ทำธุรกิจเครือข่าย ให้ประสบความสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571467

  • วันที่ 21 พ.ย. 2561 เวลา 12:00 น.

ทำธุรกิจเครือข่าย ให้ประสบความสำเร็จ

เรื่อง โยโมทาโร่

หากมีเพื่อนแนะนำให้ทำธุรกิจเครือข่ายแล้ว หลายคนอาจจะส่ายหัว แต่อันที่จริงแล้วธุรกิจเครือข่ายที่เป็นธุรกิจขายสินค้าจริงๆ ไม่ได้เป็นธุรกิจหลอกลวงแบบแชร์ลูกโซ่นั้น เป็นธุรกิจที่น่าสนใจเป็นอย่างมากโดยเฉพาะความยั่งยืนทางธุรกิจที่สามารถสืบทอดให้ลูกหลาน มีความมั่นคงในระดับที่น่าพอใจ แต่ทำไมเราถึงไม่สนใจเรื่องการทำธุรกิจเครือข่าย ระพีร์พัชญ์ อินทมาตย์ ผู้ก่อตั้งองค์กร เดอะพิ้งค์ ผู้ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจเครือข่าย มีรายได้หลักล้านบาทต่อเดือน จะมาให้คำแนะนำกับคนที่สนใจอยากทำงานหารายได้เสริมด้วยการทำธุรกิจเครือข่ายดังต่อไปนี้

1.คิดเสียว่าเป็นงานอดิเรก

เราส่วนใหญ่คิดว่างานขายตรงเป็นงานที่ยาก แต่ที่จริงแล้วไม่มีงานอะไรในโลกที่ง่ายแล้วจะทำให้เรามีรายได้เพิ่มมากขึ้น ทุกอย่างอยู่ที่ความพยายามของตัวคุณเอง สำหรับการเริ่มต้นการขายตรงสิ่งแรกที่คุณต้องทำก็คือ มองหาบริษัทขายตรงที่มีความน่าเชื่อถือ จะเป็นบริษัทอะไรก็ได้ที่มีสินค้าที่น่าสนใจและคุณคิดว่าสามารถขายสิ่งนั้นได้อย่างไม่ติดขัด

เราสามารถใช้เวลาว่างที่มีอยู่ในการขายสินค้าไม่จำเป็นต้องลาออกจากงานประจำเพื่อมาขายสินค้าขายตรงเพียงอย่างเดียวก็ได้ ข้อดีของการขายตรงอย่างหนึ่งก็คือยิ่งคุณหาลูกค้าได้มากเท่าไรก็ยิ่งมีรายได้เพิ่มขึ้นต่อเดือนต่อปีมากขึ้นเท่านั้น

2.ไม่จำเป็นต้องทำบริษัทเดียว

หลายคนที่ไม่ประสบความสำเร็จในอาชีพขายตรงเพราะเขาฝากความหวังไว้กับบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ทั้งที่จริงแล้วไม่มีความจำเป็นต้องทำแบบนั้น หากจินตนาการว่าตัวเราเป็นร้านค้าระหว่างร้านที่ขายของเพียงชนิดเดียว กับร้านที่ขายสินค้าที่มีความหลากหลายมากว่าแบบไหนจะขายของได้ดีกว่ากัน

การขายตรงก็เช่นกันเราไม่จำเป็นต้องขายสินค้าที่มีอย่างเดียว เราสามารถสมัครได้กับหลายๆ บริษัทที่เราเห็นว่ามีสินค้าน่าสนใจและมีอนาคต ที่ดีกับตัวเราเอง ในอีกแนวคิดหนึ่งการที่เราได้ลองทำกับหลายๆ บริษัทจะทำให้เรารู้ว่าสิ่งไหนดีหรือไม่ดี ชอบหรือไม่ชอบอะไร จะได้หาธุรกิจหรือสินค้าที่เหมาะกับสไตล์การขายหรือถูกจริตเราได้ง่ายขึ้น

3.อย่ากลัวเพื่อนหาย

ปัญหาอย่างหนึ่งที่คนขายตรงต้องเจอก็คือ เพื่อนไม่คบ ซึ่งน่าจะเรียกได้ว่าเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้หลายคนไม่กล้าที่จะเข้ามาสู่วงการขายตรง ทั้งที่เป็นธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเราสูงมากที่สุดธุรกิจหนึ่ง สิ่งที่ผมเจอกับตัวเองก็คือเพื่อนสมัยเรียนที่เคยเรียนด้วยกัน เล่นด้วยกัน และคิดว่าสนิทมากที่สุดยังปฏิเสธที่จะให้เราแนะนำสินค้าโดยที่ไม่จำเป็นต้องซื้อในทันที

สิ่งแรกที่ทุกคนคิดก็คือ อาชีพนี้ทำให้เสียเพื่อน ทั้งที่จริงแล้วเราอาจจะต้องมองเพื่อนเราในมุมใหม่ ว่าเขาเหมาะจะเป็นเพื่อนแบบไหน แนะนำว่าอย่าไปเครียด สู้เอาเวลาไปหาลูกค้าใหม่ๆ ดีกว่า

4.อย่าท้อ

ผมใช้เวลาเป็นสิบปีในการทำธุรกิจเครือข่ายผ่านความท้อมานักต่อนัก ไม่ใช่ว่าทำเพียงไม่กี่ปีก็จะประสบความสำเร็จ หรือเฉพาะคนที่เข้ามาอยู่ในวงการนี้ก่อน หรืออยู่มานานเท่านั้นที่จะประสบความสำเร็จ ทุกอย่างอยู่ที่ความพยายามอย่าท้อ ในธุรกิจเครือข่ายร้อยคนจะเจอลูกค้าสักสิบคนก็ถือว่ากำไรเพราะลูกค้าที่เราได้เขาจะอยู่กับเราไปตลอด

ตั้งเป้าหาลูกค้าเพิ่มให้ได้ทุกสัปดาห์ จะมากหรือน้อยก็ต้องหาสะสมไปเรื่อยๆ สิ่งสำคัญกว่าคำว่า อย่าท้อ ก็คือความจริงใจเราจะขายของอะไรต้องจริงใจ ต้องมั่นใจในสินค้าที่เรากำลังขายนั้นดีต่อลูกค้าจริงๆ ไม่ใช่หวังเพื่อจะได้เงิน นี่คือสิ่งที่ทำให้การขายตรงหรือธุรกิจเครือข่ายแตกต่างจากแชร์ลูกโซ่และธุรกิจหลอกลวงประชาชน

5.อบรมบ่อยๆ

สิ่งที่หลายคนที่เข้ามาสู่วงการขายตรงแล้วรู้สึกเบื่อหน่ายมากที่สุด หรือบางครั้งก็รู้สึกเหมือนโดนล้างสมอง ก็คือการเข้าอบรมที่มีจัดขึ้นเป็นประจำทุกสัปดาห์ ซึ่งการอบรมนั้นจะมีทั้งอบรมการขายสินค้าใหม่ อบรมการเป็นผู้นำเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเองรวมทั้งเคล็ดลับในการขายสินค้าให้ประสบความสำเร็จ

หากเทียบกับระบบการศึกษาก็เหมือนกับการเรียนในมหาวิทยาลัยศึกษาวิชา และฝึกทักษะ ที่จำเป็นต่อการทำงานในสายก่อนที่จะเรียนจบออกไปทำงานนั่นเอง

#เจ็บแต่ไม่ยอม เรียกร้องยุติความรุนแรงต่อสตรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571465

  • วันที่ 21 พ.ย. 2561 เวลา 12:00 น.

#เจ็บแต่ไม่ยอม เรียกร้องยุติความรุนแรงต่อสตรี

เรื่อง กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

ผลการสำรวจกลุ่มผู้หญิงในกรุงเทพฯ เกี่ยวกับความรุนแรงต่อสตรีพบว่า ร้อยละ 38.4 เคยเห็นเพื่อนหรือคนใกล้ชิดประสบปัญหาร้อยละ 10.4 เคยเห็นคนใกล้ชิดโดนทำร้าย และร้อยละ 7.8 เคยประสบปัญหาด้วยตัวเอง เป็นตัวเลขที่สะท้อนให้เห็นภาพสังคมไทยว่ากำลังมีปัญหา

มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงได้ประกาศรณรงค์ยุติความรุนแรงด้วยการชวนถ่ายรูปหน้าตัวเองกับหยดน้ำตาสีดำลงโซเชียลมีเดีย พร้อมติดแฮชแท็ก #เจ็บแต่ไม่ยอม เนื่องในวันยุติความรุนแรงต่อสตรีสากลวันที่ 25 พ.ย. 2561 เพื่อหวังให้ผู้หญิงลุกขึ้นสู้และก้าวผ่านไปสู่การเปลี่ยนแปลงในสังคม

จรีย์ ศรีสวัสดิ์ หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมภาคีเครือข่ายมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า ความรุนแรงทางเพศถูกตอกย้ำผ่านสื่อละครอย่างฉากละครตบ-จูบที่กลายเป็นเรื่องปกติ ฉากพระเอกข่มขืนนางเอก บทสรุปของนางร้ายในละครที่มักถูกลงโทษด้วยความรุนแรงและกลายเป็นสิ่งที่สมควรแล้ว และการนำเสนอภาพให้ผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศ

รวมถึงวัฒนธรรมในสถาบันครอบครัวที่คนส่วนใหญ่มักคุ้นหูกับประโยคที่ว่า สามีภรรยาเปรียบเหมือนลิ้นกับฟันกระทบกระทั่งกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา หรือเรื่องในครอบครัวไม่ควรนำไปบอกคนอื่น เพราะจะเป็นการประจานครอบครัวตัวเอง หรือครอบครัวที่พ่อแม่แยกทางหรือหย่าร้างกันจะทำให้ลูกเป็นเด็กมีปัญหา ดังนั้น เมื่อมีความรุนแรงเกิดขึ้นในบ้านจึงมักถูกปกปิดไว้ภายในกรอบที่สังคมสร้างขึ้น

“ประโยคดังกล่าวนี้หากมองเพียงชั้นเดียวจะดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ในความเป็นจริงมันคือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น ถูกผลิตซ้ำ สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น โดยเฉพาะการปลูกฝังที่ตีกรอบความเป็นผู้หญิงและความเป็นผู้ชายแบบตายตัว ผ่านกระบวนการบ่มเพาะหล่อหลอมจากสถาบันทางสังคมและถูกผลิตซ้ำ ทำให้ความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องปกติ

ถึงเวลาแล้วที่เราควรกลับมาทบทวนและช่วยกันรื้อถอนวิธีคิด วิธีการหล่อหลอม ที่มีผลต่อการสืบทอดความคิดความเชื่อแบบชายเป็นใหญ่ ซึ่งเป็นรากเหง้าของปัญหาความรุนแรงในครอบครัว อยากชวนกันมาตั้งคำถามกับการหล่อหลอมดังกล่าว และหวังว่าจะส่งสัญญาณไปยังกระทรวงศึกษาธิการให้ปรับหลักสูตรการเรียนการสอนสู่การออกแบบหลักสูตรที่เน้นความเท่าเทียมทางเพศ ความเสมอภาคทางเพศ และการเคารพสิทธิเนื้อตัวร่างกายของคนทุกเพศอย่างจริงจังเสียที” จรีย์ กล่าว

ด้าน จะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวภายในงานรณรงค์วันยุติความรุนแรงต่อสตรีสากลที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 พ.ย.ที่ผ่านมา ว่า เมื่อเกิดปัญหาความรุนแรงหรือการคุกคามทางเพศ สังคมมักตีตราว่าผู้หญิงไม่ดี การจัดแคมเปญเจ็บแต่ไม่ยอมจึงหวังให้ทุกคนฟังเสียงของผู้หญิง โดยเฉพาะผู้ที่ถูกกระทำความรุนแรงว่าเขาต้องการอะไร

“เมื่อผู้หญิงกล้าพูด สังคมก็จะฟังมากขึ้น ทำให้สังคมรู้ว่าต้องแก้ปัญหาอย่างไร เพราะสิ่งที่เป็นห่วงมากที่สุดคือ ความรุนแรงถึงชีวิต ซึ่งเราเห็นผ่านข่าวทุกวัน แต่คนในสังคมร้อยละ 94 มองว่าไม่อยากเข้าไปช่วย สิ่งที่สังคมต้องตระหนักคือ ต้องช่วยเหลือกัน สังคมต้องสนับสนุนให้เขากล้าพูดถึงเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และผู้หญิงทุกคนเมื่อเจ็บแล้วต้องไม่ยอม”

ภายในงานดังกล่าวยังเปิดเวทีให้ผู้หญิงที่เคยเผชิญกับความรุนแรงมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ หนึ่งในนั้นคือเค (นามสมมติ) บอกเล่าเหตุการณ์การคุกคามทางเพศที่เกิดจากคนใกล้ชิดในครอบครัวว่า ลูกสาววัย 13 ขวบ ตกเป็นผู้ถูกกระทำความรุนแรงทางเพศจากสามีหรือพ่อแท้ๆ ของลูกโดยมีสติครบถ้วน

“เมื่อเกิดเหตุลูกสาวไม่กล้าเล่าให้ฟังจนผ่านไปเกือบสองเดือน ลูกตัดสินใจมาบอก ดิฉันรู้สึกช็อกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่รู้จะทำอย่างไร สามีคนก่อเหตุก็ปฏิเสธและเข้าไปด่าทอลูกว่าบอกเรื่องนี้ทำไม จนสุดท้ายดิฉันตั้งสติได้จึงปรึกษาเจ้านายและไปแจ้งความ แต่ตำรวจไม่สนใจเพราะเขามองว่าเป็นเรื่องในครอบครัว แต่ตัวดิฉันยืนยันจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด จึงไปขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล แต่สุดท้ายเขาก็หนีไป ส่วนทุกวันนี้ดิฉันต้องพาลูกสาวไปพบจิตแพทย์เดือนละสองครั้ง และต้องดูแลลูกมากเป็นพิเศษเพื่อเยียวยาหัวใจที่บอบช้ำของลูก”

ด้าน วี (นามสมมติ) ผู้ที่เผชิญเหตุการณ์ความรุนแรงทางเพศจากสามีที่บังคับให้เธอขายบริการทางเพศตอนกลางคืน โดยใช้วิธีการปล่อยทิ้งไว้ที่ป้ายรถเมล์ หรือที่เปลี่ยวตอนกลางคืน หรือบังคับไปโรงแรมเพื่อรับแขก

เธอเล่าว่า ในช่วงแรกของการแต่งงานไม่พบว่าผู้ชายมีความผิดปกติ แต่หลังจากนั้นพฤติกรรมของสามีก็เปลี่ยนไปคือ ดื่มเหล้า พูดจาลามก บังคับให้เธอดูรูปหรือคลิปอนาจาร และบังคับให้ขายบริการทางเพศ โดยขู่ว่าถ้าไม่ทำจะไม่ได้พบหน้าลูก

“สุดท้ายดิฉันทนไม่ได้จึงหาทางออกด้วยการหาข้อมูลในโซเชียลมีเดีย แล้วเขียนจดหมายเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นส่งไปที่มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล จึงมีเจ้าหน้าที่โทรมาหาและให้ความช่วยเหลือดูแลจนกระทั่งหลุดจากบ่วงตรงนั้นมาได้ และตอนนี้ผู้ชายก็ถูกดำเนินคดีแล้ว รับโทษอยู่ในคุก 7 ปี ดิฉันจึงอยากฝากไปถึงผู้ที่กำลังถูกทำร้ายทุกคนว่า ให้ตั้งสติ หนักแน่น อย่ายอมให้ถูกกระทำหรืออดทน อย่าคิดว่าเดี๋ยวก็จะดีขึ้นเอง หรือกลัวเสียงติฉินนินทา เพราะมันจะยิ่งเลวร้ายลงเรื่อยๆ แน่นอนว่าเราเจ็บแต่เราก็จะไม่ยอม”

ดร.วราภรณ์ แช่มสนิท ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ กล่าวถึงการลุกขึ้นปกป้องตัวเองของผู้หญิงว่า ปัญหาการคุกคามทางเพศเป็นปัญหาที่แพร่หลายและส่งผลกระทบกับคนจำนวนมาก ซึ่งปัญหาข้อหนึ่งที่สังคมมองว่าไม่สร้างผลกระทบร้ายแรงเท่าการทำร้ายร่างกายหรือการข่มขืน แต่เป็นปัญหาขนาดใหญ่ คือ การคุกคามทางเพศบนระบบขนส่งสาธารณะ เนื่องจากแต่ละวันมีคนมากกว่า 9 ล้านคน ใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งจากการสำรวจเมื่อเดือน ต.ค. 2560 พบว่า ผู้หญิงร้อยละ 45 มีประสบการณ์ถูกคุกคามทางเพศบนระบบขนส่งสาธารณะ แต่กลับเป็นปัญหาที่ไม่ค่อยได้รับความสนใจ

“เรามองว่า การคุกคามทางเพศบนระบบขนส่งสาธารณะคือเรื่องของความปลอดภัย ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบจะต้องดูแลและมีมาตรการป้องกันและแก้ไขเมื่อเกิดเหตุ รวมถึงทางแผนงานสุขภาวะผู้หญิงฯ ก็ได้มีการรณรงค์ให้ผู้ประสบเหตุใช้เสียงเพื่อหยุดการคุกคามทางเพศ รณรงค์ให้ผู้ร่วมทางช่วยกันสอดส่องและช่วยกันหยุดการคุกคาม แต่เรารู้ว่าแค่การรณรงค์มันไม่พอ ต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาตรการบางอย่างด้วย”

เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ภาคีเครือข่ายเมืองปลอดภัยเพื่อผู้หญิงจึงได้มีการเข้าพบรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมและมอบข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 3 ข้อ หนึ่ง ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับระบบขนส่งสาธารณะติดตั้งกล้องวงจรปิดทั้งบนยานพาหนะและบนสถานี เพื่อลดโอกาสการเกิดเหตุและเป็นหลักฐานชี้ตัวผู้กระทำผิด สอง ต้องพัฒนาช่องทางการรับเรื่องร้องเรียนให้มีประสิทธิภาพ และสาม ต้องฝึกอบรมพนักงานให้เข้าใจว่า พฤติกรรมแบบไหนคือการคุกคามทางเพศ และถ้าเกิดเหตุการณ์ขึ้นกับผู้โดยสารต้องดูแลจัดการแก้ปัญหาอย่างไร จึงเป็นที่มาที่ไปของการทำงานร่วมกันระหว่างภาคีเครือข่ายเมืองปลอดภัยเพื่อผู้หญิงกับบริษัท ขนส่งสาธารณะ (บขส.)

ความร่วมมือดังกล่าวประกอบด้วย 2 เรื่องหลัก คือ ร่วมกันฝึกอบรมพนักงานขับรถและพนักงานต้อนรับบนรถ บขส. ที่มีจำนวนกว่า 600 คน รวมถึงผลิตสื่อการเรียนรู้ออนไลน์ที่จะเปิดตัวครั้งแรกในวันพรุ่งนี้ (22 พ.ย.) เพื่อให้พนักงานที่เข้ามาใหม่สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง และการผลิตคลิปวิดีโอสั้นการป้องกันตัวเองสำหรับผู้โดยสาร เพื่อเผยแพร่บนจอโทรทัศน์บนรถ บขส.

นอกจากนี้ ในบทบาทของการยุติความรุนแรงต่อสตรี ทางแผนงานสุขภาวะผู้หญิงฯ เน้นทำงานเชิงแก้ไขปัญหา โดยทำงานร่วมกับนักวิชาชีพที่ให้บริการแก่ผู้ประสบปัญหาอย่างนักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา พยาบาล และชมรมพนักงานสอบสวนหญิง (ตำรวจหญิง) ให้พร้อมเข้าช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ เสริมศักยภาพให้มีความละเอียดอ่อนต่อปัญหา และเข้าใจสาเหตุที่มาของความรุนแรง

“สังคมของเราต้องเป็นสังคมที่ไม่ยอมรับความรุนแรง เพราะปัญหาหนึ่งที่ทำให้ความรุนแรงคงอยู่เป็นเพราะคนในสังคมมีแนวโน้มที่จะปล่อยผ่านเมื่อได้ยินได้ฟังเรื่องความรุนแรง หรือผู้ที่ประสบปัญหาเองมองว่าคนรอบข้างและหน่วยงานต่างๆ ไม่พร้อมที่จะช่วยเหลือ หลายคนจึงไม่กล้าที่จะลุกขึ้นมาเพราะไม่แน่ใจว่าจะได้รับความช่วยเหลือหรือไม่”ดร.วราภรณ์ กล่าวต่อ

“เราต้องสร้างวัฒนธรรมใหม่ขึ้นมาแทนวัฒนธรรมการยอมรับความรุนแรง ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ทุกคนในสังคมถูกปลูกฝังกันมานาน รวมถึงวาทกรรมในสังคมที่ทำให้เราเข้าใจว่า ความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือเป็นเรื่องของผัวเมียที่คนนอกไม่ควรยุ่ง หรือเสียงของสังคมที่คอยสอนว่า เป็นผู้หญิงเมื่อแต่งงานมีลูกแล้วต้องอดทนและต้องรักษาสถาบันครอบครัวไว้

แม้กระทั่งในตัวกฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว 2550 ก็ยังมีน้ำเสียงที่เน้นการรักษาสถาบันครอบครัวมากกว่าการคุ้มครองสิทธิของผู้ที่ถูกใช้ความรุนแรง ซึ่งทัศนคติเหล่านี้ถูกแทรกอยู่ในทุกๆ องคาพยพของสังคม ทั้งจากครอบครัว โรงเรียน สื่อ และกฎหมาย ทำให้เกิดเป็นวัฒนธรรมที่เกี่ยวโยงกันคือ วัฒนธรรมเงียบ เมื่อเกิดความรุนแรงแล้วเราต้องเงียบ เพราะถ้าเราไม่ยอมและลุกขึ้นมาต่อสู้จะกลายเป็นความผิดของเรา นั่นเพราะเราไม่อดทน”

ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะผู้หญิงฯ กล่าวด้วยว่า 2-3 ปีที่ผ่านมามีกิจกรรมจากหลายหน่วยงานสร้างความตระหนักในการยุติความรุนแรง รวมถึงกระแสโลกอย่างแคมเปญ MeToo ก็ได้ผลักดันให้ผู้ที่ถูกคุกคามหรือถูกล่วงละเมิดทางเพศกล้าพูดเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคม

“ทุกวันนี้ปัญหาความรุนแรงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อผู้ที่ถูกใช้ความรุนแรง แต่มันกัดกร่อนไปทั้งสังคม เพราะฉะนั้นมันจึงกลายเป็นปัญหาที่แฝงตัวอยู่ คนเห็นไม่ชัดว่าเป็นปัญหาใหญ่ แต่จริงแล้วมันส่งผลกระทบรุนแรงและยาวนานถึงคนรุ่นต่อไป ดังนั้น ความรุนแรงเป็นปัญหาที่ต้องช่วยกันแก้ไข ซึ่งการแก้ไขเพียงการบอกให้คนที่ถูกใช้ความรุนแรงลุกขึ้นมาสู้เองตามลำพังมันไม่เพียงพอ แต่คนรอบข้างหรือคนในสังคมต้องเห็นความสำคัญ หนุนเสริมให้ผู้ที่ถูกใช้ความรุนแรงกล้าพูดและไม่ยอมต่อความรุนแรง รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องพร้อมให้ความช่วยเหลือและให้ความยุติธรรมอย่างเต็มที่”

ในมุมมองของผู้ที่เห็นปัญหายังเห็น “ความหวัง” ว่าสังคมไทยจะยุติความรุนแรงต่อสตรีและคนทุกเพศทุกวัย และหวังว่าทุกวันที่ 25 พ.ย. จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริงในสังคม

เสร็จหรือสำเร็จ แบบไหนที่คุณต้องการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571277

  • วันที่ 19 พ.ย. 2561 เวลา 15:00 น.

เสร็จหรือสำเร็จ แบบไหนที่คุณต้องการ

เรื่อง  กันย์ ภาพ  pixabay

องค์กรต้องการพนักงานที่ทำงาน “เสร็จ” หรือทำงาน “สำเร็จ” มากกว่ากัน? ก่อนที่จะตอบคำถามนี้ ลองมาทำความเข้าใจถึงความแตกต่างของการทำงานเสร็จหรือทำงานสำเร็จเสียก่อน

อริญญา เถลิงศรี Chief Capability Officer บริษัท SEAC ศูนย์พัฒนาภาวะผู้นำและผู้บริหารระดับสูง กล่าวว่า การทำงานเสร็จ ในภาษาอังกฤษอาจเทียบได้กับคำว่า Output ซึ่งแปลตามตัวได้ว่าผลผลิต นั่นคือการที่พนักงานสามารถทำงานตามที่ได้รับมอบหมายได้อย่างครบถ้วนและส่งมอบทันเวลาตามที่กำหนด ในขณะที่การทำงานให้สำเร็จนั้น ในภาษาอังกฤษอาจเปรียบได้กับคำว่า Outcome หรือผลลัพธ์ คือการที่ผลงานของพนักงานตอบโจทย์ที่ตั้งไว้ได้ตามวัตถุประสงค์ สามารถสร้างประโยชน์ให้กับองค์กรและสามารถนำผลลัพธ์ของงานที่ทำนั้นไปต่อยอดเพื่อสร้างผลลัพธ์อื่นๆ ให้กับองค์กรต่อได้ อีกนัยหนึ่งคือ Output คือการได้มาซึ่งงานตามปริมาณที่กำหนดไว้ (Quantity) แต่ Outcome คือการได้มาซึ่งผลงานที่มีคุณภาพ (Quality) ตามวัตถุประสงค์

เมื่อเข้าใจในความหมายตรงกันแล้ว คุณคิดว่าสิ่งไหนคือสิ่งที่องค์กรควรให้ความสำคัญเพื่อการได้มาซึ่งพนักงานที่จะช่วยให้องค์กรก้าวหน้าไปได้อย่างยั่งยืน

เพื่อให้เข้าใจได้ดียิ่งขึ้น จึงขอยกตัวอย่างให้เห็นจากเรื่องของการศึกษาในโรงเรียนหรือการอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากรซึ่งมี Output คือการผลิตคนที่มี Competency (มีความรู้) แต่ Outcome คือการสร้างให้คนมี Capability (ความสามารถในการนำความรู้ที่ได้รับหรือที่มีไปประยุกต์ใช้ได้เพื่อให้เกิดประโยชน์หรือผลลัพธ์ต่อไป) ทั้งนี้ก็เพราะการสร้างให้คนมีเพียงความรู้อย่างเดียวไม่ได้ช่วยต่อยอดให้เกิดประโยชน์แต่อย่างใด เพราะเขาไม่สามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้จริงจึงไม่เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ในอีกภาพหนึ่ง Output คือสินค้า บริการ ผลกำไรขาดทุนหรือผลประกอบการ ในขณะที่ Outcome คือเรื่องของสิ่งที่เกิดขึ้นจากการใช้สินค้าและบริการนั้นๆ ในเชิงความหมาย ความแตกต่าง ความสัมพันธ์ ยกตัวอย่างเช่นในการสร้างทางด่วน Output ที่ได้คือถนนหรือทางด่วนที่เพิ่มขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรม แต่ Outcome คือการที่คนสามารถเดินทางได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้นจากการใช้ทางด่วนนั้นๆ ทำให้ลดระยะเวลาในการอยู่บนท้องถนน และมีเวลาทำงานหรือสามารถใช้เวลาไปทำสิ่งอื่นได้มากขึ้น แต่ถ้าหากสร้างทางด่วนแล้วผู้ใช้ถนนไม่ได้รับความสะดวก ไม่ได้ทำให้เดินทางเร็วขึ้น นั่นก็แปลว่าการสร้างทางด่วนครั้งนั้นมีแต่ Output ไม่มี Outcome หรืออีกนัยหนึ่งคือทุก Output ไม่ได้ก่อให้เกิด Outcome นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถละเลยความสำคัญของ Output ไปได้ เพียงแต่เราสามารถที่จะเลือกจัดลำดับความสำคัญได้ นั่นก็เพราะทั้งเรื่องของ Output และ Outcome ล้วนแล้วแต่มีความสำคัญทั้งสิ้น ต่างกันแค่ระยะเวลาในการเกิดผล โดย Output นั้นใช้เวลาสั้นกว่า Outcome ในขณะที่ Outcome ก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนมากกว่า

พูดง่ายๆ ก็คือทั้งพนักงานที่ทำงานเสร็จและพนักงานที่ทำงานได้สำเร็จล้วนแล้วแต่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร ดังนั้นสิ่งที่คุณต้องทำคือตั้งคำถามกับตัวเองว่า คุณต้องการเห็นภาพขององค์กรดำเนินธุรกิจเห็นผลแค่วันต่อวัน หรือคุณต้องการวางแผนระยะยาว สร้างคนที่จะสามารถมาพัฒนาความสำเร็จขององค์กรได้อย่างยั่งยืนหรือไม่

ผ่าอนาคตสังคมไทย 3 ปีก่อนเข้าสู่ ‘สังคมสูงวัยสมบูรณ์แบบ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571275

  • วันที่ 19 พ.ย. 2561 เวลา 15:00 น.

ผ่าอนาคตสังคมไทย 3 ปีก่อนเข้าสู่ ‘สังคมสูงวัยสมบูรณ์แบบ’

เรื่อง…เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา

ผ่าอนาคตสังคมไทย 3 ปีก่อนเข้าสู่ ‘สังคมสูงวัยสมบูรณ์แบบ’ตามหลักของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ระบุว่า ประเทศใดมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป ในสัดส่วนเกิน 10% ของประชากรทั้งประเทศ ถือว่าประเทศนั้นก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) แล้ว แต่ยังไม่ถือเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ จนกว่าสัดส่วนประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจะเพิ่มขึ้นถึง 20% ของประชากรทั้งประเทศ

ย้อนกลับมาสำรวจสัดส่วนประชากรไทย จากการเปิดเผยของ พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย พบว่าขณะนี้ประเทศไทยกลายเป็นสังคมสูงวัยแล้ว เนื่องจากมีสัดส่วนผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปถึง 17% และภายใน 3 ปีจากนี้ ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์แบบ คือมีสัดส่วนผู้สูงอายุสูงถึง 20% มีจำนวนผู้สูงอายุวัย 70 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นจากจำนวน 4.6 ล้านคน เป็น 5.6 ล้านคน และคาดว่าในปี 2583 ไทยจะมีจำนวนผู้สูงอายุมากถึง 20.5 ล้านคน หรือ 32% ของประชากรทั้งหมด ขณะที่ประชากรวัยแรงงานมีเพียง 35.18 ล้านคน เมื่อเทียบกับจำนวนวัยแรงงานในปี 2553 ที่มีอยู่ 42.74 ล้านคน หรือลดลง 7.6 ล้านคนนั่นเอง

คำถามคือ ประเทศไทยพร้อมหรือยังกับการเป็นประเทศกำลังพัฒนาประเทศแรกของโลกที่กำลังเข้าสู่สถานการณ์สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์แบบ

เพื่อมุ่งแสวงหาความร่วมมือในการหาทางออกของผลพวงจากการเพิ่มจำนวนประชากรผู้สูงอายุที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนส่งผลกระทบทางด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคมโดยรวมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง สถาบันคีนันแห่งเอเชียและพันธมิตรได้ร่วมกันจัดงานเสวนาระดับโลก “NextGen Aging – Shaping A Smart Future for an Aging Society Conference” เป็นครั้งแรก เพื่อร่วมกำหนดอนาคตสังคมผู้สูงอายุในประเทศไทย ผ่านวิสัยทัศน์ทางธุรกิจและนวัตกรรมเพื่อสังคม โดยมีนักวิชาการชื่อดังมาร่วมสะท้อนมุมมองอย่างน่าสนใจ

ผนึกกำลังฝ่าวิกฤตสูงวัยแบบสมาร์ท

ปิยะบุตร ชลวิจารณ์ ประธานอำนวยการและรองประธานกรรมการ สถาบันคีนันแห่งเอเชีย กล่าวว่า จากการคาดการณ์ว่าประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ในปี 2564 ดังนั้นทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนทุกภาคส่วนจำเป็นต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการรณรงค์เพื่อให้เกิดการตื่นตัวและเตรียมความพร้อม เพื่อให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างมีคุณภาพ ที่ผ่านมาทางสถาบันคีนันฯ ไม่เพียงมีส่วนร่วมในการสร้างการรับรู้เกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่สังคมสูงวัย แต่ยังมุ่งหาแนวทางรับมืออย่างเป็นรูปธรรม

“เราไม่ได้ให้ทำงานกับชุมชนเมืองเท่านั้น แต่ลงพื้นที่ไปชนบท เพื่อให้ความรู้อย่างจริงจัง เพราะมีแรงงานที่มีรายได้ต่ำอยู่จำนวนมาก ดังนั้นเมื่อเข้าสู่วัยชราจะยิ่งไม่สามารถดูแลตัวเองได้ และหากเปรียบเทียบระหว่างแรงงานในเมืองกับชนบท จะพบว่าแรงงานในชนบทมีการเออร์ลีรีไทร์ก่อนแรงงานในเมือง เพราะการใช้ร่างกายทำงานอย่างหนักโดยขาดการดูแล ทำให้เมื่อทำงานได้ถึงอายุ 55 ปี ร่างกายก็เริ่มไม่ไหวแล้ว ขณะที่แรงงานในเมืองยังทำงานได้จนอายุ 65 ปี”

อีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่น่าเป็นห่วงในชนบทคือ ฐานะทางการเงินที่ไม่สามารถดูแลตัวเองไปได้ตลอดชีวิต เนื่องจากมีรายได้ต่ำ ขาดความรู้และการวางแผนเรื่องการออม

“จากการลงพื้นที่ทำให้เราพบว่าครอบครัวในชนบทส่วนใหญ่มีผู้หญิงเป็นเสาหลัก มีหน้าที่เก็บออมเงิน บางครั้งยังเป็นคนหารายได้มาจุนเจือครอบครัวด้วย ขณะที่วัยแรงงานในชนบทส่วนใหญ่เข้ามาทำงานในเมือง ทำให้มีกลุ่มผู้สูงวัยไม่น้อยต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวโดยลำพัง สิ่งที่เราพยายามทำ นอกจากจะเข้าไปจัดกิจกรรมเพื่อให้ความรู้เรื่องการออมกับกลุ่มที่กำลังเข้าสู่ภาวะสูงวัย ยังเน้นการปลูกฝังนิสัยการออมให้กับเด็กๆ รู้จักวางแผนการออม ควบคู่ไปกับการรณรงค์ให้ดูแลสุขภาพ ห่างไกลจากเหล้าและบุหรี่”

อย่างไรก็ตาม ปิยะบุตร มองว่าสถานการณ์สังคมผู้สูงอายุยังต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม เพราะสัดส่วนผู้สูงอายุมีแนวโน้มจะขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ของประเทศในที่สุด ซึ่งหากไม่หาทางรับมือหรือสร้างผู้สูงอายุที่สมาร์ทจะกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม และจีดีพีของประเทศอย่างแน่นอน ตามสัดส่วนวัยแรงงานที่ถดถอย”

ออมไม่พอปัญหาหลักของวัยเก๋าไทย

ด้าน ดร.รุ่ง มัลลิกะมาส รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย เผยว่า ปัญหาของผู้สูงอายุไทยคือออมไม่พอ จากข้อมูลที่มีการสำรวจพบว่าคนไทยที่บอกว่าตัวเองเกษียณและออมพอมีแค่ 1 ใน 4 เท่านั้น ส่วนที่เหลืออาจจะเริ่มแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถออมได้เพียงพอ เนื่องจากหลายปัจจัย อาทิ วางแผนการออมที่ไม่ดีพอ ไม่คิดว่าตัวเองจะอายุยืน บวกกับผลตอบแทนการออมที่ต่ำลงแบบไม่คาดคิด เพราะฉะนั้นคำถามที่ต้องหาคำตอบจากนี้คือ จะทำอย่างไรเพื่อให้การวางแผนการออมดีขึ้น คำตอบคือ ยิ่งเริ่มออมเร็วยิ่งไปสู่เป้าหมายได้ไว

“หลายครั้งอาจจะเริ่มตั้งเป้าในการออมแล้ว แต่บางครั้งพอเห็นตัวเลขที่ต้องออมก็อาจจะถอดใจ โดยเฉพาะใครที่มาเริ่มออมตอนใกล้จะ 40 วิธีที่ดีที่สุดคือ ควรเริ่มต้นสร้างวินัยการออมตั้งแต่เพิ่งเริ่มทำงาน และเมื่อเข้าสู่วัยใกล้เกษียณต้องวางแผนการออมให้ดี แทนที่จะนำเงินก้อนไปลงทุนทั้งหมด ควรแบ่งสัดส่วนสำหรับการลงทุนในรูปแบบต่างๆ ที่ยังก่อให้เกิดสภาพคล่อง มีเงินสดหมุนเวียนสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน ส่วนที่เหลือจึงนำไปลงทุนในส่วนที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าตระกูลเงินฝาก หรือพันธบัตรของรัฐบาล”

ขณะที่ นพ.บุญ วนาสิน ประธานกรรมการบริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป เผยว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่สัดส่วนการเติบโตของผู้สูงอายุเป็นอันดับ 2 ในเอเชีย รองจากจีน ในอีก 3 ปี ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ แต่ปัจจุบันมีสัดส่วนผู้สูงอายุเพียง 9 แสนคน หรือคิดเป็น 5% ของจำนวนประชากรผู้สูงอายุที่สามารถดูแลตัวเองได้ ส่วนที่เหลือไม่เพียงดูแลตัวเองไม่ได้ เพราะขาดการวางแผนการออมและยังมีหนี้สิน

“ผู้สูงอายุไทยอยู่ในภาวะแก่ก่อนรวย ที่ผ่านมาถึงแม้รัฐบาลจะพยายามแก้ปัญหาดูแลสุขภาพผู้สูงอายุด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) แต่ก็ยังไม่เพียงพอ เพราะสัดส่วนผู้ป่วยเยอะเมื่อเทียบกับจำนวนหมอที่มี ทำให้หมอ 1 คนต้องดูแลคนไข้วันละเป็นร้อย บางครั้งจึงไม่สามารถดูแลได้อย่างเต็มศักยภาพ”

นพ.บุญ ยังชี้ถึงผลกระทบที่ตามมาจากการก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุโดยขาดการวางแผนการรับมือว่า เศรษฐกิจบ้านเราพ้นสมัยเติบโต 8-9% ไปแล้ว เวลานี้ประเทศไทยเราต้องการเห็นเศรษฐกิจเติบโตอย่างน้อย 4% ถึงจะสร้างงานได้ แต่วันนี้จีดีพีบ้านเราหากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เราเกือบต่ำสุดในภูมิภาค เพราะฉะนั้นสิ่งที่ย้อนกลับมาคิดคือ เราต้องเตรียมตัวอย่างไรเพื่อให้เมื่อแก่ตัวไปยังพึ่งพาตัวเองได้ ท่ามกลางอนาคตที่มีการคาดการณ์กันว่ารายได้ของชาวมิลเลนเนียลจะลดลงถึง 50% เพราะงานหลายอย่างถูกเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่”

สุขภาวะและความเป็นอยู่ที่ดีโจทย์ใหญ่ของทั้งโลก

ด้าน โนเอล พี.เกรอีส ผู้อำนวยการศูนย์กลางเดอะ เซ็นเตอร์ ฟอร์ ดิจิทัล เอ็นเตอร์ไพรส์ แอนด์ อินโนเวชั่น จากยูเอ็นซี คีนัน แฟล็กเลอร์ บิซิเนส สกูล สะท้อนสถานการณ์สังคมสูงวัยผ่านผลวิจัยจาก AAPR & FP Analytics ซึ่งได้คัดเลือก 12 ประเทศซึ่งประกอบด้วย 3 กลุ่ม ได้แก่ ประเทศที่ไม่ได้มีการปรับตัวใดๆ เพื่อรับมือกับสังคมผู้สูงอายุ ประเทศที่มีการปรับตัวด้านต่างๆ และเป็นผู้นำในการรับมือกับผู้สูงอายุ ตลอดจนประเทศที่กำลังมีการปรับตัวไปพร้อมๆ กับการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จากนั้นนำมาเปรียบเทียบกันใน 4 ด้าน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานทางสังคมสำหรับรองรับผู้สูงอายุ โอกาสในการสร้างผลผลิต เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ การเข้าถึงเทคโนโลยี ตลอดจนการมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี

“หลายคนอาจคิดว่าประเทศพัฒนาแล้วจะจัดการกับ 4 ด้านนี้ได้ดี แท้จริงแล้วไม่ใช่เลย มีเพียงญี่ปุ่นประเทศเดียวเท่านั้นที่สามารถจัดการได้ทั้ง 4 ด้าน รองลงมาคือ เยอรมนี ทำได้ 3 ด้าน ส่วนบราซิล แคนาดา อิสราเอล เกาหลี อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา ยังทำได้เพียงด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น ขณะที่ตุรกี แอฟริกาใต้ เม็กซิโก จีน ทำไม่ได้เลยแม้แต่ด้านเดียว สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ในบางประเทศจะเริ่มปรับตัวเพื่อรับมือกับผู้สูงอายุแล้วในบางด้าน แต่ด้านที่สำคัญที่สุดอย่างการมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี กลับยังไม่มีประเทศไหนทำสำเร็จ ยกเว้นญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่หลายประเทศที่กำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุต้องนำมาพิจารณา”

จากนี้แม้ประเทศไทยจะเหลือเวลาเตรียมความพร้อมอีกเพียง 3 ปี แต่ด้วยความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วนที่จะขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ อย่างจริงจัง อาจเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แบบได้อย่างมีคุณภาพในทุกมิติ

กมลชนก แสนโสภา งานคราฟต์ผ้าไทย เสริมอาชีพชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571282

  • วันที่ 19 พ.ย. 2561 เวลา 15:00 น.

กมลชนก แสนโสภา งานคราฟต์ผ้าไทย เสริมอาชีพชุมชน

เรื่อง ภาดนุ

สาวเก่งไอเดียเก๋ กมลชนก แสนโสภา หรือ กุ๊กกิ๊ก เรียนจบสาขาวิชาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ เอกออกแบบสิ่งทอ จากคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นอีกหนึ่งคนรุ่นใหม่ที่สำนึกรักบ้านเกิดและเห็นคุณค่างานฝีมือในท้องถิ่น เธอจึงลุกขึ้นมาสร้างแบรนด์งานคราฟต์ผ้าไทยย้อมสีจากธรรมชาติ ที่ช่วยสร้างงานให้คนในชุมชนไปพร้อมกัน

“หลังจากเรียนจบปริญญาตรี ก็คิดอยากกลับไปทำงานที่ จ.แพร่ ซึ่งเป็นบ้านเกิด เพราะในช่วงที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยปี 3 เคยขายเสื้อผ้าที่เป็นงานสกรีนมาก่อน และได้ลองทำเสื้อผ้าหลายๆ รูปแบบมาบ้างแล้ว ที่จริงตอนที่เรียนจบใหม่ๆ ก็ยังไม่ค่อยมั่นใจสักเท่าไรที่จะกลับมาอยู่บ้านเพื่อทำเสื้อผ้าขาย แต่เพราะมีความชอบในเรื่องผ้าทอและงานฝีมือที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ซึ่ง จ.แพร่ ก็ขึ้นชื่อในเรื่องผ้าตีนจกด้วย ในช่วงปิดเทอมจึงหาโอกาสไปเรียนทอผ้ากับอาจารย์ที่แพร่ โดยเรียนทั้งทอผ้าและย้อมผ้าด้วยสีจากธรรมชาติไปพร้อมกันเลย

ต่อมาก็มีโอกาสได้ไปสาธิตการทอผ้าในงานแสดงผ้าไทยซึ่งจัดที่เมืองทองธานี จึงได้เจอกับคุณป้าท่านหนึ่งที่เป็นปราชญ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับผ้าม่อฮ่อมของแพร่เข้า ซึ่งในตอนนั้นเข้าใจว่าเสื้อม่อฮ่อมเป็นเสื้อที่ใส่ประจำจังหวัด แต่ที่จริงแล้วผ้าม่อฮ่อม (สีน้ำเงิน) เป็นสีย้อมที่ได้มาจากพืชคือต้นฮ่อม ก็เลยไปเรียนย้อมผ้าจากสีต้นฮ่อมกับคุณป้าในช่วงที่เรียนอยู่ปี 3 จากนั้นก็นำวิชาที่ได้มาทำเสื้อผ้ามัดย้อมไปขายที่ตลาดนัดรถไฟ ซึ่งเป็นพวกเสื้อยืดและเสื้อผ้าร่วมสมัยเพราะลูกค้าหลักของก็คือวัยรุ่น”

กุ๊กกิ๊ก บอกว่า ในช่วงนั้นผ้าม่อฮ่อมและผ้ามัดย้อมได้รับความนิยมและขายดีกว่าเสื้อผ้าที่ใช้วิธีสกรีน ซึ่งอาจเป็นเพราะตอนนั้นยังไม่ค่อยมีใครทำออกมาขายกันมากนัก เธอจึงต่อยอดไอเดียจนเป็นแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเองในชื่อ “กมล อินดิโก้” (Kamon Indigo)

“ชื่อแบรนด์มาจากชื่อจริงของตัวเองด้วย กมล อินดิโก้ เป็นคำผสมที่มีความหมายว่า ‘ดวงใจสีคราม’ ซึ่งสื่อความหมายของผ้าย้อมฮ่อม หรือย้อมครามได้อย่างดี ตอนที่เรียนจบตอนอายุ 22 ปี ก็ตั้งใจว่าอยากกลับไปทำงานผ้าทอ แต่ด้วยความที่เราจบด้านออกแบบผ้ามา จึงคิดว่าน่าจะทำเกี่ยวกับงานออกแบบผ้า โดยทำเป็นธุรกิจเล็กๆ จะดีกว่า เพราะตอนนั้นไม่อยากขอเงินพ่อแม่อีกแล้ว อยากหาเงินใช้ด้วยตัวเอง จึงนำความรู้ที่มี มาออกแบบตัดเย็บเสื้อผ้า และนำมาย้อมสีม่อฮ่อมและย้อมคราม จากนั้นก็ลองไปขายเพื่อนๆ ดูก่อน ปรากฏว่าเพื่อนๆ ก็นำไปลงโซเชียลมีเดียให้ จึงเริ่มนำเสื้อผ้าที่ทำขายโพสต์ลงในอินสตาแกรมบ้าง จากนั้นก็ไปออกบูธในงานขายสินค้า โดยทำเสื้อผ้าสไตล์วัยรุ่นที่ราคาไม่แพงมากนักไปขาย

เพราะมีจุดประสงค์อยากที่จะอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทย เมื่อทำเสื้อผ้าย้อมสีฮ่อมไปสักพักหนึ่ง ก็ได้พบว่าเสื้อผ้าที่ย้อมสีฮ่อมนั้น ไม่ได้มีสีที่ย้อมจากต้นฮ่อมธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่มีผ้าม่อฮ่อมที่ย้อมจากสีสังเคราะห์เพื่อธุรกิจด้วย ซึ่งต้นทุนมันจะแตกต่างกันมาก แต่ก็ยังเลือกตลาดที่เป็นคราฟต์หรืองานฝีมืออยู่ดี แม้ตอนทำออกมาจะทำได้น้อย มีต้นทุนสูง แถมราคาก็ยังสูงตามไปด้วย นอกจากนี้ยังต้องหาทาร์เก็ตลูกค้าใหม่อีก แต่ยังไงซะก็ยังตัดสินใจเลือกกลุ่มงานคราฟต์อยู่ดี แล้วยังไปเรียนรู้การย้อมสีฮ่อม ซึ่งจะมีขั้นตอนการก่อหม้อหรือเลี้ยงให้จุลินทรีย์ของสีฮ่อมที่จะย้อมยังมีชีวิตอยู่ จึงลงไปศึกษาว่าจะเลี้ยงยังไงเพื่อไม่ให้จุลินทรีย์มันตาย จะได้ย้อมสีเสื้อผ้าได้ติดดียิ่งขึ้น

การย้อมฮ่อมแตกต่างจากการย้อมเคมีหรือสีสังเคราะห์ เพราะการย้อมเคมี แค่เติมสีตามสูตรก็ย้อมผ้าได้แล้ว แต่การย้อมฮ่อมธรรมชาติจะขึ้นอยู่กับความเปรี้ยว ความเค็ม ความเป็นกรดด่าง สภาพอากาศ และอุณหภูมิเป็นสำคัญ เรียกว่าเป็นงานคราฟต์ที่มีความละเอียดประณีตมากกว่า จึงทำให้ต้นทุนในการผลิตสูงตามไปด้วย สมมติว่าใช้ต้นทุน 3,000 บาท ก็จะย้อมเสื้อโดยใช้วิธีย้อมฮ่อมได้แค่ 10 ตัวเท่านั้น ในขณะที่สีเคมีต้นทุน 3,000 บาท อาจจะย้อมเสื้อได้ 100 ตัว เป็นต้น ดังนั้นงานคราฟต์จึงมีราคาที่สูงกว่าเป็นธรรมดาค่ะ”

กุ๊กกิ๊ก บอกว่า เมื่อคิดดูแล้วว่างานคราฟต์ย้อมสีฮ่อมมีต้นทุนสูงขนาดนี้ เธอก็ควรจะใช้ผ้าดีๆ เช่น ผ้าทอหรือผ้าฝ้ายในการย้อมด้วย เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าของสินค้าให้สูงขึ้น และมีคุณภาพที่ดีมากขึ้น

“ปัจจุบันนี้ กมล อินดิโก้ จึงมีทั้งผ้าฝ้ายที่ได้จากโรงงานซึ่งจะเลือกผ้าที่มีคุณภาพดีกว่าผ้าฝ้ายปกติทั่วไป สำหรับผ้าทออย่างฝ้ายทอมือที่นำมาย้อมนั้นก็จะมีคุณภาพที่ดีกว่าด้วย นอกจากนี้แบรนด์ของหนูยังมีงานปักและงานเขียนเทียนลงบนเนื้อผ้าด้วย เรียกว่าพยายามสร้างเรื่องราวลงบนผืนผ้าเพื่อให้เกิดความแปลกใหม่ขึ้นด้วย

ตั้งแต่ทำแบรนด์กมล อินดิโก้ มาถึงตอนนี้ก็เกือบ 3 ปีแล้วค่ะ กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่มีทั้งคนรุ่นใหม่ที่รักธรรมชาติ ชอบเดินทางท่องเที่ยว รักสุขภาพ แล้วยังมีกลุ่มลูกค้าซึ่งค่อนข้างมีฐานะอีกกลุ่มด้วย ทาร์เก็ตลูกค้าจึงมีตั้งแต่วัยเรียนมหาวิทยาลัยไปจนถึงวัยทำงาน แม้งานคราฟต์เป็นงานฝีมือที่มีขั้นตอนเยอะและราคาสูง แต่ลูกค้ากลุ่มนี้ก็จะเป็นกลุ่มที่ชอบงานคราฟต์จริงๆ พวกเขาจึงไม่เกี่ยงราคา ปัจจุบันนี้กลุ่มลูกค้าของแบรนด์ก็มีมากขึ้น จากแต่ก่อนจะทำเสื้อออกมาเป็นเซตๆ แต่ตอนนี้เมื่อลูกค้าเยอะขึ้น ก็เลยต้องรับงานแบบ เมด ทู ออร์เดอร์ มากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งลูกค้าจะสามารถเลือกไซส์ เลือกสี และเลือกผ้าได้

ในอนาคตก็กำลังจะย้อมสีที่ได้จากธรรมชาติให้หลากหลายยิ่งขึ้น เช่น สีชมพูจากครั่ง สีเหลืองจากใบหูกวาง และสีน้ำตาลจากใบมะเกลือ และจะพัฒนาหาสีอื่นๆ เพิ่มขึ้นด้วยค่ะ เพราะลูกค้าจะสนใจสีธรรมชาติในโทนสีอื่นๆ เป็นพิเศษ นอกจากสีครามซึ่งเป็นสีเดิมที่ได้จากการย้อมฮ่อมหรือย้อมครามซึ่งมีมาแต่เดิม”

กุ๊กกิ๊กทิ้งท้ายว่า นอกจากนี้ธุรกิจของเธอยังช่วยสนับสนุนการสร้างงานในชุมชน ด้วยการส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกต้นฮ่อม และนำต้นฮ่อมมาทำเป็นฮ่อมเปียก จากนั้นเธอจะเป็นผู้รับซื้อเนื้อฮ่อมเปียกนี้มาใช้ในการก่อหม้อเลี้ยงจุลินทรีย์ในน้ำย้อมให้เติบโตเพื่อย้อมสีฮ่อมอีกที ซึ่งการก่อหม้อนี้เป็นการย้อมเย็นที่ไม่ต้องใช้ความร้อน และการย้อมเย็นนี้จะได้เฉดสีที่สวยแปลกตาไปคนละเฉด ต่างจากการย้อมแบบใช้ความร้อนซึ่งจะให้เฉดสีที่เข้มกว่า

“นอกจากนี้ยังติดต่อกับกลุ่มทอผ้าที่ จ.เชียงราย ด้วย เพราะเคยแวะไปเที่ยวที่นั่น จึงนำแบบของผ้าไปจ้างให้คนในชุมชนของที่นั่นทอผ้าให้ บางครั้งก็ส่งเส้นด้ายไปให้พวกเขาทอให้ก็มี เมื่อทอเสร็จก็จะเดินทางไปรับผ้าที่พวกเขาทอ มาออกแบบตัดเย็บเสื้อผ้าลายเอกลักษณ์ของชุมชนใน จ.เชียงราย ออกมาขายด้วยเช่นกัน

สำหรับการเปิดเวิร์กช็อป จะรับเวิร์กช็อปให้กับนักเรียนนักศึกษาที่ทำธีซิสหรือทำรายงาน โดยให้นักเรียนนักศึกษาเข้ามาเรียนรู้วิธีการย้อมฮ่อมและย้อมคราม พร้อมทั้งถ่ายคลิปวิดีโอโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ แต่หากเป็นนักท่องเที่ยวหรือคนที่ต้องการจะมาเรียนเพื่อนำไปต่อยอดธุรกิจหรือสร้างอาชีพของตัวเอง ก็จะมีคอร์สให้พวกเขาเลือกว่าอยากเรียนแบบไหน เช่น ถ้าเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่อยากจะทำแค่ผ้าเช็ดหน้า หรืออยากรู้ว่าการย้อมฮ่อมเป็นอย่างไร เราก็จะมีการสอนให้ค่ะ แล้วยังมีคอร์สการย้อมสีจากธรรมชาติโดยการต้ม รวมทั้งการก่อหม้อย้อมฮ่อมย้อมครามแบบย้อมเย็นก็มีด้วยเช่นกัน โดยจะเปิดคอร์สที่บ้านเลยค่ะ”…ติดตามได้ที่ FB/IG : Kamon_Indigo

ท่าบริหาร หลังก้มทำงานทั้งวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571281

  • วันที่ 19 พ.ย. 2561 เวลา 15:00 น.

ท่าบริหาร หลังก้มทำงานทั้งวัน

เรื่อง : มีนา ภาพ : คลินิกกายภาพบำบัดอริยะ

การก้มทำงานทั้งวัน เสมือนกล้ามเนื้อคอและหลัง บ่า สะบักต้องทำงานหนักตลอดเวลา นอกเหนือจากกล้ามเนื้อต้องเกร็งทำงานหนักแล้ว ยังส่งผลถึงข้อต่อกระดูกและหมอนรองกระดูกคอที่ต้องแบกน้ำหนักมากกว่าปกติ หากอยู่ในท่าก้มคอ ซึ่งส่งผลให้ปวดคอ ปวดร้าวขึ้นศีรษะ ปวดกระบอกตา ปวดขมับ มึนศีรษะได้ เนื่องจากบริเวณคอเป็นส่วนที่มีหลอดเลือดไปเลี้ยงสมอง

หากกล้ามเนื้อเกร็งมาก หรือแนวกระดูกก้มไปทางด้านหน้าก็อาจทำให้บีบรัดหลอดเลือดได้ เพ็ญพิชชากร แสนคำ ผู้จัดการคลินิกกายภาพบำบัดอริยะ ชั้น 1 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (อาคารคิวเฮ้าส์ ลุมพินี) ได้แนะนำท่าบริหารสำหรับคนที่ต้องก้มคอตลอดเวลานี้ว่า จะช่วยทำให้แก้ไขและป้องกันหลังค่อม แก้ไขและป้องกันกระดูกคอเสื่อม (ในระดับที่ไม่รุนแรง) จะช่วยการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงสมองได้ดี ทำให้รู้สึกปลอดโปร่ง โล่งศีรษะ เพราะเลือดไหลเวียนไปเลี้ยงศีรษะได้มากขึ้น

ท่าบริหารเพื่อแก้อาการหลังค่อม กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงศีรษะ

1.เตรียมอุปกรณ์ คือยางยืดออกกำลังกาย

2.นั่งบนเก้าอี้ หรือนั่งขัดสมาธิกับพื้น นั่งหลังตรง แขม่วท้องเตรียม

3.จับยางยืดห่างจากกันประมาณ 1 ศอก แล้วยืดออกจากกันให้มีแรงตึงตัวเล็กน้อย

4.กางแขน งอศอกประมาณ 90 องศา ยกขึ้นเหนือศีรษะ ในขณะที่ดึงยางยืดแยกออกจากกันหายใจเข้าเตรียม หายใจออก แล้วเปิดไปด้านหลัง

5.จับความรู้สึกว่าสะบักทั้งสองข้างดึงเข้าหากัน (ยังคงแขม่วท้อง) โดยที่ยางยืดไม่ติดกับหลัง ค้างไว้สัก 2 ลมหายใจ แล้วค่อยๆ เลื่อนแขนขึ้นระดับศีรษะ

6.หายใจเข้าเตรียม หายใจออกค่อยๆ ดึงยางยืดลงอีกครั้ง โดยจับความรู้สึกที่สะบักทั้งสองข้าง ดึงเข้าหากัน

7.ทำประมาณ 5 ครั้ง/1 เซต วันละ 3 เซต

หากมีอาการขัดหรือเจ็บที่หัวไหล่ควรดึงยางยืดลงเพียงเล็กน้อยเท่าที่ไม่เจ็บ

ต้องลอง! “มหานคร สกายวอล์ค” จุดชมวิว360กลางกรุงและพื้นกระจกลอยฟ้าสูงสุดในประเทศไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571163

  • วันที่ 18 พ.ย. 2561 เวลา 11:26 น.

ต้องลอง! "มหานคร สกายวอล์ค" จุดชมวิว360กลางกรุงและพื้นกระจกลอยฟ้าสูงสุดในประเทศไทย

คิง เพาเวอร์ มหานคร เปิดตัว “มหานคร สกายวอล์ค” จุดชมวิวชั้นดาดฟ้าแบบ 360 องศากลางกทม. และพื้นกระจกลอยฟ้าที่สูงที่สุดในไทย

คิง เพาเวอร์ มหานคร เปิดตัว “มหานคร สกายวอล์ค” (Mahanakhon Skywalk) มอบประสบการณ์การท่องเที่ยวเหนือระดับรูปแบบใหม่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน กับการเปิดตัวแลนด์มาร์คท่องเที่ยวระดับโลกแห่งใหม่ของประเทศไทยใจกลางกรุงเทพมหานครที่เป็นจุดชมวิวชั้นดาดฟ้าแบบ 360 องศา ที่สูงที่สุดในประเทศไทย ที่ความสูงถึง 314 เมตร พร้อมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้ว

มหานคร สกายวอล์ค ตั้งอยู่บนชั้น 74, 75 และ 78 ของอาคารคิง เพาเวอร์ มหานคร โดยมีไฮไลท์อยู่ที่จุดชมวิวชั้นดาดฟ้าแบบ 360 องศา ทั้งภายในและภายนอกอาคาร ตื่นตาตื่นใจไปกับหนึ่งในพื้นกระจกลอยฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และ รูฟ ท็อปบาร์ (Rooftop Bar) ที่สูงที่สุดในประเทศไทย พร้อมโดยสารลิฟท์ความเร็วสูงที่มาพร้อมจอแอนิเมชั่นขนาดใหญ่ ที่จะพาทุกท่านขึ้นไปยังจุดชมวิวชั้น 74 ภายในระยะเวลาเพียง 50 วินาที! โดยตั้งเป้าสร้างปรากฎการณ์จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวระดับสากลแห่งใหม่ และเป็น Global Landmark Destination ที่จะพลิกโฉมวงการท่องเที่ยวไทยให้ก้าวไกลสู่เวทีโลกอย่างแท้จริง

อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร คิง เพาเวอร์ มหานคร กล่าวว่า มหานคร สกายวอล์ค เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญและความภาคภูมิใจของ คิง เพาเวอร์ บริษัทของคนไทย ที่พร้อมยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไทย ด้วยการสร้างปรากฎการณ์ใหม่ด้านเดสติเนชั่นแห่งการท่องเที่ยวระดับโลก กับสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ล่าสุดใจกลางกรุงเทพมหานคร กับจุดชมวิวชั้นดาดฟ้าแบบ 360 องศา และ Rooftop Bar ที่สูงที่สุดในประเทศไทย ด้วยความสูงถึง 314 เมตร เหนือพื้นดิน พร้อมประสบการณ์การท่องเที่ยวที่สร้างความตื่นตาตื่นใจ และความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวให้ได้เห็นความงดงามของกรุงเทพมหานครในมุมมองใหม่

“เราตั้งเป้าให้มหานคร สกายวอล์ค เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างชาติ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และการใช้จ่ายภายในประเทศในระยะยาว พร้อมทั้งเสริมสร้างภาพลักษณ์อันดีให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย และธุรกิจค้าปลีกในประเทศอย่างยั่งยืน ผมเชื่อว่า การท่องเที่ยวไม่เพียงแต่เป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดัน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นประตูสู่การสร้างความเชื่อมั่นอย่างยั่งยืน และส่งเสริมภาพลักษณ์อันดีของประเทศไทยไปสู่สายตาประชาคมโลกอีกด้วย”อัยยวัฒน์กล่าว

มหานคร สกายวอล์ค ประกอบด้วย

1.ชั้น 1: ล็อบบี้ ทางเข้าหลัก และเป็นจุดจำหน่ายบัตรเข้าชมมหานคร สกายวอล์ค ตกแต่งด้วยเรื่องราวของกรุงเทพมหานครตลอดทางเดินก่อนถึงลิฟท์ความเร็วสูงที่จะนำท่านขึ้นไปยังชั้น 74 ภายใน 50 วินาที

2.ชั้น 74: จุดชมวิวภายในอาคาร (Indoor Observation Deck) เพลิดเพลินไปกับความงามของสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในกรุงเทพมหานครผ่านระบบเทคโนโลยี AR (Augmented Reality) กับมุมมองกรุงเทพมหานคร แบบ 360 องศา พร้อมส่งโปสการ์ดจากตู้ไปรษณีย์ ที่สูงที่สุดในประเทศไทย

3.ชั้น 75: บริเวณชั้นลอย ห้องน้ำ และจุดขึ้นลิฟท์แก้ว

4.ชั้น 78: ชั้นดาดฟ้า (Rooftop) และจุดชมวิวภายนอกอาคาร (Outdoor Observation Deck) โดยมีไฮไลท์คือ

– พื้นกระจกลอยฟ้า (Glass Tray) ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นกระจกลอยฟ้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก สูงเหนือพื้น 310 เมตร

– จุดชมวิวชั้นดาดฟ้าแบบ 360 องศา ซึ่งเป็นจุดสูงสุดที่ยืนได้ในกรุงเทพมหานคร เดอะ พีค (The Peak) ที่มีความสูงเหนือพื้นถึง 314 เมตร

– รูฟท็อปบาร์ (Rooftop Bar) ที่สูงที่สุดในประเทศไทย พร้อมเครื่องดื่มและค็อกเทลสูตรพิเศษ

มหานคร สกายวอล์ค เปิดให้บริการในเวลา 10.00 – 24.00 น. (เปิดให้เข้าชมรอบสุดท้าย 23.00 น.) สามารถเดินทางมาโดยรถไฟฟ้าบีทีเอส ลงสถานีช่องนนทรี ทางออกหมายเลข 3

บัตรเข้าชม แบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้

สุภาภรณ์ สามาทาน ความพยายามมี ความสำเร็จต้องมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571160

  • วันที่ 18 พ.ย. 2561 เวลา 11:01 น.

สุภาภรณ์ สามาทาน ความพยายามมี ความสำเร็จต้องมา

โดย อณุสรา ทองอุไร ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

น้องแพรว-สุภาภรณ์ สามาทาน สาวน้อยร่างเล็ก วัย 28 ปี ผู้มุ่งมั่นและรักงานเขียน เพียรพยายามบนเส้นทางนี้จนสามารถออกนิยายพ็อกเกตบุ๊กมาได้ 3 เล่ม แม้ร่างกายจะไม่ค่อยแข็งแรงด้วยว่ามีโรคประจำตัวมาแต่เล็กแต่น้อย แต่กำลังใจนั้นแสนจะมุ่งมั่นไม่ยอมแพ้ หลังจากจบปริญญาตรีจากคณะรัฐประสานศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เธอก็ไม่ทำงานที่ไหนเลย โดยทำงานเขียนหนังสือแบบเต็มเวลา และโชคดีที่ทางบ้านทั้งคุณพ่อคุณแม่ก็สนับสนุนให้เธอทำสิ่งที่รักอย่างเต็มที่

น้องแพรว เริ่มเขียนหนังสืออย่างจริงจังมาตั้งแต่ 4 ปีที่แล้ว ใช้นามปากกาว่า“บุญฐิสา” โดยเธอจะชอบงานเขียนนิยายแนวแฟนตาซีเหนือจริง โดยออกเล่มแรกชื่อปางบุญ มีเนื้อหาแนวผีๆ แฟนตาซี เล่มนี้ออกโดยสำนักพิมพ์แจ่มใส เล่มที่สองเรื่องอมฤตรส เป็นแนวแฟนตาซี เรื่องราวของครุฑและนาค เล่มที่ 3 กำลังจะออกปลายปีนี้คือเรื่อง ขอใจไม่ให้รัก ถือเป็นการฉีกแนวจาก 2 เล่มแรก เพราะเรื่องนี้เป็นแนวรักหวานแหวว สำหรับปีหน้าเธอวางแผนที่จะเขียนเล่มที่ 4 ชื่อกงโลกันต์ ที่เนื้อหาจะคล้ายกับภาคต่อของเรื่อง อมฤตรส

แรงบันดาลใจในการเขียนนิยายของเธอนั้น เริ่มมาจากนิสัยรักการอ่านมาตั้งแต่ยังเด็ก โดยเฉพาะงานแนวแฟนตาซี ผีๆ เหนือจริง หรือลึกลับนั้นเธอจะชอบมาก นักเขียนที่เธอชื่นชอบมีทั้ง หมอพงศกร กิ่งฉัตรอลินา และทมยันตี โดยเฉพาะเรื่องทางรัก

แต่ละเรื่องแต่ละเล่ม เธอจะใช้เวลาเขียนนาน 1-2 ปี โดยเธอจะเข้าเวิร์กช็อปบ่อยๆ เวลาที่สำนักพิมพ์หลายแห่งจัด เช่น ของสำนักพิมพ์แจ่มใสเปิดเธอก็จะไปเข้าคอร์สแล้วก็กลับไปเขียน สมัครมาเกือบ 100 คน คัดเหลือ 20 คน โดยวัตถุดิบในการเขียนนั้นเธอจะนำมาจากเรื่องใกล้ตัวต่อยอดมาจากจินตนาการของเธอ เล่มแรกส่งให้สำนักพิมพ์แจ่มใสก็แก้ไขกันนานหลายเดือน

“เล่มแรกมันยากมากสำหรับคนที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาเลย แก้อยู่ 3-4 รอบ เกือบถอดใจไปแล้ว แต่ละเล่มใช้เวลานานเป็นปี ต้องค้นหาข้อมูลนาน เช่นเรื่อง อมฤตรสต้องไปหาตำนานเกี่ยวกับครุฑและนาคอ่านจากหนังสือเก่าๆ ประวัติศาสตร์ภพภูมิต่างๆ หาข้อมูลกันนานเป็นปี แต่โชคดีที่ชอบเขียนไดอารี่ จดบันทึกมาแต่เด็ก เวลาเจออะไรที่น่าสนใจก็บันทึกไว้เก็บเป็นข้อมูลเอาไว้ใช้ได้” เธอเล่าอย่างตั้งใจ

เธอบอกว่าโชคดีที่ครอบครัวเข้าใจที่บ้านทำสวนผลไม้ แต่ด้วยร่างกายที่ไม่ค่อยแข็งแรงมากนัก คุณพ่อคุณแม่จึงไม่ให้ไปช่วยงานที่สวนเลย เปิดโอกาสให้เธอได้เขียนหนังสืออย่างเต็มที่ส่วนอาการไม่สบายก็รักษาไปตามอาการ ซึ่งตอนนี้โดยรวมก็ดีขึ้นเยอะหลายๆ เดือนจึงจะไปหาหมอสักครั้ง

ทางด้านงานเขียนนั้น น้องแพรวบอกว่าจะพยายามรักษาวินัยโดยให้มีงานออกมาปีละ 1 เล่ม โดยเธอจะใช้เวลาในการเขียนหนังสือช่วงกลางคืน เพราะเงียบสงบทำให้มีสมาธิดีกว่าเขียนตอนกลางวัน ซึ่งจะวอกแวกง่ายกว่า

“ทุกวันนี้เวลาที่มีสำนักพิมพ์หรือนักเขียนใด จัดอบรมนักเขียน เธอมักจะสมัครมาเรียนทุกครั้งเพราะอยากได้ความรู้เอามาปรับใช้กับงานเขียนของเธอ เพราะเธอตั้งใจที่จะจริงจังในอาชีพนักเขียน เพราะสุขภาพหนูก็ไม่ค่อยดี จะไปทำงานออฟฟิศประจำก็ลำบาก จะไปค้าขายอะไรก็คงไม่เหมาะ ในเมื่อชอบการเขียนหนังสือก็มุ่งมั่นเอาให้เต็มที่สุดๆ ไปเลย ถ้าพรสวรรค์เรามีน้อยก็อาศัยพรแสวงช่วยอีกแรงได้ค่า ความพยายามอยู่ที่ไหนหนูเชื่อว่าความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ค่า” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้ม

Beyond Artistic Boundary ความงามข้ามขอบเขต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571151

  • วันที่ 18 พ.ย. 2561 เวลา 10:23 น.

Beyond Artistic Boundary ความงามข้ามขอบเขต

โดย พริบพันดาว

รากฐานของศิลปะสมัยใหม่และศิลปะร่วมสมัยของไทยมีการก่อเกิดและดำเนินไปอย่างต่อเนื่องเป็นเวลายาวนานจากอดีตถึงปัจจุบัน

จุดหนึ่งที่เป็นหมุดหมายวัดถึงพัฒนาการและการวิวัฒน์ของศิลปะร่วมสมัยของไทย นั่นก็คือรางวัลในการประกวดศิลปะต่างๆ ที่ถูกจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนาน การประกวดจิตรกรรมบัวหลวงที่จัดมาอย่างต่อเนื่องเวลากว่า 40 ปี ก็น่าจะเป็นรางวัลหนึ่งที่สามารถสะท้อนภาพเหล่านี้ออกมาได้

นิทรรศการ “Beyond Artistic Boundary :ความงามข้ามขอบเขต” จึงเป็นความน่าสนใจอย่างยิ่งยวด เนื่องจากเป็นการรวบรวมผลงานของศิลปินเมื่อครั้งได้รับรางวัลจิตรกรรมบัวหลวง และผลงานผลงานที่สร้างสรรค์ใหม่ที่ยังไม่เคยจัดแสดงที่ใดมาก่อนอีก 1 ชิ้น เพื่อแสดงถึงความเคลื่อนไหวของงานศิลปะที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย อีกทั้งเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติ และเป็นกำลังใจให้แก่ศิลปินในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะต่อไป

หากย้อนถอยหลังกลับไปสู่อดีต รางวัลจิตรกรรมบัวหลวง มีศิลปินที่ได้รับรางวัลถึง 224 คน ซึ่งปัจจุบันศิลปินที่เคยได้รับรางวัลบ้างสามารถก้าวสู่เกียรติยศแห่งชีวิตเป็นศิลปินแห่งชาติ บางคนสร้างสรรค์ผลงานอย่างต่อเนื่อง มีการพัฒนาความสามารถจนเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ได้เดินดูผลงานศิลปะที่คัดเลือกศิลปินจากอดีต 46 คน มีผลงานที่ร่วมจัดแสดงจำนวน 83 รูป อาทิ อิทธิพล ตั้งโฉลกปรีชา เถาทอง เกียรติศักดิ์ ชานนนารถ เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ปัญญา วิจินธนสาร ประสงค์ ลือเมือง ญาณวิทย์ กุญแจทอง ชาติชายปุยเปีย วิโชค มุกดามณี ถาวร โกอุดมวิทย์ ปริญญา ตันติสุข และไพโรจน์ วังบอน เป็นต้น

ในวันเปิดนิทรรศการ วีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม กล่าวว่า นิทรรศการชุดนี้นับว่าเป็นอีกหนึ่งนิทรรศการที่ขับเคลื่อนงานศิลปะให้เกิดมูลค่าเพิ่มมากขึ้นในสังคม อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างรายได้ให้กับประเทศไทย ยังทำให้เห็นถึงวิวัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงในการพัฒนางานศิลปะในแต่ละยุคสมัย ให้วงการศิลปะมีความก้าวหน้า เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปินได้นำไปพัฒนาผลงาน

จากการได้เดินชมผลงานศิลปะที่จัดแสดงในครั้งนี้ อาทิ ภาพมุมหนึ่งของชีวิตไทย และภาพการเปลี่ยนแปลงภายใน ผลงานของเฉลิมชัยโฆษิตพิพัฒน์ ภาพแสงและเงา ผลงานของปรีชา เถาทอง ภาพยมกปาฏิหาริย์ ผลงานของอนุวัฒน์ ลัดดาวัลย์ ภาพค่าน้ำนม ผลงานของนพวงษ์ เบ้าทอง ภาพความหวัง ผลงานของ ผศ.อภิชัย ภิรมย์รักษ์ ฯลฯ จะเห็นได้ถึงศิลปกรรมร่วมสมัยของไทยที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ได้ย้อนความหลังในการประกวดและได้รับรางวัลนี้เมื่อครั้งอดีตว่า เขาเองคือหนึ่งในศิลปินที่เคยส่งผลงานเข้าประกวดที่มูลนิธิบัวหลวง ที่จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 หรือในปี 2520 ได้ส่งผลงานที่ชื่อว่า “มุมหนึ่งของชีวิตไทย” ที่สะท้อนเรื่องราวของผู้คนในระเบียงวัดโพธิ์ในระหว่างรอการทำบุญ มีทั้งการพูดคุย หรือการทานขนมที่หาบเร่มาขาย แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตคนไทยสมัยนั้น โดยตัวรูปวาดใช้สีฝุ่นบนกระดาษสา

ในการประกวดสมัยก่อน เฉลิมชัยเท้าความหลังและตั้งข้อสังเกตอย่างน่าสนใจว่า ผลงานที่ส่งเข้าแข่งขันส่วนใหญ่จะเป็นรูปพระพุทธเจ้า หรือรูปโบราณๆ รูปแบบเดิมๆ จนมาถึงสมัยของเขาเอง มีความรู้สึกอยากจะทำอะไรให้ดูแปลกใหม่ จึงเหมือนบุกเบิกให้งานศิลปะมีความคิดที่หลากหลายมากขึ้น มีความเป็นไทยที่สามารถก้าวไปสู่สากลได้ ดังนั้น เวทีการประกวดจึงสำคัญ เพราะนอกจากจะมีชื่อเสียง ยังสร้างรายได้ตามอีกด้วย

การส่งเสริมให้ศิลปินรุ่นใหม่เกิดการพัฒนามีทักษะ แนวคิด และความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานด้านจิตรกรรมให้มีคุณภาพและมีคุณค่า รางวัลจิตรกรรมบัวหลวง จึงมีผู้ส่งผลงานเข้าประกวดเป็นจำนวนมากทุกปี ทำให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านของศิลปะในแต่ละยุค ความคิดสร้างสรรค์และฝีมือของศิลปิน ยามีล๊ะ หะยี ที่เคยส่งผลงานเข้าประกวดในปี 2558 และได้รับรางวัลที่ 1 ประเภทจิตรกรรมร่วมสมัย ขยายความถึงงานของเธอว่า เป็นงานเย็บปักที่สะท้อนภาพบทบาทและหน้าที่ของสตรีมุสลิมที่มีต่อครอบครัว และสถานการณ์ของสตรีมุสลิมในบริบทของสังคมร่วมสมัยแห่งโลกปัจจุบัน ในการศึกษาเกี่ยวกับหลักคำสอนศาสนา เพื่อนำมาขัดเกลาจิตใจของตนเอง

ส่วนผลงานในปัจจุบันที่ชื่อว่า “ความสุข…ความปรารถนา” เธอยังคงรูปแบบในการสะท้อนบทบาทของสตรีมุสลิม แต่เป็นบทบาทของผู้ที่จะเป็นแม่ การแต่งงาน และการละหมาดของผู้หญิง ให้เห็นเป็นนามธรรม เพื่อให้คนดูได้จินตนาการถึงสถานะของผู้หญิง ความปรารถนาและความเพ้อฝัน

“ดังนั้นการทำงานศิลปะไม่ว่าจะด้านใด ตัวศิลปินต้องมีการพัฒนาฝีมืออยู่เสมอ เพราะมีศิลปินรุ่นใหม่เกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ เพื่อให้เราได้อยู่รอดในการทำความฝันและความตั้งใจต่อไป”

นอกจากนี้ ยังมีโครงการดาวเด่นบัวหลวง ครั้งที่ 11 ในเดือน ธ.ค.นี้ ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนเข้ามาเรียนรู้ สร้างสรรค์ผลงานศิลปะร่วมกันแล้ว ยังได้ช่วยกระตุ้นให้ประชาชนทั่วไปเกิดความสนใจและเข้าใจในงานศิลปะมากขึ้นอีกด้วย

สำหรับนิทรรศการ “Beyond Artistic Boundary: ความงามข้ามขอบเขต” จัดแสดงที่หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ผ่านฟ้า กทม. จนถึงวันที่ 8 ม.ค. 2562 เวลา 10.00-19.00 น. (ยกเว้นวันพุธ) หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.queengallery.org และ http://facebook.com/ queengallerybkk/ โทร. 02-281-5360-1

สายสุนีย์ จ๊ะนะ ‘พนักงานนักกีฬา’ หน้าที่นี้เปี่ยมพลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571150

  • วันที่ 18 พ.ย. 2561 เวลา 10:16 น.

สายสุนีย์ จ๊ะนะ ‘พนักงานนักกีฬา’ หน้าที่นี้เปี่ยมพลัง

โดย ปอย ภาพไม่เครดิต

“ภาคภูมิใจทุกครั้ง ที่ทำให้เพลงชาติไทยกระหึ่มดังในต่างแดน”ความรู้สึกของฮีโร่นักกีฬา ซึ่งได้ร่วมการแข่งขัน เอเชียนพาราเกมส์ 2018 ระหว่างวันที่ 6-13 ต.ค.ที่จบไปเมื่อเร็วๆ นี้ ณ ประเทศอินโดนีเซีย

สายสุนีย์ จ๊ะนะ นักกีฬาวีลแชร์ฟันดาบมือวางอันดับ 1 ของโลก กล่าวถึงการแข่งขันครั้งล่าสุด ปีนี้ทำได้ถึง 6 รายการ ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ และยังถือเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ในชีวิตของตัวเอง ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยได้ถึง 6 เหรียญ เพราะกติกากำหนดให้ลงเล่นได้ 4 รายการ แต่ครั้งนี้เจ้าภาพให้เล่นได้ถึง 6 รายการ การเตรียมความพร้อมในครั้งนี้ จึงทุ่มเทเวลาฝึกซ้อมเก็บตัวร่วมปีเลยทีเดียว

โดยได้รับการสนับสนุนจากการกีฬาแห่งประเทศไทย สมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย และเดอะมอลล์ กรุ๊ป บริษัทที่ทำงานในเวลานี้ ซึ่งมีนโยบายการรับพนักงานผู้พิการเข้าทำงาน ตามกฎหมาย มาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 มีพนักงานผู้พิการทั้งหมด 109 คน เป็นพนักงานผู้มีความสามารถพิเศษด้านศิลปะ จำนวน 22 คน และความสามารถพิเศษด้านกีฬาจำนวน 87 คน โดยปฏิบัติงานอยู่ในตำแหน่งวิทยากร สังกัด ฝ่ายพัฒนาบุคลากร กลุ่มทรัพยากรบุคคล

ที่ผ่านมาพนักงานนักกีฬาเดอะมอลล์ กรุ๊ป สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะการเข้าร่วมในการแข่งขันกีฬาระดับโลก อาทิ การแข่งขันพาราลิมปิก 2012 พนักงานนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 4 คน

สายสุนีย์ กับตำแหน่งพนักงานนักกีฬาวัย 44 ปี ทำงานรับผิดชอบหน้าที่ “นักสร้างแรงบันดาลใจ” แผนกทรัพยากรมนุษย์ เดอะมอลล์ กรุ๊ป เส้นทางนักกีฬาเริ่มต้นเล่นกีฬาวีลแชร์บาสเกตบอล และทุกๆ ครั้งในการพูดเพื่อให้กำลังใจ และสร้างแรงบันดาลใจแก่สังคม “แวว สายสุนีย์” จะเล่าย้อนไปในช่วงวัย 17 ปี เมื่อชีวิตพลิกผันประสบอุบัติเหตุถูกคนเมาขับรถชน และร่างกายพิการนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

“ช่วงเอวลงไปไม่มีความรู้สึกเลยค่ะ เคยคิดฆ่าตัวตาย ชีวิตรู้สึกไร้ความหวังอยู่ถึง 4 ปีเลยนะคะ แล้วชีวิตก็พบเส้นทางใหม่ เมื่อได้ไปฝึกอาชีพที่ศูนย์ฟื้นฟูคนพิการหยาดฝน อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ การอยู่ในสังคมคนพิการก็ทำให้เรามองเห็นภาพในอีกมุมดีๆ เลยค่ะ เราไม่ได้เป็นหนึ่งเดียวในโลกที่พิการ การยอมรับตัวเองจึงเริ่มเกิดขึ้นได้ และกีฬาคือแรงบันดาลใจใหม่ในชีวิต จากรุ่นพี่ที่นี่เล่นเทนนิสติดทีมชาติ เขาได้เหรียญรางวัล ได้เงินมาช่วยเลี้ยงครอบครัว การเล่นกีฬาสร้างเป้าหมายใหม่ว่าโอกาสดีๆ จะต้องกลับมาหาเราอีกครั้ง

หลังจากนั้นอีก 1 ปี ก็ได้ฝึกกีฬาฟันดาบกับนักกีฬาทีมชาติ พล.ท.ชาติชาย เกษมวงศ์ อุปนายกสมาคมฟันดาบสมัครเล่นแห่งประเทศไทย จากกีฬาประเภททีม เปลี่ยนมาเล่นกีฬาประเภทเดี่ยว ซึ่งความสำเร็จสร้างได้จากตัวเราล้วนๆ มีความอดทน มีระเบียบวินัย เป้าหมายของนักกีฬาทุกคนคือการติดทีมชาติ ดิฉันก็ทำได้เมื่ออายุ 23 ปี และเป้าหมายต่อไปคือเหรียญทอง ดิฉันลงแข่งกีฬาเฟสปิก สนามแรกระดับเอเชียสามารถทำได้ 2 เหรียญทองค่ะ”

สายสุนีย์ เล่าอย่างภูมิใจ กีฬาฟันดาบเน้นการใช้สมาธิ ความว่องไว ทักษะในการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า

“เปลี่ยนชีวิตจากอยากตายกลายเป็นความมุ่งมั่นค่ะ สนามต่อไปคือพาราลิมปิก หรือโอลิมปิกของคนพิการ ปี 2020 ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจะเป็นการแข่งขันรายการใหญ่ที่สุดในชีวิตนักกีฬาทุกคน ดิฉันตั้งเป้าไว้ค่ะว่าจะพยายามทำคะแนนสะสม เพื่อให้ได้สิทธิไปแข่งขันที่นักกีฬาทุกๆ คนล้วนมุ่งมั่นอยากไปแข่งขัน และคว้าเหรียญกลับมาให้ได้

การต่อสู้แบบประชิดตัว คนพิการเล่นกีฬานี้ได้ยากค่ะเพราะคู่ต่อสู่ห่างจากเราเพียง 1 ศอกเท่านั้นเอง ความฉลาดไหวพริบต้องดึงออกมาใช้แก้ไขสถานการณ์ ไม่ใช่แค่ร่างการแข็งแแกร่งเพียงเท่านั้น เพราะทุกคนก็ฝึกซ้อมมาหนักพอๆ กัน แต่สิ่งที่ยากที่สุดคือความเข้าใจ และอ่านคู่ต่อสู้ให้ออกค่ะ แพ้ชนะวัดกันที่ความคิด ต้องมองให้เป็นว่าเขาเล่นแบบไหน

ร่างกายเจ็บปวดทุกครั้งที่แข่งขัน การแข่งขันครั้งนี้เอ็นฉีกที่ข้อศอก แต่เราสร้างร่างกายให้แข็งแกร่งได้ค่ะ ดิฉันเลือกฝึกซ้อมแค่ 70-80% ซึ่งเป็นหลักการใช้ชีวิต ร่างกายไม่เต็มร้อย แต่หัวใจเราทำให้เต็มที่ได้”

ทั้งหมดเป็นผลของความพยายามที่แสดงให้เห็นว่า ความพิการทางร่างกายไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตเลย

สายสุนีย์ ยอมรับว่าในสนามแข่งขันมีความกดดันมาก คู่แข่งขันคือจีน ซึ่งเป็นมหาอำนาจในด้านกีฬา และทุกๆ รายการ ก็ต้องเจอจีน ทำให้มีความกดดันมาก

ความสำเร็จในการแข่งขันปีล่าสุด เดอะมอลล์ กรุ๊ป ได้จัดพิธีเชิดชูเกียรติ และมอบรางวัลรวมมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท เป็นขวัญและกำลังใจ ให้แก่คณะพนักงานในฐานะนักกีฬาทีมชาติไทย จำนวน 41 คน จากทัพนักกีฬาไทยกว่า 237 คนในการแข่งขันเอเชียนพาราเกมส์ 2018 โดยพนักงานนักกีฬาของเดอะมอลล์ กรุ๊ป สามารถคว้าเหรียญรางวัลมาได้ ประกอบด้วยเหรียญทอง 7 เหรียญ เหรียญเงิน 13 เหรียญ เหรียญทองแดง 18 เหรียญ รวมทั้งสิ้น 38 เหรียญ ประจักษ์ต่อสาธารณชนทั้งในทวีปเอเชีย และทั่วโลก ในมหกรรมการแข่งขันกีฬาของคนพิการยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย

โดยมีคณะผู้บริหารร่วมแสดงความยินดีต้อนรับฮีไร่พนักงานนักกีฬา กฤษณา อัมพุช รองประธานกรรมการ กล่าวว่า เดอะมอลล์ กรุ๊ป สนับสนุนพนักงานในการแข่งขันเอเชียนพาราเกมส์ 2014 พนักงานนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 48 คน การแข่งขันพาราลิมปิก 2016 พนักงานนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 8 คน ล่าสุดได้รับคัดเลือกให้ไปปฏิบัติหน้าที่ตัวแทนประเทศในฐานะนักกีฬาทีมชาติไทย กับการแข่งขันกีฬาเอเชียนพาราเกมส์ 2018 ณ ประเทศอินโดนีเซียที่ผ่านมา จำนวน 41 คน จากทัพนักกีฬาไทยจำนวน 237 คน โดยคณะพนักงานนักกีฬาของเดอะมอลล์ กรุ๊ป สามารถคว้าเหรียญรางวัลมาได้รวมทั้งสิ้น 38 เหรียญ

ประกอบไปด้วย 7 เหรียญทอง 13 เหรียญเงิน 18 เหรียญทองแดง โดยพนักงานนักกีฬาเดอะมอลล์ คว้า 7 เหรียญทอง ได้แก่ วิษณุ ฮวดประดิษฐ์ กับ 2 เหรียญทอง จากกีฬาบ็อกเซีย อนุรักษ์ ลาววงษ์ กับ 2 เหรียญทอง จากกีฬาเทเบิลเทนนิส 2 เหรียญทอง จากกีฬาเทเบิลเทนนิสโดย วันชัย ชัยวุฒิ ภัทรวดี วราฤทธิ์ดำรงกุล

นักกีฬาคว้าเหรียญรางวัลมากที่สุดมากถึง 6 เหรียญ มาจากกีฬาฟันดาบ ได้แก่ สายสุนีย์ จ๊ะนะ มือวางอันดับ 1 ของโลกวีลแชร์ฟันดาบ แบ่งเป็น 1 เหรียญทอง ประเภทเอเป้บุคคลหญิง 2 เหรียญเงิน ประเภทดาบฟอยล์ และดาบเซเบอร์บุคคล 3 เหรียญทองแดง ประเภททีมหญิงดาบเอเป้ ดาบฟอยล์ และดาบเซเบอร์