อนนี้รับราชการครู ปัจจุบันเกษียณแล้ว ต้องการเรียนเพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ไว้สอนเด็กๆ และใช้สื่อสารกับญาติที่เมืองจีน

“จริงๆ แล้วก็พูดจีนได้ค่ะ แต่เป็นจีนกวางตุ้ง ส่วนจีนแมนดารินหรือจีนกลางก็เคยอ่าน เคยเรียน พูดได้บางคำ แต่เวลาสื่อสารกับญาติไม่ค่อยเข้าใจ เพราะเขาพูดจีนกลาง พอรู้ว่าวัดเปิดสอนฟรีและบ้านอยู่ใกล้วัดจึงมาเรียน ต่อไปจะได้พูดได้ เด็กๆ ถามการบ้านจะได้ตอบเขาได้ ญาติพี่น้องมาจากจีน หรือโทรไปหาเขาก็จะสื่อสารกันรู้เรื่อง

บรรยากาศการเรียนสนุกดีค่ะ สนุกทุกวันที่มาเรียน เพราะชอบ อาจารย์ฮั้วก็น่ารัก อัธยาศัยดี ทั้งเป็นผู้ที่รู้จริง รอบรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับประเทศจีน ถามอะไรตอบได้หมดทุกเรื่อง ไม่เฉพาะแค่ภาษาอย่างเดียว เวลาเรียนเลยไม่รู้สึกเบื่อ ถ้าไม่ติดธุระจำเป็นจริงๆ จะมาเรียนทุกวัน แม้จะเรียนไปได้ 2 อาทิตย์ แต่ความรู้ได้เยอะมาก”

รุ่งกานต์ ปิณฑโรจน์ปัญญา นักเรียนชั้น ม.4 โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย เล่าว่า ได้รับการแจ้งข่าวในไลน์กลุ่มจากพระอาจารย์รณชัย ซึ่งเป็นพระอาจารย์สอนวิชาพระพุทธศาสนา โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย ด้วยความที่ชอบภาษาจีนอยู่แล้วและครอบครัวเป็นคนจีนด้วย

“พ่อแม่หนูเวลาพูดกันเองจะใช้ภาษาจีน ไม่ใช่จีนกลางนะคะ แต่เป็นจีนแต้จิ๋ว บางคำหนูก็ฟังออก บางคำก็ฟังไม่ออก ส่วนหนูเวลาพูดกับพ่อแม่ก็จะพูดภาษาไทย ความตั้งใจของหนูที่มาเรียนภาษาจีน ก็คือ อยากพูดจีนได้ เพราะในอนาคตพ่อแม่อยากให้ไปเรียนที่เมืองจีนและหนูก็อยากไปด้วย อีกอย่างก็มีญาติไปเรียนที่จีนอยู่แล้ว”

ด้าน พระสุธีรัตนบัณฑิต (สุทิตย์ อาภากโร ป.ธ.7 รศ.ดร.) เจ้าอาวาสวัดสุทธิวราราม พูดถึงการเปิดสอนภาษาจีนในวัดว่า เป็นความตั้งใจที่อยากทำมานาน ก็คือ การเปิดสอนภาษาและสอนสมาธิในวัด เฉพาะภาษานั้นวัดเคยเปิดสอนภาษาญี่ปุ่นมาเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว ได้ 1 รุ่น ก็ต้องหยุดไปเพราะครูอาสาที่สอนย้ายไปอยู่ต่างประเทศ

“อาตมามองว่าภาษาต่างประเทศทุกวันนี้สำคัญมากๆ ภาษาไหนเราก็ควรจะเรียนไว้เพิ่มอีก 1 ภาษา ยิ่งได้หลายภาษายิ่งดี โดยเฉพาะภาษาอังกฤษควรต้องเรียน ที่วัดเองก็เคยเปิดสอนภาษาอังกฤษเมื่อปีที่แล้ว โดยเปิดสอนพระเณรในวัด แต่วันนี้เปิดสอนภาษาจีนเพราะองค์ประกอบทุกอย่างครบ

ข่าวนักเรียน ม.6 โรงเรียนวัดสุทธิวราราม ใช้ทักษะภาษาจีนช่วยชายชาวจีนคนหนึ่งที่คิดฆ่าตัวตาย จนเขาเลิกล้มความคิดในการฆ่าตัวตาย เหตุการณ์ครั้งนั้นท่านเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ได้เดินทางมาที่โรงเรียนวัดสุทธิวราราม พร้อมปรารภว่าน่าจะมีการสนับสนุนการเรียนการสอนภาษาจีนต่อ

ช่วงนั้นอาจารย์ฮั้วที่เป็นไกด์นำเที่ยวประเทศจีนมา 30 กว่าปี รอบรู้เรื่องจีน และเป็นโยมวัดสุทธิฯ มาพูดกับอาตมาว่า ตอนนี้เกษียณแล้ว แต่ไม่อยากอยู่บ้านเฉยๆ อยากใช้วิชาความรู้ให้เป็นประโยชน์กับสังคม อาตมาเลยบอกว่าถ้าจะไปสอนที่โรงเรียนวัดสุทธิฯ ในวันเสาร์-อาทิตย์อาจจะไม่สะดวก ไหนๆ ที่วัดมีศูนย์การศึกษาพระพุทธศาสนาฯ ให้มาสอนที่วัดเลย อาตมาสนับสนุนสถานที่และอุปกรณ์การเรียน นี่คือที่มาของการเปิดสอนภาษาจีนที่วัดสุทธิฯ”

เรียนภาษาอังกฤษ ที่วัดไทร บางโคล่

วัดไทร แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม ซึ่งเป็นวัดเล็กๆ เปิดสอนภาษาอังกฤษให้กับเด็กและประชาชนทั่วไปมาเป็นเวลา 5 ปีแล้ว สำหรับปีนี้จะเปิดสอนในวันเสาร์ที่ 2 ก.พ.นี้เป็นต้นไป พ่อแม่ผู้ปกครองพาบุตรหลานไปสมัครเรียนได้ สำหรับเด็กแบ่งเป็น 2 ระดับ คือ ป.1-3 กับ ป.4-6 เรียนทุกวันเสาร์ ระดับชั้น ป.1-3 เรียนบ่ายโมงไปจนถึงบ่าย 2 ครึ่ง ส่วน ป.4-6 บ่าย 2 ครึ่ง ถึง 4 โมงเย็น ขณะที่ประชาชนทั่วไปเรียนวันอาทิตย์สถานที่เรียนคือศาลา 2 ห้องเรียนติดแอร์เย็นฉ่ำ โดยมีครูอาสาใจดีมาสอนฟรี

สินาเพ็ญ บุณยรัตพันธุ์ เลขานุการชมรมพิทักษ์วัดไทร กล่าวว่า การเปิดสอนภาษาอังกฤษให้กับเด็กๆ และประชาชนทั่วไปของวัดไทรนี้ อยู่ในโครงการครอบครัวรักษาศีล 5 ของวัด ที่ พระอธิการปรีชา ปุณฺณสีโล เจ้าอาวาสตั้งขึ้น โดยได้เปิดทำการสอนมาตั้งแต่ปี 2557 เรื่อยมาถึงปัจจุบัน

ครูแหม่ม มยุรี อรุณวรานนท์ ปัจจุบันเป็นเจ้าของบริษัท เก็บสะอาด ซึ่งทำเกี่ยวกับการรีไซเคิลขยะในประเทศ เล่าว่า เป็นครูอาสาสอนภาษาอังกฤษวัดไทรมาได้ 1 ปีแล้ว จุดเริ่มมาจากอยากทำงานอาสาตั้งแต่ทำงานในบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง เลยเข้าไปดูข้อมูลที่มูลนิธิจิตอาสา เห็นว่าวัดไทรเปิดรับครูสอนภาษาอังกฤษ เลยอาสาอยากถ่ายทอดความรู้ให้เด็กๆ เพราะเห็นว่าเด็กไทยเราเรียนภาษาอังกฤษหลายปีแต่ไม่สามารถสื่อสารได้

“คลาสที่แหม่มสอนเป็นนักเรียนชั้น ป.1-3 ค่ะ วิธีการสอนจะให้พวกเขาสนทนากับเราเป็นภาษาอังกฤษ โดยแหม่มจะพูดภาษาอังกฤษเกือบตลอดคลาส รูปแบบการสอนสำหรับคลาสนี้หลักๆ แหม่มจะใช้วิธีการวาดรูป เขียนคำศัพท์ และให้ดูคลิปวิดีโอสั้นๆ แล้วให้พวกเขาฝึกพูดตาม

สมมติสอนเรื่องอารมณ์ ก็จะวาดรูปใบหน้าต่างๆ เช่น หน้าโกรธ และคำศัพท์ angry แล้วให้เขามีส่วนร่วมทำหน้าต่างๆ ด้วย เช่น หัวเราะ แกล้งร้องไห้ เมื่อเขาทำหน้าอย่างนี้ๆ และรู้คำศัพท์แล้ว ก็สอนให้พูดต่อ เช่น angry โกรธ ก็ให้พูดI feel angry ฉันรู้สึกโกรธ ค่อยๆ ไปอย่างนี้ จากนั้นจะใช้สื่อยูทูบวิดีโอการ์ตูนภาษาอังกฤษสั้นๆ ให้เขาพูดตาม และคลิปเพลงภาษาอังกฤษให้เขาร้องตามจะได้ไม่รู้สึกเบื่อค่ะ” ครูแหม่ม กล่าว

สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองที่อยากให้ลูกเรียนภาษาอังกฤษ วัดไทร วันเสาร์ที่ 2 ก.พ.นี้พาลูกไปสมัครและเรียนได้เลย ส่วนประชาชนทั่วไปจะเป็นคลาสเรียนวันอาทิตย์

ก้าวต่อไปของนักสร้างฝัน รังสรรค์ ปัญญาเรือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/578495

  • วันที่ 29 ม.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

ก้าวต่อไปของนักสร้างฝัน รังสรรค์ ปัญญาเรือน

เรื่อง กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

เมื่อย้อนดูเส้นทางชีวิตของ สงกรานต์-รังสรรค์ ปัญญาเรือน จะพบคำว่า “เด็กเกเร” เป็นภาพในอดีต ช่างผิดกับภาพวันนี้ในวัยย่าง 30 ปี เขากลายเป็นศิลปิน นักแต่งเพลง โปรดิวเซอร์ และเจ้าของค่ายเพลง! ซึ่งทั้งหมดเป็นผลสำเร็จจากการทำตามฝัน และที่สำคัญ เขายังไม่หยุดแถมยังกล้าฝันให้ใหญ่กว่าเดิม

นักทำเพลง

สงกรานต์เริ่มมีชื่อในวงการเพลงในรายการ เดอะ วอยซ์ จากนั้นคนเริ่มรู้จักในฐานะนักร้องแนวป๊อปร็อก และเมื่อรู้จักมากขึ้นจะทราบว่าเขายังเป็นนักแต่งเพลง มีบทเพลงที่เขียนเองไม่ต่ำกว่า 10 เพลง ซึ่งวัตถุดิบในการแต่งเพลง ส่วนใหญ่เขานำมาจากเรื่องจริงทั้งในชีวิตของตัวเองและคนอื่น อีกส่วนหนึ่งเป็นแรงบันดาลใจจากสิ่งที่พบเจอจนรู้สึกอยากเล่าต่อในรูปแบบของบทเพลง

“ในแง่ของธุรกิจคนแต่งเพลงต้องมองว่า ตลาดต้องการอะไร ภาษาตอนนั้นเป็นแบบไหน เพื่อทำให้เพลงเพลงนั้นมีโอกาสทำรายได้จากการเป็นเพลงฮิตให้มากที่สุด ซึ่งผมจะชอบเล่าความจริง เพราะเป็นหัวข้อที่ไม่มีกาลเวลา แม้ว่าจะหยิบมาร้องตอนไหนคนก็จะเข้าถึงและเข้าใจได้ เพราะมันเป็นเรื่องจริงที่ทุกคนต้องประสบพบเจอและต้องเคยรู้สึกในลักษณะเดียวกัน”

ถามต่อว่า ถ้าไม่สนใจตลาด สงกรานต์จะแต่งเพลงแบบไหน “ผมอยากแชร์ว่า ยังมีคนที่ยังไม่ประสบความสำเร็จแต่เขาไม่เคยท้อ ฉะนั้นแล้วใครที่ฟังอยู่ ใครที่คิดว่าหมดแรงแล้ว ก็กลับไปดูคนที่เขาไม่มีเท่าเราแล้วกลับไปลุยใหม่ เพราะมีเด็กมาถามผมบ่อยว่า ทำยังไงถึงจะเป็นแบบพี่ ผมเลยอยากตอบเป็นบทเพลงว่ากว่าจะถึงวันนี้มันไม่ง่าย”

เมื่อวันนี้เขายังเป็นนักร้องอาชีพที่ต้องอาศัยรายได้จากการร้องเพลง การเขียนเพลงจึงต้องอิงตลาดเพื่อตอบโจทย์คนฟัง โดยตลอดระยะเวลา 6 ปีในวงการ แน่นอนว่าต้องมีทั้งเพลงฮิตและเพลงที่ไม่ติดกระแส ซึ่งเขาสารภาพว่า ย่อมเสียใจเป็นธรรมดา แต่เขาจะไม่หยุดก้าวต่อ

“ท้อมีไว้ให้ลิงถือ ดังนั้นผมไม่ท้อ สำหรับผมดังไม่ดังไม่เป็นไร ขอแค่รักษามาตรฐานของตัวเองไว้ก็พอ ดังนั้นตอนทำเพลงผมจะทุ่มเทให้มันร้อยเปอร์เซ็นต์ พอทำเสร็จนั่นคือความสำเร็จของผมแล้ว พอกลับมาฟังอีกเมื่อไรเราก็ยังจะพอใจและภูมิใจกับเพลงของเรา”

ล่าสุดนักร้องสายป๊อปร็อกเพิ่งปล่อยเพลงที่ 6 ในอัลบั้ม 50/50 ชื่อเพลง คำขอคนเจ็บ เป็นอีกเพลงที่เขาเขียนเอง ร้องเอง โดยได้เล่าถึงความรักที่เห็นแก่ตัวของคนที่เลิกกันแล้ว แต่ไม่อยากให้อีกฝ่ายไปรักใคร

“ผมโตมากับสีเทา ฉะนั้นแล้วสังคมของผมเลยเป็นสีเทาและกลายเป็นว่า อะไรที่ต้องผิดหวังหรือเป็นด้านลบผมจะเข้าถึงง่าย และเราก็เลือกสื่อสารออกมาเป็นบทเพลง” สงกรานต์เพิ่มเติม

โปรดิวเซอร์

ไม่กี่วันที่ผ่านมาคนไทยทั้งประเทศไทยได้รู้จักกับรายการใหม่ทางทรูโฟร์ยู ช่อง 24 กับรายการ สงครามทำเพลง ที่จะเปิดเวทีให้โปรดิวเซอร์จาก 4 ค่ายเพลงมาแต่งเพลงแข่งกัน โดยจะเผยเบื้องลึกเบื้องหลังให้เห็นขั้นตอนการทำเพลงตั้งแต่เริ่มจนเสร็จสิ้นกระบวนการ กำหนดออนแอร์ครั้งแรกวันที่ 16 ก.พ.นี้

“คนเป็นโปรดิวเซอร์ต้องทำหน้าที่หลายอย่าง จากศูนย์ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์โปรดิวเซอร์ต้องเป็นคนดู ดังนั้นเมื่อทำหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์ในรายการแล้ว ความท้าทายของผมคือ เปิดศักยภาพตัวเองทุกด้านให้มากขึ้น”

เขาเล่าต่อว่า หนทางการทำเพลงของเขาเริ่มมาจากสมัยเด็กๆ ตั้งแต่ตอนหัดเล่นกีตาร์ “ผมรู้สึกว่าเวลาที่หัดเล่นเพลงอะไรก็แล้วแต่ จะคิดเองในใจว่าทำไมเพลงนี้ต้องพูดเรื่องนี้ด้วย จึงเริ่มจากการแต่งเนื้อร้องเองและใส่เมโลดี้ของเพลงที่เรากำลังหัดเล่นอยู่เข้าไป จากนั้นพอโตขึ้น พอเล่นกีตาร์ได้หลายแนวขึ้น ก็เริ่มหาคอร์ดที่เป็นของตัวเอง เมโลดี้ที่เป็นของตัวเอง จนสามารถเขียนเพลงเองได้ตั้งแต่อายุ 14-15”

โดยทั่วไปศิลปินจะใช้เวลาทำเพลงอย่างน้อย 6 เดือน แต่ในรายการนี้ให้เวลาเพียงไม่ถึง 1 สัปดาห์ ซึ่งสงกรานต์สารภาพตามตรงว่า ตอนที่รับปากเข้าร่วมรายการ ไม่คิดว่ากติกาจะยากขนาดนี้ “แต่ผมคิดว่ามันเป็นโอกาสที่ทำให้เราได้พัฒนาตัวเอง เพราะผมอายุน้อยที่สุดในรายการ ซึ่งในรายการผมจะได้นำผลงานไปแชร์กับพี่ๆ ทุกคน และพี่ๆ จะชี้เห็นจุดเด่นจุดด้อยของผม และผมก็จะนำคอมเมนต์ตรงนั้นมาพัฒนาตัวเองต่อไป ซึ่งมันไม่ใช่โอกาสง่ายๆ ที่จะได้ร่วมงานกับคนเก่งจากค่ายอื่นแบบนี้”

เขายังสะท้อนถึงความคิดของนักร้องที่ทำเพลงเองว่า ทุกเพลงที่เขียนขึ้นคือ ความทุ่มเทสุดกำลังจึงไม่มีเพลงไหนที่ไม่ดีสำหรับคนทำเพลง แต่เพลงจะดังติดชาร์ตหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับคนฟัง “เพราะเมื่อทำเพลงเสร็จแล้วนั่นคือความสำเร็จของคนทำ แต่จะประสบความสำเร็จกับคนฟังไหม นั่นเป็นอีกเรื่องซึ่งเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้”

สงกรานต์ยังมองว่า การเป็นโปรดิวเซอร์ถือเป็นขั้นกว่าของศิลปิน จากสมัยเด็กเขาฝันอยากเป็นศิลปิน แต่เมื่อได้เป็นจริงๆ แล้ว เขายังไม่หยุดฝัน นั่นคือ อยากเขียนเพลงให้คนอื่นร้อง ซึ่งรายการนี้ได้หยิบยื่นโอกาสให้ฝันเป็นจริงแล้ว

เจ้าของค่ายเพลง

อีกบทบาทที่ทำให้เซอร์ไพรส์ผู้ชายคนนี้มากขึ้นไปอีกคือ สงกรานต์เป็นเจ้าของค่ายเพลง พีระมิด เรคคอร์ด ก่อตั้งเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว (ก่อนเซ็นสัญญาเป็นศิลปินสังกัดค่าย มี เรคคอร์ด) ซึ่งปีนี้ค่ายของเขาจะมีการขยับเขยื้อนครั้งใหญ่กับการเปิดตัวศิลปิน 2-3 คน โดยเขาเชื่อว่า สนุกแน่ เพราะศิลปินหน้าใหม่ของค่ายเป็นหน้าเก่าในวงการที่ทุกคนรู้จักกันดี

เท่ากับว่า สงกรานต์เป็นเจ้าของค่ายเพลงตอนอายุเพียง 28 ปี มีศิลปินวงแรกในนามค่ายพีระมิดชื่อวง บ่าวเหนือ ประกอบด้วย นักร้อง 3 คน คือ เขา ปู่จ๋าน ลองไมค์ และฟักกลิ้ง ฮีโร่ เคยออกซิงเกิ้ลภาษาเหนือชื่อเพลง เป็นโสดทำไม แต่ทำไปได้เพียงหนึ่งเพลงก็นิ่งไปเพราะต่างคนต่างมีงานส่วนตัวล้นมือ

จากนั้นตามมาด้วยศิลปินวงที่ 2 ชื่อวง ฮันเดรด ธาวซันด์ (100 Thousand) ประกอบด้วยวัยรุ่นไฟแรงชาวบุรีรัมย์ 5 คน ซึ่งตอนนี้กำลังโด่งดังในพื้นที่ และอีกวงชื่อ อาฟเตอร์นูน เป็นวงดนตรีที่วัยรุ่นเชียงใหม่รู้จักกันดี มีซิงเกิ้ลใหม่ชื่อเพลง ภาพหลอน ซึ่งได้เจ้าของค่ายเป็นคนแต่งเพลงให้

“การเป็นเจ้าของค่ายเพลงไม่ง่าย แต่ผมแค่รู้สึกว่าศิลปินรุ่นใหม่เหล่านี้ถ้าไม่มีค่ายเพลงให้สังกัด เขาจะไม่มีโอกาสทำงานเพลงในระบบอย่างจริงจัง อาจทำได้มากสุดแค่คัฟเวอร์เพลงคนอื่นในยูทูบ ซึ่งผมผ่านจุดที่ฝันอยากเป็นนักร้องมา ก็อยากจะหยิบยื่นโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ทำตามความฝันบ้าง

ถ้าถามว่าค่ายเพลงทำกำไรไหม ตอนนี้ค่ายยังไม่มีกำไรให้เห็น เพราะศิลปินทุกคนยังใหม่มาก แต่ถ้าได้ลองไปเสิร์ชในยูทูบฟังเพลงของทั้งสองวง ผมเชื่อเลยว่าทุกคนจะชอบเพราะเพลงมันดีมาก แต่แค่ศิลปินยังใหม่ เพลงเลยยังไปไม่ถึงหูคนฟัง ดังนั้นธุรกิจนี้จึงต้องใช้เวลาและต้องไม่หยุดทำ ผมทำมา 2 ปีก็จะทำไปเรื่อยๆ จนกว่ามันจะแข็งแรงและสามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงให้ศิลปินทุกคน ผมจะทำจนถึงจุดสำเร็จนั้นให้ได้”

ขณะที่ศิลปินเก่าแต่หน้าใหม่ที่เขากล่าวถึงจะปล่อยซิงเกิ้ลแรกช่วงต้นเดือน ก.พ.นี้ มีแง้มให้ตื่นเต้นว่า เธอเป็นศิลปินหญิงอายุ 30 กว่า เป็นนักร้องที่ไม่มีผลงานเพลงใหม่มานาน จนบางคนหลงลืมเธอไปในฐานะนักร้อง

หนุ่มมาดเข้มยังเป็นเจ้าของร้านอาหาร 2 แห่งในกรุงเทพฯ และยังมีแผนทำธุรกิจเล็กๆ เกี่ยวกับโปรดักชั่นถ่ายภาพแต่งงาน “พอมีเงินผมไม่ชอบเก็บ แต่ผมชอบนำเงินไปต่อยอด ผสมกับเป็นคนกล้าได้กล้าเสีย จึงชอบทำธุรกิจ โดยชอบมองหาลู่ทาง มองหาคอนเนกชั่นที่เรามี แล้วต่อยอดไปสู่ธุรกิจ อย่างธุรกิจเวดดิ้งมันไม่ใช่ทางของผม แต่ผมมีคอนเนกชั่นที่จะหาลูกค้าได้เลยอยากทำเพราะมันมีโอกาสสร้างรายได้”

นับเป็นอีกปีที่น่าตื่นเต้นสำหรับหนุ่มคนนี้ ทั้งบทบาทใหม่กับการเป็นโปรดิวเซอร์อายุน้อยที่สุดในรายการเพลง กับบทบาทผู้บริหารค่ายเพลงที่จะปล่อยตัวศิลปินใหม่เร็วๆ นี้ และบทบาทการเป็นนักธุรกิจที่กล้าคิดกล้าทำ อาจเรียกได้ว่า สงกรานต์ไม่ใช่เด็กหนุ่มล่าฝันอีกต่อไป แต่เป็นผู้ชายที่กล้าสร้างทางเดินตามฝันด้วยตัวเอง

ฝุ่นควันมากมาย ระวังไซนัสกำเริบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/578494

  • วันที่ 29 ม.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

ฝุ่นควันมากมาย ระวังไซนัสกำเริบ

เรื่อง กันย์

ไซนัสอักเสบ อาจเป็นปัญหากวนใจใครหลายคน เพราะเป็นโรคที่สามารถส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน มีผลต่อระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะยิ่งอยู่ในภาวะฝุ่นควันครองเมืองเช่นนี้ อาจจะส่งผลให้โรคนี้รุนแรงมากยิ่งขึ้น ดังนั้น การรักษาไซนัสอักเสบต้องอาศัยระยะเวลา บางชนิดอาจหาย แต่โอกาสกลับมาเป็นใหม่ก็มีสูงเช่นกัน ทางที่ดีคือการรีบไปพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างถูกวิธี

รศ.นพ.ทรงกลด เอี่ยมจตุรภัทร ศัลยแพทย์ด้านโสต ศอ นาสิกวิทยา โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า การรักษาไซนัส ในปัจจุบันจะใช้กล้องสอดผ่านทางช่องจมูกช่วยในการผ่าตัดเกือบทั้งหมด การใช้กล้องมาช่วยทำผ่าตัดไซนัสนั้น มีการใช้อย่างแพร่หลายไม่น้อยกว่า 30 ปี มีการพัฒนาทั้งอุปกรณ์และเทคนิคในการผ่าตัดมาตลอด จนปัจจุบันนอกเหนือจากใช้ในการผ่าตัดไซนัสแล้ว ยังใช้กล้องช่วยในการผ่าตัดโรคของอวัยวะข้างเคียงต่างๆ อีกมาก เช่น ผ่าตัดแก้ไขท่อน้ำตาส่วนล่างอุดตัน ผ่าตัดแก้ไขตาโปน ผ่าตัดลดแรงกดต่อเส้นประสาทตา ผ่าตัดซ่อมน้ำสมองรั่วเข้าโพรงจมูก-ไซนัส ผ่าตัดเนื้องอกของต่อมใต้สมอง และผ่าตัดเนื้องอกที่ฐานกะโหลกส่วนหน้า เป็นต้น

การจะเข้ารับการผ่าตัดไซนัส

แบ่งเป็น 2 กรณี คือ

1.กรณีที่จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัด เช่น เป็นไซนัสอักเสบและมีโรคแทรกซ้อน มี 2 แบบ คือ อักเสบติดเชื้อลามเข้าไปในตา และอักเสบติดเชื้อลามเข้าไปในสมอง สงสัยว่าเป็นเนื้องอก ไซนัสอักเสบจากเชื้อรา ช่องเปิดไซนัสตันแล้วมีมูกคั่งในไซนัสเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

2.กรณีที่จะผ่าตัด หมายถึงว่า ไม่จำเป็นต้องผ่าตัด แต่ก็น่าจะผ่าตัด โดยการผ่าตัดเป็นทางเลือกและได้ประโยชน์มากกว่าการไม่ผ่าตัด ในกรณีนี้ ได้แก่ ผู้ที่มีอาการของไซนัสอักเสบเรื้อรังหรือแบบเฉียบพลันที่เป็นๆ หายๆ หรือมีริดสีดวงจมูกที่ใช้ยาที่เหมาะสมแล้วไม่ได้ผล (ระยะเวลาการใช้ยาขึ้นกับความรุนแรงของโรค โดยทั่วไปประมาณ 1-3 เดือน)

วิธีการผ่าตัด โดยทั่วไปจะใช้วิธีดมยาสลบในการผ่าตัด และใช้กล้องสอดผ่านช่องจมูกเข้าไปในบริเวณที่จะผ่าตัด แล้วมีเครื่องมือสอดตามเข้าไปทำการผ่าตัด ในปัจจุบันมีการพัฒนาเครื่องมือมากขึ้น เพื่อให้มีความสะดวกในการผ่าตัด สามารถตัดเนื้อเยื่อที่เป็นโรคที่ต้องการตัดได้ดี ลดการรบกวนเนื้อเยื่อส่วนดีที่ไม่ต้องการตัดได้ ทำให้มีเลือดออกน้อย ผ่าตัดเสร็จแล้วไม่ต้องใส่วัสดุห้ามเลือดในจมูกมาก หลังผ่าตัดคนไข้จึงเจ็บแผลน้อย สามารถหายใจทางจมูกได้ดี การทำผ่าตัดมีหลายแบบ ซึ่งการผ่าตัดไซนัสจะเลือกเป็นวิธีการผ่าตัดแบบไหนและส่วนไหนบ้างนั้นขึ้นอยู่กับผู้ป่วยแต่ละราย โดยมีข้อมูลเบื้องต้นเป็นความรู้ คือ

1.ไซนัสเป็นอวัยวะที่มีประโยชน์และธรรมชาติสร้างให้มีโครงสร้างในจมูกที่ป้องกันไม่ให้โพรงไซนัสสัมผัสกับช่องจมูกโดยตรง

2.การผ่าตัดไซนัสเป็นการทำให้ช่องเปิดของไซนัสกว้างขึ้น และเปิดช่องทางเดินของมูกของไซนัสให้เชื่อมเข้ากับช่องจมูกโดยตรง มูกในไซนัสจึงขับออกทางจมูกได้ง่ายขึ้น หรือเวลาล้างจมูก น้ำเกลือก็เข้าไปล้างในไซนัสได้ ถ้าใช้ยาผสมในน้ำเกลือ ยาก็สามารถเข้าไปถึงเยื่อบุผิวได้ดี แต่ในทางกลับกัน เมื่อมีอะไรในจมูก สิ่งนั้นๆ ก็จะเข้าไปในไซนัสได้ง่ายขึ้นเหมือนกัน เช่น เวลาเป็นไข้หวัด (โรคจมูกอักเสบจากไวรัส) ก็จะมีไซนัสอักเสบจากไวรัสได้มากขึ้น

ถ้าผ่าตัดแบบเปิดกว้างมาก เช่น Full-House FESS ไซนัสทั้ง 5 ไซนัสก็จะต่อเป็นโพรงเดียวกับช่องจมูก การจะผ่าตัดจึงต้องมีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจน การมีข้อบ่งชี้ในการทำผ่าตัดหมายความว่ามีการศึกษาในวงกว้างมาแล้วว่าการผ่าตัดมีความจำเป็นหรือได้ประโยชน์มากกว่าการไม่ผ่าตัด การผ่าตัดไซนัสจะพิจารณาผ่าตัดเฉพาะในส่วนที่ควรผ่า และไม่ผ่าตัดในส่วนที่ไม่จำเป็น

ผู้ป่วยแต่ละรายจะมีสาเหตุของโรคและวัตถุประสงค์ในการผ่าตัดที่ไม่เหมือนกัน วิธีการผ่าตัดจึงอาจไม่เหมือนกันทั้งหมดในผู้ป่วยแต่ละราย แพทย์จะให้คำแนะนำเลือกวิธีการผ่าตัดที่เหมาะสม ดูว่าไซนัสอักเสบแบบไหนจะเลือกใช้การผ่าตัดแบบไหนจึงจะได้ผลดีที่สุด และมีผลกระทบต่อไซนัสส่วนที่เหลือน้อยที่สุด เนื่องจากไซนัสอยู่ติดกับดวงตา สมอง เส้นประสาทตา และเส้นเลือดแดงใหญ่ที่ไปเลี้ยงสมอง การผ่าตัดจึงมีความเสี่ยง แต่ปัจจุบันมีเครื่องมือที่เรียกว่าเครื่องนำวิถีในการผ่าตัด (Navigator) ช่วยให้การผ่าตัดมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

อวัยวะบริเวณ หู คอ จมูก ศีรษะและลำคอ เป็นอวัยวะที่ซับซ้อน การตรวจวินิจฉัยโรคต่างๆ จึงจำเป็นต้องเข้ารับการตรวจอย่างละเอียด บวกกับการใช้เทคโนโลยีในการตรวจอย่างเหมาะสม

เรื่อง ‘เงิน’ ต้องพอเพียงและพอดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/578493

  • วันที่ 29 ม.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

เรื่อง ‘เงิน’ ต้องพอเพียงและพอดี

เรื่อง ภาดนุ ภาพ Pixabay

จริงอยู่ว่าวิธีบริหารเงินที่ดีที่สุดก็คือ การใช้เงินทำงาน แต่ข้อควรระวังของการใช้เงินทำงานก็คือ “เราต้องระมัดระวังอย่าให้ตัวเองโลภ” เพราะความโลภเปรียบได้กับหมอกควันที่จะบังหูบังตาเรา ทำให้เราตัดสินใจผิดพลาด และทำให้เราเสียเงิน แทนที่จะได้เงินเพิ่มจากเดิม

เข้าใจนะว่าใครๆ ก็อยากได้เงินมากๆ เพราะเชื่อว่ามีเงินเยอะแล้ว ชีวิตก็จะดีตามไปด้วย ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การมีเงินมากไม่ได้แปลว่าเราจะมีความสุขมาก แต่เราจะมีความสุขได้ก็ต่อเมื่อ เรารู้จักที่จะใช้เงินให้พอดี พอเพียง และไม่ใช้จ่ายให้มากไปกว่ารายรับที่เราได้มา

เคล็ดลับแห่งการมีความสุขแท้ๆ ก็คือ การทำให้ตัวเองรู้จักใช้จ่ายแบบเหมาะสมกับตัวเรา อะไรประหยัดได้ก็ควรประหยัด เวลาจะซื้อของฟุ่มเฟือยก็ควรคิดให้ดีว่า “ซื้อแล้วมันจะมีประโยชน์กับเราจริงๆ” หรือ “แค่ซื้อมากองที่บ้าน เพื่อรอวันโยนทิ้ง”

การใช้ชีวิตอย่างถูกต้อง ไม่ใช่การหาเงินเยอะๆ เพื่อจะได้เพียงพอกับของที่เราอยากได้ แต่เราต้องปรับความอยากในใจ ปรับพฤติกรรมการจับจ่ายให้พอดีกับขนาดของเงินที่เรามีต่างหากล่ะ คือ มี 100 บาท ก็ใช้สัก 50 บาท ถ้ามี 1 แสนบาท ก็ใช้สัก 4 หมื่นบาท ก็น่าจะพอ

หากคุณจะดำเนินชีวิตตามแบบอย่างคนมีเงิน ได้โปรดเอาคนมีเงินที่มีความสุข มีความสมถะเป็นตัวอย่าง อย่าเอาอย่างคนที่รวยมากๆ แต่กลับมีแต่ความทุกข์ ความวุ่นวาย ต้องคดี มีปัญหาในครอบครัว มาเป็นตัวอย่างเลย

คนรวยบางคนซื้อเสื้อผ้าแค่พอใส่ ปีหนึ่งซื้อไม่เกินเดือนละครั้ง ครั้งละตัวหรือสองตัวเป็นอย่างมาก คนรวยบางคนยังนั่งรถเมล์ หรือคนรวยบางคนก็ยังกินข้าวแกงข้างทาง คนรวยเหล่านี้มักจะมีความสุขใจ อิ่มเอม และที่สำคัญที่สุดคือ มีเงินเก็บไว้ในกระเป๋ามากกว่าคนรวยที่สุรุ่ยสุร่ายเยอะมากๆ

สังเกตคนรวยที่ล้มให้ดี ส่วนมากมักจะเกิดจากการใช้เงินเกินตัว หรือการไม่รู้จักวางแผนทางการเงินอย่างรอบคอบ เพราะไม่รู้จักคำว่า “พอเพียง” ทำให้เงินที่เขามีนั้น ไม่เคย “เพียงพอ” สำหรับชีวิตของเขาเลย

นี่คือหลักที่เราทุกคนต้องใส่ใจ เพราะมันจะไม่มีประโยชน์เลย หากคุณหาเงินได้มาก ใช้เงินทำงานได้เรื่อยๆ แต่คุณกลับต้องเสียเงินไปอย่างที่ไม่ควรจะเสีย อันนำมาสู่ธรรมชาติแห่งเงินอีกหนึ่งประการว่า “เงินจะหนีจากคนที่ฉลาดน้อยกว่า เพื่อไปหาคนที่ฉลาดมากกว่า”

คนที่ฉลาดไม่มาก จะสามารถหาเงินได้ แต่เก็บเงินไม่ได้ ส่วนคนที่ฉลาดมาก จะรู้ทั้งทางหาเงินและทางเก็บเงิน รวมถึงทางที่จะทำให้เงินที่ตัวเองมีงอกเงยต่อไปอีกด้วย

คนรวยที่คิดว่าตัวเองรวย มักจบลงอย่างยากจน แต่คนรวยที่คิดเสมอว่าตัวเองพอมีพอกิน มักจะรักษาความรวยได้อย่างยั่งยืน

รวมถึง “เงินจะอยู่กับเจ้านายที่รู้จักสร้างครอบครัวให้มัน” นั่นก็คือ การทำให้เงินได้แตกหน่อเกิดลูกเกิดหลานไปเรื่อยๆ จาก 100 เป็น 200 จาก 3,000 เป็น 30,000 เป็นต้น จงทำเงินให้เหมือนเป็นพันธุ์ไม้ เมื่อได้มาก็ลงมือเพาะปลูก เก็บเฉพาะดอกผลกิน ส่วนเงินที่เป็นตัวต้นก็เก็บไว้ บำรุงให้มันสามารถออกดอกออกผลมาให้เราต่อไปเรื่อยๆ

คำว่า “พอเพียง” ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงการใช้จ่ายเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการลงทุน ที่หากมีน้อยก็ควรลงทุนแต่น้อย มีมากก็ควรลงทุนปานกลาง ไม่ใช่ลงมันทั้งหมด เราต้องรู้จักสำรองเงินเอาไว้เผื่อฉุกเฉินเสมอ อีกทั้งเงินสำรองยังสามารถช่วยเราพยุงตัวเองยามที่การลงทุนนั้นไม่ได้ผลตามที่คาดหมายไว้อีกด้วย

รูปแบบการเรียนรู้โดนใจ ช่วยคนพัฒนาไปได้ไกลกว่าที่คิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/578381

  • วันที่ 28 ม.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

รูปแบบการเรียนรู้โดนใจ ช่วยคนพัฒนาไปได้ไกลกว่าที่คิด

เรื่อง กันย์ ภาพ Pixabay

ปกติคนเราไม่ชอบอยู่ในภาวะของ “ความไม่รู้” ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน แต่ในขณะเดียวกันคนเราก็ไม่สามารถรู้ได้ทุกเรื่อง เหตุเพราะการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา นั่นแปลว่า หนทางหนึ่งที่จะช่วยบรรเทาภาวะของความไม่รู้ได้ คือ การหมั่นเรียนรู้อย่างต่อเนื่องนั่นเอง

ดังนั้น เมื่อทราบเช่นนี้แล้ว การเรียนรู้อย่างต่อเนื่องจึงถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง หากแต่ในเมื่อคนเราเกิดมาแตกต่างกันโดยพื้นฐาน แต่ละคนจึงมีปัจจัย มีเงื่อนไขในการเรียนรู้ที่แตกต่างกันออกไป โดยในแง่ของการเรียนรู้ คนเราจะประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ และนำไปสู่ผลงานที่ดีเยี่ยมได้ก็ต่อเมื่อค้นพบรูปแบบของการเรียนรู้ที่เหมาะกับตัวของผู้เรียนเองมากที่สุด

อริญญา เถลิงศรี Managing Director – SEAC ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน กล่าวว่า โดยทุกวันนี้มีรูปแบบการเรียนรู้มากมายเกิดขึ้นเนื่องจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี จากการสำรวจพบว่าเทรนด์ต่อไปนี้ คือรูปแบบการเรียนรู้ในยุค 4.0

ปัญญาประดิษฐ์ Artificial Intelligence (AI) – เมื่อความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์เข้ามามีบทบาทสามารถคิดอ่านแทนมนุษย์ได้ในหลายๆ เรื่อง รวมไปถึงเรื่องการเรียนรู้ เช่น ระบบพี่เลี้ยงอัตโนมัติที่ใช้ข้อมูลจากระบบวิเคราะห์ข้อมูลในการให้คำแนะนำแก่ผู้เรียนที่มีความสามารถต่างกัน หรือจะเป็นเรื่องของโปรแกรม Chatbot ที่เข้ามาช่วยในการเรียนการสอน

หลักสูตรออนไลน์แบบเปิด หรือ Massive Open Online Courses (MOOCs) – เป็นเทรนด์การเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนเลือกเรียนวิชาที่สนใจจากที่ใดก็ได้ในโลก แถมยังมีการมอบประกาศนียบัตรให้แก่ผู้เรียนหลังจากจบหลักสูตร และอาจมีการนำเอาเรื่องของออนไลน์แพลตฟอร์มอื่นๆ มาผสมผสาน และยังมีการเอา AI มาใช้ประกอบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนอีกด้วย

ภูมิปัญญาจากฝูงชน (Crowdsourcing) – คือแนวคิดการระดมทุนจากกลุ่มที่หลากหลาย ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงการรวบรวมข้อมูล ความรู้ แต่ยังรวมไปถึงเรื่องแรงงานและเรื่องการลงทุน ซึ่งทำให้เกิดแพลตฟอร์มการเรียนรู้ยุคใหม่ที่รวบรวมองค์ความรู้และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้คนที่มีความรู้ ประสบการณ์ด้านต่างๆ เพื่อการเรียนรู้ที่เปิดกว้างยิ่งขึ้น เช่น Wikipedia หรือเว็บไซต์สารานุกรมออนไลน์ที่เปิดให้คนทั่วไปเข้ามาแบ่งปันความรู้ในเรื่องที่ตนเชี่ยวชาญ เช่นนี้เป็นต้น

เกม (Gamification) – การนำเกมเข้ามาใช้เป็นหนึ่งในรูปแบบการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับลักษณะนิสัยและความสนใจของคนรุ่นใหม่อย่างมาก ซึ่งนอกจากจะได้รับความรู้ใหม่ๆ แล้วยังเพิ่มทักษะอีกหลายๆ ด้านให้แก่ผู้เรียน ซึ่งความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ซึ่งนำมาสู่เรื่องของ VR / AR / MR ยังช่วยให้คนเรียนได้รับประสบการณ์เรียนที่เสมือนจริงที่สุด เพิ่มความน่าสนใจและน่าติดตาม

เทรนด์ที่เห็นชัดเจนคือเรื่องการเรียนรู้สมัยใหม่นั้น พึ่งพารูปแบบการเรียนรู้จากห้องเรียนน้อยลง ทั้งนี้ก็เพราะทุกวันนี้เรื่องของข้อมูล ความรู้เป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่ายเมื่อเทคโนโลยีการสื่อสารกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวหรือเป็นปัจจัยที่ 5 สำหรับใครหลายๆ คน นั่นแปลว่าพวกเขาอาจเลือกที่จะเรียนรู้เรื่องทฤษฎีจากการหาอ่าน ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองมากกว่าการมาเข้าฟังในห้องเรียน กิจกรรมในห้องเรียนสมัยนี้จึงกลายเป็นเรื่องของการฝึกปฏิบัติ การลงมือทำเสียมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าการเรียนรู้จะเกิดขึ้นในรูปแบบใดก็ตาม ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ช่วยให้เกิดความรู้ทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากในอนาคตคนมีโอกาสเลือกรูปแบบการเรียนรู้ที่ต้องการได้เอง เลือกวิธีการเรียนการสอนที่ถูกจริต เลือกเรียนได้ในเวลา สถานที่ที่ตนเองชอบ แน่นอนว่าย่อมจะช่วยเสริมสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และช่วยพัฒนาความรู้ความสามารถของเราไปได้อีกมาก

พิชญา หลิวจันทร์พัฒนา อี-คอมเมิร์ซช่วยเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/578384

  • วันที่ 28 ม.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

พิชญา หลิวจันทร์พัฒนา อี-คอมเมิร์ซช่วยเกษตรกร

ในการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปก (APEC) เมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา นอกจากจะเป็นเวทีของผู้นำจาก 21 เขตเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ภายในงานเดียวกันยังจัดควบคู่ไปกับ “การประชุมผู้นำเยาวชนเอเปก” (APEC Voices of the Future) มีผู้แทนเยาวชนและนักศึกษาเข้าร่วมกว่า 80 คนจาก 14 เขตเศรษฐกิจ ซึ่งครั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร (บล.ภัทร) ได้สนับสนุนส่ง 5 ผู้แทนเยาวชนไทยเข้าร่วมการประชุม ได้แก่ ทรงลาภ เรียงเครือ พิชชากร ชวรางกูร ฐิตา แสงหลี ณภพ จงสุทธานามณี และพิชญา หลิวจันทร์พัฒนา ซึ่งพิชญาได้เป็นตัวแทนของกลุ่มเล่าถึงสิ่งที่เยาวชนไทยทำบนเวทีใหญ่นี้

เธอเล่าว่า ตัวแทนเยาวชนต้องออกมานำเสนอบทบาทของเยาวชนในเขตเศรษฐกิจของตัวเองตามวาระหลักของการประชุม วาระของปีที่ผ่านมาคือ การสร้างโอกาสในการลดความเหลื่อมล้ำในยุคดิจิทัล โดยผู้แทนเยาวชนไทยได้ชูประเด็นความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรไทย

พิชญา ระบุว่า เกษตรกรไทยเป็นกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากความเหลื่อมล้ำมากที่สุดกลุ่มหนึ่งในประเทศ โดยมีแรงงานในภาคเกษตรคิดเป็นร้อยละ 30 ของทั้งประเทศ แต่กลับมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 10 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และเกษตรกรมีรายได้ต่อหัวค่อนข้างต่ำกว่าภาพรวมทั้งประเทศ

“เราเริ่มมาจากการตั้งคำถามว่า ประชากรกลุ่มไหนในประเทศไทยที่เจอปัญหาความเหลื่อมล้ำมากที่สุด โดยเราได้เลือกออกมา 2 กลุ่ม คือ กลุ่มเกษตรกรไทย และกลุ่มคนยากจน จากนั้นเราคิดว่า พวกเราจะช่วยเหลือเกษตรกรได้มากกว่า เพราะสามารถเข้าไปช่วยด้านการปฏิบัติทางการเกษตร (Agricultural Practice) และในด้านการทำฟาร์ม ซึ่งเป็นสิ่งที่จับต้องได้ และยังมองว่าประเทศไทยและเศรษฐกิจไทยมีเกษตรกรไทยเป็นปัจจัยที่สำคัญมาก พวกเราจึงเลือกกลุ่มนี้”

พิชญากล่าวถึงการทำงานว่า เธอเริ่มศึกษาค้นคว้าจากการทำวิจัย และขอความรู้คำปรึกษาจากศาสตราจารย์ด้านบล็อกเชน จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ เพื่อนำความรู้มาใช้กับการทำระบบออนไลน์ มาร์เก็ต เพลส จากนั้นจะมีการประชุมกันทุกสัปดาห์ผ่านช่องทางออนไลน์ เนื่องจากเธอกำลังศึกษาอยู่ที่ฮ่องกง สมาชิกอีกคนอยู่ที่แคนาดา และอีกสามคนอยู่ที่กรุงเทพฯ จากนั้นนำสิ่งที่ได้จากการประชุมไปปรึกษาผู้ดูแลเยาวชน โดยทั้งหมดดำเนินการก่อนวันงานประชุมเป็นเวลาร่วมเดือน

ทวีศักดิ์ เผ่าพัลลภ ผู้ดูแลเยาวชน และผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายที่ปรึกษาการลงทุนส่วนบุคคล บล.ภัทร กล่าวถึงการประชุมผู้นำเยาวชนเอเปกว่า เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นทุกปีตั้งแต่ปี 2541 โดยเชิญผู้แทนเยาวชนและนักศึกษาจาก 21 เขตเศรษฐกิจสมาชิกเอเปกเข้าร่วม เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แลกเปลี่ยนมุมมองที่เกี่ยวข้องกับวาระการประชุมของเอเปก และยังมีกิจกรรมแลกเปลี่ยนเชิงวัฒนธรรม และเยาวชนจากทุกประเทศจะร่วมกันร่างปฏิญญาเยาวชนเพื่อส่งให้ผู้นำเอเปกต่อไป

พิชญา เล่าต่อว่า ปัญหาที่แท้จริงที่สร้างความเหลื่อมล้ำให้เกษตรกรไทยคือ “พ่อค้าคนกลาง” เนื่องจากพ่อค้าคนกลางเป็นผู้ทำกำไรสูงสุด และเหตุที่ทำให้พ่อค้าคนกลางสร้างกำไรได้สูงกว่าเกษตรกร เป็นเพราะหลักเศรษฐศาสตร์ที่เรียกว่า Economies of Scale หมายถึง การผลิตสินค้าในจำนวนมากพอที่ทำให้ได้เปรียบด้านต้นทุน เพราะจะทำให้มีราคาต่อหน่วยต่ำลง

“ถ้าคนไหนมีความสามารถในการผลิตสูงกว่า เขาจะได้ผลประโยชน์สูงกว่าและมีพลังในการต่อรองราคามากกว่า” เธออธิบาย “ซึ่งนอกจากในประเทศไทย ปัญหาพ่อค้าคนกลางยังเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาและบราซิล เราจึงหยิบยกปัญหานี้มาเป็นตัวตั้งและอยากแก้ไขด้วยเทคโนโลยี”

ปัจจุบัน อี-คอมเมิร์ซเข้ามาเป็นกลไกในการทำธุรกิจ เธอจึงนำเครื่องมือนี้เข้ามาทำหน้าที่แทนพ่อค้าคนกลาง พิชญา กล่าวว่า เบื้องต้นมีความคิดจะทำเว็บไซต์อี-คอมเมิร์ซ ในรูปแบบ F2C (Farmer to Consumer) คือ ระบบขายปลีกที่เกษตรกรสามารถขายสินค้าให้ผู้บริโภคโดยตรง โดยเกษตรกรจะได้ราคาสูงกว่าการขายส่ง

เธอยกตัวอย่างเว็บไซต์อี-คอมเมิร์ซที่ประสบความสำเร็จ เช่น อาลีบาบา ลาซาดา ช้อปปี้ และขายดี ซึ่งตัวอย่างหลังสุดมีโมเดลธุรกิจที่ชื่อว่า ฟาร์มขายดี ให้เกษตรกรขายสินค้าโดยตรงสู่ลูกค้าและตัดปัญหาพ่อค้าคนกลาง

ฟาร์มขายดีแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือ ตลาดสด เปิดให้เกษตรกรขายสินค้าแบบค้าส่งแก่ผู้ประกอบการ เรียกว่า F2B (Farmer to Business) เช่น ขายสินค้าเกษตรให้ร้านอาหาร และแบบค้าปลีกเรียกว่า F2C ให้เกษตรกรขายสินค้าแก่ผู้บริโภคโดยตรง

ส่วนที่ 2 คือ ตลาดเกษตรกรรม ที่เกษตรกรจะพบกับเกษตรกร เรียกว่า F2F (Farmer to Farmer) เช่น ชาวนานำข้าวเปลือกไปขายเกษตรกรที่เลี้ยงหมูเพื่อเป็นอาหารสัตว์ และอีกรูปแบบคือ ภาคธุรกิจขายสินค้าให้กับเกษตร เรียกว่า B2F (Business to Farmer) เช่น บริษัทขายรถไถ ยาฆ่าแมลง และปุ๋ยให้เกษตรกร

“เมื่อเห็นตัวอย่างแล้วเราจึงคิดว่าโมเดลธุรกิจแบบ F2C โดยที่ไม่มีพ่อค้าคนกลางสามารถเกิดขึ้นได้ ถ้าผู้บริโภคต้องการซื้อผักก็สามารถเปิดเว็บไซต์แล้วสั่งผักจากเกษตรกรได้โดยตรง จากนั้นจะใช้ระบบขนส่งแบบเดลิเวอรี่จัดส่งทันที เพื่อให้สินค้าคงความสดใหม่เมื่อส่งถึงมือผู้บริโภค ซึ่งระบบ F2C นี้ประสบความสำเร็จมากในประเทศจีนและอินเดีย และข้อมูลจากอี-คอมเมิร์ซยังสามารถนำมาวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ได้ว่าช่วงไหนผู้บริโภคต้องการอะไร เพื่อส่งสัญญาณไปยังเกษตรกรให้ปลูกและผลิตสินค้าที่ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค”

ดังนั้นแนวทางการแก้ไขปัญหาพ่อค้าคนกลางในรูปแบบของ ออนไลน์ มาร์เก็ต เพลส จึงอาจช่วยลดอำนาจต่อรองของตัวกลางในระบบเก่า และเพิ่มความสามารถในการกำหนดราคาให้กับเกษตรกรได้

“หลายคนคิดว่าเยาวชนเป็นแค่คนที่มีอายุน้อย ประสบการณ์น้อย และยังไม่มีความสามารถในการแก้ไขปัญหาใหญ่ๆ ของประเทศ” เธอแสดงความคิดเห็นต่อคำถามที่ว่า เยาวชนสามารถแก้ไขปัญหาสังคมและเศรษฐกิจของไทยได้อย่างไร

“แต่พวกเราคิดว่า ไม่จริง เพราะจากประสบการณ์ตัวเองและจากการเห็นตัวอย่างคนรอบข้าง จะเห็นได้ว่าเยาวชนสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคมได้มาก เพราะเยาวชนเป็นคนที่มีพลัง และมีความสามารถในการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ได้เร็ว ซึ่งในยุคดิจิทัลเช่นนี้การรู้ทันเทคโนโลยีและสามารถใช้ประโยชน์จากมันได้เต็มที่ จะเป็นเครื่องมืออย่างดีในการทำธุรกิจและสร้างประโยชน์ให้กับสังคม”

เธอกล่าวเพิ่มเติมว่า คนรุ่นใหม่สามารถเรียนรู้เรื่องราวบนโลกนี้ได้ผ่านข้อมูลในโลกออนไลน์ และยังมีเวทีให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงความสามารถและมุมมองในการแก้ไขปัญหาสังคมและเศรษฐกิจในประเทศของตัวเอง อย่างเวทีการประชุมผู้นำเยาวชนเอเปก ที่นอกจากจะเป็นเวทีให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงความคิดเห็นแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้มุมมองของผู้นำจากทั่วโลก

“การไปเจอผู้นำในด้านต่างๆ จากทั่วโลก เช่น ได้ไปเจอกับซีอีโอบริษัทน้ำมันที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ในเมืองจีน หรือไปพูดคุยกับบริษัทความบันเทิงที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้ อย่างแรกเลยคือ ได้สร้างคอนเนกชั่นที่ไม่แน่ว่าในอนาคตเราอาจติดต่อเขามาทำธุรกิจกับเราในประเทศไทยก็ได้ หรือการได้ฟังผู้นำประเทศอย่างสีจิ้นผิงพูดบนเวที ทำให้เราได้เห็นตัวอย่างการเป็นผู้นำประเทศว่า ถ้าวันหนึ่งเรากลายเป็นผู้นำจะต้องวางตัวอย่างไร รวมถึงยังเห็นทิศทางเศรษฐกิจของโลกว่ากำลังไปทางไหนด้วย”

นอกจากนี้ จากการเข้าร่วมการประชุม เธอยังได้ไอเดียนำมาปรับใช้แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในเกษตรกรไทย อย่างหัวข้อบล็อกเชน จากที่คิดว่า บล็อกเชนเป็นเรื่องของระบบเงินดิจิทัลเท่านั้น แต่เธอได้เรียนรู้ว่า ในประเทศอินเดียได้นำระบบบล็อกเชนไปใช้กับภาคการเกษตรเพื่อเพิ่มความรวดเร็วและความสะดวก

“ไอเดียนี้ทำให้เราเห็นภาพว่า เมื่อเราเรียนจบแล้วอยากจะสร้างเศรษฐกิจแบบบล็อกเชนในระบบเกษตรกรรมและระบบอื่นๆ อย่างระบบขนส่ง และจากการเข้าประชุมทำให้เราได้ทำงานกับเยาวชนจากประเทศอื่นๆ ซึ่งนอกจากจะได้คอนเนกชั่น เรายังได้ร่วมกันร่างปฏิญญาเยาวชน (Youth Declaration) ซึ่งการทำงานร่วมกับเยาวชนอีก 13 เขตเศรษฐกิจ ย่อมมีความคิดเห็นที่ต่างกัน ดังนั้นจึงต้องกล้าที่จะแสดงเหตุผลของตัวเองเพื่อให้ความคิดเห็นของไทยถูกคัดเลือก”

สำหรับความสำคัญของเวทีการประชุมผู้นำเยาวชนเอเปก เธอมองว่า เป็นเวทีที่สร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้อย่างร่างปฏิญญาเยาวชนที่ตัวแทนเยาวชนมีข้อเสนอต่อผู้นำโลก มีเนื้อหาโดยสรุป 4 หัวข้อ ได้แก่ หนึ่ง ผู้แทนเยาวชนเรียกร้องให้ผู้นำตระหนักถึงความเห็นของเยาวชนซึ่งจะเติบโตเป็นผู้นำในอนาคต สอง ผู้แทนเยาวชนเสนอให้สถาบันการศึกษาทุกแห่งจัดหาการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตให้กับเยาวชนอย่างทั่วถึงในทุกเขตเศรษฐกิจ เพื่อเป็นการสร้างพื้นฐานที่เท่าเทียมกันให้เยาวชนได้เรียนรู้และเติบโต และควรสร้างโอกาสให้กับผู้สร้างนวัตกรรมและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในแง่ของแหล่งเงินทุน

สาม ผู้แทนเยาวชนตระหนักถึงความสำคัญในประเด็นสิ่งแวดล้อม ดังนั้นทุกสมาชิกเขตเศรษฐกิจควรช่วยกันต่อสู้กับปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และลดการพึ่งพาพลังงานสิ้นเปลือง และสี่ ผู้แทนเยาวชนเน้นถึงความจำเป็นในการพัฒนาระบบการศึกษาในเขตเศรษฐกิจที่กำลังพัฒนา จึงควรส่งเสริมทักษะและความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างทั่วถึง

“ถ้าถามถึงความหวังหลังเข้าร่วมการประชุมผู้นำเยาวชนเอเปก” พิชญาทวนคำถาม “เรามีคาดหวังสองรูปแบบ อย่างแรกคือความคาดหวังในตัวเองว่าจะมีแพสชั่นและมีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน ซึ่งหลังจากได้นำเสนอบนเวทีแล้วพวกเราเชื่อจริงๆ ว่าพลังเยาวชนสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาระดับประเทศได้ และอย่างที่สอง คือ ความคาดหวังให้แบงก์ชาติหรือธนาคารต่างๆ ให้ความรู้เรื่องอี-คอมเมิร์ซแก่คนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเกษตรกรไทย เพื่อสร้างความเข้าใจและช่วยให้ทุกคนใช้เทคโนโลยีได้เพื่อประโยชน์กับอาชีพของตัวเอง”

ปัจจุบันพิชญามีอายุ 20 ปี ได้รับทุนการศึกษาไปศึกษาระดับปริญญาตรีที่ มหาวิทยาลัยแห่งการวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฮ่องกง (Hong Kong University of Science and Technology) เหตุที่เธอถูกคัดเลือกเป็นผู้แทนเยาวชนไทย เพราะเคยเป็นนักศึกษาฝึกงานของ บล.ภัทร จึงมีโอกาสแสดงศักยภาพจนได้รับคัดเลือก ซึ่งการเป็นผู้แทนเยาวชนไทยไปนำเสนอทางออกของปัญหาสังคมและเศรษฐกิจแลกเปลี่ยนกับประเทศอื่นๆ นั้น จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาศักยภาพของเยาวชน ผู้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ