บ้านแมวไทย แด่สาวกคนรักน้องเหมียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571149

  • วันที่ 18 พ.ย. 2561 เวลา 10:09 น.

บ้านแมวไทย แด่สาวกคนรักน้องเหมียว

โดย สืบสิน ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

อัมพวา ใช่ว่าจะมีแหล่งท่องเที่ยวแค่ตลาดน้ำอัมพวาเท่านั้น แต่ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกมากมาย หนึ่งในนั้นก็คือ บ้านแมวไทย (ศูนย์อนุรักษ์แมวไทยโบราณ) ตั้งอยู่ที่ ต.แควอ้อม อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ที่รวบรวมพันธุ์แมวไทยหายากไว้มากมายหลายสายพันธุ์

ศูนย์อนุรักษ์แมวไทยโบราณ หรือ บ้านแมวไทย เป็นสถานที่ที่เหมาะกับผู้ที่รักแมว และสนใจการเลี้ยงแมว โดยเฉพาะแมวไทยสายพันธุ์แท้ดั้งเดิม ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเล็งเห็นว่าแมวไทยเป็นสัญลักษณ์ของชาติ จึงได้พระราชทานแมวไทยให้ประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ รวมถึงประเทศอังกฤษ โดยพระองค์ทรงมอบแมวไทยสายวิเชียรมาศคู่หนึ่งให้แก่ประเทศอังกฤษ โดยเจ้าเหมียวคู่นั้นได้ถูกนำไปประกวดแมวโลกและได้รางวัลชนะเลิศ จากนั้นมาแมววิเชียรมาศก็มีชื่อเสียงขจรไปไกลเลยทีเดียว จนกระทั่งได้จดทะเบียนเป็นสัตว์พันธุ์แท้ของโลกในชื่อว่า Siamese Cat แมวไทยจึงได้ถูกยอมรับว่าเป็นแมวขนสั้นที่สวยสง่าที่สุดในโลกในเวลาต่อมา

ศูนย์อนุรักษ์แมวไทยโบราณแห่งนี้ จึงเป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การศึกษาหาความรู้เรื่องแมวไทยพร้อมทั้งยังเป็นแรงส่งเสริมและสนับสนุนการอนุรักษ์แมว และอยู่คู่เป็นสมบัติของชาติตลอดไป

จากจุดเริ่มต้นที่ คุณลุงกำนันปรีชา พุคคะบุตร ผู้รักแมวไทยมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก และได้รวบรวมแมวไทย จนตั้งเป็นศูนย์อนุรักษ์แมวไทยนี้ขึ้นมา และเป็นผู้ดูแลศูนย์อนุรักษ์แมวไทยโบราณด้วยใจรัก ลุงปรีชาให้ความรักเอาใจใส่กับแมวเหล่านี้เสมอมา โดยเฉพาะแมวไทยสายพันธุ์วิเชียรมาศที่เลี้ยงมาตั้งแต่เป็นเด็กนี่เอง จึงมีความเชี่ยวชาญและเกิดการรวมตัวของเพื่อนที่นิยมเลี้ยงแมวไทยด้วยกัน เพื่อเผยแพร่ความรู้ ค้นคว้าวิจัย และเปลี่ยนความคิดเห็นกันนับแต่นั้นเป็นต้นมา

ภายในบ้านแมวไทย มีเรือนเพาะเลี้ยงแมวไทยแบ่งเป็นกรงเลี้ยงแมวไทยประเภทต่างๆ ซึ่งมีความสะอาดสะอ้าน บรรยากาศโปร่งโล่งเย็นสบาย อากาศถ่ายเทสะดวก โดยแบ่งเป็นกรงสำหรับใช้เลี้ยงแมวไทยสายพันธุ์ต่างๆ อย่างเป็นสัดส่วน พร้อมกับมีป้ายบรรยายเกี่ยวกับคุณลักษณะของแมวไทยโบราณทั้งที่ยังคงมีอยู่และสูญพันธุ์ไปแล้ว เหมาะแก่การมาศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับแมวไทยโบราณอย่างยิ่ง

ในอดีตนั้นในสมุดข่อยโบราณได้กล่าวถึงแมวไทยไว้ทั้งหมด 23 สายพันธุ์ เป็นแมวให้คุณ 17 ชนิด และแมวร้ายให้โทษอีก 6 ชนิด ปัจจุบันแมวไทยพันธุ์โบราณนั้นสูญพันธุ์ไปแล้วถึง 13 สายพันธุ์ และยังคงเหลือให้ชมในปัจจุบันเพียง 5 สายพันธุ์เท่านั้น ได้แก่ แมววิเชียรมาศ แมวสีสวาด แมวศุภลักษณ์ แมวโกนจา และแมวขาวมณี ซึ่งสามารถชมได้ที่ศูนย์อนุรักษ์แมวไทยโบราณแห่งนี้

โดยแมวทั้ง 5 สายพันธุ์มีลักษณะดังนี้

แมววิเชียรมาศ (Siamese) – เป็นแมวที่คนไทยเลี้ยงไว้ในพระราชสำนัก เพราะถือว่าเป็นแมวนำโชคลาภ มีลักษณะเด่น คือ มีตาสีฟ้าสดใส ลำตัวเป็นสีครีม มีแต้มสีเข้มหรือที่เรียกว่าแต้มสีครั่งตามบริเวณใบหน้าและลำตัวรวม 9 ตำแหน่ง

แมวสีสวาด หรือแมวโคราช (Silver Blue) – เป็นแมวที่ถูกใช้ในพิธีแห่นางแมวขอฝนในสมัยโบราณ ถูกเรียกตามถิ่นกำเนิดคือบริเวณ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา เป็นแมวที่ถือว่าเป็นแมวโชคลาภเพราะมีขนคล้ายสีเมฆ ตาสีเหลืองอมเขียว

แมวศุภลักษณ์ หรือแมวทองแดง (Copper) – มีขนสีน้ำตาลเข้มเหมือนทองแดงตลอดทั้งตัว ตาสีเหลืองเป็นประกาย

แมวโกนจา หรือแมวดำปลอด (Bombay) – หรืออีกชื่อว่าดำมงคล เพราะมีขนสีดำตลอดทั้งตัว เดินทอดเท้าเหมือนสิงโต มีความเชื่อว่าใครเลี้ยงจะมีสมบัติมากมาย

แมวขาวมณี หรือแมวขาวปลอด(Pure White) – เป็นแมวที่นิยมเลี้ยงกันมาก เพราะมีนิสัยเชื่อง เป็นแมวที่ถูกสันนิษฐานว่าเป็นแมวที่เกิดในช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ ลักษณะเด่น คือ ดวงตา ที่มีสีฟ้าหรือเหลือง หรือมีตาสองสี

คุณลุงปรีชา พุคคะบุตร ผู้ร่วมก่อตั้งและเป็นผู้ดูแลบ้านแมวไทยโบราณ เคยเล่าให้ฟังว่า เดิมคุณแม่เป็นผู้เลี้ยงแมวไทยสายพันธุ์วิเชียรมาศมาก่อน สมัยนั้นผมยังเด็กไม่ค่อยได้สนใจ พอโตขึ้น ถูกใช้ให้คลุกข้าวเลี้ยงแมว ช่วงนั้นมีแมวอยู่ในบ้านไม่มากนัก เลี้ยงมาเรื่อยๆ แมววิเชียรมาศไม่เคยขาดบ้านเลยครับ เลยมีความผูกพันกับแมวมาตลอด ต่อมามีเพื่อนฝูงที่นิยมเลี้ยงแมวมากขึ้น ไปมาหาสู่พูดคุยกันว่าน่าจะอนุรักษ์ไว้ เพราะแมวไทยเป็นแมวที่ฉลาด ช่างประจบ รักบ้าน รักเจ้าของและสวยสง่า

บ้านแมวไทยได้เปิดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวมาตั้งแต่ปี 2544 ตามนโยบายที่จะเปิด จ.สมุทรสงคราม ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและพัฒนา แบ่งพื้นที่จัดทำเป็นนิทรรศการให้ความรู้เรื่องของแมวไทยชนิดต่างๆ นับเป็นสถานที่ที่น่าสนใจเหมาะแก่การศึกษาหาความรู้เรื่องแมวไทยพันธุ์แท้ๆ และหากสนใจจะนำไปเลี้ยง ทางบ้านแมวไทยก็มีจำหน่าย

ถึงแม้วันนี้คุณลุงปรีชา จะจากโลกนี้ไปแล้วเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ก่อนที่ลุงจากไปยังสั่งเสียให้ลูกหลานสานต่อการอนุรักษณ์แมวไทยเพื่อให้คนรุ่นหลังได้รู้จักมิให้สูญหายไป ดังนั้นบ้านแมวไทยโบราณจึงเป็นเหมือนความหวังที่จะช่วยให้พันธุ์แมวไทยโบราณนี้ยังคงอยู่ต่อไป โดยที่ศูนย์แห่งนี้เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น. โดยไม่เสียค่าเข้าชมแต่อย่างใด แต่สามารถช่วยเงินบริจาคสนับสนุนเพื่อการอนุรักษ์ได้ โทรสอบถามรายละเอียดได้ที่ 034-733-284, 034-702-068

ต่อวงศ์ ปุ้ยพันธวงศ์ สุขด้วยศาสตร์พระราชา ตามวิถีพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571148

  • วันที่ 18 พ.ย. 2561 เวลา 09:56 น.

ต่อวงศ์ ปุ้ยพันธวงศ์ สุขด้วยศาสตร์พระราชา ตามวิถีพอเพียง

โดย ภาดนุ

ความสุขของคนเราไม่เหมือนกัน บางคนสุขเพราะมีชีวิตที่หรูหรามีหน้ามีตา แต่บางคนแค่มีชีวิตที่เรียบง่าย ได้ใช้วิถีชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ใกล้ชิดธรรมชาติได้สร้างความสุขด้วยการเดินตามรอยศาสตร์พระราชา เท่านี้ก็เป็นความสุขอย่างสูงสุดแล้ว เหมือนอย่าง อาจารย์ต่อวงศ์ ปุ้ยพันธวงศ์ อดีตอาจารย์จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่ผันตัวเองเพื่อก้าวเข้าสู่วิถีพอเพียงเพื่อสร้างสุขอย่างยั่งยืน

“เดิมทีแล้วผมเรียนจบปริญญาตรีด้านการออกแบบอุตสาหกรรม จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ต่อมาก็โชคดีได้รับทุนไปเรียนต่อปริญญาโทในสาขาเดียวกัน ที่ เซ็นทรัล เซนต์ มาตินส์ คอลเลจ ออฟ อาร์ต แอนด์ ดีไซน์, ลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อเรียนจบผมก็มีโอกาสได้กลับมาเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โดยทำงานมาร่วม 21 ปี

ก่อนที่จะลาออกจากการเป็นอาจารย์ ผมเคยทำงานในตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาอุตสาหกรรม และเคยช่วยคณบดีของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ในขณะนั้น (อาจารย์โก้-ผศ.พิเชษฐ์ โสวิทยสกุล) ดูแลบริหารงานด้านวิชาการต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องศาสตร์พระราชา เนื่องจากผมมีความสนใจอยู่แล้ว ทำให้ผมมีโอกาสได้เจอกับอาจารย์ยักษ์ (ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร) ผมจึงได้ซึมซับปรัญชาและแนวคิดเกี่ยวกับศาสตร์พระราชามากยิ่งขึ้น และได้ความรู้จากอาจารย์ยักษ์มากมาย”

อาจารย์ต่อวงศ์ เล่าว่า ต่อมาในช่วงปลายปี 2558 เขาก็ตัดสินใจลาออกจากการเป็นอาจารย์ผู้ช่วยคณบดี ฉะนั้นพอเริ่มเข้าสู่ปี 2559 จึงถือเป็นวันที่เขาได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ โดยเดินตามรอยศาสตร์พระราชาอย่างจริงจังนับตั้งแต่นั้น

“จากเดิมที่ผมเป็นนักวิชาการเกี่ยวกับการออกแบบอุตสาหกรรม โดยมีหน้าที่สอนหนังสือในมหาวิทยาลัยและหน่วยงานอื่นๆ มายาวนาน แต่ช่วงหลังๆ มานี้ผมมีงานที่นอกเหนือจากหน้าที่ในมหาวิทยาลัยเข้ามาเยอะ ทั้งเป็นอาจารย์พิเศษ วิทยากร และที่ปรึกษาองค์กรอื่นๆ ผมจึงรู้สึกเกรงใจมหาวิทยาลัยอย่างมาก เพราะเราเป็นนักเรียนทุนมาโดยตลอด ผมจึงตัดสินใจลาออก เพราะเคยคิดและวางแผนในใจมานานแล้วว่าอยากเกษียณตัวเองตอนอายุ 50 ปี

ตอนที่ลาออกใหม่ๆ ช่วงแรกผมรับงานสอนถึง 5 มหาวิทยาลัยภายใน 3-4 วัน จากที่เคยทำงานประจำได้เงินเดือนเกือบแสนบาท พอลาออกมาได้เงินค่าสอนแค่ 9,000 กว่าบาท/เดือนเท่านั้น ญาติพี่น้องหลายคนก็ไม่ค่อยเห็นด้วย แต่ผมจะมีวิธีคิดที่ไม่เหมือนใคร อีกอย่างผมอยู่ในจุดที่ไม่ได้มีภาระหนี้สินใดๆ เงินจึงไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ผมจะต้องดิ้นรนขวนขวาย หน้าที่ของผมตอนนี้ ก็คือเปลี่ยนรูปแบบและวิธีทำงานของตัวเอง จากเดิมที่เคยสอนหนังสือหลายมหาวิทยาลัย ปัจจุบันก็ลดการสอนลง แต่จะไปเพิ่มสัดส่วนในการช่วยชาวบ้านให้มากขึ้น โดยขับเคลื่อนศาสตร์พระราชาเป็นเรื่องหลัก”

อาจารย์ต่อวงศ์ บอกว่า แม้จะเริ่มผลักดันเรื่องศาสตร์พระราชาได้แค่ 2-3 เดือน แต่ก็มีสิ่งที่ให้ทำเยอะมาก เขาจึงช่วยผลักดันและสอนชาวบ้านอย่างเต็มที่เท่าที่สามารถทำได้

“ศาสตร์พระราชา คือความรู้ที่เรานำมาพัฒนาชีวิตและช่วยเหลือชาวบ้านให้มีชีวิตที่ดีและยั่งยืนได้โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยส่วนตัวแล้วผมจะใช้ความคิดสร้างสรรค์ที่มีอยู่ ผสมผสานกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยนำหลักการของศาสตร์พระราชามาช่วยให้ชาวบ้านมีกินมีอยู่ และมีอาชีพที่มั่นคงก่อนเป็นอันดับแรกเลย อย่างตัวผมเองจะเน้นขับเคลื่อนในเรื่องกสิกรรมซึ่งเป็นพื้นฐานของชาวบ้าน โดยจะใช้ความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองมาเป็นตัวช่วยในการพัฒนาชุมชน เช่น การแปรรูปผลิตภัณฑ์การเกษตร การพัฒนาต่อยอดงานดีไซน์มาใช้ในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตผู้คน เป็นต้น

ปัจจุบันผมอยู่ที่บ้านซึ่งปลูกไว้ที่ อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี ซึ่งเป็นที่ดินของคุณยายส้มลิ้ม ยายของภรรยาผมอีกที ที่ดินผืนนี้ถูกทิ้งร้างมานาน เพราะตอนที่ผมแต่งงานกับภรรยา เธอก็มีบ้านอยู่ที่ดอนเมืองอยู่แล้ว จึงไม่ค่อยมีเวลาดูแลที่ดินแห่งนี้สักเท่าไร ต่อมาเราก็คิดจะปลูกบ้านที่ต่างจังหวัดสักหลัง แต่ก็ไม่ต้องการให้มีพื้นที่ใหญ่โตมากนัก เพราะเราเองก็ไม่มีลูก เราจึงเลือกมาปลูกบ้านที่ จ.เพชรบุรี และคิดที่จะอยู่ที่นี่มากกว่ากรุงเทพฯ ผมกับภรรยาจึงตัดสินใจนำเงิน 2-3 ล้านบาท ที่มีอยู่มาสร้างบ้านหลังนี้ในแบบที่เราอยากได้ โดยสร้างเสร็จมา 2 ปีแล้ว เป็นบ้านสไตล์โมเดิร์นที่เป็นปูนเปลือย แต่จะไม่ติดแอร์คอนดิชั่น จะมีแค่พัดลมเท่านั้น เป็นบ้านใต้ถุนสูงที่ลมสามารถพัดผ่านได้ดี อยู่แล้วมีความสุข นานๆ ครั้งผมอาจจะไปสอนนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยบ้าง หรืออาจจะเข้ามาประชุมที่กรุงเทพฯ บ้าง หากอาจารย์ยักษ์ ซึ่งปัจจุบันเป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์ เรียกให้มาประชุมและมอบหมายงาน”

อาจารย์ต่อวงศ์ เสริมว่า สำหรับการทำการเกษตรบนที่ดินแห่งนี้ เขาได้นำศาสตร์พระราชาเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่มีสูตร 30 : 30 : 30 : 10 มาใช้ นั่นคือ 30% ทำนา 30% ใช้กักเก็บน้ำ และอีก 30% ใช้ปลูกต้นไม้ ปลูกพืช สร้างบ้าน และเลี้ยงสัตว์ ส่วนอีก 10% เผื่อไว้ทำอย่างอื่น ซึ่งโดยรวมแล้วจะเรียกสูตรการพัฒนาพื้นดินนี้ว่า “โคก หนอง นา” ตามที่อาจารย์ยักษ์ เรียกไว้

“ศาสตร์พระราชา คือ การปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ทั้งไม้ใช้งาน ไม้ดอกไม้ผลไว้กิน และไม้เศรษฐกิจ (เช่น สัก ยางนา ประดู่) ซึ่งประโยชน์ที่ได้ ก็คือให้อากาศที่บริสุทธิ์ เก็บรักษาน้ำใต้ดินไว้ และอื่นๆ ซึ่งที่ดินในบ้านหลังนี้ผมจะขุดให้เป็นหนองน้ำที่สามารถใช้น้ำจากบ่อได้ทุกอย่างเลย ปัจจุบันแทบไม่ได้ใช้น้ำประปาเลยครับ เพราะผมทำระบบแก้มลิงเอง ปลูกพืชผัก สมุนไพร เลี้ยงไก่ เลี้ยงกบ เรียกได้ว่านำศาสตร์พระราชามาใช้เต็มที่เลย บนที่ดินประมาณ 4 ไร่นี้ผมทำทุกอย่างเองทั้งหมด ตั้งแต่ ตัดหญ้า ถางป่า ขุดสระน้ำ ปลูกข้าว คือกสิกรรมทั้งหมดผมทำไว้ใช้ไว้กิน ที่ผ่านมาผมได้ไปอบรมและเรียนรู้มาจากอาจารย์ยักษ์บ้าง คนอื่นๆ บ้าง ผมว่าการทำเกษตรแบบมีความรู้ มันจะเหนื่อยน้อยกว่าทำแบบไม่มีความรู้ครับ

ในส่วนของงานออกแบบซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต ผมก็ยังคงไม่ทิ้งนะ ปัจจุบันนี้ก็มีการจัดเวิร์กช็อปเล็กๆ ขึ้นบ้าง สิ่งที่ผมถนัดที่สุด ก็คือการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ พูดง่ายๆ ว่าผมจะทำต้นแบบโดยมีอุปกรณ์ต่างๆ ให้คนที่สนใจมาทำงานเฟอร์นิเจอร์ไม้กัน การเวิร์กช็อปนี้ผมจะจัดในโรงงานเล็กๆ บริเวณบ้านนี่แหละ ที่ผ่านมาก็เคยทำเรือแคนูจากไม้ไผ่และเถาวัลย์ โดยใช้พลาสติกบุด้านนอกเพื่อกันน้ำเข้าซึ่งสามารถพายได้จริง สำหรับการเวิร์กช็อปตอนนี้ก็ยังมีชาวบ้านหรือคนที่สนใจกลุ่มเล็กๆ มาร่วมด้วย

และที่ผ่านมาก็มีชาวบ้านมาปรึกษาเกี่ยวกับการทำเกษตรเยอะพอสมควร เพราะปัจจุบันที่บ้านผมกลายเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน ‘บ้านไอดิน’ ไปด้วย ที่จริงตอนแรกก็ไม่ได้คิดจะทำบ้านตัวเองให้เป็นศูนย์เรียนรู้หรอกครับ แต่ที่มาก็คืออาจารย์ยักษ์ท่านได้ทำงานกับสำนักกษาปณ์มานานหลายปี แล้วสำนักกษาปณ์ก็มีโครงการจะสร้างศูนย์เรียนรู้ไปทั่วประเทศ ดังนั้นในปี 2559 จึงให้งบในการสร้างศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนขึ้นที่บริเวณบ้านผม นี่คือเหตุการณ์บังเอิญที่เกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีมากๆ จะพูดว่าธรรมะจัดสรรก็คงจะไม่ผิดนัก แต่เราก็ไม่ได้เปิดเป็นสาธารณะเพื่อรับองค์กรหรือนักเรียนที่มาเป็นรถบัสนะ ส่วนใหญ่จะรวมกลุ่มกันมาเฉพาะกิจ กลุ่มเพื่อนฝูง หรือกลุ่มญาติพี่น้อง ที่อยากจะเข้ามาเรียนรู้ซะมากกว่า”

อาจารย์ต่อวงศ์ ทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ได้จากการก้าวเข้ามาสู่วิถีชีวิตสโลว์ไลฟ์ได้ใกล้ชิดธรรมชาติและใช้ชีวิตแบบพอเพียงนั้นถือเป็นความสุขและความฝันที่เขาคิดหวังไว้มาเนิ่นนานแล้ว

“เมื่อมาถึงจุดนี้ก็สามารถพูดได้ว่า ความฝันและการวางแผนอนาคตของผมที่อยากจะเกษียณก่อนเวลาและอยากมีชีวิตเรียบง่ายแบบนี้ได้เป็นจริงแล้ว หลายคนบอกว่าผมเป็นนักออกแบบ ที่จริงชีวิตต้องทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ และต้องอัพเดทสิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลาสิ แต่ที่จริงแล้วผมว่า แม้เราจะอยู่ที่ไหน เราก็สามารถอัพเดทสถานการณ์หรือเทรนด์ของโลกที่เปลี่ยนไปได้เสมอ

อย่างที่บอก ว่าการมีชีวิตที่เรียบง่าย ปลูกพืชผักปลอดสารกินเอง มีสุขภาพที่แข็งแรง อยู่ด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียงแบบนี้ เป็นสิ่งที่ผมใฝ่ฝัน ฉะนั้นผมจึงมีแรงบันดาลใจที่ช่วยผลักดันให้ทำทุกอย่างได้เร็วขึ้น อีกอย่างอาจเพราะผมเติบโตมาจากครอบครัวข้าราชการที่บ้านอยู่ต่างจังหวัดด้วย ผมจึงวาดภาพในบั้นปลายอนาคตของผมไว้อย่างชัดเจน คืออยู่กับธรรมชาติ ปลูกเอง ทำเอง กินเอง มีความมั่นคงทางด้านอาหาร น้ำ และไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งผมมีความสุขมาก อยู่ที่นี่วันหนึ่งไม่เสียเงินเลยสักบาท ฉะนั้นเงินจึงไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผม เพราะผมไม่มีหนี้สิน ขอแค่มีชีวิตที่เรียบง่าย มีความสุข และได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักไปด้วย ได้ทำประโยชน์ต่อผู้อื่น ต่อประเทศชาติ เท่านี้ก็ถือว่าชีวิตคุ้มค่าแล้วละครับ”

ติดตามได้ที่แฟนเพจ เฟซบุ๊ก : บ้านไร่ยายลิ้ม และเฟซบุ๊ก : Torvong Puipanthavong

สมบูรณ์ พุกชาญค้า ออกกำลังกายสลายมะเร็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571147

  • วันที่ 18 พ.ย. 2561 เวลา 09:47 น.

สมบูรณ์ พุกชาญค้า ออกกำลังกายสลายมะเร็ง

โดย อณุสรา ทองอุไร ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ความแน่นอน ก็คือความไม่แน่นอน และความไม่แน่นอน ก็คือความแน่นอน นี่เป็นเรื่องจริงแท้ที่ทุกคนต้องพบเจอ โดยเฉพาะเรื่องของ ความแก่ ความเจ็บป่วย เป็นของฟรีที่ไม่มีใครอยากได้ หลีกหนีอย่างไรก็ไม่พ้น เพราะมันเป็นความนิรันดร์ที่ทุกท่านต้องเจอ ที่จริงแท้ยิ่งกว่าก็คือ ใช่ว่าต้องแก่แล้วถึงจะป่วย มันไม่จริงเสมอไป เพราะเดี๋ยวนี้คนหนุ่มสาว วัย 30-40 ก็มีสิทธิ์เจ็บป่วยได้เหมือนกัน เช่นเดียวกับเขาคนนี้

บูรณ์-สมบูรณ์ พุกชาญค้า ชายหนุ่มวัย 40 ปลายๆ ก่อนหน้านี้เขากำลังมีอนาคตที่รุ่งโรจน์ กำลังจะเก็บเงินให้เป็นกอบเป็นกำจากอาชีพเชฟประจำร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งหนึ่งที่ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเขาเดินทางไปทำงานที่นั่นได้เพียงแค่ 2-3 ปีเท่านั้น เขาเป็นเชฟฝีมือดี นานเกือบ 10 ปี โดยเขาไปทำร้านอาหารตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 ฝึกปรือนานหลายปีจนได้เป็นเชฟให้กับร้านอาหารญี่ปุ่นที่เจ้าของเป็นคนอิสราเอล เขาหวังว่าจะทำงานเก็บเงินอีกสักระยะ ก่อนที่จะกลับมาปักหลักมาปลูกบ้านให้ลูกที่ประเทศไทย

ทว่าเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมาเขาก็เริ่มป่วย (ประมาณปี 2014) เริ่มไม่สบาย เจ็บคอเป็นไข้ มีก้อนเล็กๆ ขึ้นที่ลิ้น แต่ไม่เจ็บ ไม่ปวด ไม่แสบ อะไรที่ก้อนเนื้อนั้น แต่มันก็ทำให้เขากลืนอะไรลำบาก หนาวๆ ร้อนๆ เป็นแบบนี้อยู่หลายเดือน หายามากินเองก็ไม่หาย ตอนนั้นเขาไม่กล้าไปหาหมอ เนื่องจากยังไม่ได้บัตรสวัสดิการเป็นพลเมือง (เพราะยังไม่ได้กรีนการ์ด) จึงไม่กล้าไปหาหมอเพราะค่ารักษาที่นั่นแพงมาก ทุกอย่างต้องจ่ายเป็นเงินยูโร เขาทนทรมานอยู่เกือบ 9 เดือนจนทนไม่ไหว

ในที่สุดเขาจึงต้องยอมไปหาหมอ เพื่อตรวจหาอย่างละเอียดในปากและลำคอ หมอจึงเอาชิ้นเนื้อไปตรวจ และพบว่าเขาเป็นมะเร็งที่โคนลิ้น เขาฟังแล้วก็อึ้งไปพักใหญ่ แต่แล้วก็ทำใจปลงคิดว่าเป็นไงเป็นกัน ตายก็ตาย เพราะคงไม่มีเงินมากพอจะไปรักษาตัว

“ตอนนั้นยังไม่มีบัตรกรีนการ์ดเลย จะเอาเงินที่ไหนไปรักษา ค่าเงินมันแพงมาก เราก็ทำงานที่ร้านอาหารญี่ปุ่นเล็กๆ ไม่ได้ใหญ่โตอะไร เงินเดือนก็ไม่ได้เยอะมาก พอมีเหลือแต่ก็ไม่ได้มากพอ แต่โชคดีว่าหมอที่นั่นมีเมตตาธรรมมาก หมอบอกว่า คุณจะปล่อยแบบนี้โดยไม่รักษาไม่ได้นะคุณแย่แน่ๆ เขาก็หาทางช่วยบอกว่ารักษาไปก่อน ไม่มีกรีนการ์ดไม่เป็นไร เขาเมตตาเรามาก เพราะถ้าไม่รักษาก็คงตายสถานเดียว”

หมอก็นัดเขามาเข้าสู่ขั้นตอนการรักษา โดยเริ่มจากถอนฟันจนหมดปากทันที จนหน้าบวมไปหมด เพราะเป็นการถอนทีเดียวพร้อมกันทั้งปาก เพราะต้องการเร่งการรักษาให้เร็วที่สุดก่อนที่จะสายเกินไป พอหน้าหายบวม กลายเป็นแก้มสองข้างยุบไปมากเพราะไม่มีฟันเหลือเลย หลังจากถอนฟันไปเพียง 2 อาทิตย์กว่า พอหน้าหายบวม หายระบม หมอก็นัดมาผ่าลิ้น ซึ่งต้องนอนโรงพยาบาลเกือบเดือน

ตอนนั้นลำบากมาก เพราะพูดภาษาฝรั่งเศสไม่ได้ คือพูดสื่อสารได้แบบงูๆ ปลาๆ เพราะเขาทำงานอยู่หลังร้าน แทบไม่ได้สื่อสารกับใคร ภาษาที่ใช้ก็ใช้อยู่ไม่กี่คำ แต่พูดภาษากับหมอกับพยาบาลแทบไม่รู้เรื่อง การรักษาก็ทรมานมาก ต้องตัดต่อมน้ำเหลืองออกให้หมด เพื่อไม่ให้เนื้อร้ายลามไปที่อื่นๆ ในลำคอ เวลาที่ให้น้ำเกลือก็ยังปวดมาก จนเลือดมันย้อนเข็มขึ้นมา

“ตอนนั้นตกใจมาก เราอยู่ห้องด้านในแบบคนไข้อนาถานิดๆ พยาบาลก็ไม่ค่อยเดินเข้ามา หรือบางทีก็เป็นพยาบาลฝึกหัด เข้ามาเจาะเลือดก็หาเส้นเลือดไม่เจอ ควานหาหลายรอบ เราก็เจ็บมาก เจาะ 2 ข้างเกือบ 7 ครั้ง จนผมทนไม่ไหวร้องไห้และดิ้นสะบัดมือหนีเลย มันปวดแสบไปหมด” เขาเล่าอย่างเคร่งครียด

จนตอนหลังเขาได้กรีนการ์ดแล้ว ก็ได้อยู่ห้องที่ดีขึ้น ได้สิทธิ์การรักษาที่ดีขึ้น ก็รอการฉายแสง ซึ่งต้องฉายแสงทั้งหมดถึง 20 ครั้ง แต่พอฉายไปได้แค่ครั้งที่ 5-6 เท่านั้นมันทรมานมาก จนเขาทนแทบไม่ไหว ซึ่งตอนฉายแสงไม่เจ็บ แต่ฉายเสร็จกลับมาบ้านนี่เจ็บมากๆ จนถอดใจว่าจะไม่รักษาต่อแล้ว ทรมานมากจนยอมตายเลยทีเดียว แต่ที่สุดก็ไปฉายแสงจนครบ ผ่าเอาก้อนที่ลิ้นออกจนหมด

“ตอนนั้นสภาพร่างกายดูไม่ได้เลยครับ เหมือนผี เพราะหน้าดำไปทั้งหน้า แถมถอนฟันไปหมดปาก แก้มก็ตอบยุบลงไป เหมือนโครงกระดูก เราก็อาย ใส่หน้ากากปิดปากปิดจมูก ใส่หมวก ใครเห็นเขาก็จะตกใจนิดๆ มันดูน่ากลัวจริงๆ โชคดีที่ตอนนั้นเจ้าของร้านชาวอิสราเอลเขาสงสาร ยังให้ทำงานอยู่แบบครึ่งวัน เพราะเรายืนนานๆ ไม่ได้ มันเหนื่อย จะอ้วก เพลียไปหมด เจ้าของร้านสงสารก็ให้มาเตรียมของแล่ปลาไว้ ให้มาทำงานแค่วันละ 3-4 ชั่วโมง แล้วกลับไปนอนพัก น้ำหนักลดลงฮวบฮาบเพราะกินอะไรไม่ได้เลย กินได้แต่พวกน้ำเพราะไม่มีฟันจะเคี้ยว บางทีเหนื่อยๆ ทนไม่ไหวต้องไปหาหมอ เพื่อให้อาหารทางสายยาง สอดเข้าทางจมูก ก็เทียวไปเทียวมาจนจบกระบวนการรักษา หมอก็นัดตามผลทุกๆ 6 เดือน พออาการดีขึ้นก็อยากกลับบ้านที่ไทยแล้ว” เขาเล่าอย่างมีความหวัง

แต่หลังๆ อาการเขาก็ยังไม่ได้ดีขึ้น เหนื่อยมากขึ้น สุดท้ายก็ต้องลาออกจากงานเพราะเกรงใจเจ้านาย เพราะไปทำงานครึ่งวันก็ยังไม่ไหว ออกมาอยู่อพาร์ตเมนต์ เงินเก็บที่มีก็ค่อยๆ ร่อยหรอไปจากการรักษาตัวบ้าง ตกงานบ้าง แต่วันไหนพอจะไหวนายก็บอกให้มาทำงาน ก็จ่ายเป็นวันๆ ไป อาทิตย์หนึ่งไปทำงานสัก 2-3 วัน พอมีรายได้ก็อกแก๊กๆ ไป พอมีใช้มีกิน ถึงแม้จะมีบางส่วนที่รักษาฟรี แต่ก็มีบางส่วนที่ต้องจ่ายเอง เพราะเขาเสียภาษีไม่ถึงขั้นที่รัฐบาลกำหนด

สมบูรณ์คิดว่าสาเหตุส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะกรรมพันธุ์ เนื่องจากแม่เขาก็เป็นมะเร็งที่มดลูก พี่ชายก็เป็นมะเร็งที่ลำไส้ แล้วตอนหนุ่มๆ ก็ไม่ได้ดูแลตัวเองเท่าที่ควร สูบบุหรี่ กินเหล้า และนั่นอาจจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขาป่วยก็เป็นได้

หลังจากรักษาตัวที่ฝรั่งเศสอยู่จนอาการเริ่มดีขึ้น เขาก็เริ่มออกกำลังกายด้วยการเดินวันละ 15 นาที เดินเร็ว และวิ่งในที่สุดได้วันละ 30 นาที ก็เหนื่อยแต่กลับรู้สึกเบาสบายตัวดีมาก เขาออกกำลังทุกวันด้วยการวิ่ง วิ่งไปก็คิดว่าสุขภาพนี่สำคัญที่สุดในชีวิตตอนนี้ เขาก็คิดอยากกลับประเทศไทย อย่างน้อยได้กลับมาอยู่กับครอบครัว ถึงแม้อาการจะดีขึ้นแต่ทุกอย่างก็ไม่เหมือนเดิม เนื่องจากเขาต้องถอนฟันออกจนหมดปาก แล้วใส่ฟันปลอม มันทำให้มีปัญหาในการพูด การเคี้ยวและการรับรสชาติของอาหารก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

“เราเป็นเชฟ แล้วลิ้น ฟัน บกพร่องไปแบบนี้มันยาก แล้วมาถึงจุดนี้ก็ทำให้รู้ว่าสุขภาพสำคัญที่สุด เงินเป็นเรื่องรองลงไป ตอนนี้จะเอาเงินหรือเอาชีวิต เพราะอยู่ฝรั่งเศสเราก็ทำงานได้ไม่เต็มที่เหมือนเดิมแล้ว กลับบ้านดีกว่า ได้มาอยู่กับครอบครัว ที่เราเองก็ห่างหายไปนานแล้ว”

พอกลับถึงประเทศไทยเขาก็เริ่มมาออกกำลังกายอย่างจริงจังด้วยการเดินและวิ่งทุกเช้าตรู่วันละ 30 นาที ยกเวตอีก 60 นาที สรุปเขาจะออกกำลังกายตอนเช้าทุกวัน วันละ 90 นาที เพราะโดยพื้นฐานแล้วเขาชอบออกกำลังกายมาตั้งแต่เด็กๆ เล่นฟุตบอลบ้าง เตะตะกร้อบ้าง จนเป็นหนุ่มก็ยังเล่นอยู่ แต่พออายุ 30 ขึ้นมานี่หยุดเล่นไปนานเพราะไม่มีเวลา

“พอป่วยนี่เริ่มมีเวลาเพราะกลับมายังไม่มีงานประจำทำ เราคิดว่ากีฬานี่ละที่จะใช้รักษาตัวเราได้ ก็เลยคิดว่าแต่บัดนี้เป็นต้นไปจะเอาสุขภาพเป็นหลัก เรื่องเงินเป็นรอง เพราะมีเงินแต่สุขภาพไม่ดี จ่ายค่าหมอหมดก็ไม่เหลืออะไรอยู่ดี ก็เลยดูแลสุขภาพการกิน การออกกำลังกายอย่างเคร่งครัด”

โดยเขาเลือกกินอาหารสุขภาพแบบอาหารคลีนที่ทำกินเองที่บ้าน เน้นผัก ผลไม้สด และธัญพืชเป็นหลัก เช่น ถั่วต่างๆ เมล็ดทานตะวัน อัลมอนด์ ถั่วดำ นำมาปั่นรวมกันแล้วดื่ม เพราะยังมีปัญหาเรื่องการเคี้ยวทำให้กินอาหารไม่อร่อยเหมือนเดิม กินนึ่ง ต้ม ไม่กินมัน ไม่กินหวาน กินเต้าหู้ กินฟักทองนึ่ง กินขนมปังโฮลวีต ข้าวกล้อง กินปลา อกไก่ กับไข่ขาววันละ 8 ฟอง (ไข่แดงทิ้ง) เป็นหลัก กินโยเกิร์ต หมู เนื้อ ไม่รับเลย เปลี่ยนวิธีการกินอย่างสิ้นเชิง

นอนแต่หัวค่ำ และนอนกลางวัน วันละ 2 ชั่วโมง เขาจะเข้านอนตั้งแต่ 1 ทุ่ม และตื่นตี 3 เพื่อมาทำอาหารเช้าให้หลานๆ กินก่อนไปโรงเรียน พยายามไม่เครียด ไม่กังวล ไม่ดูไม่ฟังอะไรที่จะทำให้เกิดการแสลงอารมณ์จนคิดมาก เลือกรับแต่สิ่งสบายใจ นอนฟังเทปธรรมะให้ใจไม่ฟุ้งซ่านจนเกิดกิเลส พยายามตัดทุกอย่างที่ก่อกวนจิตใจ

“พออาการดีขึ้นก็มีกำลังใจขึ้นบ้าง ใครๆ มักจะพูดว่าเป็นมะเร็งแล้วตาย เราก็นึกในใจว่าเราจะไม่ยอมตาย จะลองสู้ให้ถึงที่สุด ถ้าทำเต็มที่แล้วจะตายก็ช่างมัน แต่ขอทำให้เต็มที่ได้แค่ไหนก็แค่นั้น ที่กังวลตอนนี้คือบ้านเราผักปลอดสารพิษมันแพงมาก ที่ขายๆ ทั่วไปนี่ก็สารเคมีเยอะ กลัวเรื่องคุณภาพอาหารนี่ล่ะที่ฝรั่งเศสมันดีเรื่องผักผลไม้เขาส่วนใหญ่ปลอดสารพิษ กลับมานี่ก็ดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัดเรื่องการกินการนอน หวังพึ่งหมอให้น้อยที่สุด และคิดว่ากีฬานี่ละคือยาวิเศษ” เขาเล่าอย่างตั้งใจ

นอกจากออกกำลังกายตอนเช้าที่สวนรมณีนาถวันละ 1.30 ชั่วโมงแล้ว ตอนนี้เขายังออกกำลังกายตอนเย็นเพิ่มด้วยการวิ่งแถวสวนสาธารณะเชิงสะพานพระราม 8 อีกวันละ 1 ชั่วโมง เพื่อให้นอนหลับสบาย

นับถึงตอนนี้เขาก็ออกกำลังกายอย่างจริงจังมาประมาณ 2 ปี ถ้าดูจากรูปร่างแล้วคงไม่มีใครคิดว่าเขาป่วยเป็นมะเร็ง และผลลัพธ์ที่ได้ก็พอจะมั่นใจได้ว่ากีฬาเป็นยาวิเศษจริงๆ

“ผมมาถึงวันนี้ได้เพราะใช้กีฬารักษาตัวจริงๆ ผมรอดตายมาได้ก็อยากจะดูแลสุขภาพอย่างจริงจังอีกครั้ง บทเรียนสำคัญมีแล้ว จะปล่อยปละละเลยไม่ได้อีกต่อไป เราต้องเป็นหมอให้ตัวเองด้วย จะหวังพึ่งยาอย่างเดียวไม่ได้ เราต้องรักษาตัวเอง” เขาบอกอย่างมุ่งมั่น

เขาบอกว่า ตอนนี้สุขภาพก็ดีขึ้นมาก เขาจะกลับมาเริ่มทำงานอีกครั้งด้วยการรับทำซูชิตามสั่ง สำหรับผู้ที่ต้องการจัดงานเลี้ยงหรืออาหารสำหรับผู้เข้าประชุมสัมมนา ครั้งละ 30-50 กล่อง โดยเขามีเพจชื่อ Sushi Boon ผู้ที่สนใจอยากจะช่วยสนับสนุนอาหารญี่ปุ่นของเขาติดต่อได้ที่ 06-4826-5489

The Hidden of Sanyasi ‘สันยาสี’ กับสิ่งที่ซ่อนอยู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571068

  • วันที่ 17 พ.ย. 2561 เวลา 11:36 น.

The Hidden of Sanyasi ‘สันยาสี’ กับสิ่งที่ซ่อนอยู่

โดย  ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ตามหลักการอาศรม 4 คือ ขั้นตอนของการดำเนินชีวิตแบ่งเป็นสี่ขั้น ในขั้นสุดท้ายเรียกว่า สันยัสตาศรม (โมกษะ) เรียกผู้ที่อยู่ในขั้นนี้ว่า สันยาสี ซึ่งก็คือในช่วงสุดท้ายของชีวิต ให้สละชีวิตทางโลกบำเพ็ญเพียรเพื่อความหลุดพ้น

สำหรับในคัมภีร์ภควัทคีตา ที่พระกฤษณะได้ตอบอรชุนว่า “สันยาสะ ได้แก่การเลิกละโดยเด็ดขาดของกรรมที่มีมูลเหตุมาจากความทะยานอยาก บุคคลพึงปฏิบัติไปโดยไม่หวังผลและไม่ยึดมั่นในผลของกรรม เพราะไม่มีใครในโลกจะหลีกเลี่ยงจากการกระทำกรรมได้ แม้ว่าผู้ใดไม่ปรารถนาจะทำกรรม แต่ความเป็นไปของชีวิตก็จะบังคับและส่งเสริมให้ท่านทำมันเอง ชีวิตทุกชีวิตบนโลก ล้วนแต่ถูกสร้างมาเพื่อให้กระทำกรรมทั้งสิ้น ฉะนั้น จงมุ่งสู่โมกษะเพื่อให้พ้นจากพันธะแห่งกรรม” คำตอบที่พระกฤษณะให้กับอรชุนช่างสวยงามและล้ำลึกยิ่งนัก

สำหรับเจี๊ยบ “สันยาสี” เคยได้ยินคำนี้ครั้งแรกจริงๆ สมัยเป็นเด็กตอนเรียนเรื่องปรัชญาอินเดีย ดินแดนชมพูทวีป เวลาล่วงเลย ณ ตอนนี้อีกไม่กี่ปีก็จะเข้าสู่วัยกลางคนแล้ว พอจะเขียนเรื่องสันยาสีเลยลองสมมติเล่นๆ ว่า หากเรามองโลกในแง่ดีแล้ว บังเอิญโชคดีได้ใช้ชีวิตจนแก่ก่อนที่จะตาย ความพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับ “การอยู่” แบบไม่มีอะไรเป็นของเราเลย จะเป็นยังไงนะ

ในความไม่มี เช่น ไม่มีสมบัติ ไม่มีอำนาจ ไม่มีชื่อเสียง ไม่มีใครรู้จัก ไม่มีครอบครัวอยู่ใกล้ๆ ไม่มีลูกที่เป็นของเรา เพื่อนๆ ก็แยกย้ายจากกันไปหมด เมื่อไม่มีอะไรที่เป็นของเราเลย เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมีตัวตน เลิกมองหาการให้คุณค่า ค่างวด แข่งขัน ต่อสู้ ดิ้นรน ไขว่คว้า โหยหา

บางทีนี่อาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายจริงๆ ที่เราจะได้รับรู้ ประสบและเข้าใจถึงมันก่อนที่จะลาจากโลกนี้ไป นำไปสู่การเตรียมตัวตายอย่างสงบ ทำให้เราเข้าใจคุณค่าของชีวิต นัยสำคัญที่ซ่อนอยู่

การตายอย่างมีสติแบบไม่กลัว ไม่กังวล ไม่โกรธและไม่โทษสิ่งใด สู่ความท้าทายที่จะได้เผชิญหน้ากับความเหงาแม้ว่าเราจะไม่เชื้อเชิญ เจ้าสิ่งนี้ต้องมาเยี่ยมเราในยามแก่อยู่แล้ว โอกาสของชีวิตที่ไม่ต้องหาสิ่งพึ่งพิงทางใจ เพราะความตายมันลองซ้อมกันไม่ได้สินะ

เคยได้ยินว่ามีคนต่างชาติทดลองจัดงานศพตัวเองก่อนตายจริงด้วย แต่ก็เพราะว่าเราไม่มีทางรู้วันที่เราจะตายได้เลย เราจึงต้องพร้อมเสมอทุกวินาที และจนกว่าจะถึงวันนั้นในช่วงสุดท้ายของชีวิต

ช่วงสันยาสี มี 3 ประโยคนี้ ลองขยายความให้ชัดเจนอีกครั้ง 1.การเสียสละ การละทิ้ง 2.การบำเพ็ญประโยชน์ บำเพ็ญเพียร 3.ความหลุดพ้น ทั้งหมดนี้คือการชี้นำให้เราตายอย่างสงบ ในความหมายของการกระทำกรรมดีแบบไม่ยึดตึดค่ะ

ทีนี้ลองโฟกัสที่คีย์เวิร์ดสุดท้ายคือ “ความหลุดพ้น” ของโยคะในภควัทคีตากัน การหลุดพ้นด้วยพลังแห่งสมาธิบริสุทธิ์ ที่เขียนไว้ในคัมภีร์มีหลายเส้นทาง ซึ่งมีให้เราเลือกแบบที่ตรงจริตกับตัวเอง หรือจะลองแบบผสมผสานก็ได้

ทางแรกคือ กรรมโยคะ การกระทำที่ไร้ซึ่งการกระทำ การสละผลแห่งการกระทำ การกระทำที่ไม่ยึดติดในกรรม อันที่สองคือ ชญาณโยคะ ภาวะของการหยั่งรู้ รวมถึงความรู้ ความเข้าใจในธรรมชาติ การใช้ปัญญาจนเท่าทันสิ่งทั้งปวงสู่การรู้แจ้ง อันที่สาม ภักติโยคะ ความภักดี การศิโรราบและมอบหัวใจให้พระเจ้า

เจี๊ยบจะเรียกพระเจ้าว่าจักรวาลหรือคุณจะเรียกว่า ธรรมชาติ สรรพสิ่ง เต๋า ความว่าง หรืออะไรก็ได้หรือไม่มีนามก็ได้ นั่นคือ การไว้เนื้อเชื่อใจในจักรวาล ในธรรมชาติ ตัวเราเป็นเพียงทางผ่านของพลังงานที่เลื่อนไหลผ่านเข้ามาแล้วก็จากไป

ตำราโบราณเขียนเรื่องราวเอาไว้อย่างน่าทึ่ง ทิ้งให้คนรุ่นหลังได้อ่านได้ศึกษา พวกเราช่างโชคดีไม่ต้องรอให้ถึงตอนแก่หรอก แผนที่มีไว้แล้ว คัมภีร์ที่ล้ำค่ามีไว้แล้ว เหลือเพียงแค่การปฏิบัติ ค้นหาทำความเข้าใจและซึมซับด้วยตัวเราเองเท่านั้น

อันที่จริงหลักแห่งสมาธิที่แตกต่างในสายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นศาสนา ลัทธิ นักปรัชญา นักคิด ผู้แสวงหาทั้งหลาย พูดเรื่องเดียวกันอยู่อธิบายต่างกันบ้างมองต่างมุมกันบ้างแต่ล้วนมุ่งไปสู่สิ่งเดียวกัน เจี๊ยบขอส่งต่อเรื่องนี้ให้ท่านผู้อ่านเพื่อกระตุ้นเตือน ปลุกต่อมหรือพลังภายในให้เกิดการตระหนักรู้มองกลับเข้ามาที่ข้างในของเรา ที่เราจะเห็นจิตใจ รู้ทันกระบวนการคิด และอารมณ์ต่างๆ ที่พาเราหลงทาง (Self-Realization)

ดังนั้นเริ่มเลย ไม่ต้องรอใช้ความเป็นมนุษย์พัฒนาและเติบโตจากภายใน จนไปสู่การตื่นรู้…Om Tat Sat…

สวยครบภายในภายนอก จบที่เดียว ‘เอชเอ็มซี’ @ อโศก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571065

  • วันที่ 17 พ.ย. 2561 เวลา 11:14 น.

สวยครบภายในภายนอก จบที่เดียว ‘เอชเอ็มซี’ @ อโศก

โดย นกขุนทอง

ยุคนี้ใครไม่รักสุขภาพมีเอาต์ เพราะความเคลื่อนไหวในโซเชียลตอนนี้มีแต่ภาพผู้คนออกกำลังกาย โพสต์ภาพตามฟิตเนส สวนสาธารณะ เลือกรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ และที่สำคัญแต่ละคนรูปร่างสมส่วนเช้งวับ หน้าตาสดใส สวยหล่อปิ๊งว้าวไปหมด

ไม่เพียงสถานเสริมความงามที่ผุดขึ้นราวดอกเห็ด ฟิตเนสก็เปิดกันพึ่บพั่บ แต่วันนี้เราจะพาไปสถานที่ที่คุณสามารถสวยได้ทั้งภายในภายนอก สุขภาพดีกันตั้งแต่เลือดยันผิวพรรณกันเลยเทียว นั่นคือ “โฮลิสติค เมดิคอล เซ็นเตอร์” หรือ “เอชเอ็มซี” (Holistic Medical Centre)

มาที่นี่ที่เดียวสวยจบครบทุกหมวด และเดินทางมาสะดวกจะใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส ลงสถานี อโศก หรือรถไฟฟ้าใต้ดินเอ็มอาร์ที เลือกลงได้ 2 สถานี คือ สุขุมวิท กับเพชรบุรี (ใกล้กว่า สามารถเดินได้)

เอชเอ็มซี คือศูนย์กลางเพื่อสุขภาพแบบองค์รวม ให้บริการดูแลและฟื้นฟูสุขภาพแบบบูรณาการ มีประสบการณ์มากว่า 15 ปี ในการดูแลสุขภาพ ทั้งในเชิงป้องกันและรักษาโรค โดยวิธีการล้างสารพิษ เสริมภูมิต้านทาน และซ่อมแซมความเสื่อมในร่างกาย

บริหารและก่อตั้งโดย “นีน่า” ณัฐนันท์ สหวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ภายใต้แนวคิดการแพทย์แบบองค์รวม โดยมีทีมแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิจากสถาบันที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุดในสาขาต่างๆ พร้อมด้วยบุคลากรทางการแพทย์ที่มีประสบการณ์ยาวนาน

ประกอบด้วยพยาบาล เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการ เภสัชกร และนักกายภาพบำบัด และครบครันด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์มาตรฐานสากลที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูง ให้บริการครบวงจร เจาะลึกทุกรายละเอียดถึงระดับเซลล์ ทั้งด้านการป้องกัน การรักษา และการฟื้นฟูสุขภาพ

ตอนนี้เวชศาสตร์ชะลอวัยกำลังเป็นที่สนใจของผู้คน เนื่องด้วยปัจจุบันไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของผู้คนมีความเร่งรีบ ทำให้ร่างกายของเราที่มีทั้งความชราที่แสดงภายนอกและไม่แสดงออกภายนอก เกิดขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัว ทำให้ด้านการแพทย์หันมาสนใจศึกษาในเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น

ส่งผลให้เทรนด์การดูแลสุขภาพ ที่นอกเหนือจากการมีสุขภาพดีแล้ว ทำให้คนส่วนใหญ่ระมัดระวังในการใช้ชีวิตมากยิ่งขึ้น เพื่อให้อวัยวะในร่างกายอยู่กับเรา และมีประสิทธิภาพได้อย่างยาวนาน โดยปัจจุบันไม่ได้จำกัดเพียงแค่บุคคลที่สูงอายุ แต่หมายรวมถึงทุกคนที่ใส่ใจสุขภาพ เพื่อให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีและยืนยาวมากยิ่งขึ้น

เอชเอ็มซี มีพื้นที่ใช้สอย 1,000 ตารางเมตร มีห้องตรวจ 7 ห้อง ห้องส่วนตัว 8 ห้อง ห้องครอบครัว 2 ห้อง ห้องทรีตเมนต์ความงาม 3 ห้อง ห้องสวนล้างลำไส้ 2 ห้อง ห้องละหมาด 1 ห้อง พื้นที่นั่งรอ 3 โซน

เพียงก้าวเข้าไป บรรยากาศราวล็อบบี้โรงแรม มีแผนกต้อนรับที่ให้คำแนะนำต่างๆ แสงสว่างนวลตาและการออกแบบให้พื้นที่โล่ง เพดานสูง ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย

การตกแต่งเป็นสไตล์มินิมัล เน้นความเรียบง่าย ดูสะอาด สบายตา เพิ่มลูกเล่นด้วยระแนงไม้ เพื่อเพิ่มความอบอุ่นเสมือนอยู่บ้าน เสมือนลูกค้ามาพักผ่อน

ห้องต่างๆ ถูกออกแบบอย่างลงตัว เพียบพร้อมไปด้วยเฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์อำนวยความสะดวก ทั้งสำหรับผู้มารับบริการและผู้ติดตาม

สังเกตได้ว่าในทุกๆ ห้องของที่นี่เน้นให้เห็นวิวและแสงธรรมชาติ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกผ่อนคลาย เลือกใช้เก้าอี้หนังที่ปรับนอนได้และเตียงที่ปรับระดับได้ เพื่อเพิ่มความสบายให้กับลูกค้าเวลามารับบริการ และในทุกห้องมีทีวีให้ลูกค้าได้ดูระหว่างทำทรีตเมนต์

อย่างห้องครอบครัวประกอบด้วยเก้าอี้หนังปรับนอนได้ สำหรับ 4 ท่าน ตกแต่งด้วยโทนสีขาวกับระแนงไม้ ให้ความรู้สึกอบอุ่นสบายตา สามารถมองเห็นวิวเมือง

ห้องส่วนตัวขนาดใหญ่ สำหรับ 1-5 ท่าน ประกอบด้วยเตียงปรับระดับ โซฟาขนาดใหญ่ ในห้องโทนสีขาว เห็นวิวเมือง สามารถพาเพื่อนๆ มานั่งคุยเล่นได้ หรือจะมานั่งประชุมกันระหว่างทำทรีตเมนต์

ห้องส่วนตัวขนาดเล็ก สำหรับ 1 ท่าน เป็นเก้าอี้หนังปรับนอนได้ ทีวีเล็กพร้อมหูฟัง ให้ความเป็นส่วนตัว

ส่วนวิทยาการทางการแพทย์ล่าสุดที่ทางเอชเอ็มซีให้ความสนใจนั่นคือ NK Cell (Natural Killer Cell) เป็นทางเลือกใหม่ในการรักษามะเร็งและไวรัส โดย NK Cell นั้นคือเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งในระบบเลือดซึ่งร่างกายใช้ต่อต้านเชื้อโรคที่จะเข้าสู่ร่างกายและใช้ในการกำจัดเซลล์มะเร็งหรือเซลล์กลายพันธุ์

จะมาดูแลผิวพรรณด้วยการทำทรีตเมนต์หรือผ่านเครื่องมือ ลดริ้วรอยยกกระชับหน้า ปรึกษาเรื่องการควบคุมน้ำหนัก ฟื้นฟูสุขภาพจากการทำงานหนัก ตรวจเลือดเพื่อจะได้กินวิตามินเสริมได้ถูกต้องตามที่ร่างกายต้องการ ดีทอกซ์ร่างกาย เรียกว่ามีบริการที่หลากหลายทางด้านความงามและสุขภาพ ให้มาปรึกษาและเลือกรับบริการได้ตามความพึงพอใจ

เอชเอ็มซี ศูนย์กลางเพื่อสุขภาพแบบองค์รวม ตั้งอยู่ชั้น 20 อาคาร 253 อโศก สอบถามรายละเอียดได้ที่โทร.02-640-8090

วันหยุดเขาเดินเข้าป่า ‘นายตัวน้อย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571061

  • วันที่ 17 พ.ย. 2561 เวลา 10:36 น.

วันหยุดเขาเดินเข้าป่า ‘นายตัวน้อย’

โดย รอนแรม ภาพ : นายตัวน้อย

วันจันทร์-ศุกร์ เขาทำงาน ส่วนวันหยุดสุดสัปดาห์เขาไปเที่ยว “โย” โยธิน จันทะศรี พนักงานประจำวัย 30 ปี ที่ไม่ปล่อยวันหยุดให้เสียเปล่า และไม่เก็บเรื่องราวไว้คนเดียว แต่ได้แบ่งปันผ่านเพจเฟซบุ๊ก นายตัวน้อย เพื่อเป็นสื่อกลางให้คนอยากเที่ยวมีไอเดียสำหรับทริปต่อไป

“ผมเป็นคนชอบท่องเที่ยวอยู่แล้ว แต่เมื่อไปเที่ยวมากเข้าก็อยากแชร์สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ให้เพื่อนๆ เห็นว่ามีที่ไหนน่าเที่ยวบ้าง โดยผมจะเดินทางวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หรือเดินทางวันศุกร์เย็นแล้วกลับมาทำงานต่อวันจันทร์ เพราะผมคิดว่าการท่องเที่ยวคือการพักผ่อน แม้ว่ามันจะเหนื่อยบ้างแต่ก็มีความสุขกลับมา”

สไตล์การท่องเที่ยวต้องเรียกว่าเป็นสายธรรมชาติ เขาชอบการเดินป่า นอนเต็นท์ ท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติ หรือไปอยู่ในโฮมสเตย์ของชุมชนที่ห่างไกลผู้คน เพื่อไปใช้ชีวิตอยู่กับความสงบและได้อยู่กับตัวเอง

“ส่วนใหญ่จะชอบเที่ยวคนเดียว นั่งรถประจำทางหรือรถไฟตะลอนขึ้นไปเที่ยว จากนั้นก็เข้าป่า ไปแคมปิ้ง ชมธรรมชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมชอบทำตั้งแต่วัยรุ่น คือชอบไปพิชิตยอดเขา พิชิตใจตัวเอง และยังเป็นการออกกำลังกับได้ท่องเที่ยวไปในตัว”

ตลอด 2 ปีที่เปิดเพจ เขาเดินป่าและพิชิตยอดดอยมามากกว่า 50 แห่ง บางแห่งไปซ้ำหลายครั้งอย่าง ภูกระดึง 4 ครั้ง และกำลังจะมีครั้งต่อไปเร็วๆ นี้

“ถ้าให้เลือกทะเลกับภูเขา ผมชอบภูเขามากกว่า เพราะผมชอบที่สูง ชอบมองทิวทัศน์ได้ไกลๆ ชอบเวลาเดินเข้าไปในป่า และมันยังทำให้ผมได้รู้จักเพื่อนใหม่เยอะมาก ซึ่งไม่ว่าจะมีหน้าที่การงานสูงแค่ไหน ทุกคนก็ล้วนถอดตำแหน่งไว้ที่บ้านแล้วมาเดินป่าในฐานะมนุษย์ตัวเล็กๆ คนธรรมดา ดังนั้นมิตรภาพในป่าจึงจริงใจ”

ส่วนวิธีเขียนถ่ายทอดเรื่องราว เขาจะเขียนเล่าแบบกระชับและเน้นให้ข้อมูลการเดินทาง ที่แม้ว่าจะไม่มีรถยนต์ส่วนตัวก็สามารถไปได้ รวมถึงที่พัก การติดต่อประสานงานสำหรับการเดินป่า และยังถ่ายภาพความรู้สึกผ่านภาพถ่ายเพื่อให้ผู้ติดตามรู้สึกว่าได้ไปเที่ยวด้วยกัน

“ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบเดินป่า เลยอยากฝากถึงทุกคนว่า เวลาที่เราเข้าไปในธรรมชาติแน่นอนเราต้องสร้างขยะ ฉะนั้นเมื่อตักตวงความสุขจากป่า จากความสวยงามของธรรมชาติเต็มที่ อย่าลืมเก็บขยะเหล่านั้นกลับมา นำเข้าไปเท่าไรก็เก็บกลับมาเท่านั้น เพื่อให้ผืนป่ายังคงสวยงามต่อไป” เขากล่าวทิ้งท้าย

ติดตามการเดินทางสู่ยอดดอยแห่งใหม่ได้ทางเพจเฟซบุ๊ก นายตัวน้อย มนุษย์ตัวเล็กๆ ในธรรมชาติอาจเป็นแรงบันดาลใจให้กล้าพิชิตยอดเขาที่สูงชัน

‘โน้ต’ วัชรบูล ลี้สุวรรณ ภาพถ่ายรักษ์ผืนป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571058

  • วันที่ 17 พ.ย. 2561 เวลา 10:10 น.

'โน้ต' วัชรบูล ลี้สุวรรณ ภาพถ่ายรักษ์ผืนป่า

โดย กั๊ตจัง

คงจะมีน้อยคนนักที่จะไม่รู้จักดาราหนุ่ม “โน้ต” วัชรบูล ลี้สุวรรณอาจจะรู้จักเขาในมุมมองของดารานักแสดง แต่ในอีกงานหนึ่งเขาคือช่างภาพสัตว์ป่า ผู้นำเรื่องราวจากป่าลึกสู่สายตาคนเมือง

แม้เขาจะถ่อมตนว่าไม่ใช่ช่างภาพมืออาชีพ แต่ผลงานภาพถ่ายของเขาก็ช่วยกระตุ้นจิตสำนึกอนุรักษ์ธรรมชาติได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะภาพถ่ายสัตว์ป่าและธรรมชาติในโครงการ “สัตว์มีค่า ป่ามีคุณ” เพื่อร่วมกันอนุรักษ์ธรรมชาติผ่านภาพถ่ายที่สะท้อนถึงความสวยงามแห่งธรรมชาติ

“ผมเห็นโครงการนี้มาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว และก็รู้สึกว่าเราอยากจะถ่ายภาพแบบนี้ได้บ้าง อย่างน้อยก็เป็นการสะท้อนภาพของสัตว์ป่าและความสวยงามของธรรมชาติ อย่างเช่นภาพเสือโคร่งที่ผมถ่ายมาได้ ไม่ได้แค่ต้องการให้เห็นว่าเป็นภาพเสือโคร่งที่อยู่ในป่า แต่ต้องการให้ภาพเสือโคร่งนั้น สะท้อนวิถีชีวิตของพวกมันที่อาศัยอยู่ในป่า อยู่ในลำน้ำ มีการหาอาหาร ใช้ชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร

สายน้ำนี้ก็เป็นสายน้ำที่เกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ และพวกเราทุกคนที่ร่วมกันอนุรักษ์ธรรมชาติ ทำให้ต้นน้ำแหล่งน้ำที่หล่อเลี้ยงปลาและสัตว์ป่าในผืนป่าแห่งนี้ ซึ่งรวมทั้งเสือโคร่งยังคงอยู่”

โน้ต บอกว่า เพียงแค่หนึ่งภาพก็สะท้อนเรื่องราวมากมาย ที่เกิดขึ้นกับเรื่องราวของการอนุรักษ์ธรรมชาติ ในงานแสดงภาพถ่ายที่มีภาพของเขาเข้าไปจัดแสดง มีนักวิทยาศาสตร์ที่เชี่ยวชาญเรื่องเสือโคร่งมาจากสหรัฐอเมริกา มาพูดว่าเสือโคร่งในประเทศไทยนั้น เป็นประชากรเสือโคร่งที่มีคุณภาพสามารถที่จะเพิ่มจำนวนเพื่อให้การดำรงอยู่ของสายพันธุ์เสือโคร่งยั่งยืน ทำให้รู้สึกเลยว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่น่าภูมิใจ

“เสือโคร่งในผืนป่าประเทศไทย แสดงให้เห็นว่าป่าแห่งนั้นมีความอุดมสมบูรณ์ เพราะถือว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร ดังนั้นการที่เห็นเสือโคร่งอาศัยอยู่ในป่าแห่งใดแห่งหนึ่ง นั่นหมายความว่าจะต้องมีสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่เป็นอาหารของเสืออาศัยอยู่ในป่าแห่งนั้นมากมาย”

ประโยชน์อย่างหนึ่งของการถ่ายภาพสัตว์ป่า โน้ต อธิบายความรู้สึกว่าคือการที่ทำให้เขาได้เข้าใจในระบบนิเวศของผืนป่า ทำความเข้าใจในเรื่องพฤติกรรมของสัตว์ต่างๆ ที่ต้องการเข้าไปเก็บภาพ

“การถ่ายภาพสัตว์ป่าก็เหมือนเป็นการเปิดประตูเข้าไปสู่โลกของการอนุรักษ์ธรรมชาติ สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ สะท้อนถึงปัญหาของผืนป่า สะท้อนถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับป่า ที่ส่งผลกระทบกับตัวเรา

ทุกอย่างนั้นมีส่วนเชื่อมโยงกันที่สะท้อนออกมาผ่านทางภาพถ่ายให้ทุกคนได้เห็น แต่เวลาเข้าไปถ่ายภาพก็ต้องใช้เวลาหลายวันในศึกษาการแกะรอยและคาดเดาว่าเขาจะมาปรากฏให้เห็นแถวนี้หรือไม่ จากนั้นเราก็จะตั้งกล้องวางในจุดที่คิดว่าจะถ่ายภาพของเขาได้ บางครั้งก็ใช้คาเมร่าแทรปเพื่อดักถ่ายภาพสัตว์ป่าที่เดินผ่านในบริเวณนั้น”

ภาพที่ได้จากคาเมร่าแทรปที่โน้ตจับได้ ก็คือภาพเสือดาวที่กำลังหันมองกล้อง ซึ่งเขาบอกว่าถือว่าโชคดีมากที่เสือดาวหันมามองกล้องพอดี

“ทำให้ได้ภาพที่สวยและเห็นพฤติกรรมชัดเจน ผมสังเกตอย่างหนึ่งว่าสัตว์ในตระกูลแมวจะชอบมองกล้องด้วยความสงสัยว่าคืออะไร เขาก็จะเดินวนเวียนอยู่แถวนั้นทำให้เราเก็บได้หลายภาพ แต่ไม่ใช่ว่าทุกครั้งที่เข้าไปถ่ายภาพแล้วจะได้ภาพออกมานะครับ บางครั้งไปแล้วก็ไม่ได้อะไรกลับมาเลยก็มี

บางครั้งเราไปถึงจุดที่คิดว่าเขาอยู่แต่เขาเพิ่งเดินผ่านไป ก็อดถ่ายภาพได้เหมือนกัน เราไม่สามารถไปกำหนดสัตว์ป่าให้เขาเดินออกมาในจุดที่เราต้องการ แล้วหันมามองกล้องได้ ไม่รู้เลยว่าถึงเวลาจริงๆ แล้ว จะต้องเจอกับอะไร หรือไปแล้วอาจจะไม่ได้ภาพกลับมาก็มี”

แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็ตาม โน้ต บอกว่าการที่ได้ใช้เวลาอยู่ในป่า เป็นการปลดเปลื้องตัวตนต่างๆ ในชีวิต

“ทำให้เรารู้ว่าชีวิตจริงๆ แล้ว เราต้องการอะไร และทำให้รู้ว่าสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่มันเกินความพอดีไป ผมอยากจะชวนให้ทุกๆ คนที่มีใจอนุรักษ์ธรรมชาติมาร่วมกันถ่ายภาพสัตว์ป่าเพื่อการอนุรักษ์ ชีวิตที่สวยงามเหล่านี้เอาไว้”

ธารวิทย์ ดิษยวงศ์ ออกกำลังกาย…กีฬาคือยาวิเศษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571054

  • วันที่ 17 พ.ย. 2561 เวลา 09:43 น.

ธารวิทย์ ดิษยวงศ์ ออกกำลังกาย...กีฬาคือยาวิเศษ

โดย อณุสรา ทองอุไร ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

เพราะชีวิตของคนเรานั้นเหมือนหนังสือหนึ่งเล่มที่มีหลายบทหลายตอนประกอบกันไป ทั้งเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว เรื่องครอบครัว อยู่ที่ว่าแต่ละคนจะรักษาบาลานซ์กันไว้ได้อย่างไร โดยไม่ทำให้ทั้ง 3 ส่วนนั้นเสียสมดุล ทุกบททุกตอนล้วนต้องสอดคล้องเหมาะเจาะลงตัว

เช่นเดียวกับเขาคนนี้ ธารวิทย์ ดิษยวงศ์ผู้จัดการบริการ LINE MAN Messenger & Parcel (ส่งพัสดุ) เป็นผู้รับผิดชอบเรื่องการบริการส่งของเร่งด่วนและการจัดส่งทั่วประเทศ โดยมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด และมุ่งหวังจะให้บริการนี้ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจออนไลน์ของประเทศไทยอีกด้วย

ก่อนหน้าที่จะเข้าดำรงตำแหน่งนี้ เขามีประสบการณ์มากมายจากการทำงานในตำแหน่งต่างๆ เช่น นักพัฒนาโปรแกรม ผู้จัดการโครงการ และผู้จัดการผลิตภัณฑ์ในหลากหลายอุตสาหกรรมมามากกว่า12 ปี รวมไปถึงประสบการณ์ 5 ปี ในซิลิคอนวัลเลย์ ที่บริษัท SAP USA ก่อนจะกลับมาประเทศไทย

ถือได้ว่าเขาเป็นหนึ่งในผู้บริหารที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการเทคโนโลยีและการขนส่งอย่างแท้จริง ในด้านการศึกษานั้น เขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ ด้านคอมพิวเตอร์ จากพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และปริญญาโท สาขาวิศวกรรมซอฟต์แวร์จาก San Francisco State University สหรัฐอเมริกา

หลักการทำงานของเขานั้นเน้นผลลัพธ์ แต่ไม่จำกัดวิธีการ ไม่มีสูตรสำเร็จว่าต้อง 1+1 ต้องเป็น 2 ยืดหยุ่นได้ เปิดโอกาส เปิดกว้างให้ทีมงานเลือกวิธีการที่เหมาะสมให้กับแต่ละคนได้ทำงานได้อย่างเต็มที่ คิดนอกกรอบได้ถ้าผลสัมฤทธิ์ออกมาดี

ธารวิทย์ บอกว่าพันธกิจในการทำงานของเขาที่ไลน์ ก็คือการเชื่อมต่อผู้ใช้ข้อมูลและบริการให้ใกล้กันมากขึ้น เหมือนผู้ใช้บริการได้มีเลขาส่วนตัว เขาเชื่อว่าโอกาสการเติบโตในงานตรงนี้ยังมีอีกมาก ยังขยายงานเพิ่มได้อีกหลายอย่าง เป็นงานที่ทำให้คนมีผู้ช่วยส่วนตัวได้ง่ายขึ้น

“ในอนาคตอันใกล้ก็อยากให้ไลน์แมนไปทำเอกสารบางอย่างได้แทน ไปต่อคิวซื้อของให้ เพราะบ่อยครั้งที่เป็นวันหยุดเราก็ไม่อยากแต่งตัวออกจากบ้าน หรือไม่สบายอยู่คนเดียวก็สามารถเรียกไลน์แมนให้ไปซื้อยาแทนให้ได้

การเติบโตในธุรกิจนี้ประเทศเรามีเยอะ เพราะอากาศร้อนคนก็ไม่อยากออกจากบ้าน จึงเป็นการให้บริการที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนไทย สะดวกง่ายขึ้น เราจึงบริการคน 15 ล้านคนในเขต กทม. สร้างบริการที่ดีและให้ความประทับใจแก่ลูกค้า เร็วๆ นี้อยากจะเพิ่มบริการทางด้านการไปทำเอกสารต่างๆ ให้ลูกค้าได้มากขึ้น” เขาเล่าด้วยรอยยิ้ม

แม้จะตั้งใจลุยงานหนักหนาเพียงใด แต่ธารวิทย์ก็พยายามแบ่งเวลาไปทำงานอดิเรกที่เขารัก นั่นก็คือการเตะฟุตบอล เพราะการทำร่างกายให้แข็งแรงมีสมองที่ปลอดโปร่ง มันคือต้นทุนในการทำงานที่ดีเพราะหากร่างกายแข็งแรงก็จะทุ่มเทให้กับการทำงานได้เต็มที่ ไม่ต้องกังวลกับเรื่องปัญหาสุขภาพ

เขาจึงให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพอย่างมาก ด้วยการออกกำลังกายอย่างจริงจังและสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเตะฟุตบอล เข้าฟิตเนส โดยจะเข้าอาทิตย์ละ 3 ครั้ง และเตะฟุตบอลอาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง

“เวลาได้ออกกำลังกายจะรู้สึกสดชื่นเบาสบายตัว ช่วยให้เลือดลมไหลเวียนดี นอนหลับสบาย ผมเตะบอลมาตั้งแต่เด็กๆ ชอบมาก สนุก ได้ทั้งเหงื่อ ได้เพื่อน ได้สังคม ส่งเสริมคอนเนกชั่นในการทำงานได้ด้วย คือมันมีแต่ข้อดี ไม่มีข้อเสียเลย

สำหรับผมแล้วกีฬาคือยาวิเศษจริงๆ ร่างกายที่แข็งแรงเป็นพื้นฐานของทุกสิ่ง เป็นต้นทุนที่สำคัญมาก ต่อให้ทำงานดีแต่ร่างกายไม่แข็งแรง เราก็ทำอะไรได้ไม่เต็มที่ มีห่วงมีกังวลกับเรื่องสุขภาพมันก็ทำงานไม่สนุกแล้วล่ะ” เขาเล่าอย่างตั้งใจ

ธารวิทย์ มีทีมฟุตบอลในดวงใจก็คือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นักเตะคนโปรดของเขาล้วนเป็นตำนานทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ไรอัน กิกส์ โรนัลโด เดวิด เบคแฮม นอกจากนี้เขายังสะสมแสตมป์เป็นงานอดิเรกด้วย

“ตอนเด็กๆ สะสมจริงจังมาก หลังๆ น้อยลง แต่ถ้าเจอก็มักจะซื้อเก็บไว้ทุกครั้งเมื่อมีแสตมป์รุ่นพิเศษออกมา เพราะมันคือการเก็บประวัติศาสตร์ไว้รูปแบบหนึ่ง” ธารวิทย์ กล่าวทิ้งท้าย

แสนยา โลหิตนาวี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571052

  • วันที่ 17 พ.ย. 2561 เวลา 09:37 น.

แสนยา โลหิตนาวี

โดย ทีม@Weekly

แสนยา โลหิตนาวี คือครูสอนดำน้ำชาวไทยระดับสูงสุดของวงการดำน้ำ Course Director ซึ่งในบ้านเรามีอยู่ไม่กี่คนเท่านั้น และชายวัยกลางคนวัย 48 ปีท่านนี้ ถือได้ว่าอายุน้อยที่สุดของไทย

สีฟ้า น้ำทะเล คือความใฝ่ฝัน

การดำน้ำเริ่มเป็นที่รู้จักในบ้านเราเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว โดยเชื่อว่าเป็นกีฬาที่มีความเสี่ยงในระดับหนึ่ง คนมักมองภาพว่าผู้ที่จะดำน้ำได้ต้องไม่ธรรมดาและร่างกายต้องแข็งแรงมาก

“คุณแม่ผมค้านเต็มที่ ทั้งที่ตอนนั้นเราก็โตแล้ว เจอทุกครั้งถามทุกครั้ง เราก็เถียงว่าเรียนก็ต้องดำได้ คนส่วนใหญ่จะมองว่ายากและอันตราย บทเรียนทฤษฎีต้องเยอะ คำนึงถึงความปลอดภัย และต้องฝึกดำน้ำในสระน้ำเยอะกว่าปัจจุบันนี้ แต่มันไม่ใช่อุปสรรคสำหรับผม

ด้วยแรงบันดาลใจจากสารคดีใต้น้ำที่ชอบดูตั้งแต่เด็กมันมีมากกว่า บวกกับความใฝ่ฝันที่อยากเห็นฝูงปลาแหวกว่าย ความอัศจรรย์เหล่านั้นมันทำให้ผมอยากเรียนและโหยหามันตลอด” นี่คือแรงบันดาลของ แสนยา หรือในวงการเรียกว่า “ครูแสน”

จุดเริ่มต้นการเรียนดำน้ำของเขา เริ่มตอนอายุ 20 ปลายๆ ครูสอนดำน้ำก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นเพื่อนสมัยมัธยม ที่บังเอิญเจอกันในร้านขายอุปกรณ์กีฬา จึงเอ่ยปากขอไปเรียนดำน้ำด้วยโดยใช้เวลาหลังเลิกงานประจำ ซึ่งก็พบปัญหาที่ทำให้คนเรียนดำน้ำมักจะกลัว ก็คือการซูตตัวขึ้นผิวน้ำหรือเคลียร์หน้ากากไม่ได้

“ผมเรียนใช้เวลามากกว่า 6 วัน เพราะเราทำงานไปด้วยแล้วถึงมาเรียนดำน้ำตอนเย็น เรียนทฤษฎีอย่างเดียวถึง 3 ครั้ง ครั้งละประมาณ 3 ชม.กว่า ตอนฝึกในสระเราก็ฝึกประมาณ 3 ครั้งเหมือนกัน ใช้เวลาเกือบทั้งวัน สอบที่ทะเล 2 วัน ใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 8 วัน แต่ปัจจุบันเวลาเรียนมันกระชับมาก

พอสอบดำน้ำเสร็จปุ๊บก็ติดใจมากเลย ถึงขั้นซื้ออุปกรณ์ดำน้ำแบบครบชุดเลย ผมดำน้ำเยอะมากเดือนละ 2-3 ครั้ง เกือบทุกเสาร์-อาทิตย์ มันแตกต่างจากสิ่งที่เราเจอบนบกที่มีแต่ความวุ่นวาย แต่ใต้น้ำเงียบสงบสวยงาม ภูเขาใต้น้ำที่ทั้งลูกปกคลุมไปด้วยปะการังอ่อนเต็มพื้นที่ไม่มีช่องว่าง

จังหวะที่แสงส่องใต้น้ำเราเห็นปลาตัวเล็กๆ พอดำพ้นลับไป ว่ายๆ ไปเจอปลาหมอยักษ์ตัวใหญ่ อ้าปากใกล้เรา สมัยก่อนเราทำอย่างนั้นได้ ผมไม่ได้ตื่นเต้นว่าต้องเจอฉลามวาฬ ผมชอบความรู้สึกองค์ประกอบใต้น้ำทั้งหมดที่ให้ความรู้สึกเหมือนสรวงสวรรค์แล้วเรากำลังลอยตัวในสถานที่นั้น”

ผู้สังเกตการณ์ใต้น้ำ

เสน่ห์ของการดำน้ำ แสนยา บอกว่าคือมันแยกความวุ่นวายที่เจอบนบก

“เมื่อก่อนทะเลอันดามันบ้านเราสวยมากๆ เหมือนอยู่ในสรวงสวรรค์ เต็มไปด้วยปะการังอ่อน ฝูงปลาน้อยใหญ่อยู่เต็มแนวปะการัง เวลาเราดำก็จะเหมือนเราชมสวนอยู่ ปัจจุบันนี้สู้ไม่ได้จริงๆ ความงามหายไปเยอะมาก มันไม่ดีเหมือนเมื่อก่อน อาจจะเป็นทั้งเรื่องของธรรมชาติ ผมว่าสึนามิเป็นภัยพิบัติที่ทำให้สภาพแวดล้อมใต้ทะเลเสื่อมโทรมมากที่สุด โดยเฉพาะทะเลอันดามันของเรา

พอๆ กับเอลนินโญปรากฏการณ์เกี่ยวกับน้ำเย็นเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ถ้าเทียบความสวยงาม 100% หลังจากโดนสึนามิเข้าไปก็เหลือประมาณ 50% แต่ช่วง 3-4 ปีมานี้ก็จะมีฉลามวาฬให้เห็นทดแทนกันบ้าง” แสนยา บรรยายภาพใต้ท้องทะเลให้ฟัง

“นอกจากความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมใต้ทะเลแล้ว ความเปลี่ยนแปลงของจำนวนนักดำน้ำก็มีให้เราเห็นมากขึ้น โดยเฉพาะนักดำน้ำชาวไทย จากเดิมที่เสาร์-อาทิตย์จะมีเรือออกแค่ลำเดียวหรือเต็มที่ 2 ลำ ปัจจุบันออกประมาณวันละ 5-8 ลำ นักดำน้ำที่เพิ่มมากขึ้น แน่นอนก็ต้องตามมาด้วยจิตสำนึกอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมใต้ทะเลเพิ่มขึ้นด้วย

ปรมาจารย์สอนดำน้ำ

“ผมเป็นคนที่ทำอะไรแล้วต้องทำให้ดี ถ้าไม่ดีจริงเราไม่หยุด การดำน้ำก็เช่นกัน ผมเชื่อว่าถ้าได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักมันก็จะไปได้สุดและมีความสุข” ความหลงใหลโลกใต้ทะเลที่ไม่หยุดนิ่งทำให้เขาค้นพบว่าครูสอนดำน้ำคืออาชีพที่จะทำให้มีความสุข

แสนยา เล่าย้อนกลับไปก่อนจะมาถึงระดับ Course Director ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของวงการดำน้ำ เริ่มจากการฝังตัวในสถาบันสอนดำน้ำ แลกกับประสบการณ์และจำนวนนักเรียนที่มากพอเพื่อวัดระดับจากสถาบันดำน้ำ PADI (Professional Association of Diving Instructors)

“ผมลาออกจากงานประจำ นึกอยู่ในใจว่าผมต้องการเป็นผู้อำนวยการสอนระดับสูงสุดของวงการดำน้ำให้ได้ ตอนนั้นคุณแม่ไม่เห็นด้วย เราก็บอกท่านไปว่าเราชอบดำน้ำมาก สามารถต่อยอดทำธุรกิจด้านการดำน้ำ ซึ่งตอนนั้นในเมืองไทยไม่ค่อยมี บวกกับจุดเด่นของเราเอง มีความสามารถด้านการสื่อสารให้คนเข้าใจได้ดี และหนังสือวิชาการดำน้ำในระดับสูงส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษเราน่าจะเอาดีทางนี้ได้”

แสนยา ใช้เวลาในการเป็นผู้อำนวยการสอนเพียง 3 ปี ผ่านด่านวัดระดับตั้งแต่ Dive Master/Assistant Instructor/Instructor/Instructor Trainer และ Course Director ที่อายุน้อยที่สุดจากคนไทยทั้งหมด 5 คน

เมื่อ 12 ปีที่แล้ว การวัดระดับสูงสุดของครูดำน้ำไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องรวบรวมประวัติและประสบการณ์ด้านการสอนดำน้ำ ส่งใบสมัครไปที่ PADI จากนั้นทางสถาบันจะพิจารณาความเหมาะสมให้เข้ารับการฝึก เมื่ออนุมัติจึงจะสามารถเดินทางไปเรียนที่สถาบันซึ่งสอนอยู่ 2 ที่ คือ อเมริกาและมาเลเซีย

“ทุกวันนี้เป็นครูสอนดำน้ำมา 18 ปี ไม่มีวันไหนที่รู้สึกเสียใจที่ตัดสินใจแบบนั้นในวันนั้น เมื่อเราทำงานตรงนี้นานด้วยความตั้งใจ พอถึงจุดจุดหนึ่งเห็นสิ่งที่เราทำอยู่ คนจะเชื่อมั่นในตัวเรา ระยะเวลาที่เราอยู่ในวงการมันพิสูจน์ความสามารถ ไม่งั้นเราคงอยู่นานแบบนี้ไม่ได้”

ปัจจุบันครูแสนเป็นผู้อำนวยการสอนอยู่ที่สถาบันดำน้ำระดับอินเตอร์ Sea Mastermind ย่าน RCA ซึ่งเป็นสถาบันสอนดำน้ำที่ได้รับการรับรองระดับ 5 ดาวที่เดียวในกรุงเทพฯ และไม่กี่แห่งของไทยจาก PADI

นอกจากนี้ ยังเป็นศูนย์รวบรวมอุปกรณ์ดำน้ำระดับพรีเมียม ทั้ง Scuba และ Freedive เช่น แบรนด์ SPIERRE และ TUSA แน่นอน แสนยา ยังคงสร้างแรงบันดาลให้กับนักดำน้ำหน้าใหม่ตามเส้นทางฝันของตนเองไม่รู้จบ

หลังเกษียณ… ใช้เงินไงดี?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570971

  • วันที่ 16 พ.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

หลังเกษียณ... ใช้เงินไงดี?

เรื่อง บีเซลบับ  ภาพ เอพี

หลังเกษียณแล้วจะต้องใช้เงินเท่าไรจึงจะพอดี นี่คือคำถามที่เชื่อว่าอยู่ในใจของใครหลายคน แม้จะรู้คร่าวๆ ว่า หากต้องการให้คุณภาพชีวิตไม่แตกต่างจากก่อนเกษียณ ก็ควรเตรียมเงินไว้ 70% ของค่าใช้จ่ายก่อนเกษียณ แต่นั่นเป็นเพียงการประเมินเบื้องต้นตามทฤษฎีเท่านั้น ชีวิตจริงจะแบบนี้เป๊ะๆ หรือไม่ใครจะรับประกัน

ชีวิตไม่ใช่ทฤษฎี บางคนมีค่าใช้จ่ายมากกว่าช่วงก่อนเกษียณด้วยซ้ำ โดยเฉพาะช่วงต้นวัยเกษียณที่หลายคนยังเฮฮาปาร์ตี้ งานเลี้ยงไม่ (ยอม) เลิกรา กินทั้งเงินและเวลาแบบฮวบๆ แล้วจะประมาณการยังไงดีสำหรับชีวิตและค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ

1.ประมาณการตามไลฟ์สไตล์

เทียบเคียงกับค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนในปัจจุบัน และปรับให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ที่ต้องการ ในอนาคตอยากใช้ชีวิตอย่างพอเพียง สะดวกสบาย หรือหรูหราฟู่ฟ่าแค่ไหน แต่ถ้ายังนึกไม่ออก ก็ลองดู “ค่าเฉลี่ย” ของคนในกลุ่มอาชีพเดียวกัน เป็นตัวเลขอ้างอิงให้พอเห็นแนวทางไปก่อน มีข้อสังเกตว่า แต่ละกลุ่มอาชีพที่แม้จะเลือกใช้ชีวิตรูปแบบเดียวกัน แต่ระดับค่าใช้จ่ายก็ต่างกันนะ

2.ปรับอัตราเงินเฟ้อด้วยล่ะ

ไม่ว่าใครจะประเมินค่าใช้จ่ายในวัยเกษียณไว้เดือนละเท่าไร แต่ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงแค่ค่าใช้จ่ายในปัจจุบัน ที่ยังไม่ได้เผื่อไว้สำหรับ “เงินเฟ้อ” เพราะเช่นนั้นก็อย่าลืมเงินเฟ้อ และบวกเงินเฟ้อเข้าไปในทุกรายการสินค้าและบริการสำหรับค่าครองชีพอนาคตด้วย

สมมติว่า อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 3% ต่อปี เงินมูลค่า 5 หมื่นบาทในวันนี้ ก็จะถูกกัดกินให้มีมูลค่าเหลือเพียง 27,684 บาท ในอีก 20 ปีข้างหน้า หรืออาจจะแย่กว่านั้น ถ้าอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นไปถึง 4% ต่อปี มูลค่าของเงินก็จะยิ่งหดลดลงไป เหลือแค่ 22,819 บาท

ในขณะที่ราคาสินค้าและบริการก็จะปรับเพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ ทำให้เราต้องเตรียมเงินเผื่อไว้มากขึ้น เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบาย (เท่าเดิม) ในอนาคต ขอยกตัวอย่างให้ดูว่ากระเป๋าเงินในอนาคตของเราที่ต้อง “อ้วน” อีกเท่าไร เมื่ออัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยเท่ากับ 3% ต่อปี

อีก 20 ปีข้างหน้า ค่าดูแลผู้สูงอายุ จากปัจจุบันเดือนละ 1.5 หมื่นบาท จะกลายเป็น 2.7 หมื่นบาท รถเข็นผู้สูงอายุ จากคันละ 3,000 บาท จะกลายเป็น 5,400 บาท ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ ตัวละ 50 บาท จะกลายเป็น 90 บาท อาหารจานเดียว จากจานละ 40 บาท จะกลายเป็น 72 บาท (ที่ไม่อิ่มอีกต่างหาก) นมถั่วเหลืองจากกล่องละ 13 บาท กลายเป็น 23 บาท

3.สำรวจแหล่งรายได้ในวัยเกษียณ

อายุมาถึงวัยนี้ ต้องมีความชัดเจนในแหล่งรายได้ เงินเข้ากระเป๋าจากทางใดบ้าง เจ้าของกระเป๋าต้องรู้ เพื่อความสามารถในการบริหารจัดการนั่นเอง ทั้งนี้ เขียนจำนวนเงินที่ได้รับในแต่ละประเภทรายได้อย่างชัดเจน (รวมทั้งต้องศึกษา ข้อกำหนดและเงื่อนไขการเบิกถอนเงินออกมาใช้หรือการคงเงินไว้อย่างละเอียดไว้ด้วย)

จากนั้นจัดกลุ่มแหล่งรายได้ว่าเป็น “เงินก้อน” หรือ “รายได้ประจำ” (ตามเงื่อนไขที่เราต้องการ) เพื่อการวางแผนจัดสรรเงินที่ง่าย วิธีนี้จะทำให้เงินและรายได้หลังเกษียณของทุกคนไม่รั่วไหล รู้ที่มาและที่ไป ชนิดว่าไม่กระเด็น

4.ประเมินสถานะการเงินขั้นต้น

เมื่อรวบรวมข้อมูลรายได้ที่คาดว่าจะได้รับแล้ว ก็นำมาหักลบด้วยค่าใช้จ่าย แค่นี้ก็จะรู้แล้วว่า สถานะการเงินของเราดีเยี่ยมหรือน่าเป็นห่วง ถ้าผลลัพธ์เป็นบวก ก็พอเบาใจ แต่ถ้าเป็นลบก็ควรหาทางลดค่าใช้จ่าย เพิ่มรายได้ และบริหารเงินหลังเกษียณให้ดีที่สุด

“เพื่อความไม่ประมาท ควรประมาณการค่าใช้จ่ายให้สูง และประมาณการรายได้ให้ต่ำ เพราะอะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ในชีวิตอีกหลายสิบปีนับจากนี้”

การมีเงินออมเตรียมไว้มากหน่อยดีที่สุด แต่ก็ยังไม่ดีพอ ชีวิตหลังเกษียณจะอุ่นใจได้ก็ต่อเมื่อ เราไม่ปล่อยให้เงินที่มีอยู่เกษียณตามไปด้วย ยังต้องให้เงินทำงานต่อไปด้วย การลงทุน อย่างน้อยเพื่อให้ได้ผลตอบแทนเทียบเท่าเงินเฟ้อ รักษามูลค่าของเงิน (และอำนาจซื้อ) ของเราไว้ตราบนานเท่านาน